สมชาย แสวงการ ระบุข้อกังวลว่าการกำหนดให้ศาลอุทธรณ์ทำหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยคดีคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. ภายใน 30 วัน ขัดต่อหลักวิชาการ กระบวนการยุติธรรม และสร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน รวมถึงอาจนำไปสู่ความไม่ศรัทธาในกระบวนการควบคุมการเลือกตั้ง สมชาย แสวงการ เสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีเลือกตั้งมาสู่ศาลเพื่อตรวจสอบ เนื่องจากมองว่ากระบวนการดังกล่าวไร้ประสิทธิภาพและนำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อศาล จึงควรใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงแทน เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม ลดความล่าช้าในการร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการรับฟังเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง
ก็ไม่เป็นอะไรครับ ข้อประท้วงก็มี ข้อ ๔๓ อย่างเดียวครับ อ้างวนเวียนซ้ําซาก ท่านประธานก็พิจารณาด้วยแล้วกัน นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ๑. ศาลกลายเป็นคู่กรณีของผู้ร้อง ๒. ศาลไม่มีเจ้าหน้าที่ สืบสวนสอบสวน ผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขออภัยไม่เอ่ยนามครับ ท่านบอกว่าศาลไม่ใช่ ศาลไคฟง ศาลไทยไม่ใช่เปาบุ้นจิ้น ไม่มี จั่น เจา ไม่มี หวัง เฉา ไม่มี หม่า ฮั่น ไปทําการ สอบสวนหรอกครับ ว่าการเลือกตั้ง สสร. ที่ท่านจะกําหนดให้ตามกฎหมายนั้นมันมี ความไม่ชอบมาพากลอย่างไร มันไม่ถูกต้อง มันโกงกันอย่างไร ท่านไม่สามารถส่งคนไป ในจังหวัดไหน ๆ ได้ ตําบลไหน ๆ ได้ว่ามีการโกงกันจริงเกิดขึ้นหรือไม่ ผมเรียนอีกครับว่า ศาลอุทธรณ์ที่ท่านจะให้ทําหน้าที่นั้นเป็นไปตามกฎหมายที่ศาลมีอยู่ครับ แต่ท่านกําลัง จะเขียนรัฐธรรมนูญกําหนดให้ศาลทําหน้าที่ตรงนี้ ข้อเท็จจริงครับ ศาลอุทธรณ์ในภาค ๑ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ อยู่ที่กรุงเทพมหานครครับ บัดนี้ยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ไปอยู่ในต่างจังหวัด ศาลอุทธรณ์ที่อยู่ในภูมิภาคมีเพียงแค่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราดที่เขาดูแลครอบคลุมด้านตะวันออก ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดูแลภาคเหนือตอนบน ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ดูแลจังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต เพราะฉะนั้นมีแค่ ๓ ศาลที่พี่น้องประชาชน ถ้าเห็นว่า การเลือกตั้ง สสร. มิชอบจะไปร้อง ก็ต้องเดินทางไปแค่ ๓ ศาลใน ๓ จังหวัดที่ผมว่าที่เหลือ ต้องมากรุงเทพมหานครหมด อันนี้ก็เป็นการสิ้นเปลืองนะครับ ก็เรียนครับว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ จะต้องเป็นภาระให้กับศาล ประเด็นสําคัญครับ ท่านเขียนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดี ภายใน ๓๐ วัน ศาลสามารถทําอะไรตามกฎหมาย ต้องทําอะไรตามกฎหมายเช่นเดียวกับ พวกเราสมาชิกในสภา ท่านไม่อยากมีอํานาจมากเกินกว่าที่กฎหมายจะบัญญัติให้ท่านทํา ท่านถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญท่านก็ต้องทําครับ แต่มีคําถามตามมาว่าศาลถูกสั่งให้วินิจฉัย ภายใน ๓๐ วัน เมื่อท่านไม่มี จั่น เจา หวัง เฉา หม่า ฮั่น ไปสืบสวน กกต. แทนที่จะทําหน้าที่ ให้ใบเหลือง ใบแดงก่อน แล้ววินิจฉัยเสร็จผู้ถูกร้อง ผู้ได้เสีย ถูกใบเหลือง ใบแดงก็มาร้องต่อศาล ภายใน ๗ วัน ๑๕ วัน เหมือนกระบวนการเดิม แล้วศาลก็มาดูโพรเซส (Process) มาดูกระบวนการว่า ถูกไหม กกต. ทําถูกไหม วินิจฉัยและใช้ดุลยพินิจถูกไหมในการให้ใบเหลือง ใบแดง อย่างนี้ศาลทําได้ แต่ถ้าศาลต้องมาทําหน้าที่เอง คําถามว่า ๑. มันขัดหลักการวิชาการ มันขัดต่อหลักการรีวิว (Review) กฎหมาย รีวิวในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้นคําถามว่า อันนี้ ท่านฝากถามนะครับ ๓๐ วัน แล้วถ้าศาลไม่วินิจฉัยท่านจะทําอย่างไรครับ ให้ศาลมีความผิด ตามกฎหมายไหมครับ ถ้าศาลวินิจฉัยวันที่ ๓๑ ท่านถือว่าคดีตกไป หรือว่าคําพิพากษานั้น ใช้ไม่ได้ สิ่งนี้เป็นคําถามที่เกิดขึ้นจากศาลอุทธรณ์นะครับ ผมเรียนครับว่าเหล่านี้ เขาไม่กําหนดกัน การจะกําหนดให้ศาลเขียนคําวินิจฉัยนั้นเคยมีครับ เรื่องกําหนดวัน เขียนคําพิพากษาภายในกี่วัน แถลงภายในกี่วันนั้นทําได้ แต่เรื่องนี้มีปัญหา รวมทั้งในอนาคต เมื่อท่านให้ศาลไปทําหน้าที่ในการไต่สวน ในกระบวนการแบบที่ผมเรียนมาแล้ว ศาลอาจถูก ต้องเรียนว่านักกฎหมายหัวหมอ ซึ่งอาจจะมีเยอะมากมาย บอกว่าศาลเข้าไปทําหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ทําหน้าที่เข้าไปไต่สวน ไปสอบสวนเอง สืบสวนเอง แล้วมาชี้ถูกชี้ผิด วินิจฉัย บุคคลผู้นั้น เขาอาจร้องไปศาลปกครองได้ ทีนี้สนุกละครับ มีคนร้องศาลอุทธรณ์ที่ศาลปกครอง ผมก็ไม่แน่ใจว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องไปชี้แจงต่อศาลปกครองหรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และกําลังจะเกิดขึ้นถ้าท่านคณะกรรมาธิการฟังคําทักท้วงจากท่านสมาชิก แล้วได้ช่วยโปรดใช้วิจารญาณในการรับฟังแล้วทบทวนแก้ไข ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เที่ยวนี้จะแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจของคณะกรรมาธิการร่วมกันทั้งสภา ทําให้มี สสร. ที่ดีที่สุด บริสุทธิ์ใจที่สุดแล้วเป็นการกลางที่ดี ปราศจากการครอบงํา ผมเรียนเสนอถึงข้อวิตกกังวล ซึ่งต้องนํามากล่าวอ้างในที่ประชุมสภานี้ เพราะว่าถ้าไม่นํามากล่าวอ้างสมาชิกจะไม่ได้ รับทราบและไม่ได้ถูกบันทึก เป็นความบทความพิเศษเกี่ยวกับข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับ ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการคัดค้านการเลือกตั้ง สสร. ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งขออนุญาตประธาน อ่านเพียงบางส่วนนะครับ เขียนโดยท่านศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ท่านศาลฎีกาผู้อาวุโสและเป็นอาจารย์ของนักกฎหมายไทยหลายท่าน ท่านเขียนว่าประเด็นที่ ผู้เขียนจะเน้นให้เห็นการผลักภาระให้ศาลวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สสร. ดังกล่าวมีข้อควรพิจารณา สําคัญยิ่ง ๒ ประการ อันจะนําความยุ่งยากมาสู่การเลือกตั้ง สสร. และความหมดศรัทธา ในกระบวนการควบคุมและพิจารณาวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง สสร. ชอบด้วยกฎหมาย สุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งแน่นอนย่อมมีผลกระทบต่อความสง่างามของ สสร. และในที่สุด ย่อมมีผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นใหม่ด้วย ผมกราบเรียนครับว่าข้อเขียนนั้น ท่านปรารถนาดีครับ
ประการแรก คือการกําหนดระยะเวลาให้ศาลต้องพิจารณาพิพากษา คดีเลือกตั้ง สสร. ให้แล้วเสร็จใน ๓๐ วันนับแต่วันรับคําร้อง ถือได้ว่าน่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีกฎหมายกําหนดระยะเวลาในลักษณะนี้ในประเทศไทย
ประการที่ ๒ คือสิทธิในการนําคดีเลือกตั้งมาสู่ศาลเป็นการเปิดกว้าง ให้ผู้เสียหายซึ่งผู้เขียนไม่อยากวาดภาพว่าจะมีจํานวนกี่พันกี่หมื่นราย สามารถนําคดีมาสู่ศาล ได้โดยตรงทันที คิดไม่ออกว่าจะเป็นกี่ร้อยกี่พันคดี ทั้ง ๒ ปัญหานี้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากไม่แก้ไขปัญหาดังกล่าวคือความล้มเหลวของกระบวนการตรวจสอบโดยศาลเพื่อให้ได้มาซึ่ง สสร. ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นควรยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบนี้เสียดีกว่าให้ กกต. จัดการเลือกตั้ง สสร. ไปประกาศผลแล้วก็เป็นอันที่ยุติ จะเสียเวลาไปอีก ๓๐ วัน กับกระบวนการที่โยนให้ศาลทําและศาลก็ไม่มีทางทําได้ หรือทําไปก็ไร้ประสิทธิผลทําไม นอกจากเสียเวลาแล้วยังนําวิกฤติศรัทธามาสู่ศาลอีกด้วย ผู้เขียนอธิบายต่อไปว่าศาลทําไม่ได้ เพราะเหตุใด ถ้าถามว่าถึงแม้จะไม่เคยกําหนดระยะเวลามาก่อน แต่ครั้งนี้จะกําหนดให้ศาล ทําได้ไหม คําตอบก็คือท่านคิดว่ากฎหมายจะเขียนอย่างไรก็ได้ ท่านก็กําหนดไป แต่ท่าน จะต้องกําหนดไว้ด้วยว่าถ้าศาลทําไม่เสร็จผลจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนไม่เห็นทางออกอย่างอื่น นอกจากผลว่าศาลทําไม่เสร็จ คําร้องหรือคําคัดค้านที่ยื่นต่อศาลก็ต้องตกไป ผมเรียนครับว่า นี่เป็นความปรารถนาดี ผมอยากเห็นการเลือกตั้ง สสร. มาด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วผู้ร้องเมื่อมีการทุจริตก็ได้ดําเนินการไปสู่กระบวนการอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นเราก็จะได้ สสร. ที่เราไม่แน่ใจ แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญที่จะเขียนออกมาใหม่นั้น มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เป็นไปด้วยความเอนเอียงเข้าข้างผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในตอนท้ายท่านเขียนว่าผู้เขียนขอสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่ากระบวนการที่จะขอให้ศาล มาช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง สสร. ตามพิมพ์เขียวที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบนั้น ไร้ประสิทธิภาพ ส่วนจะนําความยุ่งเหยิงมาสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้เขียน ไม่เขียนประเมิน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือจะนํามาซึ่งวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี ของศาลยุติธรรม ผมกราบเรียนครับว่าวันนี้เรามีอํานาจอธิปไตยอยู่ ๓ ส่วน ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ คําเขียนของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาอาวุโสซึ่งเป็นถึง ศาสตราจารย์พิเศษท่านนี้ท่านคงไม่ได้เขียนเพราะท่านอยากยุ่งกับการเมือง ท่านคงไม่ได้เขียน เพราะท่านอยากมาสนุกหรือไม่สนุกกับเรา แต่ท่านเขียนด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมืองนี้ ห่วงใยต่อกฎหมายที่สภาแห่งนี้ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะเขียนออกไป ผมเคยกราบเรียนแล้วครับว่า สภาออกกฎหมายใดก็ได้ สภาอังกฤษขออภัยเอ่ยซ้ํา ท่านประธานวุฒิสภาท่านที่แล้วบอกผม เขียนกฎหมายควบคุมสัตว์โลกสัตว์ปีกโดยให้สุกรเป็นสัตว์ปีกก็ทําได้มาแล้ว แต่ผมเรียนครับว่า ถ้าสภาแห่งนี้จะรับฟังข้อคิดเห็นของท่านและใช้คําวินิจฉัยในการยกเลิกสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ต้องเรียนตามตรงครับว่าเดินมาไม่ถูกทางให้กลับมาถูกทาง คณะกรรมาธิการจะทบทวนใหม่ จะนําไปประชุมร่วมกัน จะยอมรับข้อเสนอของ ส.ว. ที่ผมเสนอให้ใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ทํากฎหมายขึ้นมาใหม่ใช้เวลา ไม่นานครับ ใช้เวลาเพียง ๑ เดือน ๒ เดือนก็จะได้กฎหมายฉบับนี้ แล้วก็แก้รัฐธรรมนูญไปนี้มันก็จะได้สิ่งที่ ประชาชนคาดหวัง แล้วเขาจะไม่เห็นว่าพวกเรามัวแต่ถกเถียงแถลงกันอยู่ในเวลาหลายวันที่ผ่านมา ๗ วันเข้าไปแล้วเราก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า พี่น้องประชาชนก็ยังสงสัยว่าทําไมเราต้องพูดกันเยอะ แต่ท่านต้องพูดกันเยอะครับเพราะว่าอยากให้ท่านคณะกรรมาธิการรับฟัง ท่านรับฟังตาม หลักประชาธิปไตยเสียงข้างมาก ท่านต้องรับฟังเสียงข้างน้อยอย่างพวกเราด้วยครับ อย่าเพียงแต่ฟังคนนอกคนเดียว ท่านฟังเราด้วย เสียงข้างน้อยในสภามีอีก ๒๐๐ กว่าเสียง ไม่ใช่เสียงที่อยู่ไกลเลย ไม่ได้อยู่ต่างแดนเลย สภาจะเขียนอะไรก็ตามเขียนได้ครับ ท่านเขียน ให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ท่านก็เขียนครับบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ท่านสั่งให้ พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกไม่ได้ พระอาทิตย์อย่างไรก็ต้องขึ้นทางตะวันออก เพราะฉะนั้น ทํากฎหมายให้ถูกต้องชอบธรรมดีกว่าครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ