รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
ครั้งที่ ๕ ญัตติขอให้รัฐสภามติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องให้บุคคลพ้นจาก ตําแหน่งในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติบรรจุระเบียบวาระเพื่อรอการพิจารณา จํานวน ๑ ญัตติครับ
การดําเนินการตามข้อหารือของสมาชิกรัฐสภา
๑. จํานวนข้อหารือ รวมทั้งสิ้นจํานวน ๑๗ ข้อหารือ
๒. ผลการดําเนินการ เรื่องที่แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดําเนินการ จํานวน ๑๗ ข้อหารือ
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนนะครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะประชุม พิจารณาระเบียบวาระ ผมขอหารือ ขอปรึกษาที่ประชุมนะครับ เพื่อนําระเบียบวาระ เรื่องด่วน เรื่องด่วนที่ ๘ เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือขอให้ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง ในสมัยสามัญนิติบัญญัติได้ (วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ) ขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องสําคัญ และการพิจารณาของวุฒิสภาดําเนินการต่อไปได้ จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอื่นหรือเปล่าครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ผมถือว่าที่ประชุมมีมติตามนี้นะครับ ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้เลยนะครับ
เรื่องด่วนที่ ๘ ขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
- ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องให้บุคคล พ้นจากตําแหน่งในสมัยสามัญนิติบัญญัติได้ (วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านชูชัยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา และในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ผมขอเสนอ ญัตติต่อที่ประชุมรัฐสภา ตามข้อ ๓๑ ประกอบข้อ ๒๙ ขอให้ที่ประชุมเลื่อนระเบียบวาระ การประชุมรัฐสภา โดยขอให้นําระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๖.๘ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ใช้ระยะเวลาพิจารณาไม่นานนัก ขอผู้รับรองด้วยครับ
ท่านชูชัยครับ เราเลื่อน ระเบียบวาระอะไรต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านสมาชิกนําเสนอเหตุผลได้เลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา
สืบเนื่องจาก นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จํานวนรวม ๑๓๐ คน ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นคําร้องต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา ๒๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ้นจากตําแหน่ง ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบให้ดําเนินการตามขั้นตอน การปฏิบัติในการนําข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ หมวด ๖ ว่าด้วยการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่ง ตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาเทียบเคียง เพื่อเป็นแนวทางการดําเนินการของวุฒิสภาและเห็นว่าเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ร้องและ ผู้ถูกร้อง เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่จําเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากกรณี ดังกล่าวมิใช่เป็นการถอดถอนให้พ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา ๒๗๐ วุฒิสภาจึงมิอาจพิจารณา ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไป ในวันนี้ และจะขอเปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ กําหนดว่า หากกรณีใดที่ไม่อาจ ดําเนินการประชุมในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ ต้องให้รัฐสภามีมติให้พิจารณาเห็นชอบ ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ในการนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาจึงเห็นชอบให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาและมีมติให้วุฒิสภาได้พิจารณา กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มี อยู่ของทั้งสองสภา ของสภาผู้แทนราษฎร คําร้องขอต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา ๒๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ้นจากตําแหน่งในสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัตินี้ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
มีท่านใดแสดงความเห็น หรือเปล่าครับ ถ้าไม่มีถือว่า เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระตามที่ท่านประธาน วุฒิสภาได้เสนอเข้าสู่การประชุม ผมเองขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้ในกรณีนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ในระเบียบวาระที่ ๘ ที่ท่านได้บรรจุ และท่านประธานได้กรุณาได้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นลําดับแรก เป็นเรื่องขอให้รัฐสภา มีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นะครับ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของ รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาในเรื่องนี้ได้โดยเป็นเรื่องการให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นอยู่ ๒ ประการ
ประการแรกสุด เรื่องที่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งนั้น ผมคิดว่าไม่เป็นประเด็นครับ ผมก็ยินดีสนับสนุนเพื่อให้วุฒิได้สามารถ ทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะเป็นประเด็นที่จะต้องทําตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามอํานาจหน้าที่ของท่านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๘ กรณีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งตามที่ถูกร้อง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นข้อกังวลที่อยากจะบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาดูหนังสือหรือเหตุผลที่ท่านผู้เสนอได้เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ เป็นข้อกังวล เป็นข้อกริ่งเกรงเกี่ยวกับการแปลความในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๒๔๘ กับมาตรา ๒๗๐ ถึงมาตรา ๒๗๔ ที่ว่าด้วยการถอดถอนบุคคลให้ออกจากตําแหน่ง เป็นหมวดที่ว่าด้วยการถอดถอนบุคคลให้ออกจากตําแหน่ง มาตรา ๒๗๐ ถึงมาตรา ๒๗๔ มาตรา ๒๔๘ ว่าด้วยให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง ก็คือออกจากตําแหน่ง ท่านประธานครับ ข้อกริ่งเกรงผมตรงนี้นั่นก็คือว่าการแปลความลักษณะอย่างนี้ เมื่อไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ว่าด้วยเรื่องที่จะนําการพิจารณาในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งเรากําหนดครับว่าจะเริ่มในวันที่ ๒๑ ธันวาคม เป็นต้นไป เพราะว่าการกําหนด สมัยสามัญนิติบัญญัติเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ปีนี้หลายท่านอาจจะเห็นว่าทําไม กําหนดไวจัง ทําไมเว้นเพียง ๓ สัปดาห์ก็กําหนดสมัยสามัญนิติบัญญัติแล้ว ซึ่งโดยธรรมเนียม ที่เราปฏิบัติกันมาเราประชุมกัน ๑๒๐ วัน คือ ๔ เดือน เว้นไปประมาณ ๒ เดือนแล้วกําหนด สมัยสามัญนิติบัญญัติ แต่ปีนี้กระชั้นเข้ามาใช้เวลาเพียง ๓ สัปดาห์ ท่านสมาชิกหลายท่าน ก็มีข้อกริ่งเกรงสงสัย แต่ตรงนั้นผมคงไม่เท้าความถึงเพราะมีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร มันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
ท่านประธานครับ ด้วยความในวรรคสี่ทําให้มีการแปลความว่า การให้บุคคล พ้นจากตําแหน่งกับการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง การให้บุคคลพ้นออกจากตําแหน่ง จะเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่หรือไม่ อันนั้นคือกระทําได้ การให้บุคคล เข้าสู่ตําแหน่ง ให้ออกจากตําแหน่งโดยการถอดถอนสามารถนําประชุมในสมัย สามัญนิติบัญญัติได้ นั่นคือความเห็นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นของผม ท่านประธานครับ ผมเพียงแต่นําเรียนท่านประธานบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าเจตนารมณ์ ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนแยกเป็นหมวดเฉพาะการถอดถอนออกจากตําแหน่ง แต่ทั้ง ๒ กรณีไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๔๘ ที่ว่าด้วยให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งก็คือ การออกจากตําแหน่ง แล้วถามว่าทําไมไม่ไปเขียนในบทที่ว่าด้วยการถอดถอนออกจากตําแหน่ง ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นความเห็นนะครับ ความเห็นการถอดถอนออกจากตําแหน่งนั้น เป็นกระบวนการครับ เป็นวิธีการที่ให้คนออกจากตําแหน่ง รัฐธรรมนูญกําหนดชัดว่า กระบวนการถอดถอนนั้นต้องยื่นให้ ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเป็นผู้พิจารณา สอบสวน พิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ เมื่อเสร็จแล้วถึงจะส่ง ให้ทางวุฒิสภาได้ทําหน้าที่ของท่านต่อตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ส่งให้ ทางอัยการเพื่อเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองต่อ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง นั่นคือ กระบวนการ ไม่ใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. ครับ มันไม่ใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจาก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้สอบสวนสืบสวนเสียเอง เมื่อนําเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการก็เหมือนกับ ให้คุณให้โทษตัวเอง รัฐธรรมนูญเขียนแยกต่างหาก มาเขียนในมาตรา ๒๔๘ ทําไมเขียน มาตรา ๒๔๘ ก็มาตรา ๒๔๘ เป็นหมวดที่ว่าด้วยเรื่องกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๔๖ เป็นต้นมา มาตรา ๒๔๗ และมาตรา ๒๔๘ ว่าด้วยกรรมการ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ความเห็นผมเพียงแต่บันทึกไว้ว่า การแปลความ อย่างนี้อาจจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติให้มีการอ้างกันต่อไปว่าเรื่องเหล่านี้จําเป็นจะต้องมาขอมติ ที่ประชุมร่วมกัน ซึ่งใช้เสียงไม่น้อย มากกว่ากึ่งหนึ่ง ไม่ธรรมดาท่านประธานครับ ไม่ธรรมดา แต่ผมนําเรียนท่านประธานแต่เบื้องต้นนะครับว่าผมเองเห็นด้วยกรณีถ้ามีข้อสงสัย มีข้อกริ่งเกรง และเอื้ออํานวยกับท่านทํางานได้อย่างมีอิสระ ตรงนั้นยินดี แต่อยากให้บันทึก ไว้ว่าการที่เราให้ความเห็นชอบในวันนี้นะครับ อย่าได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือเป็นมติ ที่จะผูกพันเกี่ยวเนื่องกันไปในอนาคต กรณีถ้ามีการตีความ มีการแปลความที่มีความเห็น แตกต่างจากตรงนี้ เราให้ เพราะว่ามีลักษณะที่มีความเคลือบแคลงสงสัย และไม่มีข้อบังคับใด ที่เขียนชัดเจนไว้เท่านั้น
ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลอีกประการหนึ่งในเรื่องนี้ ท่านประธานไปดู บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๖ ที่ว่าด้วยกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา ๒๔๖ ที่ว่าด้วย กรรมการ ป.ป.ช. ที่เขียนไว้เรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง เขียนให้นําบท มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๐ มาใช้โดยอนุโลม ท่านประธานครับ มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๐ โดยอนุโลม หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน มาตรา ๒๐๙ วงเล็บท้ายสุด มาตรา ๒๐๙ (๖) มาตรา ๒๐๙ ที่ใช้โดยอนุโลมกับการเข้าสู่ตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง ของ ป.ป.ช. ใช้มาตรานี้โดยอนุโลม แล้ววงเล็บสุดท้ายเขียนว่า วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง แปลความว่าอย่างไรครับ โดยอนุโลม เพราะฉะนั้นการให้พ้น จากตําแหน่งถึงแม้จะไม่โดยบังคับมาตรา ๒๗๔ แต่มาตรา ๒๔๘ เป็นอํานาจของวุฒิสภา ที่ทําการสืบสวนสอบสวนแล้วก็มีการออกเสียงให้พ้นจากตําแหน่งโดยวุฒิสภาเองโดยไม่ต้อง ผ่านกระบวนการใด ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้ เพราะไม่อยากให้ มีการถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือไปอ้างอิงในภายภาคหน้ากรณีที่มีความเห็น แตกต่างจากวันนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็มีความลําบากนะครับที่จะมาขอ
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องความเห็นของผมต่อกรณีบรรจุญัตตินี้ เข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาของเรา ท่านประธานอาศัยอํานาจของท่านประธานรัฐสภาบรรจุ เข้าเป็นเรื่องด่วน ในเรื่องที่ ๘ โดยอาศัยหนังสือของท่านประธานวุฒิสภาที่ส่งให้กับ ประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ผมเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพ ครับว่ากรณีอย่างนี้ชอบด้วยข้อบังคับไหม ไม่ได้กล่าวหานะครับ เพียงแต่ว่าอยากให้ทําให้ มันถูกต้อง เพราะว่าการบรรจุญัตติ การเสนอญัตติ การบรรจุญัตติเป็นอํานาจหน้าที่ของ ท่านประธานรัฐสภาอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเท่าที่ผมตรวจสอบอยู่ในข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็น สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาครับ เป็นหน้าที่ของสมาชิกครับ ตามข้อบังคับเสนอญัตตินี้เข้ามา ผมคิดว่าน่าจะเป็นประการนั้น น่าจะดูเหมาะสมกว่า เป็นญัตติแบบท่านสมาชิกที่เข้าชื่อกัน ตามข้อบังคับ มีผู้รับรองถูกต้อง ก็เสนอให้ท่านบรรจุ ท่านบรรจุเป็นเรื่องด่วนได้ แล้วก็เสนอ เป็นลายลักษณ์อักษรตามข้อบังคับเรื่องเสนอญัตติไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ชอบกว่า ถ้าบรรจุในนามองค์กรอย่างนี้ ผมมีความไม่สบายใจท่านประธานครับ เพราะว่าในข้อบังคับ มิได้ให้องค์กรใด ๆ โดยเฉพาะรัฐสภา รัฐสภาคือองค์กรหลัก ท่านประธานวุฒิสภาก็เป็น อีกส่วนหนึ่งของสถาบันเรา ท่านส่งเข้ามา แล้วท่านบรรจุ ผมเองก็อยากจะหารือ ไม่ใช่หารือครับ เป็นเชิงการให้ความเห็นว่าน่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แต่โชคดีที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ลุกขึ้น เสนอแล้วมีผู้รับรอง นั่นก็คือเป็นการเสนอในห้องประชุมไป แต่อันนั้นคือการเสนอด้วยวาจา ผมอยากให้ท่านประธานช่วยดูในประเด็นนี้ด้วย เพื่อจะได้เป็นแบบแผนแนวทางการปฏิบัติ ต่อไป มิได้ขัดข้องครับ ยินดีสนับสนุนครับสําหรับการทําหน้าที่ พร้อมที่จะให้คะแนนมากกว่า กึ่งหนึ่งนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อวาระการประชุมเรื่องนี้นะครับ เรื่องที่ที่ประชุมจะพิจารณาให้ความเห็นชอบกับวุฒิสภาในการพิจารณาให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่ง ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับว่า เรื่องให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นออกจากตําแหน่งนั้นเป็นคนละเรื่องกับการถอดถอนบุคคล ออกจากตําแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช. อาจจะถูกให้พ้นออกจากตําแหน่งได้ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๘ ครับ ส่วนเรื่องการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งนั้น เป็นเรื่องที่บัญญัติอยู่ในมาตรา ๒๗๐ ถ้าเพื่อนสมาชิกได้กรุณาอ่านบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ มาตรา ที่ผมกล่าว จะเห็นเลยครับว่าข้อหาที่จะนําไปสู่การให้ ป.ป.ช. พ้นออกจากตําแหน่ง กับข้อหาที่จะให้บุคคลถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง จะเป็นคนละข้อหากัน ผลทางกฎหมาย ก็ไม่เหมือนกันท่านประธานครับ ถ้าบุคคลถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งแล้ว บุคคลนั้น จะกลายเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามในการไปดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ของบ้านเมืองอีกหลายตําแหน่ง แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นกรณีให้พ้นออกจากตําแหน่งนั้นไม่มีกฎหมายเขียนให้เป็นข้อห้าม ในการขาดคุณสมบัติ นอกเหนือไปจากบทบัญญัติของทั้ง ๒ มาตรานั้นจะอยู่ในคนละหมวดกัน อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว
ยังมีข้อต่างอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องอํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาครับ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นกรณีถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง วุฒิสภาสามารถดําเนินการได้ แม้จะอยู่ในสมัยการประชุมนิติบัญญัติ แต่ถ้าเป็นเรื่องการพิจารณาให้บุคคลพ้นออกจากตําแหน่ง รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๒๗ ไม่ได้เขียนให้อํานาจวุฒิสภาในการที่จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าว ในช่วงสมัยประชุมนิติบัญญัติได้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ครับ ด้วยเหตุผลนี้ วุฒิสภาพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องสําคัญ และหากเราทิ้งช่วงเว้นว่าง การพิจารณาเรื่องนี้ในช่วงสมัยประชุมนิติบัญญัติ ก็จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นสําคัญ การที่จะให้บุคคลสามารถปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นตําแหน่งที่มีอํานาจหน้าที่สําคัญของประเทศชาติ ท่ามกลางข้อกล่าวหาต่อไป วุฒิสภาพิจารณาว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง จึงมีความจําเป็น ที่จะต้องขออนุญาตต่อที่ประชุมรัฐสภาโดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ (๕) ก็คือขออนุญาตต่อที่ประชุมรัฐสภาอนุญาตให้วุฒิสภาสามารถพิจารณาเรื่องอื่น นอกเหนือไปจากเรื่องต่าง ๆ ที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ซึ่งถ้าที่ประชุมเห็นด้วย ก็ต้องขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกครับได้กรุณาลงมติให้ได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งในการที่จะ อนุญาตให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องการให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นออกจากตําแหน่งในช่วง การประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติได้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกเพื่อทําความเข้าใจเพิ่มเติมครับถึงความจําเป็น ขอบพระคุณครับ
สมควรนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กราบเรียนท่านประธานนะครับ ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ในมาตรา ๑๒๗ นะครับ ในวรรคห้า ก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้โดยเฉพาะในวรรคห้านี่นะครับ ได้มีการกําหนดชัดว่าในสมัยนิติบัญญัตินี่อะไรทําได้ อะไรทําไม่ได้นะครับ ปกติแล้ว ในสมัยสามัญทั่วไปก็ทําได้ทุกเรื่อง ทีนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีการกําหนด ระบุเรื่องไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของนิยามศัพท์ โทษที ไม่ใช่นิยามศัพท์นะครับ ประเภท ของเรื่อง ผมขออนุญาตนะครับ โดยเฉพาะมีการกําหนดคําว่า การถอดถอนบุคคล ออกจากตําแหน่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วถ้าเป็นเรื่องอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการถอดถอน ออกจากตําแหน่ง โดยหลักการแล้วในสมัยของนิติบัญญัตินี่นะครับ ในการประชุมของวุฒิสภา ก็ไม่สามารถทําได้ แต่ในกรณีดังกล่าวนี้มีข้อยกเว้นนะครับ ว่าเว้นแต่ตัวสภาแห่งนี้ จะมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภานะครับ ในการประชุมของวุฒิสภานี่นะครับ เรามีมตินะครับว่า ในเรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องการถอดถอน ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ในมาตรา ๒๗๐ นี้ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในกรณีของมาตรา ๒๔๘ ก็เป็นกรณีอีกกรณีหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วผมคิดว่าในกรณีการดําเนินการ ตามมาตรา ๒๔๘ เป็นเรื่องการให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง โดยเฉพาะในเรื่องของกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเรื่องมีความจําเป็นเร่งด่วน ถึงแม้รัฐธรรมนูญ จะไม่ได้กําหนดไว้เหมือนกรณีการถอดถอนที่จะต้องดําเนินการโดยด่วนนะครับ เนื่องจาก บุคคลดังกล่าวอยู่ในตําแหน่งอยู่ เพราะฉะนั้นเป็นความจําเป็นที่ว่าเราวุฒิสภา มีการดําเนินการเอาระเบียบในเรื่องของการถอดถอนเอามาใช้โดยอนุโลม เพราะฉะนั้น ในการดําเนินการดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นการสะดุดนะครับ ผมคิดว่าวุฒิสภาจึงมีความจําเป็น ที่จะต้องดําเนินการดังกล่าวไว้ต่อเนื่อง รวมตลอดถึงผมคิดว่าตามที่ท่านชูชัยเสนอญัตติ ขึ้นมาแล้ว แล้วก็ดําเนินการมีผู้รับรองเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมคิดว่าสามารถดําเนินการ โดยสมบูรณ์ที่จะขออนุญาตจากรัฐสภา เพื่อขอยกเว้นนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมขออนุญาตแก้ไขคําผิด ที่ผมพูดไปมาตรา ๑๓๖ วรรคห้า แก้เป็น มาตรา ๑๓๖ (๕) อาจารย์พีรพันธุ์ พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ที่ทางวุฒิสภาได้เสนอมานะครับ ขอให้พิจารณาเรื่องนี้ ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ชอบแล้ว เนื่องจากการให้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๘ ก็เหมือนกับท่านวุฒิสมาชิกที่ท่านอธิบายมาแล้ว เหตุของการเสียให้พ้นกับเรื่องของการถอดถอน เป็นคนละเรื่องกัน แล้วก็ผลของการถอดถอน กับการถอดถอน กับการให้พ้นก็คนละเรื่องกันด้วย เพราะฉะนั้นการบรรจุเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อขอให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบนั้น จึงเป็น เรื่องที่ถูกต้อง กระผมก็ไม่มีข้อถกเถียงทางกฎหมาย แล้วพวกผมเองก็สนับสนุนให้รัฐสภา พิจารณาเรื่องนี้ ขอให้ประธานรัฐสภาได้ดําเนินการเพื่อขอลงมติต่อไปครับ
ขอบคุณครับ ไม่มีท่านใด จะอภิปราย ถือว่าปิดอภิปรายนะครับ ผมขอมติจากที่ประชุมเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ เชิญครับ ท่านจิรายุมีอะไรครับ
ท่านประธานนิดเดียวครับ พอดีเมื่อตอนประชุมช่วงเช้า ท่านประธานปิดประชุมไป เจ้าหน้าที่เก็บบัตรตามเครื่องไปหมด ฝากบอกสมาชิกด้วยครับ หลายท่านหาบัตรไม่เจอ ติดต่อรับซ้ายก่อนนะครับ ท่านประธานรอแป๊บเดียวครับ ท่านประธานครับ
เจ้าหน้าที่อํานวย ความสะดวกด้วยครับ
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการประชุมนะครับ แล้วเราจะมีหลายเรื่อง ที่ต้องลงมติ เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือสมาชิกนะครับ ไหน ๆ ก็วันสุดท้ายแล้วครับ อย่าเพิ่งกลับนะครับ ก็คงถึงเวลาสักช่วงบ่าย ๆ นะครับ ช่วยอยู่เพื่อลงมติด้วยนะครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ว่าอย่างไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ รบกวนท่านประธานช่วยกดออด อีกสักระยะหนึ่งได้ไหมครับ เพื่อนสมาชิกบางท่านกําลังเดินทางเข้ามาครับท่านครับ บางท่านก็ประชุมนอกรอบกันอยู่ครับท่านครับ ขอเวลานิดหนึ่งครับท่านประธานครับ
ขอเชิญสมาชิกข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ ขอเชิญครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
สมควรแล้วกระมังครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมเลยนะครับ เสียบบัตรแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใด ยังไม่เรียบร้อยไหมครับ ไม่เรียบร้อยยกมือเลยครับ เจ้าหน้าที่ดูแลด้วยครับ เรียบร้อยนะครับ ส่งผลครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๕๒๐ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนด้วยครับ ท่านใด เห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญครับ เห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วยครับ มติต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งคือ ๓๒๕ เสียงขึ้นไปนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ขอปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๕๒๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียงไม่มีนะครับ ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่านครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะครับ
ผมไปเรื่องด่วนที่ ๑ เลยนะครับ
๑. การให้ความเห็นชอบในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ ให้ความเห็นชอบ และยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้แถลงต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติการให้ความเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบและยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการนี้ กระผมในนามของ คณะรัฐมนตรี ขอขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาเป็นอย่างสูง ที่ได้กรุณาบรรจุในวาระ การประชุมรัฐสภา ตามมาตรา ๑๓๖ (๑๑) และมาตรา ๑๕๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อพิจารณาคําขอของคณะรัฐมนตรีในวันนี้
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๕๓ วรรคสอง ได้กําหนด ขั้นตอนในการดําเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภาไว้ว่า เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วัน เรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้ร้องขอภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ร่างพระราชบัญญัติเป็นอันตกไป
ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ และมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ต่อมาได้มีการเรียกประชุมรัฐสภา ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งครบกําหนดระยะเวลาตามที่กําหนดไว้ ในมาตรา ๑๕๓ วรรคสอง ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว เห็นควรให้ร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไป รวม ๒๔ ฉบับ และได้มีหนังสือกราบเรียนประธานรัฐสภาเพื่อนําเสนอรัฐสภาพิจารณา ดําเนินการในเรื่องดังกล่าว ตามหนังสือสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งมีรายชื่อร่างพระราชบัญญัติจําแนกตามขั้นตอนการพิจารณา ดังนี้
๑. ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ วุฒิสภา รวม ๒ ฉบับ ได้แก่
๑. ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เสร็จแล้ว รวม ๓ ฉบับ คือ
๑. ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๓. ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๓. ร่างพระราชบัญญัติที่รอการพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ของสภาผู้แทนราษฎร จําแนกออกเป็น
๓.๑ ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี รวม ๒ ฉบับ ได้แก่
๑. ร่างพระราชบัญญัติสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ....
๓.๒ ร่างพระราชบัญญัติของศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รวม ๑๐ ฉบับ ได้แก่
๑. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองภูเก็ต พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองเพชรบุรี พ.ศ. ....
๓. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองนครสวรรค์ พ.ศ. ....
๔. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๕. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๖. ร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางแพ่ง เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. ....
๗. ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการ และกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธาน กรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๘. ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ....
๙. ร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๑๐. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ....
๓.๓ ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม ๗ ฉบับ ได้แก่
๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๓. ร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. ....
๔. ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๕. ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. ....
๖. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข พ.ศ. ....
๗. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบ บริการสาธารณสุข พ.ศ. ....
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เสนอบัญชีรายชื่อร่างพระราชบัญญัติ ขั้นตอน การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งรายชื่อผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมา เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐสภาด้วยแล้ว ในนามของคณะรัฐมนตรีจึงขอนําเสนอ ท่านประธานรัฐสภาเพื่อนําเสนอต่อรัฐสภาได้โปรดให้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ จํานวน ๒๔ ฉบับดังกล่าว เพื่อดําเนินการต่อไปได้ตามบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อดําเนินการให้มีกฎหมายอันเป็นการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพและประโยชน์ของประชาชน ตลอดจนช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ขอบคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นนะครับ โดยการนําของท่านอดีต ส.ว. เตือนใจ ดีเทศน์ ครับ
ทั้งหมด ๒๔ ฉบับนะครับ ขออนุญาตพิจารณาไปในคราวเดียวกันนะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น ผมจะดําเนินการตามนี้นะครับ เชิญท่านที่จะอภิปรายครับ เชิญท่านศุภชัย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเพียงแต่จะมีคําถามไปยังรัฐบาลสั้น ๆ นะครับว่าสิ่งที่รัฐบาล ได้เสนอมาเพื่อให้รัฐสภามีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณา และให้มี การลงมติรับรองนี่นะครับ สิ่งที่อยากจะถามก็คือว่า เท่าที่พบปรากฏว่ามีร่างพระราชบัญญัติ อยู่จํานวนมากมาย อยากจะถามว่าร่างเหล่านั้นมันมีเหตุผลกลใดที่จู่ ๆ ท่านถึงตัดสินใจ ที่จะทิ้งมันเสีย เพราะผมคิดว่ากว่าที่จะมีร่างกฎหมายเสนอเข้ามามันก็ใช้กระบวนการ ขั้นตอนกันอยู่นานพอสมควร มีการตกผลึกทางความคิดกันมากมายมหาศาล และทุกกฎหมายผมเชื่อว่าเป้าหมายก็คือการเสนอมาเพื่อจะเป็นประโยชน์ที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่ได้เสนอมานั้น ก็เลยอยากถามเหตุผลครับ ว่ามันมีร่างกฎหมายดี ๆ อยู่มากมายเลยครับ ซึ่งผมไม่อยากยกตัวอย่างนะครับ แต่ถามว่าเพราะ เหตุใดถึงจะตัดทิ้งเสียหมด ก็ถามเหตุผลตรงนี้นะครับ เพื่ออยากได้ความกระจ่าง ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า สมัยประชุมที่เรากําลังจะครบวาระในวันนี้สมัยแรกสมัยนี้ครับ สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ มีการพิจารณากฎหมายแม้แต่ฉบับเดียว เพราะฉะนั้น ๔ เดือนที่ผ่านมาเราเสียเวลา กับในเรื่องอะไรไปหลายเรื่องครับ แต่เราไม่มีโอกาสได้พิจารณากฎหมายเลย ซึ่งก็คิดว่า เป็นครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะได้นะครับ ที่ ๔ เดือนที่ผ่านมานั้นสมัยสามัญทั่วไป เราไม่ได้มีการพิจารณากฎหมายเลย อันนี้ก็อยากจะแสดงความเห็นต่อท่านประธานรัฐสภาว่า อยากให้รัฐบาลได้พิจารณาใส่ใจในการนําเสนอกฎหมายด้วย และประการสําคัญรัฐบาล ก็ได้นําเสนอต่อรัฐสภานี้เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ ให้ความเห็นชอบ และยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ โดยได้เสนอมาในวันสุดท้ายของสมัยประชุม ซึ่งแสดงถึงความไม่ใส่ใจของรัฐบาลนะครับในการพิจารณากฎหมาย เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน มีกฎหมายฉบับหนึ่งครับ ที่โดยส่วนตัวของผม ผมคิดว่าประเทศนี้มีความจําเป็นต้องประกาศใช้ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ ก็คือกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ กฎหมายการชุมนุม ในที่สาธารณะในประเทศไทยมีการเสนอมาแล้ว ๕ ฉบับด้วยกันนะครับ ครั้งแรก คณะกรรมการพัฒนากฎหมายได้มีการเสนอพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ เมื่อปี ๒๕๓๖ เพราะฉะนั้นปี ๒๕๓๖ เป็นปีแรกครับที่รัฐบาลในสมัยนั้นเห็นว่า มีความจําเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม พลตํารวจเอก อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นสมาชิกสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เมื่อปี ๒๕๕๑ ครับ ท่าน ส.ส จุมพฏ บุญใหญ่ ขออภัยเอ่ยนามท่าน ท่านไม่อยู่ที่นี่ นะครับ ท่านได้เสนอกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นครั้งที่ ๓ และครั้งที่ ๔ ครับ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้มีการเสนอกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ และร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ ครั้งที่ ๕ ได้มีการเสนอเป็นฉบับที่ ๕ โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา นะครับ ได้เสนอเป็นฉบับที่ ๕ ผมจําได้ว่าการเสนอกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะนะครับ ก่อนที่จะนําเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายต้องเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีด้วย ผมจําได้ว่าคณะกรรมการพัฒนากฎหมายชุดที่แล้วท่านประธานครับ ชุดที่แล้วซึ่งมีดอกเตอร์ คณิต ณ นคร เป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนากฎหมายชุดที่แล้วดอกเตอร์คณิต เป็นประธาน แล้วก็ชุดใหม่นะครับที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาไป ดอกเตอร์คณิต ณ นคร ก็เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย
กล่าวโดยสรุปก็คือ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ พัฒนากฎหมายมาแล้ว ๒ ครั้งด้วยกัน แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ อยากจะกราบเรียน ท่านประธานเพื่อบันทึกไว้เท่านั้นนะครับว่า ในการเสนอกฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ คราวที่แล้วที่ตกไปพร้อมกับการยุบสภาผู้แทนราษฎร ดอกเตอร์คณิต ณ นคร ซึ่งเป็น ประธานคณะกรรมการพิจารณากฎหมายได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนําเรื่องนี้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณากฎหมาย และมีความเห็นว่า ประเทศไทย ควรจะมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ แล้วก็เสนอความเห็นของคณะกรรมการ พิจารณากฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็เสนอกฎหมายนี้ ต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าล่าสุดนะครับคณะกรรมการพิจารณากฎหมายชุดล่าสุด ซึ่งมีดอกเตอร์คณิตนี่ละครับเป็นประธานเช่นเดียวกัน ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ มีดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ในครั้งนี้ครับที่ผมแปลกใจก็คือ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ๒ ครั้ง ครั้งแรกท่านมีความเห็นชอบให้เสนอ กฎหมายว่าด้วยการชุมุมในที่สาธารณะ แต่เมื่อท่านมาเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนา กฎหมาย ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ท่านมีความเห็นว่า ประเทศนี้ ไม่จําเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อบันทึกไว้เท่านั้นนะครับว่า เมื่อเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความคิดของคน ก็เปลี่ยนไป แต่ว่าถ้าความคิดของบุคคลอื่นนะครับมันจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมไม่ค่อย แปลกใจเท่าไรครับ แต่ความคิดของคนระดับดอกเตอร์คณิต ณ นคร เปลี่ยนแปลงไปภายใน เวลา ๑ ปี เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีเหตุผลถึงขนาดนั้น ก็เลยกราบเรียนท่านประธาน เพื่อบันทึกไว้ครับว่า ผมเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ผมในชั้นสภาผู้แทนราษฎรคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผมเป็นประธานพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เราต้องการให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นี่นะครับ ขออภัยนะครับ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นอิสระ สามารถใช้ดุลยพินิจ ในการเสนอกฎหมายได้โดยอิสระ แต่ว่าผมรู้สึกไม่สบายใจที่ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ๒ ครั้ง ความเห็นของท่านเปลี่ยนไปภายใน ๑ ปี นะครับ โดยความเห็นของผม ผมคิดว่ากฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะจําเป็นที่จะต้องมีครับ เพราะว่าถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้ครับ ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายเขาลําบากใจครับ เวลามีการชุมนุม จะใช้กฎหมายอะไรครับ จะใช้กฎหมายพระราชบัญญัติการจราจร หรือจะให้ใช้กฎหมาย ทางหลวง หรือจะใช้กฎหมายบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนะครับ ก็ปฏิบัติยากครับ ก็เลยคิดว่าต้องมีกฎหมายกลาง ๆ คือการชุมนุมในที่สาธารณะเกิดขึ้น แต่ว่าเมื่อรัฐบาล ไม่เสนอก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าประเทศนี้จําเป็นต้องมีกฎหมาย ว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
คุณหมอชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑ การให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบและยังดําเนินการ ไม่แล้วเสร็จตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ
ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้นะครับ เบื้องต้นผมขออนุญาต ท่านประธานว่าคณะรัฐมนตรีได้เสนอพร้อมกับแนบเอกสารที่เป็นรายชื่อกฎหมาย ๒๔ ฉบับ เข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะกราบเรียนท่านประธาน และผมจะ อภิปรายก็อยู่ในกรอบของ ๒๔ ฉบับนี้เท่านั้นนะครับ เพราะว่าถ้าผมเองจะไปถามถึง กฎหมายที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ สมัยที่ผ่านมา ๒๐๐ กว่าฉบับครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าไปถามถึงเรื่องเหล่านั้นก็น่าจะเป็น การอภิปรายนอกประเด็นไป เราจะไม่แล้วเสร็จละครับ น่าจะเป็นนอกประเด็น จริงอยู่ครับ อาจจะมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันได้กรณีถ้าใน ๒๔ ฉบับมันมีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน ผมขอความกรุณาท่านประธานได้พิจารณาในประเด็นนี้ครับ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีโอกาส อยู่ในสาระของ ๒๔ ฉบับได้เลย นั่นประการแรกสุดครับท่านประธาน
ประการที่ ๒ ในเรื่องของแนวทางการพิจารณา ผมกราบเรียนท่านประธานว่า โดยภาพที่ผ่านมา วิธีปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่แล้วก็พิจารณารวมเหมือน ท่านประธานได้กรุณาขอความเห็นจากท่านสมาชิกรัฐสภา มีบางปีที่มีความเห็นต่าง ก็แยกการพิจารณาเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มไหนที่สมาชิกมีความเห็นไม่แตกต่างก็นํามาลงมติรวม แต่ถ้ากลุ่มไหนฉบับใดที่มีความเห็นต่างก็อาจจะแยกไปลงมติไป เพื่อความสะดวก และความรวดเร็วของท่านสมาชิกที่จะใช้เวลา ผมขอหารือท่านประธานแล้วก็ขอกราบเรียน ใน ๒ ประการนี้เป็นเบื้องต้นก่อนท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในกฎหมาย ๒๔ ฉบับที่ท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีสุรวิทย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้นําเสนอพร้อมกับ ให้เหตุผลประกอบ ผมเองต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายเพิ่มเติมในฐานะ ที่มีส่วนร่วมในการพิจารณาเป็นคณะทํางานที่จะพิจารณากลั่นกรองว่าสิ่งที่คณะรัฐมนตรี เสนอเข้ามานะครับ สมาชิกเสนอเข้ามาให้ความเห็นมา ฉบับใดควรที่จะได้รับการร้องขอ จากคณะรัฐมนตรีเพื่อจะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ โดยเนื้อใน ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ กฎหมายทุกฉบับตกไปครับ ตกไปครับ เพราะสมัยรัฐสภา หมดอายุไป สมัยสภาหมดอายุไป แต่ว่าสามารถที่จะพิจารณาต่อได้ครับ กรณีถ้า ครม. ร้องขอและรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ต้องบวกกัน ๒ ประการนะครับ ครม. ร้องขอ และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าแนวทาง การอภิปราย แนวทางการพิจารณานะครับ อยากจะขอท่านประธานว่าถ้าเราจัดกลุ่มง่าย ๆ ของ ๒๔ ฉบับแล้วเป็นแนวทางไว้ จะทําให้ท่านสมาชิกได้มีโอกาสได้พิจารณาในประเด็น ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องค่อนข้างง่าย ท่านประธานครับ ส่วนตัวผมเองผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่า ผมใช้แนวทาง ๓ แนวทางครับ
แนวทางที่ ๑ กฎหมายที่ถูกร้องขอมาจาก ครม. ที่ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภา แห่งนี้สมควรให้การสนับสนุนที่จะให้ความเห็นชอบพิจารณาต่อไปได้ กลุ่มแรกสุดคือ กลุ่มที่ถูกเสนอโดยภาคประชาชนที่เขาเข้าชื่อเสนอกฎหมายไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ชื่อ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ใน ๒๔ ฉบับนะครับ อยู่ในวาระรอการพิจารณาในวาระแรก ๗ ฉบับ ผ่านการพิจารณาไปแล้ว ๒ ฉบับ อยู่ในชั้น ของกรรมาธิการ รวมทั้งหมด ๙ ฉบับครับ ๙ ฉบับตรงนี้ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ ทุกท่านจะได้ให้ความเห็นชอบว่าถ้าเป็นกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน ๙ ฉบับ เราเห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ก็เร็วขึ้นครับ ๙ ฉบับ มีตั้งแต่ ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๑๗ ในเอกสาร ขออนุญาตอ้างอิงตัวเลขนะครับ เพราะชื่อมันยาว ฉบับที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๒ ฉบับที่ ๒๓ และฉบับที่ ๒๔ เป็นกฎหมายที่ถูกเสนอ โดยภาคประชาชน เราเอากระบวนการวิธีการเสนอกฎหมายเป็นหลักในการพิจารณาครับ เนื้อหาสาระดูเป็นบางส่วนเท่านั้นเอง แต่ว่าเท่าที่เสนอมาและค้างอยู่ในสภาทั้งหมด ในสมัยที่ผ่านมา ๙ ฉบับ เราให้ความเห็นว่า ครม. ควรจะให้ความเห็นที่จะขอมาทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เราให้เกียรติของเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่แท้จริง คือพี่น้องประชาชน ซึ่งมีกระบวนการการเสนอกฎหมายที่ยุ่งยากมาก ซึ่งยุ่งยากมากครับ กว่าที่จะรวบรวมรายชื่อได้ กว่าที่จะตรวจสอบรายชื่อ พอถึงสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วใช้เวลา ไม่น้อยกว่า เฉพาะตรวจสอบรายชื่อนะครับ ๓ เดือน กว่าจะเสนอกฎหมายได้ ๑ ปีครับ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะรออยู่ในวาระพิจารณาในวาระแรก ถ้าปล่อยให้กฎหมายตกไป ก็เข้าไปสู่กระบวนการใหม่ กว่าที่ภาคประชาชนจะมีโอกาสได้เสนอกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้อง ใช้เวลา ใช้งบประมาณ ใช้สรรพกําลังหลาย ๆ อย่าง ซึ่งถ้าปล่อยให้ตกไป ผมเชื่อว่ามันเป็น การลิดรอนอํานาจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ๙ ฉบับแรก กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่าน่าจะไม่เป็นประเด็นในการที่จะพิจารณาในชั้นของรัฐสภาของเรา
กลุ่มที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นกลุ่มกฎหมายที่ถูกเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านความเห็นชอบของหน่วยงานแล้วสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เนื้อหาสาระไม่มี ข้อขัดแย้ง ไม่เป็นประเด็นที่จะทําให้เกิดความแตกแยกในสังคม กฎหมายหลายฉบับ เป็นเรื่องดีครับ แต่ว่าสาระเมื่อพิจารณาแล้วมีความเห็นต่างค่อนข้างมาก ตรงนั้นเองครับ ผมเห็น ครม. ส่งมาจะไม่มีกฎหมายกลุ่มพวกนั้น เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ ๒ ถ้าจัดกลุ่มอย่างนี้ ผมก็คิดว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของเราก็จะให้ความเห็นได้ง่าย ให้ความเห็นในกลุ่มนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ในฉบับที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ ครม. เสนอเข้ามา กฎหมายฉบับนี้ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาครับ ใกล้เสร็จครับ ครม. เสนอ เป็นกฎหมายแก้ไขปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ตรงนี้สาระสอดคล้องเป็นความต้องการ แล้วสอดคล้องกับนโยบาย นี่คือยกตัวอย่างท่านประธานครับ เป็นกลุ่มที่ ๒
กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มที่เราให้ความเห็นที่ผ่านองค์กรรัฐอิสระ หรือองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอกฎหมายเข้ามา เราให้เกียรติ ให้โอกาสเขา ในฐานะที่เขาเป็น ผู้ได้รับโอกาสให้เสนอกฎหมายได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๙ มาตรา ๑๔๐ นะครับ ท่านประธาน ตรงนี้เองเราก็ให้ความสําคัญ โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งศาลนะครับ และถ้ากรอบอย่างนี้แล้วผมคิดว่าการพิจารณาน่าจะง่ายและสะดวก และใช้เวลาไม่นาน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ส่วนมติจะลงอย่างไรนั้นก็ขึ้นกับความเห็น ของท่านสมาชิกครับ แต่ความเห็นผมนะครับ เราควรจะจัดกลุ่มฉบับใดที่ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีข้อขัดแย้ง เรารวมเป็นอีก ๑ กลุ่มเลย ฉบับใดที่มีข้อสงสัย มีข้อทักท้วงมากใน ๒๔ ฉบับ เราก็แยกออกมา อาจจะแยกลงเป็นรายฉบับในกลุ่มนั้นก็ได้ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่าน ส.ว. อนุรักษ์ นิยมเวช
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะครับ ในส่วนตัวร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่นําเสนอมาให้ทางรัฐสภา ให้ความเห็นชอบนะครับ โดยหลักการแล้วก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางท่านสมาชิกกล่าว ก็คือเป็นไปตามมาตรา ๑๕๓ ซึ่งผมคิดว่าในกฎหมายดังกล่าว ถ้าเรานับตัว ๖๐ วันนับตั้งแต่ วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา ก็คือวันที่ ๑ สิงหาคม แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ได้ทําหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้ว กฎหมายก็มาถึงวันที่ ๒๘ กันยายน เพียงแต่ว่าวันนี้อาจจะมีเรื่องของตารางเวลาในการที่จะประชุมรัฐสภา อาจจะเนิ่นนานไปนิดหนึ่ง อันนั้นก็เพียงแต่ว่าในหลักการ แล้วกฎหมาย ๒๔ ฉบับ ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับ ท่านประธาน
ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน ซึ่งผมเห็นว่าต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐบาลพยายามที่จะดึง เอากฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับภาคประชาชนเข้ามาเพื่อให้ทางรัฐสภาแห่งนี้ให้การรับรอง โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับภาคประชาชนที่เสนอเข้ามา โดยที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๐,๐๐๐ คน เสนอเข้ามาตามเงื่อนไขที่เขามีสิทธิตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนทั้ง ๙ ฉบับ ประกอบไปด้วย ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... อันที่ ๑ อยู่ในชั้นวาระที่หนึ่งของวุฒิสภา อยู่ในขั้นของกรรมาธิการ แล้วก็อันที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ซึ่งผ่านวาระที่หนึ่งแล้ว แล้วก็ กรรมาธิการของตัวสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเสร็จไปแล้ว อีก ๗ ฉบับ ซึ่งจะอยู่ในการพิจารณา ในวาระที่หนึ่งประกอบไปด้วยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... โดยภาคประชาชน อันที่ ๔ ร่างพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันที่ ๕ คือร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... อันที่ ๖ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันที่ ๗ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพ การสาธารณสุข พ.ศ. .... ๘. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... ๙. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นในกลุ่มนี้ผมคิดว่ารัฐบาลได้เห็นความสําคัญของภาค ประชาชน โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กําหนดไว้ในเงื่อนไขของมาตรา ๑๖๑ โดยที่ประชาชน ผู้มีสิทธิเข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งผมต้องขอขอบคุณแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย ดังกล่าวที่รัฐบาลได้คอร์ (Core) กฎหมายทุกฉบับไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายองค์การ อิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... เป็นเรื่องสําคัญที่อยู่ในวุฒิสภา ซึ่งกฎหมายดังกล่าว เป็นการออกมาตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้อยู่ในมาตรา ๖๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ในวรรคสองว่า ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงาน ของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทําหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของ หน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็น ในการกําหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงาน การกระทําหรือละเลยการกระทําอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุน งบประมาณในการดําเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว นี้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ดําเนินการที่จะให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพราะว่า จะได้สอดคล้องกับตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ในมาตรา ๖๑ โดยเฉพาะในเรื่องของ ตัว พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในตัวภาคประชาชนในการที่จะ เสนอกฎหมายฉบับดังกล่าว แต่ก็เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของคนไทยไร้สัญชาติที่จะ ดําเนินการให้เขามีสัญชาติไทย เพราะว่าเขาอาจจะมีปัญหาในเรื่องสัญชาติอยู่ เขาเป็นคนที่ อยู่ในดินแดนบริเวณรอยตะเข็บ อาจจะเป็นบริเวณประเทศพม่ากับประเทศไทย ซึ่งผมมี ความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสําคัญที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอ ในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในการใช้สิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนะครับ ผมก็ขอกราบขอบคุณไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่รัฐบาล เห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน
ในกฎหมายฉบับอื่น ๆ นี่นะครับ โดยหลักการแล้วที่มีการดึงมาแล้ว เพื่อที่จะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการนําเสนอโดยหน่วยงาน องค์กรอิสระ ตัวอย่างเช่น ของศาลปกครอง ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองภูเก็ต พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองเพชรบุรี พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองนครสวรรค์ พ.ศ. .... เป็นการนําเสนอโดย คณะรัฐมนตรี โดยศาลปกครอง หรือโดยศาลฎีกา ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือโดยศาลยุติธรรมอีก ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และโดยองค์กรอัยการอีก ๑ ฉบับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่าง ประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. .... นะครับ อีก ๑ ฉบับ ก็เป็นหน่วยงานองค์กรอิสระก็คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการ แผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างเดิมโดยองค์กรอิสระ สุดท้ายก็เป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ๑ ฉบับ ซึ่งยังไม่ได้มีการร่างกฎหมายออกมาสอดคล้องกับตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ให้ ความสําคัญในองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เสนอขึ้นมา ไม่ได้มีการแบบไม่ยอมดึงเอากฎหมาย ที่เสนอโดยองค์กรอิสระนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พ.ศ. .... รวมตลอดถึงกฎหมายฉบับสุดท้ายก็คือ ร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นกฎหมายออกมาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความสําคัญในกฎหมายที่เกี่ยวกับทั้งตัวองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญนะครับ ผมก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่รัฐบาลได้พยายามดึงกฎหมาย ดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา
สุดท้าย ก็คือประเด็นที่ว่ามีกฎหมายบางฉบับที่ทางรัฐบาลไม่ดึงมา ซึ่งตัวผมเอง ผมก็เห็นสอดคล้องกับแนวความคิดนะครับ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการชุมนุม ในที่สาธารณะ พ.ศ. .... ผมคิดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าว ถึงแม้จะออกมาตามเงื่อนไข ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ นะครับ แต่ขณะเดียวกันในภาคประชาชน ไม่ว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนหรือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นตรงกันว่า รวมทั้งในความคิดเห็น ของผมว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมันยังมีปัญหาอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อํานาจศาลยุติธรรมมีอํานาจ พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการชุมนุมว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจจะ ขัดหลักการกับการแบ่งแยกอํานาจตามรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งเท่ากับให้ศาลเป็นคนไปตัดสิน ว่าการชุมนุมชอบหรือไม่ชอบนะครับ ซึ่งผมเห็นว่าควรจะแบ่งแยกอํานาจกันระหว่าง ฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการออกจากกันนะครับ ตลอดถึงเป็นการกําหนดอํานาจให้ผู้ที่ชุมนุม สาธารณะซึ่งเป็นการจํากัดสิทธิมากกว่าที่จะเป็นการอํานวยความสะดวกให้เกิดการชุมนุม ในสาธารณะ ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ และขณะเดียวกันถึงแม้ไม่มี กฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวในปัจจุบัน การรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมสาธารณะ รัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับอยู่แล้วในการบังคับใช้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเป็นปกติ หรือกฎหมายพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน ผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ควรจะต้องมีนะครับ แต่ควรจะต้องมีในกรอบและกติกาที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรา ๖๓ นะครับ ไม่ใช่เป็นการที่จะ ไปลักษณะเป็นการที่ให้ศาลเข้าไปเป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายหนึ่งว่าการชุมนุมชอบไม่ชอบให้ศาล เป็นคนตัดสิน ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ต้องมีการแยกอํานาจกันระหว่างฝ่ายยุติธรรมกับ ฝ่ายบริหาร และผมเห็นด้วยกับทางฝ่ายบริหารที่ไม่ดึงกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมา เพราะว่า มีหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้มีข้อทักท้วงต่าง ๆ รวมตลอดถึงรายงานฉบับนี้คณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบด้วย กับการที่คณะรัฐมนตรีไม่เสนอกฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานะครับ ฉะนั้นผมมีข้อสังเกตดังกล่าวตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น กราบขอบพระคุณครับ
ท่านผุสดี ตามไท
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตเห็นชอบ ในความเห็นของคณะรัฐมนตรีที่นําเสนอมาสู่สภาเพื่อที่จะยืนยันกฎหมายทั้ง ๒๔ ฉบับ แต่ดิฉันขออนุญาตผลักข้อสังเกตผ่านท่านประธานไปดังนี้นะคะ
ในเรื่องที่ ๑ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณทางรัฐบาลที่ได้เห็นความสําคัญ และให้คุณค่าของความพยายามที่จะเสนอกฎหมายของภาคประชาชน ซึ่งท่านก็ได้ยืนยัน มาทั้งหมดนะคะ
ในส่วนที่ ๒ มีกฎหมายที่สําคัญยิ่งอยู่ ๑ ฉบับ โดยเฉพาะคือเรื่อง ของร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคอยกันมานาน พี่น้องคนไทยถิ่นพลัด คอยมา เดินเท้ามา มาถึงวันนี้ก็ยังมาคอย ดิฉันเพียงแต่เสียใจว่าช้าไปนิดหนึ่ง แต่ก็ช้า ยังดีกว่าไม่มาเลย เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปอย่างนี้ ได้ไหมคะว่า แม้ท่านจะยืนยันมาแล้ว แต่การที่ยืนยันตรงนี้ก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันว่า จะเร่งให้กฎหมายฉบับเหล่านี้ไปได้เร็วมากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทางรัฐบาลนั้น ได้ช่วยเร่งในทุกรูปแบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกฎหมายที่เสนอมาโดยภาคประชาชน อาจจะมีร่างของคณะรัฐมนตรีประกบหรือไม่ก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าตรงนั้นมีความจําเป็น จะเร่งให้กฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอมาไปได้เร็ว
ในข้อสังเกตต่อไป ท่านประธานคะ ดิฉันก็คิดว่าทางคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายได้เสนอความเห็นมายังท่านประธาน และยังพูดถึงเรื่องร่างกฎหมายที่สําคัญ และจําเป็นที่สมควรให้พิจารณาต่อไป แต่เผอิญคณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี และจริง ๆ ก็ได้พิจารณาไปเสร็จแล้วในชั้นกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร กฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีความจําเป็นอย่างยิ่ง และประเทศไทยก็ได้เผชิญกับปัญหามาแล้วเช่นที่มาบตาพุด เป็นต้น เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็คิดอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้ทางคณะรัฐมนตรีได้เร่งกฎหมาย ฉบับนี้เพื่อที่จะเป็นเครื่องรับประกันว่าการพัฒนาต่อไปของประเทศนั้นมีกฎหมายรองรับ อย่างดี นั่นก็กฎหมายฉบับที่ ๑
ฉบับที่ ๒ คือเรื่องของร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. .... เราก็มีการทวงถามจากภาคประชาชนอยู่เสมอถึงเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทําอย่างไรถึงจะให้มีการเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นธรรมมากขึ้น น่าเสียดาย ท่านประธานคะ ที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันกฎหมายฉบับนี้
ฉบับต่อไปท่านประธานคะ เป็นฉบับที่ดิฉันเป็นห่วงเป็นเวลานานมาก นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. .... เสนอไป โดยคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว และรวมทั้งเสนอไปทั้งของซีกรัฐบาลแล้วก็ฝ่ายค้านในขณะนั้น ก็คือโดยดิฉันเองกับคณะ แล้วก็ท่านรองประธานปัจจุบัน คือท่านเจริญ จรรย์โกมล กับคณะ ท่านประธานคะ กฎหมายฉบับนี้มันเป็นกฎหมายที่ยืนยันถึงเรื่องของหลักการพื้นฐาน ที่เป็นรากฐานจริง ๆ ของสังคมประชาธิปไตย นั่นก็คือความเสมอภาคความเป็นธรรมให้กับ ผู้คนทั้งหลาย และซึ่งหลัก ๆ ในโลกนี้ ในประเทศนี้ก็มีเพศหญิง เพศชาย กฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นรากฐานที่สําคัญยิ่ง ท่านประธานคะ จริง ๆ แล้วหัวใจของมันก็คือเรื่องของคุณค่า และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน และได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๓๐ และรวมไปถึงรัฐธรรมนูญในหมวดที่เป็น แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๐ (๑) ที่บอกไว้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า รัฐต้องส่งเสริม ความเสมอภาคของหญิงและชาย ท่านประธานคะ ปัญหาหลายอย่าง ปัญหาทางสังคม ที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ก็มีรากเหง้ามาจากตรงนี้ล่ะค่ะ เราเติบโตในวัฒนธรรมที่ให้คุณค่า ของชายเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นวันนี้เราถึงยังต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงและเด็ก หรือผู้ที่อ่อนแอกว่า แล้วก็รวมไปถึงการคุกคาม ทางเพศทั้งในที่สาธารณะ ในที่ทํางาน และทุกแห่ง รวมไปถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติอื่น ๆ ด้วย ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังท่านรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบนะคะ ให้ ครม. ได้ช่วยขุดคุ้ยร่างกฎหมายฉบับนี้ และที่สําคัญก็คือว่า ภาคประชาชนเขาได้ดําเนินการเพื่อที่จะไปเสาะแสวงหาความเข้าใจและข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ จากประชาชนทั้งหลายในทุก ๆ ภาคมาแล้วนะคะ เราก็ได้นําเสนอให้ในตอนช่วงที่แล้ว จึงขอความกรุณาจริง ๆ ว่าช่วยทีเถอะนะคะ ไปรื้อกฎหมายฉบับนี้ และดิฉันจะขอบพระคุณ มากเลย แล้วก็แทนกับประชาชนในส่วนอื่น ๆ ที่เขาได้ทํางานหนักมาด้วยนะคะ
ในอีก ๒ ร่าง ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะพูดถึง แล้วก็บังเอิญ ครม. ไม่ได้ ยืนยัน ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว รวมไปถึงเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษา สําหรับคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ท่านประธานคะ กฎหมาย ประเภทอย่างนี้ล่ะค่ะที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า มันเป็นกฎหมาย ที่สะท้อนถึงความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของทุกคนไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม และวันนี้ คุณค่าของคนนั้นสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด ดิฉันคิดว่าท่านประธานคงต้องเร่งรัดอยากจะให้ คณะรัฐมนตรี ดิฉันดีใจนะคะที่ท่านรัฐมนตรียังนั่งอยู่ ฝากได้ไหมคะ ช่วยไปหยิบกฎหมาย เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อจะส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้จะได้มีโอกาสที่จะมีชีวิต อยู่อย่างเสมอภาค เป็นธรรมและสันติ ความปรองดองนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ เป็นเบื้องต้น และความปรองดองเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นดิฉัน ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงคณะรัฐมนตรีให้ช่วยหยิบกฎหมายเหล่านี้ มาพิจารณาอย่างเร่งด่วนด้วย ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมไปดูการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย ที่ยังค้างอยู่ในรัฐสภาครับ ครั้งสุดท้ายที่มีการพิจารณาทํานองนี้ก็คือสมัยปี ๒๕๔๔ สมัยนั้น รัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งได้เสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบที่จะให้ กฎหมายที่ค้างอยู่นั้นดําเนินการต่อไปเพียง ๒๗ ฉบับ ผมก็มาตรวจดูต่อไปว่าทั้ง ๆ ที่ กฎหมายค้างอยู่จํานวนเยอะ ทําไมรัฐบาลสมัยนั้นจึงขอความเห็นชอบจากรัฐสภา มาเพียงเท่านี้ ก็ทราบว่ากฎหมายที่มันค้างอยู่ทั้งหมดโดยหลักการแล้วต้องตกไป แต่เนื่องจากคณะผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ เห็นว่าประเทศไทยกระบวนการ นิติบัญญัติมันล่าช้ามาก ยืดยาวมาก บางครั้งการแก้ชื่อเพียงกรมกรมเดียวจากกรมหนึ่ง เป็นอีกกรมหนึ่งใช้เวลาเป็น ๒ ปี แล้วก็หลายเรื่องที่เสนอไปมีการยุบสภาบ่อย เปลี่ยนคณะกรรมาธิการบ่อย ทําให้มันล่าช้า ก็เลยมีการคิดกันว่าจะทําอย่างไร ก็เลยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าบรรดากฎหมายที่ยังค้างอยู่นั้นที่ตกไป ถ้าคณะรัฐมนตรีร้องขอ และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็ให้ดําเนินการต่อไปได้ตามข้อบังคับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อต้องการ ให้เร่งรัดการพิจารณากฎหมายที่มันจําเป็นเร่งด่วนดําเนินการต่อไป ถ้าท่านประธานไปดู ข้อบังคับของการประชุมของแต่ละสภาก็จะเห็นว่า กฎหมายที่ค้างอยู่นี้ค้างอยู่วาระไหน ก็ต่อไปจากวาระนั้นไปเลย อย่างนี้ก็จะทําให้กระบวนการพิจารณามันรวดเร็วขึ้น หลักก็เขาจะให้ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ร้องขอ เขาไม่ให้สภาเป็นผู้ร้องขอ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราจะไปถามว่า ฉบับโน้นฉบับนี้ทําไมไม่เอามา มันก็คงจะยืดเยื้อกันมาก เพราะว่าทั้งหมดนี่ค้างอยู่เยอะ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งก่อนการยุบสภานะครับ ถ้าตรวจดูแล้วที่ค้างอยู่คราวนี้ทั้งหมด ๓๐๒ ฉบับ เยอะมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็ต้องมาตรวจดูว่า เอาละกฎหมายที่มันค้างอยู่นี้พิจารณาอย่างไรครับ ก็พิจารณาว่า ๑. มันเร่งด่วนไหม ๒. สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ ๓. มีข้อขัดข้องทางกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม อย่างไรหรือไม่
สุดท้าย ผมก็ทราบว่ารัฐบาลก็ขอความเห็นชอบร้องขอมาเพียง ๒๔ กว่าฉบับ เท่านั้น เมื่อเสนอมาแล้วทําไมจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็เป็นอํานาจนิติบัญญัติ เนื่องจากพวกเรามาใหม่ ถึงแม้ผมจะเป็นคนเดิมมาใหม่ก็ต้องถือว่าเป็นสภาคนละชุด เพราะฉะนั้นถ้าจะดําเนินการต่อไป ไม่เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกอัน ก็ต้องให้รัฐสภาชุดนี้ ให้ความเห็นชอบมาก่อนเพื่อจะให้ดําเนินการตามแต่ละขั้นตอนที่ยังค้างอยู่กันต่อไป อันนี้คือ เหตุผลหลัก ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลไปดูแล้ว ที่รัฐบาลเองก็คงจะได้ถาม ความเห็นของสังคมหลายส่วนที่มีความเห็น บางเรื่องที่พวกเรานึกว่าดี แต่ก็ทราบว่ามีข้อ ขัดแย้งในกลุ่มสังคมต่าง ๆ มาก เช่น เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ปรากฏว่ากลุ่มนั้นได้ กลุ่มนี้ไม่ได้ รัฐบาลก็คงจะยังไม่เลือก เสนอเพื่อเป็นเรื่องด่วนในขณะนี้ รวมแล้วนี่ท่านประธานครับ ถ้าที่เสนอมาบังเอิญพวกผมเอง ก็มีส่วนร่วมในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ก็ทราบว่ารัฐบาลเลือกเสนอมาเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ
กลุ่มที่ ๑ ก็คือกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน เหตุผลจํานวนนี้ก็คือ เป็นฉบับที่ภาคประชาชนเข้าชื่อกันเสนอมา กว่าที่ภาคประชาชนจะรวบรวมรายชื่อได้ เป็นหมื่น ๆ คน ใช้เวลาตรวจสอบ ใช้เวลานานมาก ทั้งหมดที่ยังค้างอยู่นี้ยังอยู่ในวาระที่หนึ่ง อยู่เลยครับท่านประธาน เนื้อหาสภายังไม่ได้เริ่มต้น รัฐบาลก็เลยคิดว่า เอาล่ะ เมื่อประชาชน เสนอมาอย่างนี้ ก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถ้าไม่ร้องขอมากฎหมายเหล่านี้ ก็จะตกไป และถ้าประชาชนจะไปเริ่มขอใหม่ก็ต้องไปเริ่มต้นรวบรวมรายชื่อใหม่อีก เป็นหมื่น ๆ คน ก็จะยุ่งยากมากสําหรับภาคประชาชน รัฐบาลก็เลยเลือกเสนอ ทุกฉบับ ผมดูแล้วทั้งหมด ๙ ฉบับ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๒ ฉบับที่ ๒๓ ฉบับที่ ๒๔ รวมเป็น ๙ ฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน ถ้ารัฐสภามีความคิดเห็นเหมือนที่รัฐบาลขอมาบอกว่า เอาล่ะ เมื่อภาคประชาชนขอมา เข้าชื่อ กันมา พวกเราให้ดําเนินการต่อไปได้เลยตามที่มันค้างอยู่ในรัฐสภา อย่างนี้ก็จะเป็นการให้ ความสําคัญกับภาคประชาชนให้เขาได้มีส่วนร่วม ผมก็เลยอยากเสนอว่าใน ๙ ฉบับนี้ถ้าไม่มี ความเห็นเป็นอย่างอื่น พวกเราให้ความเห็นชอบกันไปเลย อย่างนี้ก็จะทําให้การพิจารณา รวดเร็วขึ้น
ส่วนที่ ๒ คือฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ฉบับที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๖ รวม ๕ ฉบับ เป็นกลุ่มที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และบางฉบับก็มีสมาชิกรัฐสภาร่วมเสนอด้วย แล้วก็หน่วยงานเสนอมาด้วย อันนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไม่มีข้อโต้แย้ง เมื่อไม่มี ข้อโต้แย้ง ไม่มีขัดแย้งในสังคม การพิจารณามันก็จะง่ายขึ้น มันค้างอยู่วาระที่สองก็ต่อไป ค้างอยู่วาระที่สามก็ต่อไป เพียง ๕ ฉบับ อันนี้ก็จะทําให้การพิจารณาในเนื้อหามันรวดเร็วขึ้น
ส่วนกลุ่มที่ ๓ ทั้งหมดประมาณ ๑๐ ฉบับ เสนอโดยองค์กรอิสระ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผ่าน ครม. มาด้วย ดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดมีปัญหาอะไร เช่น ฉบับที่ ๕ ฉบับที่ ๖ ฉบับที่ ๗ ฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๙ ฉบับที่ ๑๐ ท่านประธานลองดูนะครับ ฉบับที่ ๕ ขอจัดตั้งศาลปกครองที่ภูเก็ต ฉบับที่ ๖ จัดตั้งศาลปกครองที่เพชรบุรี ฉบับที่ ๗ จัดตั้งศาลปกครองที่นครสวรรค์ ฉบับที่ ๘ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม เนื้อหานิดเดียวครับ ฉบับที่ ๙ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธี พิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฉบับที่ ๑๐ ร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่าง ประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็กนะครับ ฉบับที่ ๑๑ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน ฉบับที่ ๑๒ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๔ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ก็พอแบ่งเป็นเรื่อง ๆ อย่างนี้ การพิจารณามันก็จะเร็วขึ้น และทําให้เห็นว่าถ้ากลุ่มเหล่านี้ไม่มีผู้ใดมีข้อคิดเห็นเป็นอย่างอื่น แล้วก็ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบก็เดินหน้ากันต่อไปได้ทันที
ส่วนกฎหมายที่ ครม. ไม่ได้ขอมา ผมเข้าใจว่ายังมีปัญหาที่จะต้องไปพิจารณา เพื่อให้รอบคอบขึ้น ความคิดเห็นของผู้คนในสังคมที่ยังไม่ตกลงกัน ที่ยังขัดแย้งกันอยู่ ก็ไปพิจารณาใหม่ เรื่องเหล่านี้ ครม. เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในนโยบายของรัฐบาล รัฐบาล คงจะเร่งเสนอมาในเร็ววัน แต่ทั้งหมดนี้ถ้าพวกเราที่เป็นสมาชิกถ้าเห็นว่ากฎหมายไหน ที่อยากจะได้ พวกเราเองก็มีสิทธิเสนอได้อยู่แล้ว ผ่านการพิจารณาของแต่ละพรรคมา ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทําให้การพิจารณามันรวดเร็วขึ้น ฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอ ต่อท่านประธานนะครับว่า คือเนื่องจากเป็นการพิจารณารวม แต่ว่าเพื่อให้การพิจารณา แต่ละฉบับ แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ อย่างนี้ แล้วก็แยกกันลงมติไป ก็จะทําให้พิจารณา การให้ความเห็นชอบทั้ง ๒๔ ฉบับนี้เป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น กระผมต้องขอขอบพระคุณที่ได้มีโอกาสให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งโดยแท้แล้วได้ตกไปแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ แต่ทางคณะรัฐมนตรีท่านได้กรุณา เสนอยืนยันเข้ามาอีกทีหนึ่ง ไม่ว่าโดยเนื้อหาสาระในฉบับใดผมอาจจะมีความเห็นแตกต่างอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าเพื่อเป็นการเร่งกระบวนการนิติบัญญัติ โดยส่วนตัวแล้วผมจะสนับสนุนให้ผ่าน ความเห็นชอบทุกฉบับครับ ส่วนในเรื่องเนื้อหาสาระในรายละเอียดนั้นก็ไปพิจารณากัน ในขั้นกรรมาธิการต่อไป เพื่อไม่หยุดยั้งกระบวนการกฎหมายซึ่งมันมีจุดตั้งต้นอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉบับที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนได้รอมาเป็นเวลานาน ในวันนี้ พี่น้องประชาชนชาวไทยพลัดถิ่นก็ได้มาเยือนรัฐสภา ผมคิดว่าพระราชบัญญัติสัญชาตินั้น เป็นกฎหมายที่ยังมีปัญหาไม่จบสิ้นครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าบุคคลที่เกิดในช่วง ๒๕๑๕-๒๕๓๕ ในประเทศไทยนะครับ หลายคนไม่ได้การรับรองสัญชาติเป็นคนไทย แม้ว่าจะมีเรื่องของหลัก ดินแดน จะมีเรื่องของหลักสายเลือดอย่างไรก็ตามนะครับ อันนี้ก็คงจะต้องไปพิจารณากัน ในรายละเอียดต่อไป ผมก็หวังว่าคําว่า พี่น้องชาวไทยพลัดถิ่น นั้นจะหมายรวมถึงพี่น้องคนไทย ที่อยู่ในทุกพื้นที่ท้องถิ่นของประเทศไทย และมีชาติพันธุ์ที่อาจจะไม่สะท้อนถึงวัฒนธรรม กระแสหลักนะครับ ที่ผมว่าวัฒนธรรมกระแสหลักนี่ผมหมายถึงกระแสหลักที่นับเนื่องมาจาก กรุงศรีอยุธยา เพราะผมคิดว่ามีพี่น้องชาวไทยที่อยู่ตอนเหนือ พี่น้องชาวไทยที่อยู่ตอนใต้ ที่มีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะไม่ได้นับเนื่องวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับกระแสหลัก แต่ก็ถือว่าเป็นคนไทยครับ ภาษาโดยส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในตระกูลไทยครับ เพราะฉะนั้น ผมก็หวังว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นจะครอบคลุมถึงพี่น้องคนไทยทุกกลุ่มครับ ส่วนร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ในการพิจารณาอยู่แล้ว เช่น องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ผมก็คิดว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของพี่น้องประชาชนซึ่งควรจะต้องได้รับการเร่งพิจารณา ขณะนี้ มีคดีเกี่ยวกับเรื่องผู้บริโภคอีกมากมายมหาศาลที่ไม่ได้รับการแก้ไขครับ แม้ว่าเราจะได้มี วิธีพิจารณาคดีเกี่ยวกับผู้บริโภคออกไปแล้วเมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมานะครับ แต่ก็ปรากฏว่า กลับเป็นปัญหาต่อผู้บริโภคและเปิดช่องให้ผู้ให้บริการหรือเจ้าของกิจการนั้นสามารถ ที่จะฟ้องกลับหรือเอาไปหาประโยชน์ แล้วในท้ายที่สุดคนที่เสียเปรียบก็ยังคงเป็นผู้บริโภค เช่นเดิม
มีเรื่องที่ต้องขอประทานอนุญาตท่านประธานนะครับว่าโดยส่วนตัวผมเอง ก็ไม่สบายใจ แล้วก็จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากพูดถึงแต่ว่าจําเป็นต้องพูดถึงครับ เพราะว่าผมเอง เป็นคนเดียวในสภานี้ที่เป็นตัวแทนพี่น้องคนพิการ แล้วก็เป็นจํานวนพลเมืองที่จะมีมากขึ้น เรื่อย ๆ นะครับ ตามอัตราส่วนของผู้สูงอายุ ขณะนี้เรามีคนพิการทั้งที่จดทะเบียนแล้ว และไม่ได้จดทะเบียน อยู่ประมาณร้อยละ ๑๐ ของประชากร และจะต้องเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ไม่ว่าท่านจะรักหรือไม่รัก ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม คนพิการจะมีเพิ่มขึ้น ในทุกสังคมครับ ยิ่งเราอายุยืนขึ้นเท่าไร ตายช้าเท่าไร ตายยากเท่าไร เราก็จะมีคนพิการ มากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ยิ่งเรามีภัยพิบัติมากเท่าไร ยิ่งเรามีอุตสาหกรรมพัฒนาไปมากขึ้นเท่าไร เราก็จะมีคนพิการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ แต่อย่างว่านะครับ มีผู้นําคนพิการซึ่งกระผมเอง มีโอกาสได้ไปร่วมประชุมในองค์การสหประชาชาติเมื่อปีที่ผ่านมา เขากล่าวเป็นภาษาอังกฤษ น่าฟังนะครับ ผมจะขออนุญาตบังอาจพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ แล้วจะแปลเป็น ภาษาไทยนะครับ เขาบอกว่า เพอร์ซัน วิธ ดิสซะบิลลิที ออน เดอะ เฟิร์ส ทู บี ฟอร์กอทเทิน แอนด์ เดอะ ลาสท์ ทู บี ริเมมเบอะ (Person with disability on the first to be forgotten and the last to be remember) ในสภาวะที่คนมีความสุขบ้างทุกข์บ้างในสภาวะปกติ คนพิการก็ยังเป็น กลุ่มแรกที่ถูกลืมและเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่คนนึกถึง เดอะ เฟิร์ส ทู บี ฟอร์กอทเทิน เดอะ ลาสท์ ทู บี ริเมมเบอะ และยิ่งในสภาวะที่เกิดภัยพิบัติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นกันตําตา อยู่นี่นะครับ มหาอุทกภัย ๒๕๕๔ คนพิการก็ยังคงครองแชมป์ (Champ) การเป็น เดอะ เฟิร์ส ทู บี ฟอร์กอทเทิน แอนด์ เดอะ ลาสท์ ทู บี ริเมมเบอะ
ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านขั้วการเมือง ผ่านพรรคการเมือง มามากมายครับ เริ่มยกร่างกันตั้งแต่หลังปีคนพิการสากล ก็คือปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ เกือบจะผ่านความเห็นชอบในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ขอประทานโทษนะครับ ที่ต้องเอ่ยนาม แต่ก็เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง มาผ่านความเห็นชอบในสมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ครับ ผมเองโดยส่วนตัวก็ไม่ได้นิยมรัฐประหาร อะไรเลยนะครับ แต่ไม่รู้เป็นเจ้ากรรมนายเวรอะไรนะครับ กฎหมายด้านสังคมหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายคนพิการนี่ในระดับพระราชบัญญัติไม่เคยผ่านความเห็นชอบ จากสภาในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยเลยครับ เป็นที่น่าน้อยใจเหลือเกิน ต้องรอให้มี รัฐประหารเสียก่อนจึงจะผ่านครับ กฎหมายฉบับดังกล่าวชื่อว่า พระราชบัญญัติการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. ๒๕๓๔ ครับ มีความบกพร่องอยู่พอสมควร แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี สมัยนั้นได้ถือว่าเป็นกฎหมายด้านสังคมที่เปิดศักราชใหม่ของประเทศไทย ใช้มา ๑๐ ปีครับ มีข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยอาศัยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ สมัยนั้นท่านนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้กรุณาแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณายกร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ซึ่งขณะนั้นท่าน ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ผมเองก็อยู่ในอนุกรรมการ ดังกล่าวด้วย การพิจารณาร่างปรับปรุงฉบับนั้นทําควบคู่ไปกับการที่ประเทศไทยได้ส่งผู้แทน ไปเจรจายกร่างและพิจารณาร่างอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการครับ ซึ่งกระผมเองก็ได้รับ ความไว้วางใจมอบหมายให้ไปเป็นผู้แทนประเทศไทย เป็นคนพิการคนแรกในที่ประชุม คณะกรรมการเฉพาะกิจที่ยกร่างที่ทําหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้แทนจากรัฐบาล เพราะฉะนั้น หลักการของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมาย ภายในประเทศ จึงได้มีการแลกเปลี่ยนผสมผสานกลับไปกลับมาจนกระทั่งประเทศไทย ได้ชื่อว่าเป็นแกนนําในการยกร่างอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนด้านคนพิการฉบับแรก ของโลก มีประเทศไทยเป็นแกนนําครับ เผอิญร่างพระราชบัญญัติฉบับปรับปรุงก็คือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น ร่างเกือบเสร็จแล้ว ก็มีอุบัติเหตุทางการเมืองเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน แล้วไปผ่านความเห็นชอบ เป็นกฎหมายออกมาในสมัย สนช. สมัยท่านนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ เห็นไหมครับ ผ่านการเมืองแทบจะเรียกว่าทุกฝ่าย ทุกขั้วเลยครับ แล้วไม่มีใครตั้งข้อรังเกียจใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นได้เป็นผู้ยกร่างร่วมพิจารณาอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ คนพิการตั้งแต่ต้น จึงมีเสียงเรียกร้องว่าทําไมประเทศไทยจึงไม่ให้สัตยาบัน เรามีประเพณี ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศเสียก่อน และช่วงระยะเวลานั้นเมื่อผ่าน ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งขณะนั้น ต้องรีบเอาเข้าสภา เพราะว่ากลัวว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วกฎหมายฉบับนี้จะผ่านยากอีก ก็เลยต้อง รีบพิจารณา มีข้อบกพร่องบางประการเกิดขึ้นครับ เพราะว่าการพิจารณาในช่วงท้ายสุดมีปัญหาบางประการ แต่ว่าเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จึงต้องรีบเสนอเสียก่อน และก็ได้รับการพิจารณาเห็นชอบไป ประเทศไทยจึงพร้อม และให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการเป็นลําดับต้น ๆ เช่นกัน ในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครครับ และเมื่อได้ให้สัตยาบันแล้ว ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็ได้มีการอนุวัตตาม ได้มีการเร่งออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เมื่อใช้มาแล้ว ๓-๔ ปี เราก็พบว่าสิ่งที่มันเป็นข้อบกพร่อง มันจําเป็นต้องได้รับการแก้ไขจริง ๆ ครับ เช่น กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นนิติบุคคล มีความ ไม่คล่องตัว มีความยุ่งยาก ใช้ระบบราชการเข้ามา มันก็ไม่เกิดมรรคเกิดผลในการพิจารณา ในการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็เตรียมเสนอร่างเข้ามาครับ โดยทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระดมความเห็นจากภาคส่วนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการทั่วประเทศได้ร่วมกัน พิจารณา เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เสนอเข้ามาแล้วครับ ผ่าน ครม. เรียบร้อยแล้วครับ จ่อจะ เข้าสภาเรียบร้อยแล้วครับ ข้างฝ่าย ส.ส. พรรครัฐบาลขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยพรรค ชื่อบุคคลมากมายนะครับ โดยท่าน ส.ส. อรรถวิชช์ ก็ได้กรุณารวบรวมรายชื่อเสนอภาคของ ส.ส. เข้ามาด้วย ก็เผอิญได้มีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นครับ มีการยุบสภา ซึ่งก็ทําให้ร่างทั้งของรัฐบาลและของ ส.ส. ตกไปครับ กระผมเองเผอิญมี ความใกล้ชิดสนิทสนมกับท่าน ส.ส. พิษณุ หัตถสงเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันท่านอยู่ในวิปรัฐบาล ต้องขอประทานโทษต้องเอ่ยชื่อท่านอีกแล้วครับ ท่านก็บอกว่าไม่เป็นอะไรอาจารย์เดี๋ยวผม จะเตรียมยื่นเสนอให้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลเองก็ต้องยืนยันนะครับ เพราะร่างรัฐบาลควรจะเป็นร่างฉบับหลัก คนพิการเราก็เป็นแฟนพรรคการเมืองทุกพรรคล่ะครับ ในส่วนที่จะต้องเดินทางไปพบกับพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ไปกันครับ รวมทั้งไปพบกับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในขณะที่ท่านกําลังหาเสียงอยู่ ท่านก็บอกยินดีสนับสนุน เมื่อท่านชนะ การเลือกตั้งแล้วท่านก็ยังบอกอีกครับว่ายินดีสนับสนุน คนพิการก็ยินดีครับ แต่ปรากฏว่า ใจจดใจจ่อรอคอยจนถึงเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ก็ได้พบว่าร่างฉบับที่รัฐบาลบอกว่ายินดี สนับสนุนมันไม่ปรากฏใน ๒๔ ฉบับ จากความดีใจเป็นความเศร้าครับ ไม่รู้จะต้องรอให้มี รัฐประหารอีกหรือเปล่ากฎหมายแบบนี้จึงจะเข้าสภานะครับ ก็ต้องขอร้องกันล่ะครับว่า ไหน ๆ ท่านพิษณุท่านก็เสนอแล้วในภาคของ ส.ส. ท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยกรุณา ลงนามด้วยครับ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับการเงินอย่างไรท่านนายกรัฐมนตรี ต้องลงนามครับ แล้วขอความกรุณาเถอะครับว่ารัฐบาลก็กรุณารีบส่งเข้ามาเถอะครับ กฎหมายฉบับนี้มีแต่คุณ ไม่มีโทษครับ ประเทศไทยกําลังจะได้รับการยอมรับทั่วโลก ในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็เรื่องด้านคนพิการนี่ละครับ เพราะว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนในสาขาอื่น ประเทศไทยไม่ค่อยได้รับการยอมรับครับ ทางพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ยังเชื่อว่าท่านก็ยังควร เสนอเข้ามาครับ เพื่อให้มีความหลากหลาย และเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมว่ากฎหมาย ด้านคนพิการนั้นเป็นกฎหมายที่สะท้อนความหลากหลายทางการเมือง เห็นพ้องต้องกันครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านก็ได้กรุณาบอกผมว่ายินดีสนับสนุนตั้งแต่ที่พบท่าน ที่พัทลุงเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ก็ขอความกรุณาว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้โปรดเสนอเข้ามาด้วยครับ อีกไม่กี่ปีเราจะมีผู้สูงอายุเป็นร้อยละ ๒๐ และผู้สูงอายุนี่แหละครับจะมีความพิการเป็นจํานวนมาก ถ้าเราไม่เตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เอาไว้ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่เตรียมระบบบริการสาธารณะที่ครอบคลุมไว้ตั้งแต่วันนี้ เราจะมี ปัญหามากครับ ว่าจะมีคนตกหล่น จะมีการเลือกปฏิบัติ จะมีหลายมาตรฐานในการให้บริการ ประชาชน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ หลังน้ําลด ระบบข้อมูลข่าวสารที่สื่อกันไม่รู้เรื่องก็เพราะว่า เรามีฟอร์แมท (Format) ของระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายเหลือเกิน ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันครับ ต้องอาศัยกฎหมายในการบังคับใช้ เราจะต้องมีมาตรฐาน การก่อสร้างที่เป็นสากลครับ สิ่งเหล่านี้อยู่ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิตคนพิการ ท่านทั้งหลายที่กําลังนั่งอยู่ ยังอยู่ในวัยรุ่นหนุ่มสาวอาจจะไม่คิดอะไรครับ แต่เมื่อท่านแก่ตัวลงเมื่อหูตาฝ้าฟาง ขยับร่างกายก็ไม่ค่อยสะดวก ท่านจะกลับไปนอน หยอดข้าวต้มให้ลูกหลานเลี้ยงหรือว่าท่านจะมีชีวิตอยู่อย่างสง่าผ่าเผยจนลมหายใจ เฮือกสุดท้ายของชีวิต ท่านจะเอาแบบไหนครับ ถ้าท่านต้องการที่จะมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ ต่อไป ไม่ว่าท่านจะอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี หรือ ๙๐ ปี ขอโอกาสให้กฎหมายด้านคนพิการเถอะครับ ไม่ต้องรอให้มีรัฐประหาร เพราะผมไม่อยากให้มีอีกแล้ว ผมไม่อยากให้มีสิ่งเหล่านั้นอีกแล้วครับ ไม่ต้องรอให้มีอีกแล้วครับ เสนอเข้ามาในรัฐบาลประชาธิปไตยชุดนี้ละครับ แล้วผมจะรอ จะรอพิจารณาร่วมกับพี่น้องในวุฒิสภา จะรอพิจารณาร่วมกับพี่น้องในรัฐสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
เพื่อนสมาชิกครับ ขณะนี้ มีท่านสมาชิกที่แสดงความจํานงจะขออภิปรายอีก ๑๕ ท่านนะครับเฉพาะเรื่องนี้ ผมขอหารือ เพื่อนสมาชิกว่าเราควรจะกําหนดเวลาสักเท่าไรดีครับต่อท่าน เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมว่าเรื่องเรามันมากนะครับแล้วก็เป็นวันสุดท้าย ผมอยากจะเสนอท่านประธานว่าสักท่านละ ๗ นาทีได้ไหมครับ เสนอท่านละ ๗ นาทีครับ ท่านประธานครับ
ท่านเสนอ ๗ นาที มีท่านอื่น เชิญครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าด้วยความเคารพนะครับ อยากจะให้กฎหมายได้ผ่านไปเร็ว เหมือนกัน ผมคิดว่าไม่เกินท่านละ ๕ นาที ก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมังครับท่านประธาน เสนอนะครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม หมอสุกิจ จากจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ เพราะฉะนั้นผมว่าให้เวลาสักนิดหนึ่งครับ ๑๐ นาที กําลังเหมาะครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับท่านอรรถวิชช์ที่เสนอ ๕ นาทีนะครับ ก็เห็นด้วยครับ เพราะว่าเรามีเรื่องพิจารณามากเหลือเกินครับ ท่านที่จะอภิปรายก็ช่วยกระชับนะครับ ผมคิดว่าเป็นไปได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ครับ ผมจะขอประทานความกรุณาจากท่านประธาน นิดหนึ่ง เนื่องจากผมต้องกลับไปทําหน้าที่ในห้องประชุมงบประมาณในช่วงบ่ายโมง แต่ผมมองไปข้างหลังผมแล้วคนไทยพลัดถิ่นกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าผมคงไม่สบายใจถ้าผมต้องกลับไปโดยไม่มีโอกาสพูดถึงเรื่องคนเหล่านี้ ผมจะขอเวลา ท่านประธานสัก ๕ นาทีสั้น ๆ ก่อนผมจะไปทํางานในหน้าที่ต่อไปครับ
ส่วนใหญ่ก็คง ๕ นาที มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เอา ๕ นาทีก่อนแล้วกัน นะครับ ถ้าหากว่าจําเป็นต้องเกินก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมขอเป็น ๕ นาทีก่อนนะครับ เชิญท่านพิเชษฐครับ ท่านอยู่ในคิวหรือเปล่าครับนี่
ท่านประธานครับ ผมอยู่ในคิว แต่ผมจะขอความกรุณาว่าถ้าท่านประธานจะกรุณาผมจะรีบกลับไปทํางาน
เชิญท่านครับ
ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม มีคนไทยกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมกันอยู่ที่หน้ารัฐสภาจํานวนหลายพันคน คนเหล่านี้เดินเท้ามาจากด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นระยะทาง ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร มาขอความเป็นธรรมจากรัฐสภาเป็นที่พึ่ง มาถึงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ท่านประธานครับ โปสเตอร์ (Poster) ที่ถือมาหลายอย่างว่า ไทยพลัดถิ่น ทําให้ถิ่นไทยพลัดไป ทําให้คนไทยต้องพลัดถิ่น ๑๐๐ ปีที่เสียดินแดน ลูกหลานไทยแต่ไร้สัญชาติ เดินเท้าเข้าสภา เพื่อทวง พ.ร.บ. สัญชาติว่าด้วยการคืนสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ ลาด่านสิงขร ลาพม่า เพื่อกลับมาตุภูมิ เมื่อแดนเหล่านั้นกลายเป็นสมรภูมิสนามรบ
ท่านประธานครับ ผมก็เลยขอให้ข้อมูลคนเหล่านี้สักนิดหนึ่งว่า คนเหล่านี้ เป็นคนไทยแท้ ๆ ครับ เชื้อสายพันธุ์ไทยแท้ ๆ เคยอยู่ที่เมืองมะริด เคยอยู่ที่ตะนาวศรี เคยอยู่หลายแห่งที่เป็นดินแดนของไทย แต่ต่อมาเนื่องจากว่ามีสงครามเผ่าพันธุ์ในประเทศพม่า แล้วก็มีการแบ่งแยกดินแดนบางส่วนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยไทยเราต้องเสียดินแดน ส่วนหนึ่งออกไป ดินแดนที่คนไทยเหล่านี้อยู่ก็ถูกขีดเส้นเป็นดินแดนพม่าไป พม่าก็ไม่ยอมรับ เพราะถือว่าเป็นคนไทย ถูกข่มขี่ข่มเหงจากพม่าสารพัด ในที่สุดจํานวนหนึ่งก็ได้หนีกลับมาสู่ มาตุภูมิ มาอยู่ตามแถวจังหวัดพังงา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บางส่วนอยู่ที่จังหวัดตราด อยู่ที่เมืองชายแดนหลายส่วน แต่กลับกลายเป็นคนต่างด้าว คนไทยไม่ยอมรับว่าคนเหล่านี้ เป็นคนไทย ทั้งที่เขามีเชื้อสายไทยแท้ ๆ นะครับ เขาสูญเสียสิทธิหลาย ๆ อย่างนะครับ ตั้งแต่แรกเข้ามา ไม่มีสิทธิในการแจ้งเกิด ไม่มีสิทธิในการแจ้งตาย ไม่มีสิทธิในการออกบัตร ประชาชน เลยไม่มีสิทธิในการทํางาน ขาดซึ่งสิทธิมนุษยชนทุก ๆ อย่าง ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนไทย แท้ ๆ สายพันธุ์ไทย พูดภาษาไทย สําเนียงปักษ์ใต้ครับท่านประธาน เขาต่อสู้มา ๔๐ ปี เต็ม ๆ เลยครับ จากคนหนุ่มคนสาวกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว จากเด็กก็กลายเป็นคนหนุ่มไปแล้ว คนเกิดใหม่อีกจํานวนมากนะครับ ขณะนี้ตั้งแต่แรกก็มีอยู่สักประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แต่ก็รวมตัวเป็นเครือข่ายสมาชิกประมาณ ๕,๕๐๐ คน วันนี้มีปัญหาเรื่องสัญชาติอยู่ ๓,๗๐๐ กว่าคน เนื่องจากว่าเกิดในแผ่นดินไทย พม่าก็ไม่ยอมรับ คนไทยก็ไม่ยอมรับ กลับมาพึ่งแผ่นดินแม่ก็มีปัญหาเหล่านี้ เพราะปัญหาเรื่องสัญชาติอย่างเดียวนะครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้เราจะเจอว่า ต่างประเทศนานาชาติ ไม่ว่าญี่ปุ่น ไม่ว่าอังกฤษ ไม่ว่า สหรัฐอเมริกา ทุ่มทุนจํานวนมหาศาลในการติดตามคนของเผ่าพันธุ์ของตนเองที่ต้องเสียชีวิต ที่ต้องสูญหายจากสงครามทั่วโลก โดยถือหลักคติว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องถูกระบุสัญชาติ ดั้งเดิม โดยถือมติว่ามนุษยชนต้องได้รับการฟื้นฟูสิทธิตามสัญชาติและเผ่าพันธุ์เพื่อศักดิ์ศรี แห่งความเป็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเมืองไทยวันนี้เรามากมายไปด้วยคนต่างสัญชาติ มากมายไปด้วยคนเขมร คนลาว คนสารพัดมาทํางานอยู่อย่างมีความสุขในประเทศไทย แต่คนไทยเหล่านี้เป็นสายพันธุ์ไทยแท้ ๆ เขาขอเพียงแค่พระราชบัญญัติสัญชาติ เพื่อพิสูจน์ ความเป็นคนไทยของเขา เพื่อให้สิทธิของเขา เพื่อให้เขาได้กลับมาอยู่บนแผ่นดินแม่ ด้วยความสงบสุข เพื่อให้ลูกไทยเชื้อสายไทยทั้งหลายที่เกิดมาวันนี้ได้สิ้นจากปัญหาทั้งหลาย ที่ท่านประสบอยู่ ผมเลยฝากรัฐสภาเราวันนี้ขอความกรุณาช่วยพิจารณาเพื่อหลายท่านนะครับ ที่มองเห็นอยู่ข้างบนครับ ประมาณสัก ๕,๐๐๐ กว่าคน วันนี้มีชีวิตเป็นคนไทยที่ไม่สามารถ อยู่ในแผ่นดินไทยได้ ไม่ได้รับการยอมรับ กลับไปอยู่พม่าก็ถือว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทย มีแต่ถูกข่มเหงรังแกตัดสิทธิหลายประการทั้งหลายนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ๕ นาที ขอฝากรัฐสภาเราได้โปรดพิจารณาคืนให้ความเป็นธรรมกับคนเหล่านี้ด้วยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านไพจิต ศรีวรขาน ครับ ท่านไพจิตไม่อยู่ใช่ไหมครับ ต่อไปเป็นท่าน เชิญท่านพีระพันธุ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้เวลาภายในระยะเวลาสั้น ๆ ๕ นาทีตรงนี้นะครับ เพื่อขออนุญาตกราบเรียนสอบถามทางท่านรัฐมนตรี ปัญหาหนึ่ง ของประเทศซึ่งเป็นปัญหา
ขออนุญาตนะครับท่าน ท่านจะกรุณารอหรือว่าจนถึงคิวของฝ่ายค้านได้ไหมครับ เพราะว่าต่อจากนี้ไปก็จะเป็น ฝ่ายรัฐบาลไม่อยู่ก็จะเป็นฝ่าย ส.ว. นะครับ เชิญท่านสมชาย แสวงการ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก็คงขอบคุณ รัฐบาลที่นําร่างกฎหมาย ๒๔ ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่กฎหมายซึ่งผ่านขั้นตอน โดยเฉพาะผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่ท่านเองถึงแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้ววันนี้มาเป็นรัฐบาลก็ตาม ก็ถือว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านรับหลักการวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม ไปเรียบร้อยแล้ว กฎหมายก็มาอยู่ในชั้นวุฒิสภา ๖ ฉบับ ซึ่งก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการดําเนินการในวาระที่หนึ่ง ไปแล้ว ๒ ฉบับใน ๖ ฉบับที่ท่านเอากลับเข้ามานั้นก็เป็นประโยชน์ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของ พ.ร.บ. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตามด้วยกฎหมายเรื่องสัญชาติ แต่ก็เสียดาย อีก ๔ ฉบับที่รัฐบาลควรจะได้นํากลับเข้ามาด้วย โดยเฉพาะกฎหมายสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งที่ผ่านมา เราก็จะพบปัญหามากมายนะครับ และวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ พี่น้องที่ได้รับผลกระทบ จากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วันนี้ผมก็อยากเรียนถามรัฐบาลว่าการเยียวยา การดูแล รักษา การช่วยเหลือเขาไปถึงไหน หรือว่าสะดุดหยุดลง ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทําตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ต้องฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐบาลนะครับ ว่าขอให้ได้โปรดนํากลับเข้ามา ท่านจะเสนอร่างมาใหม่หรืออย่างไรนะครับ ถึงแม้ขั้นตอน ตรงนี้มันหายไป ในอนาคตก็ต้องมีนะครับ ก็กราบฝากเรียนด้วยว่าเรื่องนี้สําคัญและจําเป็น ต่อการแก้ปัญหาเรื่องนี้
ประการถัดมา ก็คงเป็นเรื่องของร่างพระราชบัญญัติที่น่าเสียดายฉบับหนึ่ง ก็คือ พ.ร.บ. การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... ต้องเรียนตามตรงว่าขณะนี้สถานการณ์ การเมืองถึงแม้จะเข้าที่เข้าทางมาระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคาดว่าจะเกิดการชุมนุม แล้วก็เกิดปัญหาเช่นนี้อีก เราคงไม่อยากเห็นประเทศเป็นอนาธิปไตย ตอนนี้ใครไม่ชุมนุม ใครไม่ปิดถนน ใครไม่เรียกร้อง นั่นหมายความว่าบ้านท่านก็ต้องน้ําท่วม ท่านก็ไม่ได้รับ การเหลียวแลจากสื่อมวลชน ท่านก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก ศปภ. วันนี้หมู่บ้านเมืองเอก คูคต คลองสามวา แจ้งวัฒนะ ๑๔ หรือทุก ๆ ที่ในเมืองนนท์ บางบัวทอง ต้องชุมนุม ต้องประท้วง ต้องปิดโทลล์เวย์ (Tollway) ปิดถนน ท่านต้องการอย่างนั้นใช่ไหมครับ ผมว่า ยังมีพี่น้องอย่างน้อยในเขตรอบนอก ไม่ว่าจะเป็นด้านฝั่งตะวันตกนะครับ อย่างทวีวัฒนา หรือพี่น้องที่ศาลายา ที่นครปฐม เราต้องปิดถนนกันอีกไหม อะไรเหล่านี้ผมคิดว่าก็คง ไม่อยากจะก้าวล่วงมาพูดกันตรงนี้ แต่ต้องบอกว่าก็ขอให้รัฐบาลและ ศปภ. เร่งระดม เครื่องมือความช่วยเหลือทั้งหมด เพราะปัญหานั้นอยู่ในวงจํากัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสูบน้ํา เครื่องผลักดันน้ํา แล้วก็เครื่องจักรหนัก แทนที่ท่านจะไปกู้นิคมอุตสาหกรรมอยู่ ท่านต้องกู้บ้านเรือนราษฎรในขณะนี้ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือ ผมขออนุญาตไปนอกเรื่อง แต่ทั้งหมดที่ต้องพูดเพราะว่า ณ วันนี้เราได้รัฐบาลท่ามกลางการชุมนุมที่มาจากการชุมนุม แล้วก็กลายเป็นประเพณีนิยมก็ต้องชุมนุม ต้องเรียกร้อง ต้องปิดถนนแล้วเราจึงจะได้สิ่งที่ เรียกร้อง มันจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่อันตรายในอนาคต ผมเห็นว่ากฎหมายที่รัฐบาลที่แล้ว แล้วก็เข้าในชั้นวุฒิสภาแล้ว นั่นคือ พ.ร.บ. การชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... นั้นมีลักษณะการส่งเสริมประชาธิปไตย มีลักษณะการควบคุมให้มีวินัยในระดับหนึ่ง มีความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะมี ข้ออ่อนอยู่บ้างซึ่งวุฒิสภากําลังพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้อํานาจศาล ในการหยุดยั้งการชุมนุม ซึ่งอาจจะเป็นการก้าวล่วงหรือดึงอํานาจตุลาการเข้ามาเกี่ยวก็ตาม ตรงนั้นเป็นข้อเล็กน้อยซึ่งผมคิดว่าแก้ในหลักการบางส่วนได้ แล้วก็ทําให้กฎหมายนั้นเดินหน้า ต่อไป แต่คําถามที่ผมค้างคาอยู่ในใจก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวรัฐบาลกลับไม่ รับรอง นั่นหมายความว่าในอนาคตถ้าเราเกิดการชุมนุมเกิดขึ้น ไม่ว่าการชุมนุมทางการเมือง ที่อาจจะเกิดเพราะความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเกิดเพราะการที่จะมีการนิรโทษกรรม หรือ การกระทําใด ๆ เพื่อให้บางคนพ้นผิดนั้น ท่านจะใช้กฎหมายอะไรครับ ท่านจะใช้ การปราบปรามหรือไม่ อันนี้เป็นคําถามที่ค้างคา อย่างไรก็ตามก็ฝากเรียนนะครับว่ารัฐบาล ควรเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเข้ามาสู่สภาใหม่โดยเร็ว นอกเหนือจากที่ท่าน รับรองในเรื่องของ พ.ร.บ. องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งจะเป็นประโยชน์ เพราะเป็น กฎหมายที่ประชาชนเสนอแล้ว แล้วก็กฎหมายอื่น ๆ แล้ว ที่เหลือผมคิดว่ารัฐบาลต้องรีบ ดําเนินการ อย่าให้เรารอนาน แล้วผมคิดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ นั้นมันไม่รอ ขอบคุณครับ
ครับ ตอนนี้มีเพื่อนสมาชิก ฝ่ายค้านยังไม่ได้พูดอีกเยอะเลยนะครับ แต่ฝ่ายรัฐบาลเหลือท่านเดียวนะครับ ผมขอให้ ฝ่ายค้าน ๒ ท่านติดกันเลยนะครับ มีท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์ แล้วก็ท่านคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้เห็นการยืนยันร่างกฎหมายของรัฐบาลแล้วนะครับ หลายท่านพยายามจะพูดว่าที่จริงแล้วกฎหมายพวกนี้ตกไปแล้ว ซึ่งทําให้เราเห็นว่าพยายาม ที่จะบอกว่า นี่เป็นบุญคุณของรัฐบาลนะที่ได้เอากฎหมายพวกนี้กลับเข้ามาอีก จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะว่าเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ไม่อยากให้กฎหมายที่มันผ่านขั้นตอนของสภาไปแล้วตกนะครับ เพราะถือว่า ได้รับการรับรองจากสภาไปแล้ว แต่ก็เมื่อมาเห็นการยืนยันของรัฐบาลในครั้งนี้แล้วผมก็รู้สึก ผิดหวัง ถ้ากฎหมายที่ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาก็ไม่เป็นไรครับ แต่บางฉบับผ่านสภาไปแล้ว ๓ วาระครับ ท่านก็ไม่เอา ซึ่งถ้าผมเห็นด้วยกับท่านถือว่าผมดูถูกตัวเอง ถือว่าผมดูถูกสถาบัน ของตัวเอง ถือว่าดูถูกสถาบันรัฐสภา และต่อไปในภายภาคหน้าพี่น้องประชาชน เขาก็จะ กลับมาถามว่า แล้วกฎหมายทั้งหลายที่มันผ่านสภาไปแล้วมันผ่านกันอย่างถูกต้องหรือ ทําไม ขนาดอันนี้ผ่านแล้วเขาถึงไม่เอานะครับ ที่จริงแล้วผมมีเรื่องจะพูดเยอะแต่ก็จะตัดให้สั้นลง ตามเวลาที่ท่านประธานต้องการนะครับ สําคัญก็คือเหตุผลของท่านที่เอามาอ้างในการไม่เอา กฎหมายบางฉบับนี้มันข้าง ๆ คู ๆ ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนนะครับ อย่างเช่น พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. .... กฎหมายฉบับนี้ผ่าน ๓ วาระของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วนะครับ แล้วผ่านวาระแรกของวุฒิสภาไปแล้ว ท่านไม่เอาครับ ทั้ง ๆ ที่ตอนผ่านสภา ทุกขั้นตอนผมยืนยันได้ว่าแทบจะไม่มีคนค้านเลย แทบจะมีคนเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย ก็ว่าได้
แล้วที่สําคัญก็คือเหตุผลที่ท่านบอกว่าท่านไม่เอา ผมจะอ่านให้ฟังนะครับ ท่านประธานครับ บอกว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีปัญหาในหลักการและในทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิบางประการ เวลาจะไม่เอาก็อ้างอย่างนี้แหละครับ จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ครับ กฎหมายฉบับนี้แก้ให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐ เวลาที่เขาเจ็บป่วยหรือว่า ได้รับอันตรายจากการทํางานได้ง่ายขึ้น เดิมทีเมื่อก่อนเวลาเจ็บป่วยหรือว่าได้รับอันตราย ไปได้ที่เดียวคือท้องที่ของตัวเอง หลังจากพวกเราทําการแก้ไขนะครับสามารถไปได้ทุกที่ครับ ไปได้ในสํานักงาน ติดต่อไปแจ้งเรื่องได้ที่สํานักงานทุกแห่งของประกันสังคม ถือว่าเป็นการให้ความสะดวก เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นเหตุผลที่มาอ้างข้อแรกนี่ไม่จริงครับ แล้วบอกว่าเป็นกฎหมาย ที่มีความสลับซับซ้อน สมควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และมีส่วนร่วม ของภาคประชาสังคม กฎหมายฉบับนี้กว่าจะได้แก้ตั้งหลายปีครับ เดิมก็คือร่างกฎหมายเดิม พ.ศ. ๒๕๓๗ ใช้เวลาตั้งหลายปีกว่าจะได้แก้ครับ ได้ผ่านการพิจารณา ได้ผ่านการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนมาอย่างมากมาย แล้วก็ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลยครับ เทียบกับ พระราชบัญญัติงบประมาณที่พวกผมกําลังพิจารณาอยู่วันนี้ เทียบกันไม่ติดเลยครับ ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ควรจะมาอ้างเลยว่าจะไม่เอากฎหมายฉบับนี้ และจริง ๆ แล้วผมขอเรียน นะครับว่าพี่น้องประชาชน พี่น้องผู้ใช้แรงงานทั้งหลายคงไม่มีโอกาสได้รู้ละครับว่ากฎหมาย ฉบับนี้ได้ให้ประโยชน์กับเขามากมายขนาดไหน เพิ่มขึ้นจากเดิม อย่างเช่น เมื่อก่อนนี้เวลา เจ็บไข้ได้ป่วย หรือว่าได้รับอันตรายจากการทํางาน เขาได้รับชดเชยแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ กฎหมายฉบับนี้ขยายให้เป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ หลังจากผ่านวาระที่สามของสภา ไปแล้ว เดิมทีเมื่อก่อนเมื่อถึงแก่ความตายหรือสูญหายก็จะได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และเดิมได้รับชดเชยแค่ ๑๒ ปี ฉบับใหม่ แก้ให้เพิ่มเป็น ๑๕ ปีนะครับ ผมว่าสิ่งเหล่านี้พี่น้องผู้ใช้แรงงานคงไม่รู้ และกฎหมายฉบับนี้ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เป็นกฎหมายเฉพาะผู้ใช้แรงงานเป็นกฎหมายของคนทั่วไปนะครับ ที่คนที่เขาจะก้าวเข้ามาสู่แรงงานอีกจํานวนมากมาย ผมถึงรู้สึกผิดหวังกับวิจารณญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการไม่ให้เกียรติกับสถาบันรัฐสภานะครับ เพราะว่าได้ผ่าน ความเห็นชอบ ๓ วาระแล้วนะครับ ก็ต้องเรียนถามสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเลยครับ ว่าในเมื่อเขามีความเห็นอย่างนี้เราจะเอาอย่างไรครับ เราจะยอมให้เขามาดูถูกวิจารณญาณ ของพวกเรา ดูถูกการทํางานของพวกเราหรือ เพราะฉะนั้นในบางส่วนผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วย กับการพิจารณากฎหมาย การยืนยันกฎหมายของรัฐบาลในวันนี้ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ต่อกรณีที่รัฐบาลส่งร่างกฎหมาย ๒๔ ฉบับให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น ดิฉันได้อ่าน จดหมายแล้วก็อ่านหนังสือเอกสารประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้วยแล้ว จึงมี ข้อสงสัยมากว่า ทําไมกฎหมายที่ทางคณะปฏิรูปเสนอว่าเป็นร่างกฎหมายที่สําคัญ และจําเป็นที่สมควรให้พิจารณาต่อไป แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลนี้ นั่นก็คือ กฎหมายร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ดิฉันแปลกใจแล้วก็เสียดาย แล้วก็เสียใจมาก เพราะดิฉันเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล แล้วก็สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วย กฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่สมาชิกได้พูดไปแล้ว ได้ผ่านสภาไป ๓ วาระแล้ว อยู่ที่วุฒิสภาค่ะ ก็เช่นเดียวกันค่ะเป็นการดูถูกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้ความสําคัญ แล้วก็เป็นกฎหมายที่จะต้องออกอนุวัตตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ และเป็นกฎหมายที่ป้องกันประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขสภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เป็นการปกป้องและฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของประเทศ ท่านประธานคะ เรื่องนี้เหมาะแล้วก็เข้ากับ เหตุการณ์ในปัจจุบัน ดิฉันเสียใจมากที่รัฐบาลนี้ไม่เห็นความสําคัญของเศรษฐกิจของประเทศ อย่างน้ําท่วมคราวนี้เวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือว่าธนาคารโลกก็ประเมินว่าประเทศไทย ได้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท อันนั้นประการที่ ๑ ที่ ๗ นิคมอุตสาหกรรม เสียหาย รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีคนลงทุนเงินค่ามหาศาลเป็นแสนแสนล้านบาท ถูกอุทกภัย ครั้งนี้ทําลายโดยสิ้นเชิง มนุษย์ บ้าน ที่อยู่ของคนจํานวนนับสิบล้านถูกกระทบ รัฐบาลนี้ ไม่ให้ความสําคัญทั้ง ๒ ประการ คือทั้งเศรษฐกิจแล้วก็มนุษย์ด้วยค่ะ จึงจะเป็นอย่างอื่น ไปไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสําคัญกับเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นใจกับนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสุขภาพของประชาชนซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่งยวด กฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการที่จะ มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนและชุมชน แล้วท่านไม่ให้ความสําคัญกรณีมาบตาพุด รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้แก้ปัญหามาบตาพุดโดยการตั้งคณะกรรมการชั่วคราว องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว แต่ถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ไม่ออกมา โครงการใหญ่ ๆ อย่างน้อยที่สุด ๑๑ ประเภทก็จะถูกกระทบ ไม่ทราบว่า จะเป็นลูกผีหรือลูกคน จะได้ทําหรือไม่ได้ทํา กฎหมายฉบับนี้จะช่วยทําให้เกิดความมั่นใจ ดอกเตอร์โกร่งและคุณกิตติรัตน์ก็คงไม่ต้องวิ่งแจ้นไปที่ญี่ปุ่นไปขอให้คนมาลงทุน ถ้ารัฐบาล ไม่ได้แสดงหรือส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสําคัญและมีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการที่มี ผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนให้ชัดเจน วิ่งไปอีก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ก็คงไม่มีประโยชน์ค่ะ ในระยะยาวนะคะ
ท่านประธานคะ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับการพิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ก็ไม่คาดหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นได้หลังจากอุทกภัยครั้งใหญ่หลวงครั้งนี้ ของประเทศ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่า กฎหมายฉบับนี้อนุวัต ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง แล้วก็เป็นกฎหมายที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของประเทศ แล้วก็รักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเอาไว้ แล้วก็ สุขภาพของประชาชนเป็นที่ตั้งค่ะ อย่างที่อภิปรายเมื่อวานนี้ก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีใจที่จะ สนใจสุขภาพหรือความเป็นอยู่ของประชาชนเลยแม้แต่น้อย ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านประสิทธิ์ วุฒินันชัย ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ วันนี้ต้องขอกราบขอบคุณไปยังคณะรัฐมนตรี ที่ให้ความสนใจกฎหมายสําคัญ ๆ ถึง ๒๔ ฉบับ ที่ได้นําเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ ในวันนี้ กระผมขอหยิบยกร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... ที่สําคัญที่เสนอด้วย ประชาชนถึง ๑๐,๐๐๐ กว่าท่านด้วยกัน ในวันนี้ร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... นั้น มีความสําคัญมากครับ ท่านประธาน ที่เคารพ จังหวัดฝางที่จะตั้งใหม่นั้นซึ่งแยกมาจากจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่นั้น ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่รองจากกรุงเทพมหานคร แต่ทําไมพี่น้องในอําเภอฝาง อําเภอแม่อาย อําเภอไชยปราการ จึงมีความจําเป็นที่ขอแยกตั้งเป็นจังหวัดฝางละครับ เพราะอําเภอฝาง อําเภอแม่อาย อําเภอไชยปราการนั้นอยู่ในหุบเขาครับ แยกจากจังหวัดเชียงใหม่ชัดเจนครับ มีความจําเป็นมากที่จะตั้งเป็นจังหวัดฝาง เพราะห่างจากตัวศูนย์ราชการนั้นถึง ๑๕๐ กว่ากิโลเมตร การเดินทางสัญจรไปมาที่จะไปถึงศูนย์ราชการนั้นลําบากมากครับ เพราะเป็นเขาสูงชันครับ ทางคดเคี้ยว กว่าจะถึงได้นั้นต้องใช้ระยะเวลาเดินทางถึง ๓-๔ ชั่วโมงด้วยกันครับ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณทางคณะรัฐมนตรีที่ให้ความสําคัญกับร่างพระราชบัญญัติ ตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... ในวันนี้ ต้องขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้ากับสมาชิกรัฐสภาที่จะให้ ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... ในวันนี้ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนครับว่า ที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้สืบเนื่องมาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ ที่บัญญัติ เกี่ยวกับผลการยุบสภาต่อกรณีบรรดาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นรัฐสภา ชั้นสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ชั้นวุฒิสภา ผมกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่า ผลการยุบสภานั้น ไม่ได้ทําให้กฎหมายที่ค้างอยู่ทั้งหมดตกไป แต่กฎเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญก็คือให้เวลารัฐบาล ๖๐ วันที่จะเป็นคนใช้ดุลยพินิจในการที่จะเลือกยืนยันร่างกฎหมายฉบับใดให้กลับมาสู่ การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติได้ หลังจากนั้นจึงมีผลให้กฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาลมิได้ยืนยัน เป็นอันตกไป
ประเด็นที่ผมจะต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็คือว่า สําหรับ ๒๔ ฉบับที่ท่านยืนยันมานั้น แน่นอนผมเห็นด้วย แต่ประเด็นคําถามก็คือ สําหรับฉบับที่ท่านไม่ยืนยันมา ซึ่งมีผลทําให้กฎหมายต้องตกไป เพราะเหตุการณ์ที่รัฐบาลมิได้ใช้สิทธิยืนยันภายใน ๖๐ วันนั้น มีหลายฉบับที่ผมต้องขออนุญาต สอบถามผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านชี้แจงทําความเข้าใจกับ พี่น้องประชาชนที่หลายคนเขาตั้งความหวังไว้กับกฎหมายที่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสําหรับ พี่น้องประชาชนในการที่จะใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เวลาที่ให้ผมนั้นผมไม่ เพียงพอที่จะอภิปรายสําหรับร่างกฎหมายหลายฉบับ ก็ขออนุญาตเพียงบางฉบับดังนี้ ท่านประธาน
ฉบับแรกก็คือ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... เพื่อนสมาชิกหลายคนก็อภิปรายประเด็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ว่ามีความสําคัญมาก อย่างน้อยที่สุดประการแรกก็คือเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง เขาเขียนไว้ว่า ให้เป็นหนึ่งในกลไกของการที่จะช่วยกันคุ้มครองพิทักษ์รักษา เรื่องของสุขภาพอนามัย เรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยให้โครงการที่อาจมีผลกระทบต่อด้าน ดังกล่าวนั้นต้องผ่านการทําความเห็นขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านรัฐมนตรีคงจําเหตุการณ์การฟ้องร้องเกี่ยวกับ การออกใบอนุญาตให้กิจการโรงงานอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด ๗๖ โครงการต่อศาลปกครอง และที่สุดมีการสั่งระงับโครงการต่าง ๆ ไว้เป็นการชั่วคราว ถามว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ของประเทศชาติหรือไม่ แน่นอนส่งผลกระทบ ประเด็นที่เขาฟ้องกันก็คือผลบังคับใช้ของ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญนั้นมีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมาย ว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม แต่รัฐบาลนี้กําลังจะทําให้สิ่งที่คลุมเครืออยู่นั้น คลุมเครือต่อไปด้วยการไม่ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้ นี่คือประเด็นที่ผมอยากจะให้ท่านช่วย กรุณาชี้แจง
ผมดูในสิ่งที่ท่านแถลงนโยบายไว้นะครับ เกี่ยวกับนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้แถลงไว้ในคําแถลงนโยบาย ข้อ ๕.๓ ซึ่งเป็นนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๕.๓ ท่านพูดอย่างนี้ครับว่า รัฐบาล จะผลักดันกฎหมายว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ก็แปลว่าท่านมิได้ปฏิบัติ ตามคําแถลงนโยบายที่ท่านแถลงไว้ต่อรัฐสภาในเรื่องของนโยบายด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่จะผลักดันกฎหมายว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการที่ท่านปฏิเสธไม่ยืนยัน ร่างกฎหมายฉบับนี้ ผลเป็นอย่างไรครับท่านประธานครับ ผลก็คือ รัฐบาลกําลังจะมิได้ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ที่บอกไว้ว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลมีหลักสําคัญ ๒ ประการที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติก็คือ
ประการแรก ท่านต้องบริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ประการที่ ๒ รัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่แถลงไว้ ต่อรัฐสภา เมื่อท่านแถลงไว้ต่อรัฐสภาว่าจะผลักดันเร่งรัดกฎหมายด้านองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ท่านกลับมิได้ประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านแถลงไว้
ประเด็นที่ ๒ ก็คือ ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนากระบวนการ ยุติธรรม กฎหมายฉบับนี้ท่านประธานครับ เป็นอีกหนึ่งในกฎหมายที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ ต้องมีครับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๑ (๔) ในหมวดแนวนโยบาย ด้านกฎหมายและการยุติธรรม บังคับไว้เลยครับในมาตรา ๘๑ (๔) ของรัฐธรรมนูญว่า รัฐจะต้องไปจัดทํากฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปและการพัฒนากระบวนการยุติธรรม กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเขาให้ความเห็นว่า ควรที่จะต้องยืนยัน แต่รัฐบาลนี้กลับไม่ยืนยัน ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีก ๑ นาทีนะครับ ถามว่าถ้าผลของการไม่ยืนยันกฎหมายฉบับนี้เป็นเช่นไร ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็มาดูในคําแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้แถลงนโยบายไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ท่านแถลงไว้ในหน้าที่ ๔๒ นโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม
ข้อแรกเลยท่านประธาน รัฐบาลแถลงไว้ในข้อ ๘.๒.๑ ว่า จะปฏิรูประบบ กฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้มีความทันสมัย แต่ปรากฏว่า ท่านไม่ยืนยันกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนากระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ แล้วเช่นนี้จะให้ผมมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลชุดนี้กําลังปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และคําแถลงนโยบายที่ท่านแถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ทําให้ผมอดคิด ไม่ได้ว่า ท่านกําลังไม่ทําตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการบริหาร ราชการแผ่นดิน กล่าวคือ ไม่บริหารราชการแผ่นดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และคําแถลงนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ก็ขอความกรุณา ผมจะนั่งรับฟังคําชี้แจง จากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
นิดหนึ่งนะครับ ผมกําลัง จะเรียนว่า ต่อไปฝ่ายค้านก็ขอ ๒ ท่านนะครับ มีท่านนคร มาฉิม กับท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอถือโอกาสนี้แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการหยิบยกร่างพระราชบัญญัติที่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐบาลที่นําโดย ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาล ได้แถลงนโยบายไว้ตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ได้พูดถึงการบริหารจัดการที่ดิน การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและธรรมชาติ แต่ว่ากฎหมายหลายฉบับที่สภาชุดที่แล้ว ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ได้พิจารณาในวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สาม จนไปถึง การนําเสนอต่อสมาชิกวุฒิสภา แต่ว่าน่าเสียดายท่านไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อขอความเห็นชอบ ต่อการพิจารณาของรัฐสภาในครั้งนี้ตามนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้เลย แต่ที่ท่านได้หยิบยก ขึ้นมา ๒๔ ร่างพระราชบัญญัติ ท่านประธานที่เคารพครับ มันจําเป็นอยู่แล้วที่จะต้อง หยิบยกขึ้นมาสู่การพิจารณา เพราะกฎหมายทั้ง ๒๔ ฉบับ มีความจําเป็นที่จะต้องให้ การขับเคลื่อนในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาติ เรื่องศาล หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ รวมไปถึงกฎหมายที่ทางภาคประชาชนได้เสนอชื่อเข้ามา ท่านประธานที่เคารพ เพราะฉะนั้นกฎหมายหลายฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรได้หยิบยก ผมยกตัวอย่าง เช่น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ พ.ศ. .... ที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ ผมเสียดายเหลือเกินท่านประธานครับที่สภาชุดที่แล้ว เพื่อน ส.ส. พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นซึ่งตอนนี้ท่านกลับมาเป็นฝ่ายรัฐบาล หลายท่านให้ความเห็นชอบ สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเกือบเป็นเอกฉันท์ แต่กลับไม่ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐบาลชุดนี้ให้หยิบยกขึ้นมา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ พ.ศ. .... ที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีหลักการสั้น ๆ ง่าย ๆ เท่านั้นเอง ที่มีผมคนหนึ่ง ท่านอาจารย์ผ่องศรี ธาราภูมิ ท่านอดีต ส.ส. สุวโรช พะลัง แล้วก็พรรครัฐบาลที่ในขณะนั้นท่านเป็นฝ่ายค้านอยู่ ท่านได้ร่วมกันเสนอ แล้วก็สภาแห่งนี้ เห็นชอบเกือบเป็นมติเอกฉันท์ต้องการที่จะให้ราษฎรได้เป็นสิทธิในที่ดินที่ตนเองทํากิน อยู่ตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นกรรมสิทธิ์ เป็นมรดก เป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน เพื่อที่จะให้ ประชาชนได้มีหลักทรัพย์ มีหลักประกัน แล้วก็เอาไปเป็นมรดกถึงลูกถึงหลาน สร้างความมั่งคั่ง ลดความเหลื่อมล้ําให้กับสังคม ส.ส. หลายท่านที่อยู่ในซีกของรัฐบาลในปัจจุบันก็ปรารภกับผม แล้วก็พูดกับผมมาหลายท่าน ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านอํานวย คลังผา อย่างนี้นะครับ ท่านก็เป็นผู้เสนอร่างคนหนึ่ง ปรากฏว่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ให้ความสําคัญในเรื่องการแก้ไข ปัญหาทรัพยากรที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ได้หยิบยกขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่วุฒิสภาเหลืออีกนิดเดียว ก็จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นทิศทางในการบริหาร นโยบายเกี่ยวกับทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ เช่น กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า กฎหมาย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายในเรื่องการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้นี่ครับที่จะเป็นทิศทางบ่งบอกให้เห็นถึง ความจริงใจ ถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ได้รับฉันทานุมัติ ได้รับอํานาจจากพี่น้องประชาชน มาว่ามีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ําให้กับประชาชนคนในประเทศอย่างไร มีความตั้งใจและจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติอย่างมั่นคง และยั่งยืนอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลไม่ได้หยิบยกเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานครับ อีกอันหนึ่งที่ผมจะต้องขออนุญาตพูดถึง ก็คือปัญหา ความเหลื่อมล้ํา ปัญหาความเหลื่อมล้ําของสังคมในปัจจุบัน คนจนยิ่งจนลง มีภาระหนี้สิน มากขึ้น ยิ่งประสบกับอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมาและปัจจุบันก็ยังดํารงอยู่ ประชาชนเดือดร้อนครับ มองไม่เห็นถึงโอกาสว่าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ท่านประธานครับ รัฐบาลจะต้องชี้ให้เห็นว่ามีความจริงใจ ที่จะวางระบบในการบริหารจัดการน้ําของประเทศ วางระบบในการบริหารจัดการทรัพยากร ที่ดินและป่าไม้ของประเทศ และเดินไปข้างหน้าเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ประโยชน์สุขของคนในชาติ และประเทศอย่างแท้จริง ก็ขอถือโอกาสนี้รอคําตอบ รอคําชี้แจงจากรัฐบาลว่าความชัดเจน ในด้านนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้ท่านมีอย่างไรบ้าง กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม ครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ การที่รัฐบาลได้บรรจุวาระของการประชุม ขอให้ที่ประชุมของรัฐสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังไม่ให้ความเห็นชอบ ซึ่งท่านได้นําเสนอหยิบยกขึ้นมาให้ที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบ ๒๔ ฉบับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในเนื้อหาสาระของทั้ง ๒๔ ฉบับนั้น โดยส่วนตัว ผมเองก็เห็นด้วยที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีบทบาทสําคัญในการที่จะเสนอ ความเห็นให้รัฐบาลได้เห็นชอบในกฎหมายเหล่านี้ แต่ในฐานะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมแล้วก็มีส่วน สําคัญในการที่จะร่วมกันผลักดันกฎหมายที่สําคัญอย่างน้อย ๒ ฉบับ แต่ไม่ได้รับ ความเห็นชอบจากทางรัฐบาล โดยคณะกรรมการซึ่งดูแลเรื่องของกฎหมายตรงนี้ นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติการใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว มรดก และการพิจารณาคดี พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกิจการฮัจญ์ พ.ศ. .... ซึ่งผมเองและเพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันเสนอ ได้ร่วมกันผลักดันในสมัยของสภาคราวที่แล้ว และได้ผ่านการเซ็นรับรองจากอดีต ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่ารอที่จะพิจารณาในวาระแรก แต่ไม่ได้รับการหยิบยกในช่วงนี้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอเรียนว่ากฎหมายนี้ เป็นกฎหมายที่มีความสําคัญมาก ไม่ได้เป็นการดําเนินการโดยพรรคการเมือง แต่เราได้ พิจารณาร่วมกันในกรรมาธิการ ซึ่งก็มีอดีตประธานกรรมาธิการที่ร่วมกันผลักดันกฎหมายนี้ ผมขอเอ่ยนาม ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย แล้วก็ ฯพณฯ วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ซึ่งเป็นประธาน คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม และผมเองก็ได้เป็นประธานคณะอนุ กรรมาธิการกิจการศาสนาอิสลาม แล้วก็ได้ร่วมกับทุกฝ่าย ได้พิจารณาผลักดัน แล้วก็ทํา ประชาพิจารณ์ขอความเห็นจากท่านจุฬาราชมนตรีทุกภาคส่วนและได้รับความเห็นชอบ แล้วก็เสนอเข้ามาในรัฐบาลคราวที่แล้ว และได้รับการเซ็นรับรองเป็นกฎหมายที่เข้าสภาไป เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายตรงนี้ผมอยากจะเห็นว่าเป็นความต้องการ ของคนในสังคมที่มีความหลากหลายในสังคมของประเทศ พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยเขาก็ อยากที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กันมานานประมาณ ๖๐ กว่าปีที่แล้ว มาในยุคที่ พ.ศ. ๒๕๕๔ สังคมเปลี่ยนแปลง กระบวนการของสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นอยากจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องมุสลิม แต่ต้องอาศัยการผลักดันจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกลไกของรัฐสภา แล้วก็ผ่าน การพิจารณาจากทุกฝ่าย เห็นชอบกับทุกฝ่ายแล้ว ก็คือพระราชบัญญัติการใช้กฎหมาย อิสลามว่าด้วยครอบครัว มรดก และการพิจารณาคดี พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้เฉพาะ ใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พี่น้องมุสลิมซึ่งอยู่ทั่วประเทศเขาก็อยากที่จะมีส่วนในการใช้ กฎหมายนี้ด้วย พี่น้องมุสลิมใน กทม. ในจังหวัดเชียงใหม่ ในจังหวัดชัยภูมิ ในทุกภาคส่วนพื้นที่ ที่เป็นพี่น้องมุสลิมเขาอยากจะมีการใช้กฎหมายนี้ด้วย เราก็เลยเสนอกฎหมายนี้ขยายพื้นที่ ออกมาเพื่อที่จะให้คนในประเทศไทยได้มีส่วนในกฎหมายนี้ แต่ปรากฏว่าก็เป็นที่น่าเสียดาย ไม่ได้รับการจัดลําดับความสําคัญ แต่ก็ไม่ทําให้พวกผมซึ่งเป็น ส.ส. เกิดความท้อถอย เพราะว่ายังคงจะต้องผลักดัน ยังคงจะต้องเสนอกฎหมายเข้าไปใหม่ตามสิทธิของการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และอีกกฎหมายหนึ่งครับท่านประธานครับ ก็คือกฎหมายพระราชบัญญัติ กิจการฮัจญ์ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก เพราะการที่ชุมชนมุสลิมไปอยู่รวมกัน กับพี่น้องมุสลิม หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ซาอุดีอาระเบียนั้น ทุกประเทศเขาก็จะมีผู้นําในระดับรัฐมนตรี แต่ของเรานั้นยังเป็นแค่ระดับเจ้าหน้าที่ของกระทรวง กรมการศาสนาแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ศักดิ์ศรีการเจรจา การต่อรองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่คนมุสลิมจะไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น ทําให้ขาดการต่อรองตรงนี้ เราก็เลยเสนอกฎหมายเข้าไป เพื่อที่จะให้มันเป็นสํานักกิจการฮัจญ์ เป็นการเฉพาะ แล้วก็อยู่ภายใต้การดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีบอร์ด (Board) มีคณะทํางานที่เป็นรูปแบบ และมีกองทุนส่งเสริมให้พี่น้องได้มีการออมในเรื่องของฮัจญ์ด้วย เพราะฉะนั้นก็ขอฝากรัฐบาล ถ้าหากว่ากระทรวงจะเสนอเข้ามาหรือเพื่อนสมาชิกจะร่วมกัน เสนอต่อไป ก็ขอให้เป็นการได้เสนอเข้าไปนะครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสถาพร มณีรัตน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความคิดเห็นในการยืนยันร่างกฎหมาย ๒๔ ฉบับของรัฐบาลที่ได้เสนอต่อรัฐสภา สิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ก็คือ ลําดับที่ ๒๑ คือพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ โดยสาระของพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยนางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย กับประชาชนและผู้ใช้แรงงานที่มีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน ๑๔,๒๖๔ คนนั้น ถือว่าเป็น กฎหมายที่มีประโยชน์ และมีสาระที่จะเข้าไปบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีวงเงิน อยู่หลายแสนล้านบาท และจะเป็นกองทุนที่มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่ง กรณีที่ผู้ใช้แรงงาน ประสบกับวิกฤติเรื่องภัยธรรมชาติก็ดี เรื่องวิกฤติมหาตภัยน้ําท่วมก็ดี เพราะฉะนั้น โดยสาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้จะกลายเป็นกฎหมายที่สามารถเยียวยา เป็นตาข่ายดัก ความเจ็บปวดของผู้ใช้แรงงาน สิ่งที่ต้องการเห็นก็คือว่า อยากจะให้สภาแห่งนี้เร่งรัดพิจารณา ร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อที่จะทันเยียวยาผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเชื่อแน่ว่ามีถึง ๕๐๐,๐๐๐- ๖๐๐,๐๐๐ คน ที่จะมีส่วนในการที่จะประสบปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องของการถูกเลิกจ้าง ก็ดี ในเรื่องของการจะต้องใช้เงินกองทุน และในเรื่องของการจะนําเงินกองทุนเข้าไป ช่วยจัดการเยียวยา เพราะฉะนั้นท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังรัฐบาล ผ่านไปยังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรว่า เราจะมีมาตรการอย่างไรที่กฎหมาย ๒๔ ฉบับนี่ครับ เพราะสมัยหน้า ก็จะเป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติ ควรหรือไม่ครับที่จะเรียงลําดับความสําคัญของกฎหมาย ๒๔ ฉบับนี้ให้เป็นวาระต้น ๆ และที่สําคัญเพื่อที่จะทําให้พี่น้องประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ได้รับประโยชน์จากกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่ผมยกขึ้นมาขอแรงสนับสนุนเร่งรัด ให้รัฐบาลและสภาแห่งนี้ เนื่องจากว่าเป็นที่เข้าใจกันดีว่าสภาวะวิกฤติ ผู้ใช้แรงงาน นายจ้าง ลูกจ้าง ตลอดจนถึงรัฐบาล กระทรวงแรงงาน จําเป็นที่จะต้องดําเนินการหามาตรการ ไม่ว่า การฝึกอาชีพ ไม่ว่าการเยียวยา ไม่ว่าการที่จะชดเชยที่ถูกเลิกจ้าง เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันว่า โดยสาระของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยผู้ใช้แรงงาน และพี่น้องประชาชน เป็นร่างกฎหมายที่เป็นความต้องการของเขาจริง ๆ สภามีหน้าที่ กลั่นกรอง มีหน้าที่ในการตัดสินในเรื่องของข้อขาดตกบกพร่องในเนื้อหาสาระด้านกฎหมาย แต่ความต้องการของพี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นเป็นความต้องการที่อยากเห็นกฎหมายฉบับนี้นั้น มีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนําเอาเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาบังคับใช้โดยเร็ว วันนี้การประกันสังคมเรามันไม่เอื้ออํานวยให้กับผู้ประกันตน ไม่ว่าการเข้าหากองทุน ไม่ว่า การที่มีฝ่ายรักษาพยาบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าเรื่องของประสิทธิภาพในการบริหาร กองทุน ไม่ว่าเรื่องของคณะกรรมการกองทุนต่าง ๆ และอยู่ในประกันสังคม เราถึงจะได้เห็น ว่ากองทุนประกันสังคมจะมีข่าวเนือง ๆ เรื่องความโปร่งใส เพราะฉะนั้นถ้าเราเร่งรัด สภาแห่งนี้เร่งรัดในการให้รีบเร่งพิจารณากฎหมายพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่พี่น้องประชาชนผู้ใช้แรงงาน พี่น้องประชาชนที่เสนอชื่อเข้ามา ๑๐,๐๐๐ กว่าชื่อ ถ้าเร่งรัดได้แล้วก็มีผลสภาพบังคับใช้มันก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ผมนําเรียนสภาแห่งนี้ว่า ๒๔ ฉบับนี้เราจะเอาฉบับไหนที่มาเรียงลําดับ ๑ ๒ ๓ ให้ความสําคัญอย่างนั้น ผมเห็นว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทันยุค ทันสมัยและเป็นประโยชน์ในแง่ของผู้ใช้แรงงานที่จะใช้ประโยชน์กับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ผมสนับสนุนให้เร่งรัดในการที่จะนําร่างพระราชบัญญัตินี้เข้าสู่สภาโดยเร็วครับ กราบขอบคุณครับ
ต่อไปอีก ๔ ท่านนะครับ จะได้เตรียมตัวนะครับ ท่านสุริยา ปันจอร์ ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และท่านขจิตร ชัยนิคม นะครับ เชิญท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีโดยการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายนําเสนอมา ๒๔ ฉบับ แล้วที่เห็นชอบเพียง ๑๙ ฉบับ ส่วน ๔ ฉบับนั้นเห็นว่าไม่ควรที่จะ นําเสนอเข้าสภาในโอกาสต่อไป
ก่อนอื่นท่านประธานครับ กระผมอยากจะขอแสดงความชื่นชมยินดี กับรัฐบาลที่ยังเห็นความสําคัญ ร่องรอยของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยการหยิบยกกฎหมาย ที่มีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชนมากล่าวและพูดถึงและนําเข้าสู่สภาในโอกาสต่อไป มีหลายฉบับด้วยกัน แต่มีบางฉบับที่ผมรู้สึกเสียดาย โดยเฉพาะที่ตกไป ซึ่งมีข้อความว่า ไม่ควรนําเสนอเข้าที่ประชุมสภาในโอกาสต่อไป มี ๔ ฉบับด้วยกัน
ฉบับแรกก็คือร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....
ฉบับที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็เรื่อง เกี่ยวกับการประกันสังคม
ท่านประธานครับ เรื่องการประกันสังคม จริง ๆ แล้วมีสาระดี แต่เข้าใจว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายวิตกกังวลในกฎหมายฉบับดังกล่าว เกรงกลัวว่าจะมีปัญหา ก็เลยตัดออก ทั้ง ๆ ที่มีสาระดี นี่คือประเด็นที่อยากจะแสดงความรู้สึก
ประเด็นต่อไปที่อยากจะเรียนตรงนี้ก็คือ ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อของท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม ที่ท่านได้กล่าวอ้างถึงกฎหมาย ๒ ฉบับ ซึ่งไม่ได้ผ่านการพิจารณา แล้วก็ไม่ได้นํา มากล่าวตรงนี้ นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติบริหารกิจการฮัจญ์ พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติ กฎหมายอิสลามว่าด้วยเรื่องครอบครัว มรดก และการพิจารณาคดี พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ฉบับที่ ๒ เป็นฉบับที่มีความสําคัญและเป็นฉบับที่เรียกร้องมานับเป็น ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าในขณะนี้กฎหมายฉบับนี้ได้ใช้อยู่ใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมุสลิมในจังหวัดอื่น ๆ แม้แต่จังหวัดสงขลา อําเภอนาทวี อําเภอจะนะ อําเภอสะบ้าย้อย ก็ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ กฎหมายฉบับนี้ ถามว่ากฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญอย่างไร ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า กฎหมาย ที่เกี่ยวกับครอบครัวและมรดก กับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ บรรพ ๖ มีข้อแตกต่าง ถ้าไปศึกษารายละเอียดแล้วมีข้อแตกต่างถึง ๒๔ ประเด็น ๒๔ ประเด็นนี้ ดูเหมือนว่าขัดด้วยหลักการของศาสนาอิสลามด้วย แต่พอไปดูในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗ ผมขออนุญาตที่จะอ่านในวรรคสองเพื่อที่จะได้ทบทวน เพื่อที่รัฐบาลจะได้ ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ในวรรคสองเขียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ
ในการใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐ กระทําการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือ ศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น
ท่านประธานครับ การชี้ขาดโดยใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่อง ของมรดกและครอบครัว ผมขออนุญาตที่จะย้ําว่ามีข้อแตกต่างถึง ๒๔ ประการด้วยกัน จะทําอย่างไรครับอย่าให้รัฐต้องไปลิดรอนสิทธิซึ่งแย้งกับมาตรา ๓๗ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กระผมเชื่อว่าในโอกาสต่อไปคณะกรรมาธิการ ขอประทานโทษ คณะกรรมาธิการที่เคยยกร่าง ชุดนี้คงจะต้องดําเนินการต่อไป แล้วก็ขอฝากรัฐบาลว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้เข้าสภา ท่านจงให้ ความสําคัญเถอะครับ ต้องคํานึงถึงมาตรา ๓๗ กฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วท่านจะเป็นที่ชื่นชม ยอมรับของสังคมครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายที่ทางรัฐบาล ได้ยืนยันเข้ามาสู่รัฐสภานะครับ วันนี้เพื่อให้รัฐสภาของเราไม่ต้องเริ่มต้นหนึ่งใหม่นั้น ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นใน ๔ กฎหมายด้วยกันครับ
กฎหมายแรก ก็คือกฎหมายเรื่องที่ดินที่ ส.ส. นครได้กล่าวถึงท่านประธานครับ แปลกใจว่าทําไมรัฐบาลไม่ได้เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่มีปัญหา เรื่องที่ดินกันทั้งประเทศครับท่านประธานครับ บัดนี้ที่ดินที่รัฐรุกที่ของชาวบ้านหลายแห่งด้วยกัน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะท่านสุวโรช พะลัง ท่านเคยเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ นี่เข้าไปตรวจสอบ ไปทํากฎหมายจนใกล้จะสําเร็จแล้ว พี่น้องประชาชนอยู่กัน อย่างยากลําบากครับ ทํามาหากินก็ไม่ได้ เป็นพื้นที่ของรัฐ ซึ่งบางครั้งรัฐเพิ่งไปประกาศทับที่ ของเขา กฎหมายอย่างนี้ครับ รัฐบาลกลับไม่เสนอเข้ามา ไปห่วงเรื่องประชาชนบางคนที่ไม่มี ที่อยู่เพียงแค่คนคนเดียว รีบทํากันอยู่นะครับ
กฎหมายที่ ๒ ก็คือ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะที่ท่าน ส.ว. มณเฑียร บุญตัน ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ครับ ท่านประธานเมื่อไม่กี่เดือนครับท่านประธานครับ นักกีฬาคนตาบอดตกตึกเก็บตัวนักกีฬา เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับท่านประธานครับ คนพิการแทบจะไม่ได้รับการดูแล โดยเฉพาะ จากรัฐบาลนี้เลย ดูจากตรงไหนครับท่านประธาน แม้แต่นโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือ ดูแลเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ ท่านประธานเห็นไหมครับ เป็นนโยบายเกทับของ พรรคประชาธิปัตย์จากที่ท่านชวนเคยให้ ๒๐๐ บาทต่อเดือน ท่านชวนเพิ่มมาเป็น ๓๐๐ บาทต่อเดือน แล้วท่านพลเอก สุรยุทธ์ เพิ่มมาเป็น ๕๐๐ บาทต่อเดือน แต่ได้ไม่ครบ ทุกคน พอรัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มมาเป็น ๕๐๐ บาทต่อเดือน เป็นนโยบายที่พี่น้องประชาชนผู้สูงอายุชอบใจมาก รัฐบาลก็เกทันทีครับ ผู้สูงอายุให้ ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท แต่คนพิการครับ ไม่ได้ขยับเลย วันนี้ เป็นการเรียกร้องโดยเฉพาะหลายเรื่องของคนพิการ กฎหมายอย่างนี้ครับ ท่านต้องรีบ นําเข้ามา อย่ามองว่ามันอาจจะเป็นเสียงข้างน้อย มันอาจจะเป็นเสียงที่ไม่เพียงพอ ที่จะมาตั้งรัฐบาล ดูแลเขาให้ดีเถอะครับ
กฎหมายฉบับที่ ๓ ที่อยากจะพูดถึงก็คือ ร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ท่านประธานครับ แปลกใจมากทําไมกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเสนอด้วยทุกพรรคการเมือง เมื่อในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ทําให้ราคายางสูงขึ้นในช่วงระหว่างการพิจารณากฎหมายอยู่ หรือคิดว่าเป็นกฎหมายของคนภาคใต้ เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการปลูกยางต้นแรก ที่จังหวัดตรังบ้านผม อย่าสร้างความแตกแยกอีกเลยครับ วันนี้คนปลูกยางกันทั่วประเทศครับ ท่านประธาน ๖๕ ล้านคน กฎหมายบางตัวครับมันจะต้องแก้ไข เช่น เงินที่เก็บจากเงินเซสส์ (Cess) ภาษีส่งออกยางพารา ซึ่งเก็บกิโลกรัมละ ๕ บาท ถ้ากรณียางสูงเกิน ๑๐๐ บาท และขณะนี้เก็บอยู่ประมาณ ๓ บาทครับ เนื่องจากราคายางอยู่ในประมาณ ๘๐ บาท ท่านประธานครับ เขาเก็บไปเสร็จแล้ว เขาไปให้ สกย. บริหาร เขาไปทําการวิจัยนะครับ ในส่วนนี้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เงินเซสส์นะครับเขาเอาไปสําหรับ การสงเคราะห์ปลูกแทนอย่างเดียวครับท่านประธาน กฎหมายเดิมมันทําอยู่อย่างนี้ สงเคราะห์ปลูกแทนเพื่ออะไรครับ เพื่อเกษตรกรจะได้โค่นยาง และมีเงินสําหรับเป็นค่าใช้จ่าย ในการปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันนี้ได้ไร่ละ ๑๖,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ เป็นการควบคุมการผลิตด้วย ปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ใช้เงินประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ตอนนี้เขาเก็บเงินเซสส์กันอยู่เท่าไรครับท่านประธานปีละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เงินส่วนที่เหลือ เนื่องจากกฎหมายมันเพียงแค่ไว้สําหรับการปลูกแทนเท่านั้น วันนี้ราคายาง ลดลงครับ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน มันลงมาเหลือ ๕๐ กว่าบาท จะเอาเงินนี้มาแทรกแซง ราคา จะเอาเงินนี้มาสร้างเสถียรภาพราคายางทําไม่ได้ครับ กฎหมายเกือบจะเสร็จแล้วครับ อยู่ในขั้นวุฒิสภาแล้ว แต่ท่านไม่เอากลับมา ผมเลยแปลกใจมากครับ
มีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งครับ ฉบับที่ ๔ ก็คือ ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการใช้สาร ต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... นี่ละครับกฎหมายที่ผมเห็นว่ารัฐบาลนํากฎหมายฉบับนี้ เข้ามาเป็นสิ่งที่ถูกต้องครับ เหตุผล เพราะว่ารัฐบาลเดิมได้ให้ ครม. ออกกฎหมายฉบับนี้มา เพราะว่าท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้สมาคมส่งนักกีฬาไปแข่งขันนะครับ เพื่อตัวเองจะได้มีชื่อเสียง ก็เลยไปโกงนักกีฬา เช่น มีการฉีดสารสเตียรอยด์ (Steroids) ทําให้กล้ามเนื้อใหญ่ ฉีดฮอร์โมนทําให้เพศหญิงกลายเป็นเพศชายครับท่านประธาน สุดท้ายได้เป็นแชมป์ ได้มีชื่อเสียง แต่ต้องถูกยึดเหรียญ สร้างชื่อเสียให้กับประเทศนะครับ เหมือนกัน มันเป็น อุทาหรณ์ให้กับคนในประเทศครับว่า อย่ารวยด้วยการโกงนะครับ เพราะถ้าเกิดเขาจับได้ ถูกยึดทรัพย์และอย่าหวังจะมาแก้กฎหมายด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายฉบับนี้ ผมจึงสนับสนุนครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เป็นประเพณีปฏิบัติโดยขั้นตอน ตามกฎหมายอยู่แล้วว่า กฎหมายที่ถ้ามีการยุบสภาหรือมีการเปลี่ยนสมัยของสภาผู้แทนราษฎรไป ก็ต้องมีกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องทําการหยิบยกขึ้นมา แล้วก็ต้องผ่าน ครม. สุดท้ายแล้วก็จะนําไปเลือกว่ากฎหมายฉบับไหนที่ค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาบ้าง แล้วก็นํามา ผ่านเข้า ครม. เลือกเสร็จเรียบร้อยก็ส่งมายังรัฐสภา ซึ่งวันนี้ก็ถึงในขั้นตอนที่ ครม. ได้คัดสรร แล้วว่ากฎหมายฉบับไหนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลในอดีตก็เอามาเสนอต่อ ก็ดูว่ากฎหมาย ในเรื่องของภาคประชาชนที่เสนอมารัฐบาลนี้ก็ขานรับทั้งหมด ซึ่งก็เห็นด้วยแล้วก็สอดคล้อง ครับ เพราะว่ากว่าจะรวบรวมรายชื่อให้ครบ ๑๐,๐๐๐ รายชื่อของภาคประชาชนนั้น มีความยากลําบาก ต้องขอขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้ดําเนินการแบบนั้นครับ ซึ่งถ้าพวกผมเอง เป็นรัฐบาลก็คงจะดําเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่มีกฎหมายหลายตัวที่ท่านนั้น ได้เอาออกไปครับ แล้วขั้นตอนปฏิบัติต้องมาเริ่ม ๑ สตาร์ท (Start) กันใหม่ เริ่มกันใหม่ อันนี้แหละคือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าทําไมท่านถึงดําเนินการแบบนั้น ได้รับคําชี้แจงจากรัฐบาลว่า ส.ส. เองสามารถที่จะเข้าชื่อแล้วก็เสนอชื่อเป็นกฎหมายได้อยู่แล้ว ก็อยากจะให้เสนอกันใหม่ ท่านพูดเหมือนกับท่านไม่ได้อยู่ในวงการการเมืองเลยครับ กฎหมายกว่าจะมาเรียงลําดับ เสนอชื่อจนกระทั่งพิจารณาออกเป็นกฎหมายใช้เวลาเป็นปีครับ ท่านทําให้กฎหมายหลายฉบับ ที่ผ่านกระบวนการมาตั้งเยอะแล้วครับ ย้อนกลับไปเริ่มใหม่ แล้วมันมีกฎหมายอยู่ฉบับเดียว ซึ่งผมจะไม่เปลืองเวลาสภาแห่งนี้ กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่ผมเสนอครับ แล้วท่านก็ได้ยกเลิก มันไปครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. .... ท่านครับ กฎหมายฉบับนี้พูดในเรื่องเนื้อหาสาระในการช่วยเหลือคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการให้ คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตําแหน่ง นั่งเป็นประธาน มีอํานาจในการที่จะเข้าไปช่วยเหลือคนพิการที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้าน ที่ไม่ได้ อยู่ในทะเบียนราษฎร์นะครับ นั่นหมายความว่าปกติวันนี้ช่วยคนพิการก็ช่วยกันอยู่ในวง ของคนพิการที่อยู่ในทะเบียนบ้านครับ แต่กฎหมายฉบับนี้จะเพิ่มให้ท่านสามารถเข้าไปดูแล คนพิการที่ไม่ได้อยู่ทะเบียนราษฎร์ได้ด้วย ทําไมถึงบอกว่าไม่ได้อยู่ในทะเบียนราษฎร์ครับ คนพิการพูดตรง ๆ ครับ ท่าน ส.ว. ท่านพูดดีมากครับ เป็นคนแรกที่ถูกลืมและคนสุดท้าย ที่ถูกจําได้ ท่าน ส.ว. มณเฑียรท่านบอกแบบนั้นครับ นี่คือสิ่งที่น่าเสียใจนะครับ เวลาคนพิการ บางคนเกิด คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ไปแจ้งให้อยู่ในทะเบียนครับ ก็คือเกิดกันแบบตามมีตามเกิดแหละ พูดกันตรง ๆ นี่ครับ กฎหมายฉบับนี้ก็จะเปิดโอกาสให้สามารถที่จะเข้าไปดูแลคนพิการ ที่ไม่ได้อยู่ในข้อมูลทะเบียนราษฎร์ได้ โดยให้คณะกรรมการท่านที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านเป็นประธานเข้าไปดูแลได้ และถ้าผมเข้าใจไม่ผิดครับ มาวันนี้จนถึงการดํารงตําแหน่ง ๔ เดือนกว่าของท่านไม่เคยเข้าไปประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการเลย
ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ยังมีการเพิ่มบทบาทขององค์กรคนพิการ ให้ช่วยเหลือคนพิการได้เพิ่มมากขึ้น มีเรื่องเกี่ยวกับการมอบอํานาจของทะเบียนกลาง หรือทะเบียนจังหวัดให้สามารถมอบอํานาจต่อไปเพื่อให้ทําบัตรคนพิการได้เร็วสะดวก มากยิ่งขึ้น เรื่องดีเยอะมาก จริง ๆ ผมเสียดายมากนะครับ เรื่องนี้ท่าน ส.ว. มณเฑียรที่ท่าน ติดตามตลอด ท่านมาคุยกับผม ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เรื่องนี้เรื่องดี เรารวบรวมรายชื่อ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความรวดเร็วเสนอกฎหมายนี้ แล้วก็ท่านเชื่อไหมว่า ความยากลําบากในการคุยกับวิปรัฐบาลก็มี แต่ท่านประธานวิปรัฐบาลในขณะนั้น ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ให้ความกรุณาในการนํากฎหมายฉบับนี้ผ่านเข้ามาและบรรจุ อยู่ในระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎร มาถึงวันนี้ครับ นอกจากท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เองท่านไม่ให้ความสนใจมากนักแล้ว ยังถอยหลังอีกครับ กฎหมายฉบับนี้ ถ้าต้องเสนอกันใหม่ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับมาอนุมัติ นี่ครับ มันเลยดูเหมือนกับที่ท่าน ส.ว. มณเฑียรท่านบอกเอาไว้ว่า คนพิการดูเหมือนเป็นคนแรกที่ถูกลืมและคนสุดท้ายที่ถูกจํา วันนี้รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตัดกฎหมายคนพิการออกไป ผมขอแสดงความเสียใจเรื่องนี้ อย่างยิ่งและถ้าเป็นไปได้ขอให้ท่านนั้นรีบดําเนินการครับ แก้ตัวยังทันครับ รีบดําเนินการ นําเรื่องนี้บรรจุเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง แล้วขอให้ผ่านกระบวนการของวิปรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ของท่านโดยเร็วครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณรัฐบาลแล้วก็ท่านได้พิจารณาเสนอรับรองกฎหมาย มา ๒๔ ฉบับ ที่ขอบคุณเพราะว่าโดยมารยาทแล้วมันต้องหมดไปพร้อมกับสภาชุดที่แล้ว ท่านก็ยังมีใจที่จะให้มา ๒๔ ฉบับนะครับ เพราะโดยมารยาทท่านก็ต้องเสนอใหม่ทั้งหมด แต่กฎหมายเขียนมา ท่านประธานครับ ในกฎหมาย ๒๔ ฉบับนี้ รัฐบาลยังใจกว้าง เอากฎหมาย ครม. ชุดคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วมา ๑๕ ฉบับ เอาองค์กรอิสระมา ๑ ฉบับ และกฎหมายของประชาชน ๘ ฉบับ ใน ๒๔ ฉบับนี่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็ขอแสดงความดีใจกับผู้เกี่ยวข้อง ก็คือฉบับที่ ๑ รัฐบาลให้การรับรองให้โอกาสกับคนไทยซึ่งหลงเหลืออยู่พม่าเป็นร้อยปี ตั้งแต่สมัย เปลี่ยนแปลงดินแดน ด้วยความเห็นใจลูกหลานคนไทยอยู่พม่าเขาก็ว่าเป็นคนไทย กลับมา เมืองไทยก็ไม่ได้เป็นคนไทย วันนี้มีกฎหมายที่จะรับรองบุคคลเหล่านั้น ผมเห็นอกเห็นใจ ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการชุดนี้แต่ผมติดตามเรื่องนี้นะครับ กฎหมายที่ ๒ ที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็แสดงความดีใจกับผู้เกี่ยวข้องคือ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ. .... แล้วก็ฉบับที่ ๑๗ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ไม่มีเวลาอธิบายครับ แต่ในกฎหมาย ๒๔ ฉบับนี้ ผมมีข้อกังวลกับรัฐบาลที่จะฝากก็คือ ฉบับที่ ๒๓ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... กฎหมายฉบับนี้โดยหลักการเสนอโดยประชาชนอาจจะรวบรวมยาก แต่ไม่ได้หมายความว่า กฎหมายประชาชนเสนอจะสมบูรณ์พร้อม กฎหมายฉบับนี้พูดเรื่องการคุ้มครองประชาชน แต่ละเลยคุ้มครองระบบการรักษาพยาบาล และบุคคลซึ่งจะมาทําการรักษาพยาบาล ได้แก่ แพทย์และพยาบาลทั่วไปซึ่งได้รับการคัดค้านจากผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ ผมเป็นห่วง รัฐบาลซึ่งอยู่ระหว่างกลางระหว่างประชาชนที่ต้องการ ผมไม่ปฏิเสธนะครับ ผมมีความเห็น ว่าประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ว่าทําอย่างไรถึงจะพอดี ผมเห็นด้วยที่จะต้องเอา ออกไปแล้วร่างหลักการกันใหม่ให้คุ้มครองทุกส่วน ทั้งผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ และระบบ การให้บริการของประเทศนี้ ซึ่งถ้าท่านเอาไว้นี่ไม่ได้เพราะหลักการข้อนี้มันไม่ได้คลุมถึง ๓ เรื่องนี้ ท่านประธานครับ ในกฎหมายที่รัฐบาลไม่ได้รับรอง ผมขออนุญาตพูดเพื่อเป็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจที่มีสมาชิกหลายท่านพูดถึง ประมาณ ๒-๓ ฉบับครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมานี้เสนอโดยสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ มันไม่ใช่ส่งเสริมการชุมนุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นกฎหมายห้าม การชุมนุม ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ผมเห็นชอบกับรัฐบาลที่ไม่ผ่าน เข้ามานะครับ
อีกอันหนึ่งครับ กฎหมายซึ่งมีการอ้างกันว่าร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... ที่มีปัญหาเรื่องผู้ประกอบการ จริง ๆ แล้วใน ๖๐-๗๐ โครงการไม่ได้มีปัญหาเลย พอเข้าไปมีปัญหาเฉพาะรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้ออกระเบียบ พอมาออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีก็ทํากันไปได้ ไปดูแล้ว ๗๐ กว่าโครงการกระทบกระเทือนเพราะสิ่งนี้ไม่มีเลย มีโครงการเดียวที่เขาถอนกลับไป เพราะเรื่องอื่น นี่ผมเป็นกรรมาธิการเรื่องนี้อยู่ ผมไม่เห็นด้วย เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะไม่เอา เข้ามา เพราะอะไร เพราะไปตั้งองค์กรอิสระองค์กรเดียวรวบรวมทั้งประเทศ มีอํานาจ ทั้งประเทศ ซึ่งไม่เห็นด้วย
อีกอันหนึ่งก็คือ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้าม ของรัฐ พ.ศ. .... ที่ผมไม่เห็นด้วยเพราะว่าไม่ได้ยกเลิกกฎหมายอะไรเลย ตั้งคณะขึ้นมาแล้วมี ความขัดแย้งคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ ผมดูกฎหมายแล้วแม้จะผ่าน ออกไปก็ทําอะไรไม่ได้มาก คณะกรรมการนี้ก็ซ้ําซ้อน มีปัญหากับสํานักงานปฏิรูปที่ดินอะไร ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข ขณะนี้สภาก็ตั้งคณะกรรมการไปแก้ไขแล้ว ผมเห็นด้วยกับรัฐบาล ที่กฎหมายที่ไม่สมบูรณ์หรือปฏิบัติไม่ได้ ขัดแย้งกับกฎหมายเดิมที่มี การบริหารจัดการที่ดิน เป็นเรื่องจําเป็นครับต้องทําครับ แต่ว่าออกกฎหมายใหม่เถอะครับ ให้มันมีครอบคลุมสมบูรณ์ อะไรพอยกเลิกก็ยกเลิกไปครับ ขอขอบคุณครับ
ต่อไปจะเป็นท่านสุมล นะครับ แล้วก็ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา แล้วก็ท่านพีระพันธุ์นะครับ เชิญท่านสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กล่าวคือ ดิฉันต้องแสดงความคิดเห็นว่าเสียดายแล้วก็เสียใจกับกฎหมายที่ค้างการพิจารณา ของรัฐสภา กฎหมาย ๒๙๓ ฉบับของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่รัฐบาลภายใต้การนําของ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับรองหรือยืนยันเพียงแค่ ๒๔ ฉบับ ซึ่งเทียบเอาก็แล้วกันว่า มันเป็นอย่างไร ในความคิดของดิฉันว่าท่านได้มีคณะกรรมการที่เรียกว่าปฏิรูปกฎหมาย ให้กลั่นกรองให้พิจารณาแล้วว่ากฎหมาย ๒๙๓ ฉบับนั้นสมควรที่จะเข้าสู่การพิจารณา ของสภาต่อไปนั้นมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายยืนยันมาว่า ๒๖ ฉบับ สมควรที่รัฐบาลจะยืนยันให้คงเป็นกฎหมายต่อไป แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ รัฐบาล กลับประกาศเพียงแค่ ๒๔ ฉบับ แล้วใน ๒๔ ฉบับนั้นเป็นเรื่องที่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญ เพียงแค่ ๑๒ ฉบับเท่านั้นเอง แล้วอีก ๑๒ ฉบับนั้นก็เป็นเรื่องที่ดิฉันถือว่าทั่วไป ก็เห็น ความสําคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมายืนยันในช่วงนี้ เพราะมันมีกฎหมายอีกมากมาย ที่ประชาชนรออยู่ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายทั้ง ๗ ฉบับ รัฐบาลแตกแขนง เป็น ๘ ฉบับ ที่เป็นเรื่องที่ประชาชนเสนอเข้ามานั้นท่านเห็นชอบ ผ่าน ยืนยัน ดิฉันชื่นชม แต่อีกจํานวนที่เรียกว่า ๑๐ กว่าฉบับ ดิฉันกล่าวไปแล้วว่าไม่ต้องเร่งร้อน ไม่ต้องรีบเร่ง ยังมีกฎหมายที่สําคัญ ท่านก็ไม่ได้ยืนยัน ทําให้ตกไปอย่างน่าเสียดาย ดิฉันยกตัวอย่าง ซึ่งเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวไปแล้วคือกฎหมายองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงว่ามันเสียหายอย่างไร เพราะว่า ท่านสมาชิกได้กล่าวไปแล้ว แต่สิ่งที่ดิฉันได้ยินเมื่อกี้นี้จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบอกว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเนื่องจากว่าเป็นองค์กรเดียว อยู่ส่วนกลาง แล้วก็จะไปดูหมดทั้งประเทศ ไม่เห็นด้วย ซึ่งดิฉันไม่ได้ก้าวล่วงค่ะ แต่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านเมื่อกี้นี้ว่า การที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ให้มีองค์กรกลางตัวนี้ ดิฉันว่ามันเป็นความเป็นธรรม เพราะดิฉันเป็นคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ประจําจังหวัดเพชรบุรี ดิฉันทราบว่าการที่ท่านคิดที่จะตั้งองค์กรอิสระประจําท้องถิ่นไม่ให้ เอาเป็นส่วนกลางตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ท่านจึงไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การที่มีองค์กรอิสระที่พิจารณาภายในท้องถิ่นเฉพาะจังหวัด ๆ ที่จะอนุมัติเรื่องของ สิ่งแวดล้อมนั้น ดิฉันพูดได้เลยว่าความเป็นธรรมมีน้อย เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า ควรมีองค์กรกลางที่อยู่ส่วนกลางในการพิจารณาทั้งประเทศ จะได้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เป็นมาตรการอันเดียวกัน แต่ท่านผู้ทรงเกียรติเมื่อกี้บอกว่าไม่เห็นด้วย เพราะอยู่ส่วนกลาง แล้วจะไปดูอะไรทั้งประเทศนี้ ความคิดดิฉันว่าไม่ถูกแล้วตรงนั้น ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญ คงไม่กําหนดเช่นนั้น ฉะนั้นตรงนี้ก็จึงบอกว่า ณ วันนี้รัฐบาลได้ยกเลิกกฎหมายถึง ๒๐๐ กว่าฉบับ หรือเรียกว่าตกไป หรือหายไป หรือทิ้งไป เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นนิติบัญญัติ เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์จะต้องรีบเสนอกฎหมาย ขึ้นมาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นแล้วดิฉันถือว่าได้ละทิ้งต่อหน้าที่ ในการเป็นนิติบัญญัติ ขอขอบคุณค่ะ
เชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัชดา ธนาดิเรก ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามที่รัฐบาลได้เสนอกฎหมาย ๒๔ ฉบับ มาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในครั้งนี้ ดิฉันก็ไม่ติดใจเพราะถือว่าเป็นดุลยพินิจ ของคณะรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีกฎหมายอีกจํานวนมากที่รัฐบาลปฏิเสธที่จะให้มีการพิจารณา ต่อไป มีหลายฉบับที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายซักถามถึงเหตุผลว่าทําไมรัฐบาลถึงไม่ให้ ความสนใจ แต่ก็ยังมีอีกฉบับหนึ่งที่ยังไม่ได้มีการกล่าวถึงนะคะ ก็คือร่างพระราชบัญญัติ จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... ท่านประธานคะ ดิฉันรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลมีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรจะตกไปทั้ง ๆ ที่เป็นร่างที่ผ่านวาระที่ ๑ ไปแล้ว แล้วคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลในช่วงรัฐบาล ชุดที่แล้ว ทั้งฝ่ายค้านแล้วก็ยังมีตัวแทนจากภาคแรงงานนะคะ อย่างเช่น รองประธาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย คุณวิไลวรรณ แซ่เตีย ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็เป็นตัวแทนของภาคแรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาร่วมพิจารณา กฎหมายฉบับนี้ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เห็นความสําคัญ ท่านประธานคะ การที่รัฐบาลได้มีมติ ที่จะเพิ่มค่าแรงขึ้นเป็น ๓๐๐ บาทนั้น ท่านคิดว่านั่นจบแล้วหรือสําหรับการแก้ไขปัญหา ในภาคส่วนของแรงงานไทย จริง ๆ แล้วมันยังไม่ใช่นะคะ ภาคแรงงานยังมีปัญหาอีกมากมาย ที่รอการแก้ไข
อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของกฎหมาย แล้วร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและ คุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... นี้จะเป็นกลไกสําคัญที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับพี่น้อง แรงงาน ดิฉันจึงต้องขอทําหน้าที่ทวงถามว่ารัฐบาลคิดอะไร ท่านไม่เข้าใจปัญหาแรงงาน หรืออย่างไรคะ ยิ่ง ณ ปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัย คาดว่า จะต้องมีคนจํานวนมากตกงาน คนจํานวนมากต้องเข้าไปพึ่งพาบริษัทจัดหางาน แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันว่าตลอดระยะเวลาที่มีการจัดตั้งบริษัทจัดหางานของภาคเอกชน มันมีความไม่เป็นธรรม เกิดขึ้น มีการหลอกลวงเอาค่านายหน้า ส่งคนงานไทยไปทํางานต่างประเทศ สุดท้ายแล้ว เงินก็เสียค่านายหน้า เงินเดือนก็ไม่ได้รับ ส่งไปทํางานในบางประเทศที่สภาพการทํางานนั้น คนอยู่ไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้กฎหมายเท่านั้นละค่ะที่จะมาช่วยสร้างความเป็นธรรม ลําพัง พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... ที่มีอยู่ใช้ ณ ปัจจุบันนี้มันไม่มี ประสิทธิภาพเพียงพอหรือคะ ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งเสนอ กฎหมายที่มีการปรับปรุงแก้ไขเข้าสู่สภาเพื่อการพิจารณา ท่านประธานคะ ปัญหาที่ เกิดขึ้นกับภาคแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าหลอกลวงพี่น้องแรงงานนะคะ เรียกเก็บ ค่านายหน้าเป็นจํานวนมาก หลอกว่าจะได้งานแต่ก็ไม่ได้ หลอกว่าไปทํางานอย่างหนึ่ง แล้วสุดท้ายก็ให้เขาไปทํางานอีกอย่างหนึ่ง กลับมาก็ได้เงินเดือนนิดเดียว บริษัทเหล่านี้ ท่านจะปล่อยให้เขาได้มีสิทธิในการประกอบอาชีพเป็นผู้จัดหางานได้อย่างไร แต่กฎหมาย ปัจจุบันมันไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทําผิดถูกจับได้ก็ปิดบริษัท แล้วคนเดิมเจ้าของบริษัท เดิม ๆ นั้นก็ไปตั้งบริษัทใหม่ กฎหมายก็ตามไปเอาผิดไม่ได้ เป็นปัญหาซ้ําแล้วซ้ําเล่า ถ้าไม่มี กฎหมายฉบับที่ปรับปรุงแก้ไขพี่น้องแรงงานก็จะต้องถูกเอาเปรียบอย่างนี้เรื่อยไป ดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่เกิดปัญหากรณีทางการเมือง ในประเทศตะวันออกกลาง อย่างเช่น กรณีที่ลิเบียนะคะ มีพี่น้องแรงงานจํานวนมาก ที่ไปทํางานแล้วต้องรีบอพยพกลับมาเงินเดือนก็ไม่ได้ ณ วันนี้ยังมีอีกจํานวนหนึ่งที่ยังไม่ได้ สามารถเรียกร้องความคุ้มครอง เรียกร้องความชดเชยได้เต็มจํานวนที่เขาควรจะได้รับ กฎหมายก็ยังเข้าไปคุ้มครองดูแลเขาไม่ถึง ดังนั้นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. จัดหางานและ คุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... จึงมีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันก็จะเฝ้ารอว่าในสมัยประชุม นิติบัญญัติสมัยหน้านี้รัฐบาลจะเสนอกฎหมายที่ตอบสนองความจําเป็นแล้วก็เป็นเรื่องที่จะ แก้ไขปัญหาของพี่น้องแรงงาน เพราะว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเสนอให้สภา พิจารณาไปแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ในวันนี้นะครับก็มีเพื่อนสมาชิก ให้ความชื่นชมรัฐบาลที่ได้ยืนยันร่างกฎหมายมา ๒๔ ฉบับ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกได้ต่อว่าก็ดี สอบถามรัฐบาลเพราะยังมีกฎหมายอีกหลายร้อยฉบับที่ไม่ได้ยืนยันกลับเข้ามา ทําให้ กฎหมายเหล่านั้นได้ตกไป หนึ่งในจํานวนนั้นครับท่านประธานครับ เป็นกฎหมายที่ผมคิดว่า แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของรัฐบาลในการที่จะป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบ มันเป็นยิ่งกว่าการไม่ได้ปฏิบัติการตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ เหมือนที่มีเพื่อนสมาชิกจากวุฒิสภาได้กล่าวไป เพราะว่าหนึ่งในจํานวนกฎหมายที่รัฐบาล ไม่ได้ให้การยืนยันนั้นคือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยการยกเลิก อายุความคดีทุจริต ที่ได้เสนอในสมัยรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กว่าจะผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ได้ กว่าจะกลั่นกรองออกมาได้ กระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นได้ศึกษา แล้วก็ เปรียบเทียบดูแล้วครับว่ามีอยู่หลายประเทศที่ได้ให้ความสําคัญ และถือว่าการกระทําทุจริต ประพฤติมิชอบนั้นเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง เขาจึงไม่มีอายุความให้กับผู้กระทําความผิดประเภทนี้ที่จะอาศัยช่องของการอายุความ ที่มีกําหนดอายุความในการกระทําความผิด เป็นช่องที่จะลอยนวลจากความรับผิด ตามกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมจึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ไปทางคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ แล้วก็นํามาบรรจุรอพิจารณาวาระแรก ผมคิดว่า สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เคยแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา และแสดงถึงความจริงใจ ในการป้องกันปราบปรามการทุจริตนั้นจะเป็นความจริง และท่านจะทําอย่างที่ท่านพูด แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ท่านได้บอกกับคนที่พิการ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้บอกไป รับปากเขาแล้วก็โยนทิ้ง วันนี้กฎหมายฉบับนี้ถ้าหากว่าได้รับการยืนยันและเดินหน้าต่อ ประเทศไทยจะมีกฎหมายจะมีเครื่องมือในการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติ มิชอบอีกหนึ่งอย่าง แต่ท่านก็โยนมันทิ้งไปอีกเช่นเดียวกัน บัดนี้กฎหมายฉบับนี้เท่ากับ ไม่มีเหลือแล้ว ซึ่งผมกับคณะจากพรรคประชาธิปัตย์คงจะยื่นเข้ามาใหม่ แต่ตรงนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นแต่เพียงว่าไม่ดําเนินตามนโยบาย ที่แถลงต่อรัฐสภาเท่านั้นครับ และถ้าหากว่าท่านประธานได้ยังจําคําของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมเมื่อวานในระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านรังเกียจการทุจริตประพฤติมิชอบ ท่านรับไม่ได้ จากประวัติชีวิตการทํางานของท่าน ท่านรับไม่ได้ แต่ผมแปลกใจครับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นทําไมท่านกลับปล่อยให้รัฐบาลซึ่งต้องถามความเห็นของท่านในฐานะรัฐมนตรี ไม่ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้ที่จะเป็นเครื่องมือของท่านในการป้องกันปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ กรรมมันส่อเจตนาครับ ด้วยเหตุนี้ครับ ผมอยากจะเรียนว่าผมไม่แน่ใจครับ ว่าในการพิจารณาของคณะของท่านนั้น ท่านได้พิจารณาถึงกฎหมายฉบับนี้ และไม่ให้ การยืนยันด้วยเหตุผลใดครับ เพราะมันจะเป็นเครื่องมือและเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทย สามารถยกระดับในการที่ถูกจัดชั้นในเรื่องของการกระทําทุจริตในระดับที่เป็นเรียกว่าระดับ สากลได้ด้วย จะทําให้ผู้ที่กระทําความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบนั้นเกรงกลัวมากขึ้น เพราะไม่สามารถอาศัยช่องกฎหมายในการที่ขาดอายุความมาหลบหนีการกระทําความผิด และความรับผิดชอบออกไปได้ ผมคงไม่มีอะไรมากละครับ นอกจากบันทึกไว้ในสภา เพราะว่า มีเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนต้องการพูด แต่อย่างน้อยการที่รัฐบาลท่านไม่ยืนยันกฎหมาย ฉบับนี้ มันก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้เห็นความสําคัญของการป้องกันปราบปรามการทุจริตเหมือนที่ ท่านได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพผู้ที่อภิปราย ผมขออนุญาตประท้วง ผู้อภิปรายนะครับ กระทําผิดข้อบังคับของการประชุมร่วมรัฐสภาของเราครับ ที่ว่าด้วย การอภิปรายนอกประเด็น ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนเรื่องอภิปรายนอกประเด็น ญัตติที่บรรจุเป็นญัตติที่คณะรัฐมนตรีร้องขอมา ขอให้ความเห็นชอบกฎหมาย ๒๔ ฉบับ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ สาระอยู่ตรงนั้นครับ จะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย กับเรื่องนี้ ๒๔ ฉบับ จริงอยู่ครับข้อสังเกตเป็นประโยชน์ครับ อาจจะฝากข้อสังเกตได้ แต่ไม่ใช่ว่าอภิปรายนอกประเด็นแล้วไปโจมตีรัฐบาล ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ ถ้าอยู่นอกประเด็นท่านประธาน ควรจะเตือน เขาต้องอยู่ในกรอบครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ผมคิดว่าประเดี๋ยวรัฐมนตรี คงตอบนะครับ ๓ ท่านต่อไปนะครับ จะมีนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ ท่านศุภชัย ศรีหล้า ท่านเจะอามิง โตะตาหยง นะครับ เชิญนายแพทย์เจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายแล้วก็ท้วงติง แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายหลายฉบับ แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าจะโทษต้องโทษ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือ ท่านประธานครับ คณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธานนั้น เราก็เป็นผู้ออกแบบ ผมก็ผิดหวังเหมือนกันนะครับ การออกแบบมาคือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอ ร่างกฎหมายมา ๒๖ ฉบับ ซึ่ง ๕ ฉบับ ไม่ยืนยันเป็นร่างพระราชบัญญัติการชุมนุม ในที่สาธารณะ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับ ครม. พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. .... แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... ท่านประธานครับ รัฐบาลก็ให้เหตุผลที่ดีว่าในกรณีนี้รับร่างที่เป็นร่างของประชาชนที่เสนอทั้งหมด ๗ ฉบับ อีก ๑๙ ฉบับ รัฐบาลก็ทบทวนแล้วก็เห็นว่าจาก ๑๙ ฉบับ รับแค่ไม่ถึง ก็หายไป ๒ ฉบับ เพราะฉะนั้นจาก ๒๖ ฉบับ ก็เลยเหลือ ๒๔ ฉบับ ทีนี้ประเด็นปัญหาก็คือว่า ๒๖ ฉบับ ที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอ แล้วทําไมรัฐบาลถึงไม่รับหมด ทําไมรัฐบาลถึงไม่รับ ๒ ฉบับ ประเด็นปัญหาอยู่ที่ตรงนี้ ฉบับหนึ่งคือ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ พ.ศ. .... มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมไม่พูดถึงนะครับ แต่ผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง แล้วก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนว่าจะมุ่งนโยบายไปทางด้านไหน ระหว่างการพัฒนาจีดีพี (GDP) การเติบโตของจีดีพี กับผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ตามยุทธศาสตร์ ตามแผน ๑๐ นะครับ ตรงนี้กับสุขภาพรัฐบาลจะเลือกอะไร อันนี้อันที่ ๑ นะครับ แต่ว่าอีกฉบับหนึ่งที่รัฐบาลไม่รับร่าง ก็คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... รัฐบาลต้องตอบครับ ๒ ฉบับนี้ทําไมถึงไม่รับ เพราะว่าท่านรับหมดทุกฉบับ ๒๔ ฉบับ แต่ ๒ ฉบับไม่รับเป็นเรื่องที่แปลก แล้วก็ต้องอธิบาย ให้มากด้วย เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือคือตรงคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นเขาก็ยืนยัน เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้ทํางานโดยใช้วิธีการประชาพิจารณ์ฟังความเห็นของประชาคม เป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ๗ ฉบับ ที่เป็นร่างที่เสนอโดยประชาชน รัฐบาล รับทุกฉบับ ท่านประธานครับ ผมขอไปที่ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒๓ กับ ฉบับที่ ๒๔ ซึ่งเป็นร่างที่รัฐบาลรับก็คือ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... เสนอโดย นางสาวสารี อ๋องสมหวัง และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... เสนอโดย คุณหมออรพรรณ เมธาดิลกกุล กับประชาชน ประชาชนทั้งคู่นะครับ ๒ ร่าง ประเด็นปัญหาก็คือว่าร่างทั้งสอง เป็นร่างคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับ ผลกระทบก็คือผู้ให้บริการ ต่อไปรัฐบาลคงจะต้องมีร่างของ ครม. ซึ่งเป็น ครม. ชุดใหม่ ไม่ใช่ร่างของ ครม. ชุดของรัฐบาลที่แล้ว ครม. ชุดใหม่ก็จะเสนอร่างของ ครม. เป็นร่างหลัก แล้วก็ใช้ร่างของประชาชนทั้งสองร่างนี้ประกบ ตรงนี้อยากจะฝากประเด็นไว้ว่า เมื่อปี ๒ ปีที่แล้วมีการประท้วงของแพทย์ พยาบาล แล้วก็วิชาชีพอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วย กับร่างกฎหมายฉบับนี้ในประเด็นรายละเอียดของมาตราต่าง ๆ ผมจะไม่เสียเวลาในที่นี้ แต่ผมจะบอกว่ารัฐบาลจะต้องฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชาชน ผู้ให้บริการ แล้วก็สภาวิชาชีพ ฟังความเห็นให้ตกผลึกก่อน อย่าเพิ่งเสนอกฎหมายโดยที่ไม่ได้รับ การยอมรับ ไม่ได้การรับรองจากผู้ที่เกี่ยวข้อง แพทย์แล้วก็พยาบาลเป็นผู้ที่ทํางานหนัก สนองนโยบายรัฐบาลมาตลอดตั้งแต่ ๒๕๔๕ มาจนถึงปัจจุบัน เหนื่อยนะครับ ซึ่งตรงนี้ รัฐบาลไม่ได้เห็นความสําคัญ แต่เห็นความสําคัญของภาคประชาชน ถูกต้องครับ แต่ว่า ประชาชนจะได้รับบริการที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าหากผู้ให้บริการมีปัญหาเหน็ดเหนื่อย มากจนเกินไป ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องฟังความเห็นแล้วก็เสนอเป็นร่างที่ได้รับการยอมรับ แล้วจึง เสนอเข้ามาในสภาอีกชั้นหนึ่งตามขั้นตอนของนิติบัญญัติ ผมฝากไว้เท่านั้นครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เรากําลัง พิจารณาเรื่องสําคัญซึ่งเป็นเรื่องด่วนเพื่อให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบและยังไม่ได้ดําเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกี่ยวโยงมาถึงมาตรา ๑๓๖ และมาตรา ๑๕๓ ซึ่งผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานไปเมื่อสักครู่ เกี่ยวโยงกัน ในประเด็นที่ว่าโดยรัฐธรรมนูญกําหนดให้ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก หลังการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะครบหกสิบวันเอาในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน นั่นหมายถึงวันพรุ่งนี้ ถ้าเผื่อว่ารัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ มีสมาชิกแห่งรัฐสภา หลายท่านได้อภิปรายให้ความเห็นถึงการให้ความสําคัญต่อกฎหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรของเรามีกฎหมายที่ค้างอยู่มากถึง ๒๙๓ ฉบับ ใน ๒๙๓ ฉบับ วันนี้ทางรัฐบาลหยิบยกมาเพียง ๒๔ ฉบับ ในขณะที่หยิบยกมาเพียง ๒๔ ฉบับ ก็มานําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเอาในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน คือวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นบ่งชี้ว่ารัฐบาลนี้ให้ความสําคัญต่อระบบรัฐสภามากน้อยเพียงใด ในฐานะที่ผมเป็น สมาชิกรัฐสภารู้สึกเสียใจต่อการให้ความสําคัญต่อระบบรัฐสภาของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง ท่านมาเอานาทีสุดท้าย ท่านมาเอาวันสุดท้ายก่อนที่กําลัง จะปิดสมัยประชุม ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นนี้จึงอยากจะเป็นประเด็นแรกที่กราบเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังผู้เสนอกฎหมายทั้ง ๒๔ ฉบับ
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเสนอกฎหมายทั้ง ๒๔ ฉบับแล้ว ถ้าเผื่อว่า เราจะดูเอกสารประกอบการประชุม มีเอกสารอย่างน้อย ๒ ฉบับ ฉบับแรกเป็นเอกสาร ที่นําเสนอโดยท่านประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่ทําให้ เสียหาย คือท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร และอีกฉบับหนึ่งเป็นเอกสารที่นําเสนอกฎหมาย ของรัฐบาลซึ่งก็มี ๒๔ ฉบับเช่นกัน มีเพื่อนสมาชิกของพวกเราหลายท่านปรารภกับผม เสียดายกฎหมายหลายฉบับที่ขาดหายไป ยกตัวอย่าง กรณีร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. .... ซึ่งรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ หวังใจว่าในอนาคตพี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ และเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสียดายกฎหมายอีกหลายฉบับที่ตกหล่นไป ท่านนคร มาฉิม ได้กรุณานําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ผ่านท่านประธานไปเพื่อกลับไปบอกรัฐบาลว่าเรื่องของ กฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนของเรา เฝ้ารอเครื่องมือของรัฐบาลเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเกิดความเป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชน กฎหมายฉบับดังกล่าวผมเคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ท่านประธานคงจะจําได้ ผมได้นําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ถึงที่ดินสาธารณประโยชน์หลายแห่งในจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะเป็นท่าวังหิน ไม่ว่าจะเป็นสนามม้า บริเวณพื้นที่ที่เป็นสาธารณประโยชน์ กฎหมาย ฉบับนั้นก็ตกไปเช่นเดียวกัน และที่สําคัญเรามีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งซึ่งผมเสียดายมาก นั่นคือร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... เพื่อนสมาชิกของเราหลายคนหวัง จะเห็นกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเครื่องมือสําคัญในการดูแลพี่น้องประชาชน ท่านประธาน ที่เคารพครับ นักลงทุนหลายท่านอยากได้ความมั่นใจ นักลงทุนหลายท่านไม่อยากเห็น การชุมนุมข้างถนน ซึ่งอยากชุมนุมเมื่อใด กีดขวางการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน มากน้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งไปชุมนุมในบางพื้นที่ ซึ่งในท้ายที่สุดทําให้ขาดความเชื่อมั่น ต่อการบริหารจัดการของกลไกของรัฐที่มีอยู่ในแต่ละห้วงเวลา
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการให้ความสําคัญต่อกฎหมาย ต่อระบบรัฐสภาของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงขอถือโอกาสนี้นําเรียนต่อท่านประธาน ในวาระสุดท้ายของการประชุมซึ่งเป็นวาระสมัยประชุมนี้ ท่านประธานครับ รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ให้ความสําคัญต่อระบบรัฐสภาอย่างจริงใจด้วยเถอะครับ
ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้อ่านเรื่องการขอความเห็นเกี่ยวกับ การร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา กระผมขออนุญาตท่านประธาน อันดับแรก คือหดหู่ใจและผิดหวังกับรัฐบาลที่ได้หยิบยกกฎหมายที่ได้ค้าง ๒๙๓ ฉบับในสมัยรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์มาบรรจุไว้ในระเบียบวาระเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาวันนี้เพียง ๒๔ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงจะทราบครับว่าการทํากฎหมายกระบวนการการทํา กฎหมาย ๑. ต้องผ่านคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาใช้ระยะเวลาเท่าไร ใช้งบประมาณ ของรัฐไปเท่าไร ๒๙๓ ฉบับที่รัฐบาลไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาทําให้รัฐสูญเสียงบประมาณ ไปอีกจํานวนเท่าไร วันนี้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาล ยืนยันแค่ ๒๔ ฉบับ ถามว่ากฎหมายอีก ๒๙๓ ฉบับนี้รัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ได้ทําไว้มันไม่มี ความหมายอะไรเลยหรือ หรือว่าเป็นเพราะกฎหมายที่ทํามาโดยมือของรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์ รัฐบาลนี้ถึงไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณา สิ่งเหล่านี้ครับที่เราเป็นสมาชิกในฐานะสมาชิกรัฐสภามีความหดหู่ใจและละเหี่ยใจกับ ความคิด ถ้าใช้ความคิดในกรอบความคิดของตัวเองไปวางกรอบในการวางนโยบายในการที่ จะนํากฎหมายให้เป็นไปตามทิศทางของตัวเอง กระผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า กฎหมายทั้งหมดนี่ในการร่างกฎหมายถ้าผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการจะมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาล ก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรอยู่ในสภานี้ละครับ ช่วยกันพิจารณา บางส่วนก็ต้องผ่านจากการขอความคิดเห็นจาก ภาคประชาชน ใช้กระบวนการในการไปทําประชาพิจารณ์ ไปพูดคุยในพื้นที่ในภาคประชาชน ใช้งบประมาณไปเท่าไร วันนี้รัฐบาลถ้ากลับไปทําลายงบประมาณที่ได้ทําไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แล้วก็ต้องขึ้นมาพิจารณาใหม่อีก เพียงแต่ว่าต้องการว่ากฎหมายที่จะผ่านคือต้องผ่านในมือ ของตัวเองและตัวเองเป็นผู้เสนอ อันนี้กรอบความคิดที่สมาชิกรัฐสภาอย่างกระผมสามารถ ที่จะแสดงความคิดเห็นว่ามันเป็นอย่างนี้ใช่หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ พร้อมกับ ๒๙๓ ฉบับ ที่ไม่ได้หยิบยื่นขึ้นมานี่นะครับ มันมี ๒ ฉบับ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้นําเสนอกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับ ที่รัฐบาลนี้ก็ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณา นั่นคือ พระราชบัญญัติอาหารฮาลาล ผมขออนุญาตลงลึกนิดเดียวครับ พระราชบัญญัติเรื่อง กฎหมายฮาลาล ประเด็นมันก็คือว่าหลักการและเหตุผลที่มีความจําเป็นต้องเสนอกฎหมาย อาหารฮาลาล เพราะว่าวันนี้ประชากรซึ่งเป็นมุสลิมอยู่ในประเทศนี้มีจํานวนหลายสิบล้านคน หลายล้านคน มันมีอยู่ช่วงหนึ่งครับท่านประธาน มีการนําบรรจุอาหารที่ไม่ฮาลาล ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการศาสนาอิสลาม มีเนื้อสุกรไปเจือปนในอาหาร ทําให้มีผลกระทบต่อ พี่น้องมุสลิมในประเทศ และยังไม่มีกฎหมายอะไรเลยที่ไปควบคุม จะสามารถเอาความผิดกับ ผู้ที่ได้กระทําในลักษณะที่ผิดบทบัญญัติด้านศาสนา ที่สําคัญที่สุดก็คือวันนี้อาหารฮาลาล ในประเทศไทยนําสู่โลกสากล ซึ่งเป็นโลกมุสลิม ๑,๖๐๐ ล้านคน พอทราบว่าอาหารฮาลาล ในประเทศไทยมันมีสิ่งเจือปนโดยมีเนื้อสุกรอยู่ในอาหารทําให้ต่างประเทศหลายประเทศ ไม่มีความเชื่อมั่นต่ออาหารฮาลาลในประเทศไทย เลยไม่สั่งอาหารฮาลาลจากประเทศไทย นี่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ในรายละเอียดผมจะไม่ลงลึกไปมากกว่านี้ แต่ผมอยากจะถาม ประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ขอทราบเหตุผลพระราชบัญญัติว่าด้วยอาหารฮาลาลมีเหตุผล อะไรที่ท่านไม่หยิบยกขึ้นมา และอีกหนึ่งกฎหมายคือกฎหมายซะกาต กฎหมายซะกาต ในความหมายซะกาตก็คือ การที่ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะต้องมีการบริจาคทานประจําปี หมายถึงทรัพย์สินส่วนหนึ่งซึ่งมุสลิมจะต้องจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเมื่อครบรอบปี ในความหมายก็คือ ในประเทศไทยประชากรซึ่งเป็นมุสลิมอยู่ในประเทศไทยจะต้องเสียภาษี เป็นภาษีปกติและเงินซะกาต เงินซะกาตในหลักการก็คือว่าถ้ามีกฎหมายว่าด้วยซะกาต ก็หมายถึงว่ากระบวนการในการจัดการเงินภาษีจากเงินซะกาตจากพี่น้องมุสลิมจะสามารถ ควบคุมและดูแลเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งกฎหมายนี้ก็ยังไม่มีในประเทศนี้ ในประเทศที่มีมุสลิมประชากรทั่วโลกเขาจะมีกฎหมายเหล่านี้อยู่ในการควบคุม แล้วก็ให้ สอดคล้องว่าด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัติซะกาต ผมจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังทางรัฐบาลว่าหลักใหญ่อยู่ ๘ ประการ ที่ผู้ที่มีสิทธิที่จะได้รับ ก็เข้าในหลักเกณฑ์ทั่วไปละครับ ผู้ที่จะได้รับสิทธิเงินซะกาต ๘ ประเด็น แต่ผมจะพูดสั้น ๆ คนที่มีสิทธิที่จะได้รับคือ ผู้ยากจน ผู้เดินทางไกล ผู้กําพร้า สร้างศาสนสถาน ก็หมายถึงว่าในประเทศนี้เราจะได้มีเงินทุนส่วนหนึ่งจากซะกาตนี้มาช่วย ในทางรัฐบาลด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตถามผ่านไปทางรัฐบาลว่า ขอทราบเหตุผลร่างกฎหมาย ๒ ฉบับที่กระผมได้เรียนต่อท่านประธาน ขอทราบเหตุผลว่า เป็นเหตุผลเพราะอะไรที่ท่านไม่นําขึ้นมาพิจารณาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ชี้แจง กับท่านผู้ทรงเกียรติที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ ได้ฝากข้อสังเกตต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมกราบเรียนว่ากฎหมายที่ค้างจากการพิจารณาในรัฐสภาสมัยที่แล้วมีอยู่ทั้งหมด ๒๙๓ ฉบับ รัฐบาลให้ความสําคัญได้ศึกษาโดยละเอียดในแต่ละฉบับ การที่เราจะนํากฎหมายกลับมา หรือว่ายืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น รัฐบาลจะคํานึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับ ประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายที่ยืนยันมานั้น ๒๔ ฉบับ ซึ่งผมได้กราบเรียนไปแล้ว ผมคงจะไม่ใช้เวลาในตรงนี้ย้ําอีกนะครับ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขอ กราบเรียนเพิ่มเติมก็คือ กฎหมายที่เสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นกฎหมายที่รัฐบาล ให้ความสําคัญที่สุด เนื่องจากเห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนที่ลงลายมือชื่อมานั้นเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่สนใจและมีปัญหาหรือความเดือดร้อนที่ต้องการให้มีกฎหมาย ฉบับนั้น ถ้ารัฐบาลไม่ให้การยืนยันกฎหมายที่ประชาชนเสนอจะทําความลําบากให้กับ ประชาชนกลุ่มนั้นในการจะเสนอใหม่เป็นอย่างยิ่ง การไปรวบรวมรายชื่อผู้เสนอกฎหมายถึง ๑๐,๐๐๐ คน เป็นเรื่องที่รัฐบาลมองเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นความยากลําบาก ดังนั้นกฎหมาย ทั้ง ๙ ฉบับที่ประชาชนเสนอรัฐบาล คณะรัฐมนตรีจึงรับไว้ทั้งหมดนํามายืนยันเพื่อที่จะ ดําเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในรัฐสภาต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนกฎหมายที่ไม่ได้ยืนยันมามีทั้งหมด ๒๖๙ ฉบับ ๒๖๙ ฉบับเป็นกฎหมายที่ผ่านวาระที่หนึ่ง ๙ ฉบับ ใน ๙ ฉบับนี้รัฐบาลก็ได้ พิจารณาเป็นรายฉบับเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการอภิปรายกันในวันนี้ว่าทําไมไม่ยืนยัน กฎหมายบางฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ พ.ศ. .... ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายชัดเจนว่าจะดําเนินการในเรื่องจัดหาที่ดิน ทํากินให้กับประชาชนผู้ยากไร้ รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน ซึ่งกระผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ในเรื่องของการจัดหาที่ดินทํากินนั้นเป็นนโยบายหลัก ซึ่งรัฐบาลมองเห็นว่ากฎหมายที่เสนอ มานั้นได้ผ่านการพิจารณาในหลายขั้นตอน แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังจะต้องเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ครอบคลุมได้กว้างขวางมากขึ้น ดังนั้นกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินสงวน หวงห้ามของรัฐ พ.ศ. ....รัฐบาลรับไปเพื่อที่จะไปปรับปรุงแก้ไขในรายละเอียดให้ครอบคลุม เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่เราได้เห็นจุดในบางจุดในกฎหมายฉบับดังกล่าว และจะ เสนอกลับเข้ามาโดยเร็ว ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ก็เป็น ร่างพระราชบัญญัติอีกอันหนึ่งครับที่มองเห็นความสําคัญ เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยได้กําหนดชัดเจนว่าให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุม แต่กฎหมายที่เสนอมานั้นที่รัฐบาลไม่ยืนยันนั้นยังมีบางส่วนบางอย่างที่มองแล้วเหมือนกับว่า เป็นการควบคุม เป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป เพราะฉะนั้นรัฐบาล จะนําไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุมได้พอเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สําหรับร่างพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็กราบเรียนว่า ยังมีบางสิ่งที่ยังไม่ครอบคลุม เช่นเดียวกันกับร่าง พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. .... ร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ซึ่งทั้ง ๓ เรื่องรัฐบาลให้ความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่รัฐบาลเห็นว่าควรจะเพิ่มเติมในหลักการ จึงนํากลับไป พิจารณาใหม่
สําหรับร่าง พ.ร.บ. องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมกราบเรียนว่าในเรื่องสิ่งแวดล้อมปัจจุบันเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อมวลชน มวลมนุษย์ในโลกเราเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่ประสบปัญหา ดังนั้นในเรื่องนี้รัฐบาลได้มีนโยบายชัดเจนว่าจะต้องมีกฎหมายที่เอื้ออํานวย ประโยชน์ในด้านการลงทุนในด้านชีวิตสุขภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นจึงนํากฎหมาย ฉบับนี้กลับไปปรับปรุงพิจารณา และจะดําเนินการเสนอเข้ามาโดยเร็ว
สําหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ฉบับนี้ ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลก่อนที่จะนํามายืนยันนั้น ได้ถามความเห็นไปยังหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ กฎหมายฉบับนี้เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยืนยันครับ ในเมื่อผู้ที่เสนอกฎหมายไม่ยืนยันเราก็จึงไม่ยืนยันเข้ามา เพราะว่าคงจะมีการปรับปรุงในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะได้เสนอเข้ามาใหม่
ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างเสนอโดย ส.ส. ๑๖๗ ฉบับ ๑๖๗ ฉบับนี้ รัฐบาลได้มองเห็นว่า ส.ส. บางส่วนก็เลือกตั้งชนะเข้ามาในสมัยนี้ บางส่วนก็เป็นผู้เสนอ กฎหมายแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ไม่ได้กลับเข้ามาเป็น ส.ส. ในสมัยนี้ อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นต่าง ๆ ของ ส.ส. ผู้เสนอกฎหมายนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปสําหรับผู้ที่ได้ เข้ามาในสมัยนี้ และท่านเองเป็นผู้ที่มีโอกาสที่จะเสนอกฎหมายเข้ามาได้ ซึ่งจะไม่ทําให้เกิด ความล่าช้าแต่ประการใด เพราะว่า ส.ส. นั้นสามารถที่จะเสนอกฎหมายได้อยู่แล้วนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มีกฎหมายที่เสนอโดย ครม. ๙๓ ฉบับ ๙๓ ฉบับนั้น รัฐบาลได้ศึกษาโดยละเอียดแล้วก็อาจจะส่งไปให้หน่วยงานที่เป็นต้นเรื่องได้ทําการศึกษา ละเอียดและปรับปรุงเพื่อนําเสนอต่อไป ผมกราบเรียนว่าในส่วนนี้ท่านสมาชิกคงไม่ต้องกังวลครับ ว่าจะทําให้เกิดความล่าช้า สําหรับการเสนอกฎหมายเข้ามาในครั้งนี้ยืนยันมานั้น หลายคน บอกว่ายืนยันมาช้า ความจริงไม่ช้าครับ รัฐบาลเสนอเข้ามาตั้งแต่วันที่ ๒๘ ส่งถึงรัฐสภาตั้งแต่ วันที่ ๒๘ เดือนกันยายน ตามกรอบของเวลาที่กําหนด แต่ว่าเนื่องจากปัญหาหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเราก็ทราบกันดีครับ จึงได้มีการพิจารณาในวันนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ มีกฎหมายบางฉบับที่มีการพูดถึง ผมต้อง ขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจกับกฎหมายดังกล่าวนั้น เช่น ร่างพระราชบัญญัติ จัดการศึกษาสําหรับคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รัฐบาลชุดนี้โดยท่านนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเป็นใยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของคนพิการและให้ความสําคัญเป็นพิเศษ มีนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องคนพิการนั้นในข้อ ๔.๓.๕ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตได้นํามากราบเรียนครับว่า รัฐบาลสนับสนุนโครงการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริม คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยให้ได้ เข้าถึงการบริการอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ เป็นธรรม รวมทั้งให้มีระบบฟื้นฟูสุขภาพในชุมชน จัดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพผ่านสื่อแขนงต่าง ๆ อย่างเป็น ระบบ จะเห็นได้ว่าชัดเจนครับ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทอดทิ้งคนพิการ รัฐบาลเอาใจใส่คนพิการ แต่กฎหมายที่มีอยู่นั้น ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่ครอบคลุม รัฐบาลชุดนี้จะเพิ่มเติมให้สมบูรณ์แบบ และจะเสนอกลับเข้ามาโดยเร็วครับ
สําหรับร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนากระบวนการ ยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็เช่นเดียวกันครับ กฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลชุดนี้ทราบดีว่า กฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศมาก รัฐบาลได้มีนโยบาย ชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ข้อ ๘.๒.๑ ขออนุญาตได้นําเรียน ท่านสมาชิกครับว่ารัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ทั้งระบบให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม เร่งรัดจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ดําเนินการโดยอิสระตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รวมถึงสนับสนุนคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สามารถดําเนินการ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ ท่านคงสบายใจว่ารัฐบาลชุดนี้ ให้ความสําคัญเกี่ยวกับระบบกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง และจะดําเนินการปรับปรุง แก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อที่จะนําเสนอกลับเข้ามาให้ครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสลามทั้งหลาย ไม่ว่า เป็นร่าง พ.ร.บ. อาหารฮาลาล พ.ศ. .... พ.ร.บ. กิจการฮัจญ์ พ.ศ. .... พ.ร.บ. อิสลามว่าด้วย ครอบครัว มรดก และวิธีพิจารณาคดี พ.ศ. ....นั้น รัฐบาลได้ศึกษาในเรื่องดังกล่าว และจะ ปรับปรุงแก้ไขในหลักการหลาย ๆ อย่างเพื่อที่จะให้ครอบคลุมและจะนําเสนอกลับเข้ามาอีก ครั้งหนึ่ง
สําหรับร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคทางเพศ พ.ศ. .... ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็เป็นห่วงเป็นใย รัฐบาลกราบเรียนว่าในเรื่องนี้กฎหมายฉบับนี้ ก็จะมีการปรับปรุงแก้ไขและจะนําเสนอกลับเข้ามาในไม่ช้านี้ครับ ร่าง พ.ร.บ. การยาง แห่งประเทศไทย พ.ศ. .... รัฐบาลนี้มองเห็นว่าเรื่องยางนั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ กําลัง ศึกษา เพราะว่าขณะนี้ปัญหาเรื่องยางพาราคงจะต้องปรับปรุง ทั้งในเรื่องของการปรับปรุง คุณภาพของยาง ทั้งเรื่องราคา ทั้งเรื่องต่าง ๆ ซึ่งผู้ปลูกต่าง ๆ ก็มีปัญหา รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ จําเป็นจะต้องครอบคลุมจึงนํากลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและจะเสนอกลับเข้ามาอีกนะครับ เรื่อง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....
ท่านประธานที่เคารพครับ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการกําหนดให้การกระทําความผิดของเจ้าพนักงานไม่มีอายุความ เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่รัฐบาลต้องการที่จะให้ครอบคลุมมากกว่านี้ และจะนําเสนอเข้ามาเพื่อให้ครอบคลุม เพราะรัฐบาลต้องการที่จะป้องกันปราบปรามปัญหา การทุจริตและประพฤติมิชอบต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง
ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับหลาย ๆ ท่านที่ได้เสนอกฎหมายมานั้น ได้เสนอข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตมานั้น รัฐบาลขอน้อมรับไปเพื่อจะพิจารณา ยังมีกฎหมาย อีกหลายฉบับที่ผมไม่ได้กล่าวถึง แต่รัฐบาลจะนําไปปรับปรุงแก้ไข นําไปสอบถามกับองค์กร ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะทําร่าง พ.ร.บ. กฎหมายดังกล่าวให้สมบูรณ์แบบและนํากลับเข้ามา พิจารณาโดยเร็ว รัฐบาลขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกให้ช่วยพิจารณาให้การยอมรับ กฎหมาย ๒๔ ฉบับ ที่รัฐบาลได้ยืนยันกลับมาในครั้งนี้ เพื่อที่จะได้นําไปดําเนินการ ตามขั้นตอน ส่วนการเร่งรัดต่าง ๆ หลายท่านบอกว่าอยากจะให้ฉบับนั้นฉบับนี้ขึ้นมาก่อน ก็คงจะอยู่นอกเหนือกรอบอํานาจของรัฐบาล น่าจะเป็นเรื่องของรัฐสภานะครับ แต่รัฐบาล ยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความร่วมมือในสิ่งที่เป็นกรอบอํานาจหน้าที่ของรัฐบาลในการพัฒนา กฎหมายดังกล่าว ในการดําเนินการดังกล่าวครับ ขอบคุณครับ
ขอหารือปิดอภิปรายนะครับ ท่านอภิชาตนิดหนึ่งครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒๔ ฉบับ ที่เราจะต้องยืนยันให้ความเห็นชอบนะครับ แต่ผมมีประเด็นฝากท่านประธาน นิดเดียวผ่านไปถึงรัฐบาลก็คือ กรณีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ในสมัยประชุมหน้า จะมีกฎหมายที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้นําเสนอแล้วก็เป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งจะต้องผ่านการรับรองจากนายกรัฐมนตรี กราบเรียนท่านประธานว่า อยากจะขอความกรุณาให้รัฐบาลพิจารณากฎหมายเหล่านั้นแล้วให้การรับรองโดยเร็ว เนื่องจากว่ากฎหมายทั้ง ๒๔ ฉบับที่รัฐบาลเสนอมา แล้วก็เข้าใจว่าจะต้องเข้าสู่การพิจารณา ของสภาในวาระแรก ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นกฎหมายที่เสนอโดย ๑. ภาคประชาชน ๒. โดยองค์กรอิสระ และ ๓. โดยภาคราชการ แต่ว่ากฎหมายของผู้แทนราษฎรไม่มีเลย เนื่องจากว่าติดขัดค้างอยู่กับการที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ให้การรับรอง เนื่องจากเป็น กฎหมายการเงิน ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีไปด้วยนะครับว่าขอให้เร่งรัดเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ หารือ ปิดการอภิปรายนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติให้ปิดการอภิปรายครับ ผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เชิญสมาชิกที่อยู่ข้างนอก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมติครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติผมขออนุญาตตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีท่านใดไม่เรียบร้อยไหมครับ กรุณายกมือเลยครับ ถ้าไม่เรียบร้อยครับ เรียบร้อยนะครับ ท่านเครือข่ายคนไทยรักถิ่น ก็นั่งลุ้นอยู่ข้างบนหลายชั่วโมงเลยครับ เรียบร้อยนะครับ ส่งผลครับ ผู้เข้าประชุม ๕๑๔ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เลยครับ ท่านใดเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ครับ ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีใครยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๕๑๑ ท่านครับ ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบครับ ให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒๔ ฉบับต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๓ วรรคสอง ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตครับ
เรื่องด่วนที่ ๒ พิธีสารฉบับที่สอง เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้ง เขตการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เนื่องจากมีเรื่องด่วนทํานองเดียวกันครับ คือเรื่องด่วนที่ ๓ และเรื่องด่วนที่ ๕ ผมขออนุญาตเอามารวมพิจารณานะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น นะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้เลยนะครับ เรื่องด่วนที่ ๒ ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังมีรายละเอียดเรื่องเดิมปรากฏอยู่ในเอกสาร ประกอบการพิจารณา โดยมีสาระสําคัญของพิธีสารฉบับที่สอง สรุปได้ดังนี้
การจัดทําพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้ง เขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เป็นผลสืบเนื่องจากไทยและอินเดียได้เคยลงนามกรอบความตกลง ว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ และได้ลงนามพิธีสาร แก้ไขกรอบความตกลงดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ เพื่อจัดทํารายการสินค้าเร่งลดภาษี จํานวน ๘๒ รายการ ครอบคลุมสินค้า เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน ลําไย อาหารทะเลแปรรูป สิ่งของทําด้วยเหล็ก เม็ดพลาสติก กระปุกเกียร์ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น โดยได้มีการลดภาษีศุลกากรของสินค้าดังกล่าวเป็นร้อยละ ๐ ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อบทกฎถิ่นกําเนิดสินค้า ชั่วคราว สําหรับรายการสินค้าเร่งลดภาษีทั้ง ๘๒ รายการ ไม่ได้มีถ้อยคํารับรองการสั่งซื้อ สินค้าที่ออกโดยประเทศที่สามที่มิใช่ภาคี หรือที่เรียกว่า เธิร์ด คันทรี อินวอยซิ่ง (Third Country Invoicing) ทําให้การซื้อขายสินค้าเร่งลดภาษีผ่านประเทศที่สามไม่สามารถได้รับ สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรได้ ผู้นําเข้าจึงต้องเสียภาษีนําเข้าทั่วไปที่อัตราปกติ เพื่อเป็นการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีการจัดทําพิธีสารฉบับที่สองนี้ขึ้น ซึ่งเป็นการดําเนินการตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ให้คณะกรรมการการเจรจาการค้าไทย-อินเดีย ซึ่งมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักดําเนินการจัดทําพิธีสารและจัดทํากรอบการเจรจา ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบการเจรจา ไปเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๓ และรัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจา เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔
ต่อมาเดือนกันยายน ๒๕๕๔ ไทยและอินเดียได้สรุปผลการเจรจาจัดทําพิธีสาร ฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย โดยพิธีสาร ฉบับที่สองมีรายละเอียดครอบคลุมเนื้อหา ๒ ประเด็น ดังนี้
๑. การเพิ่มระเบียบพิธีปฏิบัติให้รองรับการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม หรือเธิร์ด คันทรี อินวอยซิ่ง สําหรับสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษี แต่จะไม่มีผลย้อนหลังไปก่อนที่ พิธีสารฉบับที่สองจะมีผลบังคับใช้
๒. การเพิ่มรายการสินค้าตู้เย็น ๒ ประตู พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ ไว้ในรายการ เร่งลดภาษี โดยไทยและอินเดียจะลดภาษีศุลกากรของสินค้าดังกล่าวเหลือร้อยละ ๐ ณ วันที่พิธีสารฉบับที่สองมีผลใช้บังคับ รายการพิจารณาถิ่นกําเนิดสินค้าจะใช้เกณฑ์ การเปลี่ยนพิกัดศุลกากรระดับ ๖ หลัก ควบคู่กับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศร้อยละ ๔๐
ทั้งนี้ การเพิ่มระเบียบพิธีปฏิบัติให้รองรับการซื้อขายผ่านประเทศที่สามหรือ เธิร์ด คันทรี อินวอยซิ่ง จะส่งผลให้การซื้อขายสินค้าเร่งลดภาษีผ่านประเทศที่สามนั้นได้รับ สิทธิยกเว้นภาษีศุลกากร โดยเฉพาะการนําเข้าสินค้า วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนจากประเทศอื่น เพื่อนํามาประกอบหรือผลิตเป็นสินค้าสําเร็จรูปในประเทศไทย ทําให้ต้นทุนการนําเข้าสินค้า ถูกลง ส่งผลต่อความได้เปรียบในการแข่งขันในด้านราคาของผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอื่น ๆ ในตลาดส่งออกของไทย
สําหรับรายการสินค้าตู้เย็น ๒ ประตู พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ ปัจจุบันอินเดีย เก็บภาษีนําเข้าทั่วไปในอัตราร้อยละ ๑๐ และไทยเก็บภาษีนําเข้าทั่วไปในอัตราร้อยละ ๓๐ ทั้งนี้ การเพิ่มรายการสินค้าดังกล่าวไว้ในรายการเร่งลดภาษีจะส่งผลให้ไทย-อินเดีย สามารถ ลดภาษีศุลกากรสินค้าดังกล่าวเป็นร้อยละ ๐ ทันทีที่พิธีสารฉบับที่สองนั้นมีผลบังคับใช้
เมื่อพิจารณาตลาดสินค้าตู้เย็นในอินเดีย จะพบว่ามีปริมาณความต้องการ สูงมากและมีกําลังซื้อมหาศาล การดําเนินการลดภาษีศุลกากรสินค้าดังกล่าวนั้น จะทําให้ ไทยได้รับประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เป็นเครื่องมือที่จะผลักดันให้ไทยสามารถขยายการส่งออก สินค้าตู้เย็นสู่อินเดีย และสามารถที่จะครองส่วนแบ่งตลาดในอินเดียมากขึ้น รวมทั้งได้เปรียบ คู่แข่งจากประเทศอื่น ๆ
เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ซึ่งกําหนดให้หนังสือใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา กระผม จึงขอเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่สอง เพื่อแก้ไขกรอบ ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่นําเสนอนี้ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ขอความร่วมมือช่วยอยู่ น่าจะใช้เวลาไม่มากนะครับ ช่วยอยู่เพื่อลงมติด้วยนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ เรื่องด่วนที่ ๓ เรื่องด่วนที่ ๕ ต่อเลยครับ
เรื่องด่วนที่ ๓ หนังสือสัญญาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา รวม ๓ ฉบับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และพิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้า สินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าต่อรัฐสภา จํานวน ๒ ฉบับ และร่างกรอบเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู สําหรับการขยายการเจรจาจัดทําความตกลงทางการค้าเสรี ไทย-เปรู ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้าสินค้าส่วนที่เหลือรวมทั้งการค้าบริการและการลงทุน โดยมีความเป็นมา สาระสําคัญของพิธีสารและร่างกรอบการเจรจา สรุปได้ดังนี้
ไทยและเปรูได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นหรือเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ ออน โคลสเซอร์ อีโคโนมิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Framework Agreement on Closer Economic Partnership) เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ ครอบคลุมเรื่องของการเปิดเสรี การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน การอํานวยความสะดวกทางการค้าและ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ในระหว่างปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ไทยและเปรูได้จัดทํา พิธีสาร ๒ ฉบับ ได้แก่
ฉบับที่ ๑ พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิด เสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ มีสาระสําคัญคือ การเร่งลดภาษีและยกเลิกภาษีก่อนบางส่วน คิดเป็นร้อยละ ๗๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด
ฉบับที่ ๒ พิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีสาระสําคัญคือ การกําหนดกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า
ซึ่งพิธีสารทั้ง ๒ ฉบับได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้มีการลงนาม ร่วมกับเปรู เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ และวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ตามลําดับ แต่ไม่ได้มีการใช้บังคับ ต่อมามีการแก้ไขปรับปรุงโดยจัดทําพิธีสารเพิ่มเติมอีก ๒ ฉบับ ซึ่งพิธีสารเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับนั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
บัดนี้ การแก้ไขปรับปรุงได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้การดําเนินการ เปิดเสรีการค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างไทย-เปรู มีผลบังคับใช้ ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้นําเสนอพิธีสาร ๒ ฉบับเดิมที่กําหนดเร่งลด เลิกภาษี และกฎ ว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า รวมทั้งพิธีสารเพิ่มเติมอีก ๒ ฉบับ ตามรายละเอียดปรากฏในระเบียบ วาระการประชุมวันนี้ ซึ่งพิธีสารดังกล่าวนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ และได้รับความเห็นชอบให้นําเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ดําเนินการเพื่ออนุวัตพิธีสารทั้ง ๔ ฉบับให้มีผลบังคับใช้ในคราวเดียวกันต่อไป
สําหรับร่างกรอบการเจรจาการตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและเปรูนั้นได้หารือทวิภาคีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และเห็นชอบที่จะเจรจาต่อในส่วนที่เหลือ ก็คือการเปิดตลาดสินค้าอีกร้อยละ ๓๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด รวมทั้งการค้าบริการ และการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบ ความตกลงการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-เปรู
ในการนี้คณะรัฐมนตรีนั้นได้ให้ความเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทย-เปรู ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้าสินค้าส่วนที่เหลือ การค้าบริการ และ การลงทุนแล้ว เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ และให้นําเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทย-เปรู ตามรายละเอียดปรากฏในระเบียบวาระการประชุมวันนี้ เพื่อเข้าสู่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต่อไป
สาระสําคัญของร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู จะครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
การลดหรือเลิกอากรศุลกากร รวมทั้งมาตรการกีดกันและอุปสรรคทาง การค้าที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน
การปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิต สินค้าของไทย
ความร่วมมือทางศุลกากรเพื่อลดและขจัดอุปสรรคทางการค้า และอํานวย ความสะดวกทางการค้า
มาตรการปกป้องเพื่อคุ้มกันเศรษฐกิจภาคการผลิตภายในประเทศ และกรณี ที่เกิดปัญหาด้านดุลการชําระเงิน
การเปิดเสรีภาคบริการเพื่อเปิดตลาดบริการในสาขาที่ไทยมีศักยภาพและ อํานวยความสะดวกให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือของไทยเข้าไปทํางานได้
การเปิดเสรีหรือลดอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ
ความร่วมมือเพื่อเพิ่มการอํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน และ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีระดับที่สอดคล้องกับระดับการคุ้มครองตามความตกลง ขององค์การการค้าโลก และ/หรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี รวมทั้งหารือ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนของไทย
ดังนั้นเพื่อให้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิด การค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง จํานวน ๔ ฉบับ สามารถเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายในช่วงต้นปี ๒๕๕๕ ตลอดจนเพื่อให้การเจรจา จัดทําความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-เปรู ในส่วนการค้าสินค้าที่เหลืออีกร้อยละ ๓๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด รวมถึงการค้าบริการ การลงทุน ซึ่งเป็นไปตามกรอบความตกลง ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ เปรูที่ได้ลงนาม เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม กระผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารดังกล่าวที่นําเสนอมานี้
ท่านประธาน ผมขออนุญาตเสนอ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในเรื่องกรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สําหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือเจเทปป้า (JTEPA) ซึ่งเป็นแนวทาง ในการดําเนินการเจรจาต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายความสัมพันธ์และอํานวยความสะดวก ทางการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น
เจเทปป้าเป็นความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคีหรือเอฟทีเอ (FTA) ของไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ มีสาระครอบคลุมรอบด้านทั้งการเปิดเสรี ทางการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เจเทปป้าได้ช่วยขยาย ปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ส่งผลให้ปริมาณการค้ารวมของ ๒ ประเทศ เพิ่มมูลค่าขึ้นกว่าร้อยละ ๓๔ จากเดิมในช่วงปี ๒๕๔๖-๒๕๔๙ มีค่าเฉลี่ยที่ ๓๗,๐๙๘ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าเฉลี่ย ๔๙,๗๘๗ ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๓ เจเทปป้า มีข้อกําหนดให้ไทยและญี่ปุ่นต้องเจรจาต่อในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
๑. การค้าสินค้า ได้แก่ การยกเลิกอากรศุลกากรสําหรับสินค้าที่ต้องมี การเจรจาทบทวน ซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๕๕ และการทบทวนข้อบทเรื่องการค้า สินค้า ซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๖๐ หรือปีก่อนหน้าหากไทยและญี่ปุ่นนั้นเห็นชอบ ร่วมกัน
๒. การค้าบริการ ได้แก่ การหารือเพื่อเจรจาจัดทํามาตรการปกป้องฉุกเฉิน และการทบทวนข้อบทเรื่องการค้าบริการซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๕๕
๓. การลงทุน ได้แก่ การทบทวนข้อบทเรื่องการลงทุน ซึ่งกําหนดให้ ดําเนินการในปี ๒๕๕๕
ในอดีตนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ เจเทปป้า และต่อมาได้ถ่ายโอนงานมายังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ กระทรวงพาณิชย์นั้นได้ดําเนินการให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ข่าวประชาสัมพันธ์ สื่อทางอินเทอร์เน็ตและจัดรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับสาระสําคัญของความตกลง ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการใช้ สิทธิประโยชน์ แนวทางการดําเนินการการเจรจาต่อเนื่องตามพันธกรณีต่าง ๆ หรือประเด็น ที่ไทยและญี่ปุ่นต้องแก้ไขปรับปรุง เพื่อส่งเสริมและอํานวยความสะดวกในการใช้ประโยชน์ จากความตกลงเพื่อจัดทําเป็นกรอบเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้า ซึ่งมีสาระครอบคลุม การค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการอํานวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น
ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ในการจัดทํากรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้านั้น นอกเหนือจากการดําเนินการ ตามที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้าทําการศึกษาถึงผลประโยชน์และผลกระทบจากการจัดทํา เจเทปป้าและการเจรจาต่อเนื่องในอนาคต รวมทั้งข้อเสนอแนะในการเจรจาและมาตรการ รองรับในการปรับตัวทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนนั้นสามารถ ใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ได้อย่างเต็มที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างประสบปัญหาภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และขวัญกําลังใจของประชาชน เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ไทยและญี่ปุ่น ต่างก็ได้ให้ความช่วยเหลือฉันมิตรในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยของไทยที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน สิ่งของ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ําท่วมอย่างเต็มที่ดังที่ทุกท่านนั้น ทราบกันดี ดังนั้นการเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้าจึงเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ ที่เหนียวแน่นของทั้ง ๒ ประเทศ รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน ของญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ซึ่งกําหนดให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดําเนินการ กระผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทย และญี่ปุ่นสําหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นกรอบการดําเนินงานในการขยาย ความสัมพันธ์และอํานวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในอนาคตต่อไป
เชิญท่านกุสุมาลวตี
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันมีความเห็นชอบต่อพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไข กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐ อินเดียค่ะ
ท่านประธานคะ ไทยและอินเดียนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีมาช้านาน อินเดีย มีแนวโน้มในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินเดีย ที่สําคัญ คือการลงทุนที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ ๓๐ ของจีดีพีค่ะ อินเดียมีความก้าวหน้าในเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือเราเรียกว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ค่ะ มีตลาด อุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกถึง ๒๑.๑ เปอร์เซ็นต์ และใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของโลก รองจากจีนและฮ่องกง โดยเฉพาะธุรกิจสําคัญ เช่น ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบ สินค้าแฟชั่น มีนักเรียนไทยเป็นจํานวนมากอยู่ที่บังกาลอร์นะคะ
ท่านประธานคะ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัจจัยการลงทุนจาก ต่างประเทศส่งผลกระทบต่อการบริโภคของอินเดียหลายด้าน ขณะที่อุปสงค์ในตลาด ยังพัฒนาตามอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศไทยเรา ด้วย ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นชนชั้นกลางของอินเดียได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย เป็นจํานวนมากขึ้น สินค้าส่งออกของไทยได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดภาษีภายใต้กรอบ ความตกลงการค้าเสรีไทยและอินเดีย และกรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียนอินเดีย ทําให้ สินค้าส่งออกหลายรายการมีแนวโน้มสู่ตลาดอินเดียได้มากขึ้นค่ะ ชิ้นส่วนรถยนต์และ เครื่องใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ถ้าหากมีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ในอินเดีย สินค้าส่งออกของไทย ก็จะได้เปรียบในระยะยาวด้วย ผู้ส่งออกของไทยควรพิจารณาที่จะเข้าไปลงทุนในอินเดีย เช่น การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเจาะตลาดอินเดีย ซึ่งมี ผู้บริโภคที่มีกําลังซื้อปานกลางถึง ๓๐๐ ล้านคน จึงน่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเติบโต โดยได้รับปัจจัยเกื้อหนุนจากการปรับปรุงนโยบายด้านการลงทุนและผ่อนผันระเบียบ มาตรการการลงทุนในหลายธุรกิจให้ได้เข้าถึงการลงทุนของนักธุรกิจไทย อินเดีย ขยาย การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของอินเดียได้มากขึ้นค่ะ
ท่านประธานคะ เป็นที่น่าสังเกตจากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๓ ค่ะว่าไทยได้นําเข้า กลุ่มเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง ทองคําจากประเทศอินเดียมากถึง ๓๑๔.๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกันประเทศไทยได้ส่งสินค้าประเภทเดียวกันนี้ไปยังอินเดียถึง ๒๓๖.๔ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากเอฟทีเอ อาเซียน อินเดีย ที่ไม่มีการเก็บภาษี นําเข้าสินค้าระหว่างประเทศซึ่งกันและกัน ท่านประธานที่เคารพคะ สินค้าส่งออกจากไทย ที่น่าจะมีศักยภาพในตลาดอินเดียก็คือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสําปะหลัง เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องสําอาง อาหารสําเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ซอสเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ผลไม้ซึ่งแปรรูป รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งนะคะ ซึ่งจะเป็นโอกาส ของพี่น้องเกษตรกรไทยที่ปลูกยาง ปลูกมันสําปะหลังที่จะได้อานิสงส์จากเรื่องที่เรากําลัง พิจารณาอยู่นี้ค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันจึงขอสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขกรอบความตกลง ว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดียของรัฐบาล ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ครับ เชิญท่านเจริญ ภักดีวานิช และตามด้วยท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนรัฐบาลในการทําพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ด้วยเหตุผลอยู่ ๓-๔ ประเด็น ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะอ่านเอกสารหลักใหญ่อยู่ ๓-๔ ข้อ
ประการแรก ก็คือเจตนาของคู่การค้า ทั้ง ๒ ประเทศพยายามที่จะลดภาษี การค้าระหว่างคู่ภาคีเพิ่มขึ้น
ประการที่ ๒ ทั้ง ๒ ประเทศต้องการเห็นความก้าวหน้าในการเจรจาด้าน การค้าระหว่างคู่ภาคี
ประการที่ ๓ ทั้ง ๒ ประเทศต้องการเร่งเปิดเสรีการค้าระหว่างคู่ภาคี
เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีก็แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของสินค้า อาจจะลดหรือยกเลิกภาษี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าอาจจะยกเลิกภาษีหรือเป็น ๐ อีก ๕ ปีข้างหน้า นี่คือรัฐมนตรีได้กราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาให้ทราบ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเราเองมีความจําเป็นต้องหาตลาดรองในการที่จะส่งสินค้า เนื่องจาก ตลาดหลักของเราค่อนข้างมีปัญหา ซึ่งผมจะกราบเรียนท่านประธานครับ
ในปี ๒๕๕๔ นั้นเราตั้งเป้าว่าเราจะส่งสินค้าไปต่างประเทศเติบโตประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านยูเอส (US) หรือ ๖ ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากว่า ประเทศหลักนั้นหลายประเทศมีปัญหา ไม่ว่าญี่ปุ่นก็ตาม ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ประมาณ ๒๑,๐๐๐ ล้านยูเอส อเมริกาประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านยูเอส อียู (EU) ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านยูเอสเหมือนกัน ๓ กลุ่มนี้มีปัญหา ท่านประธานจะติดตามข่าว อียูเองก็มี ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจกระทบจากเศรษฐกิจ อเมริกาก็มีปัญหา ญี่ปุ่นก็มีปัญหาเศรษฐกิจตามที่ รัฐมนตรีกราบเรียน มีเพียงจีนประเทศเดียวเท่านั้นที่ค่อนข้างมั่นคง เราตั้งเป้าไว้ประมาณ ๒๔๕,๐๐๐ ล้านยูเอส เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ รัฐบาลเองจําเป็นต้องเร่งไปสู่ตลาด อเมริกาใต้ ตลาดแอฟริกา หรือตลาดตะวันออกกลาง สําหรับอเมริกาใต้ ๑๐ เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เราสามารถส่งสินค้าไปได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านยูเอส ใน ๔-๕ ประเทศ ก็คือ เปรู ชิลี แล้วก็โบลิเวีย เอกวาดอร์ ๔ ประเทศนี้เราสามารถส่งไปได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านยูเอส จะเห็นได้ว่ามีโอกาสเติบโตอีกมาก แล้วประกอบกับทั้ง ๒ ประเทศ ก็คือ ทั้งเปรู แล้วก็ทั้งไทย ต้องการกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาค เราต้องการยึดฐานเปรูกระจายไปสู่ ชิลี โคลัมเบีย หรือไม่บราซิล ขณะเดียวกันเปรูก็ต้องการกระจายสินค้าจากไทยไปสู่อาเซียน ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ประเทศจึงมีความจริงใจในการเจรจาร่วมภาคีการค้าด้วยกัน การเปิดเสรีทางการค้าผมมีปัญหาที่จะกราบเรียนท่านรัฐมนตรีจะได้เข้าไปดูแล
ปัญหาแรกท่านประธานครับ เนื่องจากการขนส่งไกลใช้เวลาประมาณ ๓๖ วัน ถึง ๖๐ วัน เพราะฉะนั้นต้นทุนในการขนส่งค่อนข้างสูงมาก เพราะฉะนั้นสินค้า เกษตรของเราบางรายการเกือบจะส่งไปขายที่นั่นได้ยากมาก เพราะอะไร เพราะว่ามันไกล ค่าใช้จ่ายแพง ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ตู้หนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ยูเอสนะครับ ซึ่งมันแพงมาก สายการเดินเรือก็มีแค่ ๖ สายเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยดูว่า ๖ สายการเดินเรือนั้นเราจะเพิ่มได้อย่างไร ถ้าเราไม่เพิ่ม โอกาสที่เราจะเพิ่มสินค้าไปขาย ที่เปรูค่อนข้างยาก ท่านประธานครับ ในรอบปี ๒๕๕๓ เราสามารถส่งสินค้ามูลค่าทางสินค้า ไปที่เปรูประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านยูเอส ไปได้ดุลการค้าอยู่ประมาณ ๒๐๓ ล้านยูเอส ซึ่งก็ค่อนข้างมาก และโอกาสเติบโตมาก เพราะว่าเปรูเองก็มีฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง ประเทศเขา ๑๐ กว่าปีแล้วที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเติบโตติดต่อกัน ๑๑ ปี เพราะฉะนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องให้ความสําคัญตลาดนี้ ซึ่งจะเป็นตลาดรองที่สําคัญอย่างยิ่งในการที่เรา จะส่งสินค้าไปขาย กระผมมีข้อเสนอกับท่านรัฐมนตรี ๓-๔ ข้อ ต่อไปนี้
ประการแรก ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีต้องวางแผนเรื่องการกระจายสินค้า เพราะว่าตรงนี้ถ้าสินค้าเราไม่มีศูนย์กระจายสินค้าที่เปรูโอกาสที่เรากระจายไปชิลีก็ดี หรือโบลิเวียก็ดีค่อนข้างยาก อยากให้ท่านดูแผนว่าขณะนี้เรามีแผนหรือยังที่จะกระจายสินค้า ถ้าเผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้ไปดูแผนการกระจายสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าของประเทศจีนนี่ครับ ค่อนข้างดี ถ้าเผื่อท่านไม่เริ่มตัวนี้ โอกาสที่เราจะเพิ่มมูลค่าในการส่งออกค่อนข้างยาก
ประการที่ ๒ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานก็คือ ผมสังเกต และติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โอกาสของผู้ประกอบการระหว่างไทยกับเปรูพบปะกัน มีไม่มากนัก เพราะฉะนั้นถ้าเราพบปะน้อย โอกาสที่นักลงทุนหรือผู้ประกอบการของเปรู จะรู้สินค้าของเราเพิ่มเติมนอกจากรถยนต์ ตู้เย็น สินค้าหลักที่เราส่งปัจจุบันนี้แล้ว โอกาสสินค้าอื่นที่เรามีศักยภาพที่จะไปขายค่อนข้างยาก นอกจากให้พบปะแลกเปลี่ยน ระหว่างผู้ประกอบการทั้ง ๒ ประเทศแล้วก็คือ การจัดงานแสดงสินค้า เท่าที่ผมติดตามดูรู้สึก มีน้อยมากหรือเกือบไม่มี การจัดแสดงสินค้าของไทย ผมดูตัวอย่างที่จัดที่รัสเซียก็ดี หรือที่จีน ค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นประเทศเหล่านี้อีก ๑๐ ปี ๕ ปี มีโอกาสเติบโตสูงมาก
ประการที่ ๓ ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรี เรื่องของ การขนส่งต้องมีแผนชัดเจน ที่ผมกราบเรียนข้อมูลท่านประธานไปแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกราบเรียนท่านประธานครับ ผมสังเกตและติดตามดูว่า ในความร่วมมือนั้นมีการพูดถึงการท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวจากเปรูมาเมืองไทยก็ยังน้อยมาก ปีหนึ่ง ๒,๐๐๐ กว่าคน อยากให้ท่านรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ทําแผน เพราะว่าประชาชนเขาค่อนข้างมีศักยภาพ รายได้เฉลี่ยที่มีฐานะดีค่อนข้างมาก ถ้าเผื่อเราสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวจากเปรูได้ปีหนึ่งจาก ๒,๐๐๐ กว่าคน ๒,๒๐๐ กว่าคน เป็น ๑๐,๐๐๐ คนหรือ ๒๐,๐๐๐ คน ก็จะช่วยทําให้เศรษฐกิจของเราดียิ่งขึ้น ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรีเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
วันนี้ต้องขอแสดงความสนับสนุนสําหรับการนําเสนอให้รัฐสภาได้พิจารณา ความตกลงระหว่างประเทศในรูปของสัญญากรอบเจรจาและพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับ การทํางานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความจริงต้องเรียนว่าหนังสือ สัญญาหรือว่ากรอบการเจรจาที่นําเสนอในครั้งนี้นั้นมีความสําคัญต่ออนาคตของประเทศ ของเรา เพราะว่าโดยยุทธศาสตร์ของประเทศเรามุ่งที่จะขยายการค้า การลงทุน ภาคบริการ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ อย่างกว้างที่สุด เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด และมุ่งที่จะสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพ ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในลักษณะของการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เอฟทีเอ หรือเครื่องมือที่เรียกว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่าในอดีต จนถึงปัจจุบัน ความจริงก็ในช่วงทศวรรษนี้ครับ เราได้ทําความตกลงในเรื่องของเอฟทีเอ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือในการขยายเศรษฐกิจของเรากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็มีความผูกพัน ขณะนี้ ๙ ฉบับด้วยกัน ที่เป็นทวิภาคี ๔ ฉบับ และภายใต้กรอบพหุภาคีของอาเซียนอีก ๕ ฉบับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ขออภัยเอ่ยนาม ในนามของคณะรัฐมนตรี ได้นําเสนอในส่วนของพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้า เสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย ๑ ฉบับ หนังสือสัญญาเพื่อขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ๓ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเปรูและไทย รวมไปถึงกรอบการเจรจา ต่อเนื่องเจเทปป้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดเจนว่าการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาทั้งในส่วนพิธีสารที่ได้ตกลงกันแล้ว หลังจากเจรจากันยาวนาน หรือในส่วนของร่างกรอบเจรจาที่จะมีการไปเจรจาก็ดี หรือว่า กรอบเจรจาเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้ตกลงไปแล้ว ได้เกี่ยวข้องกับ ๓ ภูมิภาคที่สําคัญ ๓ ภูมิภาค ที่สําคัญนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นภูมิภาคที่เป็นอนาคตทางเศรษฐกิจในทศวรรษนี้ นั่นคือ ภูมิภาคเอเชียและลาตินอเมริกาหรืออเมริกาใต้ อินเดียถือได้ว่าเป็นประเทศที่มี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของโลก หรืออันดับ ๔ ของโลก และกําลังเติบโต อย่างรวดเร็ว ปีที่แล้วผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนเป็นทางการและร่วมคณะ กับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องเกือบ ๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ในปี ๒๕๕๓ และมีการค้าระหว่างไทยกับอินเดียเป็นมูลค่าโดยประมาณ ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบการค้า ๒ : ๑ ครับ และแน่นอนที่สุด อินเดียนั้นมีศักยภาพของความเป็นผู้นําในเอเชียใต้ และเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็น ผู้นําของกลุ่มบิมสเทค (BIMSTEC) คือกลุ่มกรอบความร่วมมืออ่าวเบงกอลที่มี ๗ ประเทศ เป็นกรอบความร่วมมือที่มีไทย พม่า อยู่ในส่วนอาเซียน แล้วก็มีอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ภูฏาน อยู่ในส่วนของเอเชียใต้ เอเชียใต้เองยังมีกรอบความร่วมมือคล้าย ๆ อาเซียนที่เป็น กลุ่มประเทศเอเชียใต้อยู่ อินเดียก็เป็นกระดูกสันหลังที่สําคัญ เพราะฉะนั้นการที่เราได้มี การพิจารณาในส่วนหลักการเพื่อให้ความเห็นชอบที่เกี่ยวข้องกับอินเดียจะเป็นเสมือน การเชื่อมโยงกระดูกสันหลังของเอเชียใต้ เปรู เช่นเดียวกันครับ เปรูนั้นเป็นประเทศแรก ทีเดียวที่เราได้ทําเอฟทีเอกับทางเปรู ผมเองได้มีโอกาสลงนามเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการประชุมเอเปก (APEC) ที่สิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๕๒ ในพิธีสารที่มีความสําคัญ และยังต้อง ทํางานต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลนี้ และวันนี้รัฐสภาสมควรจะให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เอฟทีเอแรก ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกานั้นมีผลบังคับใช้ รวมไปถึงร่างของกรอบเจรจาต่อเนื่อง เพื่อที่จะขยายจากความตกลงในเรื่องของสินค้า ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นรายการสินค้าเร่งลดภาษี ที่เรียกว่าเป็น เออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ (Early harvest) เหมือนอย่างของอินเดียที่มาขอ ความเห็นชอบในวันนี้ เพื่อขยายให้เป็นกรอบความตกลง ความร่วมมือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องความตกลงทางการค้า ความตกลงการลงทุน ความตกลงภาคบริการ และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นต้น ถ้าเราสามารถที่จะยึดหัวหาดในลาตินอเมริกา โดยการเปิดเข้าไปสู่เปรู และปีนี้ก็ฝากรัฐบาลฝากท่านรัฐมนตรีที่จะต้องพยายามจบ ความตกลงในการเจรจากับทางชิลี ก็จะทําให้ประเทศไทยนั้นมีเกตเวย์ (Gateway) หรือมี ประตูเป็นฐานที่จะขยายการส่งออกสินค้าและบริการของเรา รวมทั้งส่งออกการลงทุนและ ธุรกิจของเราไปยังลาตินอเมริกา ซึ่งว่ากันว่าเป็นอนาคตของเศรษฐกิจโลกหลังยุค แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ญี่ปุ่นเองถึงแม้ว่าจะมีภาวะชะงักงันในช่วงร่วม ๒ ทศวรรษนะครับ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลกอยู่ ไม่ว่าในเชิงของการวัดมูลค่าการส่งออก การวัดมูลค่าการค้าระหว่าง ประเทศ การวัดมูลค่าการลงทุนระหว่างประเทศ หรือว่าขนาดของจีดีพี ญี่ปุ่นเป็นประเทศ แรก ๆ ที่เราได้มีการทําความตกลงที่ว่าความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเจเทปป้า ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ วันนี้เป็นช่วงเวลาของการทบทวน ทั้งเรื่องของการค้า การบริการ การลงทุนและ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความผูกพันกันยาวนานทั้งในยามทุกข์ ยามสุข ยามทุกข์ญี่ปุ่นเจอสึนามิ ประเทศไทยเจอไทยฟลัด (Thai flood) ในท่ามกลาง การแสวงหาโอกาสความมั่นคงของการทําธุรกิจขยายเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนและเป็นประเทศที่น่าที่จะทําธุรกิจมากที่สุดและรวมถึงการค้าด้วย มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาได้ขยายตัวกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าร่วม ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของไทย นั่นหมายความว่ากรอบการเจรจาจากนี้ไปมีความจําเป็นที่เราจะต้องใช้ความใกล้ชิด แล้วก็ ใช้ความเห็นใจกันและกันในการสร้างระบบของความยืดหยุ่นในการเจรจา ญี่ปุ่นถือได้ว่า เป็นประเทศชั้นนําในเอเชียตะวันออก ๓ ภูมิภาคที่วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาและมีประเทศ ที่ถือได้ว่าเป็นเสมือนหนึ่งเป็นเกตเวย์ของกันและกัน อินเดียเป็นเกตเวย์ในเอเชียใต้ เปรูเป็นเกตเวย์ของลาตินอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นเกตเวย์และฐานในเอเชียตะวันออก ผมให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะว่าท่านประธานคงทราบนะครับว่าประเทศไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงกว่ามูลค่าจีดีพีของประเทศ การส่งออกของเราในปีที่ผ่านมา ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๖ ล้านล้านบาท การนําเข้าก็ใกล้เคียงกัน ประมาณ ๖ ล้านล้านบาทเศษ การส่งออกและนําเข้าคิดเป็นมูลค่ากว่า ๑๒ ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าจีดีพี นั่นหมายความว่าประเทศนี้ถือเป็นประเทศการค้าพาณิชย์ หรือเป็น เทรดดิ้ง เนชั่น (Trading nation) หรือเป็นคอมเมิร์ซ เนชั่น (Commerce nation) เครื่องมือเอฟทีเอจะเป็นในรูปของความตกลงทางการค้าในเบื้องต้นที่เป็นเออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ บางรายการ และขยายไปให้ครบทุกรายการอย่างกรณีที่มาขอความเห็นชอบเรื่องของเปรู ในการเห็นชอบพิธีสารเพื่อขยายจากรายการสินค้าเร่งรัดลดภาษี ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เรียกว่า เออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ ไปสู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อขยายไป ให้เต็มรูปแบบที่เรียกว่าเป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) หรือว่าเป็นความตกลงว่า ด้วยหุ้นส่วนเศรษฐกิจครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน ภาคบริการ และความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง และการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องและ เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์การขยายตัว รวมถึงตลาดเป้าหมายที่เป็นภูมิภาคที่เป็น อนาคต ผมเชื่อว่านั่นคือการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อให้ประเทศไทยนั้นสามารถก้าวล้ํา นําหน้าสู่การเป็นประเทศการค้าและเป็นศูนย์กลางของอาเซียน การค้า การลงทุน และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องของ ๒ ด้านของเหรียญ ไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใด ที่ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว และเสียประโยชน์ฝ่ายเดียว ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์กัน และกัน จึงเปรียบเสมือน ๒ ด้านของเหรียญ เมื่อเราต้องการให้เปรูนั้นเป็นเกตเวย์ของเรา ในลาตินอเมริกา เปรูก็หวังว่าเราจะเป็นฐาน เป็นประตูการค้า เป็นฐานการส่งออก เป็นฐาน การผลิต ฐานการลงทุนของเปรูในอาเซียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บิ๊กโคล่า บิ๊กโคล่า เป็นบริษัทที่ประสบความสําเร็จของเปรูที่เข้ามาสู่ภูมิภาคในยุโรป ในลาตินอเมริกา ในอเมริกากลาง และในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน เช่นเดียวกันเราก็ต้องการที่จะขยายสินค้า ของเราไปยังอาร์เจนตินา บราซิล นิการากัว เข้าไปยังกัวเตมาลา เข้าไปยังโคลัมเบีย เข้าไปยัง ชิลี ก็โดยผ่านเปรู ตรงนี้คือเป้าหมายตลาดที่อยากจะย้ําเน้น แล้วก็อยากให้รัฐบาลได้ให้ ความสําคัญว่าจะต้องเร่งรัด ซึ่งหวังว่าในสมัยประชุมหน้าจะสามารถที่จะสรุปผลการเจรจา แล้วก็ขยายไปสู่การทําความตกลงอย่างกว้างที่สุดระหว่างไทย-เปรู เช่นเดียวกับการเจรจา ระหว่างไทย-ชิลี ผมมีข้อสังเกตอยู่บางประการที่อยากจะฝากถึงรัฐบาล
ประการที่ ๑ ก็คือว่า ใน ๓ ประเทศที่ได้ขอความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็น ไทย-อินเดีย ไทย-เปรู หรือว่าไทย-ญี่ปุ่นนั้น เป็นรูปแบบความตกลงทวิภาคี คือระหว่าง ๒ ประเทศ โดยหลักก็คือว่า ความตกลงจากการเจรจาที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะต้องให้มากกว่า กรอบพหุภาคี นั่นหมายความว่าจะต้องมากกว่าความตกลงภายใต้กรอบของอาเซียน หรือภายใต้กรอบอื่น ๆ เพราะมันเป็นความเห็นพ้องต้องกันของ ๒ ประเทศ แม้ว่าอาเซียน อินเดียจะผูกพันไทยไว้ภายใต้ความตกลงดังกล่าวแล้ว แต่ว่าทวิภาคีไทย-อินเดีย จะต้องมี จํานวนสินค้า มีความตกลงที่ลึกและกว้างกว่าจึงจะเกิดประโยชน์ ไม่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ครับ ไม่อย่างนั้นความตกลงในกรอบอาเซียนครอบคลุมอยู่แล้ว คราวนี้จะต้องให้ได้มากกว่า และผมเชื่อว่าต้องการความกล้าหาญในการที่เราจะต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะ ส่วนราชการและผู้ประกอบการ ตรงนี้จึงเป็นข้อเสนอ ข้อสังเกตที่เป็นเรื่องของแนวทาง ของการเจรจาจะต้องลึกและกว้างกว่าพหุภาคี
ประการที่ ๒ ก็คือว่า ขอให้คํานึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบควบคู่กันไป ช่วงที่ผ่านมาได้มีการมอบหมายให้สถาบันการศึกษา เช่น อย่างนิด้าและอื่น ๆ นั้นไปศึกษา ทั้งผลประโยชน์ ผลกระทบที่ใช้การวิเคราะห์โดย สวอท (SWOT) แน่นอนที่สุด จะมีผู้ประกอบการของเรา สินค้าบางรายการ เศรษฐกิจบางภาคที่อาจจะมีทั้งข้อด้อย จุดอ่อน จําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกองทุนเอฟทีเอที่อยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ จําเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระเบียบและแนวทางปฏิบัติและการบริหารของกองทุน ปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่า น่าที่จะมีการรวมกองทุนทั้งสอง และเพิ่มปริมาณงบประมาณให้กับกองทุนดังกล่าว มากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ส่วนราชการทํางานแบบบูรณาการมาอยู่ในภายใต้โครงสร้างการบริหาร เดียวกัน เพราะที่ผ่านมานั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเรายังเข้าไปดูแลไม่มากเท่าที่ควร ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) และรวมไปถึงเกษตรกรของเราบางสาขานั้น จําเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลทั้งในเชิงของการพัฒนาผู้ประกอบการ ที่เรียกว่า เอนเทรพรีเนอร์ชิพ ดีเวลลอปเมนท์ (Entrepreneurship development) หรือว่าการดูแลในส่วนการพัฒนา เกษตรกรของเราในสาขาที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้
ประการที่ ๓ ก็คือข้อเสนอในการกําหนดแผนปฏิบัติการเชิงรุกและเชิงรับ สําหรับการทําเอฟทีเอ อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับเปรู อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับอินเดีย อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับญี่ปุ่น แต่ขอให้มองในลักษณะของความเป็นการรวมกลุ่ม ทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่เรียกว่าเป็น เนชั่นแนล อินทิเกรชั่น (National integration) เพราะว่าเราจะต้องใช้หัวสว่านของความตกลงทวิภาคีในการเจาะในระดับภูมิภาค นี่คือยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่สําคัญที่เราจะแสวงประโยชน์ เช่น ในกรณีของไทย-อินเดีย เราสามารถใช้ทวิภาคีเป็นตัวอย่างตัวนําไปสู่กรอบความตกลงบิมสเทคซึ่งมี ๗ ประเทศ แล้วก็พูดได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายแล้วที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องยิงประตูเข้าโกล (Goal) ให้ได้ และจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของอาเซียนกับเอเชียใต้ โดยมีประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลาง การกําหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นขอให้คํานึงถึง หลักการสําคัญ และท่านจะเข้าใจว่าก้าวเดินในการที่จะจับมือต่อไปข้างหน้านั้นจะมีฐาน การยืนของประเทศอย่างไร ผมอยากฝากข้อสังเกตเป็นข้อเสนอไว้ ๓ หลัก ๑. คืออาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) ๒. คืออาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) และ ๓. คืออาเซียน เซนทราลิตี้ (ASEAN Centrality) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะว่ามันเป็นเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ
อาเซียน ฮับ หมายความว่า เราจะเจรจาอะไรก็ตามจะต้องใช้ ๑๐ ประเทศ อาเซียนเป็นเหมือนไม้ที่มัดรวมกันต่อรอง
อาเซียน เฟิร์สท หมายความว่า อาเซียนต้องมาก่อน จะมีข้อเสนอ จากมหาอํานาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือจากยุโรป หรือประเทศใดก็ตาม จะต้องถือว่า อาเซียนต้องมาก่อน เช่น ความตกลงเรื่องทีพีพี (TPP) มีการเสนอกันแล้วก็หลายคน หลายประเทศอยากจะกรุ๊ป (Group) เข้าไป แต่โดยแท้ที่จริงต้องมองหลายมิติว่า จะกระทบต่อก้าวเดินและโรดแมพ (Road map) ของการก้าวของอาเซียนหรือไม่
อาเซียน เซนทราลิตี้ คือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จะเจรจาทวิภาคี ใช้เป็นหัวสว่านไปสู่ประโยชน์ที่มากกว่าในระดับภูมิภาคก็ต้องยึดอาเซียนเป็นหัวใจให้มาก ที่สุด ตรงนี้เป็นทั้งยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ ที่ประเทศไทยเมื่อยามใช้เครื่องมือที่เป็นเอฟทีเอจะเป็นอย่างแคบหรืออย่างกว้าง ที่สุดจะต้องยึดถือหลักเหล่านี้
สุดท้าย ก็คือข้อเสนอแนะในเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) การค้า ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากวุฒิสมาชิกได้พูดถึงความไกลของเปรู ความจริงช่วงที่ผมไปเยือนลาตินอเมริกานั้น ผมได้ประกาศนโยบายเรื่องทําไกลให้ใกล้ ตลาดลาตินอเมริกาเป็นตลาดที่ไกลที่สุดของประเทศไทยครับที่เราค้าขายมา ๒๐๐ ประเทศ ความตกลงในกรอบหนังสือสัญญา ๓ ฉบับ ระหว่างไทย-เปรูที่นําเสนอในวันนี้ จะมีกรอบหนึ่ง ที่ฝากไว้ก็คือในเรื่องของกรอบการเจรจา ทั้งเรื่องของขยายการค้าในเรื่องของการลงทุน ภาคบริการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เรื่องของโลจิสติกส์การค้าวันนี้กลายเป็นหัวใจ สําคัญของความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ ถ้าฝั่งแปซิฟิกสําหรับลาตินอเมริกานั้น ท่าเรือที่สําคัญที่สุดคือ คาเยา (Callao) พอร์ต คาเยา (Port Callao) นั้นเป็นพอร์ตที่ใหญ่ ที่สุดทางแปซิฟิกของลาตินอเมริกา เมื่อเทียบกับพอร์ตที่ใหญ่ที่สุดทางแอตแลนติกที่บราซิล คือ ซานโตส (Santos) พอร์ต แต่เชื่อไหมครับ ค่าระวางเรือ ค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ไทยส่งออก ไปยังพอร์ต ซานโตส ซึ่งอยู่ไกลกว่า ถูกกว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปพอร์ต คาเยา ซึ่งอยู่ทาง แปซิฟิก ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ติดกับแปซิฟิกโดยมีทะเลจีนใต้เชื่อม เราข้ามแปซิฟิก ไปเราก็จะเห็นลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นการบริหารโลจิสติกส์จึงเป็นหัวใจสําคัญที่จะทําให้ ความไกลกลายเป็นความใกล้ ความแพงกลายเป็นความถูก ซึ่งจะมีสมาพันธ์โลจิสติกส์ที่ได้มี การเจรจากับทางพอร์ต คาเยา และหากเป็นไปได้ควรจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการของไทยนั้น ไปดําเนินการจัดตั้งในลักษณะที่เป็นเขตปลอดอากร หรือเขตของการประกอบธุรกิจที่ พอร์ต คาเยา เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบในด้านของการนําเข้า ส่งออก และเป็นประตูไปสู่ ประเทศลาตินอเมริกาอื่น ๆ เช่นเดียวกันที่อินเดีย ความจริงอินเดียนั้นในด้านของโลจิสติกส์ การค้า ท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลคงทราบว่าปัจจุบันเราไม่มีสายการเดินเรือ ประจําที่ส่งสินค้าจากอินเดียมายังประเทศไทยหรือจากประเทศไทยไปอินเดียในฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันตกของเรานั้นมีท่าเรือทะเลเพียงท่าเรือเดียวครับ คือท่าเรือระนอง ไม่น่าเชื่อนะครับ ตลอดทะเลอันดามันของเรานั้นมี ๑ ท่าเรือแม่น้ํา คือท่าเรือกันตังที่อยู่จังหวัดตรัง แล้วก็ ท่าเรือทะเลแห่งเดียว คือท่าเรือระนอง ท่าเรือระนองนั้นจะมีสายการเดินเรือของอินเดียเคยเดินประจําครับ และหยุดไปเมื่อปลายปี ที่ผ่านมา นั่นแสดงให้เห็นว่าการอํานวยความสะดวกทางการค้ายังใช้ไม่ได้ สิ่งที่อยากฝาก ในการทําโลจิสติกส์การค้าสําหรับกรอบการเจรจาโดยเฉพาะความตกลงระหว่างไทย-อินเดีย นั่นก็คือเรื่องโลจิสติกส์การค้าในอ่าวเบงกอลครับ อ่าวเบงกอลเป็นอ่าวที่แทบไม่มีการพัฒนาเลย และเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเข้ายึดครองและครอบงําอ่าวเบงกอล อ่าวเบงกอลนั้น ถือได้ว่ามีประชากร ๑ ใน ๔ ของโลกครับ ไทย เมียนมาร์ บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ๗ ประเทศนี้รวมกันเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคน ๑,๗๐๐ ล้านคน ๑ ใน ๔ ของประชากรโลก เราสามารถพัฒนาเส้นทางการเดินเรือสินค้าในกลุ่มประเทศนี้ โดยมีไทย กับอินเดียเป็นกระดูกสันหลังสําคัญครับ สายการเดินเรือของเราที่จะสามารถทําโลจิสติกส์ ได้ในระดับ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ตัน เช่น โงวฮก เป็นต้น สามารถที่จะเข้าเป็นกองเรือที่สามารถ ยึดครองน่านน้ําอ่าวเบงกอลได้ สินค้าที่สามารถเข้าไปสู่การทําโลจิสติกส์ ซึ่งควรเป็นหนึ่ง ในกรอบการเจรจาที่ได้เสนอมาในวันนี้ ไม่ว่าไทยกับอินเดียที่เชียนนาย ท่าเรือเชียนนาย ท่าเรือกัลกัตตา แล้วก็เชื่อมโยงไปสู่ท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ ท่าเรือย่างกุ้ง ท่าเรือ ทวายของพม่า ท่าเรืออาเจะห์ อินโดนีเซีย ท่าเรือโคลัมโบของศรีลังกา เราสามารถทํา การเดินเรือสายประจําของสินค้าได้ทุกเดือน เราสามารถครอบครองการส่งออกสินค้าและบริการ
ท่านประธานครับ ผมจะจบแล้วก็คือว่า โลจิสติกส์การค้าได้มีความสําคัญ อย่างยิ่ง และวันนี้ทุกคนมองเห็นตรงกันว่า อเมริกา ยุโรป กําลังซวนเซและกําลังทรุดโทรม จากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส และปัญหาหนี้สาธารณะ วันนี้การค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่อง ของการที่จะต้องกําหนดเป้าหมายตลาด การสร้างการอํานวยความสะดวกทางการค้าใน รูปแบบของการใช้เครื่องมืออย่างเอฟทีเอ เป็นต้น หรือว่าความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วน เศรษฐกิจและการลงไปในรายละเอียดของกรอบการเจรจา เช่น เรื่องของโลจิสติกส์ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ระหว่างไทย-อินเดีย โดยผ่านพม่า ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตร เท่านั้น ซึ่งได้เป็นความตกลงในการเจรจาช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีก็ดี หรือที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเจรจากับผู้นําอินเดีย ผู้นําพม่า และบังกลาเทศก็ดี ก็คือ การเชื่อมโยงเอเชี่ยน ไฮเวย์ (Asian Highway) จากระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ที่สิ้นสุดปลายทางฝั่งไทยที่จังหวัดตาก แม่สอดไปสู่เมียวดี ไปสู่เนปีดอ และเข้าพม่าที่มณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร ต้นปีก็ตั้งใจว่าจะเดินทางสํารวจเส้นทางนี้ ก็หวังว่าทางรัฐบาลจะได้ใช้เป็น กรอบหนึ่งในการเจรจาเพื่อที่จะทําให้การค้าโดยการขนส่งโลจิสติกส์ทางบกนั้นสามารถ ดําเนินการได้ในความร่วมมือของไทย-อินเดียเป็นแกน ผมเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ข้อสังเกต แล้วก็ประการที่ผมคิดว่าจะทําให้ความมีชีวิตชีวาและอนาคตสามารถขยายโอกาส ของเรากับประเทศที่ทําความตกลง นั่นก็คือข้อเสนอสุดท้ายคือกลไกครับ กลไกที่ผ่านมาเราจะ ยึดระบบอิมพอร์ต (Import) เอ็กซ์พอร์ต (Export) การค้าระหว่างประเทศจะใช้รูปแบบนี้ มาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วครับ แต่ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราได้สร้างรูปแบบกลไกของการค้า ระหว่างประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเอฟทีเอให้ได้สูงสุด นั่นก็คือ การขับเคลื่อนผ่านสภาธุรกิจ ๒ ประเทศ สภาธุรกิจไทย-อินเดีย สภาธุรกิจอินเดีย-ไทย สภาธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น สภาธุรกิจญี่ปุ่น-ไทย สภาธุรกิจไทย-เปรู สภาธุรกิจเปรู-ไทย และให้มี การประชุมบิสซิเนส ซัมมิท (Business Summit) ทุกปี และรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนภาครัฐเข้าไปร่วมกับภาคเอกชน ตรงนี้ครับที่จะทําให้เป็นกลไก ที่ประเทศไทยจะเหนือกว่าอีก ๒๐๐ ประเทศทั่วโลก ยังไม่มีใครทําโมเดล (Model) นี้ ได้มีการทําแล้วระหว่างไทย-มาเลเซีย ในลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท (Lima Dasar Summit) ได้มีการทําแล้วระหว่างการประชุมบิสซิเนส ซัมมิท ระหว่างไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ผมหวังว่า ไทย-อินเดีย ไทย-เปรู ไทย-ญี่ปุ่นนั้น จะเป็นกลไกที่ท่านรัฐมนตรีจะได้ขับเคลื่อนดําเนินการ และกลไกที่ ๒ ที่เราต้องมีก็คือสํานักงานผู้แทนการค้าของเรา จะเป็นสํานักงานการพาณิชย์ หรือว่าสํานักงานไทยเทรดเซ็นเตอร์ (Thai Trade Center) ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ ๖๐ กว่าสํานักงานทั่วโลกนั้น ไทย-เปรู ยังไม่มีครับ จําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องขยายไป เพราะเราตั้งใจจะยึดเป็นหัวหาด ถ้าเรามีแต่ความตกลง แต่เราไม่มีฐานที่มั่น ไม่มีสํานักงาน ตัวแทน ยากครับที่จะขับเคลื่อน และเราต้องการเจาะไปสู่ ไม่ใช่แค่เปรู ในลาตินอเมริกา แต่เจาะไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในลาตินอเมริกา
ทั้งหมดนั้นก็คงเป็นเพียงข้อเสนอข้อสังเกตนะครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานการค้าระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงเอฟทีเอที่ได้นําเสนอในวันนี้นั้น ผมจะยกมือให้ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่ดําเนินการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว แล้วก็รัฐบาลนี้ก็ได้นําเสนอ ต่อรัฐสภาเห็นว่าเป็นประโยชน์นะครับ ที่จะก้าวข้ามความเป็นการเมืองที่แตกต่างไปสู่ ความร่วมมือในเป้าหมายเดียวกันของประเทศไทยของเราครับ ขอบคุณท่านประธาน
ครับ ท่านสมาชิกเราใช้เวลา ประชุมต่อเนื่องกันมาพอสมควรนะครับ ที่เหลือแสดงเจตจํานงที่จะอภิปรายก็เหลืออยู่ ๘ ท่านนะครับ ถ้าใช้เวลาท่านละประมาณ ๔-๕ นาทีได้ก็จะดี ก็เหนื่อยกันมาพอสมควรครับ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ แล้วตามด้วยท่านสุริยา ปันจอร์ นะครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งในพิธีสารฉบับที่สอง เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย
เรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี แม้อินเดียจะได้ลงนาม ในความตกลงการค้าเสรีร่วมกันตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ และมีสินค้าลดภาษีระหว่างกันรวมกว่า ๘๒ รายการแล้วก็ตาม ร่างพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขต การค้าเสรีไทย-อินเดีย เพราะจะเป็นกลไกสําคัญในการผลักดันการขยายการค้า นี่คือ ความสําคัญเลยค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีก็คือการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย โดยการเปิดเสรีสินค้าตู้เย็น พิกัด ๘,๔๑๘.๑๐ ไว้ในกลุ่ม สินค้าอีเอชเอส (EHS) นะคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้นั้นต้องบอกว่าการแข่งขันในประเทศไทยนั้น สูงมากเลยทีเดียว ฉะนั้นคนที่มีศักยภาพสูง สมควรที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้ไปแข่งขันใน ต่างประเทศ เพื่อที่เราจะได้ขยายวงในการค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในตลาดประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีจํานวนประชากรมากถึง ๑,๑๐๐ ล้านคนเลยทีเดียว นอกจากนี้ การที่อินเดียเปิดประเทศมากขึ้น ก็ทําให้ประเทศไทยมีโอกาสมากขึ้น โดยเฉพาะครั้งนี้นั้น เป็นตู้เย็น ๒ ประตูนี้ ทีนี้ในการค้ากับประเทศอินเดีย ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรี จะต้องรู้ว่าพื้นฐานของคนอินเดียนั้น แต่ละรัฐไม่เหมือนกัน ดังนั้นแล้วรัฐบาลจะต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าแต่ละรัฐที่คนไทยจะเข้าไปทําการค้านั้น มีความต้องการพื้นฐานเป็นอย่างไร และจิตใจเขาเป็นอย่างไรด้วย เพราะว่าคนอินเดียนั้น ต่อรองเก่งมาก ดิฉันว่าดิฉันต่อรองเก่งแล้วนะคะยังสู้คนอินเดียไม่ได้ ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ ใกล้เคียงกันด้วยนี่นะคะ ก็ยังที่จะต่อรองเก่งมาก ๆ และบวกราคาสินค้าแต่ละอย่างไว้สูงมาก เพื่อการต่อรอง อันนี้นั้นเมื่อทราบว่าลักษณะนิสัยเขาเป็นคนอย่างนี้แล้ว ท่านประธานผ่านไป ถึงท่านรัฐมนตรี จะต้องมีการอบรมสัมมนาในการที่จะสนับสนุนเพื่อการค้า เพราะว่า ประเทศอินเดีย ๑,๑๐๐ ล้านคน ๒๐๐ ล้านคนค่ะท่านประธานคะ ที่เป็นระดับบนไปหา เศรษฐี สามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้ด้วยเงินจํานวนมหาศาลเลยทีเดียว นี่ค่ะตรงนี้ด้วย ส่วนหนึ่งนะคะ นอกจากนั้นแล้วเฟอร์นิเจอร์ของประเทศไทยนั้นติดอันดับ ๔ ที่ขาย อยู่ในประเทศอินเดีย คนที่ไปทําการค้าเรื่องอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ท่านประธานที่เคารพคะ กราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าเงินเบี้ยครองชีพ เบี้ยยังชีพเขาที่แปลเป็นภาษาไทยว่า อย่างนี้ที่ประเทศอินเดียเก็บเมื่อพนักงาน ๒๐ คนขึ้นไปจะต้องเก็บคนละ ๑๒ เปอร์เซ็นต์นั้น ทําให้นายจ้างไทยค่อนข้างที่จะหวั่นไหวที่จะไปลงทุนในประเทศอินเดีย ฉะนั้นก็ฝากเรื่องนี้ ไว้กับรัฐบาลด้วยนะคะ ดิฉันจะไม่ฝากนานสักเท่าไร เพราะว่าจะเป็นการรบกวนเวลา ของคนอื่น เพราะว่าการแสดงความคิดเห็นของคนอื่นนั้นยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ มากมายมหาศาลค่ะ ท่านประธานคะ แล้วต่อจากนั้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของเบี้ยยังชีพนี้ ถ้ารัฐบาลต่อรองได้เหมือนกับภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง เลยทีเดียวค่ะ ตรงนี้ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีค่ะ ปัจจัยเสี่ยง ที่ผู้ประกอบการไทยพึงระวังในการบุกตลาดอินเดีย ท่านประธานคะ ดิฉันมีข้อมูลนําเสนอค่ะ
ข้อแรก โครงสร้างอัตราภาษีและระบบกฎหมายของอินเดียที่ซับซ้อน และแตกต่างกันในแต่ละรัฐ แต่ละพื้นที่ ท่านประธานคะ ขออีกสัก ๑ นาทีค่ะ
ข้อ ๒ ภาวะการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงในตลาดระดับกลางถึงล่างซึ่งมีจีน และมาเลเซียเป็นคู่แข่งไทยคนสําคัญค่ะ
ข้อ ๓ ศึกษากฎหมายท้องถิ่นและความต้องการของผู้บริโภคในอินเดีย แต่ละพื้นที่อย่างละเอียด เพราะว่าแต่ละรัฐนั้นไม่เหมือนกัน และคนอินเดียเป็นคนที่ต่อรอง เก่งที่สุด
ข้อ ๔ กําหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้ตลาดไทยไปบุกตลาดอินเดีย อย่างชัดเจน เพราะว่าผู้ลงทุนไม่ต้องการที่จะพับเสื่อกลับบ้านทั้งนั้นค่ะท่านประธานคะ
สุดท้ายค่ะ กลยุทธ์การตลาดต้องใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเฉพาะเจาะจง ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แต่ละรัฐ และอีกข้อหนึ่งแถมมาค่ะ ก็คือคนอินเดียนั้น ซื้อของไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนคนไทย เขาซื้อสมบัติแต่ละชิ้นนั้นจะต้องใช้งานได้ ใช้นานได้ ขนาดไหนยิ่งดี
ฉะนั้นตราไทยนี่ค่ะ ความเป็นไทยอินเดียต้องการมากที่สุด ไม่อยากเคลือบแฝง ตราประเทศอื่น ๆ แล้วสู่ประเทศไทย คือถิ่นกําเนิดของสินค้าอยากจะได้ความเป็นไทย มากที่สุด ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพเวลาน้อยค่ะ การค้าไทย-อินเดียเฉลี่ยความมั่งคั่ง แต่ต้องเข้าใจทุกอย่างจึงพอสร้างความหวัง เอกลักษณ์ไทย ตราไทย อินเดียอยากได้เป็นพลัง สุขสมหวังและความหวังจากการสร้างตราไทย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านสุริยา ปันจอร์ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการจัดทําพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบการตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย ท่านประธานครับ เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ก็เกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา โดยข้อตกลงในเบื้องต้นนั้นมีสินค้าที่ได้ตกลงร่วมกันถึง ๘๒ รายการ บัดนี้ คือฉบับที่สอง กําลังจะเพิ่มอีก ๑ รายการ นั่นก็คือตู้เย็น ตรงนี้เป็นประเด็นที่พูดย้ํา และซ้ํากันหลายท่าน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในส่วนที่ ไม่มีท่านใดได้นํามากล่าวตรงนี้
ท่านประธานครับ ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่โตมโหฬาร มีประชากร ถึง ๑,๑๐๐ ล้านคน ถ้าจะแยกเป็นสัดส่วนของศาสนา ศาสนาฮินดูมีถึง ๙๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ศาสนาอิสลามซึ่งมาเป็นอันดับ ๒ ร้อยละ ๑๐ มีประมาณ ๑๖๐ ล้านคน ถือเป็นประชากร ที่มีจํานวนมาก คงจะไม่ถึงที่สุดแต่มีจํานวนมากทีเดียว ท่านประธานครับ เราน่าจะ ฉวยโอกาสจากปริมาณหรือจํานวนของประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจํานวนมาก ดังกล่าว นั่นก็คือเรื่องของอาหาร ท่านประธานครับ ผมดูรายการต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่ผมติดใจ นั่นก็คือเรื่องอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปไม่ได้ระบุว่าฮาลาลหรือไม่ฮาลาล แต่ถ้าเราจะได้กําหนด เราจะได้เสนออาหารแปรรูปในลักษณะของอาหารฮาลาล ก็อาจจะ เป็นที่ถูกอกถูกใจของประชากรที่นับถือศาสนาอิสลาม ท่านประธานครับ ก็อยากจะเรียนตรงนี้ ว่าประชากรมุสลิมเลือกรับประทานอาหารหรือเลือกบริโภคอาหารที่ฮาลาลเท่านั้น เว้นแต่ ในกรณีที่มีความจําเป็นไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็บริโภคตามความจําเป็น ในประเทศอินเดีย เท่าที่ผมได้เรียนและศึกษาดูปรากฏว่ามีองค์กรอยู่องค์กรหนึ่งที่รับผิดชอบแต่เป็นองค์กร เอกชน แต่รับผิดชอบในการรับรองเครื่องหมายฮาลาลให้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศอินเดีย และองค์กรนี้แหละครับเป็นองค์กรที่ได้ทําความตกลงกับองค์กรที่รับผิดชอบอาหารฮาลาล ในประเทศไทย นั่นก็คือองค์กรคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น องค์กรที่เกิดขึ้นโดยพระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ เขาได้คุย ได้ตกลงกัน และมีการสื่อสารประสานด้วยกัน เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าถ้ารัฐบาลจะใส่ใจ สนใจในประเด็นนี้ โดยการส่งเสริมสนับสนุนให้อุตสาหกรรมฮาลาลที่จังหวัดปัตตานี ได้เป็นรูปเป็นร่าง โดยการเสริมสร้างเขี้ยวเล็บให้มีศักยภาพและผลิตอาหารฮาลาลประสาน ต่อไปยังประเทศที่เป็นมุสลิม โดยเฉพาะประเทศอินเดียซึ่งมีประชากรถึง ๑๖๐ ล้านคน ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยในมิติหนึ่งจะต้องขยายอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้เท่าที่ทราบ อาหารฮาลาลที่แพร่สะพัดอยู่ในประเทศอินเดียคิดเป็นมูลค่าแล้วประมาณ ๒๕๐ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และมีโอกาสขยายไม่ต่ํากว่าปีละร้อยละ ๑๐ ต่อปีครับ เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนผ่านท่านประธานถึงรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้กรุณานําประเด็นนี้ ไปศึกษาและกระตุ้นส่งเสริมให้อุตสาหกรรมฮาลาลได้เกิดเป็นตัวเป็นตนที่ชัดเจนและจะได้ ขยายเศรษฐกิจของประเทศชาติต่อไป ขอบคุณมากครับ
ครับ ท่านฝ่ายค้านไม่มี ผู้อภิปรายนะครับ เหลือแต่ฝ่ายรัฐบาลท่านสุดท้ายนะครับ แล้วก็จะมีวุฒิสมาชิกเหลืออีกสัก ๔ ท่าน เชิญท่านสงวน พงษ์มณี ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ผมคิดว่าผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ต้องขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาว่าท่านต้องช่วยกรุณาจัดงบประมาณให้มีการศึกษา เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของรัฐสภาในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ เผื่อว่าเราจะใช้ ผลการศึกษาไปแก้รัฐธรรมนูญหรือว่าต้องออกกฎหมายประกอบ เราเสียเวลากับตรงนี้ เหมือนเป็นพิธีกรรมเท่านั้นท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องมันหนักมาก หนักหนาสาหัส แล้วรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ท่านประธานครับ มันลําบากขนาดไหนท่านประธานครับ บอกว่าถ้าจะทําหนังสือสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา วรรคต่อมายังบอกว่า ให้รัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ต่อมาก็บอกว่า จะแสดง เจตนาผูกพันยังจะต้องมีกระบวนการอีกตั้งมากมายท่านประธานครับ ผลกระทบ ของการทําสัญญาต้องมีการเยียวยาอีก ผมยังคิดว่าเรื่องเหล่านี้ถ้าเรามาใช้สภาแห่งนี้ มาทําเหมือนกับเป็นพิธีกรรมในการพิจารณาตามมาตรา ๑๙๐ มันไม่เพียงแต่เสียประโยชน์ มันจะหาข้อยุติไม่ได้ด้วย วันนี้เรื่องอย่างนี้มันควรจะมีคณะกรรมาธิการสามัญของ ๒ สภา หรือเปล่า เพราะว่าเมื่อรัฐบาลจะเสนอภายใน ๖๐ วัน ส่งเข้ามาเสร็จคณะกรรมาธิการ ๒ สภา วิเคราะห์อย่างละเอียดหาข้อมูลให้รอบคอบแล้วนําเสนอกรอบ ทําไมพูดอย่างนี้ ท่านประธานครับ เล่มนี้หน้า ๔ หน้า ๕ ที่ผมพูดเรื่องเปรูเพราะมีเอกสารประกอบ หน้า ๔ หน้า ๕ และหน้าสุดท้ายอ่านให้ดีครับท่านสมาชิก จะเห็นว่ามีความจําเป็นมาก ในการจะพิจารณา หนังสือฉบับนี้เอกสารฉบับนี้เป็นนามธรรมนะครับท่านประธาน เขียนเป็น นามธรรมไว้แต่เล่มใหญ่ ๗๐๐ หน้าเต็ม นี่เป็นสาระสําคัญของรายละเอียด ใครได้อ่านบ้าง วันนี้ยังกองทับเป็นกระดาษห่ออยู่เลย ผมนั่งดูเห็นชัดว่าเรากําลังทําอะไรกัน จําเป็นต้อง เห็นด้วยก็เห็นด้วยตามวิป พูดกันตามตรงอย่างนี้ รัฐสภาแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ จะปล่อยให้รัฐสภา ของเราต้องเป็นพิธีกรรมอย่างนั้นหรือ ท่านครับ ในนี้เขียนผูกมัดไว้มากมายนะครับ ท่านประธาน ท่านดูสินค้าตัวเดียวระหว่างอินเดียนี่ครับ แท็บเล็ต (Tablet) เมืองไทย ๑๓,๐๐๐ บาท ในจีนประมาณ ๓,๐๐๐ บาท อินเดีย ๗๐๐ บาทท่านประธาน ถ้าเราค้ากับเขา ประเทศเราเป็นอันดับ ๒ ของโลกในการส่งชิป (Chip) คอมพิวเตอร์ไปต่างประเทศ อะไร จะเกิดขึ้น การเยียวยาหมายถึงเยียวยาบริษัทอุตสาหกรรมหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้าเราใช้ตรงนี้ เป็นแค่ตรายาง เป็นแค่พิธีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ล้มเหลว ถ้าเห็นว่ามันมีปัญหา ที่รัฐธรรมนูญไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่ขึ้นมาบริหารประเทศก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผม กําลังพูดเราเอาข้อเท็จจริงมาพูดท่านประธาน ๗๐๐ หน้าเต็มที่เป็นสาระสําคัญ เสนอขึ้นมา ใช้เงินงบประมาณตั้งมากมาย แล้วสําคัญทั้งสิ้น ท่านครับ อ่านดู ๑ รายการก็เห็นแล้วตกใจแล้ว แล้วเอาอย่างนี้มาโชว์ปุ๊บ แล้วบอกว่าพอมีกดออดผ่านก็ผ่าน ผ่านไปแล้วปัญหาเกิดขึ้น จะเยียวยาอย่างไร มีคนประท้วงนิดหน่อย เยียวยานิดหน่อย คนเดือดร้อนมีคนไปเจรจา รัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านจะพูดจะเข้าใจอะไรก็ตาม ถ้ารัฐนี้ไม่ให้สิทธิในการเจรจากับท่าน เป็นไปไม่ได้ท่านประธาน ไม่กี่วันมานี้รองนายกรัฐมนตรี ๔ ประเทศ ไปคุยกันว่าชายแดน จะต้องมีการดูแลร่วมกัน รองนายกรัฐมนตรี ๓ ประเทศเขาเซ็นได้ ประเทศเราเซ็นไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมาตรา ๑๙๐ ทําอย่างไรล่ะ ผมจึงเสนอท่านว่าสรุปอย่างนี้เลยได้ไหมว่า ท่านประธานครับ ท่านต้องขอ ขอให้ท่านอนุมัติงบประมาณให้พวกเราในรัฐสภาแห่งนี้เป็น ผู้ศึกษาร่วมกัน มีคนภายนอกมาร่วมด้วย อย่าโยนไปที่พระปกเกล้ามันจะเท่ากับศูนย์ เพราะพระปกเกล้าก็มีส่วนในการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย คุณเขียนอย่างนี้ คุณมีเจตนาอย่างไร เราไม่ยอมรับ ต้องให้รัฐสภาของเราตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาร่วมกัน หรือเป็นคณะทํางานมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านวุฒิสมาชิก ท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ และตามด้วยท่านชรินทร์ หาญสืบสาย นะครับ มีท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล เชิญท่านเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ในกรณีที่เสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาในรายละเอียด ก่อนที่จะนําเข้ารัฐสภาผมเห็นด้วย ในกรณีที่บอกว่าแจกเอกสารแล้วไม่มีประโยชน์ หรือเอกสารมากไป ผมไม่เห็นด้วย ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในการศึกษา รายละเอียด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมได้ใช้ประโยชน์ตรงนั้นเต็มที่ ในการอภิปรายผมก็ พยายามจะโฟกัส (Focus) เฉพาะจุดที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์ แล้วมีความสําคัญ แล้วก็มี ประโยชน์เกี่ยวเนื่อง อันนี้ก็อยากจะแสดงความในใจผ่านท่านประธานให้ทราบนะครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องของการทําเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ มันเป็น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทุกรัฐบาล ทุกรัฐบาลเชื่อว่าเห็นด้วยกับประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ทุกท่านคงเห็นด้วยกับการทําอาเซียน+๓ รวมถึงอาเซียน+๖ อินเดียครับท่านประธาน อินเดียอยู่ในอาเซียน+๖ แล้วก็ถ้าเราดูให้ดีแล้วนะครับท่านประธานนอกเหนือจากอินเดีย แล้วยังมีประเทศที่เราควรจะทําเอฟทีเอด้วย คืออยู่ในกลุ่มบริกส์ (BRICS) หรือบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน เราทําเอฟทีเอแค่อินเดียกับจีน เราน่าจะทําเอฟทีเอกับบราซิลกับรัสเซีย ซึ่งตรงนี้ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ ท่านประธานครับ นโยบายของ อินเดียคือ ลุค อีสต์ (Look East) หรือมองตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้น อินเดียถือว่าอาเซียนเป็นเพื่อน ซึ่งเขาก็อยากจะทําเอฟทีเอด้วย การที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีพลเมืองถึง ๑,๔๐๐ ล้านคน ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่เราน่าจะสนใจแล้วก็น่าจะให้ความสําคัญ
ประเด็นปัญหาก็คือว่าวันนี้เราไม่ได้อภิปรายเรื่องเอฟทีเอไทยกับอินเดีย แต่เราอภิปรายเรื่องพิธีสารฉบับที่สองของเอฟทีเอไทย-อินเดีย ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ เรื่อง เราไม่ จําเป็นจะต้องอภิปรายมากมายหรือเยิ่นเย้อให้ครอบคลุมไปถึงเอฟทีเอไทยกับอินเดีย เพราะว่า ๒ เรื่องที่เสนอขอความเห็นชอบในวันนี้มีเพียงแต่เรื่องที่ ๑ เพิ่มการรับรองซื้อขายผ่าน ประเทศที่สามหรือ เธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ สําหรับสินค้าเร่งลดภาษี หรืออีเอชเอส หรือเออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ สกีม จํานวน ๘๒ รายการที่ลดภาษีเป็น ๐ ตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเดิม ๘๒ รายการครอบคลุมสินค้า เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน ลําไย อาหารทะเลแปรรูป ของทําด้วยเหล็ก กระปุกเกียร์ เครื่องปรับอากาศ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าประเทศที่สามเขาส่งใบอินวอยซ์ แต่เดิม ทําไม่ได้ ทีนี้เราต้องการให้รับรองว่าสามารถที่จะส่งอินวอยซ์ผ่านประเทศที่สามได้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ไม่ใช่ไทยกับอินเดีย แต่สิงคโปร์ไปอยู่ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการเจรจา พหุภาคีของอาเซียน-อินเดียยังไม่ครอบคลุมถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีประเทศที่สาม สามารถส่งใบอินวอยซ์ได้ แต่ว่าให้สินค้าส่งจากไทยไปอินเดียหรือส่งจากอินเดียไปไทยได้ ตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่อยู่ในข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เพิ่มรายการสินค้าตู้เย็น พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ ไว้เป็นรายการที่ ๘๕ ของ อีเอชเอสเป็นตู้เย็น ๒ ประตู โดยพิจารณาถิ่นกําเนิดสินค้าจากพิกัดในระดับ ๖ หลัก เป็นพิกัดประเภทย่อยที่ ๘๔๑๘.๑๐ และใช้โลคอล คอนเทนท์ (Local Content) ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มันก็เป็นที่น่าสนใจแล้วก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าอยู่ดี ๆ ทําไมถึงเกิดเรื่องของตู้เย็น ๒ ประตูนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ บริษัทที่ขอให้ไทยเปิดเสรี การค้าตู้เย็น ๒ ประตู ก็คือบริษัท เวิร์ลพูล อินเดีย เพราะว่าหากเปิดเสรีการค้าจะทําให้ตู้เย็น ประเภทดังกล่าวถูกกว่าของไทย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทําให้ผู้ประกอบการต้องลดจํานวนการผลิตลง เพราะคนจะหันไปซื้อของราคาถูก ทั้งนี้เนื่องจากบริษัท เวิร์ลพูล อินเดีย ได้ร้องเรียน ผ่านเอกอัครราชทูตอินเดียประจําประเทศไทยว่าได้ส่งออกสินค้าตู้เย็นมาไทย โดยสําแดง ในใบถิ่นกําเนิดสินค้าว่าเป็นสินค้าพิกัด ๘๔๑๘.๒๑ ซึ่งเป็นตู้เย็นชนิดใช้ตามบ้านเรือน แบบประตูเดียวที่ได้รับการยกเลิกภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ต่อมากรมศุลกากร ได้ตรวจสอบพบว่าสินค้าตู้เย็นที่อินเดียส่งมาเป็นสินค้าตู้เย็นที่มีตู้แช่แข็งประกอบอยู่ด้วยกัน โดยมีประตูนอกแยกจากกัน ๒ ประตู ซึ่งอยู่ภายใต้พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ และไม่อยู่ในรายการ เร่งลดภาษี จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษี และต้องเสียภาษีนําเข้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้พอดี การเสนอของอินเดียมันสอดคล้องกับความต้องการของไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลย มีการเสนอขึ้นมาซึ่งเป็นประโยชน์ร่วม เพียงแต่ว่าผมอยากจะฝากประเด็นตรงที่ว่า เป็นข้อสังเกตไว้นะครับ ท่านประธานครับ เวลาเปิดเสรีซึ่งมันจะมีประโยชน์ในกรณีที่ลดภาษี ๓๔ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับท่านประธาน ประเทศไทยนี่เปิดทั้งประเทศ แต่อินเดียมันมี การเก็บภาษีระหว่างรัฐ เพราะฉะนั้นเราจะได้ประโยชน์เฉพาะรัฐของอินเดียที่มีท่าเรือ ถ้ารัฐที่ไม่มีท่าเรือเวลาที่จะส่งสินค้า ในที่นี้คือตู้เย็นส่งข้ามไปขายก็ต้องถูกคิดภาษีระหว่างรัฐ ตรงนี้เป็นเรื่องของความจําเป็น ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าท่านต้องใช้ กรอบการเจรจาอาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะต้องดําเนินการต่อไป เพราะว่าอาเซียน-อินเดีย เราดําเนินการไปแล้วแต่ว่ามันยังประสบปัญหาอยู่ ในเรื่องของการเจรจาระหว่างทวิภาคี กับพหุภาคีบางครั้งการเจรจาทวิภาคีอาจง่ายกว่า และทําให้เราได้ประโยชน์ในช่วงที่เวทีพหุภาคี ยังเจรจาไม่สําเร็จ บางครั้งการเจรจาพหุภาคีก็เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกต่อการเจรจา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านต้องใช้พหุภาคีเจรจาเร่งกดดันเรื่องของการเก็บภาษีระหว่างรัฐ โดยใช้กลุ่มอาเซียนเป็นประโยชน์ จึงจะเป็นประโยชน์ที่สมบูรณ์แล้วก็จะช่วยเรื่องของตู้เย็น ที่เราคุยกันวันนี้ให้ประสบความสําเร็จครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตาก ไม่ทราบว่าท่านประธานกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจะสังเกตเห็นหรือไม่ครับว่า เรากําลังเสียเวลาในสิ่งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องจริง ๆ เลยนะครับ ร่างกรอบความตกลงระหว่าง ไทยกับอินเดียก็ดี กับเปรู หรือกับญี่ปุ่นเราทํากันมาหลายปีแล้วนะครับ แล้วสังเกตสิครับว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยเรากับประเทศทั้งสามนั้นก็มีแต่เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างมากมาย อย่างยกตัวอย่างอินเดียนี่นะครับ เราขยายตัวส่งออกเพิ่มเป็น ๕ เท่า คือตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ หลังจากที่เรามีความตกลงกับอินเดียในเออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ สกีม ขณะที่นําเข้า เฉลี่ย ๑ เท่าตัว แล้วเราเองก็ได้เปรียบดุลการค้าประมาณถึงปีละ ๗๓๙ ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา สิ่งเหล่านี้มันอํานวยผลประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างเหลือล้น อย่างมหาศาล เพราะอะไรครับ ก็เพราะผลประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าเสรีหรือว่าฟรีเทรด (Free Trade) ระหว่างกัน ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว ทุกวันนี้การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศชาติไหนในโลกมีหลายร้อยเป็นพันฉบับ ไทยเราเองก็เกาะกระแสโลก เพราะถ้าหากว่าเราไม่ไปร่วมกับเขาแล้วนะครับ เราก็จะตก ขบวนรถ นั่นก็คือเราจะขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน การค้าทุกวันนี้ต้องการ ความรวดเร็วครับ ต้องการประสิทธิภาพสูง ในการเจรจาการค้าเอฟทีเอ ซึ่งดําเนินการ มาประมาณ ๑๐ ปีแล้วนี่นะครับ เราเองได้ประโยชน์มากมายจากการค้าเสรี เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเห็นว่าการเจรจาต่าง ๆ นั้นมีประสิทธิภาพ อย่างนี้แก้ไขพิธีสาร เรื่องที่เกี่ยวกับเธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ หรือว่าเรื่องตู้เย็น ๑ ประตู ๒ ประตู ผมว่าเป็นเรื่อง จิ๊บจ๊อยมากนะครับ นักเจรจาของเราคือจากกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ และอีกหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเอกชนนะครับ สภาหอการค้า แห่งประเทศไทย สมาคมที่เกี่ยวข้องเขาได้พิจารณากันอย่างถ่องแท้รอบคอบแล้วว่า มันมีผลดีผลเสียอย่างไร บางครั้งเราก็โอนอ่อนให้เขา บางครั้งเราก็แข็งแกร่งนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้มันน่าจะแค่มาอินฟอร์ม (Inform) แล้วมาแจ้งให้สภาทราบหลังจาก เจรจาเสร็จแล้วเท่านั้น หลาย ๆ ประเทศเขาก็ทําอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องอะไรก็มาให้ทางรัฐสภา เราอนุมัติหมด เรามีเรื่องสําคัญมากมายครับท่านประธาน ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ในเรื่องการที่จะตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล การออกกฎหมาย สังเกตไหมครับกฎหมาย หลายฉบับต้องตกไปไม่ใช่อะไรครับ เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเรามัวแต่ยุ่งเรื่องไม่เป็น เรื่องเหล่านี้ เสียดายอย่างยิ่งครับที่เรามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วเราก็ยัง ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก ผมคิดว่าอยากจะขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกสักครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๑๙๐ ให้มันเกิดประโยชน์กับประเทศไทย อย่างแท้จริงนะครับ อย่างที่อินเดียเรื่องเธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ ก็ดี หรือเรื่องตู้เย็น มันเป็น เรื่องที่อินเดียเขาขอมา แล้วเรื่องเธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ นี้เราก็ได้ประโยชน์ นั่นก็คืออย่างเรา สั่งกระปุกเกียร์รถยนต์นี่นะครับ มันทําในอินเดีย แต่ว่าอินวอยซ์มันออกจากสิงคโปร์ เพราะบริษัท โตโยต้าเขาทําบริษัทค้าขายอยู่ที่สิงคโปร์ แต่ว่าเราเอาเข้ามาแล้วไทยเราไม่ได้ ลดภาษี เพราะเราบอกว่าอินวอยซ์มาจากสิงคโปร์ อันนี้เราได้ประโยชน์ เราก็ต้องมาแก้ไข แล้วเราต้องให้สภาอนุมัติรับรองอีกนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างว่าเป็นเรื่องที่เราได้ประโยชน์ เต็ม ๆ ส่วนไทยกับเปรูก็เหมือนกันนะครับ เราค้ากับเปรูทํามาหลายปีแล้ว ชื่อมันก็บอกแล้ว เฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ ออน โคลสเซอร์ อีโคโนมิก พาร์ทเนอร์ชิพ นะครับ กรอบเจรจา ความร่วมมือการค้าเสรีที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับเปรูนะครับ ขณะนี้เราได้ตกลงกันไปแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของรายการค้าทั้งหมด ก็เหลืออีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่จะต้องเจรจากันต่อไป ทุกวันนี้การค้าระหว่างไทยเรากับเปรู เราก็มีทั้งการค้าแล้วก็บริการ เราซื้อปลาป่นจากเขา เราซื้อทองแดงจากเปรู เปรูก็ซื้ออาหารจากเรามากมาย ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลกันต้องเดินทาง ตั้ง ๒๐ กว่าชั่วโมง แต่ว่า ๒ ประเทศเราก็มีการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น หลาย ๆ ประเทศ ในลาตินอเมริกาเขายกย่องสินค้าไทยว่าสินค้าที่มีคุณภาพดี การเปิดเสรีการค้าระหว่างกัน ก็คือเป็นการที่จะทําให้การค้านั้นมีอุปสรรคน้อยลง แล้วก็การอํานวยความสะดวกทางการค้า ก็จะดีขึ้น นั่นก็คือภาษีต่าง ๆ นอกจากจะตัดแล้วก็ยังมีการอํานวยความสะดวกซึ่งกันและกัน ไม่มีเรื่องอะไรที่เราจะต้องไปวิตกกังวลเลยนะครับ
แล้วก็เรื่องสุดท้ายก็เรื่อง เจเทปป้า ไทย-อินเดียนะครับ ก็เป็นการเจรจา ต่อเนื่องจากการเจรจาครั้งก่อน เพราะไทย-ญี่ปุ่นเราใช้เวลาการเจรจากันแบบอย่างเรียกว่า อย่างเข้มข้น และในที่สุดเราก็ตกลงกันได้ มีเรื่องเดียวที่เราผิดหวังนั่นก็คือญี่ปุ่นไม่ยอมลด ภาษีข้าวกับน้ําตาลให้เรานะครับ เขายืนกรานเลย แต่ว่าเราได้ประโยชน์มากมายนะครับ อย่างการค้าบริการเราก็สามารถที่จะเข้าไปเปิดร้านอาหาร เปิดสปาได้ เขาให้ เพอร์ซันเนล (Personnel) หรือว่าบุคลากรเราไปทํางานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราได้เปรียบ ฉะนั้น การเจรจาครั้งนี้ก็เป็นการรีวิว (Review) และการทบทวนว่าหลังจากดําเนินการมาแล้ว ๔-๖ ปี ก็ถึงเวลาที่จะต้องเริ่ม และกรอบเวลาจะต้องเริ่มต้นก็คือต้นปีเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ นี้ เพราะฉะนั้นการนําเรื่องนี้เข้ามาก็คือมาขออนุมัติสภาว่าจะขออนุญาตทบทวนต่ออีกว่า มีอะไรบ้างที่เขาจะขอเรา และอะไรบ้างที่เราจะขอเขา ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะขยายการค้า การลงทุนระหว่าง ๒ ประเทศต่อไปนะครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะให้ความเห็นชอบทั้ง ๓ ฉบับนี้ ขอบคุณมากครับ
ครับ เชิญท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพไทย-เปรู ก็ขอกล่าว การสนับสนุนเต็มที่นะครับ แต่ก็กล่าวได้ว่าเสียดายแล้วก็เสียใจว่าการเปิดแต่ละครั้งทําไม ล่าช้า เสียดายโอกาสที่คนไทยน่าจะมีโอกาสส่งของไปตั้งนานแล้ว ก็เห็นด้วยกับที่ท่าน ส.ส. ลําพูน เมื่อสักครู่นี้ที่ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านสงวน พงษ์มณี จริง ๆ รัฐสภาของเรา ควรจะต้องแก้ไขในฐานะตัวแทนนิติบัญญัติ การค้าขายที่เสียเวลาก็หมายถึงการเสียโอกาส เมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ การที่การค้าระหว่างไทย-เปรู หรือไทย-อินเดีย หรือไทย-ญี่ปุ่น ก็ตาม อะไรที่ล่าช้าเสียโอกาสมาก ไทยเราส่งสินค้าไปทางอเมริกาใต้ ประเทศในกลุ่มนั้นก็ ๓๘๐ กว่าล้านคนแล้ว ก็น่าเสียดายที่เราล่าช้า ขณะเดียวกันที่เปรู ส่งมาทางไทย อย่างบิ๊กโคล่า เป็นต้นนะครับ ท่านจะเห็นว่าบิ๊กโคล่าขณะนี้สัดส่วนนี่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของโคคาโคล่าแล้วนะครับ เป็นคู่แข่งที่พอสมควร แล้วก็ขยายตลาด ไปทางกัมพูชา ทางลาว ทางอินโดนีเซียต่าง ๆ ดังนั้นก็ต้องมองว่าทางเปรูก็มาลงทุนในไทย ไทยเรายังไปเปรูน้อยนะครับ ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐสภาของไทยควรจะต้องให้ความเห็นชอบ ในวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคก็คือการเดินทางนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านประธาน ที่เคารพ เปรูมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายนะครับ มาชูปิกชู (Machu Picchu) ถ้าท่านสมาชิก มีโอกาสไปนะครับ เป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวลงมติให้เห็นว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ สมัยใหม่ของโลก ดังนั้นถ้าท่านมีโอกาสเดินทางไปดูแล้วท่านจะประทับใจนะครับ อากาศ ก็เย็น เป็นสถานที่ซึ่งสมัยก่อนสเปนไปไม่พบนะครับ เพราะว่าอยู่ในสถานที่ที่น่าทึ่งนะครับ ชาวบ้านสมัยก่อนเผ่าอินคาเขาอยู่กันอย่างไร เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เรา จะต้องตระหนักก็คือไทยกับเปรูห่างกันคนละซีกโลก ประเทศเปรูมีภาษาก็แตกต่างกับเรา ภูมิอากาศแม้จะเหมือนกันแต่ก็มีสภาพที่แตกต่างกันบ้างในบางอย่าง ของเปรูทางซีก ตะวันตกเขามีทะเลน้ําอุ่นนะครับ ปลาจะชุกชุม ดังนั้นปลาก็มากมายเลยทีเดียว ประเทศเขา ก็มีเหมืองแร่ ทองแดง ทองคํา โดยเฉพาะทองคําท่านประธานกับท่านสมาชิกคงจะได้ฟัง ข่าวลือนี้ ชาวเปรูก็ออกมาต่อต้านที่อเมริกาไปลงทุน ซึ่งบอกว่าจะก่อให้เกิดสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสิ่งที่เปรูมีอยู่ในขณะนี้นักลงทุนไทยควรจะต้องไปลงทุนทางด้านโลหะ ทางด้าน เฟอร์นิเจอร์ ทางด้านป่าไม้ ซึ่งมีมากมายทีเดียวในเปรู ขณะเดียวกันการลงทุนขนาดย่อย หรือว่าการค้าขนาดย่อย เช่น มวยไทยก็เป็นกีฬาหนึ่งที่ชาวเปรูชื่นชอบมากนะครับ ขณะนี้ มวยไทยที่เปรูมีชาวเปรูมาเรียนมากทีเดียว แล้วก็ขยายไปทางอเมริกาใต้ อาหารไทยในเปรู ก็ยังน้อย แล้วก็นวดแผนโบราณก็ยังน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าภาษาซึ่งเราก็ต้องเข้าใจนะครับ ของเขาใช้ภาษาสเปนเป็นเรื่องที่ยังต้องปรับตัวนิดหนึ่งนะครับ อย่างไรก็ตามผมว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ดี เพราะไทยกับเปรูขณะนี้มีความสัมพันธ์มาจนถึงขณะนี้เป็นเวลา ๔๖ ปี ๑๘ วัน โดยประมาณ เพราะวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน คือวันครบรอบที่เราครบรอบรู้จักกัน ขณะนี้ก็เป็น ๔๖ ปี กับ ๑๐ กว่าวันแล้วนะครับ เป็นสิ่งที่เราค้าขายกันมานาน แต่ว่ามูลค่า การค้าขายเราน่าจะได้ไวเร็วกว่านี้นะครับ
ส่วนทางอินเดียกระผมเองก็เคยเดินทางไปหลายครั้ง ก็เห็นว่าจริง ๆ อินเดีย เป็นนักธุรกิจที่ก็คงไม่แตกต่างกับชาวจีนหรอกครับที่ค้าขายเก่ง แล้วก็เจรจาเก่งนะครับ เพราะฉะนั้นการค้าขาย การต่อรองราคาต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เขามีความชํานาญ แต่ไทยเราก็มี ศักยภาพที่ไม่แพ้กัน ฉะนั้นการที่เอฟทีเอไทย-อินเดียจะไปขยายในสิ่งที่มองว่าประชากร เป็นพันล้านคน จึงมองว่าน่าจะสมควรมาก รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วยนะครับ ก็คิดว่าไทยเรากับ ญี่ปุ่นก็มีรีเลชั่น (Relation) กันมานานมากมายแล้ว ดังนั้นการลงทุนหรือการค้าขายระหว่าง ไทยกับญี่ปุ่น ในภาวะที่ญี่ปุ่นเองก็ช่วยเหลือไทยเรามาในทุกระยะ แล้วไทยเราก็ให้ การสนับสนุนในกรณีที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกัน ในโอกาสนี้จึงขอกราบเรียนว่าสนับสนุน ขณะเดียวกันก็อยากจะเรียนนิดหนึ่งว่า ท่านสังเกตว่า ทางสมาชิกรัฐสภาของเปรูจะเดินทางมาไทย ยังไม่ถึงปีเลยนะครับ มา ๒ คณะแล้ว แต่ไทยเรายัง เดินทางไปน้อยมาก เมื่อปีที่แล้วก็มีทาง ส.ส. เปรูมา เดือนนี้นะครับก็มี ส.ส. หญิงของเปรู มาอีก ซึ่งจะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเปรูที่เขาให้ความสนใจในเมืองไทยเรานี่มีคุณค่า แล้วก็มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการค้าขายระหว่างทั้ง ๒ ประเทศ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาฬสินธุ์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ผมขอกล่าวถึงกรอบการเจรจาภายใต้การตกลงไทย-ญี่ปุ่น หรือเราเรียกว่าเจเทปป้า ตั้งแต่มีผลบังคับใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ ก่อนหน้านั้นเฉลี่ยดุลการค้า ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราขายส่งออก และนําเข้า ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท พอเริ่มมีการใช้ ข้อตกลงเจเทปป้า ภาคส่งออกมีการขยายตัวค่อนข้างมาก แต่ในทางกลับกันทางด้านนําเข้า มีการขยายตัวที่มากกว่า ทําให้ดุลการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเราขาดดุลมากยิ่งขึ้น เราเน้นว่า การเจรจาทุกครั้งต้องเป็นการเจรจาที่มีความเท่าเทียมกัน สินค้าที่เราส่งออกไปญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ที่เราเจรจาจะเป็นสินค้าทางด้านการเกษตรที่มีมูลค่าไม่มาก หรือมีการแปรรูป ในบางส่วน แต่สินค้าที่เรานําเข้ามาส่วนใหญ่เป็นสินค้าเรื่องของทุนซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูง หรือบางอย่างที่เราส่งออกไปเป็นสินค้าที่เรารับจ้างทําเสียส่วนใหญ่ เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามา ประกอบกิจการในเมืองไทย โดยอาศัยแรงงานที่ค่อนข้างถูก น้ําท่วมที่อยุธยาเราสังเกตว่า บริษัทชิ้นส่วนส่วนใหญ่อยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ไม่น่าเชื่อว่าในรถยนต์คันหนึ่งมีอะไหล่ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชิ้น เป็นโรงงานที่เป็นของคนญี่ปุ่นประกอบธุรกิจในเมืองไทยมหาศาล จึงอยากฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการเจรจาการค้าในกรอบเจเทปป้าว่า เราต้องทําในการเจรจาที่เป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันให้ได้ ผมยกตัวอย่าง ปัญหาที่เรา มีการเจรจาครั้งที่แล้วมีรายละเอียดที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันนี้ค่อนข้างมาก ข้อผูกพันรายสาขา ของคนไทยที่เรามีการกําหนดสัดส่วนที่คนญี่ปุ่นถือหุ้นได้ในธุรกิจ ผมยกตัวอย่าง เรื่องรถยนต์ บริการขายส่งและขายปลีกสินค้าที่ผลิตในไทยโดยบริษัทญี่ปุ่นที่ให้บริการขายส่งและขายปลีก บริษัทในเครือยี่ห้อเดียวกัน และรถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นโดยบริษัทในเครือยี่ห้อเดียวกัน ญี่ปุ่นสามารถถือหุ้นได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจรถยนต์ปี ๒๕๕๕ จะมียอดขายที่คาดไว้ ๑,๐๐๐,๐๐๐-๑,๒๐๐,๐๐๐ คัน เป็นเม็ดเงินก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ประมาณเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศไทยนะครับ ญี่ปุ่นปัจจุบันนี้คอนโทรล (Control) ตลาดได้เกือบทั้งหมด มีบริษัทไฟแนนซ์ตัวเอง มีบริษัทประกันตัวเอง มีบริษัทขนส่งตัวเอง แล้วจากกรอบเจรจาที่เราเคยคุยไว้นะครับ ญี่ปุ่นสามารถมาเป็นตัวแทนจําหน่ายรถยนต์ ของตัวเองโดยถือหุ้นได้ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ผมได้ข่าวนะครับ เร็ว ๆ นี้หลาย ๆ ยี่ห้อ จะมีทุนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมาเลือกจังหวัดเลยนะครับ กรุงเทพฯ จะติดตั้งกี่ดีลเลอร์ (Dealer) จังหวัดใหญ่ ๆ เลือกเลยนะครับ เป็นทุนของญี่ปุ่นเข้ามา แล้วคนไทยเราจะไปสู้เขา ได้อย่างไร เพราะปัจจุบันนี้ข้อมูลลูกค้าต่าง ๆ บริษัทญี่ปุ่นได้คอนโทรลได้เกือบหมดนะครับ ผมเลยขอเรียนนําฝากว่านี่เป็นเพียง ๑ ธุรกิจจากอีกหลาย ๆ สิบธุรกิจที่เรามีการเจรจา กรอบการค้ากับบริษัทในญี่ปุ่นนะครับ แน่นอนการเจรจาส่วนใหญ่ญี่ปุ่นก็จะให้ผลของเรานี่ ไม่มากนะครับ แต่พอเขาต้องการเปิดตลาดของเรา เขาจะเจาะตลาดแต่สิ่งที่จําเป็น ๆ ซึ่งบางอย่างเราให้เขาเป็นเจ้าของได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็มีนะครับ เช่น บริการที่ปรึกษา ด้านการจัดการทั่วไป แล้วเขาก็จะรุกเข้ามาเรื่อย ๆ นะครับ ผมเลยนําฝากท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนะครับ การเจรจากับญี่ปุ่นเราต้องต่อรองให้มาก ๆ ไว้นะครับ เพราะอย่างไรเราต้องถือว่าเรามีความเท่าเทียม เพราะญี่ปุ่นอย่างไรผมคิดว่าเศรษฐกิจ อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลก เขามองเราแค่เป็นจุดหาผลประโยชน์นะครับ ขอนําฝาก ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ ขอให้เจรจาในเรื่องของหุ้นส่วนที่เท่าเทียมนะครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ ก็หมดผู้อภิปรายแล้วนะครับ ผมขอหารือที่ประชุมว่าจะขอปิดการอภิปรายนะครับ มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
หากไม่มี ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบให้ปิดอภิปรายนะครับ ท่านรัฐมนตรีมีอะไรไหมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุก ๆ ท่านที่ได้อภิปรายและสนับสนุนแนวทางและนโยบายของรัฐบาล ในการดําเนินการเรื่องของการค้าระหว่างประเทศมาโดยตลอด สําหรับข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ให้เอาไว้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์เป็นอย่างมากนะครับ ทางรัฐบาลเองนั้นก็จะรับไปเป็นแนวทางประกอบในเรื่องของการเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศต่อไป ในข้อเสนอแนะที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านนั้นได้ให้เอาไว้ ก็จะรวบรวมแล้วก็ เป็นแนวทางในการที่จะดําเนินการในการเจรจาทางการค้าต่อไป ขอขอบคุณครับ
ต่อไปก็คงจะต้อง เป็นการลงมตินะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมตินะครับ
(พลเอก ธีรเดช มีเพียร รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ นอกห้องนะครับ โปรดเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมลงมตินะครับ ก่อนที่เราจะลงมติกันนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ กรุณาเสียบบัตรแล้วก็แสดงตนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ ซึ่งวันนี้ทางสมาชิกรัฐสภายังอยู่ที่อาคาร ๒ ก็มี อาคาร ๓ ก็มี กําลังประชุมคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ โปรดรอสักครู่นะครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่าน สมาชิกที่ยังอยู่ข้างนอกมาที่ห้องประชุมด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตร แสดงตนไหมครับ เชิญครับ ท่านครับ ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยนะครับ ขอทราบจํานวนด้วยครับ ขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๔๕๘ ท่านนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติเรียงตามลําดับนะครับ เรื่องด่วนที่ ๒ พิธีสารฉบับที่สอง เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-อินเดีย ขอให้ ที่ประชุมเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนะครับ หากท่านผู้ใดเห็นชอบกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย แล้วก็ถ้าหากจะงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง ครับ เชิญลงคะแนนเสียงใช้สิทธิได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงคะแนนเสียงหมดแล้วนะครับ ขอทราบผลครับ ที่ประชุมเห็นด้วย ๔๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๐ ไม่ลงคะแนน ๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๓ มี ๓ ฉบับนะครับ ผมจะขอมติ ๑. ก่อนนะครับ ๑. ร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเปรู หากท่านเห็นด้วยกดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ หากไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย หากจะงดออกเสียงก็กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิแล้วนะครับ ขอทราบผลครับ ที่ประชุมเห็นด้วย ๔๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๐ ไม่ลงคะแนน ๘ ท่านนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบด้วยครับ
ต่อไป ๒. พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิด เสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ท่านที่เห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิแล้วขอทราบผลครับ ที่ประชุมเห็นด้วย ๔๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๐ ไม่ลงคะแนน ๗ ท่านนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ต่อไปเป็น ๓. พิธีสารเพิ่มเติมพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ เปรูเพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า หากท่านเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิหมดแล้ว ขอทราบผลครับ ที่ประชุมเห็นด้วย ๔๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่านนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๕ กรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้ความตกลงระหว่าง ราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สําหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (JTEPA) ท่านที่ เห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิหมดแล้วขอทราบผล ที่ประชุมเห็นด้วย ๔๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราก็ได้ใช้เวลากันมาตั้งแต่เช้านะครับเป็นเวลา หลายชั่วโมงแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะยุติการประชุมเพียงเท่านี้นะครับ ขอให้ที่ประชุม รับทราบพระบรมราชโองการนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศพระราชกฤษฎีกา
ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป
พ.ศ. ๒๕๕๔
____________
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดําริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ ในวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ นั้น บัดนี้ จะสิ้นกําหนดสมัยประชุมในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. ๒๕๕๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี”
ขอขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่าน ขอปิดประชุมครับ