รสนา โตสิตระกูล แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 136 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงเวลาการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และห้ามการหาเสียงในการเลือกตั้ง และยังหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในมาตรา 99 และ 100 ของรัฐธรรมนูญ และเสนอให้คณะกรรมาธิการอธิบายเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงนี้
เรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ในมาตรา ๒๙๑/๕ ดิฉันเองก็ได้แปรญัตติเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะคะว่า ต้องการที่จะให้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะขึ้นมานะคะ ส่วนในเรื่องของเวลาต่าง ๆ ก็ได้แก้ไขไปตามที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปล่วงหน้าแล้วนี่ดิฉันก็คงไม่กล่าวถึงนะคะ ดิฉันเพียงแต่แก้ว่าจาก ๗๕ วัน ที่ในร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีนั้นขอเปลี่ยนเป็น ๙๐ วันนะคะ แล้วก็ในเรื่องของการห้ามมิให้ ผู้สมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นหาเสียงเลือกตั้ง โดยให้เป็นเพียงแค่การแนะนําตัวนะคะ ซึ่งที่ดิฉันได้แปรญัตติเช่นนั้นก็สืบเนื่องมาจากดิฉันเองต้องการให้มีการใช้กระบวนการเลือกตั้ง แบบเดียวกับ ส.ว. ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะคะ เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้ง ในครั้งนั้นก็จะไม่ให้มีการหาเสียง ซึ่งดิฉันคิดว่าคนที่จะมาเป็น สสร. นั้นก็ไม่มีความจําเป็น ที่จะต้องหาเสียงนะคะ
อีกประการหนึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขนะคะ โดยที่อ้างว่าจะมีการนํากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มาใช้แทน แล้วก็ไม่ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. เป็นการเฉพาะ โดยกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เหตุผลว่าไม่ต้องการที่จะออกกฎหมายที่มีการใช้เพียงครั้งเดียว ดิฉันก็ขอทักท้วงนะคะ เพราะว่าท่านลืมแล้วหรือคะว่าท่านได้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๓๖ โดยการเพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) เข้าไปด้วย ใน (๑๗) และ (๑๘) นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน (๑๘) ก็คือว่าเพิ่มให้เป็นหน้าที่ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการให้ความเห็นชอบญัตติที่ให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมาตรา ๒๙๑/๑๖ เพราะว่าสิ่งที่ดิฉันเองไม่เห็นด้วยตามที่ดิฉันได้แปรญัตติก็ขอให้ตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมด เพราะดิฉันเห็นว่าถ้าหากการทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วไม่ผ่านประชามติก็ไม่ควรที่จะ ให้อํานาจในการที่จะทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชนิดที่ไม่มีที่สิ้นสุดนะคะ แต่เนื่องจากว่า คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังคงร่างเดิมเอาไว้ คือคงมาตรา ๑๓๖ แล้วก็เพิ่ม (๑๗) และ (๑๘) เข้ามา แสดงว่าท่านก็มีเจตนาว่าหากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่แล้วไม่ผ่าน ประชามติก็จะมีการเสนอร่างใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะประสบความสําเร็จ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีการร่างใหม่ไปเรื่อย ๆ ก็แสดงว่าท่านก็ต้องมีการเลือกตั้ง สสร. ใหม่ไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากอ้างว่าไม่ต้องการยกร่าง พระราชบัญญัติในการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพราะเห็นว่าเป็นการใช้ครั้งเดียว ท่านจะมั่นใจเกินไปหรือเปล่าว่าท่านแก้แล้วก็จะได้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และจะไม่มีการแก้ไขอีก ในขณะที่ท่านเองก็อุตส่าห์เขียนเอาไว้เองกันผลที่คาดไม่ถึง เพื่อว่าให้ท่านสามารถที่จะยกร่างใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่านะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็คิดว่าเมื่อท่านต้องการที่จะยกร่างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็น่าจะมีพระราชบัญญัติในเรื่องการเลือกตั้ง สสร. เอาไว้เสียเลย
แล้วก็อีกประการหนึ่ง การที่ท่านได้เพิ่มเติมเข้ามาเรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) ซึ่งก็มีปัญหาในแง่ที่ว่าท่านได้แก้ในเรื่องของเวลาในการที่อยู่ในทะเบียนบ้านของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดไว้ ๙๐ วัน ท่านเปลี่ยนเป็น ๑ ปี ส่วนมาตรา ๑๐๐ ท่านตัดใน (๒) ออกไป ซึ่งเท่ากับว่าท่านต้องการที่จะให้ผู้ถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองสามารถเข้ามาเลือก สสร. ด้วย ดิฉันเองก็อยากขอให้ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้อธิบายถึงเหตุผลในเรื่องนี้ด้วยว่าเพราะเหตุใดท่านจึงมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่ยังจะมีการใช้อยู่นะคะ ซึ่งสิ่งที่ท่านแก้ไขมานั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนนะคะ
อีกประการหนึ่ง สิ่งที่ท่านกําหนดเอาไว้ว่าเมื่อให้ใช้กฎหมายว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นมาเลือกตั้ง สสร. โดยอนุโลมแล้ว ก็กําหนดให้ศาลอุทธรณ์นั้น เป็นผู้พิจารณา ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นก็ได้เสนอกับท่าน อย่างชัดเจนว่าอยากให้มีร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง สสร. ขึ้นมา แต่เมื่อท่าน ไม่เห็นด้วยทาง กกต. ก็ได้เสนอแนะ ดิฉันขออ่านนิดหนึ่งในหนังสือฉบับวันที่ ๕ เมษายน ของ กกต. นะคะ ที่แนะนํากรรมาธิการเสียงข้างมากว่าข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรา ๒๙๑/๕ วรรคเจ็ดว่าควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับการร้องคัดค้านการเลือกตั้งและการวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับการเลือกตั้งยิ่งขึ้นนะคะ เช่นควรใช้ถ้อยคําว่าการคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้ยื่นคําร้องโดยตรงต่อศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับอํานาจหน้าที่ ในการรับคําร้องคัดค้าน และการเลือกตั้ง และการวินิจฉัยชี้ขาดของการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและศาลอุทธรณ์ ดิฉันเองไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกต. เพราะดิฉันคิดว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นนั้น กกต. ทําหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้น ในการตรวจสอบต่าง ๆ แล้วจึงส่งต่อไปให้ศาลอุทธรณ์ แต่มาถึงกรณีเรื่องของ สสร. กกต. กลับผลักภาระทั้งหมดไปให้กับศาลอุทธรณ์ ซึ่งดิฉันคิดว่าถ้าเช่นนั้นแล้ว กกต. เป็นการปัดหน้าที่ที่ตัวเองจะต้องมีไปให้กับศาลอุทธรณ์ อย่างนั้นหรือ อย่างนั้นก็ไม่ควรจะมี กกต. ต่อไปใช่หรือไม่ เพราะว่าอันที่จริงแล้วต้องบอกว่า ในการพิจารณาเรื่องคดีการเลือกตั้งของท้องถิ่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือศาลอุทธรณ์นั้น เราย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถที่จะลงมาดําเนินการในการสืบเสาะ ไต่สวนเรื่องต่าง ๆ ศาลอุทธรณ์พิจารณาทุกอย่างจากเอกสารหรือจากศาลชั้นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อ กกต. ทําหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้นในการเลือกตั้งสมาชิกท้องถิ่น แต่มาถึงกรณีของ สสร. กลับปัดภาระ ไปให้กับศาลอุทธรณ์ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าทําไม่ได้ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ต้องไปดูในเรื่องเขตอํานาจของศาลด้วยนะคะว่าเขตอํานาจ ศาลอุทธรณ์ถ้าหากว่าไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่ามีอํานาจหน้าที่มาดูแลเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการคัดค้านการเลือกตั้งของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ศาลอุทธรณ์จะทําไม่ได้ เช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากว่าไม่ได้มีการระบุอํานาจเอาไว้นั้นก็แสดงว่าศาลอุทธรณ์ จะไม่มีอํานาจ แล้วถ้าไม่แก้มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง