วิรัช ร่มเย็น แสดงความกังวลเกี่ยวกับการถ่ายทอดข้อมูลในคณะกรรมาธิการ และเรียกร้องให้สมาชิกทั้งสองฝ่ายพูดตรงตามความเป็นจริง และให้ความชัดเจนเกี่ยวกับข้อกังวลและข้อเสนอแนะของตนเอง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการนับองค์ประชุมในสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขการเลือกตั้ง โดยเสนอให้ใช้กฎการเลือกตั้งท้องถิ่น และเรียกร้องการดำเนินการให้เสร็จภายใน 75 วัน
ท่านประธานครับ ในหลายวันที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ผมรับฟังมาตลอดครับ สดับตรับฟังมาหลายท่านก็ติดตาม ด้วยความสนใจ แต่หลายท่านก็สงสัยว่ากรรมาธิการทั้งเสียงข้างน้อย กรรมาธิการเสียงข้างมาก เขาโต้เถียงกันอย่างไร เขาถกกันอย่างไร เพราะอะไรครับ เพราะไม่ทราบที่มาที่ไป ผมขออนุญาต นําเรียนท่านประธานครับ หลายท่านที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมาก อันนี้ติงไว้หน่อย เวลาท่านไปออกโทรทัศน์ ไปออกวิทยุ ออกรายการนี้ครับ บางครั้งท่านพูดไม่ตรงกับบรรยากาศ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ผมติงไว้ว่าท่านกรุณาพูดให้ตรงตามความเป็นจริง ผมรับฟังอยู่เมื่อเช้านี้ ผมจะไม่เอ่ยว่าเป็นใคร ผมนําเรียนท่านประธานครับว่าในการที่จะให้ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเพราะมีการถ่ายทอดหายข้อสงสัยว่าเขาเถียงกันเรื่องอะไร มาตรา ๒๙๑/๕ มีเนื้อความว่าอย่างไร ผมต้องขอประทานโทษท่านประธานนะครับว่า ต้องอ่านร่างของรัฐบาลแล้วก็จะอ่านร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเขายึดถือ แล้วก็เป็นร่างที่ผม แปรญัตติ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นหลักก็คือว่าผมจะโน้มน้าวให้ท่านสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้น มีความมั่นใจว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรจะ ดําเนินการตามที่ผมได้แปรญัตติ นั่นประการที่ ๑
อีกประการหนึ่งผมต้องนําเรียนให้ทราบว่าที่เสียงส่วนใหญ่หรือกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เขามีความเห็นนั้นไม่ชอบด้วยเหตุด้วยผล ใช้ระบบเสียงข้างมากลากไป นี่ผมกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคําเพราะผมเป็นกรรมาธิการคนหนึ่งถึงแม้จะเป็นเสียงข้างน้อย แต่อยู่ในห้องประชุมมากที่สุดคนหนึ่ง เห็นพฤติการณ์มาตลอด ได้มีการพยายามที่จะเตือนสติ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพว่าพิจารณาด้วยความรอบคอบ อย่าเร่งเร้า อย่าเร่งรีบ อย่าเร่งร้อนไม่ดําเนินการตามที่ผมขอร้อง เพราะฉะนั้นจึงมีการนับองค์ประชุมหลายครั้งครับ ผมยอมรับว่าในห้องประชุมใหญ่ผมอยู่มา ๒๐ ปี ผมไม่เคยนับองค์ประชุม แต่เป็นกรรมาธิการ ชุดนี้ผมนับองค์ประชุมไม่ต่ํากว่า ๕ ครั้ง แต่ด้วยวิธีการเรียกว่าชั้นเชิงของท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนามท่าน ก็เป็นมาหลายสมัย นับทีไรท่านก็ถือ โอกาสพักประชุม แล้วก็ระดมโทรศัพท์ก็ดังกันลั่น ท่านประธานครับ การนับก็เลยไม่เป็นผล ท่านประธาน ผมนําเรียนว่าร่างของรัฐบาล ร่างของ ครม. มาตรา ๒๙๑/๕ ผมต้องเสียเวลาอ่าน เพื่อให้ทางบ้านได้สดับตรับฟังและได้ติดตามอย่างเข้าใจ อย่างที่ผมกราบเรียนข้างต้นนะครับ มาตรา ๒๙๑/๕ ร่างของ ครม. หรือร่างของรัฐบาลมีข้อความว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ
ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐบาลมีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนดวันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนด ไม่เกิน ๔๐ วันนับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนด เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด วรรคนี้ล่ะครับเป็นวรรคที่มีปัญหามาก โดยอาจนําหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น
นี่คือ ๕ วรรคของมาตรา ๒๙๑/๕ ท่านประธานครับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งผมต้องใช้เวลาอ่านอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วเพื่อให้ทางบ้านได้ติดตามอย่างเข้าใจครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากได้พูดเรื่องนี้ มาตรานี้ยาวนาน ผมจําได้ว่าข้ามวันข้ามคืน แต่ว่า เสียงข้างมากก็คือเสียงข้างมาก ไม่ยอมฟังเสียงข้างน้อยแม้แต่น้อย หายไปหลายวัน ในที่สุดก็มีผู้เสนอครับ มีกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอเลยว่าให้ใช้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๑/๕ ร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเขายืนยันว่าเขาจะเอา ร่างนี้เป็นอย่างนี้ มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกา ตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ เห็นไหมครับเหมือนเดิมทุกประการ วรรคสอง
ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ตาม ตรงนี้มีการแก้ไขเล็กน้อย ตามหมวดนี้เดิมบอกว่าตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ เปลี่ยนมาเป็นว่าเอาคําว่ามาตรา ๒๙๑/๑๖ ออก และใช้คําว่า ตามหมวดนี้ โดยให้มีระยะเวลา สมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๒๐ วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนดวันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนด ไม่เกิน ๔๐ วันนับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนด เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร อันนี้ก็เหมือนเดิม
แต่วรรคสี่ท่านประธานครับ วรรคที่เป็นปัญหาและคิดว่าวรรคนี้ที่ทําให้ต้อง มีกรรมการ ๔ ฝ่ายไปนั่งประชุม ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งบัดนี้ผมเข้าใจว่ายังไม่ยุติแปลว่า ยังไม่บรรลุผล
วรรคสี่บอกว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งบทกําหนดโทษ ที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในการนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจประกาศ กําหนดบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายดังกล่าวที่ไม่จําต้องนํามาใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษาด้วย
วรรคห้า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) และ (๔) และต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนในเขตจังหวัดมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการย้ายทะเบียนบ้านออกจากเขตจังหวัดหนึ่งไปอีกเขตจังหวัดหนึ่ง อันทําให้บุคคลมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตจังหวัดเป็นเวลาติดต่อกันน้อยกว่า ๑ ปี นับถึงวันเลือกตั้ง ให้บุคคลนั้นมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งในเขตจังหวัดที่ตนมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี นี่มีการแก้ไขครับ
วรรคหก เมื่อได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเลือกตั้ง โดยให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดเป็นผู้ได้รับ เลือกเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของจังหวัดนั้น
และวรรคที่เป็นปัญหาอีกวรรคหนึ่ง วรรคเจ็ด การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ การคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอนผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศ รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน
ผมมีความจําเป็นต้องอ่าน เพราะที่ผ่านมาผมสดับตรับฟังพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านและติดตามการถ่ายทอดทางโทรทัศน์เขาปรารภอยู่เนือง ๆ หลาย ๆ คน หลาย ๆ ท่านว่าได้รับฟังจริง แต่ไม่เข้าใจหรอกที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตอบมาก็ดี กรรมาธิการเสียงข้างน้อยในสภาได้อภิปรายก็ดีรวมทั้งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายก็ดี เขาไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป วันนี้จึงต้องเสียเวลาเพื่อจะเรียนให้ท่านประธานได้เข้าใจ และพี่น้องทางบ้านได้เข้าใจด้วยครับ ผมนําเรียนอย่างนี้ท่านประธาน ผมไม่เห็นด้วยกับ ร่างของรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก เอาประเด็นสําคัญก่อนครับ ประเด็นสําคัญก็คือที่ผมแปรญัตติไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ ผมแปรญัตติว่า
มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ
ผมอธิบายง่าย ๆ ผมคิดว่าที่ร่างรัฐบาลก็ดี ร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี ที่กําหนดไว้ภายใน ๗๕ วันนั้น ผมคิดว่ามันน้อยไป ท่านประธานครับ เอากันง่าย ๆ ว่าน่าจะใส่ไว้ ๑๒๐ วัน ได้มีการนําเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการครับ แต่ว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย อีกวรรคหนึ่งบอกว่าอย่างนี้ครับ ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกา กําหนดวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ร่างรัฐบาลเขาเขียนว่าอย่างนี้ครับ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รัฐสภามีมติให้มีการจัดทํา รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ อันนี้จริง ๆ แล้วการเขียนกฎหมายของ ครม. ซึ่งแน่นอนครับ คนที่เขียนก็คือคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมได้ให้ข้อสังเกตแล้วก็เรียกว่าติงไป แล้วว่าถ้าเขียนอย่างนั้นมันเป็นการเขียนเผื่ออนาคตซึ่งยังไม่เกิด นั่นก็คือร่างของรัฐบาล บอกว่าถ้าการเลือกตั้ง สสร. มันมีเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ มันมีเหตุที่จะทําให้ไม่เกิดขึ้น เกิดขึ้นไม่ได้ ก็ให้มีการตั้งต้นกันใหม่ทํานองนั้น ซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ ผมก็เลยแปรญัตติ ตามที่ผมกราบเรียนนะครับ ให้ดําเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน ๓๐ วัน ในขณะที่ร่างเดิมไม่เกิน ๒๐ วัน ก็เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าเวลาให้มากไว้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็เป็นประโยชน์สําหรับระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน ไม่เกิน ๓๐ วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ ผ่านไปนะครับ
วรรคสามครับ ผมแปรญัตติว่า พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้กําหนด วันเลือกตั้งไว้ด้วย โดยต้องกําหนดไม่เกิน ๖๐ วัน จากเดิมเขียนว่า ๔๐ วัน เป็น ๖๐ วัน นับแต่วันครบกําหนดระยะเวลาการสมัครรับเลือกตั้ง และต้องกําหนดเป็นวันเดียวกัน ทั่วราชอาณาจักร
วรรคต่อไปนี้สําคัญมาก และนี่คือที่มาของการประชุม ๔ ฝ่าย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม เมื่อสักครู่ผมกล่าวร่าง ของรัฐบาลและร่างของเสียงข้างมากไปแล้ว ร่างรัฐบาลบอกว่าให้มีการออกระเบียบ นั่นก็คือ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดไว้ โดยอาจนําหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านประธานครับ เราเคยมีตัวอย่าง เราเคยมีบทเรียน เร็ว ๆ นี้ครับก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เราบอกให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาไปออกระเบียบเพื่อจะกําหนดระเบียบการเลือกตั้ง ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งเขาปฏิเสธมา เขาบอกว่าเขาไม่กล้าดําเนินการ ถ้าเป็นระเบียบแล้วเขาไปออกกําหนดโทษต่าง ๆ เขาอาจจะมีปัญหาเหมือนในอดีต ซึ่งผมไม่ต้องรื้อฟื้น ในอดีตที่ผ่านมา กกต. ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก รวมทั้ง ได้ดําเนินการที่เราเรียกว่าผิดนะครับ ผมกราบเรียนว่าเมื่อเป็นดังนั้น ผมและกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยหลายท่าน เราก็เลยบอกที่ประชุมว่าถ้าใช้หลักเกณฑ์ให้ กกต. ออกระเบียบ เขาไม่ทําแน่นอน เถียงกันไปถกกันมาในขณะเดียวกันก็มีผู้เสนอว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เรียนเชิญ คณะกรรมการการเลือกตั้งมาร่วมประชุมด้วย ไม่ต้องใช้คนอื่น เอาคณะกรรมการการ เลือกตั้งมา ซึ่งหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เขาเรียกว่า ๕ เสือ ๆ เขาไม่มาเอง หรอกครับ ปกติแล้วเขาก็ต้องให้ฝ่ายธุรการหรือว่าฝ่ายกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ในส่วนนี้มา ในที่สุดเมื่อท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ได้มีหนังสือไปถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ว่าขอเชิญมาร่วมประชุม โดยใช้คําว่า ขอเชิญมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อคิดความเห็น ซึ่งขณะนั้นที่ออกหนังสือไปแล้วก็มาประชุมกัน คณะกรรมาธิการผมคิดว่าทั้ง ๔๕ คน ถ้าวันนั้นมาครบ หรือว่าในห้องประชุมต่างก็มีใจตรงกันว่า ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีความคิดเห็นประการหนึ่งประการใด มีความเห็นเป็นประการใด เชื่อว่ากรรมาธิการทั้งหมดในห้องนั้นคงจะต้องเชื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะเราเชิญเขามา ท่านประธานครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเลขาธิการคณะกรรมการการการเลือกตั้ง เข้าใจว่ากําลังประชุม ๔ ฝ่ายอยู่ด้านหลังนี่ละครับ คือท่านภุชงค์ นุตราวงศ์ มาร่วมประชุม พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมายผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ได้มีการตอบข้อซักถาม คณะกรรมาธิการ ก็ถามไป เขาก็ตอบมา ถามไป ตอบมา ตอบมา ถามไป อยู่อย่างนี้ เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ในที่สุดเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าจะรับความคิดความเห็นถ้อยคํา เนื้อความทั้งหมดที่คณะกรรมาธิการในห้องนี้ หมายถึงห้องที่ประชุมกันวันนั้นได้แสดงความเห็น จะรับไปแจ้งกับ ถ้าพูดภาษาตลาดที่เขาพูดกันไปแจ้งกับ ๕ เสือ หรือไปแจ้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเขาก็ไปแจ้งจริง เมื่อแจ้งแล้วเขาก็มีการ ประชุมจริง ท่านประธานครับ ผมต้องขอเสียเวลาอ่านตรงนี้เพื่อความเข้าใจ เพราะ ๖ วัน ที่ผ่านมาวันนี้เป็นวันที่ ๗ เราพูดถึงหนังสือฉบับนี้มากเหลือเกิน หนังสือของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง แต่บางท่านก็ตัดมา ๒ บรรทัด บางท่านก็ยกมาพารากราฟ (Paragraph) หนึ่ง บางท่านก็ยกมาวรรคหนึ่งแต่ไม่อ่านทั้งหมด ก็เลยไม่เห็นภาพชัด วันนี้ผมจะทําให้เห็นภาพชัด สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๑๐ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ด่วนที่สุด ที่ ลต ๐๓๐๑/๔๒๑๙ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เรียน ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... อ้างถึงหนังสือด่วนที่สุดที่ ๑๙๔/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ผมนําเรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ เรามีหนังสือออกไปลงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๕ ข้อความเป็นอย่างนี้ครับ ที่เขามีหนังสือตอบมาเพื่อความเข้าใจอันดี ตามที่ ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... และเชิญเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าร่วมประชุม กับคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๓ เพื่อชี้แจงแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง การเตรียมความพร้อมในเรื่องต่าง ๆ เช่นการเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่เป็น ประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้ไปร่วมชี้แจงแสดงความคิดเห็นเสนอต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับ กรณีดังกล่าว โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ให้สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณากําหนดการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะให้ดําเนินการอย่างไร นี่เป็นคําถามของคณะกรรมาธิการถามไป รวมทั้งข้อสังเกตที่สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งเสนอ ควรจะกําหนดหรือมีวิธีการแก้ไขอย่างไร ให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณานั้น อันนี้เป็นแบบฟอร์มของการเขียนจดหมายครับท่านประธาน วรรคสําคัญ วรรคต่อไปนี้ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งขอเรียนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีการประชุมครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ โดยได้มีการพิจารณา ในกรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่าการที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยกําหนด ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด โดยอาจนําหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑/๕ นั้น นี่เขาทวนให้ฟังว่าที่ร่างรัฐบาลเป็นอย่างนี้นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเห็นว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยออกเป็นกฎหมายเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ
วรรคท้ายสุด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดําเนินการต่อไป เขาไม่ได้เรียนมา เพื่อทราบ เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ขอแสดงความนับถือ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังมีสมาชิกหลายท่านสงสัยเหมือนกันว่าทําไมไม่ลงนาม โดยประธาน กกต. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ผมนําเรียนครับท่านประธาน หนังสือฉบับนี้ สมบูรณ์ที่สุดแล้ว หนังสือเวลาออกมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง คนที่เป็นพ่อบ้าน จริง ๆ ก็คือเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง คุณภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีหนังสือมา หมายถึงมาในนามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สรุปก็คือเชิญเขามาร่วมประชุม แล้วก็ ฝากการบ้านเขาไป เขาก็ไปทําการบ้านโดยการประชุม จริง ๆ น่าจะเรียกถ้าเป็นการประชุม ที่เราเรียกว่าประชุมตัดสินคดี ใครที่เป็นทนายความก็พอจะทราบ นั่นก็คือเขาจะใช้คําว่า ถ้าเป็นเรื่องศาลฎีกาเขาเรียกว่าที่ประชุมศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ อันนี้ก็คล้าย ๆ ที่ประชุมใหญ่ ล่ะครับ เขายืนยันมาแล้วว่าเขาต้องการให้ออกเป็นกฎหมายเฉพาะ กรรมาธิการบางท่าน ยังเข้าใจมีการไปตีความกฎหมายเฉพาะแปลว่าอะไร ท่านประธานครับ มันชัดเจนยิ่งกว่าชัด กฎหมายเฉพาะก็คือเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายเฉพาะก็คือ กฎหมายที่ผมเขียนแปรญัตตินี่ล่ะครับ ที่ผมแปรญัตติว่า หลักเกณฑ์และวิธีการในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เขาประชุมกัน นี่เขาต้องการกฎหมายนี้ละ ถ้าเป็นกฎหมายนี่มันเสร็จสรรพท่านประธาน เขากําหนดโทษได้ ทําอะไรต่าง ๆ ได้หมดและเขาไม่กลัว ในขณะเดียวกันท่านประธานจําได้ไหมครับ ผมเป็นคนถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการทั้งในประชุมห้องกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้และห้องประชุมใหญ่ แห่งนี้ ผมถามว่าถ้าออกเป็นกฎหมายท้องถิ่นตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบนี่ ผมถามทั้งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม และถามเจ้าหน้าที่ของ กกต. ซึ่งวันนั้นมาร่วมประชุมในนาม กกต. ผมเอ่ยชื่อท่าน เอ่ยนามท่าน นามสกุลท่าน ไม่เสียหายครับ เพราะมีการประชุมจริง ดอกเตอร์พีระพงษ์ ไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากอรรถาธิบายว่าที่ต้องใช้กฎหมายท้องถิ่นมาใช้บังคับในการเลือกตั้ง สสร. นั้น มีเหตุผลประการใด อย่างไร หลังจากอธิบายแล้วผมจําได้ว่าท่านประธาน สามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็นคนถามฝ่ายกฎหมายหรือผู้มาชี้แจงในนามของ กกต. เอง แล้วอย่างนี้ให้ กกต. อธิบายหน่อย มันมีข้ออ่อน มันมีความอ่อนไหวอย่างไร มันมีข้อด้อยประการใด ดอกเตอร์พีระพงษ์ ไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของ กกต. มาตอบ ในนาม กกต. ตอบชัดถ้อยชัดคํา ถ้าอย่างนี้ใช้กฎหมายท้องถิ่น ข้อด้อยก็คือว่าคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่สามารถที่จะออกใบเหลือง ใบแดงได้ เพราะว่าไปดูวรรคท้ายที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากเขาแปรญัตติแล้ว เขาร่างไว้แล้วในเสียงข้างมากมันต้องตกไปอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ นั่นหมายความว่าผมนําเรียนว่าถ้าเป็นไปดังนั้นศาลอุทธรณ์ก็จะเป็นผู้กําหนดทั้งหมด เลือกตั้งเสร็จ กกต. ก็มีหน้าที่ประกาศว่าจังหวัดนั้นได้ใคร จังหวัดนั้นได้ใคร เรื่องร้องเรียน ร้องไปแต่ไม่พิจารณา ให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้ ท่านประธานครับ เราถึงเกิดวิตกแล้วก็มีความรู้สึกในแง่ที่ผมเป็นนักกฎหมายคนหนึ่ง มีความรู้สึกว่าวันนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเราโยนภาระหนี้ให้กับศาลอุทธรณ์ นอกจากศาลอุทธรณ์ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมมีความเห็นแย้งว่าในกรณีที่ใช้กฎหมายท้องถิ่น รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ครับ ถ้า ส.ส. ส.ว. มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสให้ศาลฎีกาเป็นคนตัดสินเรียกว่าสอย ถ้าท้องถิ่นมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสให้ศาลอุทธรณ์เป็นคนตัดสิน แต่เรื่องนี้มันหนักไปกว่านั้น นั่นก็คือ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง จัดแล้วมีหน้าที่ประกาศ ใครทําผิดกฎหมายอะไร อย่างไร กกต. ไม่ต้องไปยุ่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ดําเนินการ ผมได้รับการอย่าเรียกว่า ร้องเรียนเลย ปรารภก็แล้วกันจากหลายท่านที่เป็นผู้รู้ในเชิงนิติศาสตร์ในเชิงศาลเขาบอกว่า วรรคท้ายนั่นนะ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการคัดค้านตัดสิทธิการเลือกตั้ง การเพิกถอน ผลการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังการประกาศผล การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นอํานาจหน้าที่ของศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาให้เสร็จสิ้น ภายใน ๓๐ วัน ความจริงข้อความมันขัดมันแย้งกันหมดละครับ ที่เอาร่างของกรรมาธิการ เสียงข้างมากซึ่งใช้กฎหมายท้องถิ่นมาให้ กกต. ประกาศภายใน ๑๕ วัน แต่ใครสงสัยประการใด อย่างไรว่าถูกโกง ไม่ชอบธรรมอย่างไร เลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมไปร้องศาลอุทธรณ์ ร้องเมื่อไรไม่รู้แต่เขาบอกว่าศาลอุทธรณ์ ให้เวลาศาลอุทธรณ์ตัดสินภายใน ๓๐ วัน ท่านประธานครับ คนที่ชนะถ้าชนะด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเราก็ดีใจ แต่ถ้าชนะด้วยเหตุผล ด้วยเล่ห์เพทุบายมันก็เป็นปัญหา ผมจําได้ว่าเมื่อก่อนหน้าที่เราจะหยุดไปเมื่อวันเสาร์ มีกรรมาธิการเสียงข้างมาก ถ้าจําไม่ผิด หัวแถวครับ ท่านประธานสามารถ แก้วมีชัย ขอประทานอภัยต้องเอ่ยนาม ท่านบอกว่าเรื่องของศาลอุทธรณ์ที่เขาจะพิพากษาหรือตัดสิน เมื่อไร อย่างไร มันก็เป็นเรื่องของศาล แล้วพูดทํานองนี้อีกหลายข้อ ซึ่งผมด้วยความเคารพ เป็นกรรมาธิการเหมือนกันเพียงแต่ว่าเป็นเสียงข้างน้อยก็ไม่อยากจะประท้วงอะไรมาก จริง ๆ แล้วความเห็นในทางกฎหมายของแต่ละท่าน แต่ละคนที่ร่ําเรียนมาก็ก้าวข้ามไม่ได้ เป็นเรื่องของแต่ละท่าน แต่ละคน ผมนําเรียนท่านประธาน ชัดเจนขนาดนี้กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังไม่เอา ยังไม่รับ นี่คือที่มาของการประชุมวันนี้ วันนั้นถ้าท่านประธานสามารถก็ดี เพื่อนกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี รับฟังเสียงข้างน้อยอย่างพวกผมบ้าง วันนี้ไปไกลครับ วันนี้อาจจะจบแล้วก็ได้ เราติงกันนะครับท่านประธานด้วยความเคารพ เราบอกว่าถ้ารีบตรงนั้น เร่งตรงนั้น หมายถึงห้องประชุมคณะกรรมาธิการเราอาจจะมีปัญหาในที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุม รัฐสภานี้ เราพูดกันหลายคนไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ แต่ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ผมจะพูดอย่างไร ท่านก็ไปของท่าน ท่านบอกอย่างนี้ดีแล้ว ส่วนท่านจะไปรับมตินี้หรือไปรับเรื่องราวนี้ หรือว่าไปรับเนื้อความอันนี้มาจากไหน แดนใกล้ แดนไกล ผมขออภัยถ้าผมเอ่ยไปท่านประธานก็จะติงผมอีก แต่ผมเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า ถ้าเราตัดสินกันด้วยใจของเรา ไม่มีใครเข้ามาครอบงํา นักกฎหมายหรือไม่ใช่นักกฎหมาย ก็ตามเราพูดไปตามความคิดของเราเองมันจะไม่เป็นปัญหาเลย พวกผมเวลาพรรคมอบหมายไป พรรคมอบหมายไปตามหลักการแล้วเราทํางานเต็มกําลัง เต็มความสามารถ ใช้ความคิด ความอ่านของเราให้เป็นประโยชน์กับระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครมาสั่งจะภายในประเทศ หรือต่างประเทศก็ตาม ไม่มี หัวหน้าผมเป็นคนเคารพหลักการมอบหมายหน้าที่ให้ไปทํางาน เราก็ทําเต็มที่ ผมเรียนท่านประธานเป็นประการสุดท้ายเพื่อให้ท่านประธานสามารถได้คิด สมมุติว่าที่ประชุม ๔ ฝ่าย ซึ่งผมเรียนว่าถ้าเป็น ๕ ฝ่าย ก็จะดี ถ้าเขามีมติอย่างไรก็ตามผมคิดว่า ท่านต้องขอท่านประธานรัฐสภาได้พักประชุมแล้วท่านต้องให้พวกผมไปประชุม เพราะว่า ท่านร่างมาอย่างนี้แล้ว ท่านประธานครับ เมื่อร่างมาอย่างนี้แล้ว ผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว ท่านกล่าวอย่างนั้นครับ เพื่อนกรรมาธิการหลายท่านก็กล่าวอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมาธิการน้อย ๆ อย่างผม ๑ ใน ๔๕ คน ต้องรับทราบ ผมต้องมีสิทธิ แสดงความเห็นไว้ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่ เขียนมาแล้ว เข้าสู่รัฐสภาแล้ว วันนี้จะไป เปลี่ยนแปลงผมไม่ขัดข้องนะ เพียงแต่ว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู อย่าบอกว่าเอาละ ตกลงกันแล้วก็อย่างนี้ เหมือนสมาชิกซีกฝ่ายรัฐบาลเมื่อเช้าพูด ถ้าตกลงกันได้ก็คงอภิปราย น้อยลง อันนี้ทําความเข้าใจไว้ก่อนทั้ง ๒ ท่านประธานครับ ท่านประธานใหญ่และท่านประธานเล็ก ทําความเข้าใจไว้ก่อน เมื่อท่านเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิม ซึ่งวันนี้แน่นอนเปลี่ยนร่างเดิม แน่นอน เปลี่ยนจากร่าง ครม. แน่นอน จะเอาเป็นกฎหมายโดยตรง โดยเฉพาะที่ผม ได้แปรญัตติไว้ หรือจะเอากฎหมายแว่ว ๆ ว่ากฎหมายของการเลือกตั้ง ส.ว. หรือกฎหมาย อะไรก็ตามแต่ แต่ผิดไปจากร่างเดิม สมาชิกทั้งหลายไม่ว่าซีกซ้าย ซีกขวา ไม่ว่าอยู่ด้านหน้า อยู่ด้านหลัง ไม่ว่า ส.ส. หรือ ส.ว. เขามีสิทธิแสดงความเห็นอย่าไปปิดกั้นเขา ไปปิดกั้นจะขัด ข้อบังคับแล้วก็จะขัดรัฐธรรมนูญ ผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้ซึ่งเดินหน้ามาด้วยดี ถึงแม้จะ ใช้เวลายาวนาน ท่านประธานครับ ทําผิดซ้ําซาก ทําผิดรัฐธรรมนูญ ทําผิดข้อบังคับ ผมเรียน ท่านประธานครับ
สุดท้ายจริง ๆ อยากให้ทางบ้านได้ทําใจเถอะครับ หลายคนบอกว่าบางท่าน ไม่ใช่หลายท่าน บอกว่าวันนี้เราได้ให้บทเรียนกับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ ที่จังหวัดปทุมธานี พี่น้องประชาชนให้บทเรียนกับพรรคการเมืองบางพรรค ขอบคุณครับ