อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการทำงานของตนเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และหารือเรื่องความตกลงระหว่างประเทศ รวมถึงการขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และการปรับปรุงกองทุนเอฟทีเอและกองทุนเกษตร โดยเน้นการรวมกองทุนและเพิ่มงบประมาณให้กับกองทุนดังกล่าว และการทำงานแบบบูรณาการระหว่างส่วนราชการ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง และยึดถือหลักการเจรจาทวิภาคีเพื่อประโยชน์ที่มากกว่าในระดับภูมิภาค และหารือเรื่องโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศผ่านกลไกต่างๆ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
วันนี้ต้องขอแสดงความสนับสนุนสําหรับการนําเสนอให้รัฐสภาได้พิจารณา ความตกลงระหว่างประเทศในรูปของสัญญากรอบเจรจาและพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับ การทํางานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความจริงต้องเรียนว่าหนังสือ สัญญาหรือว่ากรอบการเจรจาที่นําเสนอในครั้งนี้นั้นมีความสําคัญต่ออนาคตของประเทศ ของเรา เพราะว่าโดยยุทธศาสตร์ของประเทศเรามุ่งที่จะขยายการค้า การลงทุน ภาคบริการ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ อย่างกว้างที่สุด เนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด และมุ่งที่จะสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพ ตลอดจนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในลักษณะของการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เอฟทีเอ หรือเครื่องมือที่เรียกว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่าในอดีต จนถึงปัจจุบัน ความจริงก็ในช่วงทศวรรษนี้ครับ เราได้ทําความตกลงในเรื่องของเอฟทีเอ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือในการขยายเศรษฐกิจของเรากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็มีความผูกพัน ขณะนี้ ๙ ฉบับด้วยกัน ที่เป็นทวิภาคี ๔ ฉบับ และภายใต้กรอบพหุภาคีของอาเซียนอีก ๕ ฉบับ วันนี้ท่านรัฐมนตรีศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ขออภัยเอ่ยนาม ในนามของคณะรัฐมนตรี ได้นําเสนอในส่วนของพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้า เสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐอินเดีย ๑ ฉบับ หนังสือสัญญาเพื่อขอ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ๓ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเปรูและไทย รวมไปถึงกรอบการเจรจา ต่อเนื่องเจเทปป้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะเห็นได้ชัดเจนว่าการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาทั้งในส่วนพิธีสารที่ได้ตกลงกันแล้ว หลังจากเจรจากันยาวนาน หรือในส่วนของร่างกรอบเจรจาที่จะมีการไปเจรจาก็ดี หรือว่า กรอบเจรจาเพื่อทบทวนสิ่งที่ได้ตกลงไปแล้ว ได้เกี่ยวข้องกับ ๓ ภูมิภาคที่สําคัญ ๓ ภูมิภาค ที่สําคัญนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นภูมิภาคที่เป็นอนาคตทางเศรษฐกิจในทศวรรษนี้ นั่นคือ ภูมิภาคเอเชียและลาตินอเมริกาหรืออเมริกาใต้ อินเดียถือได้ว่าเป็นประเทศที่มี ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของโลก หรืออันดับ ๔ ของโลก และกําลังเติบโต อย่างรวดเร็ว ปีที่แล้วผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนเป็นทางการและร่วมคณะ กับท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องเกือบ ๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ในปี ๒๕๕๓ และมีการค้าระหว่างไทยกับอินเดียเป็นมูลค่าโดยประมาณ ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบการค้า ๒ : ๑ ครับ และแน่นอนที่สุด อินเดียนั้นมีศักยภาพของความเป็นผู้นําในเอเชียใต้ และเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเป็น ผู้นําของกลุ่มบิมสเทค (BIMSTEC) คือกลุ่มกรอบความร่วมมืออ่าวเบงกอลที่มี ๗ ประเทศ เป็นกรอบความร่วมมือที่มีไทย พม่า อยู่ในส่วนอาเซียน แล้วก็มีอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ภูฏาน อยู่ในส่วนของเอเชียใต้ เอเชียใต้เองยังมีกรอบความร่วมมือคล้าย ๆ อาเซียนที่เป็น กลุ่มประเทศเอเชียใต้อยู่ อินเดียก็เป็นกระดูกสันหลังที่สําคัญ เพราะฉะนั้นการที่เราได้มี การพิจารณาในส่วนหลักการเพื่อให้ความเห็นชอบที่เกี่ยวข้องกับอินเดียจะเป็นเสมือน การเชื่อมโยงกระดูกสันหลังของเอเชียใต้ เปรู เช่นเดียวกันครับ เปรูนั้นเป็นประเทศแรก ทีเดียวที่เราได้ทําเอฟทีเอกับทางเปรู ผมเองได้มีโอกาสลงนามเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการประชุมเอเปก (APEC) ที่สิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๕๒ ในพิธีสารที่มีความสําคัญ และยังต้อง ทํางานต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลนี้ และวันนี้รัฐสภาสมควรจะให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เอฟทีเอแรก ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกานั้นมีผลบังคับใช้ รวมไปถึงร่างของกรอบเจรจาต่อเนื่อง เพื่อที่จะขยายจากความตกลงในเรื่องของสินค้า ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นรายการสินค้าเร่งลดภาษี ที่เรียกว่าเป็น เออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ (Early harvest) เหมือนอย่างของอินเดียที่มาขอ ความเห็นชอบในวันนี้ เพื่อขยายให้เป็นกรอบความตกลง ความร่วมมือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องความตกลงทางการค้า ความตกลงการลงทุน ความตกลงภาคบริการ และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เป็นต้น ถ้าเราสามารถที่จะยึดหัวหาดในลาตินอเมริกา โดยการเปิดเข้าไปสู่เปรู และปีนี้ก็ฝากรัฐบาลฝากท่านรัฐมนตรีที่จะต้องพยายามจบ ความตกลงในการเจรจากับทางชิลี ก็จะทําให้ประเทศไทยนั้นมีเกตเวย์ (Gateway) หรือมี ประตูเป็นฐานที่จะขยายการส่งออกสินค้าและบริการของเรา รวมทั้งส่งออกการลงทุนและ ธุรกิจของเราไปยังลาตินอเมริกา ซึ่งว่ากันว่าเป็นอนาคตของเศรษฐกิจโลกหลังยุค แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ญี่ปุ่นเองถึงแม้ว่าจะมีภาวะชะงักงันในช่วงร่วม ๒ ทศวรรษนะครับ แต่ก็ยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของโลกอยู่ ไม่ว่าในเชิงของการวัดมูลค่าการส่งออก การวัดมูลค่าการค้าระหว่าง ประเทศ การวัดมูลค่าการลงทุนระหว่างประเทศ หรือว่าขนาดของจีดีพี ญี่ปุ่นเป็นประเทศ แรก ๆ ที่เราได้มีการทําความตกลงที่ว่าความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเจเทปป้า ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๐ วันนี้เป็นช่วงเวลาของการทบทวน ทั้งเรื่องของการค้า การบริการ การลงทุนและ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความผูกพันกันยาวนานทั้งในยามทุกข์ ยามสุข ยามทุกข์ญี่ปุ่นเจอสึนามิ ประเทศไทยเจอไทยฟลัด (Thai flood) ในท่ามกลาง การแสวงหาโอกาสความมั่นคงของการทําธุรกิจขยายเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนและเป็นประเทศที่น่าที่จะทําธุรกิจมากที่สุดและรวมถึงการค้าด้วย มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาได้ขยายตัวกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นมูลค่าร่วม ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกของไทย นั่นหมายความว่ากรอบการเจรจาจากนี้ไปมีความจําเป็นที่เราจะต้องใช้ความใกล้ชิด แล้วก็ ใช้ความเห็นใจกันและกันในการสร้างระบบของความยืดหยุ่นในการเจรจา ญี่ปุ่นถือได้ว่า เป็นประเทศชั้นนําในเอเชียตะวันออก ๓ ภูมิภาคที่วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาและมีประเทศ ที่ถือได้ว่าเป็นเสมือนหนึ่งเป็นเกตเวย์ของกันและกัน อินเดียเป็นเกตเวย์ในเอเชียใต้ เปรูเป็นเกตเวย์ของลาตินอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นเกตเวย์และฐานในเอเชียตะวันออก ผมให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะว่าท่านประธานคงทราบนะครับว่าประเทศไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงกว่ามูลค่าจีดีพีของประเทศ การส่งออกของเราในปีที่ผ่านมา ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๖ ล้านล้านบาท การนําเข้าก็ใกล้เคียงกัน ประมาณ ๖ ล้านล้านบาทเศษ การส่งออกและนําเข้าคิดเป็นมูลค่ากว่า ๑๒ ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าจีดีพี นั่นหมายความว่าประเทศนี้ถือเป็นประเทศการค้าพาณิชย์ หรือเป็น เทรดดิ้ง เนชั่น (Trading nation) หรือเป็นคอมเมิร์ซ เนชั่น (Commerce nation) เครื่องมือเอฟทีเอจะเป็นในรูปของความตกลงทางการค้าในเบื้องต้นที่เป็นเออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ บางรายการ และขยายไปให้ครบทุกรายการอย่างกรณีที่มาขอความเห็นชอบเรื่องของเปรู ในการเห็นชอบพิธีสารเพื่อขยายจากรายการสินค้าเร่งรัดลดภาษี ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เรียกว่า เออร์ลี่ ฮาร์เวสท์ ไปสู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อขยายไป ให้เต็มรูปแบบที่เรียกว่าเป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) หรือว่าเป็นความตกลงว่า ด้วยหุ้นส่วนเศรษฐกิจครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน ภาคบริการ และความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง และการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องและ เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์การขยายตัว รวมถึงตลาดเป้าหมายที่เป็นภูมิภาคที่เป็น อนาคต ผมเชื่อว่านั่นคือการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อให้ประเทศไทยนั้นสามารถก้าวล้ํา นําหน้าสู่การเป็นประเทศการค้าและเป็นศูนย์กลางของอาเซียน การค้า การลงทุน และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องของ ๒ ด้านของเหรียญ ไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใด ที่ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว และเสียประโยชน์ฝ่ายเดียว ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์กัน และกัน จึงเปรียบเสมือน ๒ ด้านของเหรียญ เมื่อเราต้องการให้เปรูนั้นเป็นเกตเวย์ของเรา ในลาตินอเมริกา เปรูก็หวังว่าเราจะเป็นฐาน เป็นประตูการค้า เป็นฐานการส่งออก เป็นฐาน การผลิต ฐานการลงทุนของเปรูในอาเซียน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ บิ๊กโคล่า บิ๊กโคล่า เป็นบริษัทที่ประสบความสําเร็จของเปรูที่เข้ามาสู่ภูมิภาคในยุโรป ในลาตินอเมริกา ในอเมริกากลาง และในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน เช่นเดียวกันเราก็ต้องการที่จะขยายสินค้า ของเราไปยังอาร์เจนตินา บราซิล นิการากัว เข้าไปยังกัวเตมาลา เข้าไปยังโคลัมเบีย เข้าไปยัง ชิลี ก็โดยผ่านเปรู ตรงนี้คือเป้าหมายตลาดที่อยากจะย้ําเน้น แล้วก็อยากให้รัฐบาลได้ให้ ความสําคัญว่าจะต้องเร่งรัด ซึ่งหวังว่าในสมัยประชุมหน้าจะสามารถที่จะสรุปผลการเจรจา แล้วก็ขยายไปสู่การทําความตกลงอย่างกว้างที่สุดระหว่างไทย-เปรู เช่นเดียวกับการเจรจา ระหว่างไทย-ชิลี ผมมีข้อสังเกตอยู่บางประการที่อยากจะฝากถึงรัฐบาล
ประการที่ ๑ ก็คือว่า ใน ๓ ประเทศที่ได้ขอความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็น ไทย-อินเดีย ไทย-เปรู หรือว่าไทย-ญี่ปุ่นนั้น เป็นรูปแบบความตกลงทวิภาคี คือระหว่าง ๒ ประเทศ โดยหลักก็คือว่า ความตกลงจากการเจรจาที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะต้องให้มากกว่า กรอบพหุภาคี นั่นหมายความว่าจะต้องมากกว่าความตกลงภายใต้กรอบของอาเซียน หรือภายใต้กรอบอื่น ๆ เพราะมันเป็นความเห็นพ้องต้องกันของ ๒ ประเทศ แม้ว่าอาเซียน อินเดียจะผูกพันไทยไว้ภายใต้ความตกลงดังกล่าวแล้ว แต่ว่าทวิภาคีไทย-อินเดีย จะต้องมี จํานวนสินค้า มีความตกลงที่ลึกและกว้างกว่าจึงจะเกิดประโยชน์ ไม่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ครับ ไม่อย่างนั้นความตกลงในกรอบอาเซียนครอบคลุมอยู่แล้ว คราวนี้จะต้องให้ได้มากกว่า และผมเชื่อว่าต้องการความกล้าหาญในการที่เราจะต้องเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะ ส่วนราชการและผู้ประกอบการ ตรงนี้จึงเป็นข้อเสนอ ข้อสังเกตที่เป็นเรื่องของแนวทาง ของการเจรจาจะต้องลึกและกว้างกว่าพหุภาคี
ประการที่ ๒ ก็คือว่า ขอให้คํานึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบควบคู่กันไป ช่วงที่ผ่านมาได้มีการมอบหมายให้สถาบันการศึกษา เช่น อย่างนิด้าและอื่น ๆ นั้นไปศึกษา ทั้งผลประโยชน์ ผลกระทบที่ใช้การวิเคราะห์โดย สวอท (SWOT) แน่นอนที่สุด จะมีผู้ประกอบการของเรา สินค้าบางรายการ เศรษฐกิจบางภาคที่อาจจะมีทั้งข้อด้อย จุดอ่อน จําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกองทุนเอฟทีเอที่อยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ จําเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระเบียบและแนวทางปฏิบัติและการบริหารของกองทุน ปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่า น่าที่จะมีการรวมกองทุนทั้งสอง และเพิ่มปริมาณงบประมาณให้กับกองทุนดังกล่าว มากยิ่งขึ้น รวมทั้งให้ส่วนราชการทํางานแบบบูรณาการมาอยู่ในภายใต้โครงสร้างการบริหาร เดียวกัน เพราะที่ผ่านมานั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเรายังเข้าไปดูแลไม่มากเท่าที่ควร ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) และรวมไปถึงเกษตรกรของเราบางสาขานั้น จําเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลทั้งในเชิงของการพัฒนาผู้ประกอบการ ที่เรียกว่า เอนเทรพรีเนอร์ชิพ ดีเวลลอปเมนท์ (Entrepreneurship development) หรือว่าการดูแลในส่วนการพัฒนา เกษตรกรของเราในสาขาที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้
ประการที่ ๓ ก็คือข้อเสนอในการกําหนดแผนปฏิบัติการเชิงรุกและเชิงรับ สําหรับการทําเอฟทีเอ อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับเปรู อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับอินเดีย อย่ามองแต่เพียงว่าไทยกับญี่ปุ่น แต่ขอให้มองในลักษณะของความเป็นการรวมกลุ่ม ทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่เรียกว่าเป็น เนชั่นแนล อินทิเกรชั่น (National integration) เพราะว่าเราจะต้องใช้หัวสว่านของความตกลงทวิภาคีในการเจาะในระดับภูมิภาค นี่คือยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ที่สําคัญที่เราจะแสวงประโยชน์ เช่น ในกรณีของไทย-อินเดีย เราสามารถใช้ทวิภาคีเป็นตัวอย่างตัวนําไปสู่กรอบความตกลงบิมสเทคซึ่งมี ๗ ประเทศ แล้วก็พูดได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายแล้วที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องยิงประตูเข้าโกล (Goal) ให้ได้ และจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของอาเซียนกับเอเชียใต้ โดยมีประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลาง การกําหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นขอให้คํานึงถึง หลักการสําคัญ และท่านจะเข้าใจว่าก้าวเดินในการที่จะจับมือต่อไปข้างหน้านั้นจะมีฐาน การยืนของประเทศอย่างไร ผมอยากฝากข้อสังเกตเป็นข้อเสนอไว้ ๓ หลัก ๑. คืออาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) ๒. คืออาเซียน เฟิร์สท (ASEAN First) และ ๓. คืออาเซียน เซนทราลิตี้ (ASEAN Centrality) ขออภัยที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะว่ามันเป็นเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ
อาเซียน ฮับ หมายความว่า เราจะเจรจาอะไรก็ตามจะต้องใช้ ๑๐ ประเทศ อาเซียนเป็นเหมือนไม้ที่มัดรวมกันต่อรอง
อาเซียน เฟิร์สท หมายความว่า อาเซียนต้องมาก่อน จะมีข้อเสนอ จากมหาอํานาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือจากยุโรป หรือประเทศใดก็ตาม จะต้องถือว่า อาเซียนต้องมาก่อน เช่น ความตกลงเรื่องทีพีพี (TPP) มีการเสนอกันแล้วก็หลายคน หลายประเทศอยากจะกรุ๊ป (Group) เข้าไป แต่โดยแท้ที่จริงต้องมองหลายมิติว่า จะกระทบต่อก้าวเดินและโรดแมพ (Road map) ของการก้าวของอาเซียนหรือไม่
อาเซียน เซนทราลิตี้ คือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จะเจรจาทวิภาคี ใช้เป็นหัวสว่านไปสู่ประโยชน์ที่มากกว่าในระดับภูมิภาคก็ต้องยึดอาเซียนเป็นหัวใจให้มาก ที่สุด ตรงนี้เป็นทั้งยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ ที่ประเทศไทยเมื่อยามใช้เครื่องมือที่เป็นเอฟทีเอจะเป็นอย่างแคบหรืออย่างกว้าง ที่สุดจะต้องยึดถือหลักเหล่านี้
สุดท้าย ก็คือข้อเสนอแนะในเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) การค้า ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากวุฒิสมาชิกได้พูดถึงความไกลของเปรู ความจริงช่วงที่ผมไปเยือนลาตินอเมริกานั้น ผมได้ประกาศนโยบายเรื่องทําไกลให้ใกล้ ตลาดลาตินอเมริกาเป็นตลาดที่ไกลที่สุดของประเทศไทยครับที่เราค้าขายมา ๒๐๐ ประเทศ ความตกลงในกรอบหนังสือสัญญา ๓ ฉบับ ระหว่างไทย-เปรูที่นําเสนอในวันนี้ จะมีกรอบหนึ่ง ที่ฝากไว้ก็คือในเรื่องของกรอบการเจรจา ทั้งเรื่องของขยายการค้าในเรื่องของการลงทุน ภาคบริการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เรื่องของโลจิสติกส์การค้าวันนี้กลายเป็นหัวใจ สําคัญของความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศ ถ้าฝั่งแปซิฟิกสําหรับลาตินอเมริกานั้น ท่าเรือที่สําคัญที่สุดคือ คาเยา (Callao) พอร์ต คาเยา (Port Callao) นั้นเป็นพอร์ตที่ใหญ่ ที่สุดทางแปซิฟิกของลาตินอเมริกา เมื่อเทียบกับพอร์ตที่ใหญ่ที่สุดทางแอตแลนติกที่บราซิล คือ ซานโตส (Santos) พอร์ต แต่เชื่อไหมครับ ค่าระวางเรือ ค่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ไทยส่งออก ไปยังพอร์ต ซานโตส ซึ่งอยู่ไกลกว่า ถูกกว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งไปพอร์ต คาเยา ซึ่งอยู่ทาง แปซิฟิก ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่ติดกับแปซิฟิกโดยมีทะเลจีนใต้เชื่อม เราข้ามแปซิฟิก ไปเราก็จะเห็นลาตินอเมริกา เพราะฉะนั้นการบริหารโลจิสติกส์จึงเป็นหัวใจสําคัญที่จะทําให้ ความไกลกลายเป็นความใกล้ ความแพงกลายเป็นความถูก ซึ่งจะมีสมาพันธ์โลจิสติกส์ที่ได้มี การเจรจากับทางพอร์ต คาเยา และหากเป็นไปได้ควรจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการของไทยนั้น ไปดําเนินการจัดตั้งในลักษณะที่เป็นเขตปลอดอากร หรือเขตของการประกอบธุรกิจที่ พอร์ต คาเยา เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบในด้านของการนําเข้า ส่งออก และเป็นประตูไปสู่ ประเทศลาตินอเมริกาอื่น ๆ เช่นเดียวกันที่อินเดีย ความจริงอินเดียนั้นในด้านของโลจิสติกส์ การค้า ท่านรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลคงทราบว่าปัจจุบันเราไม่มีสายการเดินเรือ ประจําที่ส่งสินค้าจากอินเดียมายังประเทศไทยหรือจากประเทศไทยไปอินเดียในฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันตกของเรานั้นมีท่าเรือทะเลเพียงท่าเรือเดียวครับ คือท่าเรือระนอง ไม่น่าเชื่อนะครับ ตลอดทะเลอันดามันของเรานั้นมี ๑ ท่าเรือแม่น้ํา คือท่าเรือกันตังที่อยู่จังหวัดตรัง แล้วก็ ท่าเรือทะเลแห่งเดียว คือท่าเรือระนอง ท่าเรือระนองนั้นจะมีสายการเดินเรือของอินเดียเคยเดินประจําครับ และหยุดไปเมื่อปลายปี ที่ผ่านมา นั่นแสดงให้เห็นว่าการอํานวยความสะดวกทางการค้ายังใช้ไม่ได้ สิ่งที่อยากฝาก ในการทําโลจิสติกส์การค้าสําหรับกรอบการเจรจาโดยเฉพาะความตกลงระหว่างไทย-อินเดีย นั่นก็คือเรื่องโลจิสติกส์การค้าในอ่าวเบงกอลครับ อ่าวเบงกอลเป็นอ่าวที่แทบไม่มีการพัฒนาเลย และเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเข้ายึดครองและครอบงําอ่าวเบงกอล อ่าวเบงกอลนั้น ถือได้ว่ามีประชากร ๑ ใน ๔ ของโลกครับ ไทย เมียนมาร์ บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ๗ ประเทศนี้รวมกันเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านคน ๑,๗๐๐ ล้านคน ๑ ใน ๔ ของประชากรโลก เราสามารถพัฒนาเส้นทางการเดินเรือสินค้าในกลุ่มประเทศนี้ โดยมีไทย กับอินเดียเป็นกระดูกสันหลังสําคัญครับ สายการเดินเรือของเราที่จะสามารถทําโลจิสติกส์ ได้ในระดับ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ตัน เช่น โงวฮก เป็นต้น สามารถที่จะเข้าเป็นกองเรือที่สามารถ ยึดครองน่านน้ําอ่าวเบงกอลได้ สินค้าที่สามารถเข้าไปสู่การทําโลจิสติกส์ ซึ่งควรเป็นหนึ่ง ในกรอบการเจรจาที่ได้เสนอมาในวันนี้ ไม่ว่าไทยกับอินเดียที่เชียนนาย ท่าเรือเชียนนาย ท่าเรือกัลกัตตา แล้วก็เชื่อมโยงไปสู่ท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ ท่าเรือย่างกุ้ง ท่าเรือ ทวายของพม่า ท่าเรืออาเจะห์ อินโดนีเซีย ท่าเรือโคลัมโบของศรีลังกา เราสามารถทํา การเดินเรือสายประจําของสินค้าได้ทุกเดือน เราสามารถครอบครองการส่งออกสินค้าและบริการ
ท่านประธานครับ ผมจะจบแล้วก็คือว่า โลจิสติกส์การค้าได้มีความสําคัญ อย่างยิ่ง และวันนี้ทุกคนมองเห็นตรงกันว่า อเมริกา ยุโรป กําลังซวนเซและกําลังทรุดโทรม จากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส และปัญหาหนี้สาธารณะ วันนี้การค้าระหว่างประเทศเป็นเรื่อง ของการที่จะต้องกําหนดเป้าหมายตลาด การสร้างการอํานวยความสะดวกทางการค้าใน รูปแบบของการใช้เครื่องมืออย่างเอฟทีเอ เป็นต้น หรือว่าความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วน เศรษฐกิจและการลงไปในรายละเอียดของกรอบการเจรจา เช่น เรื่องของโลจิสติกส์ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ระหว่างไทย-อินเดีย โดยผ่านพม่า ระยะทางเพียง ๑,๓๖๐ กิโลเมตร เท่านั้น ซึ่งได้เป็นความตกลงในการเจรจาช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรีก็ดี หรือที่ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเจรจากับผู้นําอินเดีย ผู้นําพม่า และบังกลาเทศก็ดี ก็คือ การเชื่อมโยงเอเชี่ยน ไฮเวย์ (Asian Highway) จากระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก-ตะวันออก ที่สิ้นสุดปลายทางฝั่งไทยที่จังหวัดตาก แม่สอดไปสู่เมียวดี ไปสู่เนปีดอ และเข้าพม่าที่มณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร ต้นปีก็ตั้งใจว่าจะเดินทางสํารวจเส้นทางนี้ ก็หวังว่าทางรัฐบาลจะได้ใช้เป็น กรอบหนึ่งในการเจรจาเพื่อที่จะทําให้การค้าโดยการขนส่งโลจิสติกส์ทางบกนั้นสามารถ ดําเนินการได้ในความร่วมมือของไทย-อินเดียเป็นแกน ผมเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่เป็นข้อเสนอ ข้อสังเกต แล้วก็ประการที่ผมคิดว่าจะทําให้ความมีชีวิตชีวาและอนาคตสามารถขยายโอกาส ของเรากับประเทศที่ทําความตกลง นั่นก็คือข้อเสนอสุดท้ายคือกลไกครับ กลไกที่ผ่านมาเราจะ ยึดระบบอิมพอร์ต (Import) เอ็กซ์พอร์ต (Export) การค้าระหว่างประเทศจะใช้รูปแบบนี้ มาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้วครับ แต่ ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราได้สร้างรูปแบบกลไกของการค้า ระหว่างประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเอฟทีเอให้ได้สูงสุด นั่นก็คือ การขับเคลื่อนผ่านสภาธุรกิจ ๒ ประเทศ สภาธุรกิจไทย-อินเดีย สภาธุรกิจอินเดีย-ไทย สภาธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น สภาธุรกิจญี่ปุ่น-ไทย สภาธุรกิจไทย-เปรู สภาธุรกิจเปรู-ไทย และให้มี การประชุมบิสซิเนส ซัมมิท (Business Summit) ทุกปี และรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนภาครัฐเข้าไปร่วมกับภาคเอกชน ตรงนี้ครับที่จะทําให้เป็นกลไก ที่ประเทศไทยจะเหนือกว่าอีก ๒๐๐ ประเทศทั่วโลก ยังไม่มีใครทําโมเดล (Model) นี้ ได้มีการทําแล้วระหว่างไทย-มาเลเซีย ในลิมอ ดาซาร์ ซัมมิท (Lima Dasar Summit) ได้มีการทําแล้วระหว่างการประชุมบิสซิเนส ซัมมิท ระหว่างไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ผมหวังว่า ไทย-อินเดีย ไทย-เปรู ไทย-ญี่ปุ่นนั้น จะเป็นกลไกที่ท่านรัฐมนตรีจะได้ขับเคลื่อนดําเนินการ และกลไกที่ ๒ ที่เราต้องมีก็คือสํานักงานผู้แทนการค้าของเรา จะเป็นสํานักงานการพาณิชย์ หรือว่าสํานักงานไทยเทรดเซ็นเตอร์ (Thai Trade Center) ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ ๖๐ กว่าสํานักงานทั่วโลกนั้น ไทย-เปรู ยังไม่มีครับ จําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องขยายไป เพราะเราตั้งใจจะยึดเป็นหัวหาด ถ้าเรามีแต่ความตกลง แต่เราไม่มีฐานที่มั่น ไม่มีสํานักงาน ตัวแทน ยากครับที่จะขับเคลื่อน และเราต้องการเจาะไปสู่ ไม่ใช่แค่เปรู ในลาตินอเมริกา แต่เจาะไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในลาตินอเมริกา
ทั้งหมดนั้นก็คงเป็นเพียงข้อเสนอข้อสังเกตนะครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานการค้าระหว่างประเทศภายใต้ความตกลงเอฟทีเอที่ได้นําเสนอในวันนี้นั้น ผมจะยกมือให้ เพราะเห็นว่าเป็นงานที่ดําเนินการต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว แล้วก็รัฐบาลนี้ก็ได้นําเสนอ ต่อรัฐสภาเห็นว่าเป็นประโยชน์นะครับ ที่จะก้าวข้ามความเป็นการเมืองที่แตกต่างไปสู่ ความร่วมมือในเป้าหมายเดียวกันของประเทศไทยของเราครับ ขอบคุณท่านประธาน