วิรัตน์ กัลยาศิริ แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยมี 3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่ ระยะเวลา กฎหมายที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. และผู้ที่จะชี้ขาดใบเหลืองใบแดง วิรัตน์ กัลยาศิริ เสนอการแก้ไขระยะเวลาการเลือกตั้งสมาชิกสภาสมัยใหม่ (SSR) เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลของผู้สมัครล่วงหน้า และให้ศาลอุทธรณ์ได้ทํางานในกรณีที่มีการอุทธรณ์ต่อผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องกฎหมายการเลือกตั้ง การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้มีสิทธิ์ที่ทำงานต่างประเทศหรือมีกิจการ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการลงคะแนนเสียงในกรณีนี้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ในมาตรา ๒๙๑/๕ ในวาระที่สอง กระผมนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้แปรญัตติ ซึ่งต่อมา ก็กลายเป็นการสงวนความเห็นไว้ มีอยู่ ๓ เรื่องหลัก ๆ นะครับ จะได้สรุปเป็นสาระนะครับ เรื่องแรก คือเรื่องระยะเวลา เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องกฎหมายที่จะให้ได้มาซึ่ง สสร. และเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องผู้ที่จะชี้ขาดใบเหลืองใบแดง
เรื่องแรก เรื่องระยะเวลา ผมกราบเรียนว่าระยะเวลาเดิมตามร่างของรัฐบาล ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้แก้ ก็คือยืนไว้ที่เวลา ๗๕ วัน ผมเห็นว่าน้อย ผมเลยปรับ ขอเสนอแปรญัตติเป็น ๑๘๐ วัน สาระสําคัญที่ผมเสนออย่างนี้มีนัยครับ เพราะว่าถ้าดูตาม ร่างรัฐบาลแล้ว ๗๗ คน บวก ๒๒ คน ๗๗ คน จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งก็บล็อก (Block) ใช้คําว่า บล็อก นะครับ ด้วยความเคารพ อย่างน้อยก็ ๕๐ จังหวัดได้ตามแนวที่รัฐบาลต้องการ มาถึง ๒๒ คน อันนี้บล็อก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เมื่อสภารับหลักการมาเช่นนั้น ผมก็ถือโอกาส ปรับแก้ในส่วนนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจที่จะเป็น สสร. ได้ออกไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติดีอย่างไร เหมาะที่จะเป็น สสร. ถ้าเป็น สสร. แล้ว จะยึดถือประโยชน์ประชาชน หรือยึดถือประโยชน์ของใคร แล้วก็บอกข้อดีข้อด้อยของแต่ละคน เพราะว่าถ้ากําหนด ๗๕ วัน อย่างที่ร่างรัฐบาลครับ แน่นอนครับได้สภาผัว สภาเมีย สภาลูก สภาสะใภ้ ตรงนี้เองซึ่งผมก็เชื่อว่า พี่น้องประชาชนคงไม่อยากเห็นในทํานองนั้น เพราะฉะนั้นในวรรคสามตามร่าง ผมใช้คําว่า ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนรับทราบรายชื่อ คุณสมบัติ ประวัติ ความรู้ของผู้สมัครล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า ระยะเวลาว่าไป ตรงนี้ผมพยายามอิงแนวของการเลือก ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เพราะว่าถ้าเราเปิดโอกาสให้พี่น้อง ประชาชนได้ตัดสินใจว่าคนนี้ถ้าเลือกเข้าไปแล้วเขาทํางานให้ใคร เขายึดประโยชน์ประเทศชาติ หรือประโยชน์ของใคร ผมว่าตรงนี้จะเกิดประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นระยะเวลาผมเห็นว่า ๗๕ วันอย่างไร ก็รวบรัด เร่งรีบจนไม่สามารถทําอะไรได้ แต่ถ้าเป็น ๑๘๐ วันที่กระผมนําเสนอ ทุกอย่างกระบวนการตามขั้นตอนก็จะสามารถดําเนินการได้ รวมถึงตอนที่พอเลือกตั้งเสร็จ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องขอบคุณ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยอม เห็นว่าการที่ให้ กกต. ชี้ขาดไม่ถูกต้อง ยกงานนี้ให้ศาลอุทธรณ์ ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ วรรคสี่ อันนี้ต้องขอบคุณ แต่ผมก็พยายามเสนอ ในคณะกรรมาธิการว่าต้องมีระยะเวลาให้ศาลอุทธรณ์ได้ทํางาน ได้ดูเนื้อสํานวน ได้ส่งหมาย ได้ไต่สวนให้ชัดเจน ก็ออกมา ๓๐ วัน ถ้าเป็นอย่างนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากลองพยายาม รับฟังนะครับ ขยับเป็น ๖๐ วัน ซึ่งผมพยายามสอบถามทางตุลาการ ผู้พิพากษากระจาย ๆ หลายกลุ่มแล้วเขาบอกว่า ๖๐ วันนี่อยู่ในวิสัยที่สามารถทําได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วผมเชื่อว่า การเปิดโอกาสให้ศาลเป็นคนชี้ขาดแทนคณะกรรมการการเลือกตั้งจะทําให้สังคมยอมรับ การได้มาของ สสร.ดีกว่า กกต. อย่างแน่นอน อันนี้ก็อยู่ที่ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากจะลองไปพิจารณาดูครับ
ต่อไปประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังประธาน คณะกรรมาธิการก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แน่นอนครับ ตามร่างรัฐบาลใช้ระเบียบ ซึ่งพวกเราก็ไม่เห็นด้วย กกต. เองก็ไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็กลับมาเป็นกฎหมายเลือกตั้ง เกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น แล้วต่อมาในที่ประชุมใหญ่แห่งนี้เมื่อวันเสาร์ที่แล้วก็ดําริกันขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรจะใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ดีหรือไม่ สุดท้ายก็เกิดการประชุม ๔ ฝ่าย อย่างที่ท่านประธานทราบในวันนี้ ผมกราบเรียนครับว่าโดยเนื้อแท้แล้วพวกกระผม อยากจะได้ที่สุดก็คือกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วย สสร. ตรงตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือตอบมาถึงท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย เหตุผลเพราะอะไรครับ เพราะว่า ผมพยายามไปไล่ดูว่าถ้าใช้กฎหมายท้องถิ่น หรือถ้าจะใช้กฎหมายเลือกตั้งอย่างอื่น ปัญหาอยู่ตรงไหนบ้าง
ประการแรก แต่เดิมเราเปิดสภาไม่ได้ ท่านประธานคงจําได้นะครับแต่เดิม เราเปิดสภาไม่ได้ถ้าเราได้ ส.ว. ไม่ครบ ถ้าเราได้ ส.ส. ไม่ครบ ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ปรับแก้ ถ้าได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถประชุมได้ ผมตั้งคําถามไปถึงท่านประธาน สามารถเลยครับว่า กรณี สสร. ถ้าเกิดขาดไป ๑ คน โดยที่อยู่ในระหว่างการชี้ขาดของศาล อยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้ใด สสร.ประชุมได้ไหม ถ้าประชุมได้อนุญาตให้ขาดได้ไม่เกินกี่คน หรือถ้าไม่ได้ ปัญหานี้จะต้องตอบคําถามนี้ให้ชัดเจน หรือกรณีการให้ใบเหลือง ใบแดงของท้องถิ่น เท่าที่ผมอ่านกฎหมายคร่าว ๆ นะครับ ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายท้องถิ่น การให้ใบแดง ของกฎหมายท้องถิ่นจะต้องเป็นมติเอกฉันท์ก็คือ ๕ เสียงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานคงทราบครับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่ง จะด้วยเหตุผลการบริหารภายใน ของ กกต. จะด้วยเหตุผลความเห็นต่างใน กกต. ๕ คน หรือจะด้วยเหตุผลประการใด ก็แล้วแต่ผมไม่อยากจะพูดให้มันตรงไปตรงมามากกว่าที่พูดอยู่นี่นะครับ โอกาสที่จะได้ใบแดง ของ สสร. นี้ยากเหลือเกิน หรือไม่ได้เลย ถ้าการเลือกตั้งรู้กันอยู่ว่าเสียงละ ๑,๐๐๐ เสียงละ ๕๐๐ เข้ามา ซึ่งท่านประธานก็คงไม่อยากได้ เพราะฉะนั้นกรณีกฎหมายท้องถิ่นก็ดี กฎหมายเหล่านี้ถ้าเป็นไปแล้วกรณีถ้ามีการทุจริต การเลือกตั้งเข้ามาอย่างชัดเจน มีหลัก มีฐาน มีเกณฑ์ ใบเหลือง ใบแดงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านประธาน เป็นคําถามครับ ต่อไปครับ กรณีถ้าค่าใช้จ่ายเกิน สมมุติว่าเขียนกําหนดไว้ว่า ไม่เกินเท่านี้บาท ไม่เกินเท่านี้แสนบาท ไม่เกินเท่านี้ล้านบาท ถ้าเกินมาในกฎหมายท้องถิ่น ที่ปรากฏอยู่เอาโทษกับใคร ใครเป็นผู้ดําเนินการ แค่ไหน เพียงใด ดําเนินการอย่างไร กฎหมายท้องถิ่นไปถึงหรือไม่ถึง ถ้าผมดูคร่าว ๆ ไปไม่ถึงนะครับ หรือว่าในกรณีศาล กรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนไว้ครับว่าก่อนและหลังการประกาศให้ศาลอุทธรณ์เป็น คนชี้ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งหากจะกรุณาปรับไปสัก ๖๐ วันได้ไหม ๑ ข้อ
ประการที่ ๒ เขียนอย่างไรให้ชัดเจนครับว่าเรื่องราวที่มาที่ศาล กกต. ต้องเป็นคนยื่นหรือพี่น้องประชาชนยื่นโดยตรงไปที่ศาลอุทธรณ์ได้นะครับ เขียนให้ชัดครับว่า ใครมีอํานาจยื่นที่ไหน อย่างไร และในกรณี กกต. กกต. มีอํานาจถือเรื่องนี้ไว้ไม่เกินกี่วัน นับแต่วันที่ถูกร้อง นับแต่วันที่เรื่องไปที่ กกต. ปัญหาการเลือก สสร. มันก็จะได้ชัดเจนขึ้น หรือในกรณีการถอนชื่อผู้สมัคร ในกรณีการถอนชื่อผู้สมัคร ท่านประธานคงยอมรับนะครับว่า สสร. มีความสําคัญกว่า ส.ส. มีความสําคัญกว่า ส.ว. เพราะเป็นคนยกร่างกรอบของประเทศ ยกร่างกติกาของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะถอนชื่อ สสร. ว่าใครลงไม่ได้เพราะอะไร ผมอยากให้เป็นเรื่องของศาลฎีกานะครับว่าถ้าศาลฎีกาถอนชื่อ เอาล่ะ เราก็ยอมรับได้ว่า องค์กรที่เป็นที่น่าเชื่อถือถอนชื่อไปนะครับ แต่ว่าถ้าอยู่ในองค์กรอื่นซึ่งการเมืองแทรกได้ เสียงข้างมากแทรกได้ ปัญหาเหล่านี้ก็จะทําให้เกิดความคลางแคลงหัวจิตหัวใจของ พี่น้องประชาชน
ต่อไปครับกรณีคนถูกใบแดง ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง สสร. รับผิดชอบไหม อย่างไร ใครจะต้องดําเนินการอย่างไร ขั้นตอนเหล่านี้จะต้องชัดเจนครับ เพราะว่าถ้าแค่ หยิบกฎหมายท้องถิ่นมาโดยอนุโลม ใช้อะไรไม่ใช้อะไรนี้นะครับ ผมกังวลอย่างยิ่ง ผมก็พยายาม นําเสนอท่านประธานสามารถด้วยความเคารพท่านประธานครับว่าผมนับถือท่านประธาน สามารถ พยายามนําเสนอแต่ว่าผมก็เข้าใจว่าท่านประธานสามารถจะเห็นด้วยในบางเรื่อง แต่ว่าโดยเสียงข้างมากบางครั้งก็เดินไม่ได้ ก็เข้าใจนะครับ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ต้องกราบเรียนว่าผมนี้ไม่อยากให้เสียสิทธิคนที่ทํางานต่างประเทศ เพราะเขาเอาเงินมาให้กับประเทศ ผมไม่อยากให้เสียสิทธิคนที่วันเลือกตั้งเขามีกิจธุรกิจคือเลือกตั้งล่วงหน้านะครับ ถ้าใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นแน่นอนครับ เลือกตั้งล่วงหน้าเสียสิทธิ เลือกตั้งต่างประเทศ เสียสิทธิ หลายล้านคนครับ เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติของกระผมในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยนัยก็คือมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นอย่างที่กราบเรียนนะครับ ซึ่งเป็นนัยที่ผมเห็นว่ามีความจําเป็น ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจะต้องไปพูดคุยกันและกรณีที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับ กรรมการ ๔ ฝ่าย ผมยังเห็นว่าควรจะต้องเชิญกรรมาธิการทุกคนเข้าไปประชุม อาจจะเป็น ห้องงบประมาณอะไรก็แล้วแต่ท่านประธานจะเห็นสมควร เพื่อที่พวกเราจะได้รับรู้รับทราบ เราเห็นด้วย เราสนับสนุน เราไม่เห็นด้วยเราติติงเพื่องานทั้งหลายจะได้เดินต่อไปได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ