รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕

สมชาย แสวงการ พูดเรื่องการแปรญัตติ มาตรา ๒๙๑/๕ โดยเสนอการแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับภายใน ๗๕ วัน และเสนอให้ออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเฉพาะสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความรับผิดชอบต่อสภานี้ครับ ผมได้เสนอคําแปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๕ ๓ ประเด็นครับ

๑. ก็คือเสนอให้มีการแปรญัตติ ให้มีการแก้ไขใหม่

๒. เสนอให้มีการเพิ่มข้อความเข้าไป และ

๓. ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมโดยมติของคณะกรรมาธิการนั้น กระผมไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นผมจะเรียงตามการอภิปรายดังนี้นะครับ

ในประเด็นที่ผมขอให้มีการตัดและมีการแก้ไขเพิ่มเติมเข้าไปใหม่นั้น ผมเสนอให้ คณะกรรมาธิการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๕ โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) อันนี้ผมขอให้ตัดออก ให้เสร็จภายใน ๗๕ วันนับตั้งแต่วันพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลใช้บังคับ และให้ตัด วรรคสอง ให้ดําเนินการมีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดวันสมัครเลือกตั้งให้เป็นสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติให้จัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ ตรงนี้ผมขอให้ตัดทิ้งทั้งหมด และให้แก้ไขเป็นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ขณะเดียวกัน ผมก็เสนอให้มีการตัดเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด โดยนําหลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยเพิ่ม หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่ต้องให้มีกฎหมายเฉพาะในประเด็นที่ ๑ นั้น ก็เป็นเพราะว่ากฎหมายของ การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ต้องเรียนครับว่าเป็นกฎหมายถ้าเรียงลําดับชั้นในประเทศนี้กฎหมายสูงสุดก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามด้วยศักดิ์ของกฎหมายอย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็มีกฎหมาย ว่าด้วยพระราชบัญญัติ แล้วก็รองลงไปก็เป็นพวกกฎกระทรวงอะไรต่าง ๆ กฎหมายที่เราใช้ แบบเดียวกันครับ ผมไม่ได้บอกว่าสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้นต่ําศักดิ์กว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา เพียงแต่เราต่างกันในหน้าที่ อย่างไรก็ตามผมต้องกราบเรียนว่าสมาชิก สสร. ผมเองได้เสนอครับว่าคณะบุคคลที่จะเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีศักดิ์และสิทธิ ในอนาคตที่อาจเหนือกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เพราะอะไรครับ เพราะ ส.ส. และ ส.ว. นั้นเขียนกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมายได้ในชั้นพระราชบัญญัติที่เราทํากันอยู่ แต่เรากําลังโอนสิทธิไปให้คณะบุคคลใหม่ที่เรียกว่า สสร. เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ต้องใช้ ในการเลือก สสร. จําเป็นต้องมีความเข้มข้นและมีศักดิ์ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือมากกว่า มีสมาชิกส่วนหนึ่งเสนอให้ใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่ผมคิดว่าตรงนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่ง อย่างไรก็ตามอย่างที่ ท่านสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้กล่าวแล้วว่ามันมีหลายประเด็น ที่อาจจะเกิดปัญหาตามขึ้นมามากมาย ต้องไปทําพระราชกฤษฎีกายกเว้น ขณะเดียวกัน ท่านคณะกรรมาธิการก็หยิบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาใช้ ซึ่งพบว่ามีสาระสําคัญที่ต้องเรียนว่าไปด้วยกันลําบาก และไปด้วยกันไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่กฎหมายฉบับนี้ให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่น หมายความว่าปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบล ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเมืองพัทยา และหัวหน้าพนักงาน หรือหัวหน้าข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถ้าท่านใช้กฎหมายนี้ผู้อํานวยการการเลือกตั้ง นั่นหมายถึงว่า หัวหน้าส่วนท้องถิ่น เอาประการที่ ๑ มากําหนด สิ่งที่กําหนดตามอํานาจหน้าที่ก็คือ ให้ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑. รับสมัครเลือกตั้ง

๒. กําหนดหน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง

๓. แต่งตั้งและจัดอบรมเจ้าพนักงานผู้ดําเนินการเลือกตั้ง

๔. ตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและดําเนินการเพิ่มชื่อ หรือถอนชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ที่ผมกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเรียนตามตรงว่ามันจะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการตั้งบุคคล การตรวจรายชื่อ การให้ลงคะแนนในที่ต่าง ๆ เบ็ดเสร็จแล้ว ก็ต้องเรียนครับจะเกิดปัญหาถ้าท่านจะเลือกให้ สสร. ดีจริงมันต้องใช้องค์กรระดับชาติ ซึ่งก็ต้องเรียนว่าก็ต้องใช้กฎหมายที่มีความชัดเจน ผมเรียนครับ ผมสนับสนุนและอยากให้ มีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายเฉพาะสําหรับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ท่านคณะกรรมาธิการใช้เหตุผลเดียวว่า ไม่ออกกฎหมายฉบับนี้เพราะอะไร เพราะคาดว่าจะมีการเลือก สสร. เพียงครั้งเดียว แล้วกฎหมายนี้ไม่ต้องใช้อีก ท่านแน่ใจ หรือครับว่าเราจะไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก อาจจะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาอีก ในอนาคตก็ได้ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ท่านร่างแล้วเสียงข้างมากในอนาคตเป็นฝ่ายอื่น และเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ต้องใช้วิธีเดียวกับท่าน คือแก้ด้วยมาตรา ๒๙๑ หรือมาตรา ๒๙๑ ที่แก้กันอยู่อย่างนี้ บางท่านก็บอกว่าหัวหมอเอาลูกมาฆ่าแม่ ก็อาจจะต้องมีการเลือก สสร. อีก ดังนั้นผมเสนอให้ท่านดําเนินการออกกฎหมายพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่นานครับ สภานี้ท่านมีเสียงข้างมากอยู่แล้วในสภาผู้แทนราษฎร ก็เอาเข้าสู่สภา ได้เลยครับ แล้วก็ไปผ่านวุฒิสภา ใช้เวลารวมกัน ๑-๒ เดือน ก็ได้กฎหมายที่ชัดเจนครอบคลุม การเลือก สสร. แล้วกฎหมายนี้ก็ใช้ได้ตลอดไป ถ้าไม่มีเหตุจําเป็นก็ไม่ต้องใช้ มีเหตุจําเป็นในอีก ๑๐ ปีข้างหน้าจะร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ก็หยิบกฎหมายนี้ขึ้นมาใช้ ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรเลย แล้วสภาก็จะได้เห็นครับว่าประชาธิปไตยที่เราจะจริงใจกับประชาชนนั้นไม่ได้มาด้วยความรีบร้อน ลุกลี้ลุกลน รวบรัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เสนอต่อท่านประธาน ผมขออนุญาตต้องนํามาอ่านให้พี่น้องประชาชนฟังนะครับ เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมการ กกต. ต่อประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... คือสรุปฉบับที่ ๑ มี ๒ ฉบับ ไม่อย่างนั้นพี่น้องจะเข้าใจผิด ฉบับที่ ๑ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม คณะกรรมการ กกต. บอกว่าตามที่ท่านจะใช้หลักเกณฑ์และวิธีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้อนุโลมตามร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนั้น ตอนแรกเดิมท่านไม่แก้นะครับ คณะกรรมการเห็นว่าในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยออกแบบเป็นกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ นี่คือจดหมายลงวันที่ ๒๗ มีนาคม จากนั้นท่านกรรมาธิการก็ยืนยัน ทั้งการที่เชิญ กกต. มา แล้วท่านก็ให้ข่าวกับหนังสือพิมพ์ แล้วท่านก็ยืนยันว่าจะใช้กฎหมายเลือกตั้งปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีจดหมายวันที่ ๕ เมษายน ตามมาอีกครับ