สาธิต ปิตุเตชะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลา การใช้กฎหมายในการเลือกตั้ง และการใช้กฎหมายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้ใช้กฎหมายการเลือกตั้ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และส.ว. และวิจารณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความเร่งรีบ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมได้สงวนความเห็นในมาตรา ๒๙๑/๕ ไว้ ๓ ประเด็นสําคัญ ๆ ผมไม่ใช้เวลามากครับ ๓ ประเด็นของผมก็คือว่าเรื่องระยะเวลา จากคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยังคงไว้ตามร่างเดิม คือ ๑. ๗๐ วัน แต่ผมขอแก้เป็น ๑๐๐ วัน
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการใช้กฎหมายที่บังคับในการเลือกตั้ง สสร. ผมก็ไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ไปหยิบยกเอา พ.ร.บ. เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นมากําหนดบังคับใช้ โดยผมเห็นว่าควรที่จะใช้กฎหมายที่ร่างขึ้นมาโดยเฉพาะ สําหรับการเลือกตั้ง สสร. เพราะมีความแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องการเพิกถอนผลการเลือกตั้งโดยกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียนให้อํานาจให้กับศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัยแล้วก็เพิกถอนสิทธิหรือเพิกถอน ผลการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรานี้ก็เป็นผลผลิตที่บอกถึงความเร่งรีบ รวบรัด แล้วก็ลุกลี้ลุกลนในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคงต้องยืนยันอีกครั้งหนึ่ง กับท่านประธานว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะสถานการณ์ ความจําเป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีมากมายหลายอย่าง มากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปแก้ร่างเดิมของ ครม. มากกว่าที่ผมแก้ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้มาตรานี้จากหลักเกณฑ์และวิธีการ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง กําหนดอํานาจหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้ง กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็แก้ว่าให้นํากฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมครับ ผมเรียนกับท่านประธานว่าอันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมาธิการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ครับ เพราะว่าร่างของ ครม. ผมเข้าใจว่า ก็ร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยความเร่งรีบ การกําหนดให้การเลือกตั้ง สสร. ให้นําระเบียบ กฎเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เป็นที่ตกผลึกกันในคณะกรรมาธิการว่าทําไม่ได้ เป็นปัญหา เนื่องจากปัญหาศักดิ์และสิทธิของกฎหมายว่าการเลือกตั้ง สสร. เป็นไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด จะไปใช้ระเบียบกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นเพียงกฎเกณฑ์ ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ไม่สามารถกระทําได้ในทางปฏิบัติ กรรมาธิการก็มีการพูดคุยกัน แล้วก็นําไปสู่การหาทางว่าจะทําอย่างไรที่จะเอากฎหมายฉบับไหนมาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สสร. ความเห็นของผมก็คือว่า ผมแปรญัตติไว้ว่าผมต้องการเห็นพระราชบัญญัติ ที่ร่างขึ้นมาโดยเฉพาะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เหตุผลก็เพราะว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมเรียนว่า ในร่างของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีมากกว่านั้นนะครับ ก็คือว่าแทนที่จะใช้กฎหมาย เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นเพียงฉบับเดียว ท่านประธานลองดูในรายละเอียดที่มีการแก้ไข เพิ่มเติมนะครับ ในวรรคสองใช้กฎหมายท้องถิ่น แต่ในวรรคถัดไปคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๙๙/๑ และมาตรา ๙๙/๒ แล้วก็มาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) (๔) อันนี้คือใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญในลักษณะคุณสมบัติต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ไปหยิบยกในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาใช้ ในวรรคสุดท้ายไม่พอแค่นั้น โยนการวินิจฉัย ชี้ขาดการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้งไปให้ศาลอุทธรณ์ อันนี้ก็เขียนอํานาจไว้ในกฎหมาย ฉบับนี้นะครับ เพียงแต่ว่าเอาอํานาจนี้ไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนเพิกถอนสิทธิ ทั้ง ๆ ที่เดิม เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นี่ก็เป็นความเร่งรีบ รีบร้อน ผิดตั้งแต่ร่างเดิมมาถึง การแก้ไข กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยก็มีหลายความเห็นนะครับ พูดคุยกันว่าทําไมไม่ใช้ การตรากฎหมายการเลือกตั้ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แล้วก็ ส.ว. มันน่าจะมีความใกล้เคียงมากกว่านั้น ผมจะนําเสนอเหตุผลถึงข้อขัดข้องของกฎหมายฉบับนี้ กับการเขียนกฎหมายตามมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ปรากฏอยู่ในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ว่าถ้ามีกรณีเช่นนี้ท่านจะแก้ไขอย่างไร วันที่เราฟังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้ความเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เขาตอบชัดเจนครับ ในเบื้องต้นก็คือร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี ระเบียบ กฎเกณฑ์ใช้ไม่ได้ เมื่อระเบียบ กฎเกณฑ์ใช้ไม่ได้ จะใช้กฎหมายไหน ผมคนหนึ่ง ที่เสนอความเห็นในคณะกรรมาธิการว่าต้องออกกฎหมายโดยเฉพาะสําหรับการเลือกตั้ง สสร. ที่มีจํานวน ๗๗ คน แต่ละจังหวัด ถามว่าทําไมต้องไปออกกฎหมายเฉพาะ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้กฎหมายเพื่อมีความเหมาะสม ในขณะที่ยังไม่มีความชัดเจน ในขณะที่ยังไม่มีการพูดคุยกันว่าตกลง สสร. ที่เราจะเกิดขึ้น ๗๗ คนจากการเลือกตั้ง มันจะมีความชัดเจนในเรื่องใบเหลือง ใบแดง อย่างไร หาเสียงได้ไหม เหมือน ส.ว. หรือไม่ ใช้พรรคการเมืองไปสนับสนุนได้หรือไม่ เมื่อสักครู่ก็มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการ ๔ ฝ่าย ไปตกลงกันว่ายังคงใช้การเลือกตั้ง ใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น แล้วก็ ผู้บริหารท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันกลับมาบอกว่าใช้ กกต. เป็นคนให้ใบเหลือง ใบแดง ผมก็ยังมีความสับสนอยู่ว่าตกลงคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร จะเอาอย่างไรก็ตาม อ้ายที่แก้มาสับสนที่สุดครับ แล้วผมมีความเชื่อมั่นว่ามันไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ความเร่งรีบ คือเร่งรีบทําอย่างอื่นทําได้ เร่งรีบทํากับข้าว ใส่เสื้อผ้ามันแก้ไขได้ แต่ถ้าเร่งรีบ แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญมันทํายากครับ เพราะสุดท้ายคนที่ทํามันเสี่ยงกับการทําผิดกฎหมาย ไม่มีใครเขาทําให้ครับ หน่วยงาน กกต. ที่มีความอิสระมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาว่า ควรที่จะออกกฎหมายที่เลือกตั้งโดยเฉพาะเหมือนที่ผมสงวนความเห็นไว้ แต่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปปฏิบัติตามนั้น กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปใช้กฎหมายท้องถิ่น ผมเรียนว่ากฎหมายท้องถิ่นมันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างมากกับการเลือกตั้ง สสร. ความจริงกฎหมายท้องถิ่นใช้บังคับทั้งสภาท้องถิ่น ใช้บังคับทั้งผู้บริหารท้องถิ่น อยู่ในร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน เอาว่าเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งก็มีความสับสนอยู่พอสมควรว่า สุดท้ายจะเลือกใช้การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถ้าสมมุติเป็น ๗๗ คนก็ต้องใช้การแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นผู้บริหารท้องถิ่นประเภทนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนการใช้กฎเกณฑ์ ในเรื่องของสมาชิกสภาท้องถิ่น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่สามารถหยิบยกมาใช้ นั่นหมายความว่าท่านก็หยิบยกบางส่วนมาใช้เท่านั้นเองครับ อีกบางส่วนท่านก็ไม่นํามาใช้ แถมในวรรคสองท่านก็ไปกําหนดคุณสมบัติเอากฎหมายรัฐธรรมนูญอันนี้เข้าไปบังคับใช้ ในเรื่องของคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม มิหนําซ้ําในกฎหมายฉบับนี้เขียนไปให้อํานาจ ศาลอุทธรณ์ ซึ่งผมจะอภิปรายต่อไปว่าศาลอุทธรณ์มันมีปัญหาในเชิงปฏิบัติอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ เรื่องระยะเวลาจาก ๗๕ วัน เป็น ๑๐๐ วัน ผมเรียนว่าร่างของ คณะรัฐมนตรี แล้วก็ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้เหมือนร่างเดิม คือ ๗๕ วัน ๗๕ วันผมคิดว่ามาจากข้อกําหนด หลักเกณฑ์ก็คือว่าวันรับสมัครใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ วัน วันเลือกตั้งก็ใช้เวลา ๔๐ วัน ท่านประธานเห็นไหมครับ ดูมันไม่มีการเผื่อเวลา ผิดพลาด ดูมันกําหนดให้มันตรงพอดีกับการเขียนกฎหมายในการจัดการเลือกตั้ง ไม่เผื่อ ในการที่จะมีปัญหา มีอุปสรรคใด ๆ ในการที่จะวางแผนในการปฏิบัติงานให้หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เขารับภาระตามร่างกฎหมายของพวกเรานําไปใช้ ผมยังเห็นว่าในเรื่อง กําหนดระยะเวลานั้น ผมขอเปลี่ยนแปลงให้เป็น ๑๐๐ วัน เพื่อป้องกันความผิดพลาด ส่วนเรื่องการกําหนดกฎหมายท้องถิ่น ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมมีตัวอย่าง ยกตัวอย่างกฎหมายท้องถิ่น การเลือกตั้งสมาชิก ผู้บริหารท้องถิ่น กฎหมายสภาท้องถิ่น ในหมวด ๙ ว่าด้วยเรื่องการคัดค้านการเลือกตั้งในมาตรา ๑๐๒ แล้วมาตรา ๑๐๓ เขาเขียนไว้ ชัดเจนนะครับว่าสิทธิในการคัดค้านการเลือกตั้งให้ผู้สมัครยื่นคําร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน และในมาตรา ๑๐๓ ก็พูดชัดนะครับว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคําร้องคัดค้านเลือกตั้งก็ให้พิจารณา และเห็นว่า การเลือกตั้งหรือการนับคะแนนเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม หรือมีกรณี การฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือมีกรณีที่เชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติ ตามมาตรา ๕๗ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ หรือมีการ ให้เลือกตั้งใหม่ เว้นแต่ความไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม หรือการฝ่าฝืนดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้อง กับผู้ได้รับการเลือกตั้ง หรือไม่ได้เป็นเหตุสําคัญที่จะทําให้ผู้นั้นได้รับเลือกตั้ง ก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งยกคําร้อง วรรคสุดท้ายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาคําร้องคัดค้านตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องคัดค้าน ในกรณีจําเป็นอาจจะขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน ที่ผมอ่านมาทั้งหมด เป็นข้อกําหนดซึ่งให้อํานาจคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยชี้ขาด เพิกถอนการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่ท่านประธานครับ ร่างกฎหมายของรัฐบาลหรือร่างกฎหมาย ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ใช้กฎหมายท้องถิ่นเลือกตั้ง บังคับใช้นะครับ แทนที่จะให้เป็นไป ตามกฎหมายท้องถิ่น แต่ไปยกเว้นในวรรคท้ายอย่างไรครับ ส่วนนี้ไม่ใช้แต่ไม่ได้ฆ่าทิ้ง ไม่ได้พูดถึง กลับไปเขียนให้อํานาจการวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสินการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผล ให้เป็นอํานาจหน้าที่ ของศาลอุทธรณ์ในการพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ก็เขียนขัดกันแล้ว ร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ของคณะกรรมาธิการเขียนให้อํานาจศาลอุทธรณ์ เขียนให้ใช้ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น แต่แค่นี้ก็ขัดกัน มิหนําซ้ําร่างกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ได้มีเขียนไว้ด้วยซ้ําว่าถ้าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดหรือแย้ง กับกฎหมายฉบับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ยึดกฎหมายร่างแก้ไขเพิ่มเติมนี้เป็นหลัก มันก็ยุ่งสิครับท่านประธาน และจะเลือกใช้อันไหนครับ จะอ้างว่าเลือกใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทําการร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพราะมีศักดิ์และสิทธิใหญ่กว่า แต่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมอันนี้ ท่านก็เขียนว่าให้ใช้ตามกฎหมายร่างพระราชบัญญัติเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น อันนี้ละครับมันให้เห็นถึงความเร่งรีบครับ มันเห็นถึงความไม่รอบคอบในการทํางาน อันนี้แค่เพียงประเด็นเดียวที่ผมไม่อยากใช้เวลาของสภาแห่งนี้อย่างมาก ชี้ให้ท่านประธาน เห็นผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากว่ามันจะไปไม่ได้ละครับ คือถ้าท่านรีบอย่างนี้ผมคิดว่าเวลาไปปฏิบัติจริงหน่วยงานที่เขาไปทํางานเขาจะทําได้อย่างไร ในเมื่อถ้าทําแล้วมันผิดกฎหมาย ทําแล้วไม่มีทางออกให้กับเขา มันไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม มันไม่ได้ทําอย่างอื่นเลยครับ มันกฎหมายครับ ถ้าคนไปทํา ผู้ปฏิบัติงานเขาไปทําแล้ว ท่านไม่ให้เครื่องมือให้เขาไปทําอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ กกต. เขาไปจัดการเลือกตั้งเขาก็จัดไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าประเทศนี้สิ่งศักดิ์สิทธิมีจริง เร่งรีบ รวบรัด ลุกลี้ลุกลน สุดท้ายการเลือกตั้ง สสร. โดยใช้กฎหมายมาตรา ๒๙๑/๕ ที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายกําลังประชุมกันอยู่นี้ ผมไม่ทราบว่าจะออกอย่างไรนะครับ แต่ว่า ถ้าเป็นไปตามร่างกฎหมายฉบับนี้ที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แก้มา ผมยืนยันกับท่านประธาน กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่ามันไปไม่ได้ครับ มันไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และมันจะพบกับ ทางตันครับ ซึ่งความจริงวันนี้ก็ไม่อยากอภิปรายมากไปกว่านั้น เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เป็นความรับผิดชอบของท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ต้อง แสดงความรับผิดชอบว่าถ้าร่างกฎหมายอย่างนี้ท่านจะคิดเห็นอย่างไร เมื่อผู้ปฏิบัติ เขาไม่สามารถไปปฏิบัติได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลทั้งหมดที่ผมเรียนมา ๓ ประเด็น ที่ผมได้ขอสงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติไว้ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพียงจะกระตุ้นเตือนท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่า ในขณะที่เราประชุมคณะกรรมาธิการกันมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงเหตุ แสดงผล คณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยนอกจากเข้าร่วมประชุม นอกจากแสดงเหตุ แสดงผล เพื่อให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้คล้อยตาม ตามเหตุผล แต่มิได้หมายความว่าไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ เพียงแต่ว่ากรรมาธิการเสียงส่วนน้อยนั้น มีเหตุมีผล ในการที่จะชี้แนะขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการและเสียงส่วนใหญ่ได้ฟัง และนํากลับไปพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลที่มีคนมาให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน รอบด้าน แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นท่านประธานทราบไหมครับ ผมขออนุญาตตั้งฉายาให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า คณะกรรมาธิการกําแพงหินครับ คือฟังทุกอย่างเหมือนปาหินเข้าไปในกําแพง ท่านประธาน ก็รับฟัง รับฟังเสร็จทุกอย่างก็ลงมติครับ ลงมติเอาตามร่างเดิม ลงมติเอาตามเสียงส่วนใหญ่ ฟังครับ แต่ว่าแทนที่จะไปพูดคุยแล้วเอาเหตุผลไปประกอบการพิจารณา ยกตัวอย่างสั้น ๆ สุดท้ายยกตัวอย่างสั้น ๆ ในวันที่แปรญัตติในการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกที่ไปแสดงเหตุ แสดงผลว่าเหตุผลที่แปรญัตติเพราะเหตุผลอะไร ท่านประธานก็นั่งอยู่แล้วก็รับฟัง แต่ว่า ความศักดิ์สิทธิของในชั้นสงวนความเห็นและแปรญัตติของคณะกรรมาธิการคือการรับฟัง เพื่อนสมาชิกในการแสดงเหตุผล แล้วก็เอามาประกอบกันกับคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ว่าคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นอย่างไร และที่แปรญัตติมามันมีเหตุผลแค่ไหน จะกลับ ความเห็นหรือไม่ จะมีเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่ ท่านประธานทราบไหมครับ เพื่อนสมาชิก ที่แปรญัตติเป็นร้อย ๆ คนก็เหมือนเข้าไปพูดให้กับกําแพงฟัง สุดท้ายกลับมาก็คงเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นเพื่อนสมาชิกแต่ละท่านเวลาไปแปรญัตติ บางท่าน ก็มีเหตุมีผลในการที่จะเข้าไปขอสงวนความเห็น แล้วก็แปรญัตติ ดังนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็ยังสรุป ยังเหมือนเดิม ยังเร่งรีบ ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ผมเคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่ผมอยากให้เสียงส่วนใหญ่ได้รับฟังเสียงส่วนน้อยอย่างมีเหตุผล แต่การตัดสินใจทั้งหมด ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่อยู่แล้ว เป็นอํานาจของเสียงส่วนใหญ่ แต่เสียงส่วนใหญ่ก็ต้อง รับผิดชอบว่าเมื่อเสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจในการดําเนินการเรื่องอะไรไปแล้วถ้ามันมีข้อผิดพลาด เสียงส่วนใหญ่จะรับผิดชอบในเรื่องนั้นอย่างไรท่านประธานที่เคารพ ผมก็ขอร้องเพื่อนสมาชิก ว่าอย่าอ้างเสียงส่วนใหญ่ ๑๕ ล้านเสียง เพราะว่าวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ อย่างน้อยที่สุด จังหวัดปทุมธานีก็ฟ้องว่า