ตวง อันทะไชย พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการใช้อํานาจสูงสุดในการตรารัฐธรรมนูญ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขประเด็นที่เห็นต่างจากคณะกรรมาธิการ และเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาและกระบวนการในการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องบทบาทของสภาร่างรัฐธรรมนูญ การมีสิทธิเลือกตั้งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การนำพระราชบัญญัติเลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในทางปฏิบัติ
ท่านประธานที่เคารพ ขอบพระคุณท่านประธานที่เมตตาครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้เริ่มต้นว่าความจริง ในมาตรา ๒๙๑/๕ ผมแปรญัตติเพื่อจะตัดเอาไว้ให้มันต่อเนื่องกับ มาตรา ๒๙๑/๑ ประกอบกับ มาตรา ๓ ซึ่งผมแพ้มาทั้ง ๒ มาตรา แต่ว่าด้วยความที่ผมแปรญัตติเอาไว้ แล้วก็บังเอิญว่า คณะกรรมาธิการได้มาแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นปัญหาและเป็นประเด็นสําคัญที่รัฐสภาเอง จะต้องได้ให้เหตุผลแลกเปลี่ยนกัน ผมคิดว่าประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เห็นต่างจากคณะกรรมาธิการ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อสภา เป็นประโยชน์ต่อ กระบวนการในการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคตข้างหน้า ผมขอประทานอนุญาตได้เริ่มต้นอย่างนี้ว่า ถ้าเป็นประเด็นที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้นั้นผมไม่ติดใจ เพราะว่าผมแพ้มาแล้ว แต่ประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขในวรรคสี่นั้นท่านประธานครับ ได้แก้ไขเอาไว้ให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาใช้โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมาย หรือใช้พระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นการใช้กฎหมายดังกล่าว ผมแปลความอย่างนี้ง่าย ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจ แล้วก็วรรคเจ็ดที่ผมคิดว่ามีประเด็นปัญหา และประเด็นสําคัญที่มุมมองผมอาจจะแตกต่างจากสมาชิกท่านอื่น ก็คือการวินิจฉัยชี้ขาด การคัดค้านการตัดสิทธิเลือกตั้ง การเพิกถอนทั้งก่อนและหลังให้ศาลอุทธรณ์ดําเนินการ ภายใน ๓๐ วัน ผมเริ่มต้นประเด็นแรกท่านประธานครับ ประเด็นแรกที่ผมคิดว่าเป็นปัญหา ก็คือว่าผมฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ๖ วันนี่ผมไม่สบายใจ ไม่สบายใจบนพื้นฐานว่าท่านอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ได้ว่าการตรารัฐธรรมนูญคราวนี้ มันเป็นการใช้อํานาจสูงสุดในการก่อตั้งระบบแล้วก็องค์กรทางการเมือง การตราคราวนี้ผมย้ําว่า มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปใช้กฎหมายท้องถิ่นมาดําเนินการ ถ้าอธิบาย ในเชิงวิชาการผมคิดว่าท่านประธานคงทราบดีว่ารัฐาธิปัตย์เท่านั้นที่เป็นผู้มีการตราอํานาจ และเขาก็ให้การตราอํานาจนั้นไปใช้กระบวนการตรารัฐธรรมนูญที่เรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้น มี ๒ ระบบ คือระบบคณะกรรมาธิการกับระบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เราเขียนกฎหมายฉบับนี้ ใช้ระบบสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเมื่อเราใช้ระบบ สภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นแปลว่าการที่เราจะตราร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่กฎหมายธรรมดา มันสําคัญกว่ากฎหมายธรรมดา มันหมายถึงการจัดความสัมพันธ์เชิงอํานาจระหว่าง ประชาชนกับสถาบันการเมืองที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันหมายถึงการกําหนด อุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศที่เป็นทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และมันหมายถึง การเพิ่มลดสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่ได้เขียนขึ้นนี้ ผมย้ําว่าผมกําลัง จะอธิบายว่ามันต่างจากเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างไร
ประการสุดท้าย คณะ สสร. ชุดนี้จึงเป็นผู้ยกร่างที่จะให้รัฐาธิปัตย์ในการที่จะ ตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในการยกเลิกเพิกถอนองค์กรอิสระหรืออํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๒๙๑ ที่เราได้ผ่านไปแล้วนั้น เขามีอํานาจเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ ทําหน้าที่จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจึงมีอํานาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะใช้กฎหมายท้องถิ่น มาเลือกตั้ง ถามว่าถ้าอธิบายให้ชาวบ้านฟังผมอธิบายง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธานครับ มันเหมือนกับเรา เอาฝาตุ่มมาปิดโอ่ง บ้านท่านประธานมีตุ่ม บ้านผมมีตุ่ม พวกผมอยู่บ้านนอกมันมีตุ่ม แล้วก็ มีโอ่งแดงแล้วมันมีฝาปิดปากมัน เหมือนกับเอาฝาตุ่มมาปิดโอ่ง มันปิดอย่างไรก็ไม่มิด ผมเทียบให้ท่านดู ผมเล่าให้ท่านฟังแล้วว่า สสร. นั้นมันเป็นเหมือนผู้ที่มีอํานาจสูงสุดในการที่ จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง กําหนดสถาบันของประเทศ นั่นแปลว่า สสร. ที่เราให้มีนั้น จึงมีอํานาจสูงมากกว่า ส.ส. และ ส.ว. เพราะจะให้มี ส.ส. ให้มี ส.ว. หรือไม่ อย่างไร หรือว่า ระบบใดนั้นก็เป็นอํานาจ สสร. แต่วกกลับไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เราจะใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ๒๕๔๕ มาใช้ ผมไปพลิกดู พระราชบัญญัติกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจปี ๒๕๔๒ อํานาจองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้เขียนเอาไว้ในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ว่าให้มีอํานาจในการ ดําเนินการเรื่องการบริหารจัดการสาธารณะ อันประกอบไปด้วย ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนนหนทาง ตลาด และสิ่งแวดล้อม อํานาจเขาทําอย่างนั้น เขาจึงได้ไปออกพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้เหมาะสําหรับคนที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศ ในระดับท้องถิ่น ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนั้นเขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ผมไปลองดูสัก ๒ ประเด็นที่เห็นความแตกต่างว่ามันคือฝาตุ่มปิดปากโอ่ง มันปิดไม่ได้ เช่น การเสียสิทธิ ท่านประธานครับ คนไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้เสียสิทธิในการที่จะไปเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ไม่มีสิทธิที่จะไปสมัครกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. สจ. หรือนายกฯ ได้ ในขณะเดียวกันถ้าไม่ไป เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือองค์กรระดับประเทศที่ผมพูดถึงนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ก็ตาม ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปลงสมัคร สจ. หรือ ศอ.บต. ได้ ประการสําคัญเขาออกแบบเอาไว้น่าสนใจว่า ไม่จําเป็นจะต้องมีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งต่างประเทศ เพราะเขาออกแบบ ให้คนท้องถิ่นเป็นคนเลือกคนท้องถิ่นเข้าไปใช้บริการ ท่านประธานเห็นไหมครับว่ามันต่างกัน ระหว่างคนที่ทําหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญกับคนที่ไปทําหน้าที่ในสภาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ผมจึงเห็นว่าคณะกรรมาธิการไม่อาจจะเขียนในวรรคสี่ให้ไปใช้กฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้กับการเลือกตั้งที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ เปลี่ยนแปลงการปกครองได้ สสร. ควรที่จะต้องให้คนไทยที่อยู่ทั่วประเทศนั้นได้มีสิทธิ เลือกคนของเขาที่จะเข้ามาเป็นผู้แทนในการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองปกครอง ต้องออกเป็น พระราชบัญญัติครับ ออกเป็นพระราชบัญญัติตามข้อเสนอของ กกต. นั่นประการที่ ๒
ประการที่ ๓ ยิ่งได้ฟังคณะกรรมาธิการชี้แจง ผมขอประทานอนุญาตได้อธิบาย นิดหนึ่งว่าท่านไปบอกว่าพอใช้ พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านฟังดี ๆ นะครับ ท่านพูดเหมือนการ์ตูน ท่านพูดเหมือน ๑ บวก ๑ เป็น ๒ ท่านพูดว่าถ้าเว้นมาตรานี้ ไปใช้มาตรานี้ ทําได้สบายมาก ท่านประธานอยู่สภามานาน ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ก็อยู่สภามานาน ท่านจําได้ไหมครับเวลาเราแปรญัตติตัดข้อความบางข้อความในบางมาตรา มันต้องแก้กันทั้งพระราชบัญญัติ มันไม่ได้หมายความว่าท่านไปให้ กกต. ออกพระราชกฤษฎีกา เสร็จเรียบร้อยเว้นมาตราหนึ่ง ผมถามว่าคนปฏิบัติเขาจะทําอย่างไร ผมถามว่าเจ้าหน้าที่จะ ใช้ดุลยพินิจอย่างไร เพราะกฎหมายมันเขียนตั้งแต่มาตราแรกจนถึงมาตราสุดท้ายสอดคล้อง เป็นเรื่องเดียวกัน ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าท่านไม่อาจจะกระทําแบบนี้ได้แล้วมันก็จะ เกิดการวุ่นวายในทางปฏิบัติ ผมไม่แน่ใจว่าที่สุดก็ไม่สามารถที่จะไปเลือกตั้ง สสร. ได้ ตามความต้องการของท่าน ด้วยเหตุผลดังกล่าวในวรรคสี่ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการว่าท่านต้องทบทวนครับ ฝาตุ่มมันปิดปากโอ่งมันปิดไม่มิดแล้วมันก็จะเป็น ปัญหาในทางปฏิบัติ ในดุลยพินิจ ในผู้ดําเนินการต่อไป
วรรคสุดท้ายที่ผมกราบเรียนท่านประธานเอาไว้ตั้งแต่ตอนก็คือ วรรคที่บอกว่า การวินิจฉัยชี้ขาดกับการตัดสิทธิคัดค้าน เพิกถอนนั้นท่านให้อํานาจศาลอุทธรณ์ดําเนินการ ภายใน ๓๐ วัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ถ้าศาลอุทธรณ์ท่านพูดได้ ท่านคงบอก สภาแห่งนี้ว่าเอาเผือกร้อนมาให้อีกแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการก็ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้อย่างเป็นคุ้ง เป็นวัง ซึ่งผมก็ฟังแล้วแปลว่ากรรมาธิการไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอย่างไรท่านประธานครับ กล้าบอกต่อสภาว่าคดีของการเลือกตั้งนั้นเป็นคดีง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อนเป็นคดีไม่ยุ่งยาก ให้ทําอย่างไรก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านอยู่สภามานานท่านก็คงทราบดีว่า คดีการเมืองเป็นคดียุ่งยากที่สุดในโลกครับ ท่านจําตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิพากษา ยุบพรรคการเมืองได้ไหมครับ พอจะตัดสินที่นี่มีมวลชนไปล้อมก็ต้องย้ายไปตัดสินที่อื่น ความหมายของผมก็คือว่าคดีการเมืองนั้นถ้าตัดสินเร็วศาลก็ถูกด่า ถ้าตัดสินช้าศาลก็ถูกประณาม เพราะมันมีมวลชนของ ๒ ฝ่ายเข้ามากดดันกัน เข้ามาต่อรองกัน ศาลท่านบอก อย่านําเรื่องอย่างนี้มาให้ท่านเลย ยิ่งถ้าท่านประธานย้อนไปดูแนวทางปฏิบัติของกฎหมาย ๒ ฉบับก็คือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นปี ๒๕๔๕ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ท่านประธานจะพบว่าไม่ได้ให้อํานาจกับศาลอุทธรณ์ดําเนินการได้เลยนะครับ ก่อนที่จะขึ้นมาศาลอุทธรณ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ให้ กกต. เป็นคนไปสืบสวนข้อเท็จจริง ไต่สวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐานแล้วมามอบให้กับศาลอุทธรณ์ในการตัดสิน เลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. เช่นเดียวกันท่านประธานครับ กกต. มีหน้าที่ในการไปสืบสวน พยานหลักฐานทวนความไต่สวนแล้วก็เสนอต่อศาลฎีกา ประเด็นของผมก็คือว่าวันนี้ ท่านเขียนเอาไว้แบบนี้นั้นแปลว่าคนจะคัดค้านผลการเลือกตั้ง สสร. นั้นต้องไปที่ศาลอุทธรณ์ คนจะร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง สสร. ต้องไปที่ศาลอุทธรณ์ คนที่จะสืบสวน สอบสวน ไต่สวนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือศาลอุทธรณ์ ถ้าจะให้มีใบเหลือง ใบแดง ก็คือศาลอุทธรณ์ แปลว่าศาลอุทธรณ์ต้องชงเองกินเองให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ผมพาท่านประธานไปดูพระราชบัญญัติการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปี ๒๕๔๕ บทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านและการสืบสวนสอบสวน ท่านประธานจะพบว่าในภาคปกตินั้น เขาให้อํานาจเอาไว้ว่าถ้าร้องเรียนภายใน ๓๐ วัน ไปสืบสวนสอบสวนแล้ว ๓๐ วันไม่แล้วเสร็จ ให้ต่อได้อีก ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน เพียงเท่านี้ก็เขียน ๙๐ วัน ท่านมาเขียนให้ศาลทํา ๓๐ วัน ผมถามท่านประธานเป็นประเด็นนิดเดียวว่าวันนี้สมมุติว่า กกต. ไม่ได้มีอํานาจอยู่แล้ว ให้ศาลอุทธรณ์มีอํานาจในการให้ใบแดงใบเหลือง พอให้ใบแดง ใบเหลืองคนเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่า สสร. ไม่ได้ครบตามที่ท่านตั้งใจเอาไว้จะเกิดอะไรขึ้นครับ ศาลอุทธรณ์ ก็จะกลายเป็นจําเลยทางสังคมที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่ตอบสนองต่อการปฏิรูปการเมือง ผมพูดอย่างนี้ไม่เกินเลยท่านประธานครับ จะได้บันทึกในสภาแห่งนี้เอาไว้ว่าอย่างน้อย มีสมาชิกรัฐสภาได้บอกคณะกรรมาธิการแล้ว ได้เตือนเอาไว้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเกิดขึ้น ในแวดวงการเมืองเรา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในประเทศของเรา ข้อเสนอของผมตอนท้ายครับ ผมเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการต้องคิดถึงในอนาคต ผมไม่อยากจะกล่าวหาว่าท่านไม่ฟัง ท่านฟังครับ แต่ผมคิดว่าเมื่อฟังแล้วต้องคิดต่อไปในอนาคตข้างหน้าว่าวันนี้ท่านประธาน ต้องยอมรับว่าเมื่อคณะกรรมาธิการโดยสภาของเรานี่ ได้เปิดช่องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไว้แบบนี้แล้ว ผมเรียนท่านประธานว่าอนาคตต้องมีการแก้ไขอย่างแน่นอน อนาคตที่จะ มีรัฐบาลใหม่เข้ามา เขาก็ต้องไปหาเสียงแล้วกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วเขาก็ใช้ ช่องทางของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไข วันนั้นวันที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน ท่านจะนึกถึงคําพูด ของสภาว่าทําไมเราต้องให้ สสร. มี ๙๙ คน ทําไมเราจะต้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาภายใน ๓๐ วัน พอไปอยู่ที่ฝ่ายค้านนี่เหตุผลจะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย พอไปอยู่ฝ่ายรัฐบาลก็จะเป็น อีกแบบหนึ่ง ผมยกตัวอย่างเรื่องพระราชกําหนดฉบับหนึ่ง พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเป็นคนประกาศ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง เป็นคนใช้ ผมจึงให้ท่านได้รับทราบและรับรู้ว่า ถ้าหากว่าเราคิดเพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะหน้า อย่างรวดเร็วตามความต้องการของท่านหรือของใคร ผมไม่ทราบ โดยไม่ได้คิดถึงในอนาคต ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะเป็นปัญหาอย่างที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธาน ผ่านที่ประชุมไปแล้ว
สุดท้ายครับ ขอบพระคุณ อย่างน้อยผมดีใจว่าวัน ๒ วันได้สัญญาณ จากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าท่านยินดีที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม ตัดตกแต่งให้สังคม เดินไปข้างหน้า ถ้าอยากให้มันเร็ว ผมคิดว่าตรงนั้นคือหัวใจสําคัญที่จะต้องทําให้การแก้ไข รัฐธรรมนูญประสบความสําเร็จครับ ขอบพระคุณครับ