รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕

สงวน พงษ์มณี เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูง โดยแนะนำให้เลือกตั้งสมาชิกสภาสูงแบบจังหวัดละคน และระยะเวลาการเลือกตั้ง 3 ปี เพื่อให้ประชาชนมีความรู้และช่วยให้การทำงานของวุฒิสภาไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ยังพูดถึงการปฏิบัติงานของศาลและขอให้รัฐสภาออกกฎหมายเพื่อชัดเจนและลดการมีความเข้าใจผิดในการตีความกฎหมาย และยังเรียกร้องให้รัฐสภาบริหารจัดการการเลือกตั้งอย่างชัดเจนและเป็นธรรม

นายสงวน พงษ์มณี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติในมาตรานี้ ผมมีความเห็นเป็นเสียงข้างน้อยหลายประเด็นแล้วก็ขอสงวน ความเห็นมาพูดในสภาเพื่อจะให้เป็นประโยชน์กับสภาและเป็นการบันทึกว่า สสร. หรือว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้ เมื่อท่านมาทํางานท่านจะต้องอ่านบันทึกการประชุม สาระสําคัญของ ผู้อภิปรายในสภาเพื่อประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมเองจะแปรญัตติ และจะชี้ประเด็นว่าเห็นต่างในเรื่องไหนบ้าง ๓-๔ จุดสั้น ๆ นะครับ ผมไม่ใช้เวลามาก แต่บางเรื่องผมจะบอกท่านประธานว่าผมเองเห็นปัญหาและกําลังจะบอกท่านประธานว่า ต้องทําใจในบางเรื่องเรื่องใดบ้าง ผมคิดว่าวันนี้การอภิปรายทั้งหมดผูกพันกับสภาและผูกพันกับท่านประธาน เพราะว่า หลายเรื่องมันเห็นชัดว่าจังหวัดละคนนี่แท้จริงแล้วเลือกตั้งจังหวัดละคนนี่มันไม่ได้จะมีข้อเสีย อะไรเลย ผมเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ มีผู้แปรญัตติ ๑๗๒ ท่านครับท่านประธาน ผมคํานวณ คร่าว ๆ นะครับ จะใช้เวลาระหว่าง ๒๖,๐๐๐ กว่านาที ถึง ๓๐,๐๐๐ นาที ก็อยู่ประมาณ ๒๗-๓๓ วัน แม้จะปรับเปลี่ยนอย่างไรก็ตามจะไม่มีสิทธิทําต่างจากนี้ท่านประธาน เชื่อผมเถอะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ทําไมผมจึงยืนยันว่าเป็นอย่างนี้ มันเป็นสิทธิของผู้แปรญัตติ ที่จะพูด เมื่อพูดจนครบองค์แล้วก็ลงมติ เสียงมากก็ชนะ เสียงไม่เกินกึ่งก็ยังได้อยู่เพราะว่า ใช้เสียงข้างมากโดยประมาณ นี่เป็นสาระสําคัญ ในกระบวนการประชาธิปไตยท่านประธาน เสียงมากลากไปนี่ไม่ใช่ความเสียหายนะครับ นายกรัฐมนตรี ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้อง มีเสียงมาก ในคณะกรรมาธิการก็เหมือนกัน แต่การทํางานนั้นต้องรับฟังเสียงข้างน้อย เพราะฉะนั้นบางทีผมไม่เข้าใจว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย แต่เวลาพูดว่าเสียงข้างมาก มีมติเป็นอย่างนี้กลับกลายเป็นความผิด เป็นอย่างนั้นไปครับ ต่อไปนี้จะพูด ๒-๓ ประโยค ใช้เวลา ๒-๓ นาที นี่จะพูดกับตัวเองนะครับ ใครอย่ามาประท้วงก็แล้วกัน ผมจะพูดกับตัวเองว่า ต้องอดทนฟังความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา พรรคการเมืองนี่เรามองอะไร พี่น้องประชาชนฟังทุกวัน ได้ประโยชน์ไหม ได้ประโยชน์มากท่านประธานครับ พรรคการเมืองดูด้วยศาสตร์ นี่คือเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ รัฐสภาก็คือเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ มันจะหลอมให้คนไปทางไหน นี่ท่านดูต่อไปนี้อีก ๒๐ กว่าวัน ถ้าเบ้าหลอมหลอมดี เหล็กเบ้าหลอมหลอมดีแล้วนี่เอาไป ใส่แม่พิมพ์ จะเป็นมีด จะเป็นขวาน จะเป็นจอบก็ไม่มีตรงแคระตรงแตกก็จะใช้งานได้ดี แต่ถ้าเบ้าหลอมไม่ดีขรุขระเอาไปหลอมแม่พิมพ์ใดก็ตามเอามาใช้ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคุณภาพของการพูดในสภานี่คือมาจากเบ้าหลอมและแม่พิมพ์ของพรรคการเมือง นั้น ๆ แสดงโดยสมาชิกพรรคการเมืองในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมยืนยันท่านประธานว่า ในสภาแห่งนี้ไม่สามารถจะหลอมละลายคนที่ยืนอยู่นี้ให้เป็นไปตามที่เป็น ผมจะเป็นผม จะยืนหยัดอยู่อย่างนี้ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมจะพูดเรื่องว่าผมไม่เห็นด้วยเรื่อง ๑ ปี อยู่ในจังหวัดนี้ ๑ ปีแล้วมีสิทธิ ทําไมหรือครับ ก็เลือกจังหวัดละคน พูดมา ๓-๔ วัน และจะพูด ต่อไปอีก ๑๐ กว่าวันนี้ก็คือกลัวการครอบงําจากพรรคการเมือง แต่ห้ามหาเสียง อยู่ปีเดียว จะไหวหรือ จะหาเสียงอย่างไร ก็ซื้อเสียงอย่างเดียว ผมเลยบอกว่าต้อง ๓ ปีท่านประธาน เหตุผลผมเป็นอย่างนี้ เพราะอะไร วันต่อไปนี้ทุกคนกลัวแล้วครับ กลัวว่าเลือกจังหวัดละคน แล้วพรรคการเมืองจะกํากับดูแลจนได้เป็นคนของพรรคตัวเอง เสมือนว่าเลือกตั้งมา ๑ คน แล้วไม่ดี สภาสูงเป็นตัวอย่างท่านประธาน วันนี้ทุกจังหวัดมี ๑ ส.ว. ครับ แล้ว ส.ว. ครั้งแรก เลือกได้ใคร ไม่ได้ประธานเป็นตัวแทนจังหวัด เป็นตัวแทนจากฝ่ายสรรหา ก็มีคนกล่าวหาว่า พวกนี้มันแตกแยก แต่พวกนี้เป็นกลุ่มถูกสั่งมาเข้าใจผิด หลังจากศึกษาดูแลกันมา ๓ ปีแล้ว นะครับ ต่อมาเลือกอีกก็ยังเป็นสรรหา นั่นแสดงว่าทัศนะและวิธีการที่เกิดขึ้นในสภาสูง มันเป็นอํานาจที่เสถียรแล้วท่านประธาน วันนี้ใครจะพูดอย่างไรก็ตามผมยืนยันว่าการเลือกตั้ง คือการเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่ดีที่สุดของโลกขณะนี้ไม่มีวิธีอื่น รองลงมาก็คือ การจับฉลากเท่านั้นนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดเรื่องประเด็นนี้ขึ้นมาทําไม ก็เพราะผมเห็นว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเสียงข้างมากลองพิจารณาดูว่าถ้าเราไปกําหนด ๑ ปี มันสอดคล้องกับหลักการ และเหตุผลที่เรามีจริงหรือเปล่า ต้อง ๓ ปีเป็นอย่างน้อยถึงจะมีชาวบ้านรู้จัก หลายคนจะ พูดอย่างไรก็ตามผมเห็นภาพของการทํางานของวุฒิสภา มันซ้ําแล้วซ้ําอีกซ้อนเห็นภาพ อย่างชัดเจนเหมือนขนมชั้นท่านประธาน ผมสอนตัวเองตลอดเวลาว่านี่ละคือการเรียนรู้ ระบอบประชาธิปไตยบนรากเหง้าของเบ้าหลอมคือรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเราเริ่มต้นที่ความสามัคคีอยากรู้อยากเห็นแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน มันก็จบที่ความสามัคคี ถ้าเริ่มต้นที่ความเคียดแค้นชิงชังไม่พอใจการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งกันและกันก็จะเต็มไปด้วย การกระแหนะกระแหนใส่ร้ายป้ายสีหาโอกาสตบหัวลูบหลังกันอยู่ตลอดเวลา จบก็คือ แตกแยก เราต้องเริ่มต้นด้วยความรักความสามัคคีวิพากษ์วิจารณ์กันแล้วก็จบที่ความรัก และความสามัคคี นี่ล่ะคือทิศทางเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยซึ่งมีเหตุมีผลซึ่งกันและกัน ในสภาแห่งนี้ เบ้าหลอมมันควรจะเป็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือครับ แต่ที่ผ่านมานี้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ผมตอบตัวเองนะครับ ผมว่าไม่ใช่ มันมีปัญหาจริง ๆ ท่านประธานครับ

ในประเด็นต่อมา ท่านประธานครับ เรื่องศาลอุทธรณ์กับเรื่องการตัดสินของ กกต. ผมไม่สามารถจะเอาตัวผมเองมายืนอธิบายให้เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนฟังได้ นอกจากเอาตัวอย่างที่มีอยู่ในจังหวัดของผม ท่านประธานครับ มีนายก อบจ. ท่านหนึ่งครับ ลงเลือกตั้งเสร็จถูกศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง โทษจําคุกไม่รอลงอาญาท่าน และเพิกถอนสิทธิ ๑๐ ปี ท่านประธานครับ ๔ ปีในรอบวงนะครับ ได้ ๗ ปี ท่านประธานครับ ศาลอุทธรณ์ถึงตัดสินมาว่ายืนตามศาลชั้นต้น คน ๆ นี้ยังมีสิทธิลงรอบหลังอีกอันหนึ่ง ท่านประธานล้มเหลวหรือเปล่า วันนี้เกิน ๑๐ กว่าปีแล้วศาลฎีกายังไม่ลงโทษเลย เพราะฉะนั้น ใช้ศาลอุทธรณ์เราไม่ได้ตัดสิทธิฎีกานี่ท่านประธาน นี้เป็นเรื่องจริง ผมไม่ได้บอกว่าศาลถูก หรือผิดแต่กระบวนการพิจารณาในศาลมันเป็นอย่างนี้จริง ๆ แล้วการวินิจฉัยหรือแปลความ หรือตีความกฎหมายของเรานี่มันประหลาดครับ ไม่มีกระบวนการยุติธรรมใดเลยที่ผมไม่เห็น ผมไม่รู้ ที่ผมเห็นพิพากษาตามรัฐธรรมนูญไม่มีครับ พิพากษาตามกฎหมายทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ เขียนว่ากฎหมายใด ระเบียบใด หรือข้อบังคับใด ถ้าขัดหรือแย้ง กับรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันใช้ไม่ได้ แต่กระบวนการยุติธรรมก็ยึดตามกฎหมายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น รัฐสภาจะต้องออกกฎหมายให้ชัดเจนอย่าให้มีการตีความหลากหลาย นี่เป็นประเด็นสําคัญ เป็นสาระที่เราควรจะพูดกันจากนี้ไปอีก ๑๐ กว่าวันอย่างไรก็ ๑๐ กว่าวันท่านประธาน อย่าให้มันเร็วกว่านี้เลยครับ ไม่มี วันที่ตกลงกันเอาประธานคณะกรรมาธิการบังเอิญผมเป็นด้วย ไปนั่งคุยกันหลายสิบคนแล้วบอกว่าควรจะเป็นวันที่ ๘ ผมเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาบอกว่า ผมไปล่ะ ผมไม่เชื่อ เพราะมันจะอย่างน้อยก็ ๓๘ วันเพราะอะไรครับ ก็แปรญัตติ ๑๗๒ คน โดยเฉลี่ยแล้ว ๑๓๐ วัน เอา ๑๐ วันคูณ เอา ๒๐ วันคูณ มันเกิน ๒๘ วัน กับ ๓๓ วัน เป็นอย่างน้อย ท่านประธานจะลําบากใจมากว่าพอแล้วนะ ได้เนื้อความแล้ว หยุดเถอะ เป็นไปไม่ได้ครับ เพราะในสภาแห่งนี้เข้าใจว่าสิทธิเป็นเอกสิทธิ์ ไม่ใช่เลยท่านสมาชิกที่เคารพ มันเป็นสิทธิ ของเราแต่ไม่ใช่เอกสิทธิ์ แต่ในเมื่อเรามีสิทธิเราก็มีหน้าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิคนอื่น ไม่ใช่คน ในสภาแห่งนี้นะครับ คือผู้ฟัง ผมพูดเรื่องนี้ทําไมครับ ผมกําลังจะบอกท่านประธานไม่ได้ กระแหนะกระแหนเลย ผมตั้งใจมาหลายสมัยแล้วไม่ได้ทํา คราวนี้ท่านประธานครับ เป็นเจ้าภาพเถอะครับ เราตั้งสถานีโทรทัศน์ของรัฐสภาถ่ายทอดทุกเรื่อง ให้การศึกษา ประชาชนทุกขั้นตอน ๓๐ วันในการดูแลรัฐธรรมนูญนี้มีครับ ท่านผู้รู้ทั้งหลายต่างประเทศ เขามีหลายประเทศที่คุยรัฐธรรมนูญไป ๓๐ วันกว่าจะออกมาได้ ผมอยากให้ท่าน ตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๖ ตั้งโทรทัศน์รัฐสภากําลังคนเรามี ตัวแสดงมี นักจัดรายการไม่ต้อง ถ่ายทอดเราเสร็จไปถ่ายทอดคณะกรรมาธิการสําคัญ ผมคิดว่าทั้งปีคนสนใจ คนศึกษา เป็นแหล่งความรู้ เป็นองค์ความรู้สําหรับประชาชน ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะทําให้เราไปละเมิดสิทธิ ของประชาชน ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมซีเรียส (Serious) และขอท่านประธาน เป็นเจ้าภาพด้วยก็แล้วกันว่าเราควรถึงเวลาหรือยังครับที่จะต้องมีสถานีโทรทัศน์ของเราเอง

เรื่องต่อไปครับ ทําไมเราไปบอกว่าทั้งหลังและก่อนการประกาศผลให้เป็น อํานาจของศาล เราให้ กกต. เป็นผู้บริหารจัดการครับ เป็นผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง นี่เราจะ ให้เขาจัดการโดยไม่บริหาร ถ้าขึ้นศาลใครจะเป็นพยานที่ใกล้ชิดก็คือ กกต. เขาต้องตัดสิน ก่อนหลังจากประกาศผลแล้วเขาคือผู้กล่าวโทษเป็นหลักร่วมกับคนแจ้ง กระบวนการ ในศาลอุทธรณ์ต่อการเลือกตั้งไม่ใช่ไม่ดีนะครับ หลายอัน กกต. เห็นอย่าง ศาลอุทธรณ์ เห็นอย่าง ผมศึกษาอย่างละเอียด ผมจะพูดต่อไปนี้ เพราะพวกเราในสภานี้ต้องศึกษาครับ เราเขียนรัฐธรรมนูญให้ กกต. บอกว่าเหตุอันควรเชื่อว่า แต่กรณีเราเขียนให้ศาลต้องมี ความชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนยกผลประโยชน์ให้กับจําเลย เห็นไหมครับ หลักการมันขัดกัน เพราะฉะนั้นเวลาเขียนกฎหมายผมย้ําอีกทีว่าต้องชัดเจน ต้องชี้เป้าไปได้ว่าจะทําอะไร อย่างไร เพราะฉะนั้นมาตรานี้จึงเป็นมาตราเดียวที่ผมลุกขึ้นมาพูดแล้วผมจะบอกพี่น้อง ประชาชนว่าจริง ๆ แล้วมันมีปัญหาอยู่ตรงที่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากรับฟังมากเกินไป จนปรับปรุงไปหมด ถ้าไม่รับฟังจะปรับปรุงหรือครับ แล้วหลายเรื่องผมจําได้ว่าเสียงข้างน้อย เป็นคนเสนอ อย่างว่าต้องตัดสินภายใน ๓๐ วัน ผมบอกว่า ๓๐ วันตั้งแต่เมื่อไร ก็เลยเขียน ต่อว่าตั้งแต่รับเรื่อง เห็นไหมครับ มีการปรับเปลี่ยนตลอด แต่การกล่าวหาว่าเสียงมากลากไป คนกล่าวหาต้องถามตัวเองนะว่าคุณกําลังพูดในระบอบไหน ถ้าในระบอบประชาธิปไตย เสียงข้างมากต้องชนะ ทุกคนมายืนอยู่ตรงนี้นี่มาเพราะเสียงข้างมากทั้งสิ้น ท่านประธาน ได้คะแนนน้อยแล้วจะได้เป็นประธานหรือครับ ไม่ใช่นะครับ เพราะท่านได้เสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นจะกล่าวหาท่านประธานว่าได้เป็นประธานเพราะเสียงข้างมากลากมาอย่างนั้นหรือ ที่ผมพูดเรื่องนี้มันเกี่ยวกับการอภิปรายของผมตรงนี้ ตรงไหนละ การแปรญัตติครั้งนี้มันมี หลายอันที่เป็นภาพซ้อนกันอยู่เหมือนขนมชั้นที่ผมบอก เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนผมบอก ผ่านประธานรัฐสภาไป จําเป็นจะต้องพูดถึงพี่น้องประชาชนบ้างเพราะอะไร เพราะเขาทนฟัง และเขาสนใจฟัง ท่านเชื่อไหมครับ ผมเดินเข้าสภามาแค่ผมยกมือมีคนโทรศัพท์มาบอก ผมถามว่าโทรมาทําไม เมื่อสักครู่ยกมือดูไม่ดีเลย แสดงว่าคนส่วนหนึ่งเขาสนใจดู ผมจะบอก พี่น้องประชาชนว่าวันนี้ท่านเห็นเบ้าหลอมของแต่ละพรรคการเมือง หลอมมาแล้วมีแม่พิมพ์ ของแต่ละพรรคการเมือง หลายคนในนี้กําลังถูกสภาหลอม หลอมละลายแล้วพิมพ์นั้น คืออะไร พิมพ์นั้นคือกฎระเบียบ ใครสร้างแม่พิมพ์ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ วันนี้ท่านประธานช่วยตบพิมพ์สร้างพิมพ์ให้เป็นอย่างที่สภาเราต้องการก็แล้วกันครับ แล้วคนที่หลอมละลายตรงนี้จะไปหล่อในพิมพ์นั้นได้ ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ท่านประธาน ผมเพียงแต่จะบอกว่าวันนี้ในสภาแห่งนี้เป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ที่สําคัญที่สุด ในสังคม ผมได้พูดกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อท่าน ทั้ง ๆ ที่ไม่เสียหาย ผมบอกท่านว่า ผมสารภาพกับท่านว่าผมแก่ขนาดนี้แล้วนะ อยู่ในสภามาก็จํานวนมากแล้ว ผมใช้เวลาตั้ง ๔ ชั่วโมงครึ่งกว่าจะเข้าใจที่พวกท่านเล่นกันวันนั้นแล้วผมไม่เข้าใจ เพราะอะไร เพราะว่าเบ้าหลอมที่ผมอยู่นี่ผมเข้าไม่ถึงในปัญหานั้นเลย เพราะฉะนั้นในวันนี้ถ้าเราอดทน ฟังความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา แล้วเราถามตัวเองว่าทําไมเขาพูดอย่างนี้ ทําไมเขาประท้วง อย่างนี้ ทําไมเขาทําอย่างนี้ ผมคิดว่าเราจะมีความสุข ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูนครับ ผมโกรธ ผมโมโห แต่ผมถามเพียงว่าแล้วผมโกรธ ผมโมโห ผมได้อะไร ไม่ได้อะไรเลยครับ ผมพูดแล้ว ผมจะจบลงที่ว่าอย่างนี้นะ พี่น้องประชาชนและท่านประธาน ผมเชื่อว่า ๒๘ วันเป็นอย่างน้อย ท่านจะบริหารอย่างไรก็ตาม ๒๘ วันเป็นอย่างน้อย แม้จะเกี้ยะเซี๊ยะหรือลงมา ใครที่พูดบอกว่าถ้าแก้แล้วจะไม่มีใครพูด หลอก ผมไม่ว่าโกหก หลอก เพราะอะไรครับ จะมีบอกว่าเป็นสิทธิของผม บางคนล่วงไปถึงว่าเป็นเอกสิทธิ์ของผม เข้าไปไกลเลย ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้ขอให้เราอดทนฟังความเห็นซึ่งต่างจากเรา และผมเชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้จะเป็นเบ้าหลอมของพวกเรา แต่แม่พิมพ์นั้นอยู่ที่ท่านประธาน ท่านประธานจะเป็นคนให้เราไปหล่ออย่างไร แต่คนคนนี้ในขณะนี้มาถึงวันนี้ยังหลอมผมไม่ได้ ครึ่งหนึ่งเลยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน