รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง โดยเสนอว่าควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจในการกำหนดบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่จำเป็นต้องนํามาบังคับใช้ และขอให้คณะกรรมาธิการตัดคําว่า รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องออก เพื่อให้การปฏิบัติและตีความง่ายขึ้น

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สําหรับมาตรา ๒๙๑/๕ นั้น กระผมได้สงวนความเห็นไว้เพื่อประหยัดเวลา ของสภาแห่งนี้ ผมจะขออนุญาตไม่อ่านในส่วนที่ผมได้สงวนความเห็นไว้นะครับ ส่วนที่ผมสงวนความเห็นไว้นั้นปรากฏว่าอยู่ในหน้า ๑๐๖ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกรัฐสภา จะได้ดูประกอบไปด้วยก็จะช่วยประหยัดเวลาของรัฐสภาแห่งนี้ลงไปได้ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในครั้งนี้ที่จะกําหนดให้มีการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมา เพื่อทําหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างมาแล้วก็ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้โดยทันที แต่จะต้องผ่านกระบวนการการลงมติของประชาชนเสียก่อน ถ้าหากว่าประชาชนเห็นด้วย กับร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่นั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะมีผลใช้บังคับ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนที่มาลงมติ ก็จะมีผลทําให้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีผลบังคับใช้ต่อไป ดังนั้นโดยส่วนตัวของผมเองแล้วก็มีความเห็นว่า ประเด็นที่จะเกิดปัญหาในเรื่องของการทุจริตในเรื่องการเลือกตั้ง สสร. นั้น หรือจะมีประเด็น ปัญหาอื่น ๆ นั้น ก็คงจะไม่ได้มีมากมายอย่างที่กังวลกันนะครับ เนื่องจากว่าหน้าที่ของ สสร. ชุดนี้ก็เป็นแต่เพียงร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน กับรัฐธรรมนูญที่จะได้ร่างใหม่เท่านั้น ดังนั้นโดยส่วนตัวของกระผม ไม่ว่าจะใช้พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือจะใช้พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ที่มีลักษณะเป็นการเลือกตั้ง แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ก็ไม่ได้มีผลแตกต่างในลักษณะที่มีนัยสําคัญครับ เนื่องจาก การเลือกตั้งลักษณะแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือจังหวัดเดียวคนเดียวนั้นก็เป็นกระบวนการ การเลือกตั้งที่ประชาชนมีความคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เป็นกระบวนการการเลือกตั้งที่ กกต. หรือว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องก็มีความคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเลือกตั้งเฉพาะกิจ เฉพาะครั้ง เฉพาะคราว มิได้เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นประจํา การจะไปออกพระราชบัญญัติเฉพาะเพื่อการนี้ จริง ๆ แล้วก็คงไม่ได้มีความจําเป็นครับ เนื่องจากเราก็คงจะมีการเลือกตั้ง สสร. หลาย ๆ สิบปีครับ หรือว่าเราก็อาจจะคาดหวังกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าที่จะเป็นครั้งสุดท้าย ความจําเป็นที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อการเลือกตั้ง สสร. โดยเฉพาะก็น่าที่จะมีความจําเป็นน้อยครับ ท่านประธานครับ

สําหรับมาตรา ๒๙๑/๕ ที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดว่าให้มีประเด็น เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนดบทบัญญัติ แห่งกฎหมายใดที่ไม่จําเป็นต้องนํามาบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ตามความเห็น ของกระผมที่ได้สงวนความเห็นไว้นะครับ ก็มีความเห็นว่าถ้าหากว่าเรื่องของบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าหากว่าจะไม่กําหนดก็น่าที่จะตรงกับเจตนารมณ์ที่ประสงค์จะทํามากกว่า สาเหตุที่ผมกล่าวเช่นนั้นก็เนื่องจากว่าการใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มาใช้โดยอนุโลม คําว่า อนุโลม ก็ครอบคลุมถึงเรื่องบทกําหนดโทษอยู่แล้ว การที่เขียนว่า รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม การเพิ่มคําว่าบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องนั้น อาจจะมีการตีความที่เกินเลยกว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยอาจจะตีความไปถึงพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องครับ อย่างเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วย พรรคการเมือง หรือว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ซึ่งก็จะมีประเด็นทําให้ เกิดการตีความที่มากเกินกว่าที่จําเป็นนะครับ ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการจะได้ตัดคําว่า รวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องส่วนนี้ออกนะครับ ให้คงเหลือแต่เพียงว่าให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็น่าที่จะครอบคลุม แล้วก็ตรงกับ เจตนารมณ์ แล้วก็จะมีปัญหาในทางปฏิบัติที่น้อยกว่าครับ

ส่วนในประเด็นที่ว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศกําหนด บทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําเป็นต้องมาบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ในส่วนนี้ตามความเห็นของกระผมก็มีความเห็นว่า ก็ไม่จําเป็นต้องบัญญัติเช่นเดียวกันครับ เนื่องจากว่าการนํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาบังคับใช้ โดยอนุโลมนั้น ส่วนไหนที่บังคับใช้ได้ก็ต้องบังคับใช้ ส่วนไหนที่บังคับใช้ไม่ได้ก็ไม่ต้องบังคับใช้การกําหนดว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศก็ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องทําเช่นนั้นครับ แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมการมีความประสงค์ที่จะลงให้ละเอียดกว่านั้น ก็อาจจะลงให้ลึกไปเลย ว่าพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กล่าวถึงนั้นประสงค์จะให้นํามาตราใด มาบังคับใช้โดยละเอียด ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้กําหนดนะครับว่าบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดจะไม่บังคับใช้ครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นที่อยู่ในวรรคท้ายของมาตรา ๒๙๑/๕ ดังกล่าว มีการเขียนว่าการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผล การเลือกตั้ง ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง ประเด็นคําพูดที่บอกว่าการคัดค้านตัดสิทธินั้นตามความเห็น ของกระผมนะครับ คําว่า ตัดสิทธิ ไม่น่าจะต้องระบุเข้าไปครับ ถ้าหากว่ามีการเขียนว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งก็น่าที่จะเป็น กระบวนการเขียนที่ครอบคลุมทุกเรื่องอยู่แล้วนะครับ ก็คือว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง ก็ครอบคลุมนะครับ การเพิกถอนผลการเลือกตั้งก็ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว การเพิ่มคําว่า ตัดสิทธิ เข้าไป ก็ทําให้เกิดความสับสนมากกว่าเดิมว่าการตัดสิทธิการเลือกตั้งหมายถึงสิ่งใด ซึ่งในพระราชบัญญัติที่ผ่านมาจะไม่มีคําพูดคํานี้นะครับ แต่ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการ ประสงค์จะใส่คําว่า ตัดสิทธิ ด้วย ก็น่าจะเขียนว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง การตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้ง ก็จะได้ข้อความที่ชัดเจนและมีปัญหา ในการตีความ มีปัญหาในการปฏิบัติที่น้อยกว่า จึงขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาเพื่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติน้อยลงหรือปัญหาในการตีความน้อยลงครับ นอกจากนี้จากหนังสือของทางคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ส่งมาเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕ ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมาธิการเลือกตั้งได้มีการประชุมในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕ ก็ได้มีความเห็นว่าในเรื่องของการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากอาจจะมีความสับสน ถ้าหากว่าอ้างอิงตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ก็จะเกิดความสับสนครับว่าการร้องเรียนจะต้องร้องเรียนไปที่ กกต. ก่อน หรือจะร้องเรียน ไปที่ศาลอุทธรณ์ได้โดยตรง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้เสนอทางออกทางหนึ่ง เช่น ควรใช้ถ้อยคําว่าการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมเข้าใจว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ก็เนื่องจากว่าการเลือกตั้ง สสร. นั้น เมื่อเลือกตั้ง สสร. แล้ว สสร. เขามีเวลาทําหน้าที่ประมาณ ๑๘๐ วัน ถึง ๒๔๐ วัน หรือ ๖ เดือน ถึง ๘ เดือนเท่านั้น ถ้าหากว่ากระบวนการที่จะใช้ในการพิจารณาสืบสวน สอบสวนเพื่อเพิกถอนผลการเลือกตั้ง หรือคัดค้านการเลือกตั้งใช้เวลานานเกินกว่า ๓๐ วัน หรือ ๑ เดือน ก็จะทําให้ผลที่จะได้ สสร. มาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีเวลาในการร่างเพียง ๖-๘ เดือน ถ้าหากว่ากระบวนการพิจารณาเรื่องการคัดค้านใช้เวลา ๑ เดือน หรือเกินกว่า ๑ เดือน ถ้าหากว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นใหม่ก็จะใช้เวลานาน เช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาเกินกว่า ๓๐ วัน ก็ไม่น่าที่จะเหมาะสม เพราะว่าเวลาที่ใช้ในการพิจารณาที่ยาวนานเกินไปก็จะทําให้ผลของการเลือกตั้งที่จะมีผลให้ สสร. มาทําหน้าที่ต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก เวลาทํางานมีเพียง ๖-๘ เดือนเท่านั้น ดังนั้น ข้อจํากัดในเรื่องของเวลา อย่างไรก็ดีการพิจารณาเรื่องการคัดค้านการเลือกตั้ง การเพิกถอน ผลการเลือกตั้งจะให้นานกว่า ๓๐ วันก็คงเป็นไปได้ยาก ถ้าหากว่ามีข้อกําหนดว่าการคัดค้าน การเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งจะต้องดําเนินการภายใน ๓๐ วันเท่านั้น ก็เห็นสมควรครับว่าการร้องนั้นควรที่จะได้ร้องต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงเพื่อที่ศาลจะได้มีเวลา ๓๐ วัน ในการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ แต่ถ้าหากว่ามีกระบวนการที่ต้องผ่าน กกต. ก่อนก็จะทําให้เวลาที่ใช้ในการพิจารณาจริง ๆ ก็จะยาวนานกว่า ๓๐ วัน อาจจะเป็น ๖๐ วัน ซึ่งในที่สุดก็จะกลับมาที่การปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. เช่นเดียวกันว่าเวลาการปฏิบัติ หน้าที่ของ สสร. มีเพียง ๖ เดือน ถึง ๘ เดือนเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเสียเวลาในการพิจารณา เรื่องคัดค้านแล้วต้องมีการเลือกตั้งใหม่การทําหน้าที่ของ สสร. ก็จะไม่ได้ทําหน้าที่ ซึ่งมันแตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งมีวาระการปฏิบัติหน้าที่ ๔ ปีก็ดี ๖ ปีก็ดี แตกต่างจาก สสร. ที่มีเวลาปฏิบัติหน้าที่เพียงครึ่งปีหรือ ๘ เดือนเท่านั้น จึงมีความจําเป็นโดยความเห็นของผมครับว่าควรจะต้องมีการบัญญัติเพิ่มเติมว่า การคัดค้าน การเลือกตั้ง สสร. การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สสร. ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งกรณีดังกล่าวก็จะทําให้ไม่มีปัญหาข้อสงสัยในการปฏิบัติครับว่า ถ้ามีข้อสงสัย หรือมีการคัดค้านจะต้องไปคัดค้านที่ใด มันบัญญัติไว้เลยนะครับ การคัดค้าน สสร. ผู้ที่เสียหายก็ไปยื่นฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ได้โดยตรง วิธีการพิจารณาก็อาจจะใช้วิธีการพิจารณา ของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งได้มีการบัญญัติไว้อยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์ได้ใช้อยู่แล้ว ในปัจจุบันก็สามารถกระทําได้ หรือหากจะมีความจําเป็นต้องบัญญัติวิธีการพิจารณาเป็นอื่นก็สามารถที่จะดําเนินการได้ ในทํานองเดียวกันกับที่ได้ระบุ ระเบียบวิธีพิจารณาในกรณีการคัดค้านสมาชิกสภาท้องถิ่น อยู่แล้ว ก็น่าที่จะมีความเหมาะสมครับ นอกจากนี้ยังควรที่จะได้มีการระบุไว้ด้วยนะครับว่า การคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ชะลอการประกาศรับรองพิจารณา ผลการเลือกตั้ง จริง ๆ แล้วเจตนาตัวนี้ก็น่าจะเป็นเจตนาที่เข้าใจตรงกันทั้งของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ของ กกต. ด้วย แต่อย่างไรก็ดีถ้าหากไม่มีการระบุตัวนี้ไปก็อาจจะเกิดผู้ที่โต้แย้งก็ได้ว่า การคัดค้านการเลือกตั้งหรือว่าการขอคุ้มครองชั่วคราวนี้จะสามารถที่จะชะลอการประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดไว้ว่าให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ภายใน ๑๕ วันหลังจากที่ได้มีการเลือกตั้งนะครับ ถ้าหากไม่มีการระบุให้ชัดเจนก็อาจเป็นไป ได้ที่จะมีบุคคลบางกลุ่มเข้าใจว่าการไปฟ้องร้องต่อศาลอุทธรณ์นั้นสามารถที่จะชะลอ การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งดังกล่าวได้ ถ้าหากมีการเขียนหรือบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่า การคัดค้านไม่มีผลเป็นการชะลอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก็จะทําให้ไม่เกิดข้อสงสัย ในทางปฏิบัติแล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงกับ ความคิดเห็นของ กกต. ที่ได้มาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการด้วย ก็จะทําให้เกิดความชัดเจน ยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวของกระผมถ้าหากว่าได้มีการบัญญัติในประเด็นที่อาจจะมีข้อสงสัย โดยชัดเจน โดยชัดแจ้งแล้ว เมื่อมีการปฏิบัติก็จะมีปัญหาน้อย การเลือกตั้ง สสร. ที่จะเกิดขึ้น ก็จะมีปัญหาน้อยที่สุดครับ ก็จะรบกวนท่านประธานคณะกรรมาธิการผ่านไปท่านประธานว่า การบัญญัติให้ชัดเจนตรงตามเจตนารมณ์ของกรรมาธิการที่มีเป้าประสงค์อยู่แล้วนะครับ ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายแล้วก็จะลดปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องการฟ้องร้องหรือการคัดค้าน โดยไม่จําเป็นลงไปได้ก็จะทําให้การเลือกตั้ง สสร. ในครั้งนี้สามารถดําเนินการไปได้ โดยสะดวก ไม่มีปัญหาครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ