เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการทำเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศอินเดียและประเทศในกลุ่ม BRICS โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ และเรียกร้องให้ครอบคลุมถึงการเจรจา พหุภาคีของอาเซียน-อินเดีย และแก้ไขปัญหาการเก็บภาษีระหว่างรัฐ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีทั้งเห็นด้วยแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก ที่เพิ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ในกรณีที่เสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาในรายละเอียด ก่อนที่จะนําเข้ารัฐสภาผมเห็นด้วย ในกรณีที่บอกว่าแจกเอกสารแล้วไม่มีประโยชน์ หรือเอกสารมากไป ผมไม่เห็นด้วย ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้เวลาค่อนข้างมากในการศึกษา รายละเอียด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าผมได้ใช้ประโยชน์ตรงนั้นเต็มที่ ในการอภิปรายผมก็ พยายามจะโฟกัส (Focus) เฉพาะจุดที่ผมเห็นว่ามันมีประโยชน์ แล้วมีความสําคัญ แล้วก็มี ประโยชน์เกี่ยวเนื่อง อันนี้ก็อยากจะแสดงความในใจผ่านท่านประธานให้ทราบนะครับ
ท่านประธานครับ ในเรื่องของการทําเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ มันเป็น ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทุกรัฐบาล ทุกรัฐบาลเชื่อว่าเห็นด้วยกับประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ทุกท่านคงเห็นด้วยกับการทําอาเซียน+๓ รวมถึงอาเซียน+๖ อินเดียครับท่านประธาน อินเดียอยู่ในอาเซียน+๖ แล้วก็ถ้าเราดูให้ดีแล้วนะครับท่านประธานนอกเหนือจากอินเดีย แล้วยังมีประเทศที่เราควรจะทําเอฟทีเอด้วย คืออยู่ในกลุ่มบริกส์ (BRICS) หรือบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน เราทําเอฟทีเอแค่อินเดียกับจีน เราน่าจะทําเอฟทีเอกับบราซิลกับรัสเซีย ซึ่งตรงนี้ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ ท่านประธานครับ นโยบายของ อินเดียคือ ลุค อีสต์ (Look East) หรือมองตะวันออก หรือตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้น อินเดียถือว่าอาเซียนเป็นเพื่อน ซึ่งเขาก็อยากจะทําเอฟทีเอด้วย การที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีพลเมืองถึง ๑,๔๐๐ ล้านคน ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่เราน่าจะสนใจแล้วก็น่าจะให้ความสําคัญ
ประเด็นปัญหาก็คือว่าวันนี้เราไม่ได้อภิปรายเรื่องเอฟทีเอไทยกับอินเดีย แต่เราอภิปรายเรื่องพิธีสารฉบับที่สองของเอฟทีเอไทย-อินเดีย ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ เรื่อง เราไม่ จําเป็นจะต้องอภิปรายมากมายหรือเยิ่นเย้อให้ครอบคลุมไปถึงเอฟทีเอไทยกับอินเดีย เพราะว่า ๒ เรื่องที่เสนอขอความเห็นชอบในวันนี้มีเพียงแต่เรื่องที่ ๑ เพิ่มการรับรองซื้อขายผ่าน ประเทศที่สามหรือ เธิร์ด คันทรี อินวอยซ์ สําหรับสินค้าเร่งลดภาษี หรืออีเอชเอส หรือเออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ สกีม จํานวน ๘๒ รายการที่ลดภาษีเป็น ๐ ตั้งแต่ ๑ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งเดิม ๘๒ รายการครอบคลุมสินค้า เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน ลําไย อาหารทะเลแปรรูป ของทําด้วยเหล็ก กระปุกเกียร์ เครื่องปรับอากาศ แต่ว่าปัญหาก็คือว่าประเทศที่สามเขาส่งใบอินวอยซ์ แต่เดิม ทําไม่ได้ ทีนี้เราต้องการให้รับรองว่าสามารถที่จะส่งอินวอยซ์ผ่านประเทศที่สามได้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ไม่ใช่ไทยกับอินเดีย แต่สิงคโปร์ไปอยู่ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการเจรจา พหุภาคีของอาเซียน-อินเดียยังไม่ครอบคลุมถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่มีประเทศที่สาม สามารถส่งใบอินวอยซ์ได้ แต่ว่าให้สินค้าส่งจากไทยไปอินเดียหรือส่งจากอินเดียไปไทยได้ ตรงนี้คือประเด็นสําคัญที่อยู่ในข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เพิ่มรายการสินค้าตู้เย็น พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ ไว้เป็นรายการที่ ๘๕ ของ อีเอชเอสเป็นตู้เย็น ๒ ประตู โดยพิจารณาถิ่นกําเนิดสินค้าจากพิกัดในระดับ ๖ หลัก เป็นพิกัดประเภทย่อยที่ ๘๔๑๘.๑๐ และใช้โลคอล คอนเทนท์ (Local Content) ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ มันก็เป็นที่น่าสนใจแล้วก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าอยู่ดี ๆ ทําไมถึงเกิดเรื่องของตู้เย็น ๒ ประตูนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ บริษัทที่ขอให้ไทยเปิดเสรี การค้าตู้เย็น ๒ ประตู ก็คือบริษัท เวิร์ลพูล อินเดีย เพราะว่าหากเปิดเสรีการค้าจะทําให้ตู้เย็น ประเภทดังกล่าวถูกกว่าของไทย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ทําให้ผู้ประกอบการต้องลดจํานวนการผลิตลง เพราะคนจะหันไปซื้อของราคาถูก ทั้งนี้เนื่องจากบริษัท เวิร์ลพูล อินเดีย ได้ร้องเรียน ผ่านเอกอัครราชทูตอินเดียประจําประเทศไทยว่าได้ส่งออกสินค้าตู้เย็นมาไทย โดยสําแดง ในใบถิ่นกําเนิดสินค้าว่าเป็นสินค้าพิกัด ๘๔๑๘.๒๑ ซึ่งเป็นตู้เย็นชนิดใช้ตามบ้านเรือน แบบประตูเดียวที่ได้รับการยกเลิกภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ต่อมากรมศุลกากร ได้ตรวจสอบพบว่าสินค้าตู้เย็นที่อินเดียส่งมาเป็นสินค้าตู้เย็นที่มีตู้แช่แข็งประกอบอยู่ด้วยกัน โดยมีประตูนอกแยกจากกัน ๒ ประตู ซึ่งอยู่ภายใต้พิกัด ๘๔๑๘.๑๐ และไม่อยู่ในรายการ เร่งลดภาษี จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษี และต้องเสียภาษีนําเข้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้พอดี การเสนอของอินเดียมันสอดคล้องกับความต้องการของไทย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลย มีการเสนอขึ้นมาซึ่งเป็นประโยชน์ร่วม เพียงแต่ว่าผมอยากจะฝากประเด็นตรงที่ว่า เป็นข้อสังเกตไว้นะครับ ท่านประธานครับ เวลาเปิดเสรีซึ่งมันจะมีประโยชน์ในกรณีที่ลดภาษี ๓๔ เปอร์เซ็นต์นี่นะครับท่านประธาน ประเทศไทยนี่เปิดทั้งประเทศ แต่อินเดียมันมี การเก็บภาษีระหว่างรัฐ เพราะฉะนั้นเราจะได้ประโยชน์เฉพาะรัฐของอินเดียที่มีท่าเรือ ถ้ารัฐที่ไม่มีท่าเรือเวลาที่จะส่งสินค้า ในที่นี้คือตู้เย็นส่งข้ามไปขายก็ต้องถูกคิดภาษีระหว่างรัฐ ตรงนี้เป็นเรื่องของความจําเป็น ผมอยากฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าท่านต้องใช้ กรอบการเจรจาอาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะต้องดําเนินการต่อไป เพราะว่าอาเซียน-อินเดีย เราดําเนินการไปแล้วแต่ว่ามันยังประสบปัญหาอยู่ ในเรื่องของการเจรจาระหว่างทวิภาคี กับพหุภาคีบางครั้งการเจรจาทวิภาคีอาจง่ายกว่า และทําให้เราได้ประโยชน์ในช่วงที่เวทีพหุภาคี ยังเจรจาไม่สําเร็จ บางครั้งการเจรจาพหุภาคีก็เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกต่อการเจรจา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านต้องใช้พหุภาคีเจรจาเร่งกดดันเรื่องของการเก็บภาษีระหว่างรัฐ โดยใช้กลุ่มอาเซียนเป็นประโยชน์ จึงจะเป็นประโยชน์ที่สมบูรณ์แล้วก็จะช่วยเรื่องของตู้เย็น ที่เราคุยกันวันนี้ให้ประสบความสําเร็จครับ ขอบคุณครับ