เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องการประชุมสภา โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการประชุมที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน และการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสมาชิกรัฐสภา และเสนอแปรญัตติเพื่อขยายระยะเวลาการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการเดินทางในจังหวัดตาก และความสำคัญของการเมืองภาคประชาชนและหลักการประชาธิปไตย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาบ้านเมือง และเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาไม่เร่งรีบในการอภิปรายเพื่อให้มีการฟังข้อแตกต่างและสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง ผมอยากจะย้ําให้ท่านประธานเห็นถึงความสําคัญของการประชุมว่าเราประชุมกันยาวนาน ผมทราบมาจากห้องพยาบาล มีสมาชิกเราล้มป่วยกันเยอะครับ แม้แต่ตัวท่านประธานเอง ก็ค่อนข้างจะสุขภาพไม่ค่อยดี หรืออยากจะเห็นว่าให้มันเร็วขึ้น โดยคําปรารภที่ท่านประธาน พูดเป็นประจําก็คือว่า ท่านตกลงกันก็แล้วกัน เท่าไรก็ได้ ผมรับได้ทั้งนั้น นี่คือประการที่ ๑ ท่านประธานวุฒิสภาซึ่งทําหน้าที่ประธานรัฐสภาก็พูดเช่นเดียวกันว่า ผมไม่ได้ฟังคุณพูด เพราะสมองคล้าย ๆ เหมือนกับมันหนักเกินไป เช่น พูดถึงเรื่องของควาย หรือสีซอให้ควายฟัง ที่เพื่อนสมาชิกได้มีการโต้แย้งกัน อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ประธานทราบว่า การประชุมที่นานเกินไปไม่มีประสิทธิภาพหรอกครับ และรัฐธรรมนูญที่ออกมาก็ไม่น่าจะมี ประสิทธิภาพ นี่คือเรื่องห่วงใย ข้อกังวลที่ ๑
ข้อกังวลข้อที่ ๒ คือว่าท่านประธานมักอยากจะให้พวกเรา ๔ ฝ่าย เรียกว่า ๔ ฝ่าย ไปตกลงกัน เพื่อที่จะให้เกิดการยุติการประชุมโดยเร็วที่สุด ซึ่งไม่มีในระเบียบข้อบังคับเท่าไร แต่ว่าท่านก็ได้ใช้อํานาจของท่านไป ผมอยากจะให้ประธานได้แสดงถึงความรับผิดชอบ ในการทําหน้าที่ประธานครับ เพราะว่าร่างนี้เมื่อออกไปแล้วมันต้องมีคนรับผิดชอบเป็นทอด ๆ ในช่วง ๆ นะครับ ท่านอย่าทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบอันสําคัญนี้เสีย สําคัญที่สุดในระหว่าง ที่พวกเราประชุมกัน ผมรู้สึกว่าท่านประธานได้ทําลาย หรือละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ครับ เราเหนื่อยกันเหลือเกิน โดยที่ไม่มีเป้าหมายบอกเลยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดจากฉบับ สสร. หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วไปแล้วก็ไปลับเลยไม่กลับขึ้นมาอีกแล้ว นี่คือข้อกังวลและห่วงใยทั้งหมดที่ผมเรียน ให้ท่านประธานทราบ อย่างไรก็ดีครับ เมื่อมีการเห็นชอบกับ ๔ ฝ่าย ผมก็รับได้ครับ เพราะว่าเราก็เข้าใจทุกคน ทุกสภาพของเหตุการณ์ สิ่งที่ท่านเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดถึง ผมก็เข้าเรื่องแล้วนะครับ ผมได้แปรญัตติอย่างนี้ว่า มาตรา ๒๙๑/๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ให้แล้วเสร็จภายในเจ็ดสิบห้าวัน ผมแปรญัตติให้เป็นหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองมีผลบังคับใช้ ผมมีเหตุผล ๑๒๐ วันนี้ ผมคิดมาอย่างดี แล้วว่าทําไมผมถึงต้องแปรญัตติ ๑๒๐ วัน
อันที่ ๑ ก็คือว่าผมมาพิจารณาดูเอาจังหวัดผมเป็นประมาณ จังหวัดตากที่ผมอยู่ มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ ๔ ของประเทศ ท่านประธานคงทราบดีนะครับ การเดินทางลําบากครับ เพราะฉะนั้นถ้าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ สสร. ถ้าเราจะต้องไปหาเสียงโดยการให้ความรู้ กับพี่น้องประชาชนไปแสดงตัว จุดยืนของตัวเองในการที่จะทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๗๕ วัน ไม่เพียงพอครับ ๑๒๐ วันเท่าที่ประมาณการดูน่าจะเพียงพอ หัวข้อที่ท่านอยากจะสมัคร สสร. จะต้องทําหน้าที่ในการแสดงจุดยืนของตัวเองมีมากมายหลายประการ ผมจะขอยกตัวอย่าง เช่นจะต้องบอกกับพี่น้องประชาชนว่าถ้าผมได้มีโอกาสเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมจะพยายามร่างรัฐธรรมนูญด้วยเจตนารมณ์อันใด เจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่มีความสําคัญและมีความหมายยิ่งต่ออนาคตของประเทศครับ ท่านประธานครับ ผมขอชื่นชมเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในยุคปฏิรูปที่มีท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ขออนุญาตเอ่ยนามเป็นประธาน ถือว่าได้ทําเจตนารมณ์อย่างสมบูรณ์เท่าที่ผมได้ศึกษาขณะนี้ ความสมบูรณ์นั้นคืออะไรครับ นั่นก็คือท่านมีเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนการเมืองของนักการเมือง ไปเป็นการเมืองของพลเมือง คําว่า การเปลี่ยนจากการเมืองของนักการเมือง เป็น การเมือง ของพลเมือง มีความหมายยิ่ง ผมคงไม่ต้องใช้เวลาอธิบายมากถึงความเป็นพลเมืองนะครับ แสดงให้เห็นถึงความมีศักยภาพของคนที่จะผลักดันเป็นพลวัตต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นต่อความเจริญ ของบ้านเมือง การเปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองให้เป็นการเมืองของพลเมืองนะครับ จุดมุ่งหมายก็คือส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในการเมืองการปกครองเพิ่มขึ้น หรือรัฐธรรมนูญต้องการสถาปนาสิ่งที่เรียกว่า การเมืองภาคพลเมือง ที่พี่น้องประชาชนขณะนี้อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แม้แต่ขณะนี้ก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น เมื่อปี ๒๕๓๙ การเมืองภาคประชาชนคือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมอยากจะเรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่า หลักการของประชาธิปไตย ผมขอย้ําอีกทีหนึ่งว่ามันมาจากที่ว่าอะไรต้องผูกโยงให้กับ ประชาชนมากที่สุด เพราะอะไรครับ เพราะประชาธิปไตยที่เราได้มามันเป็นการได้มาโดยตัวแทน เพราะฉะนั้นเมื่อตัวแทนมานั่งอยู่ในสภาแล้ว ตัวแทนก็จะต้องคิดนวัตกรรมอะไรให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นการผูกพันกับราษฎรที่เขาเลือกเรามา นี่คือประการที่ ๑ นะครับ
เจตนารมณ์ข้อที่ ๒ ที่จําเป็นอย่างยิ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญต้องการให้การเมืองสุจริต และโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาและความชอบธรรมในการใช้อํานาจ เหตุผลจากการที่ทําให้ การเมืองต้องสุจริตและโปร่งใส ความหมายก็คือว่าตรวจสอบได้ ความหมายของคําว่า โปร่งใส คือตรวจสอบได้ทําให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ความชอบธรรมในการใช้อํานาจ นี่คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ถ้าเราสามารถทํารัฐธรรมนูญให้มีการโปร่งใสในทุกระบบก็จะทําให้เกิดประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลกับการบริหารงานการที่ดี ซึ่งขณะนี้มีข่าวทุกครั้งที่เรื่องอะไรที่เป็นเกี่ยวกับของราชการ การกระทําประมูลใด ๆ ก็จะเกิดเรื่องเกี่ยวกับว่ามันแพงเกินไป มันฮั้วกัน อะไรกัน เพราะเรา ไม่โปร่งใสอย่างไรละครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายหลายคนว่าความโปร่งใสของประเทศไทย เราอยู่ในระดับที่ต่ํามาก ๆ คือมีตัวเลขมาก เช่น ที่ ๑ สิงคโปร์ ของเราอาจจะอยู่ที่ ๑๑ ที่ ๑๒ ประมาณนั้นนะครับ
ข้อ ๓ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญและผมอยากจะฝาก ให้เพื่อน สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พี่น้องประชาชนทราบก็คือว่า รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นมาจาก สสร. นี้ เราต้องมีเจตนารมณ์ให้การเมืองมีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาบ้านเมืองได้มากขึ้น ท่านประธานคิดดูสิครับ ๓ ข้อนี้ ใช้เวลาเท่าไรในการที่จะพูดให้กับพี่น้องตามตําบลต่าง ๆ ที่มีมากมาย ใช้เวลามากมาย เหลือเกินครับ ในส่วนที่ผมแปลกใจอีกอย่างหนึ่งที่นึกขึ้นได้ก็คือว่าการอภิปรายของ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาฝ่ายรัฐบาลก็ดี เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เห็นด้วยกับรัฐบาลในวาระที่หนึ่งก็ดี อภิปรายน้อยมาก ผมอยากให้เวทีแห่งนี้ไม่ต้องรีบร้อนครับ เราเคารพกันด้วยสติปัญญา ความคิดนะครับ ผมอยากฟังข้อแตกต่าง ผมขออนุญาตนะครับ ผมชื่นชมท่านสงวนของ จังหวัดลําพูนหรือท่านขจิตรที่ท่านได้ลุกขึ้นมาอภิปรายทําให้ผมได้ความรู้ว่าเรื่องของศาล ที่ตัดสินไปแล้วเราจะเห็นความสําคัญอนุญาตให้เขาไหมในเรื่องคุณสมบัติ อย่างนี้มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานอย่ารีบเร่งเลยครับ ขอเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาที่ผมพูดดังกล่าว ได้ลุกขึ้นอภิปรายโดยพร้อมหน้ากันเพื่อให้ได้ สสร. ที่มีอนาคตที่ดีต่อไป ท่านประธานครับ การที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่นี้ ใหม่สุดจะต้องดีกว่าของเก่าอยู่เสมอ นี่คือหลักปรัชญา โดยทั่วไปนะครับ เราลองมาดูว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่พรรครัฐบาลขณะนี้หลายท่านพูดว่า มีเนื้อหาดี ผมเห็นด้วยครับ แล้วก็พูดว่า ปี ๒๕๕๐ มันไม่ดี มันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ก็คือต้นไม้พิษ ผลไม้ก็ออกพิษด้วย ผมขออนุญาตเรียนให้ท่านประธานทราบนิดหนึ่งว่า ในการทําประชาพิจารณ์ครั้งที่ผ่านมานี้ครับ ผมลงมติรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ อย่างไรไหมครับ ผมลงอย่างเดียวกับท่านประธานสภา คือผมไม่เห็นด้วย ก็เพราะผมมานั่งฟัง โดยทั่วไปแล้ว ผมก็ว่ามันมาจากรูปแบบก็คือเผด็จการซึ่งเราไม่นิยมอยู่แล้ว ผมก็ไม่เอา แต่สิ่งที่ผมตัดสินใจ ในวันนั้นครับ ผมมานั่งนึกดู ณ ขณะเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ผมรู้ว่าเป็นความโง่เขลา เบาปัญญาของผมที่ตัดสินใจเช่นนั้น ทําไมผมถึงพูดเช่นนั้นครับ เพราะผมเป็นคนโง่ที่ว่า ดูแค่รูปแบบผิว ๆ เท่านั้นเอง คิดว่าประชาธิปไตยนี้