สุทัศน์ เงินหมื่น หารือเรื่องการประชุมรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการให้สมาชิกสภาได้รับสิทธิในการอภิปรายและแปรญัตติ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการประชุมร่วมกันของ 4 ฝ่าย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขอ ถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้คือท่านสงวน ท่านมีความเข้าใจ แล้วก็ชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ซึ่งก็ตรงกันกับความคิดของกระผม ซึ่งกระผม ได้เคยอภิปรายไว้ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการประชุมของเรานั้นจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เวลาเพราะเป็นการประชุมเพื่อที่จะกําหนดคุณลักษณะหรือวิธีการที่จะให้คน มาเขียนข้อบังคับ เขียนหลักเกณฑ์ เขียนโครงสร้างของประเทศ เราจําเป็นอยู่เองที่จะต้อง มีรายละเอียดและจะต้องมีข้อกําหนดที่ชัดเจน เพราะบุคคลที่เราจะเลือกมาเป็น สสร. นั้น เราไม่ทราบเขาคิดอย่างไร เกิดเขามากําหนดบทบาทขององค์กรอิสระไปอีกทางหนึ่ง กําหนดบทบาท ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปอีกทางหนึ่ง ก็จะเป็นผลกระทบของประเทศชาติเป็นส่วนรวม กระผมจะยกตัวอย่างการอภิปรายในสภาว่าเคยมีการอภิปราย ๗ วัน ๗ คืน คือสมัยปี ๒๔๘๙ ฯพณฯ พลเรือตรี ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านควง อภัยวงศ์ เป็นฝ่ายค้าน อภิปราย ๗ วัน ๗ คืนครับ ประชาชนสนใจมาก ผลของการอภิปราย ลงมติแล้วรัฐบาล เสียงข้างมากชนะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง ๆ ที่ เสียงข้างมากชนะ เพราะประชาชนได้มีโอกาสได้รับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประชาชนทั้งประเทศให้ความสนใจ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ประชาชนมีโอกาสได้รับทราบว่า เรากําลังทําอะไรกันอยู่ ได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งปวงที่ผ่านมา บางครั้งประชาชนอาจจะ ไม่เคยได้ยิน ได้รับทราบประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาสําคัญ ที่ผมเรียนเช่นนี้มิได้หมายความว่า หากกระผมแพ้คะแนนเสียงเป็นข้างน้อยแล้ว ท่านเสียงข้างมากรัฐบาลจะต้องลาออก ไม่ใช่ครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือประชาชนจะสามารถตัดสินใจว่าเขาจะกําหนดทิศทาง ของตัวเอง ของประเทศชาติอย่างไร โดยการเลือก สสร. ที่ผ่านมา ตรงนี้ครับท่านประธานที่เคารพ เหมือนที่กระผมได้เสนอการเลือกตั้ง สสร. จะต้องมาจากโดยตรงของประชาชน ๒๐๐ คน ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของฝ่ายประชาชน อาจารย์ธิดา คุณหมอเหวง แล้วใครก็ตาม มากมาย ซึ่งเสียงข้างมากกรณีในที่นี้เราอาจจะแพ้ แต่ประชาชนข้างนอกก็เห็นสมควร และเห็นสอดคล้องดังกล่าวนั้น ตรงนี้ท่านประธานครับ มันจึงเป็นประเด็นที่ผมเรียนว่า นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณารัฐธรรมนูญของเรา แล้วยังเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนในการตัดสินใจ กระผมก็ทราบดีว่าได้มีการตกลงกัน ๔ ฝ่าย ซึ่งถึงเวลานี้กระผม ก็ไม่ทราบว่าตกลงกันอย่างไร ก็เป็นปกติ การประชุมร่วมกันอย่างนี้แล้ว ถ้ามีการตกลงกัน ในหลักการกว้าง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการประชุมจะเดินไปได้อย่างไร แต่กระผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ไม่ว่าจะตกลงกันอย่างไร แต่ไม่สามารถตัดสิทธิของสมาชิกที่อภิปราย ที่สงวนความเห็น ที่แปรญัตติ ซึ่งสิทธิดังกล่าวนั้นก็บัญญัติไว้ในข้อบังคับและบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ แต่การตกลง ๔ ฝ่ายนั้นไม่ได้มีหลักเกณฑ์อะไรเลยที่จะมาอ้างอิงนะครับ จะอ้างข้อบังคับก็ไม่ได้ จะอ้างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพื่อความเรียบร้อย กระผมก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะมีการตกลงกัน แต่ยืนยันด้วย ว่าไม่เป็นการตัดสิทธิของสมาชิกแต่ประการใด ในมาตรานี้กระผมได้มีการแปรญัตติ และสงวนความเห็นไว้ และกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้มีการแก้ไข กระผมขออนุญาต ที่จะเรียนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นเรื่องแรก แล้วเรื่องต่อไป กระผมก็จะเรียนว่ากระผมได้แปรญัตติขอแก้ไขและขอเพิ่มเติมอย่างไร สาระสําคัญ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการขอเพิ่มเติมนั้นได้กําหนดที่จะให้นํากฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นรวมทั้งบทกําหนดโทษที่เกี่ยวข้องมาใช้ บังคับโดยอนุโลม ในการนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศ กําหนดบัญญัติ บทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย ท่านประธานครับ กระผมจําได้ว่า ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านชวน หลีกภัย เวลาท่าน จะพิจารณาเรื่องอะไรใน ครม. ก็ตาม ท่านจะต้องถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอย่างไร สํานักงบประมาณว่าอย่างไร ขอความเห็นก่อน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีความเห็นอย่างไร และบุคคลหรือหน่วยงาน ที่จะต้องรับกฎหมายไปปฏิบัตินั้นเขามีความคิดเห็นอย่างไร แล้วจึงนํามาวินิจฉัยในการ ประชุมคณะรัฐมนตรี กระผมก็จําแบบอย่างนั้นมาครับ ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขอประทานโทษเอ่ยนาม ท่านสามารถท่านคงจําได้ กระผมก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอว่าควรจะ เชิญคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ให้มาให้ความเห็นกับเราว่าถ้าเราออกกฎหมาย ไปอย่างนี้แล้วเขามีข้อขัดข้องประการใดหรือไม่ ซึ่งมีความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ ท่านก็ไม่ได้มาชี้แจงแต่ท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาชี้แจง ความจริงเป็นเรื่องสับสนครับเพราะความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่ละท่าน ที่แสดงออกมาทางสื่อมวลชนนั้นก็ไม่ค่อยสอดคล้องกันแต่เราก็รับฟัง ในตอนนั้นเอง กระผมได้มีความเห็นในเรื่องนี้ว่าในการที่จะออกกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นจะต้อง ออกเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเราก็ต้องออกกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูง รองลงมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจะต้องมีการตราขึ้น ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ถ้าร่างที่เราเขียนอยู่ปัจจุบันนี้กําหนดให้มีการตรากฎหมาย ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สสร. ก็ต้องไปตรากฎหมายฉบับนั้น และขณะเดียวกันสาระของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ได้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยครับว่าจะต้องมีอะไรบ้างเป็นสาระสําคัญ นอกจากนั้นแล้ว เมื่อรัฐสภาเห็นชอบจะต้องมีการตรวจความถูกต้องด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตามข้อบังคับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันรับเรื่อง นั่นคือกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการพิจารณากฎหมายฉบับนี้และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ได้มีบางท่านให้ความเห็นว่าถึงศักดิ์ของกฎหมายมันใกล้เคียงกัน มันไม่ใช่ท่านประธาน พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเป็นพระราชบัญญัติปกติ เมื่อผ่านการพิจารณา ของรัฐสภาแล้วก็นําขึ้นกราบบังคมทูลเลยไหม ต้องไปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศักดิ์ของกฎหมายไม่เท่ากันครับ เราจะเลือกสมาชิก สสร. ซึ่งมีความสําคัญยิ่งยวด ผมไม่เปรียบเทียบกับ ส.ส. และ ส.ว. แต่มีความสําคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน ทําไมเราจึงไม่เอาหลักเกณฑ์ในการเลือก สสร. โดยใช้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการให้มีบทบัญญัติอย่างไรก็สามารถบัญญัติไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ได้ ผมจึงได้มีการแปรญัตติขอเพิ่มว่า ในการเลือกสมาชิก สสร. นี้จะต้องใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในร่างของรัฐบาลได้มีการพูดถึงการวินิจฉัยชี้ขาด กระผมขออนุญาต ที่จะอ่านข้อความ ก่อนที่จะมีการพูดถึงการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น กระผมขอเรียนนะครับว่าในร่างของ รัฐบาลได้พูดถึงการให้มีคณะกรรมการมีอํานาจประกาศ กําหนดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าวไว้ที่ไม่จําเป็นต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา ตรงนี้เป็นข้อความที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้เขียนไว้ กระผมขอกราบเรียนว่าทําไมจึงจะต้องไปเขียนกฎหมายให้อํานาจ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการที่จะไปกําหนดบทบัญญัติว่าอะไรจะต้องเอามาใช้ และอะไรจะไม่เอามาใช้ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ใช่องค์กรที่มาจากประชาชน ไม่ใช่องค์กรที่จะมาออกกฎหมาย ไม่ใช่องค์กรที่จะไปวินิจฉัยว่าอะไรจะเอามาหรืออะไรจะไม่เอามา ไม่ได้ครับ สภาเป็นคนออกกฎหมายท้องถิ่น แล้วทําไมจึงจะไปมอบอํานาจให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งซึ่งเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ไปมีอํานาจในการที่จะตัดว่าอะไรเอามา อะไรไม่เอามาน่าจะไม่ถูกหลักการ และน่าจะไม่ถูกต้องครับท่านประธาน การจะไปยกเว้นว่า ควรจะเอามาตราใดมาควรจะไม่เอามาตราใดมานั้นน่าจะต้องเป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมาย และน่าจะเป็นเรื่องของผู้ออกกฎหมายคือสภาครับ ขณะเดียวกันในร่างของรัฐบาล ขอประทานโทษ ในร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้กําหนดการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลัง การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์ได้รับคําร้อง ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงว่า ได้เชิญตัวแทนของสํานักงานศาลยุติธรรม มารับฟัง เมื่อมารับฟังแล้วก็ไม่เห็นพูดว่าอย่างไร และไม่เห็นแสดงความเห็นอย่างไร การที่รับฟัง แล้วไม่แสดงความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าศาลจะเห็นชอบนะครับท่านประธาน เพราะคนที่มา คือเจ้าหน้าที่สํานักงานศาล ศาลเขามีทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการอยู่ การที่ท่านฟังเฉย ๆ ไม่ใช่ว่าท่านจะเห็นชอบด้วย เราจะต้องเป็นคนพิจารณาว่ามันเหมาะสมหรือไม่ที่จะต้อง ออกกฎหมายเช่นนั้น ศาลเป็นอํานาจตุลาการเราเป็นอํานาจนิติบัญญัติในการออกกฎหมาย รัฐบาลเป็นอํานาจบริหารที่จะปฏิบัติ ออกกฎหมายอะไรไปศาลเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ เขาก็ต้องใช้กฎหมายนั้น จะพูดไปก็คือศาลเป็นฝ่ายตั้งรับหรือครับ จะไปขอให้ศาลลงโทษใคร ก็ต้องมีในคําขอ จะต้องผิดกฎหมายมีกฎหมายบัญญัติไว้ จะไปขอให้ยึดทรัพย์ใครศาล ก็จะต้องมีคําขอไป อยู่ ๆ ศาลจะไปลงโทษใคร หรือยึดทรัพย์ใคร หรือพิพากษาอย่างไรไม่ได้ แม้กระทั่งฟ้องไปแล้วไม่มีคําขอศาลยังสั่งเกินคําขอไม่ได้ แต่เราจะต้องพิจารณา การกําหนด ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยภายใน ๓๐ วันนั้นเหมาะสมหรือไม่ นั่งอยู่นี่ก็หลายคนอยู่ฝั่งรัฐบาล ก็หลายคน ทําไมไม่ทราบว่าการไปออกกฎหมายกําหนดเวลาให้ศาลต้องพิพากษาเท่านั้น เท่านี้วัน ถูกต้องหรือไม่ครับ แล้วข้อเท็จจริงมันจะทําได้อย่างไรครับ ๓๐ วัน แล้วยังไม่ชัดเจนนะครับว่าการจะยื่น ต่อศาลอุทธรณ์ที่เขียนไว้ว่าให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษานั้น ใครจะเป็นคนยื่น ศาลอุทธรณ์ไหนยังไม่ชัดครับ ผู้ร้องคือใคร กกต. หรือประชาชน หรือผู้ได้รับ ความเสียหาย หรือใครไม่ชัดครับตรงนี้ สับสนวุ่นวายแน่ถ้าออกไปแบบนี้ และขณะเดียวกัน ศาลทุกศาลเขาก็จะมีวิธีพิจารณา มิได้หมายความว่าจะเอาธรรมนูญศาลยุติธรรมมาปรับใช้ กับเรื่องการพิจารณาคดีเลือกตั้งได้ ไม่ใช่ครับท่านประธาน ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง สสร. ก็ต้องมีวิธีพิจารณาเกี่ยวกับการพิจารณาคดีเกี่ยวกับ สสร. ครับ และกระผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งที่จะให้ศาลอุทธรณ์ กระผมมิได้หมายความว่าไม่เชื่อใจศาลอุทธรณ์ แต่ต้องพิจารณา โดยความรอบคอบและพิจารณาโดยเหตุโดยผล ในการที่จะสั่งให้มีการคัดค้านการตัดสิทธิเลือกตั้ง หรือการเพิกถอนผลการเลือกตั้งของ ส.ส. และ ส.ว. เราใช้ศาลฎีกา แล้วทําไมจึงจะให้ การเลือกตั้ง สสร. ซึ่งมีความสําคัญที่สุดมาให้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ท่านประธานครับ ตรงนี้ ๓๐ วัน ศาลอุทธรณ์ทําได้หรือไม่ตามร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากก็ยังไม่ชัดเจน ตรงนี้ใครจะเป็นคนร้องก็ยังไม่ชัดเจน และความไม่เหมาะสม ในการที่จะให้ผู้ที่มาวินิจฉัยตรงนี้นั้น ความเห็นของกระผมก็คือจะต้องเป็นศาลฎีกาซึ่งท่าน ก็มีแผนกของท่านอยู่แล้ว กระผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการแก้ไขเพิ่มเติมของกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงนั้นถ้าจะพิจารณากันอย่างรอบคอบแล้ว ที่เราช้ากระผมได้เคยอภิปรายแล้วที่เราช้ามันเป็นเพราะเรื่องฟังกันแล้วโดยเหตุโดยผล แต่ไม่เอาตามและไม่ปรับปรุงแก้ไข พวกกระผมก็จําเป็นจะต้องชี้แจงทุกเหตุทุกผล และหลายท่านบอกว่าซ้ําซากซ้ํากัน แต่ถ้าฟังโดยเหตุโดยผลแล้ว ท่านประธานครับ ซ้ํากันก็มีบ้าง แต่น้อยมาก กระผมยังทึ่งเลยว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้อยกว่าคนเก่งจริง ๆ ครับ ท่านประธาน กระผมอยู่ในสภามานาน ขออนุญาตอีกครั้งหนึ่งไม่อยากจะคุย ปี ๒๕๑๘ ครั้งแรกเป็น ส.ส. ยังไม่เคยเห็นท่านสมาชิกอภิปรายมากมายขนาดนี้ แล้วก็เป็นประเด็น ที่น่ารับฟังเกือบทั้งหมด จะมีซ้ําอยู่บ้าง และจะมีเหตุการณ์อื่นอยู่บ้างก็เป็นปกติ ของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเมื่อฟังตรงนี้แล้วหาก กรรมาธิการเสียงข้างมากได้รับฟัง โดยเหตุโดยผลแล้วท่านสามารถที่จะปรับปรุงข้อความได้ โดยเรียกประชุมคณะกรรมาธิการแล้วก็ปรับปรุงข้อความให้มันสอดคล้องกับสมาชิกหรือว่า สอดคล้องกับความต้องการ และสอดคล้องกับความเหมาะสมที่ถูกต้อง ผมขออนุญาต ยกตัวอย่าง เช่นถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากท่านเห็นว่าการเลือกตั้ง สสร. ๒๐๐ คนนั้น เป็นการสอดคล้องกับประชาชน และเป็นความพึงพอใจของพี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดง และอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายกลุ่ม หลายคน ท่านสามารถทําได้ครับ สามารถทําได้โดยการ ที่จะยกเว้นข้อบังคับกลับไปให้ที่ประชุมสภานี้ทบทวนได้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการพิจารณาของสภา และเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเอง และมาตรานี้เช่นเดียวกันครับ เมื่อถึงเวลานี้ท่านจะเจอปัญหาทางตันถ้าใช้กฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ท่านจะไปสับสนมากในการพิจารณาเรื่องกฎหมายท้องถิ่น แต่ถ้าท่านออกกฎหมายอย่างที่กระผมว่าคือออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่างจะสามารถไปได้ กําหนดไว้ตรงนั้น ใช้เวลาไม่มากครับท่านประธาน อาจจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ว่าให้ออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สสร. ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ก็ทําได้ คือเราบังคับเราได้ แต่จะไปออกกฎหมายว่าพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน ไม่ได้ครับ ไม่เคยมี ไปออกกฎหมายไปบังคับศาลให้แล้วเสร็จเท่านั้นเท่านี้ ไม่มี และการพิจารณาท่านคิดว่ามันง่ายหรือครับ ๗๗ จังหวัด ทุกคนมีสิทธิร้องได้ เกิดจังหวัดละ ๑๐ คดีเท่านี้ก็แย่แล้ว และศาลมีอยู่เท่าไร บางท่านก็บอกว่าเป็นวิธีพิจารณาคดีแบบ ไม่มีข้อพิพาท ไม่ใช่ หรือเป็นคดีที่ไม่ใช่สําคัญ ไม่ได้ เพราะมันมีข้อโต้แย้งต้องเรียกพยาน เรียกเอกสาร ให้ผู้ร้องมาชี้ ผู้ร้องมาให้การ ผู้ถูกร้องมาคัดค้านไม่ให้การ ไม่ทันครับ มันจะเดิน ไปสู่ความยุ่งยากในอนาคต ผมจึงวิงวอนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ท่านมีสิทธิ ที่จะทบทวนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ