รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เสนอการพิจารณาพิธีสารระหว่างไทยกับเปรู เพื่อเปิดเสรีทางการค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีสาร 2 ฉบับ และร่างกรอบเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับพิธีสารการค้าเสรีไทย-เปรู และขอความเห็นชอบของรัฐสภา ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ หารือเรื่องการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนระหว่างไทย-เปรู และขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบพิธีสารที่เกี่ยวข้อง

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ สาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และพิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้า สินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าต่อรัฐสภา จํานวน ๒ ฉบับ และร่างกรอบเจรจา ความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู สําหรับการขยายการเจรจาจัดทําความตกลงทางการค้าเสรี ไทย-เปรู ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้าสินค้าส่วนที่เหลือรวมทั้งการค้าบริการและการลงทุน โดยมีความเป็นมา สาระสําคัญของพิธีสารและร่างกรอบการเจรจา สรุปได้ดังนี้

ไทยและเปรูได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นหรือเฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ ออน โคลสเซอร์ อีโคโนมิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Framework Agreement on Closer Economic Partnership) เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๘ ครอบคลุมเรื่องของการเปิดเสรี การค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน การอํานวยความสะดวกทางการค้าและ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ในระหว่างปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ไทยและเปรูได้จัดทํา พิธีสาร ๒ ฉบับ ได้แก่

ฉบับที่ ๑ พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิด เสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ มีสาระสําคัญคือ การเร่งลดภาษีและยกเลิกภาษีก่อนบางส่วน คิดเป็นร้อยละ ๗๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด

ฉบับที่ ๒ พิธีสารเพิ่มเติมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีการค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้า ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีสาระสําคัญคือ การกําหนดกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดเฉพาะรายสินค้า

ซึ่งพิธีสารทั้ง ๒ ฉบับได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้มีการลงนาม ร่วมกับเปรู เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ และวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ตามลําดับ แต่ไม่ได้มีการใช้บังคับ ต่อมามีการแก้ไขปรับปรุงโดยจัดทําพิธีสารเพิ่มเติมอีก ๒ ฉบับ ซึ่งพิธีสารเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับนั้นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ และวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

บัดนี้ การแก้ไขปรับปรุงได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้การดําเนินการ เปิดเสรีการค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างไทย-เปรู มีผลบังคับใช้ ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้นําเสนอพิธีสาร ๒ ฉบับเดิมที่กําหนดเร่งลด เลิกภาษี และกฎ ว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า รวมทั้งพิธีสารเพิ่มเติมอีก ๒ ฉบับ ตามรายละเอียดปรากฏในระเบียบ วาระการประชุมวันนี้ ซึ่งพิธีสารดังกล่าวนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ และได้รับความเห็นชอบให้นําเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ดําเนินการเพื่ออนุวัตพิธีสารทั้ง ๔ ฉบับให้มีผลบังคับใช้ในคราวเดียวกันต่อไป

สําหรับร่างกรอบการเจรจาการตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและเปรูนั้นได้หารือทวิภาคีเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และเห็นชอบที่จะเจรจาต่อในส่วนที่เหลือ ก็คือการเปิดตลาดสินค้าอีกร้อยละ ๓๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด รวมทั้งการค้าบริการ และการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบ ความตกลงการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-เปรู

ในการนี้คณะรัฐมนตรีนั้นได้ให้ความเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทย-เปรู ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้าสินค้าส่วนที่เหลือ การค้าบริการ และ การลงทุนแล้ว เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ และให้นําเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลง การค้าเสรีไทย-เปรู ตามรายละเอียดปรากฏในระเบียบวาระการประชุมวันนี้ เพื่อเข้าสู่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภาต่อไป

สาระสําคัญของร่างกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู จะครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

การลดหรือเลิกอากรศุลกากร รวมทั้งมาตรการกีดกันและอุปสรรคทาง การค้าที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน

การปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิต สินค้าของไทย

ความร่วมมือทางศุลกากรเพื่อลดและขจัดอุปสรรคทางการค้า และอํานวย ความสะดวกทางการค้า

มาตรการปกป้องเพื่อคุ้มกันเศรษฐกิจภาคการผลิตภายในประเทศ และกรณี ที่เกิดปัญหาด้านดุลการชําระเงิน

การเปิดเสรีภาคบริการเพื่อเปิดตลาดบริการในสาขาที่ไทยมีศักยภาพและ อํานวยความสะดวกให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือของไทยเข้าไปทํางานได้

การเปิดเสรีหรือลดอุปสรรคต่อการลงทุนระหว่างประเทศ

ความร่วมมือเพื่อเพิ่มการอํานวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน และ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีระดับที่สอดคล้องกับระดับการคุ้มครองตามความตกลง ขององค์การการค้าโลก และ/หรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี รวมทั้งหารือ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนของไทย

ดังนั้นเพื่อให้พิธีสารระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรูเพื่อเร่งเปิด การค้าสินค้าและอํานวยความสะดวกทางการค้าปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง จํานวน ๔ ฉบับ สามารถเริ่มมีผลบังคับใช้ได้ภายในช่วงต้นปี ๒๕๕๕ ตลอดจนเพื่อให้การเจรจา จัดทําความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-เปรู ในส่วนการค้าสินค้าที่เหลืออีกร้อยละ ๓๐ ของจํานวนสินค้าทั้งหมด รวมถึงการค้าบริการ การลงทุน ซึ่งเป็นไปตามกรอบความตกลง ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐ เปรูที่ได้ลงนาม เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม กระผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารดังกล่าวที่นําเสนอมานี้

ท่านประธาน ผมขออนุญาตเสนอ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในเรื่องกรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สําหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหรือเจเทปป้า (JTEPA) ซึ่งเป็นแนวทาง ในการดําเนินการเจรจาต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายความสัมพันธ์และอํานวยความสะดวก ทางการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น

เจเทปป้าเป็นความตกลงการค้าเสรีระดับทวิภาคีหรือเอฟทีเอ (FTA) ของไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ มีสาระครอบคลุมรอบด้านทั้งการเปิดเสรี ทางการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เจเทปป้าได้ช่วยขยาย ปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ส่งผลให้ปริมาณการค้ารวมของ ๒ ประเทศ เพิ่มมูลค่าขึ้นกว่าร้อยละ ๓๔ จากเดิมในช่วงปี ๒๕๔๖-๒๕๔๙ มีค่าเฉลี่ยที่ ๓๗,๐๙๘ ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าเฉลี่ย ๔๙,๗๘๗ ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๓ เจเทปป้า มีข้อกําหนดให้ไทยและญี่ปุ่นต้องเจรจาต่อในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

๑. การค้าสินค้า ได้แก่ การยกเลิกอากรศุลกากรสําหรับสินค้าที่ต้องมี การเจรจาทบทวน ซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๕๕ และการทบทวนข้อบทเรื่องการค้า สินค้า ซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๖๐ หรือปีก่อนหน้าหากไทยและญี่ปุ่นนั้นเห็นชอบ ร่วมกัน

๒. การค้าบริการ ได้แก่ การหารือเพื่อเจรจาจัดทํามาตรการปกป้องฉุกเฉิน และการทบทวนข้อบทเรื่องการค้าบริการซึ่งกําหนดให้ดําเนินการในปี ๒๕๕๕

๓. การลงทุน ได้แก่ การทบทวนข้อบทเรื่องการลงทุน ซึ่งกําหนดให้ ดําเนินการในปี ๒๕๕๕

ในอดีตนั้นรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ เจเทปป้า และต่อมาได้ถ่ายโอนงานมายังกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ กระทรวงพาณิชย์นั้นได้ดําเนินการให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ข่าวประชาสัมพันธ์ สื่อทางอินเทอร์เน็ตและจัดรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับสาระสําคัญของความตกลง ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการใช้ สิทธิประโยชน์ แนวทางการดําเนินการการเจรจาต่อเนื่องตามพันธกรณีต่าง ๆ หรือประเด็น ที่ไทยและญี่ปุ่นต้องแก้ไขปรับปรุง เพื่อส่งเสริมและอํานวยความสะดวกในการใช้ประโยชน์ จากความตกลงเพื่อจัดทําเป็นกรอบเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้า ซึ่งมีสาระครอบคลุม การค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการอํานวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น

ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ในการจัดทํากรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้านั้น นอกเหนือจากการดําเนินการ ตามที่กล่าวมาแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้าทําการศึกษาถึงผลประโยชน์และผลกระทบจากการจัดทํา เจเทปป้าและการเจรจาต่อเนื่องในอนาคต รวมทั้งข้อเสนอแนะในการเจรจาและมาตรการ รองรับในการปรับตัวทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนนั้นสามารถ ใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ได้อย่างเต็มที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างประสบปัญหาภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และขวัญกําลังใจของประชาชน เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมของทั้ง ๒ ประเทศ แต่ไทยและญี่ปุ่น ต่างก็ได้ให้ความช่วยเหลือฉันมิตรในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยของไทยที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน สิ่งของ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ําท่วมอย่างเต็มที่ดังที่ทุกท่านนั้น ทราบกันดี ดังนั้นการเจรจาต่อเนื่องภายใต้เจเทปป้าจึงเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ ที่เหนียวแน่นของทั้ง ๒ ประเทศ รวมทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน ของญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ซึ่งกําหนดให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดําเนินการ กระผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาต่อเนื่องภายใต้ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทย และญี่ปุ่นสําหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นกรอบการดําเนินงานในการขยาย ความสัมพันธ์และอํานวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในอนาคตต่อไป