ชลน่าน ศรีแก้ว บอกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑/๕ มีข้อกังวลว่ากระบวนการขั้นตอนของการทําหน้าที่ของกรรมาธิการและ ๔ ฝ่ายอาจจะไม่ถูกต้อง และขอให้พิจารณาความหมายของการแก้ไขที่แตกต่างจากร่างกรรมาธิการ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปิดช่องทางให้พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ร่างกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนชี้แจงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในกรณีพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑/๕ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาให้กระชับที่สุด ประเด็นคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมจะขออนุญาตนําเรียนเป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ เบื้องต้นที่จําเป็นต้องขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ประเด็นการทําหน้าที่ ของกรรมาธิการแล้วก็การประชุมของ ๔ ฝ่ายที่มีการพูดคุยยกเป็นประเด็นขึ้นมา ประเด็นนี้ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าการทําหน้าที่ของตัวแทน ๔ ฝ่าย หมายถึง ตัวแทนของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ตัวแทนของกรรมาธิการ ตัวแทนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน วิปฝ่ายค้าน และตัวแทนของทางสมาชิกวุฒิสภาที่เป็น ผู้ประสานงานหรือวิปวุฒิสมาชิก ๔ ฝ่ายนี้เราได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาทําความตกลง เพื่อหาข้อยุติ ต้องกราบเรียนว่าในสิ่งที่สภาแห่งนี้ได้พิจารณาแล้วพูดคุยกัน ได้พิจารณาแล้ว พูดคุยกันเพื่อหาทางออกในการที่จะนําข้อเสนอเหล่านั้นกลับมาสู่สภา อํานาจไม่ได้อยู่ที่ ๔ ฝ่าย อํานาจไม่ได้อยู่ที่กรรมาธิการ เรานําเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย ฉะนั้นกระบวนการ ขั้นตอนของการทําหน้าที่ของกรรมาธิการ กระบวนการขั้นตอนของการทําหน้าที่ของ ๔ ฝ่าย หรือวิป ๓ ฝ่าย ก็อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการการพิจารณาของรัฐสภา เหตุผลที่ผมกราบเรียน อย่างนี้เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ยอมรับที่ท่านประธานได้แถลงไป นั่นคือร่างที่กรรมาธิการได้เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เป็นประเด็นหลัก ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ นั่นคือหลักที่เรามาใช้ เมื่อนําหลักนั้นมาใช้มันก็คือ การแก้ไขที่แตกต่างจากร่างกรรมาธิการ ความหมายก็คือกรรมาธิการเองเห็นด้วยกับที่จะใช้ ร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยนําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นการเลือกตั้ง ส.ว. มานําบังคับใช้ โดยอนุโลมนําหลักตรงนั้นมา และสิ่งที่จําเป็นเมื่อนําหลักนั้นมาผู้แปรญัตติเองก็ทิ้งข้อความ วรรคต่าง ๆ ที่ไล่เรียงมาในฐานะที่ท่านแปรญัตติเฉพาะคําแก้ไข ถ้าท่านไม่แปรญัตติอย่างนั้น ก็หมายความว่าต้องมาใช้ข้อความของร่างกรรมาธิการ เมื่อใช้ข้อความร่างกรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อตัวสาระหลักตัวกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นความจําเป็น ที่กรรมาธิการต้องแก้ไขให้สอดรับกับตัวสาระหลัก โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นคําถาม เพื่อนสมาชิกว่าทําไมต้องไปแก้ไขมาตรา ๒๑๙ ของรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วตรงนั้น เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เราต้องปฏิบัติตาม เพราะว่าการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. อํานาจในการวินิจฉัยในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหลังจากประกาศผลเลือกตั้งตามกฎหมาย เดิมเป็นอํานาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แน่นอน อํานาจก่อนประกาศเลือกตั้ง ตามกฎหมายเดิมเป็นของ กกต. ทั้งเพิกถอนสิทธิแล้วก็การให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งใหม่ คือใบเหลือง การเพิกถอนสิทธิก็คือใบแดงเป็นของ กกต. เราก็ทําให้สอดรับกับตรงนั้น นั่นเป็นประเด็นที่จะต้องกราบเรียนเป็นเบื้องต้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าทําไมกรรมาธิการมีความเห็น ที่สอดคล้องกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ตรงนี้เองไม่ได้เป็นความเห็นเฉพาะกรรมาธิการ ท่านเดียวเป็นขององค์คณะ เพราะท่านประธานเองได้เชิญพวกเราไปรับฟังในสิ่งที่มีการยกร่าง และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็เป็นองค์คณะ ที่เราเห็นชอบว่าเราเห็นชอบตามนี้ นั่นหมายความว่าไม่ต้องใช้ร่างของกรรมาธิการ ก็เสมือนว่าบอกกับสมาชิกไปเลยว่าถ้าจะมีการลงคะแนนก็ขอให้ไปลงคะแนนให้กับ ร่างกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่ต้องมาลงคะแนนให้กับร่างของกรรมาธิการ เหตุผลที่เราเห็นชอบ ก็ฟังจากท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านได้กรุณานําเสนอที่เป็นคําแปรญัตติของท่าน เป็นคําสงวนความเห็นของท่านว่าข้อจํากัดในการใช้กฎหมายท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่น ประเด็นสําคัญที่สุดมีความกริ่งเกรงความเป็นกลางทางการเมือง เกรงว่าจะมีพรรคการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องในการเลือกตั้ง ตรงนั้นเป็นประเด็นหลักเลยนะครับที่เราเองก็เห็นว่าถ้าเปิดช่องไว้มันก็มีโอกาส เพราะฉะนั้น ปิดช่องน่าจะดีกว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ไม่ได้ทําให้สาระบัญญัตินั้นเสียไป ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ถามว่าทําไมกรรมาธิการไม่นํากฎหมายฉบับนี้มาเขียนแต่แรก ด้วยความเคารพท่านประธานครับ เราเองมีการเสนอญัตติใช้กฎหมายฉบับนี้แต่แรกครับ กรรมาธิการหลายท่านก็เสนอ แต่ว่าสิ่งที่เราได้รับฟังจากผู้ปฏิบัติหมายถึงผู้แทนของ คณะกรรมการการเลือกตั้งที่ตอบกับกรรมาธิการว่าความใกล้เคียงถ้าจะอนุโลมกฎหมายมาใช้ คือกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นใกล้เคียงที่สุด ในขณะนั้นเราไม่พูดคุยกันว่าพรรคการเมือง จะส่งได้หรือไม่ได้ เพราะในจิตสามัญสํานึกของเราแล้วนี้เราไม่มีความประสงค์ให้ พรรคการเมืองส่งเลือกตั้งอยู่แล้วนะครับ เรื่องนั้นก็เลยเป็นที่มติของกรรมาธิการว่าก็ใช้สิ่งที่ มันอนุโลมและใกล้เคียงที่สุดก็เลยเป็นเหตุให้กรรมาธิการเลือกกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมขออนุญาตตอบข้อซักถาม ของเพื่อนสมาชิกนะครับ ประเด็นที่เป็นข้อซักถามที่ต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ถามในวรรคสี่การเรียงถ้อยคํา การเรียงถ้อยคําที่ท่านเสนอว่าการเรียงถ้อยคําที่บัญญัติไว้ในวรรคสี่มันอ่านแล้วเข้าใจยาก อ่านแล้วไม่ได้ใจความ คําถามนี้เองนั้นกรรมาธิการได้ถามเหมือนท่านเลยครับ ต้องกราบเรียน โดยเฉพาะตัวผมเองในฐานะที่เป็นตัวแทนของทางวิปรัฐบาลเข้าไปร่วมฟังการยกร่าง ในชั้นของการยกร่างในการแก้ไข มีคณะกรรมการกฤษฎีกาและคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ด้วย คําตอบบอกว่าลักษณะการเขียนแบบนี้ในการที่จะนํากฎหมายมาอนุโลมใช้ ต้องบอกบทที่นํามาใช้ เป็นวิธีการเขียน ผมก็ขอให้เรียงอย่างที่ท่านบอกเลยครับ แต่ท่านบอกว่าวิธีการเขียน ต้องบอกบทที่จะนํามาใช้ บอกบทที่ยกเว้น หลังจากนั้นจึงบอกว่าอนุโลม บอกคําว่า อนุโลม และบอกบทเรื่องของสิ่งที่มันจะขัดแย้งด้วยและให้เขียนไว้ว่ากรณีขัดแย้งก็ให้ใช้หลักในหมวดนี้ เป็นหลัก ๔ อย่างนี้ต้องไล่เรียงกันครับ หมายความว่า ๑. สิ่งที่จะต้องนํามาใช้ ๒. สิ่งที่ยกเว้น ๓. บอกว่านํามาใช้โดยอนุโลม ๔. บอกข้อขัดแย้ง การไล่เรียงเขียนอย่างนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา เขียนไว้ว่านี่คือเป็นแบบวิธีเขียนแบบนี้ก็เลยจําเป็นต้องเอาคําว่า มาบังคับใช้โดยอนุโลม หลังจากบอกบทยกเว้น ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสุรชัยด้วยความเคารพยิ่ง ประเด็นที่ท่านเองได้เสนอขอเปลี่ยนแปลงถ้อยคํา ในมาตรา ๒๙๑ โดยเฉพาะวรรคที่เกี่ยวกับ การเพิกถอนสิทธิ การเพิกถอนสิทธิหรือเหตุแห่งการที่จะเพิกถอนสิทธิและการประกาศ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ท่านเสนอถ้อยคําว่า ถ้าปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมิได้ เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือนับคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ให้ กกต. ยื่นคําร้องต่อ ศาลฎีกาพิจารณา ถ้อยคําตรงนี้เราถกกันเยอะมากเสมือนท่านเลยครับ สุดท้ายเราเอง ต้องยอมของผู้ที่เสนอร่างเขาอ้างว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๘ (๑) และ (๒) ว่ากรณีถ้าเป็นการร้อง แล้วจะต้องใช้ถ้อยคําที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ในมาตรา ๒๓๘ (๑) (๒) ใช้ถ้อยคําที่ได้บัญญัติเอาไว้ในร่างนี้ใช้คําว่า คัดค้าน ผมขออนุญาต อ่านคร่าว ๆ คัดค้านว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้ง ๒ วงเล็บ ก็นําเอาความนั้นมาใช้เขียนในการที่จะเป็นเหตุแห่งการยื่นคัดค้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นคําถามที่สําคัญของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติถามว่า ทําไมไปเว้นการเสียสิทธิก็สอดคล้องกับคําถามท่านสุดท้ายที่ได้อภิปราย ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านประสงค์ว่าทําไมไปละเมิดสิทธิของผู้ที่อยู่นอกเขตเลือกตั้ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วยความเคารพท่านประธานครับในเรื่องนี้เราก็หารือกับกรรมการ เรื่องการเลือกตั้งว่าเราจะรักษาสิทธิเขาให้มากที่สุดทําอย่างไร แต่สิ่งที่เราได้รับเป็นคําตอบ ก็คือว่าการที่จะขึ้นทะเบียนในการเลือกตั้งนอกเขตไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือในประเทศ สิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องไปดําเนินการเนื่องจากเรามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตจะต้องมีการขึ้นทะเบียนใหม่ จัดทําทะเบียนใหม่ทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๖๐ วันเป็นต้นไปถึงจะสําเร็จในการขึ้นทะเบียน ในร่างนี้เราได้เขียนไว้ ตั้งแต่ต้นว่าให้มีการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่ออก พระราชกฤษฎีกานะครับ เพราะฉะนั้นเรามีเวลาแค่ ๗๕ วัน บวกกับพระราชกฤษฎีกา อีก ๑๕ วัน ก็คือ ๙๐ วัน จริง ๆ คือ ๙๐ วัน ไม่ได้ ๗๕ วัน นับตั้งแต่วันประกาศรัฐธรรมนูญ แล้วคือ ๙๐ วัน ก็ตอบคําถามท่านไปในตัวว่าทําไมถึง ๗๕ วัน จริง ๆ คือ ๙๐ วันครับ เพราะบวกวันออกพระราชกฤษฎีกาตรงนี้ก็เป็นเหตุว่าถ้าจะนําเอาสิทธิของผู้ที่อยู่นอกเขต มาใช้นี่ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับ เวลาที่มีอยู่มันไม่พอ ก็จําเป็นที่จะต้องออกข้อยกเว้น มีข้อจํากัดเรื่องของการเลือกตั้งนอกเขต ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมบอกว่าผมใช้เวลาสั้นที่สุด ไม่เกิน ๑๐ นาที ในสิ่งที่เป็นข้อคําถามของท่านในสิ่งที่ผมจําเป็นต้องตอบก็เป็นคําอธิบาย ที่อยู่ในสารบัญญัติ สาเหตุที่มีหลายวรรคเนื่องจากเรามีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เช่น การวินิจฉัยชี้ขาดคํารับคําร้องต้องเขียนใหม่ วินิจฉัยชี้ขาดนะครับ กฎหมายเดิม กกต. เป็นผู้ให้มีอํานาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคําร้องคัดค้านก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้งภายใน ๓๐ วัน ให้ทั้งใบเหลืองและใบแดงนะครับ แต่ว่าร่างใหม่ของเราการยื่นร้องคัดค้านเราให้ยื่นตั้งแต่ วันที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งจนถึงหลังประกาศเลือกตั้ง ๑๕ วัน อันนี้เปลี่ยนก็ต้องเขียนใหม่ สิทธิของ กกต. อํานาจหน้าที่ กกต. ในการที่จะวินิจฉัยก็เฉพาะการให้ใบเหลือง ผมใช้ภาษาทั่วไป คือให้ใบเหลืองก่อนการประกาศผลเลือกตั้งเท่านั้น ก็คือยกเลิกการเลือกตั้ง แต่ถ้าจะเป็นใบแดง ส่งให้ศาลทั้งหมด การรับคําร้องการคัดค้านก็เป็น กกต. ครับ ไม่ใช่ศาลครับ กกต. เป็นผู้รับ รับแล้วจะต้องพิจารณาสืบสวนสอบสวนให้เสร็จภายใน ๓๐ วันแล้วแต่ระยะเวลาครับ ถ้ารับหลังจากเลิกประกาศผลก็นับไปอีก ๓๐ วัน ถ้ารับเรื่องก่อนประกาศผลก็นับจากประกาศผล ไปอีก ๓๐ วัน สอบสวนแล้วส่งให้ศาลครับ เพราะฉะนั้นคําถามของท่านนิพนธ์แล้วก็ข้อสงสัย ของท่านคํานูณวรรคสุดท้ายที่บอกว่า ทําไมให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้รับคําร้องแทน ถ้าศาลฎีกา ออกข้อกําหนดให้ศาลชั้นต้นรับคําร้องแทน รับคําร้องแทนตรงนี้ไม่ได้รับโดยตรงจากผู้ร้อง เป็นการรับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งในการกําหนดของศาลฎีกานี้อาจจะกําหนดให้ศาล แต่ละจังหวัดเป็นผู้พิจารณาในการที่จะรับตรงนั้น ประเด็นในการรับแทนตรงนี้ไม่ได้รับ โดยตรงจากผู้ยื่นคําร้อง การยื่นคําร้องก็เป็นการยื่นของผู้มีสิทธิที่จะคัดค้านเลือกตั้งต่อ กกต. ซึ่งเราเขียนไว้ชัดเชน ท่านประธานที่เคารพครับ โดยเวลาที่เร่งรัด ผมเองเท่าที่รวบรวม ประเด็นที่สําคัญ ๆ ในข้อคําถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกับเจตนารมณ์ที่เราเขียน มาตรา ๒๙๑/๕ ให้เป็นไปตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และปรับแก้ถ้อยคําให้สอดรับ ก็ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการในชั้นของการพิจารณา ไม่มีข้อบังคับใด ๆ ที่ไปห้ามแล้วทําให้ สอดรับกับข้อบังคับ ร่างนี้ถ้าได้รับความเห็นชอบจากทางท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน เป็นเสียงข้างมากก็ถือร่างนี้เป็นหลัก ร่างกรรมาธิการก็ตกไป ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ