พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องร่างกฎหมายที่ยังค้างอยู่ในรัฐสภา โดยเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตรวจสอบและพิจารณาเร่งด่วน และเสนอให้แบ่งกลุ่มกฎหมายออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อการพิจารณาและลงมติแยกกัน เพื่อความรวดเร็วขึ้น
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมไปดูการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย ที่ยังค้างอยู่ในรัฐสภาครับ ครั้งสุดท้ายที่มีการพิจารณาทํานองนี้ก็คือสมัยปี ๒๕๔๔ สมัยนั้น รัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งได้เสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบที่จะให้ กฎหมายที่ค้างอยู่นั้นดําเนินการต่อไปเพียง ๒๗ ฉบับ ผมก็มาตรวจดูต่อไปว่าทั้ง ๆ ที่ กฎหมายค้างอยู่จํานวนเยอะ ทําไมรัฐบาลสมัยนั้นจึงขอความเห็นชอบจากรัฐสภา มาเพียงเท่านี้ ก็ทราบว่ากฎหมายที่มันค้างอยู่ทั้งหมดโดยหลักการแล้วต้องตกไป แต่เนื่องจากคณะผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ เห็นว่าประเทศไทยกระบวนการ นิติบัญญัติมันล่าช้ามาก ยืดยาวมาก บางครั้งการแก้ชื่อเพียงกรมกรมเดียวจากกรมหนึ่ง เป็นอีกกรมหนึ่งใช้เวลาเป็น ๒ ปี แล้วก็หลายเรื่องที่เสนอไปมีการยุบสภาบ่อย เปลี่ยนคณะกรรมาธิการบ่อย ทําให้มันล่าช้า ก็เลยมีการคิดกันว่าจะทําอย่างไร ก็เลยบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าบรรดากฎหมายที่ยังค้างอยู่นั้นที่ตกไป ถ้าคณะรัฐมนตรีร้องขอ และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็ให้ดําเนินการต่อไปได้ตามข้อบังคับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อต้องการ ให้เร่งรัดการพิจารณากฎหมายที่มันจําเป็นเร่งด่วนดําเนินการต่อไป ถ้าท่านประธานไปดู ข้อบังคับของการประชุมของแต่ละสภาก็จะเห็นว่า กฎหมายที่ค้างอยู่นี้ค้างอยู่วาระไหน ก็ต่อไปจากวาระนั้นไปเลย อย่างนี้ก็จะทําให้กระบวนการพิจารณามันรวดเร็วขึ้น หลักก็เขาจะให้ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ร้องขอ เขาไม่ให้สภาเป็นผู้ร้องขอ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเราจะไปถามว่า ฉบับโน้นฉบับนี้ทําไมไม่เอามา มันก็คงจะยืดเยื้อกันมาก เพราะว่าทั้งหมดนี่ค้างอยู่เยอะ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งก่อนการยุบสภานะครับ ถ้าตรวจดูแล้วที่ค้างอยู่คราวนี้ทั้งหมด ๓๐๒ ฉบับ เยอะมากครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก็ต้องมาตรวจดูว่า เอาละกฎหมายที่มันค้างอยู่นี้พิจารณาอย่างไรครับ ก็พิจารณาว่า ๑. มันเร่งด่วนไหม ๒. สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ ๓. มีข้อขัดข้องทางกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม อย่างไรหรือไม่
สุดท้าย ผมก็ทราบว่ารัฐบาลก็ขอความเห็นชอบร้องขอมาเพียง ๒๔ กว่าฉบับ เท่านั้น เมื่อเสนอมาแล้วทําไมจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็เป็นอํานาจนิติบัญญัติ เนื่องจากพวกเรามาใหม่ ถึงแม้ผมจะเป็นคนเดิมมาใหม่ก็ต้องถือว่าเป็นสภาคนละชุด เพราะฉะนั้นถ้าจะดําเนินการต่อไป ไม่เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกอัน ก็ต้องให้รัฐสภาชุดนี้ ให้ความเห็นชอบมาก่อนเพื่อจะให้ดําเนินการตามแต่ละขั้นตอนที่ยังค้างอยู่กันต่อไป อันนี้คือ เหตุผลหลัก ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลไปดูแล้ว ที่รัฐบาลเองก็คงจะได้ถาม ความเห็นของสังคมหลายส่วนที่มีความเห็น บางเรื่องที่พวกเรานึกว่าดี แต่ก็ทราบว่ามีข้อ ขัดแย้งในกลุ่มสังคมต่าง ๆ มาก เช่น เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ปรากฏว่ากลุ่มนั้นได้ กลุ่มนี้ไม่ได้ รัฐบาลก็คงจะยังไม่เลือก เสนอเพื่อเป็นเรื่องด่วนในขณะนี้ รวมแล้วนี่ท่านประธานครับ ถ้าที่เสนอมาบังเอิญพวกผมเอง ก็มีส่วนร่วมในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ก็ทราบว่ารัฐบาลเลือกเสนอมาเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ
กลุ่มที่ ๑ ก็คือกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชน เหตุผลจํานวนนี้ก็คือ เป็นฉบับที่ภาคประชาชนเข้าชื่อกันเสนอมา กว่าที่ภาคประชาชนจะรวบรวมรายชื่อได้ เป็นหมื่น ๆ คน ใช้เวลาตรวจสอบ ใช้เวลานานมาก ทั้งหมดที่ยังค้างอยู่นี้ยังอยู่ในวาระที่หนึ่ง อยู่เลยครับท่านประธาน เนื้อหาสภายังไม่ได้เริ่มต้น รัฐบาลก็เลยคิดว่า เอาล่ะ เมื่อประชาชน เสนอมาอย่างนี้ ก็ควรจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถ้าไม่ร้องขอมากฎหมายเหล่านี้ ก็จะตกไป และถ้าประชาชนจะไปเริ่มขอใหม่ก็ต้องไปเริ่มต้นรวบรวมรายชื่อใหม่อีก เป็นหมื่น ๆ คน ก็จะยุ่งยากมากสําหรับภาคประชาชน รัฐบาลก็เลยเลือกเสนอ ทุกฉบับ ผมดูแล้วทั้งหมด ๙ ฉบับ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๙ ฉบับที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๒ ฉบับที่ ๒๓ ฉบับที่ ๒๔ รวมเป็น ๙ ฉบับที่เสนอโดยภาคประชาชน ถ้ารัฐสภามีความคิดเห็นเหมือนที่รัฐบาลขอมาบอกว่า เอาล่ะ เมื่อภาคประชาชนขอมา เข้าชื่อ กันมา พวกเราให้ดําเนินการต่อไปได้เลยตามที่มันค้างอยู่ในรัฐสภา อย่างนี้ก็จะเป็นการให้ ความสําคัญกับภาคประชาชนให้เขาได้มีส่วนร่วม ผมก็เลยอยากเสนอว่าใน ๙ ฉบับนี้ถ้าไม่มี ความเห็นเป็นอย่างอื่น พวกเราให้ความเห็นชอบกันไปเลย อย่างนี้ก็จะทําให้การพิจารณา รวดเร็วขึ้น
ส่วนที่ ๒ คือฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ฉบับที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๖ รวม ๕ ฉบับ เป็นกลุ่มที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และบางฉบับก็มีสมาชิกรัฐสภาร่วมเสนอด้วย แล้วก็หน่วยงานเสนอมาด้วย อันนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไม่มีข้อโต้แย้ง เมื่อไม่มี ข้อโต้แย้ง ไม่มีขัดแย้งในสังคม การพิจารณามันก็จะง่ายขึ้น มันค้างอยู่วาระที่สองก็ต่อไป ค้างอยู่วาระที่สามก็ต่อไป เพียง ๕ ฉบับ อันนี้ก็จะทําให้การพิจารณาในเนื้อหามันรวดเร็วขึ้น
ส่วนกลุ่มที่ ๓ ทั้งหมดประมาณ ๑๐ ฉบับ เสนอโดยองค์กรอิสระ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผ่าน ครม. มาด้วย ดูแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดมีปัญหาอะไร เช่น ฉบับที่ ๕ ฉบับที่ ๖ ฉบับที่ ๗ ฉบับที่ ๘ ฉบับที่ ๙ ฉบับที่ ๑๐ ท่านประธานลองดูนะครับ ฉบับที่ ๕ ขอจัดตั้งศาลปกครองที่ภูเก็ต ฉบับที่ ๖ จัดตั้งศาลปกครองที่เพชรบุรี ฉบับที่ ๗ จัดตั้งศาลปกครองที่นครสวรรค์ ฉบับที่ ๘ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม เนื้อหานิดเดียวครับ ฉบับที่ ๙ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธี พิจารณาความอาญาในศาลแขวง ฉบับที่ ๑๐ ร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่าง ประเทศในทางแพ่งเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิควบคุมดูแลเด็กนะครับ ฉบับที่ ๑๑ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน ฉบับที่ ๑๒ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๔ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ก็พอแบ่งเป็นเรื่อง ๆ อย่างนี้ การพิจารณามันก็จะเร็วขึ้น และทําให้เห็นว่าถ้ากลุ่มเหล่านี้ไม่มีผู้ใดมีข้อคิดเห็นเป็นอย่างอื่น แล้วก็ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบก็เดินหน้ากันต่อไปได้ทันที
ส่วนกฎหมายที่ ครม. ไม่ได้ขอมา ผมเข้าใจว่ายังมีปัญหาที่จะต้องไปพิจารณา เพื่อให้รอบคอบขึ้น ความคิดเห็นของผู้คนในสังคมที่ยังไม่ตกลงกัน ที่ยังขัดแย้งกันอยู่ ก็ไปพิจารณาใหม่ เรื่องเหล่านี้ ครม. เข้าใจว่าถ้าเป็นเรื่องที่อยู่ในนโยบายของรัฐบาล รัฐบาล คงจะเร่งเสนอมาในเร็ววัน แต่ทั้งหมดนี้ถ้าพวกเราที่เป็นสมาชิกถ้าเห็นว่ากฎหมายไหน ที่อยากจะได้ พวกเราเองก็มีสิทธิเสนอได้อยู่แล้ว ผ่านการพิจารณาของแต่ละพรรคมา ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทําให้การพิจารณามันรวดเร็วขึ้น ฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอ ต่อท่านประธานนะครับว่า คือเนื่องจากเป็นการพิจารณารวม แต่ว่าเพื่อให้การพิจารณา แต่ละฉบับ แบ่งเป็นกลุ่ม ๆ อย่างนี้ แล้วก็แยกกันลงมติไป ก็จะทําให้พิจารณา การให้ความเห็นชอบทั้ง ๒๔ ฉบับนี้เป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ