รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบวาระที่ 8 ที่ประธานสภาได้บรรจุ และขอให้ที่ประชุมมีมติให้วุฒิสภา พิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยหารือเรื่องการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการแปลความในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รวมถึงการถอดถอนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกระบวนการถอดถอนนั้น

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระตามที่ท่านประธาน วุฒิสภาได้เสนอเข้าสู่การประชุม ผมเองขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้ในกรณีนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ในระเบียบวาระที่ ๘ ที่ท่านได้บรรจุ และท่านประธานได้กรุณาได้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นลําดับแรก เป็นเรื่องขอให้รัฐสภา มีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ นะครับ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของ รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาในเรื่องนี้ได้โดยเป็นเรื่องการให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีความเห็นอยู่ ๒ ประการ

ประการแรกสุด เรื่องที่สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งนั้น ผมคิดว่าไม่เป็นประเด็นครับ ผมก็ยินดีสนับสนุนเพื่อให้วุฒิได้สามารถ ทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะเป็นประเด็นที่จะต้องทําตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามอํานาจหน้าที่ของท่านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๘ กรณีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งตามที่ถูกร้อง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นข้อกังวลที่อยากจะบันทึกไว้ ในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาดูหนังสือหรือเหตุผลที่ท่านผู้เสนอได้เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ เป็นข้อกังวล เป็นข้อกริ่งเกรงเกี่ยวกับการแปลความในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๒๔๘ กับมาตรา ๒๗๐ ถึงมาตรา ๒๗๔ ที่ว่าด้วยการถอดถอนบุคคลให้ออกจากตําแหน่ง เป็นหมวดที่ว่าด้วยการถอดถอนบุคคลให้ออกจากตําแหน่ง มาตรา ๒๗๐ ถึงมาตรา ๒๗๔ มาตรา ๒๔๘ ว่าด้วยให้บุคคลพ้นจากตําแหน่ง ก็คือออกจากตําแหน่ง ท่านประธานครับ ข้อกริ่งเกรงผมตรงนี้นั่นก็คือว่าการแปลความลักษณะอย่างนี้ เมื่อไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ว่าด้วยเรื่องที่จะนําการพิจารณาในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งเรากําหนดครับว่าจะเริ่มในวันที่ ๒๑ ธันวาคม เป็นต้นไป เพราะว่าการกําหนด สมัยสามัญนิติบัญญัติเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ปีนี้หลายท่านอาจจะเห็นว่าทําไม กําหนดไวจัง ทําไมเว้นเพียง ๓ สัปดาห์ก็กําหนดสมัยสามัญนิติบัญญัติแล้ว ซึ่งโดยธรรมเนียม ที่เราปฏิบัติกันมาเราประชุมกัน ๑๒๐ วัน คือ ๔ เดือน เว้นไปประมาณ ๒ เดือนแล้วกําหนด สมัยสามัญนิติบัญญัติ แต่ปีนี้กระชั้นเข้ามาใช้เวลาเพียง ๓ สัปดาห์ ท่านสมาชิกหลายท่าน ก็มีข้อกริ่งเกรงสงสัย แต่ตรงนั้นผมคงไม่เท้าความถึงเพราะมีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร มันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

ท่านประธานครับ ด้วยความในวรรคสี่ทําให้มีการแปลความว่า การให้บุคคล พ้นจากตําแหน่งกับการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง การให้บุคคลพ้นออกจากตําแหน่ง จะเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่หรือไม่ อันนั้นคือกระทําได้ การให้บุคคล เข้าสู่ตําแหน่ง ให้ออกจากตําแหน่งโดยการถอดถอนสามารถนําประชุมในสมัย สามัญนิติบัญญัติได้ นั่นคือความเห็นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นของผม ท่านประธานครับ ผมเพียงแต่นําเรียนท่านประธานบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ว่าเจตนารมณ์ ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนแยกเป็นหมวดเฉพาะการถอดถอนออกจากตําแหน่ง แต่ทั้ง ๒ กรณีไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒๔๘ ที่ว่าด้วยให้กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งก็คือ การออกจากตําแหน่ง แล้วถามว่าทําไมไม่ไปเขียนในบทที่ว่าด้วยการถอดถอนออกจากตําแหน่ง ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นความเห็นนะครับ ความเห็นการถอดถอนออกจากตําแหน่งนั้น เป็นกระบวนการครับ เป็นวิธีการที่ให้คนออกจากตําแหน่ง รัฐธรรมนูญกําหนดชัดว่า กระบวนการถอดถอนนั้นต้องยื่นให้ ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติเป็นผู้พิจารณา สอบสวน พิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ เมื่อเสร็จแล้วถึงจะส่ง ให้ทางวุฒิสภาได้ทําหน้าที่ของท่านต่อตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ ส่งให้ ทางอัยการเพื่อเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองต่อ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง นั่นคือ กระบวนการ ไม่ใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. ครับ มันไม่ใช้กับกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจาก กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้สอบสวนสืบสวนเสียเอง เมื่อนําเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการก็เหมือนกับ ให้คุณให้โทษตัวเอง รัฐธรรมนูญเขียนแยกต่างหาก มาเขียนในมาตรา ๒๔๘ ทําไมเขียน มาตรา ๒๔๘ ก็มาตรา ๒๔๘ เป็นหมวดที่ว่าด้วยเรื่องกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๔๖ เป็นต้นมา มาตรา ๒๔๗ และมาตรา ๒๔๘ ว่าด้วยกรรมการ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ความเห็นผมเพียงแต่บันทึกไว้ว่า การแปลความ อย่างนี้อาจจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติให้มีการอ้างกันต่อไปว่าเรื่องเหล่านี้จําเป็นจะต้องมาขอมติ ที่ประชุมร่วมกัน ซึ่งใช้เสียงไม่น้อย มากกว่ากึ่งหนึ่ง ไม่ธรรมดาท่านประธานครับ ไม่ธรรมดา แต่ผมนําเรียนท่านประธานแต่เบื้องต้นนะครับว่าผมเองเห็นด้วยกรณีถ้ามีข้อสงสัย มีข้อกริ่งเกรง และเอื้ออํานวยกับท่านทํางานได้อย่างมีอิสระ ตรงนั้นยินดี แต่อยากให้บันทึก ไว้ว่าการที่เราให้ความเห็นชอบในวันนี้นะครับ อย่าได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือเป็นมติ ที่จะผูกพันเกี่ยวเนื่องกันไปในอนาคต กรณีถ้ามีการตีความ มีการแปลความที่มีความเห็น แตกต่างจากตรงนี้ เราให้ เพราะว่ามีลักษณะที่มีความเคลือบแคลงสงสัย และไม่มีข้อบังคับใด ที่เขียนชัดเจนไว้เท่านั้น

ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลอีกประการหนึ่งในเรื่องนี้ ท่านประธานไปดู บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๖ ที่ว่าด้วยกรรมการ ป.ป.ช. มาตรา ๒๔๖ ที่ว่าด้วย กรรมการ ป.ป.ช. ที่เขียนไว้เรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง เขียนให้นําบท มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๐ มาใช้โดยอนุโลม ท่านประธานครับ มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๑๐ โดยอนุโลม หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน มาตรา ๒๐๙ วงเล็บท้ายสุด มาตรา ๒๐๙ (๖) มาตรา ๒๐๙ ที่ใช้โดยอนุโลมกับการเข้าสู่ตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง ของ ป.ป.ช. ใช้มาตรานี้โดยอนุโลม แล้ววงเล็บสุดท้ายเขียนว่า วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง แปลความว่าอย่างไรครับ โดยอนุโลม เพราะฉะนั้นการให้พ้น จากตําแหน่งถึงแม้จะไม่โดยบังคับมาตรา ๒๗๔ แต่มาตรา ๒๔๘ เป็นอํานาจของวุฒิสภา ที่ทําการสืบสวนสอบสวนแล้วก็มีการออกเสียงให้พ้นจากตําแหน่งโดยวุฒิสภาเองโดยไม่ต้อง ผ่านกระบวนการใด ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไว้ เพราะไม่อยากให้ มีการถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือไปอ้างอิงในภายภาคหน้ากรณีที่มีความเห็น แตกต่างจากวันนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็มีความลําบากนะครับที่จะมาขอ

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องความเห็นของผมต่อกรณีบรรจุญัตตินี้ เข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาของเรา ท่านประธานอาศัยอํานาจของท่านประธานรัฐสภาบรรจุ เข้าเป็นเรื่องด่วน ในเรื่องที่ ๘ โดยอาศัยหนังสือของท่านประธานวุฒิสภาที่ส่งให้กับ ประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ผมเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพ ครับว่ากรณีอย่างนี้ชอบด้วยข้อบังคับไหม ไม่ได้กล่าวหานะครับ เพียงแต่ว่าอยากให้ทําให้ มันถูกต้อง เพราะว่าการบรรจุญัตติ การเสนอญัตติ การบรรจุญัตติเป็นอํานาจหน้าที่ของ ท่านประธานรัฐสภาอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเท่าที่ผมตรวจสอบอยู่ในข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็น สภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาครับ เป็นหน้าที่ของสมาชิกครับ ตามข้อบังคับเสนอญัตตินี้เข้ามา ผมคิดว่าน่าจะเป็นประการนั้น น่าจะดูเหมาะสมกว่า เป็นญัตติแบบท่านสมาชิกที่เข้าชื่อกัน ตามข้อบังคับ มีผู้รับรองถูกต้อง ก็เสนอให้ท่านบรรจุ ท่านบรรจุเป็นเรื่องด่วนได้ แล้วก็เสนอ เป็นลายลักษณ์อักษรตามข้อบังคับเรื่องเสนอญัตติไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ชอบกว่า ถ้าบรรจุในนามองค์กรอย่างนี้ ผมมีความไม่สบายใจท่านประธานครับ เพราะว่าในข้อบังคับ มิได้ให้องค์กรใด ๆ โดยเฉพาะรัฐสภา รัฐสภาคือองค์กรหลัก ท่านประธานวุฒิสภาก็เป็น อีกส่วนหนึ่งของสถาบันเรา ท่านส่งเข้ามา แล้วท่านบรรจุ ผมเองก็อยากจะหารือ ไม่ใช่หารือครับ เป็นเชิงการให้ความเห็นว่าน่าจะไม่ชอบด้วยข้อบังคับ แต่โชคดีที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้ลุกขึ้น เสนอแล้วมีผู้รับรอง นั่นก็คือเป็นการเสนอในห้องประชุมไป แต่อันนั้นคือการเสนอด้วยวาจา ผมอยากให้ท่านประธานช่วยดูในประเด็นนี้ด้วย เพื่อจะได้เป็นแบบแผนแนวทางการปฏิบัติ ต่อไป มิได้ขัดข้องครับ ยินดีสนับสนุนครับสําหรับการทําหน้าที่ พร้อมที่จะให้คะแนนมากกว่า กึ่งหนึ่งนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ