รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

อนุรักษ์ นิยมเวช หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่นำเสนอให้รัฐสภา โดยเน้นย้ำถึงข้อสังเกตในกฎหมายฉบับใหม่ และเสนอการยกย่องรัฐบาลที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อนุรักษ์ นิยมเวช ยังเห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะควรจะต้องมี แต่ควรจะต้องมีในกรอบและกติกาที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรา 63 และไม่ควรให้ศาลเข้าไปเป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายหนึ่งในการตัดสินว่าการชุมนุมชอบหรือไม่ชอบ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภานะครับ ในส่วนตัวร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่นําเสนอมาให้ทางรัฐสภา ให้ความเห็นชอบนะครับ โดยหลักการแล้วก็เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางท่านสมาชิกกล่าว ก็คือเป็นไปตามมาตรา ๑๕๓ ซึ่งผมคิดว่าในกฎหมายดังกล่าว ถ้าเรานับตัว ๖๐ วันนับตั้งแต่ วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภา ก็คือวันที่ ๑ สิงหาคม แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ได้ทําหนังสือถึงท่านประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้ว กฎหมายก็มาถึงวันที่ ๒๘ กันยายน เพียงแต่ว่าวันนี้อาจจะมีเรื่องของตารางเวลาในการที่จะประชุมรัฐสภา อาจจะเนิ่นนานไปนิดหนึ่ง อันนั้นก็เพียงแต่ว่าในหลักการ แล้วกฎหมาย ๒๔ ฉบับ ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับ ท่านประธาน

ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน ซึ่งผมเห็นว่าต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐบาลพยายามที่จะดึง เอากฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับภาคประชาชนเข้ามาเพื่อให้ทางรัฐสภาแห่งนี้ให้การรับรอง โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับภาคประชาชนที่เสนอเข้ามา โดยที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑๐,๐๐๐ คน เสนอเข้ามาตามเงื่อนไขที่เขามีสิทธิตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนทั้ง ๙ ฉบับ ประกอบไปด้วย ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... อันที่ ๑ อยู่ในชั้นวาระที่หนึ่งของวุฒิสภา อยู่ในขั้นของกรรมาธิการ แล้วก็อันที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ซึ่งผ่านวาระที่หนึ่งแล้ว แล้วก็ กรรมาธิการของตัวสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเสร็จไปแล้ว อีก ๗ ฉบับ ซึ่งจะอยู่ในการพิจารณา ในวาระที่หนึ่งประกอบไปด้วยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. .... โดยภาคประชาชน อันที่ ๔ ร่างพระราชบัญญัติสภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันที่ ๕ คือร่างพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดฝาง พ.ศ. .... อันที่ ๖ คือ ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันที่ ๗ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพ การสาธารณสุข พ.ศ. .... ๘. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... ๙. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบบริการ สาธารณสุข พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นในกลุ่มนี้ผมคิดว่ารัฐบาลได้เห็นความสําคัญของภาค ประชาชน โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้กําหนดไว้ในเงื่อนไขของมาตรา ๑๖๑ โดยที่ประชาชน ผู้มีสิทธิเข้าชื่อ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งผมต้องขอขอบคุณแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย ดังกล่าวที่รัฐบาลได้คอร์ (Core) กฎหมายทุกฉบับไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายองค์การ อิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... เป็นเรื่องสําคัญที่อยู่ในวุฒิสภา ซึ่งกฎหมายดังกล่าว เป็นการออกมาตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้อยู่ในมาตรา ๖๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ในวรรคสองว่า ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงาน ของรัฐ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทําหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของ หน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็น ในการกําหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงาน การกระทําหรือละเลยการกระทําอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ ให้รัฐสนับสนุน งบประมาณในการดําเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว นี้นะครับ ก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ดําเนินการที่จะให้ทางรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เพราะว่า จะได้สอดคล้องกับตัวกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ในมาตรา ๖๑ โดยเฉพาะในเรื่องของ ตัว พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในตัวภาคประชาชนในการที่จะ เสนอกฎหมายฉบับดังกล่าว แต่ก็เป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องสิทธิของคนไทยไร้สัญชาติที่จะ ดําเนินการให้เขามีสัญชาติไทย เพราะว่าเขาอาจจะมีปัญหาในเรื่องสัญชาติอยู่ เขาเป็นคนที่ อยู่ในดินแดนบริเวณรอยตะเข็บ อาจจะเป็นบริเวณประเทศพม่ากับประเทศไทย ซึ่งผมมี ความเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสําคัญที่ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอ ในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวดว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในการใช้สิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองนะครับ ผมก็ขอกราบขอบคุณไว้ในกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่รัฐบาล เห็นความสําคัญของการมีส่วนร่วมภาคประชาชน

ในกฎหมายฉบับอื่น ๆ นี่นะครับ โดยหลักการแล้วที่มีการดึงมาแล้ว เพื่อที่จะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการนําเสนอโดยหน่วยงาน องค์กรอิสระ ตัวอย่างเช่น ของศาลปกครอง ๓ ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองภูเก็ต พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองเพชรบุรี พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองนครสวรรค์ พ.ศ. .... เป็นการนําเสนอโดย คณะรัฐมนตรี โดยศาลปกครอง หรือโดยศาลฎีกา ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือโดยศาลยุติธรรมอีก ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และโดยองค์กรอัยการอีก ๑ ฉบับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่าง ประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็ก พ.ศ. .... นะครับ อีก ๑ ฉบับ ก็เป็นหน่วยงานองค์กรอิสระก็คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๑ ฉบับ ก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการ แผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างเดิมโดยองค์กรอิสระ สุดท้ายก็เป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ๑ ฉบับ ซึ่งยังไม่ได้มีการร่างกฎหมายออกมาสอดคล้องกับตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ให้ ความสําคัญในองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เสนอขึ้นมา ไม่ได้มีการแบบไม่ยอมดึงเอากฎหมาย ที่เสนอโดยองค์กรอิสระนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ พ.ศ. .... รวมตลอดถึงกฎหมายฉบับสุดท้ายก็คือ ร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เป็นกฎหมายออกมาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความสําคัญในกฎหมายที่เกี่ยวกับทั้งตัวองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญนะครับ ผมก็คิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่รัฐบาลได้พยายามดึงกฎหมาย ดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา

สุดท้าย ก็คือประเด็นที่ว่ามีกฎหมายบางฉบับที่ทางรัฐบาลไม่ดึงมา ซึ่งตัวผมเอง ผมก็เห็นสอดคล้องกับแนวความคิดนะครับ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติการชุมนุม ในที่สาธารณะ พ.ศ. .... ผมคิดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าว ถึงแม้จะออกมาตามเงื่อนไข ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ นะครับ แต่ขณะเดียวกันในภาคประชาชน ไม่ว่าคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนหรือคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นตรงกันว่า รวมทั้งในความคิดเห็น ของผมว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมันยังมีปัญหาอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่อํานาจศาลยุติธรรมมีอํานาจ พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการชุมนุมว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจจะ ขัดหลักการกับการแบ่งแยกอํานาจตามรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งเท่ากับให้ศาลเป็นคนไปตัดสิน ว่าการชุมนุมชอบหรือไม่ชอบนะครับ ซึ่งผมเห็นว่าควรจะแบ่งแยกอํานาจกันระหว่าง ฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการออกจากกันนะครับ ตลอดถึงเป็นการกําหนดอํานาจให้ผู้ที่ชุมนุม สาธารณะซึ่งเป็นการจํากัดสิทธิมากกว่าที่จะเป็นการอํานวยความสะดวกให้เกิดการชุมนุม ในสาธารณะ ซึ่งไม่สอดคล้องกับมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ และขณะเดียวกันถึงแม้ไม่มี กฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวในปัจจุบัน การรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุมสาธารณะ รัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับอยู่แล้วในการบังคับใช้ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเป็นปกติ หรือกฎหมายพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน ผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ควรจะต้องมีนะครับ แต่ควรจะต้องมีในกรอบและกติกาที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรา ๖๓ นะครับ ไม่ใช่เป็นการที่จะ ไปลักษณะเป็นการที่ให้ศาลเข้าไปเป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายหนึ่งว่าการชุมนุมชอบไม่ชอบให้ศาล เป็นคนตัดสิน ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ต้องมีการแยกอํานาจกันระหว่างฝ่ายยุติธรรมกับ ฝ่ายบริหาร และผมเห็นด้วยกับทางฝ่ายบริหารที่ไม่ดึงกฎหมายฉบับดังกล่าวขึ้นมา เพราะว่า มีหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้มีข้อทักท้วงต่าง ๆ รวมตลอดถึงรายงานฉบับนี้คณะกรรมการปฏิรูปเห็นชอบด้วย กับการที่คณะรัฐมนตรีไม่เสนอกฎหมายฉบับนี้ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานะครับ ฉะนั้นผมมีข้อสังเกตดังกล่าวตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น กราบขอบพระคุณครับ