สมชาย แสวงการ หารือเรื่องการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
พอดีเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกพาดพิงว่าท่านประธานไม่อยู่นะครับ มีเรื่องที่ต้องเรียนกรรมาธิการอย่างนี้ครับว่า ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับเราก็ไม่เสียเวลาไป ๗ วัน ๗ คืนเปล่า ๆ คณะกรรมาธิการเริ่มยอม แก้ไขตามที่คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว ก็เรียนว่าดีใจที่เสียงทักท้วงของ สมาชิกวุฒิสภาและพรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยท่านรับฟัง ถึงแม้จะยังไม่ตรงกับที่ผม แปรญัตติไว้ก็ตามในเรื่องที่ผมเสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายโดยตรงเฉพาะของการเลือกตั้ง สสร. แล้วในอนาคตถ้าเราจะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ทําได้อีกแล้วเป็นประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ํา ถ้าท่านจะไม่ทําแล้วใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยอนุโลมก็สุดแท้แต่ที่ประชุม ผมเองก็ยังมีประเด็นที่ต้องซักถาม เพื่อความเข้าใจ ๒-๓ ประเด็น แล้วก็ยังฝากในประเด็นที่ในการเสนอนั้นผมเสนอให้มีการ ใช้การเลือกตั้งแบบเดียวกับ ส.ว. ปี ๒๕๔๓ ก็คือการไม่ให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง นั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้ผู้สมัคร สสร. ไปหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าให้คณะกรรมการ จัดการเลือกตั้งนั้นมีสถานที่ที่แนะนําตัว มีการจัดเวลาให้ มีสถานที่ติดป้าย ไม่ต้องใช้เงิน ในการหาเสียงทั้งจังหวัดท่านจะเลือก สสร. ๗๗ คน สสร. ๑ คนต้องเดินทางทั้งจังหวัด จังหวัดใหญ่ ๆ อย่างจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครราชสีมา หรือจังหวัดที่อยู่ห่างไกลกัน ในหลายร้อยกิโลเมตร หมดเงินค่าหาเสียงเลือกตั้งกันเป็นล้านบาท ผมก็ยังมีคําถามว่า ถ้าจะให้เป็นอย่างนั้น สสร. ซึ่งต้องมาเสียสละทํางานแค่ ๒๔๐ วัน รับเงินเดือนเท่า ๆ กับ ส.ส. ส.ว. ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คูณแล้ว ๘ เดือน อย่างไรก็ขาดทุน เพราะฉะนั้น อยากได้ผู้เสียสละแล้วท่านไม่ต้องขาดทุน การที่ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด โดยไม่ต้องมีการหาเสียง มีสถานที่แนะนําตัว มีป้ายที่กําหนดกติกาชัดเจน มีที่ติดตั้ง มีการจัดเวที และจัดเวลาให้ ดังนี้จะไม่ชอบหรือครับ อันนี้ก็ฝากเรียนถามคณะกรรมาธิการครับว่า ข้อเสนอเหล่านี้อาจจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่เป็นข้อทักท้วง ไหน ๆ ท่านจะแก้แล้ว เพราะท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออภัยที่เอ่ยนามท่านก็เสนอเพียง ๑ วรรค แต่ว่าคณะกรรมาธิการ ก็แก้ไป ๑๒ วรรค ก็เรียนครับว่าข้อเสนอก็ยังเป็นประโยชน์ถ้าจะใช้แล้วต้องเรียนถามต่อไป อีกครับว่ามีคําถามกรรมการเกี่ยวกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการแก้ไขแล้ว นั่นก็คือว่าในวรรคสี่ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้นําพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านจะเอามาใช้อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าโดยอนุโลมกัน ที่ประชุมเห็นด้วยก็พอไปได้ แต่ตรงนี้ ที่สงสัยและอยากให้คณะกรรมาธิการช่วยตอบ เว้นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเสียสิทธิจากการ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และบทบัญญัติในส่วนที่ ๙ การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งของหมวด ๑ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามบทนี้ มันสัมพันธ์ครับ มันสัมพันธ์ไปอยู่ที่ในวรรคถัดมาก็คือคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมาตรา ๙๙ (๑) และ (๒) และมาตรา ๑๐๐ (๑) (๓) และ (๔) ตรงนี้ที่หายไปใน (๒) ซึ่งก็เห็นได้ว่าใน (๒) ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเขียนไว้ว่าบุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (๒) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่า คณะกรรมาธิการอยากให้การไปลงเลือกตั้ง สสร. คราวนี้ ผู้ที่เคยถูกถอนสิทธิเลือกตั้งจะได้ใช้ กันทั้งหมด ทั้งประเทศ ผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดจะได้ใช้ แต่ในทางกลับกันครับ พอท่านใช้ เรื่องการเว้นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสียสิทธิจากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การแจ้งเหตุ ที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มันจะกลับกันครับ แทนที่จะได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มา จากการเลือกตั้งของคนทั้งหมดเป็นส่วนใหญ่ ท่านก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่อาศัยการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะไม่มีการเพิกถอนสิทธินี้เป็นการไม่ไปใช้สิทธิ เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญก็จะทําให้ผู้คนอาศัยจังหวะนี้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สสร. ท่านก็จะได้ สสร. ที่ไม่ได้มาจากเสียงคนส่วนใหญ่ อันนี้ผมฝากเป็นประเด็นเพื่อให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณาคลายความสงสัยของผม ในวรรคสิบเอ็ด ท่านเขียนว่าในการพิจารณาและมีคําวินิจฉัย ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอํานาจออกข้อกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรม และให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ตรงนี้ชอบแล้วครับที่ผมได้อภิปรายขอให้ท่านเอาเรื่องที่ใช้กฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่น และการบังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาคดีภายใน ๓๐ วัน เอาศาลอุทธรณ์ออกไป จากการเป็นคู่กรณีและให้ กกต. กลับมาทําหน้าที่ในการให้ใบเหลือง ใบแดง กกต. เข้ามา ทําหน้าที่เหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. แต่พอท่านไปเขียนว่าหากระยะเวลาการจัดทํา รัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วันตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคําวินิจฉัย ให้การพิจารณา ของศาลฎีกาเป็นอันยุติ ตรงนี้เป็นประเด็นครับผมคิดว่าท่านไปบังคับศาลฎีกาอีกแล้วครับ ถ้าท่านพบว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง กกต. ส่งศาลไปแล้ว ความผิดมันสําเร็จแล้วครับ ความผิดของการฉ้อโกงการเลือกตั้งและทุจริตการเลือกตั้งมีอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญ จะเสร็จแล้วหรือเหลือเวลาไม่ทันเสร็จก็ตามนี้ ศาลฎีกาอาจมีคําพิพากษาใน ๘๙ วันล่ะครับ ใน ๖๐ วัน ท่านไปตัดสิทธิศาลฎีกาในการวินิจฉัยอย่างไร ท่านทําให้คําพิจารณาของศาลฎีกา เป็นอันยุติ เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นปัญหาซึ่งผมคิดว่าไม่ควรใส่ไว้และขอให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณาชี้แจงแล้วก็ทําให้เกิดความกระจ่างเพื่อไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง สสร. ในอนาคต มีปัญหาได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน