รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๒๙ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตพักการประชุมเรื่องปรองดองไว้สักครู่ แล้วขอเข้าสู่ระเบียบวาระเปิดการประชุม ของวันพฤหัสบดี ซึ่งมีผู้มาลงชื่อประชุมตอนนี้ ๒๕๘ คน ผมขออนุญาตดำเนินการ ตามระเบียบวาระ ในเรื่องของการหารือวันนี้ต้องของด แล้วจะเข้าสู่ระเบียบวาระ กระทู้ถามสดเลย
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม
๑.๑ กระทู้ถามสด
๑.๑.๑ กระทู้ถาม ที่ ๐๗๑ ส. เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง (นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คำถามที่ ๑ ครับ เชิญท่านครูมานิตย์เลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบขออภัย ท่านประธานจริง ๆ ครับ บังเอิญผมไปแปรญัตติเรื่องรัฐธรรมนูญก็เลยมาสายไปนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องภัยแล้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พี่น้องทั้งประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องภาคอีสานบ้านผมทั้ง ๒๐ จังหวัดเราเจอวิกฤติเรื่องภัยแล้งแล้วคู่กับเรื่อง น้ำท่วม แต่ว่าบังเอิญในปีนี้เรื่องน้ำท่วมในภาคอีสานเราไม่ค่อยเจอกันเท่าไรมากนัก แต่ก็ยังมีบ้าง เป็นประปราย เนื่องจากว่ามาท่วมอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่างแล้วก็กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคใต้ก็มีอยู่ ๒ ฤดู คือฤดูฝนกับฤดูร้อน ของเรามีความวิกฤติแปรผัน ผมไม่ได้ โทษรัฐบาล ผมไม่ได้โทษใคร แต่ว่าผมโทษเรื่องธรรมชาติ แล้วผมก็โทษมนุษย์ เพราะพวกเรานั้นได้ทำลายธรรมชาติกันมาอย่างยาวนาน จนวันนี้ธรรมชาติกลับจะมา ทำลายเราแล้วครับ เขาตามมาเอาคืน มันก็เลยเกิดวิกฤติต่าง ๆ ดังที่พวกเราได้เห็นกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติลานีญา (La nina) ก็ดีหรือเอลนีโญ (El nino) ก็ดี ทั้งน้ำท่วม ทั้งฝนแล้ง เมื่อก่อนที่เราพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าเห็นใจ ก็ท่วมอยู่ แถวโคราช พอพรรคเพื่อไทยมาเทวดาทดลองท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เสียจน อ่วมอรทัย จนกระทั่งว่าท่านสามารถแก้ปัญหาวิกฤติ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะความร่วมมือร่วมใจ ของคณะรัฐมนตรี แล้วก็พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ทางพรรคฝ่ายค้าน ก็ให้ความร่วมมือ ผมเองก็ตั้งกระทู้ถามวันนี้ถาม ฯพณฯ รัฐมนตรี ๒ กระทรวง กระทรวงแรก ก็คือกระทรวงมหาดไทย แล้วก็กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ข้อแรกเลย ผมจะถามกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยว่าวันนี้มีมาตรการ แล้วแผนการรองรับในการที่จะแก้ปัญหา เรื่องภัยแล้งที่กำลังเดินทางมาถึง โดยเฉพาะในภาคอีสานทั้ง ๒๐ จังหวัดอย่างไรครับ
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นก็ต้องขอขอบคุณ ท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่ได้ตั้งกระทู้ถามสดถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นก็นำเรียนว่า ทาง ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านได้มอบหมายให้กระผมมาตอบ กระทู้ถามสดแทน ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านเองได้ถามในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับมาตรการแผนป้องกันเกี่ยวกับภัยแล้งอย่างไรนั้น ก็อยากจะกราบเรียนว่าในขณะนี้ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รายงานมาทางกระทรวงมหาดไทยมีเกิดภัยแล้งทั้งหมด ๓๔ จังหวัด ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยเองโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็ได้สั่งการให้ไปดูแล พี่น้องประชาชนใน ๓๔ จังหวัดที่เกิดภัยแล้ง จะโดยการที่จะประสานองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็ดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ดีให้ไปดูแลเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือ พี่น้องเกี่ยวกับเรื่องน้ำในพื้นที่ ๓๔ จังหวัดที่ประสบภัยแล้งและในจังหวัดต่าง ๆ ที่จะมีภัยแล้งเกิดขึ้นนั้นก็จะมีการเตรียมการรองรับตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าทางรัฐบาลเอง โดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ท่านให้ความสำคัญกับปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะเป็นเรื่องปัญหาน้ำท่วม ท่านทั้งหลายก็ได้เห็นแล้วว่า รัฐบาลเองนั้นมีความตั้งใจ แล้วทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้กำชับว่า ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือว่ามีผู้ว่าราชการจังหวัดครอบคลุมไปทั้ง ๗๗ จังหวัดในการดูแลปัญหาพี่น้องประชาชน แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าท่านเอง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นประธานคณะกรรมการเกี่ยวกับจัดทำแผนเผชิญเหตุ จะเป็นเกี่ยวกับเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะยาวก็ได้เตรียมการแล้วโดยมีทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นประธาน คณะกรรมการ แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นรองประธาน แล้วก็จะมีปลัดกระทรวงหลายกระทรวงมาเป็น เช่น จะเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม แล้วก็ปลัดกระทรวงกลาโหม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้มีการเตรียมการว่า แล้งนี้จะช่วยเหลือพี่น้องอย่างไร ก็อยากจะกราบเรียนว่าในขณะนี้ในหลายจังหวัด ที่ประสบภัยแล้งนั้นเราก็ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลพี่น้องประชาชน จะเป็นเรื่องน้ำในการอุปโภคบริโภคก็ดี หรือเกี่ยวกับเรื่อง ที่จะนำน้ำไปช่วยเหลือในด้านการเกษตรตรงนี้ก็ยังมีการเตรียมความพร้อม และพื้นที่ไหนที่ พี่น้องเกษตรกรลงทำพืชไร่ที่มันเกิดความแห้งแล้งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ประสานไปยังทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือในการเตรียมการทำฝนเทียม นี่คือ การเตรียมการรองรับตรงนี้เอาไว้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้รัฐบาลได้เป็นห่วงเป็นใย เช่นเดียวกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่ได้เป็นห่วงเป็นใย ก็ถือโอกาสนี้ขอบคุณ ก็อยากจะกราบเรียนในข้อที่ ๑
คำถามที่ ๒ ครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ฯพณฯ รัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่ท่านได้เล่าเรื่องการเตรียมแก้ปัญหาของคณะรัฐมนตรีหรือของรัฐบาล ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้กราบเรียน มาตั้งแต่เบื้องต้นแล้วว่าจริง ๆ แล้วปัญหาเรื่องของภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะภัยแล้ง ซึ่งมันต่างกัน บังเอิญพวกผมอยู่ภาคอีสาน ภาคอีสานน้ำท่วมหรือวิกฤติน้ำอย่างรุนแรง เราแทบจะไม่เจอ เราแทบจะไม่เห็น แม้กระทั่งว่าน้ำท่วมเมื่อสักครู่นี้ที่กรุงเทพมหานคร ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จังหวัดปทุมธานี ที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่จังหวัดพิจิตร ผมไปบอกพี่น้องที่จังหวัดสุรินทร์ของผม ท่าน ส.ส. มานพซึ่งอยู่จังหวัดศรีสะเกษก็ดี หลายต่อหลายท่าน ไม่ว่าท่านคุณากรเราก็คุยกัน ท่าน ส.ส. องอาจจากจังหวัดสระบุรี ท่านเทียบจุฑาจากจังหวัดอุดรธานี หรือท่านเกียรติ์อุดม เขาไม่เชื่อว่าน้ำมันท่วมได้อย่างไร ถึง ๒-๓ เมตรในกรุงเทพฯ ในภาคกลาง เพราะที่ภาคอีสานเรานี้มันท่วมได้ ๒ วัน อย่างเก่ง ๓ วัน แล้วมันก็จะแห้งแล้งไปหมด แต่ความแห้งแล้งมันยาวนาน แบบนี้ไม่ทราบว่า ผมจะพูดผิดพูดถูก ผมอยากจะกราบเรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีปรีชาผ่านทางท่านประธานในฐานะที่เป็นตัวแทน รัฐบาล แล้วก็โดยส่วนตัวก็ชื่นชมท่านรัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อยู่ เป็นคนหนุ่มที่ตั้งใจ ผมเห็นจากเรื่องตอนน้ำท่วมก็ดี หรือเรื่องของกรมป่าไม้ เรื่องของวนอุทยานก็ดี มีข่าวให้เห็น ในเรื่องของการทำงานมาด้วยดีตลอด ผมคิดว่าบ้านเมืองต้องได้คนหนุ่มแบบท่าน แต่วันนี้ โดยเฉพาะตัวท่านเองท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเลย ซึ่งเป็นตัวแทน จากพี่น้องภาคอีสาน ผมเชื่อแน่ว่าท่านชาชินกับเรื่องของอากาศหนาว ท่านชาชิน เรื่องของความแห้งแล้งมายาวนาน ผมอยากเห็นการวางแผนที่เป็นระบบ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ก็อย่างนี้ละครับ พวกผมก็จะเจอคำถามทุกปีว่าผู้แทนเมื่อไรฝนเทียมจะมา ผู้แทนทำอย่างไร จึงจะได้น้ำ ผู้แทน เครื่องสูบน้ำหอยโข่ง นี่ท่าน ส.ส. มานพบอกว่าปีหน้าเสียดายว่าสภานี้ ไม่มีเงินให้กู้จะไปกู้ซื้อเครื่องหอยโข่งไปไว้ที่จังหวัดศรีสะเกษไว้ที่อำเภออุทุมพรพิสัย ให้พี่น้องได้มายืมกันไปหาน้ำมาใช้ในการอุปโภค โดยเฉพาะในเรื่องของการเกษตร เพราะบ้านเราในอีสานโดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ของผม หรือจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่นปีหนึ่งเราทำนาครั้งเดียว เราก็อาศัยน้ำจากเทวดา มันถึงเป็นที่มาของการจุดบั้งไฟร้องหาพญาแถนเพื่อให้ฝนมันตกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นความหวัง ที่จะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่ประเพณีโบราณนั้นเขาถือกันมาอย่างนี้ เผื่อที่จะได้มีโอกาสบ้าง ชาวนาจะได้ลืมตาอ้าปากถ้าปีไหนเทวดาเยี่ยวใส่ หรือฝนฟ้าดี ผมอาจจะพูดเป็นโบราณไปหน่อย วันนี้เราอยากเห็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นคนที่มีความตั้งใจมาก ผมดู จากความตั้งใจแล้วสูงมาก แล้วรวมกับท่านคณะ ครม. ทั้งหมด โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีปรีชา ทำงานเตรียมการแก้ปัญหาภัยแล้งในอีสานอย่างเป็นระบบเหมือนที่จะเตรียมการแก้ปัญหา น้ำท่วมในภาคกลาง ก็จะขอเงินสัก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สภาอนุมัติไปเมื่อสักครู่นี้ ไปทำใน ๒๕ ลุ่มน้ำ หรือส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาได้หรือไม่ ผมจะขอโอกาส ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะซึ่งเป็นคนที่ ตั้งใจว่า ท่านมีมาตรการในการขุดลอกห้วย คลอง หนอง บึง หรือแก้มลิงที่มีผลกระทบ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งซึ่งเป็นของคู่กันอย่างไรบ้าง
เชิญ ท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ก็ขอตอบคำถาม ข้อที่ ๒ ที่ท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่ได้ถาม ในส่วน ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็อยากจะกราบเรียนว่า ผมเองก็ได้รับ มอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้ดูแลเกี่ยวกับการเตรียมการเกี่ยวกับปัญหาที่เรา ประสบมา คือปัญหาน้ำท่วม แล้วก็ต้องควบคู่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง ก็อยากจะ กราบเรียนว่าในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นเราก็มี การเตรียมการ ดังที่ท่านได้เห็นว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ตั้งกระทู้ถามสดถามเช่นเดียวกัน แต่ลุ่มน้ำทางภาคเหนือเราก็ได้มีการบูรณาการ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ในอีก ๑๗ ลุ่มน้ำก็มีการบูรณาการ ก็อยากจะกราบเรียนว่าในภาคอีสาน ๒๐ จังหวัดก็มีการบูรณาการ การบูรณาการในเขตภาคอีสานนั้นต้องยอมรับว่ามันจะมี ลำน้ำหลัก ๒ หลัก คือลำน้ำในธรรมชาติ ซึ่งจะมีลำน้ำชีซึ่งมีต้นกำเนิดจากจังหวัดชัยภูมิ ไหลผ่านจังหวัดขอนแก่น ผ่านไปจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วก็ไป จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร แล้วก็ผ่านไปจังหวัดสุรินทร์เป็นบางส่วน แล้วก็ไหลลงสู่ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ตรงนี้เราก็ได้มีการเตรียมการ พื้นที่ตรงไหน จากการที่เมื่อปีที่ผ่านมามีน้ำท่วมในเขตพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง แล้วสามารถที่จะทำโครงการแก้มลิง อย่างไรบ้าง ซึ่งผมเองได้ลงไปดูพื้นที่จากต้นน้ำของแม่น้ำชีจะเป็นจังหวัดชัยภูมิก็ดี เราก็ดูว่าพื้นที่ตรงไหนที่จะทำโครงการแก้มลิงได้ เพื่อมีการเตรียมการรองรับว่าพื้นที่ จากจังหวัดชัยภูมิลงไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี ๘ จังหวัด เรามีการทำโครงการแก้มลิง โครงการแก้มลิงนั้นเราจะต้องดูว่าดึงน้ำจากน้ำท่วมในลำน้ำต่าง ๆ แล้วเอามาเก็บในแก้มลิง เพื่อเตรียมการเอาไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยากจะกราบเรียนว่า ในหลายจังหวัดซึ่งผมเองได้ลงไปพื้นที่และได้ไปจากการร้องเรียนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ลงไป ทุกจังหวัดเหลือจังหวัดสุรินทร์ที่ท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ที่ได้ให้ความสนใจ ตรงนี้ ผมนำกราบเรียนว่า ๒๐ จังหวัด เหลือจังหวัดสุรินทร์ซึ่งผมเองไปครั้งหนึ่ง แต่ช่วงนั้น มันจะเกิดวิกฤติน้ำท่วม แต่หลังจากนี้ผมนำเรียนท่าน ส.ส. ครูมานิตย์เลยว่าผมเองนั้นก็ได้รับ มอบหมายจากทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีว่าให้ไปดูว่าพื้นที่ตรงไหนที่จะสามารถช่วยกัน เตรียมการว่าปัญหาน้ำท่วมแล้วจะแก้ปัญหาควบคู่กันไป คือแก้ไขปัญหาน้ำแล้งด้วย ซึ่งผม ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนนี้ซึ่งท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ได้ไปดูพื้นที่เลยว่าพื้นที่ตรงไหน ซึ่งท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและท่านรู้ปัญหาในจังหวัดนั้น แล้วผมเองจะลงพื้นที่ แล้วไปดูว่าตรงไหนที่เป็นประโยชน์แล้วผมพร้อมที่จะเตรียมการตรงนี้
และอีกส่วนหนึ่ง ในลุ่มน้ำโขงซึ่งมีหลายจังหวัดในภาคอีสานไล่ตั้งแต่จังหวัดเลย ของกระผมเอง มาจังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม รวมไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตรงนี้เราก็มีการทำโครงการแก้มลิงเพื่อลำน้ำสาขา ของลำน้ำโขง เราจะสามารถว่าในฤดูน้ำหลาก น้ำโขงไหลหลากเราจะสามารถทำอย่างไร เอาน้ำโขงเข้ามาเก็บกักในโครงการแก้มลิงซึ่งเป็นน้ำสาขาของแม่น้ำโขงเอามาเก็บไว้ใช้ ในหน้าแล้ง ซึ่งขณะนี้ผมเองได้มอบหมายให้กับกรมทรัพยากรน้ำในการที่ไปเดินสำรวจว่า พื้นที่ตรงไหนที่จะสามารถทำโครงการแก้มลิง แล้วก่อนน้ำที่จะลงสู่แม่น้ำโขงก็ดี หรือจะลงสู่ ลำน้ำต่าง ๆ ต่อไปนี้เราจะต้องมีประตูปิด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าก่อนที่น้ำในลำน้ำสาขา ของจังหวัดต่าง ๆ ที่จะลงสู่แม่น้ำโขงเราก็จะดึงน้ำในช่วงน้ำหลากในน้ำโขงเราก็จะดึงน้ำ จากลำน้ำโขงนั้นมาเก็บในคลองต่าง ๆ แล้วมาเก็บในโครงการแก้มลิง เผื่อเรามาเก็บกักเสร็จ เราก็มีประตูปิด มีประตูปิดเพื่อในฤดูแล้งเราก็จะสามารถนำน้ำไปใช้ในด้านการเกษตรได้ แล้วลำน้ำชีก็เช่นเดียวกัน เราก็จะมีประตูปิดก่อนที่น้ำจะลงน้ำโขง ในปลายน้ำโขงก็คือ จังหวัดอุบลราชธานี อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำเราได้เตรียมแผนตรงนี้เอาไว้แล้ว ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของกรมทรัพยากรน้ำก็ได้เตรียมการป้องกันภัยแล้ง ที่จะนำน้ำมาใช้ในการเกษตรได้เตรียมการไว้แล้ว แต่ขณะนี้ก็เร่งดำเนินการก่อสร้าง อยู่ในหลายจังหวัด ดั่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงได้เห็นว่าในหลายจังหวัด ก็มีการนำเอาเครื่องจักรไปดำเนินการอยู่ในขณะนี้ก็อยากจะกราบเรียน
และอีกในส่วนหนึ่ง กรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็อยากจะกราบเรียนว่าผมเองได้ มอบนโยบายว่าจะเป็นภาคเหนือก็ดี ภาคอีสานก็ดี ภาคกลางก็ดี รวมทั้งภาคใต้เราจะมีโมเดล (Model) ใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำน้ำใต้ดินนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งขณะนี้ผมเองได้สั่งการ ไปยังทางอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่าให้ไปทำการศึกษาดูสิว่าปริมาณน้ำใต้ดิน ในแต่ละภาคนั้นที่จะสามารถเอามาช่วยแก้ไขปัญหาในฤดูแล้ง ในกรณีพื้นที่ตรงไหนที่มันมี ปัญหาว่าอยู่ห่างไกลระบบชลประทาน หรืออยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ถ้าน้ำใต้ดินมีเราก็จะมา ทำการดูว่านำน้ำใต้ดินคือเจาะบ่อบาดาลเอามาใช้ในภาคการเกษตร จะในไร่นาก็ดี สมมุติว่า บ่อหนึ่งในไร่นาจะสามารถนำน้ำไปใช้ได้กี่ไร่ ตรงนี้เราก็กำลังทำการศึกษาอยู่ ซึ่งขณะนี้ผมได้ สั่งการไปแล้วว่าให้เตรียมความพร้อมตรงนี้ แล้วก็จะบูรณาการครอบคลุมไปทุกภาค ในประเทศไทยก็อยากจะกราบเรียน
และอีกในส่วนหนึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็ได้มีการเจาะน้ำดื่มสะอาด ให้กับตามโรงเรียนต่าง ๆ ตามชุมชนต่าง ๆ ซึ่งในขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้มี การเจาะบ่อแล้วทำน้ำดื่มสะอาด มีทั้งหมด ๑,๖๐๐ แห่ง เราก็ได้ให้ทางทรัพยากรน้ำบาดาล ช่วยให้ทางโรงเรียนหรือให้ทางหน่วยงานชุมชนนั้นช่วยประชาสัมพันธ์บอกพี่น้องประชาชนว่า ขณะนี้มันเกิดภัยแล้ง ก็ขอให้พี่น้องประชาชนที่จะเอาน้ำสะอาดไปดื่ม ขอให้ประชาสัมพันธ์ บอกพี่น้องให้มาเอา หรือหน่วยงานราชการที่จะมาเอา แล้วเอาไปดูแลพี่น้องประชาชน นี่คือการเตรียมพร้อม ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั้นเราได้เตรียมความพร้อมตรงนี้ ก็อยากจะกราบเรียน แล้วก็อยากย้ำท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ว่าท่านเองพื้นที่ตรงไหนในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านรู้ปัญหาว่าพื้นที่ตรงไหนที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องภัยแล้ง เกี่ยวกับ เรื่องน้ำท่วม ผมยินดีที่จะลงพื้นที่ แล้วจะไปแก้ไขปัญหาร่วมกับท่าน ในโอกาสนี้ก็ต้อง ถือโอกาสขอบคุณท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่ได้ตั้งกระทู้ถามในข้อที่ ๒ ก็ขอถือโอกาส นำกราบเรียนไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญ คำถามสุดท้ายครับ
ขอบคุณ ฯพณฯ รัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ผ่านท่านประธาน ซึ่งจริง ๆ ผมก็เห็นความตั้งใจของท่านอยู่ ช่วงหนึ่งท่านก็ไป นอนอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ พอเตรียมการที่จะวางแผนพัฒนากันแบบยั่งยืนของจังหวัดสุรินทร์ แล้วก็ของโซน (Zone) อีสานใต้ บังเอิญมหาอุทกภัยมันก็เกิดขึ้น ท่านก็เดินทางกลับ อันนี้ ก็เห็นใจ แต่ก็หาเวลาให้ได้นะครับ ท่านครับ ไปจังหวัดสุรินทร์ผม ไปวางแผนกันในระยะยาว สักที ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะว่าน้ำคือชีวิต ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเสียดายครับ ช่วงหนึ่ง ผมคิดถึง ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ใครจะอย่างไรไม่รู้ครับ เพราะว่าท่านไปบุกเบิกในการแก้ปัญหา ทุ่งกุลาร้องไห้หลังจาก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมีพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดยโสธร และจังหวัดศรีสะเกษ ทุ่งกุลาร้องไห้ กุลา เป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง เกือบจะเลิกร้องไห้ครับ วันนี้ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณยังอยู่ ผมคิดว่า มันจะอุดมสมบูรณ์ เพราะบ้านผมมันเป็นประโยชน์ ที่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด เราแชมป์ (Champ) ข้าวหอมมะลิระดับโลก วันนี้ยังเสียดาย ก็ฝากท่านรัฐมนตรีปรีชาไปเรียนกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ด้วย เพราะท่านตั้งใจจริง ๆ บ้านผมถ้าข้าวหอมมะลิได้ออกไปเรื่อย ๆ ผมก็คิดว่าพี่น้องคงจะหายจน สมัยท่านรัฐมนตรีพรศักดิ์ก็เริ่มระดมให้พี่น้องปลูกยางพารา แต่น้ำก็ไม่อุดมสมบูรณ์ เพราะน้ำ คือชีวิต วันนี้ถ้าเราได้น้ำไปในภาคอีสาน คนอีสานไม่มีจน แล้วกรุงเทพมหานครถนนรถไม่ติดครับ แต่บังเอิญว่าวันนี้เราไม่มีน้ำ คนอีสานบ้านผม คนสุรินทร์ คนศรีสะเกษ คนมหาสารคาม คนอุดรธานี คนขอนแก่นไม่ได้ขี้เกียจหรอกครับ แต่เราขาดทรัพยากรจริง ๆ ก็คือน้ำ เรื่องถนนหนทางก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ว่าวันนี้คนอีสานมองว่าน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่ สำคัญแล้ว แต่เราก็ไม่ได้โทษรัฐบาลไหน ผมบอกเป็นเบื้องต้นแล้วผมย้ำว่าธรรมชาติ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน ภาวะต้นไม้โดนตัด โดยเฉพาะฝากรัฐมนตรีปรีชา อาจจะ นอกประเด็น ไม้พะยูงที่บ้านผมที่จังหวัดสุรินทร์ ไม้พวกนี้โดนตัดไปหมดมันก็เกิดความแห้งแล้ง ที่ชายแดนช่องจอม ก็ขอฝากไว้จริง ๆ
ท้ายที่สุด ผมขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีปรีชา ที่ท่านให้ความสำคัญ กับการเป็นอยู่ของพี่น้องชาวเกษตรกร เพราะท่านก็คือตัวแทนชาวไร่ ชาวนาเหมือนกับพวกผม นี่ละครับ พวกผมมาจากคนยากคนจนจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรียุทธศักดิ์ที่มานั่งอยู่ด้วย ในฐานะท่านรับผิดชอบในอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ไปถึง จังหวัดอุบลราชธานีตรงนั้น ท่านต้องช่วยกับพวกผมนะครับ ท่านเอางบประมาณไปเถอะครับ พวกผมไม่สนใจหรอกครับ พวกผมมาร้องมาบอก
ท่านครูมานิตย์ครับ เวลาจะหมดแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมกำลังจะเสร็จแล้วครับ ก็ขอฝากผ่านไปยังท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทุ่มเทเสียสละเวลาในการแก้ปัญหาปากท้อง ของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ที่เห็นท่านมีความมุ่งมั่น ก็ขอฝากว่าน้ำคือชีวิต ถ้าอีสานผมมีน้ำ ภัยแล้งไม่มี วันนี้คนอีสานไม่จนครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านใช้เวลา หมดแล้วนะครับ สัก ๑ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นนั้นต้องขอขอบคุณท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ที่ได้เป็นห่วงเป็นใยเกี่ยวกับเรื่อง พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยแล้ง ก็อยากจะกราบเรียนว่าทางรัฐบาลเอง โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นท่านให้ความสำคัญ แล้วก็ฝากขอบคุณไปยัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้อนุมัติงบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. เงินกู้เพื่อจะ เตรียมการเกี่ยวกับป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้งตรงนี้ ต้องยอมรับว่าในขณะนี้เราจะต้องบูรณาการ ทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ครอบคลุมทั้งประเทศ แล้วหลังจากนั้นเราก็จะเตรียมการดูแลช่วยเหลือ เกี่ยวกับภัยแล้ง ก็อยากจะกราบเรียนว่าในส่วนพื้นที่จังหวัดไหนก็อยากจะกราบเรียนว่า มีภัยแล้งที่ต้องการเครื่องสูบน้ำทางท้องถิ่นจะเป็นของกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาลเขาก็มีเครื่องสูบน้ำ แล้วโดยเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำเราก็มี เครื่องสูบน้ำไว้คอยดูแลพี่น้องประชาชน ขอให้ท่านประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ในพื้นที่ตรงไหนพี่น้องเกษตรกรต้องการเครื่องสูบน้ำตรงนี้เราก็ได้เตรียมการตรงนี้ไว้ให้กับ พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยแล้งในขณะนี้ ก็ขอกราบขอบคุณท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ ที่ได้ เป็นห่วงเป็นใยตรงนี้ ก็ถือโอกาสนี้ชี้แจงไปด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอไป กระทู้ถามสดที่ ๒
๑.๑.๒ กระทู้ถามที่ ๐๗๒ ส. เรื่อง เหตุการณ์ระเบิดในจังหวัดยะลา (นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มอบหมาย ให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่าน คือ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา กับ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ตอบแทนครับ
เชิญคำถามแรกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเหตุระเบิดรุนแรงเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ที่ผ่านมา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่าเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันไม่ใช่เพิ่งมีครับ ทุกคนทราบครับว่ามีมานานแล้วครับ แต่เนื่องจากเหตุรุนแรงมันมี การบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ แล้วก็ปี ๒๕๔๗ ก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้น ตามที่คาดการณ์ไว้จริง ๆ ครับ เหตุรุนแรงก็ได้ยกระดับเพิ่มขึ้นทุกปีครับ และเหตุรุนแรงนั้น ก็มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๕๑ ก็มีเหตุรุนแรงลดลงตามที่ได้คาดการณ์ไว้ เหมือนกันครับ ท่านประธานครับ และหลังจากนั้นมาประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ก็มีแนวโน้มการก่อเหตุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นครับ ๗ เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ จนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สถิติการก่อเหตุเพิ่มขึ้น ๑๓๓ ครั้ง เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๓๕ ท่านประธานครับ วันเสาร์ที่ผ่านมาถือเป็นเหตุรุนแรงครั้งสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่ง ของประเทศไทยครับ เป็นเหตุรุนแรงครั้งสำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ ของจังหวัดยะลาครับ ถือเป็นการเกิดเหตุที่ส่งผลกระทบด้านจิตใจ ด้านขวัญกำลังใจมากครับ ถ้าท่านประธานได้อยู่ในที่เกิดเหตุเหมือนกับท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ลงไปยังพื้นที่ไปดูที่เกิดเหตุท่านจะพบว่าบ้านเมืองพังยับเยินครับ รถระเกะระกะ กระเด็นกระดอนขาดเป็นท่อนเป็นชิ้นเป็นอันครับ บ้านเมืองมีทั้งไฟไหม้ มีทั้งพังถล่มทลายครับ เสียหายมากมายจริง ๆ ครับ ผลกระทบด้านจิตใจไม่ต้องพูดถึงครับ เป็นกันทั้งเมืองครับ ชีวิตผู้คนมีทั้งล้มตาย มีทั้งบาดเจ็บสาหัส นอนพะงาบ ๆ อยู่ในโรงพยาบาลเยอะแยะครับ มีทั้งบาดเจ็บเล็กน้อย รวมกันแล้ว ๑๐๐ กว่าชีวิตในจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ คนที่ได้รับบาดเจ็บมีทั้งขาหัก ผ่าตา เจาะหัว เจาะปอด ถูกสะเก็ดระเบิด ถูกไฟไหม้ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และพวกผมได้ไปเยี่ยมครับ เห็นแล้วสงสารครับ ไฟไหม้ทั้งตัว ไฟไหม้ทั้งหน้า ไฟไหม้ทั้งแขนทั้งขา คนทั้งเมืองได้รับผลกระทบจากการดำรงชีวิต ดูสภาพ บ้านเมืองในวันเกิดเหตุแล้วก็ต้องยอมรับว่าเสมือนกับบ้านเมืองนี้อยู่ในภาวะสงครามครับ ป่นปี้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านประธานครับ หลังจากเกิดเหตุแล้วเราทำอย่างไรครับ เราก็ต้องเยียวยาครับ การเยียวยา ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนครับว่าเอาตามที่ประชาชนร้องขอมาก็แล้วกันครับ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน มีการประชุมที่จังหวัดยะลามีผู้ได้รับความเสียหาย ๒๐๐-๓๐๐ คน ไปร่วมประชุมกัน มีจำนวนหนึ่งนั่งร้องไห้ด้วยความทุกข์ครับ เขาต้องการอะไรครับ เขาต้องการ ๖ อย่างครับ
ประการที่ ๑ การช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ ๑๕,๐๐๐ บาท
ประการที่ ๒ เขาต้องการงดจ่ายภาษีจนกว่าบ้านเมืองจะสงบครับ
ประการที่ ๓ เรื่องเงินกู้ซอฟท์ โลน (Soft loan) ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ เขาต้องการให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกราย ไม่ว่ารายเล็ก รายกลาง รายใหญ่
ประการที่ ๔ ทรัพย์สินที่เสียหายขอให้เยียวยาทุกบาทที่เสียหาย และขอให้ กระทำโดยความรวดเร็วครับ
ประการสุดท้ายครับ ชีวิตคนที่บาดเจ็บและตาย ขอให้ได้รับการเยียวยา เท่ากับกลุ่ม นปช. ที่ได้รับเป็นจำนวนเงินรายละ ๗.๗๕ ล้านบาท
ประการถัดมาเป็นเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยครับ เขาขอให้ทำ โดยเร่งด่วนครับ
คำถามที่ ๑ ถามว่ารัฐบาลจะให้ตามที่ประชาชนร้องขอมาได้หรือไม่ครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ มีเวลาตอบภายใน ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตตอบกระทู้ถามสด จากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในวันนี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่ถามมาทั้งหมดนั้น ในเรื่องที่ เกิดเหตุ ผมขอเรียนให้ทราบว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ ไปเยี่ยม ผมก็ได้ไปที่โรงพยาบาลยะลาด้วยเหมือนกัน ไปเห็นสภาพที่น่าสงสารของประชาชน ที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาล แล้วก็ได้มีการเยี่ยมเยียนแล้วถามสารทุกข์สุกดิบกับผู้ที่เจ็บป่วยทุกท่าน ด้วยความหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่งครับ ขออนุญาตเรียนให้ทราบว่าหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานข่าว แล้วก็หน่วยงานความมั่นคงได้ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แล้วก็ มีการแจ้งเตือนมาโดยตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายของการก่อเหตุจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร การแจ้งเตือนก็เป็นไปในกรอบกว้าง ๆ จากข่าวที่เราได้รับให้ประชาชนได้ทราบ แล้วในพื้นที่ชุมชนจังหวัดยะลานั้น ความจริง ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในก็ได้กำหนดให้เป็นเขตปลอดภัย คือจัดเป็นเซฟตี้ โซน (Safety zone) ไว้แล้ว แต่ต่อมาทางภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ แล้วก็ประชาชนในพื้นที่ ขอให้ทาง กอ.รมน. ยกเลิก เพราะกระทบต่อการดำเนินการทางธุรกิจ แล้วก็วิถีชีวิตประจำวัน ของประชาชน ผลของการยกเลิกดังกล่าวนี้มันก็ทำให้เกิดช่องว่าง ดังนั้นการวางมาตรการ ป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำต่อไป ประชาชนเองต่อไปนี้ก็จะต้องเข้าใจว่า การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดถึงแม้จะกระทบต่อชีวิต แล้วก็ความเป็นอยู่และธุรกิจบ้าง ก็จะต้องมุ่งสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ก็คงจะต้องกลับมาสร้างเซฟตี้ โซน ดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น แล้วก็จะต้องกำชับส่วนราชการทำงานให้สอดคล้องแล้วใกล้ชิด เพื่อสามารถที่จะแก้ปัญหาให้ทันเวลาครับ เรื่องนี้ทางรัฐบาลก็เห็นว่าแนวทางที่จะกำหนด นโยบายในการบริหารและพัฒนาจังหวัด จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การปฏิบัติงานข่าว ซึ่งเราก็ทราบว่าขณะนี้ยังทำงานไม่ได้สมบูรณ์เต็มที่ ต้องเปลี่ยนสภาพของงานข่าว เป็นการปฏิบัติเชิงรุกต่อไป ต้องออฟเฟนซีฟ (Offensive) เราเลิกดีเฟนซีฟ (Defensive) แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยต่อที่ชุมชนก็จะต้อง มีการวางแผน แล้วก็ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบ แล้วก็จะได้ดำเนินการเสริมสร้างต่อไป รวมทั้ง สร้างความปลอดภัยบนฐานของความอยู่ร่วมกัน โดยให้ประชาชนในที่ชุมชนนั้น เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการสอดส่องดูแลอีกทางหนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อได้ไปตรวจเยี่ยมในวันจันทร์ที่แล้วมานี้ก็ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และการตรวจจับอาวุธสิ่งผิดกฎหมายมากยิ่งขึ้นในบริเวณที่เกิดเหตุ มีการจัดระบบ ยานพาหนะและบุคคล กำหนดจุดเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุ แล้วในนี้วันที่ ๕ เมษายน เวลาบ่าย ๓ โมง ทาง กอ.รมน. ภาค ๔ โดยหน่วยเฉพาะกิจจังหวัดยะลาจะสร้างความเข้าใจ กับชุมชนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาใช้เซฟตี้ โซนเหมือนเดิม หลังจากที่ ผู้ประกอบการ แล้วก็ประชาชนได้ขอให้ยกเลิกไปแล้ว โดยอ้างว่าไม่สะดวก และเกิดผลกระทบในแง่ธุรกิจ แล้วก็ในขณะเดียวกันทาง กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า ก็จะขยายผลหาหลักฐานเพิ่มเติมจากการจับกุมบุคคลเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการระเบิดดังกล่าว ซึ่งเมื่อวันที่ ๔ เมษายนที่ผ่านมาก็จับกุมได้จำนวนทั้งหมด ๔ คน แล้วก็จะมีการประชุมในบ่ายวันนี้เกี่ยวกับการจำกัด ควบคุมการที่มีการระเบิดในพื้นที่ ที่มาของระเบิด แล้วช่องทางใดที่จะเข้ามา การเก็บสะสม เครือข่ายของผู้ก่อการรุนแรง แล้วก็บุคคลที่เป็นคนวางและคนประกอบ แล้วก็พื้นที่ล่อแหลมของผู้ก่อการรุนแรง ที่จะวางระเบิดต่อไป ก็จะดำเนินการภายในบ่ายวันนี้ต่อไป ก็ขออนุญาตเรียนให้ทราบ ในขั้นต้นแต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ
ท่านประเสริฐ คำถามที่ ๒ เมื่อครู่ใช้เวลาไป ๕ นาที ทั้งผู้ถามและผู้ตอบ เชิญคำถามที่ ๒ ครับ
ท่านประธานครับ ถามเรื่องเยียวยา ท่านยังไม่ได้ตอบเลยครับว่าจะให้ประชาชนได้หรือไม่ ที่ประชาชนเขาต้องการ ๖ ข้อ ให้เขาได้หรือเปล่า ให้ไม่ได้ก็ต้องตอบว่าเพราะอะไร ทีนี้ท่านก็ไปพูดเรื่องว่าเซฟตี้ โซน ท่านบอกว่าเวลาตอนนั้น กอ.รมน. เขาจะจัดเซฟตี้ โซนประชาชนเขาก็ไม่เอาต้องยกเลิก นี่ครับเซฟตี้ โซนที่ท่านพูดถึงเขาจัดครับ มีระเบิดขึ้นตอนนั้น พอมีระเบิดปุ๊บเขาก็มาทำเซฟตี้ โซน พอมาทำเซฟตี้ โซนชาวบ้านก็บอกว่า ไม่ได้ ขอให้ทบทวนเรื่องทางเข้าออก เขาไม่ได้บอกว่า ให้ยกเลิกเซฟตี้ โซน นี่ครับหนังสือที่ชาวบ้านเขาทำไปแจกทั้งเมืองครับ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ ก็ออกแบบเซฟตี้ โซนมาให้เลือก ๔ แบบ ชาวบ้านก็เลือกแบบที่เจ้าหน้าที่ทำมาให้นี่ละครับ แบบนี้ครับ แบบที่ ๔ เขาไม่ได้ไปปรับปรุงอะไรครับ เซฟตี้ โซนยังอยู่เหมือนเดิม อย่าเข้าใจผิด พูดแล้วไม่ตรง ท่านประธานครับ ไม่ต้องเสียเวลา ผมจะถาม เหตุมันเกิดระเบิดอย่างนี้นะครับ บ้านเมืองเรียกง่าย ๆ ว่าป่นปี้กันไปเยอะแยะแล้ว เขาก็ร่ำลือกันเยอะเลยครับ เป็นข่าว เป็นทั้งเว็บไซต์ (Web site) ในประเทศไทย เป็นทั้งเว็บไซต์ของกลุ่มขบวนการ เขาบอกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปคุยกับกลุ่มขบวนการ แล้วไม่ใช่ไปเปล่านะครับ เอาเจ้าหน้าที่ ทางภาคใต้ไป เอาอดีตนักการเมืองของการพรรคเพื่อไทยไป ไปพบกับกลุ่มขบวนการ ที่ประเทศมาเลเซียเพื่อเจรจากับกลุ่มขบวนการนี้ละครับ สุดท้ายไม่สำเร็จ ผลพวง ที่ประชาชนได้รับก็คือวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้นะครับ ฉิบหายวายป่วง ป่นปี้กันไปทั้งบ้านทั้งเมือง
คำถามที่ ๒ ถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปพบกับกลุ่มขบวนการ ไปพบ เรื่องอะไรครับ บอกให้เราทราบหน่อยครับจะได้ช่วยกันร่วมไม้ร่วมมือแสดงความคิดเห็น แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ให้กับบ้านให้กับเมืองครับ
เชิญท่านเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณามอบหมายให้กระผมตอบกระทู้ถามสดร่วมกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เพราะตอนหลังท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ผมมาช่วยดูแล ด้านการข่าวร่วมกับ พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ต้องขอขอบพระคุณท่าน ส.ส. ประเสริฐ จากจังหวัดยะลา ท่านมีความห่วงใยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้แบ่งว่า ท่านเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เรื่องนี้เป็นปัญหาของชาติ ส่วนหนึ่งส่วนใดแก้ลำบาก ตั้งแต่ ผมเป็นร้อยตำรวจโทอยู่กองปราบ ก็เป็น ขจก. ขบวนการโจรก่อการร้าย แล้วก็พัฒนามาเรื่อย ๆ เป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ นั่นเป็นอดีตมาถึงปัจจุบัน ที่สำคัญที่สุดข้อเสนอของท่าน ๖ ข้อ เป็นข้อเสนอที่น่ารับฟัง ผมจะรับข้อเสนอตรงนี้ไปนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี พี่น้องประชาชนไม่ว่าภาคไหนครับ เมื่อเดือดร้อนรัฐบาลต้องช่วยเหลือ อย่าไปมองว่าพรรคเพื่อไทยไม่มี ส.ส. ทางภาคใต้แล้วจะอคติ ไม่ใช่ครับ และผม ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านก็ห่วงใย ถึงแม้ท่านไม่ได้ทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ท่านก็ลงไปตรวจที่เกิดเหตุ ขณะนั้นผมอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็สั่งการผมให้ประสานกับตำรวจ ก็สั่งการตำรวจ แล้วเมื่อ ๒ วันที่ผ่านมาผมส่งตำรวจจากส่วนกลางชุดหนึ่งลงไปที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี แล้วก็อำเภอหาดใหญ่ ท่านประธานครับ การก่อเหตุครั้งนี้เป็นขบวนการ ลำดับเหตุการณ์ได้เลย ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๑.๕๕ นาฬิกา และเวลา ๑๒.๑๕ นาฬิกา ได้มีคนร้ายลอบวางระเบิดจำนวน ๒ จุด บนถนนรวมมิตร เขตเทศบาลนครยะลา เบื้องต้น ผู้เสียชีวิต ๑๐ คน มีประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ก็ได้รับบาดเจ็บ รวม ๑๐๘ คน รายละเอียดมันมีรถกระบะ ๒ คัน ห่างกัน ๖๐ เมตร ไม่เกิน ๑๐๐ เมตร ผมลงไปหรือเปล่า ไม่ได้ลงครับ ก็สมัยโอบามาถล่มบินลาเดน นั่งอยู่ตึกเพนตากอนก็ยังสั่งการนาวิกโยธิน เข้าไปดำเนินการซัดบินลาเดนได้ เมื่อเช้าผมมาคิดในส่วนของตำรวจ ไม่ใช่ส่วนภาคอื่น ผมจะ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาชายแดนใต้โดยใช้อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกว่า บก. ส่วนหลัง เพราะปัจจุบันที่ผ่านมาสายข่าวทำงานลงไม่ถึงผู้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติก็ตั้งใจทำงาน สายข่าวมีน้อยและไม่บูรณาการกัน ผมจึงจะคิดดำเนินการเพราะผมประชุมหน่วยข่าว สัปดาห์ละครั้ง ก็จะไปประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้ววิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ (Video Conference) ไปหาผู้บัญชาการ สตช. ผู้บัญชาการภาค ๙ ผู้บังคับการจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ และศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้ ผมจะเชิญ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดภาคใต้จังหวัดละคน จะเชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อท่านว่างวันไหนต้องไปประชุมร่วมกันปรึกษาหารือในการแก้ไข ปัญหา ยอมรับไม่อับอายครับ รัฐบาลทำเพียงลำพังลำบาก ผมไม่อยากเรียงลำดับว่า แต่เดิมกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมีบทบาทในปัจจุบันเป็นใครบ้าง บีอาร์เอ็น (BRN) พอมาเป็น บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท (BRN Coordinate) เริ่มแรกใช้ชื่อกลุ่มบีอาร์เอ็น ตั้งเมื่อปี ๒๕๐๓ แตกแยกมาเป็น บีอาร์เอ็น คองเกรส (BRN Congress) บีอาร์เอ็น อูลามา (BRN Ulama) และบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท เขาคิดไม่ตรงกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นกระบวนการรวมการวางแผนอย่างแยบยล หน่วยข่าว ก็รู้ครับ ก็พยายามแก้ไขปัญหา แต่คนจะทำกับคนระวัง คนจ้องมันได้เปรียบ เหมือนมือปืน จะยิงใคร วันนี้ยิงไม่ได้ พรุ่งนี้ มันต้องมีวันเผลอสักวันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามผมยืนยันกับท่าน ส.ส. ประเสริฐว่า พันตำรวจโท ทักษิณไม่มีส่วนมาเกี่ยวข้องด้วย แล้วท่านไม่มีหน้าที่ไปเจรจา แต่เจ้าหน้าที่ในภูมิภาค ในพื้นที่จะเจรจากับใครบ้างนั้นก็ยากที่รัฐบาลจะรู้ เป้าหมายตรงกันครับ ที่ว่าอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่พวกนี้เขาก็มีหัวรุนแรง เขาก็มีความคิดอยากเจรจา และผมก็คิดว่า การแก้ปัญหาตรงนี้ถ้าฝ่ายค้านมาร่วมด้วย ประชุมทุกสัปดาห์ผมจะเชิญผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญ ส.ส. โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ไปนั่งประชุมด้วยกันเลยครับ คิดอย่างไร นึกอย่างไร ทำอย่างไร สั่งการไปยังผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ก็กราบเรียนตอบเบื้องต้น ย้ำอีกครั้งหนึ่ง พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่ได้มาเจรจาอะไรเลย แต่ถามว่า ในใจท่านท่านอยากให้บ้านเมืองสงบไหม ก็ไม่แตกต่างไปจากพวกท่านทั้งหลาย ก็อยากให้บ้านเมืองสงบ แล้วข้อเสนอของท่าน ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็ไปดำเนินการตรวจสอบเยียวยาในพื้นที่ภาคใต้ อยู่แล้ว แต่กรณีนี้เป็นกรณีเกิดขึ้นใหม่ เป็นกรณีเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาล ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้โดยเด็ดขาดครับ ขอบพระคุณครับ
คำถามสุดท้ายครับ ท่านประเสริฐครับ
ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งตอบว่าอย่าได้แบ่งเพราะเป็นปัญหาของชาติ ท่านต้อง บอกคนของท่านก่อนครับ คนของท่าน เวลาท่านหัวหน้าพรรคผมไปเยี่ยมประชาชนทันที ไม่ใช่เรื่องไม่ดี ออกมาโจมตีใหญ่เลยครับ เป็นการแทรกแซงบ้าง เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ของเจ้าหน้าที่บ้าง ฉวยโอกาสซ้ำเติมสถานการณ์บ้าง อย่าเสนอแนะแบบทุกเรื่อง ประชาชน เอาเสื้อไปมอบให้หัวหน้าพรรคผมว่าคนจังหวัดยะลาไม่เอาระเบิด ก็เอามาโควท (Quote) อีกว่า คนจังหวัดยะลาไม่เอาระเบิดมีการเตี๊ยมกันไหม อย่างนี้เขาเรียกว่าปากไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ ต้องช่วยกันเตือน ท่านประธานครับ ท่านบอกว่าท่านเคยอยู่กองปราบปรามตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน แล้วท่านก็ตอบอีกว่าท่านไม่รู้เรื่องนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านก็บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านไปดูสิครับ เว็บไซต์ครับ ของขบวนการพูโลครับ มีการนำภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณโอบกอดกับแกนนำของขบวนการพูโลใส่เข้าไป แล้วเขาก็บอกอะไร ท่านอยู่ฝ่ายความมั่นคง ท่านควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ต้องมาถึงผมหรอกครับ ไปตรวจสิครับว่ามันคืออะไร อย่าทำให้บ้านเมืองนี้เสียหาย มากกว่านี้เลยครับ ท่านประธานครับ บ้านเมืองของเราวันนี้ต้องยอมรับว่าเสียหายหนักครับ เสียหายหนัก เราจะเห็นว่าวันนี้การระเบิดที่จังหวัดยะลา รถของเจ้าหน้าที่ทหารไปจอดก่อนครับ แล้วก็มีรถกระบะของผู้ไม่ประสงค์ดีมาจอดขวางหน้า แล้วก็เอารถอีกคันหนึ่งไปจอด อยู่ห่าง ๆ กัน ๑๐๐ เมตร แล้วก็จุดระเบิดครับ วันนี้สถานการณ์ของบ้านเมืองกลับกันแล้วครับ วันนี้เราจะได้เห็นโจรตามล่าเจ้าหน้าที่แบบกัดไม่ปล่อย ตามล่าจริง ๆ ครับ สงสารเจ้าหน้าที่ไหม สงสารครับ เราจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไปไหนโจรไปด้วยครับ ที่จังหวัดปัตตานีก็เหมือนกันครับ ตำรวจไปกินข้าว กลุ่มโจรก็เอารถจักรยานยนต์บอมบ์ (Bomb) ไปจอด ที่จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ไปจอดรถบัส (Bus) คาร์บอมบ์ก็ไปจอด เจ้าหน้าที่จอดรถที่ไหนโจรจอดติดด้วยครับวันนี้ เจ้าหน้าที่เผลอจุดระเบิด ผลคืออะไรครับ ชีวิตเจ้าหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ย่ำแย่ครับ ชีวิตประชาชนคนบริสุทธิ์ต้องล้มตาย ทรัพย์สินต้องพังพินาศย่อยยับ ระบบเศรษฐกิจ ก็ต้องพังทลายครับ หลังจากเกิดเหตุวันที่ ๓๑ วันที่ ๓ ของท่าน วันที่ ๓ วันอะไรครับ เป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรีใช่ไหมครับ ผมก็จะต้องตั้งคำถามครับว่าวันที่ท่านประชุม ครม. ห่างจากวันเกิดเหตุเพียง ๔ วัน ผมก็ต้องตั้งว่าจริงหรือไม่ที่เขาบอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รู้ว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณไปเจรจากับกลุ่มขบวนการที่ประเทศมาเลเซีย คำถามที่ ๑
คำถามที่ ๒ ครับ ครม. ของท่านมีการปรึกษาหารือกันเรื่องนี้ไหมครับ แล้วมี มาตรการอะไรออกมาครับ ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กับคนของพวกผม ให้กับคนของบ้านผมนี่นะครับ
เมื่อครู่ใช้เวลาเกินไป ๑ นาทีแล้วนะท่านสรุปเลยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี
ข้อที่ ๑ ที่ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทราบว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ไปเจรจากับขบวนการไม่เป็นความจริง ในระหว่างนั่งประชุม ครม. ท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดในที่ประชุมว่าท่านจะรีบลงไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กับรองนายกรัฐมนตรียงยุทธ แล้วได้มอบหมายให้ผมทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมแทน ในวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเหล่านี้ ไม่มีอุดมการณ์ เป็นการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ แล้วนายกรัฐมนตรีก็รีบลงไป ก่อนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีจะลงไป พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ก็อยู่ในพื้นที่แล้ว ประชุม กับแม่ทัพนายกองเป็นจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหา
ส่วนที่ท่านบอกว่ามีเว็บไซต์ลงข่าวคนโจมตีท่านอภิสิทธิ์ ผมไม่ได้ดูเว็บ เพราะผมเปิดไม่เป็น แล้วผมไม่ใส่ใจ ผมถือว่าเป็นเรื่องนอนเซนส์ (Nonsense) ไร้สาระ ถ้าคุณประเสริฐจะหยิบประเด็นตรงนั้นมาบอกว่ามีคนกล่าวหาท่านอภิสิทธิ์ นั่นเป็นเรื่อง ซัมบอดี้ (Somebody) คุณประเสริฐต้องฟังผมพูดในสภาแห่งนี้ว่าเราชื่นชม ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ลงไปแก้ไขปัญหาระดับหนึ่ง เพราะคนภาคใต้เป็น แฟนพรรคประชาธิปัตย์เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านไปก็มีน้ำหนักในด้านจิตวิทยา พวกผมซึ่งเป็นรัฐบาลไม่ได้อิจฉาตาร้อนเลยครับ และผมยังย้ำอีกครั้งหนึ่งศูนย์ปฏิบัติการ แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ บก. ส่วนหลัง ผมจะบูรณาการให้เสร็จภายใน ๑๕.๐๐ นาฬิกา วันนี้ และผมจะประสานกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรถ้าท่านว่าง ผมประชุม สัปดาห์ละครั้ง ก็ให้ความกรุณาเชิญเลยครับไปช่วยกันคิด ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านเป็น อดีตนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะก็ได้ครับ ต้องแก้ไขปัญหาด้วยกัน อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยว่า มีคนไปโพสต์ (Post) ข้อความ มีคนไปพูดอย่างนี้ ไม่จริงครับ เรายืนยันว่าภาพรวมรัฐบาล เห็นคุณค่าของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นคุณค่าของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียน อย่างนี้ ผมเพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะ พลเอก ยุทธศักดิ์กรุณาอนุญาตให้มาร่วมทำงาน ผมสั่งตำรวจแล้วให้ตรวจสอบย้อนหลังว่ารถหายทั้งหมดที่ถูกโจรกรรมไปกี่คัน รถยนต์กี่คัน จักรยานยนต์กี่คัน เหตุเกิดเมื่อไร ระยะเวลา แล้วทำภาพรวม แล้วต้องเตือนประชาชน เหตุเกิดอำเภอนี้ เหตุเกิดอำเภอนี้ เพราะการก่อเหตุคาร์บอมบ์ จักรยานยนต์บอมบ์ เกิดจาก การโจรกรรมรถยนต์ทั้งนั้น ผมได้สั่งต่อให้ไปคิดว่าโทรศัพท์ที่เป็นเครื่องมือในการกดระเบิด จะทำอย่างไรให้ควบคุมได้ ผมสั่งให้ไปคิด ให้ไปนึกว่าผู้การแต่ละจังหวัดอย่าทำงาน เฉพาะพื้นที่ของท่าน ต้องหมั่นประชุม ผู้บัญชาการไม่ประชุมไม่เป็นไร ท่านต้องบูรณาการ ทางความคิดแล้วช่วยกันคิดช่วยกันทำ ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนติดตามว่า เจ้าหน้าที่บกพร่องไหม ถ้าถามว่าจะมองว่าบกพร่องไหม ผมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่บกพร่อง ไม่อยากให้เหตุเกิด แต่ขบวนการครั้งนี้เป็นขบวนการพิเศษ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๑.๕๕ นาฬิกา วางยะลาจุด ๑ เวลา ๑๑.๕๗ นาฬิกา วางยะลาจุด ๒ มาจุดที่ ๒ ๑๒.๑๕ นาฬิกาวันเดียวกัน อำเภอแม่ลาน เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา มาอำเภอหาดใหญ่ เวลา ๑๓.๑๕ นาฬิกา แล้วที่อำเภอหาดใหญ่ไม่ได้เอาระเบิดไว้ท้ายรถ เอาระเบิดไว้เบาะหลัง เขากำลังตรวจพิสูจน์ ผมพยายามหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อจะร่วมแก้ปัญหาให้ซึ่งกันและกัน ต้องช่วยเหลือกัน แล้วที่สำคัญที่สุด เว็บไซต์ขบวนการท่านไปเชื่อหรือครับ เพราะมันไม่ชอบ พวกเราอยู่แล้ว มันก็ไม่ชอบพวกท่านเหมือนกัน แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้นที่ท่านไปเชื่อเขา ไม่ได้นะครับ เชื่อไม่ได้ แบบเมื่อไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปสัมภาษณ์ราชายาเสพติด แล้วก็มาด่าพวกผม แล้วหนังสือพิมพ์ไปลงได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นเรียนท่าน ส.ส. ประเสริฐ ท่านสบายใจ ใครว่าท่านอภิสิทธิ์ไม่รู้ละ แต่ท่านอภิสิทธิ์กับผมชอบกัน รักกัน ผมไม่ได้มองท่านอย่างนั้น ไม่ได้มองแทรกแซง ไม่ได้มองก่อให้เกิดปัญหา เพราะปัญหา ภาคใต้จะแก้ไขสำเร็จได้ต้องพรรคประชาธิปัตย์ช่วยรัฐบาล ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียว เพราะว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกระผม ทั้งในเรื่องที่มีการสอบถามแล้วก็ในเรื่องที่ท่าน กำลังจะดำเนินการต่อไป เพื่อความชัดเจน
ประเด็นแรกความจริงผมไม่ค่อยได้ติดใจหรอกครับ เรื่องที่ใครจะมาวิจารณ์ การไปลงพื้นที่ของผม แต่ว่าเพียงแต่เรียนให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีทราบว่าอันนี้ไม่ใช่ เว็บไซต์ อันนี้รองโฆษกรัฐบาล แล้วก็รองโฆษกพรรคเพื่อไทยที่บอกว่าการลงไปซ้ำเติม สถานการณ์ แล้วก็บอกว่าผมไปเยี่ยมผู้ป่วยนี่ละเมิดสิทธิของผู้ป่วย ทั้งที่ผมไม่เคย บุกโรงพยาบาล ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านเชื่ออย่างที่ท่านพูด เมื่อสักครู่ว่าเราทำงานร่วมกันได้ก็ขอความกรุณาไปพูดกับรองโฆษกรัฐบาลกับรองโฆษก พรรคเพื่อไทยสักนิดนะครับว่า การเมืองที่สร้างสรรค์มันควรจะเป็นอย่างไร ผมไม่ติดใจหรอกครับ เพราะถึงท่านวิจารณ์ผมก็จำเป็นจะต้องทำหน้าที่ของผมอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนที่ท่านกำลังจะตั้งที่เรียกว่า บก. ส่วนหลัง แล้วก็อยากจะเชิญผมไปนี่ ผมมี ๒ ประเด็นสั้น ๆ
ประเด็นแรกก็คือว่าผมยินดีที่จะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แต่ขอความกรุณาว่า ท่านจะเชิญผมไปในรูปแบบใดก็ตามนี้ ผมต้องไม่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ เพราะเดี๋ยวท่านเชิญผมไปก็มีคนในพรรคท่านไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า ผมทำผิดรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่อยากจะมีปัญหาในเรื่องนี้
ประการที่ ๒ ถ้าไหน ๆ ท่านอยากจะให้ช่วยกันทำงานจะเชิญผมไป ผมคิดว่า ท่านน่าจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านควรจะอยู่ด้วย เพราะว่าเรื่องพี่ชายของท่าน ไม่ใช่เรื่องที่มาจากเว็บไซต์ของขบวนการอย่างเดียว มันมีการยืนยันมาหลายทาง ผมยินดี ให้ข้อมูลแล้วก็อยากจะเตือนว่าถ้าไม่แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่ชายของท่านที่ไปทำนี่ ปัญหาภาคใต้จะแก้ยากครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านถาวรครับ หมดคำถามแล้วครับท่านประเสริฐ เดี๋ยวเป็นคิวของท่านถาวร เดี๋ยวท่าน จะไม่ได้ออกทีวี เกรงใจท่านครับ เดี๋ยวท่านตอบท่านถาวรถามประเด็นเดียวกัน เชิญครับ ท่านประเสริฐไม่ได้แล้วครับ เดี๋ยวโอกาสของท่านถาวรแล้วครับ ท่านเกินเวลาครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรตอบเมื่อสักครู่นี้ก็ทอดไมตรี ผมขอบคุณ และไม่ขัดรัฐธรรมนูญครับ เพราะท่านไปช่วยทำงานเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่ไปสั่งการ ไม่ใช่ ไปแทรกแซง แล้วผมเป็นคนกล่าวในสภาเชิญท่าน ไม่ขัดครับ ผมก็แม่นรัฐธรรมนูญ เหมือนกัน ไม่ผิดล่ะ เพราะไปทำดีครับ แล้วไม่ใช่แทรกแซง คือการแสดงความเห็น ท่านเป็น อดีตนายกรัฐมนตรีนี่ผมไม่ได้มาชมเพื่อเอาใจ ท่านก็มีวิสัยทัศน์ แล้วการเก็บข้อมูลในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็ส่วนหนึ่ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์จะรู้ข้อมูลดีที่สุดไม่แพ้เจ้าหน้าที่ และผม ยังยืนยันกับท่านอีกครั้งว่าจะเชิญท่านไปผมก็ต้องกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี เพราะศูนย์ปฏิบัติการแก้ปัญหาชายแดนใต้ บก. ส่วนหลังนี่ผมเพิ่งคิดได้เมื่อเช้านี้ ตอนนั่งทานกาแฟที่บ้าน ผมนึกครั้งหนึ่งโอบามานั่งอยู่ตึกเพนตากอนครับ สั่งการนาวิกโยธิน จัดการกับบินลาดิน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ผมจริงจังและจริงใจ ส่วนรองโฆษกพรรค รองโฆษกรัฐบาล เดี๋ยวผมคุยกันไม่มีปัญหาครับ เล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี อย่าไปถือสาเด็กเล็กครับ ขอบคุณครับ
กระทู้ถามที่ ๐๗๓ ส. เรื่อง กรณีการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นายถาวร เสนเนียม เป็นผู้ตั้งกระทู้ถาม) ถาม นายกรัฐมนตรี
เชิญท่านถาวรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กระทู้ถามนี้ ผมถาม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แต่การที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ส่งรองนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านมาช่วยตอบ ซึ่งตรงกับงานที่ท่านรับผิดชอบก็ต้องขอขอบคุณ ท่านประธานครับ วันนี้จะเห็นได้ว่ามี ส.ส. ภาคใต้จากบ้านผมนั่งอยู่ในห้องประชุมเกือบทุกคน ตั้งแต่คุณภิรพล คุณสุรินทร์ คุณชัยวุฒิ คุณเจือ ท่านดอกเตอร์พีรยศ ด้วยความห่วงใยว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาภาคใต้อย่างไร ทันทีที่สิ้นเสียงระเบิดจากจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี ไม่กี่นาที เสียงระเบิดก็ดังขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ท่านประธานครับ เป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุอยู่ในรถยนต์ เรียกว่า คาร์บอม ความรุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นคาดว่าจะมีน้ำหนักของระเบิดไม่ต่ำกว่า ๒๐ กิโลกรัม และน่าจะมี ถังแก๊สหรือน้ำมันอยู่ในรถคันนั้นด้วย ความรุนแรงดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน สร้างความตกใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การทำมาค้าขาย การประกอบอาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น เหตุเกิดดังกล่าวนี้ส่งผลให้พี่น้องประชาชนได้รับบาดเจ็บ ๔๑๖ คน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ๓ คน หลังจากเกิดเหตุเพียง ๑ วัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยบอกว่า ความเสียหายในระยะสั้น ๑ เดือน ประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าความเสียหายในระยะยาว ๓ เดือนประมาณ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นายสมชาติ นายกสมาคมธุรกิจโรงแรมของหาดใหญ่-สงขลา บอกว่ามีคนยกเลิก การจองห้องพักไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์จากจำนวน ๑๒,๕๐๐ ห้อง นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรี เทศบาลนครหาดใหญ่บอกว่าความเสียหายนับพันล้านบาท ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุ ในอำเภอหาดใหญ่ครับ ท่านประธานครับ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๕ ครั้งแรกเกิดเมื่อ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๔ ยุค พันตำรวจโท ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี เกิดเหตุคราวนี้ ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณใช้วิธีการในการแก้ไขปัญหาที่เรียกว่า กำปั้นเหล็กอุ้มฆ่า เหตุการณ์จึงบานปลายจนมาถึงวันนี้ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๘ ยุคทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๓ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๙ ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๔ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พลเอก สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๕ วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๑ พลเอก สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ปี ๘ เดือนที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นั่งอยู่ตรงนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นในอำเภอหาดใหญ่ ย้ำอีกทีครับ ๒ ปี ๘ เดือนที่อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้น ในอำเภอหาดใหญ่ ท่านประธานครับ ผมมองว่าปัญหาเกิดขึ้นเกิดจากอะไร เกิดจาก ความไม่จริงใจและไม่จริงจังของรัฐบาล กฎหมาย พ.ร.บ. ศอ.บต. มาตรา ๘ กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นเจ้าภาพ รับผิดชอบโดยตรง พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายใน มาตรา ๕ กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รับผิดชอบอะไรครับ ดูแลรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงภายใน นอกจากนั้นในมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. ศอ.บต. กำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ที่เรียกว่า กพต. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในชุดนี้ สิ่งที่สำคัญ ที่ผมบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่จริงใจไม่จริงจัง เพราะตั้งแต่เข้ารับหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังจาก แถลงนโยบายเสร็จ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔ มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อกำหนดนโยบายและนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้หรือที่เรียกว่า กพต. ประชุมกันเพียง ๒ ครั้ง ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ทั้ง ๒ ท่านที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ ไม่เคยเข้าประชุมเลย นายกรัฐมนตรีก็ไม่เข้าประชุม มีท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เข้าตลอด ๒ ครั้ง ฐานิสร์ เทียนทอง เข้าไปรับผิดชอบในการประชุม ๑ ครั้ง นี่เรียกว่าจริงใจหรือครับ ท่านประธาน ไม่จริงใจครับ นอกจากไม่จริงใจแล้ว ในยุคของผมนอกจากมีคณะรัฐมนตรี รับผิดชอบที่เรียกว่า รชต. แล้ว ยังมี อชต. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่ พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มอบหมายให้ผมไปอยู่ที่ส่วนหน้าครับ ไม่ต้องมาตั้ง บก. ส่วนหลังนะ ท่านเฉลิมครับ อยู่ส่วนหน้าอย่างน้อย ๒-๓ วัน ใน ๑ สัปดาห์ ผมจะอยู่ที่นั่น ถามว่าแล้วเราไปทำอะไร ร่วมคิด ร่วมประชุม ร่วมแก้ปัญหา ร่วมให้กำลังใจ พี่น้องประชาชนและข้าราชการโดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยครับ ต้องให้กำลังใจกัน สิ่งสำคัญที่สุด ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ การข่าวที่เชื่อถือได้ครับ ท่านเฉลิมครับ ท่านยุทธศักดิ์ครับ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไปพบผู้ก่อความไม่สงบ ๑๘ คนที่ประเทศเพื่อนบ้าน ต้องการพบนายสะแปอิง บาซอ แต่เขาไม่ให้เกียรติมาพบเพราะเขารู้ว่าตบหัวแล้วลูบหลัง ต้องการเจรจาเพื่อยุติศึกจากการที่ตบหัวลูบหลังไปแล้ว เขาไม่มาและเสนอเงินก้อนหนึ่ง ให้เขาเพื่อยุติ ก็เป็นความหวังดีแต่ขาดเอกภาพระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายการเมือง ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ ไปอีกครั้งคราวนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไปด้วย เขาไม่มา ๑๗ คนแล้วเขามา ๑๕ คน เจรจากันไปเจรจากันมาฝ่ายความมั่นคง ไม่รับทราบ ไม่รู้เป็นเหตุให้ ผบ.ทบ. ออกอาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในคราววันที่ ๓๑ ก็คืออย่าคิดว่า โจรแล้วไม่เป็นโจรถ้าพูดคุย โจรยังคงเป็นโจร ท่านเป็นตำรวจ ผมเป็นอัยการ ท่านเป็นทหาร รู้โจรก็คือโจรอย่าไว้วางใจ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะถามท่านว่าหลังจากนี้ท่านจะแสดงความจริงใจ จริงจังในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วยการให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ. ศอ.บต ผอ. กอ.รมน. และให้ช่วยแต่งตั้งรัฐมนตรีสักคนหนึ่งไปอยู่ บก. ส่วนหน้า อยู่ บก. ส่วนหลังใครก็อยู่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมขอบคุณท่าน ๑. ท่านเชิญผมไป นั่งร่วมคิดแก้ คิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ที่ส่วนหลังไม่มันครับท่านครับ แต่อยู่ บก. ส่วนหน้าด้วยกันอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ วัน แล้วข้าราชการชั้นผู้น้อย ตำรวจ ทหาร ทหารพราน อาสาสมัคร ชรบ. จะได้เกิดความอบอุ่นใจ ว่าท่าน ว่าผม ว่าท่านยุทธศักดิ์ไปร่วมแก้ไขปัญหาด้วยกัน นั่นคือเรื่องที่ ๑ ที่อยากจะถาม
ท่านใช้เวลาไป ๘ นาที ๑๐ วินาที เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี แต่เดิมนี่ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธ เพราะอดีตปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ผมก็เคยไปมาบ่อย ๆ อำเภอหาดใหญ่ แต่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธท่านติดภารกิจ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ผมมาตอบท่านถาวร เสนเนียม ในพรรคประชาธิปัตย์นี่ มีนักการเมืองที่สนิทกับผมหลายคน คนหนึ่งก็คือท่านถาวร เสนเนียม คุณไพร พัฒโน ผมไม่สนิทครับ แต่ผมสนิทกับพี่ไสว คุณพ่อเขา เมื่อผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปเตะฟุตบอล ท่านชวน หลีกภัย เป็นศูนย์หน้า ผมเป็นเซนเตอร์ ฮาล์ฟ (Center Half) ก็คลุกคลีกับอำเภอหาดใหญ่มาตลอด ไปปราศรัยในนามพรรคประชาธิปัตย์ คนฟังก็เยอะ เพราะฉะนั้นความผูกพันรู้จักพื้นที่ ทีนี้ท่านอดีตอัยการเก่า ท่านกล่าวหาว่าผมกับท่านยุทธศักดิ์ ไม่จริงใจ ไม่ใช่ ท่านรวบรวมข้อมูลไม่ครบ สมัยนั้นรัฐบาลยังไม่ได้ใช้ผม ท่านยุทธศักดิ์ ก็อยู่ที่กระทรวงกลาโหมเป็นรัฐมนตรีว่าการ ตอนนั้นท่านโกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ผมก็ยังไม่ได้ดูแลด้านการข่าว จึงไม่มีเหตุและปัจจัยเกื้อหนุนที่ผมจะเข้าร่วมประชุมด้วย นั่นคือเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ท่านบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็น ผอ. กอ.รมน. ผอ. ศอ.บต. ถูกครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติหน้าที่แทน และบางครั้งอำนาจก็ยังอยู่ที่ท่านไม่ใช่มอบแล้วขาดเลย ท่านมอบให้ผม เป็นประธาน ก.ตร. แต่วันหนึ่งถ้าท่านจะไปนั่งประชุมประธาน ก.ตร. ได้ ผมก็ไม่มีสิทธิ ทำหน้าที่ประธาน อำนาจของนายกรัฐมนตรีคือนายกรัฐมนตรี อำนาจที่ท่านมอบไม่ได้ มีตำแหน่งเดียว คือประธาน กตช. นายกรัฐมนตรีต้องเป็นโดยตำแหน่งเท่านั้น ท่านยังยืนยันว่า พันตำรวจโท ทักษิณพบขบวนการเพราะการข่าว ผมก็ยืนยันเดี๋ยวนี้ข่าวนั้นไม่เป็นความจริง หรือย้ำอีกครั้งหนึ่งท่านทักษิณก็อยากจะให้บ้านเมืองสงบ แต่วันนี้พันธกิจและภารกิจ ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ๒ ปี ๘ เดือน ที่รัฐบาล ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีระเบิดที่อำเภอหาดใหญ่ ก็เพราะเหตุนี้อย่างไรครับ ผมจึงอยากจะเชิญท่าน มาช่วยแนะนำซิ สมัยท่านทำอย่างไร อำเภอหาดใหญ่มันไม่ถูกระเบิด ผมเรียนท่านประธานว่า อำเภอหาดใหญ่เป็นเมืองธุรกิจ ฝ่ายข่าวก็เตือนแล้ว เมื่อ ๒๔ มีนาคม ก่อนเกิดเหตุ ๗ วัน เขาซ้อมเผชิญเหตุที่โรงแรมลี การ์เด้น พลาซ่า แต่ไปเผชิญเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์ พวกเจ้าหน้าที่ รปภ. โรงแรม ไม่ได้เตรียมเผชิญเหตุรถเก๋ง ผมเองถึงแม้ไม่ได้ลงไปปักษ์ใต้ ผมก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดส่งทีมงานไปชุดหนึ่ง ไปอยู่มา ๓ วันแล้วกลับมา เมื่อเช้ามืด เอาข้อมูลมาให้ผม เหตุเกิดโรงแรมลี การ์เด้น พลาซ่า ถ้าจะพูดไปทำไมมี คุณวันชัยเป็นน้องชายลี กวงลง เจ้าของเฮียบตั๊ก ผมรู้จักตอนเป็นร้อยตำรวจเอก ผมเห็น ลี การ์เด้น เขานามสกุลตระกูลลี ผมยังเสียใจกับเขา เหตุเกิดเลขที่ ๒๙ ถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นอาคารสูง ๓๓ ชั้น เป็นศูนย์การค้าขายอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่าง ๆ และเป็นโรงแรมที่พักซึ่งบริเวณนี้เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ เป็นนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติมาพักเป็นจำนวนมาก มีลานจอดรถลงไปใต้ดิน ๕ ชั้น คือชั้นบี ๑ (B1) ถึงบี ๕ (B5) เหตุเกิดบริเวณพื้นลานจอดรถชั้นบี ๓ (B3) ปรากฏพบพื้นลานจอดรถทะลุ เป็นหลุมกว้างประมาณ ๒.๕ เมตร เหตุเกิดวันที่ ๓๑ มีนาคม เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา เป็นจุดสุดท้ายครับ ในวันที่ ๓๑ มีนาคม พยานหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ เรียนท่านประธาน ไปถึงท่านถาวรว่า เหล็กเส้นตัดท่อนจำนวนหนึ่ง ชิ้นส่วนวัตถุต้องสงสัยว่าใช้บรรจุ ระเบิดแสวงเครื่อง น่าเชื่อว่าเป็นถังแก๊สและไม่ได้อยู่ท้ายรถ อยู่ในรถ แต่ยามเขาเปิดท้ายรถ เขาจึงไม่เห็น นี่ผมถามพนักงานสอบสวนโดยตรง ผมไม่ได้รับฟังรายงานจากผู้บังคับการ แต่ผมรับฟังข้อชี้แจงจากพนักงานสอบสวนที่ทำคดี พบแผงวงจรไฟฟ้า สายไฟ เศษวัตถุ หน้ากาก ลำโพง วิทยุสื่อสารยี่ห้อเคนวูด (Kenwood) รุ่นเจเอฟ ๕ เอ (JF5A) ซึ่งน่าจะใช้ ในการประกอบระเบิด ตรวจสอบต่อไป พบสารแอนไฟ ซึ่งเป็นส่วนผสมของแอมโมเนียไนเตรท (Ammonium nitrate) กับน้ำมันโซลา รถยนต์นั่งส่วนบุคคล เศษส่วนหัวตรวจสอบแล้ว เป็นรถยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค พบสีดำ แต่สีเดิมเป็นอะไรนั้นก็กำลังตรวจสอบอีกที ทะเบียนเก่า กต ๖๗๑๔ พัทลุง หมายเลขตัวถังเอ็มอาร์เอสเอฟบี ๑๖๔๐๙ พี ๑๐๖๖๑๕๐๖ (MRSFB16409 P10661506) เป็นของนายนเรศ เกื้อกูล ปลัด อบต. เชิงคีรี ตำบลเชิงคีรี อำเภอเชิงคีรี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งถูกคนร้ายขโมยมา ผมเพิ่งเข้ามาเพียง ๒ อาทิตย์ ที่ให้มาดูการข่าว ผมบอกถ้าไม่สามารถตรวจสอบรถยนต์ที่หายไปได้นั้น จักรยานยนต์ ที่หายไปได้นั้นปัญหาจะเกิด เรากำลังบูรณาการด้านนี้ครับ ผมตอบคำถามข้อที่ ๑ ของท่านถาวร เสนเนียม ซึ่งเป็นเพื่อนรักกันนะ ชอบกันมานาน เก่าแก่ อัยการกับตำรวจ ขอบคุณครับ
คำถามที่ ๒ ครับ ท่านถาวรครับ
ท่านประธานครับ ผม ถาวร เสนเนียม จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้เมื่อไม่มี บก. ส่วนหน้า ไม่มีรัฐมนตรีกำกับดูแล ไม่เหมือนในยุคที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิบัติหน้าที่อยู่ จึงเกิดเหตุร้าย ในช่วงเวลา สถานการณ์เฉพาะครับ ท่านประธานครับ ในยุคนั้นท่านอภิสิทธิ์จะกำชับผมว่าถาวร ลงไปดูให้ดีนะ ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ หรืองานพิเศษ เราจะต้องออกแผนปฏิบัติการ ป้องกันเหตุร้ายในสถานการณ์เฉพาะ ถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมกำกับใครสักคนหนึ่ง สั่งการไปยัง กอ.รมน. จังหวัด หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาก็จะทำหน้าที่ออกแผนปฏิบัติการป้องกันเหตุร้าย มีการสนธิกำลัง ที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โรงแรมลี การ์เด้น พลาซ่าจะต้องเป็นจุดเฝ้าระวัง เป็นกรณีพิเศษ แล้วผมมั่นใจว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้น แต่พอเกิดเหตุร้ายปั๊บ ผมเสียใจ กับท่านรองนายกรัฐมนตรียุทธศักดิ์ไปโทษเจ้าหน้าที่ยามว่าไม่รับฟังเจ้าหน้าที่ เป็นหน้าที่ ของฝ่ายภาครัฐที่จะต้องไปดูแลรักษาความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจและปลอดภัยครับ คำถามที่อยากจะถามก็คือขณะนี้กำลังฝ่ายเรามีกองทัพเรือภาค ๒ มทบ.๔๒ กองบิน ๕๖ ตำรวจภูธร ภาค ๙ บก.ตร.สข. บก. ตระเวนชายแดน ภาค ๔ ฉก. สข. บก.อส. ชรบ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การดำเนินการเพื่อที่จะทำให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจ ช่วยสั่งการเป็นกรณีพิเศษ จัดแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ สนธิกำลังป้องกันเหตุร้ายและอำนวยความสะดวก ให้กับนักท่องเที่ยวที่ อบจ. สงขลาและเทศบาลนครหาดใหญ่กำลังจัดงานเดินหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนและจะได้ทำมาอาชีพกันต่อไปครับ จัดทำได้ไหมครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี ก็ผมบอกแล้วตั้งแต่กระทู้ถาม ท่านประเสริฐ ว่าผมจะเชิญท่านถาวรมาร่วมเป็นที่ปรึกษา แล้วไม่ปิดบังครับ จะเชิญทุกครั้ง ที่มีการประชุม ให้รัฐบาลส่งใครไป บารมีสู้ท่านไม่ได้ เพราะท่านคลุกคลีพื้นที่ นาน ๆ ไปที แล้วกลับมาประโยชน์ไม่เกิด ผมรับราชการผมทราบครับ ผู้ใหญ่มาบ่อย ๆ เจ้าหน้าที่มันด่า ๕๐๐ คนต้องมารอ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ไปตรงนั้น พรึบ พรึบ พรึบ พรึบ แล้วก็ ๓ ชั่วโมงกลับ ประโยชน์ไม่เกิดครับ ผมคิดอย่างคนที่เคยเป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย ผมถึงคิดว่าเราต้อง บูรณาการด้านการข่าวและกำลัง ที่ท่านบอกเมื่อสักครู่ ทันทีที่นายกรัฐมนตรีสั่งผม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมไปโทรศัพท์คุยกับผู้บัญชาการ ศชต. ผู้บัญชาการ ภาค ๙ ซึ่งสนิทสนมกันมา บอกในบริเวณเขตเทศบาลต้องเพิ่มความถี่ ต้องเพิ่มความข้นในการจัดกำลัง ถ้าไม่พอเอา ตชด. ไปเสริม ถ้าไม่พอเอาหน่วย ๒๖๑ ของพลร่มที่อำเภอหัวหินไปช่วย ถ้ายังไม่พอเอาหน่วยอรินทราชไปช่วย ต้องให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน ตำรวจ ต้องปฏิบัติการเชิงรุก มาตั้งรับไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เฉพาะเจ้าหน้าที่อย่างเดียว ไม่มีความสำเร็จครับ ต้องอาศัยพี่น้องประชาชน ใครที่สนิทกับพี่น้องประชาชนมาก ก็คือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ได้หมายความว่าท่านมีส่วนรู้เห็น แต่ผมพูดในตรรกะ ของความเป็นจริง ถ้าอะไรก็ตามคนพื้นที่ให้ความร่วมมือ การแก้ไขปัญหาง่ายครับ ที่ท่านบอกว่าตำรวจชั้นผู้น้อยไม่มีกำลังใจ ผมเถียงท่าน เพราะวันนี้ตำรวจชั้นผู้น้อยกำลังได้ดี ทั้งประเทศ ภรรยาได้เป็นคุณนายทั้งหมด ๒๖,๒๐๐ คน ด้วยนโยบายรัฐบาลที่ให้นายดาบ อายุ ๕๓ ปีอบรมเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร อำเภอหาดใหญ่ของท่านครับ รองเท้าส้นสูง ไม่มีขายแล้วนะ เพราะบรรดาคุณนายทั้งหลายต้องไปซื้อรองเท้าส้นสูงเพื่อไปร่วมพิธีประดับยศ และทางรัฐบาลก็จะให้เกียรติจัดการประดับยศ ซึ่งดูแล้วว่ากรมอุตุนิยมวิทยาเตือน เดิมจะรับมาลาพิเศษ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม เอามาทั่วประเทศ เกรงฝนตกก็จะเปลี่ยนเป็น อิมแพค เมืองทองธานี ผมเข้าใจชีวิตชั้นผู้น้อยสิครับ ท่านประธานครับ ฝากไปยังท่านถาวร ก็ผมเป็นผู้น้อยมาก่อน ผมเริ่มชีวิตตั้งแต่ สิบตำรวจเอก ผมเข้าใจ แต่ไปใต้บ่อย ๆ เด็กมันบ่น แต่ว่าผมมีโอกาสผมจะลงไป แล้วลงไปผมจะไปหาท่าน แล้วนั่งรถไป ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ด้วยกัน คำถามที่ ๒ ตอบเท่านี้ก่อนครับ
คำถามสุดท้ายครับท่านถาวรครับ
ขอบคุณครับท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม คำถามสุดท้ายครับ หลังจากเกิดเหตุแล้วสวนดุสิตโพลไปสำรวจความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนบอกว่าประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลลดลง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนมีความกังวล ๕๘ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนรู้สึกเศร้าใจ สะเทือนใจและเห็นใจ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บ ๔๑๖ คน เสียชีวิต ๓ คน ธุรกิจพังยับเยินมากมาย สิ่งที่ ผมอยากจะถามท่านซ้ำจากท่านประเสริฐก็คือท่านจะเยียวยาให้เหมือนกับที่เยียวยา การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ หรือไม่ อย่า๒ มาตรฐาน ขอร้องเถอะครับ
ประการที่ ๒ ความเสียหายในทางเศรษฐกิจ ผมขอเรียกร้องให้ช่วยชดเชย ความเสียหายเต็มจำนวน ไม่ว่าความเสียหายอันเกิดจากการขาดประกอบอาชีพหรือเสียหาย ที่คิดเป็นตัวเงินได้ โอกาสของการหาเงินของเมืองหาดใหญ่แม้ว่าในช่วงพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ห้องพักเต็ม ๘๐ เปอร์เซ็นต์ตลอดทั้งปี แต่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาช่วง ๗ เดือน แม้ว่าความตั้งใจอยากให้บ้านเมืองขับเคลื่อนไปได้แต่เมื่อเกิดความบกพร่อง เกิดความผิดพลาดช่วยชดเชยเยียวยาให้เขาเต็มจำนวน ท่านใดตอบก็ได้ครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี เบื้องต้นต้องยืนยัน กับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ท่านอย่าเอามาเปรียบเทียบว่า เยียวยาเสื้อแดง ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเยียวยา เราไม่ได้เยียวยาสีหรือเยียวยาใคร ใครได้รับ ผลกระทบและความเดือดร้อนก็เยียวยาทั้งหมด ผมไม่ได้เป็นประธานคณะนี้ ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ก็เป็นรองประธาน และเป็นประธานพิจารณาความเสียหายที่เกิดจากกรือเซะและตากใบ คิดไม่ต่างกับท่านหรอก อย่างกรือเซะก็ไม่น่าเกิด อย่างตากใบก็ไม่น่าเกิดแต่มันเกิดไปแล้ว รัฐบาลต้องเยียวยา ผมรับข้อเสนอของท่านแล้วจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี และผมก็เชื่อว่ารัฐบาลต้องให้ ไม่ให้ได้อย่างไรก็ได้รับผลกระทบจากผู้ก่อความไม่สงบ ผมไม่เรียกนะครับ บีอาร์เอ็น ผมไม่เรียกเบอร์ซาตู (Bersatu) ผมไม่เรียกบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท ผมประชุมหน่วยข่าว ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรง ผู้ก่อความไม่สงบ ไม่ต้องไปให้เกียรติครับ เรียกไปเลย ผู้ก่อการไม่สงบ เพราะสถานการณ์ครั้งล่าสุดไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีอุดมการณ์ กระทำกับผู้บริสุทธิ์ กระทบ เศรษฐกิจ กระทบสังคม กระทบการเมืองและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ ผมมีส่วน มาร่วมกับ พลเอก ยุทธศักดิ์ ผมจะพยายามใช้ปัญญาอันน้อยนิดโดยการตั้ง บก. ส่วนหลัง ผมคุยกับ ผอ. ข่าวกรองว่าเวลามีข่าวท่านติดต่อพื้นที่ได้ไหม บอกบางครั้งก็ได้ บางครั้งก็ไม่ได้ สภาความมั่นคงเช่นเดียวกัน ศรภ. เช่นเดียวกัน ข่าวทหารเช่นเดียวกัน และหรือการปฏิบัติ โอเปอเรชั่น (Operation) ตำรวจเป็นส่วนหน้า ทหารเขากำกับแผนยุทธการ ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ข้อเสนอต่าง ๆ เรื่องการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมจะถอดเทปแล้วเอาไปกราบเรียนนายกรัฐมนตรี และผมจะพูดในที่ประชุม ครม. ผมคุยกับ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว บอกคุณอดุลย์คุณในฐานะเป็นผู้บัญชาการภาค ๙ แล้วรับผิดชอบจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมาช่วย คุยกับ พลตำรวจเอก ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา คุณไปอยู่ปักษ์ใต้มา ๓ ปี วันนี้ตำแหน่งหน้าที่คุณสูงขึ้นคุณต้องช่วยผม พลตำรวจโท สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ ผู้บัญชาการภาค ๔ ไปอยู่ปักษ์ใต้มา ๓ ปี ต้องกลับมาประชุมสัปดาห์ละ ๑ วัน พลตำรวจตรี คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการภูธร ภาค ๑ ไปอยู่ปักษ์ใต้ หลายปี ไปเป็นผู้บังคับการจังหวัดนราธิวาสคุณต้องกลับมาช่วยกัน ไม่ใช่คุณทิ้ง คนที่อยู่ ก็มีความสามารถ คนที่อยู่ก็เก่ง แต่เมื่อบูรณาการทางความคิด บูรณาการด้านการข่าว มันน่าเชื่อว่าการทำงานจะดีขึ้น ผมย้ำกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ก็กราบเรียนสมาชิกว่า ผมดูในภาคส่วนตำรวจ ส่วนท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต ท่านดูภาคส่วนทหาร เราจะบูรณาการความคิด เราจะแลกเปลี่ยนการข่าว และเราต้องเอาผู้ปฏิบัติการมารับทราบการข่าว นอกจากการข่าวในพื้นที่ต้องฟังการข่าวส่วนกลาง เพราะส่วนกลางเขาแม่น ผมกราบเรียนว่าไม่ใช่มาโอ้อวด กรมประมวลเขารายงานผมมาก่อนด้วยว่าจะเกิดคาร์บอมบ์ ในจังหวัดสงขลา แต่เขาไม่รู้พื้นที่ แต่การประเมินการถ้าจะเกิดคาร์บอมบ์มันต้องเขตพื้นที่เศรษฐกิจ ต้องมีคนเยอะ มีคนต่างชาติพัก และมันเป็นสัญลักษณ์ถ้าเกิดคาร์บอมบ์ในอำเภอหาดใหญ่ ในโรงแรมใหญ่ ๆ มันกระทบไปทั่วโลก เขารู้ก่อนครับ ทางตำรวจก็บอกเขาถึงซ้อมเผชิญเหตุ ๒๔ มีนาคม ก่อนหน้า ๗ วัน แต่ว่าที่ พลเอก ยุทธศักดิ์ท่านพูดท่านไม่ได้โทษยาม แต่ว่า ยามเปิดกระโปรงหลัง ผมถามพนักงานสอบสวนว่าระเบิดอยู่ตรงไหน มันบอกท่านครับ อยู่ในรถ เบาะหลัง ถ้าเปิดค้นทั้งรถ เหตุก็ไม่เกิดครับ ก็จะเอาข้อบกพร่องเอาความผิดพลาด มาเป็นครูอาจารย์เพื่อแก้ไขปัญหาในโอกาสต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมนิดเดียวเรื่องเยียวยา คือปัญหาที่มันเกิดขณะนี้ ท่านช่วยไปเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธเรื่องระเบียบ คือระเบียบสุดท้ายเรายังไม่เห็น แต่ระเบียบก่อนหน้านี้ที่ออกมาที่มันต่างกันระหว่างเหตุการณ์การชุมนุมกับภาคใต้ คือ ระเบียบของภาคใต้ท่านเขียนว่า ผู้ได้รับการเยียวยาจะต้องเป็นผู้ได้รับผลกระทบ จากการกระทำของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งกรือเซะ ตากใบเข้าครับ แต่เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เข้า เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นคนก่อเหตุ ตรงนี้คือความต่างครับ คือตอนเหตุการณ์ชุมนุม ท่านไม่บอกว่าต้องเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่หรือไม่เจ้าหน้าที่ ใครเกี่ยวข้องได้รับการเยียวยา ตามเกณฑ์ใหม่หมด แต่ตอนภาคใต้ท่านเขียนว่าเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากเจ้าหน้าที่ ดังนั้น กรณีนี้ก็ไม่เข้า กรณีครูถูกยิง กรณีชุดคุ้มครองของครูถูกยิง พวกนี้จะไม่เข้าหมดเลยครับ ขอความกรุณาช่วยนำประเด็นนี้ไปเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยครับ
เชิญท่านเฉลิมครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ผมรับข้อชี้แนะชี้นำ ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ภาษีของท่าน เงินของท่านจัดสรรโดยเรา ไม่ใช่เงินของรัฐบาล ก็เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เมื่อมีปัญหาใดที่ต้องแก้ไข กฎ ระเบียบ ผมคิดว่าถ้าปรึกษาหารือกันแล้วได้บทสรุปก็คงแก้ไขได้ ผมจะเรียนท่านยงยุทธ เรียนท่านนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้ผลแล้วผมจะกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ในโอกาสต่อไปครับ
คุณถาวรหมดคำถามท่านแล้วละนะครับ
ท่านประธานครับ ไม่ใช่คำถามครับ แต่เป็นข้อเสนอแนะสักนิด เห็นท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมทอดไมตรี ด้วยความขอบคุณ สิ่งแรกก็คือขณะนี้ผู้เสียหายในอำเภอหาดใหญ่ ๔๑๖ คน เมื่อไม่เข้าระเบียบขอให้ทางรัฐบาล สั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ขึ้นบัญชีผู้เสียหายทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าทางรัฐบาล จะหาแนวทางในการเยียวยาให้พี่น้องประชาชนเหล่านั้นได้ครับ ขอบคุณครับ
ครับจบ
ท่านประธานครับ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาตั้งเต็นท์แล้วครับ เดี๋ยวผมจะโทรบอกผู้บัญชาการภาค ๙ ให้เอารายชื่อไว้ก่อน เมื่อรัฐบาลมีแนวทางแล้วก็ค่อยดำเนินการในโอกาสต่อไปครับ รับข้อเสนอครับ ท่านอัยการครับ
ขอบคุณครับ บรรยากาศขอให้เป็นอย่างนี้ตลอดไปนะครับ จบการพิจารณาระเบียบวาระ กระทู้ถามสดแล้วนะครับ
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากที่ประชุมได้รับการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติที่ยังคง ค้างอยู่ ผมจึงขอเลื่อนการพิจารณากระทู้ถามทั่วไปไปในการประชุมครั้งต่อไป
จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๘ คน
ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๓๔๘ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วครับ ผมขอดำเนินการประชุมต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการประชุม ต่อจากครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จแล้ว กรรมาธิการตอบชี้แจงและสมาชิกได้อภิปรายจนเวลาพอสมควร แต่เนื่องจากยังมีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายอีกหลายท่าน ประธานในที่ประชุมจึงได้สั่ง ปิดการประชุมเพื่อมาพิจารณาต่อในครั้งนี้ ดังนั้นผมขอพิจารณาต่อเลยครับ ขอเชิญ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองครับ กรุณาได้ขึ้น ทำหน้าที่ครับ ท่านประธานด้วย ท่านคณะกรรมาธิการปรองดองครับ กรุณาได้ขึ้นทำหน้าที่ ผมจะให้พิจารณาเรื่องปรองดองต่อ แล้วกรุณาได้ปรองดองต่อเหมือนเมื่อสักครู่ ทางซีก ฝ่ายค้านครับ กรุณาส่งรายชื่อให้ผมด้วยที่จะอภิปรายต่อเรื่องปรองดองครับ ท่านวิป (Whip) ฝ่ายค้านครับ ท่านสาทิตย์ ท่านเจะอามิงท่านพูดไปแล้วนี่ครับ ต้องเป็นท่านสาทิตย์แล้วครับ ท่านพูดไปแล้ว ท่านเจะอามิงผมจำได้ ท่านประเสริฐว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ตอนเช้า ก่อนจะเปิดประชุมวันนี้ ก่อนจะมีการประชุมต่อวันนี้เราตกลงกันว่าต่อจากนี้ไปซีกฝ่ายค้าน จะใช้วิธียกมือครับ ใครพร้อมก็ยกมือ แล้วท่านประธานก็เรียกครับ
เดี๋ยวผมจะให้ท่านสาทิตย์ก่อน ท่านเจะอามิงครับ ท่านหลายวันติดต่อกันแล้วครับ ผมได้ยินเสียงท่านตลอด เดี๋ยวจะให้ท่านสาทิตย์ก่อนแล้วก็ค่อยให้ท่านก็แล้วกันครับ เรียงไปนะครับ ยินดีครับ ท่านได้พูดแน่นอนครับ เดี๋ยวรอคณะกรรมาธิการแป๊บหนึ่งท่านสาทิตย์ครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการและคณะ อยู่ที่ไหนครับกรุณาได้ขึ้นทำหน้าที่ ท่านวิปรัฐบาลไป ตามหน่อยครับ ท่านเลขาธิการให้ไปตามมาหน่อยสิครับ กรรมาธิการ ท่านหารือหรือครับ ท่านสมคิด
ท่านประธานครับ เมื่อคณะกรรมาธิการ ยังไม่พร้อมทำไมไม่ให้ถามกระทู้ถามให้มันเสร็จไปเลยครับ
ไม่ครับ เพราะว่าผมได้บอกไปเมื่อสักครู่แล้วครับ ขอเลื่อนเป็นครั้งหน้า
ท่านรัฐมนตรีก็มาแล้วครับ ของผม
ได้ขอเลื่อนไปครั้งหน้าแล้วครับ ได้ตกลงกับวิปแล้วนะครับท่าน ผมอยากตามใจท่าน แต่วิปเขาสั่งผมมาอีกต่อ เอาเรื่องปรองดองให้จบก่อนดีกว่าเรื่องสำคัญ ท่านรัฐมนตรี ขอโทษด้วยก็แล้วกัน ไปสัปดาห์หน้า คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่า ถ้าคณะกรรมาธิการยังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งประชุมเลยครับ ท่านประธานให้พักการประชุมก่อน
เดี๋ยวผมกำลังตามครับ แป๊บเดียวครับ คุณหมอใจเย็นครับ กรุณารอสักครู่ เพราะผม เพิ่งเปลี่ยนวาระเมื่อครู่เองครับ
แล้วก็ทางฝ่ายค้าน จะขอให้ท่านกษิต ภิรมย์ พูด
เมื่อครู่ท่านสาทิตย์ยกมือก่อนแล้วครับ
ไม่เป็นไรครับ
สับกันใช่ไหมครับ ท่านกษิตเมื่อคืนท่านพูดรอบหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือครับ
ท่านกษิต แล้วก็ท่านสาทิตย์ครับ
ได้ครับ แล้วแต่ เชิญท่านกษิตเลยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะพูดผ่านท่าน ไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ท่าน พลเอก สนธิโดยตรงว่าอยากจะขอซักซ้อมความเข้าใจ ที่ไปที่มาของเรื่องปรองดอง เพื่อเราจะได้ร่วมกันทำงานหาข้อยุติเกี่ยวกับการสมานฉันท์ และการปรองดองแห่งประเทศไทย เพื่อให้สันติสุข ความสงบเรียบร้อย แล้วก็ ความเจริญก้าวหน้ากลับมานะครับ ณ ที่นี้ผมก็อยากจะขอทบทวนสักนิดหนึ่งว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มีการปฏิวัติรัฐประหาร นำโดยท่าน พลเอก สนธิ แล้วท่านก็ให้ ๔ เหตุผลว่าทำไมถึงต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง ด้วยเหตุผลที่ว่าสังคม มีความแตกแยก สังคมมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ แทรกแซงในองค์กรต่าง ๆ สังคม มีการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) มากมาย แล้วก็สังคมมีการดำเนินการที่หมิ่นเหม่ ต่อสถาบัน ผมคิดว่าในช่วงนั้นประชาชนชาวไทยมากมายรู้สึกโล่งอก โพล (Poll) ต่าง ๆ ที่ไปถามร้อยละ ๘๐ ก็บอกว่า
ท่านกษิต กรุณารอสักครู่ครับ มีอะไรหรือครับ ประท้วงหรือทำอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ประท้วงครับ อยากจะหารือ ท่านประธานว่า ท่านกษิตจะใช้เวลาอภิปรายกี่นาทีครับท่านประธาน เพราะว่ามีข้อตกลงกัน ระหว่างวิปฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายกี่ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลกี่ชั่วโมง หารือครับ
ผมควบคุมเวลาอยู่ ผมดูอยู่ ไม่เป็นไรครับ ท่านกษิตเชิญ วันนี้เขาพูดจากันดีแล้วครับ ท่านนั่งลง เชิญเลยครับ
ขอขอบคุณครับ ผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ก็ขอกล่าวต่อว่าประชาชนชาวไทยสังคมไทยช่วงนั้น ก็รู้สึกโล่งอก แล้วก็เห็นว่าจะมีการล้มกระดานเพื่อจะตั้งโต๊ะการเมือง โครงสร้างการเมืองกันใหม่ แล้วก็หลายคนก็คงจะดีใจที่ว่าทางท่าน พลเอก สนธิไม่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาลเสียเอง แล้วก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนในการที่จะตั้งรัฐบาลชั่วคราว ก็ได้ทำภายใน ๒ สัปดาห์ มี พลเอก สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ก็มาสำเร็จเอาในปี ๒๕๕๐ มีการตั้ง คตส. เพื่อจะเร่งเรื่องคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับนักการเมือง ในขณะเดียวกันทางฝ่ายต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศตะวันตกที่ฝักใฝ่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาก็มีความไม่พึงพอใจ เห็นว่าประชาธิปไตยของไทย ค่อนข้างจะถอยหลังเข้าคลองกับการปฏิวัติ แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการคว่ำบาตร เพียงแต่ได้ ลดระดับความสัมพันธ์ ไม่ค่อยอยากจะข้องแวะกับผู้นำรัฐบาลไทยในขณะนั้น แต่เขา ก็รอความหวังว่าภายในอีก ๑ ปีต่อมา ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่ มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการมาผ่านการเลือกตั้ง คือให้มีการกลับมาของความเป็นประชาธิปไตย ความก็เป็นไปเช่นนั้น ส่วนผลงาน ของฝ่ายทหารบวกกับรัฐบาลชั่วคราวจะเป็นอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลขิงแก่ ก็ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปนะ เพียงแต่ว่า มันมีปัญหาคั่งค้างก็ไม่ว่ากัน เรื่องมันได้ผ่านไปแล้ว แต่ตัวท่าน พลเอก สนธิเองนั้นก็ทำ ความแปลกใจให้กับชาวประชากันไปทั่ว เมื่อท่านมาตั้งพรรคการเมือง ตั้งพรรคมาตุภูมิ ลงเลือกตั้ง แล้วก็ในช่วง ๖-๗ เดือนที่ผ่านมาท่านก็มีบทบาทในสภา อาสาเข้ามา ทำการปรองดองมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ผู้คนก็งุนงง สอบถามแล้วว่า ๔ เหตุผลของการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนนั้น มันเป็นอย่างไร ก็ไม่ว่ากันก็รอดูต่อไปเพราะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเข้ามา มีการมอบให้สถาบันพระปกเกล้าทำการศึกษาเสนอข้อคิดเห็น แต่ไป ๆ มา ๆ ท่านก็มากล่าวว่า ให้ลืมอดีตที่ผ่านมาเสีย ก็อดคิดไม่ได้แล้วก็พวกที่เขาร่วมเป็นร่วมตายกับท่านมาในการปฏิวัตินั้น เขาหายไปไหน ท่านปรึกษาหารือเขาหรือเปล่า คนที่ลูก เมีย สามี ญาติพี่น้องเสียชีวิต เขาจะคิดอย่างไร แม้กระทั่งเพื่อนทหารของท่าน เช่น พลเอก ร่มเกล้า ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งเสธ. แดง ต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วการดำเนินการของท่านภายในกรรมาธิการ ก็นำไปสู่ความแตกแยก กรรมาธิการที่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเดินออก ลาออกกันต่อไป แล้วท่านก็ดำเนินการในการรวบรัดเพื่อจะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สามารถที่จะพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่มิใช่ร่างกฎหมายได้ การรวบรัด ท่านก็ทำวันศุกร์ ขอให้ท่านประธานสภาเซ็น แล้วทั้ง ๒ ท่านก็มาบอกว่ามันถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์มันก็ใช่ แต่มันควรไม่ควรนี่มันอีกเรื่องหนึ่ง แล้วนี่ก็อยากจะสะท้อนให้ท่าน พลเอก สนธิได้รับฟังด้วยว่าขั้นตอนความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์มันทำได้ แต่มันมีเรื่องของจริยธรรม ศีลธรรม มีเรื่องของความถูกต้อง ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดเห็นไว้ด้วยว่าอะไรควร ไม่ควร แล้วมันก็มีข้อท้วงติงมากมายในรัฐสภา แล้วก็ตั้งแต่เมื่อวานนี้จนถึงวันนี้ว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนเลย ทางสถาบันพระปกเกล้า ก็ได้ออกแถลงการณ์ แล้วเพื่อนสมาชิกผมก็ได้พูดกันหลายท่านแล้วคงจะพูดกันต่อไป ในรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดนี่ท่านประธานสนธิ ผมอยากจะขอฝากเป็นข้อคิด ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน เพื่อท่านจะได้มีการทบทวนตัวเอง แล้วก็อย่าไปกับเสียงข้างมากที่จะนำไปสู่ความเป็นเผด็จ การในรัฐสภา
ประเด็นแรก ท่านเป็นทหารหาญของชาติถึงแม้ว่าทหารไทยจะไม่ได้ใส่ กระโปรงคิลท์ (Kilt) แบบทหารสก็อตแลนด์แต่ว่าความเป็นทหารหาญ เป็นสุภาพบุรุษ ความซื่อสัตย์สุจริตคงจะไม่ด้อยไปกว่าทหารสก็อตแลนด์หรือว่าชาติใด ผมอยากจะเตือนสติท่าน ในฐานะเป็นนักเรียนเตรียมทหารผ่าน จปร. มาเป็นแม่ทัพบก มาเป็นผู้นำของชาติ
ประเด็นที่ ๒ ท่านเป็นชาวไทยมุสลิม แล้วคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ผมคิดว่าในโลกนี้ใครก็ตามที่นับถือศาสนาอิสลามจะเป็นมวลมนุษย์ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากที่สุด แล้วก็ต้องสวดมนต์วันละ ๕ ครั้ง วันศุกร์ต้องไปที่สุเหร่า แล้วทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่กับ ความยุติธรรม ความถูกต้อง อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แล้วพูดอะไรแล้วจะต้องทำตามนั้น ผมคงไม่ต้องไปสอนท่าน หรือยกประเด็นต่าง ๆ ของคำสั่งสอนของพระมูฮัมหมัดเจ้ามาบอก เพระว่าท่านรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ท่านต้องรู้ว่าความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ผมยังจะเชื่อว่า ท่านมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ถ้าเผื่อมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติแล้ว ขอความกรุณาฟังพวกผมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขอฟังทางภาคประชาสังคม ซึ่งเมื่อวาน เขาก็ได้มาประท้วงอยู่หน้ารัฐสภา นำโดยคุณหมอตุลย์ แล้วก็ขอให้ฟังถ้อยแถลง ของเลขาธิ การสถาบั นพระปกเกล้ำ ผมคิ ดว่ำในหมู่ มวลเหล่ำนี้ เป็ นเพื่ อน แล้วเป็นมิตรของท่านครับ ท่าน พลเอก สนธิ แล้วเราก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่มีนอกมีใน ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ เลยทั้งสิ้นกับการใช้อำนาจที่มิชอบ แล้วเมื่อครู่นี้เพื่อนสมาชิกของผมก่อนอาหารกลางวันท่านชำนิก็ได้วิเคราะห์วิวัฒนาการ ทางการเมืองว่าประเด็นปัญหามันอยู่ที่ไหน แล้วผมก็ไม่อยากจะให้ท่านทหารหาญของชาติ รักชาติรักเมืองอาสาเข้ามาอยากจะช่วยพัฒนาประชาธิปไตยและประเทศชาตินั้น ต้องมาตกเป็นเครื่องมือของเสียงข้างมาก หรือว่าลัทธิบุคคลนิยม ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า เพอร์โซแนลลิตี้ คัลท์ (Personality cult) ทำไมไม่ยืนอยู่กับพวกเราละครับ ที่รักชาติ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุในการที่จะไปเปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า ปรองดอง เพื่อจะล้างความผิดต่าง ๆ ฟอกมลทินที่ได้มีอยู่ของการละเมิดกฎหมาย ละเมิดครรลองแล้วก็จริยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากจะให้ท่านได้ไตร่ตรองคิดอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วก็อย่าทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ แล้วก็จงทำในสิ่งที่ท่านควรจะทำ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ท่านกระโดดมาตั้งพรรคการเมือง มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วย เรื่องปรองดอง ผมยังไม่ได้ยินเพื่อนนายทหารของท่าน ลูกน้องเก่า นายเก่าออกมาชมท่าน สักคนหนึ่งครับ มันมีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเขาผิดหวังกับตัวท่านเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านกำลังพาให้ประเทศชาติฉิบหายไปหรือเปล่า ท่านได้ทำการปฏิวัติสังคมไทยด้วยอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ท่านกำลังปฏิวัติสังคมไทยด้วยเสียงข้างมากที่ปราศจากความถูกต้อง ทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง ศีลธรรม แล้วก็จริยธรรม เป็นการขัดต่อคำสั่งสอนของศาสดา ของทุก ๆ ศาสนา ผมไม่สามารถที่จะเห็นคนอย่างท่านที่เราก็รู้จักกันพอสมควร ผมเคย ไปพบท่านที่บ้านท่านในค่ายทหารก็หลายครั้ง เราได้คุยกันเปิดอกหลายทีว่าจะนำพาประเทศไทย ไปอย่างไร เราต่างมีความมุ่งหวังที่จะทำสังคมไทยให้ดีอยู่ แต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่า ท่านตกอยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถที่จะทำให้ท่านสามารถช่วยประเทศไทยให้ก้าวพ้น ไปกับความขัดแย้ง ก้าวพ้นไปกับลัทธิการเมืองที่จะปกครองช่วยคนที่ไม่ได้ทำผลประโยชน์ ให้กับประเทศชาติอย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมอยากจะให้ท่านหลุดออกมาจากสภาวะอันนี้ครับ กรุณาถอยออกมา ถอยไม่ไหว ท่านก็ถอยตัวออกจากการเมือง แล้วก็กอด ๔ ประการ ที่ท่านได้แถลงไว้เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านต้องกอดอันนี้ไว้และยืนหยัดว่าท่านได้คิดว่าท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และท่าน จะยืนไป ท่านจะไปลบล้างคำพูดของท่านเองเกี่ยวกับ ๔ เหตุผลของการปฏิวัติไม่ได้ ท่านจะทิ้งเพื่อนนายทหารต่าง ๆ ที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายกับท่านไม่ได้ ท่านจะปล่อยให้ญาติมิตรของทหาร ที่เขาจะคิดอ่านอย่างไร ฝ่ายไหน ต้องสูญเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ เพราะท่านไปยอม กับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล หรือไม่แล้วท่านก็ต้องการที่จะเซฟ (Save) ตัวท่านเอง ท่านก็เห็นแก่ตัว เป็นอย่างยิ่ง ผมไม่สามารถที่จะรับสภาพความเป็นจริงอันนี้ว่าท่านจะเป็นคนอย่างนั้น ผมอยากจะให้ท่านเป็น พลเอก สนธิที่สง่างาม ที่ผมอยากจะไปกราบไหว้เมื่อวันปีใหม่ หรือวันสำคัญทางศาสนา หรือประเพณีวัฒนธรรม ขอเถอะครับ ถอนตัว ถอนเรื่อง อย่าไปร่วมสังฆกรรมกับความชั่วร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย อันนี้พูดกันอย่างมิตรสหาย ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง ผมเป็นเพื่อนทางการเมือง ผมเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของท่าน ในการที่จะพัฒนาแล้วก็นำพาประเทศไทยให้เจริญยิ่งใหญ่ อย่าคบคนที่เป็นโจร ไม่ใช่ วิสัยของท่านครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ส่วนท่านประธานครับ ผมพูดแล้วนี่ เมื่อคืนนี้ท่านประธานยังอ้างว่า ผมจะต้องได้มีเวลาสัก ๑-๒ นาที ที่จะพูดที่ว่าผมได้รับการพาดพิงเมื่อคืนนี้เรื่องสนามบิน สุวรรณภูมิ ขออนุญาตได้ไหมครับ เพียง ๒-๓ ประโยคเท่านั้นเอง ได้นะครับ
คืออย่างนี้ครับ เอา ๒ นาที เอาในสิ่งที่ท่านเสียหาย บรรยากาศตอนนี้ดีอยู่ครับ ท่านกษิตครับ
ครับ ได้ครับ ผมก็ไม่สร้างบรรยากาศ ให้เหลวไหลหรอกครับ คือผมก็เข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ขอนิรโทษกรรม แล้วผมเข้าไปร่วมชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่มีกองกำลัง ไม่มีพรรคการเมือง แล้วก็ ไม่มีมวลชนครับ ไปด้วยตัวผมเอง แล้วไม่ได้เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น ก็อย่าได้ใช้เวทีนี้ในการที่จะมาเล่นงานผมเพื่อจะกระทบกับพรรคประชาธิปัตย์ มันไม่แฟร์ (Fair) กับเพื่อนสมาชิก แล้วก็พรรคของผมเองด้วยครับ แล้วก็อย่าไปเทียบ อย่าไป ลบล้างความเลวที่ได้เกิดขึ้นในช่วง ๒-๓ ปีบนท้องถนน สี่แยกต่าง ๆ กับสิ่งที่ได้เกิดที่ สนามบินสุวรรณภูมิ มันไม่ได้ลบล้างความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้นในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อ แล้วก็เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิก โดยเฉพาะท่านกษิตที่ท่านได้อภิปรายไป เมื่อครู่นี้
เอาประเด็นแรกก่อน ประเด็นของการสัมผัส แล้วก็การใกล้ชิด ความผูกพัน ผมเองในฐานะที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าย่อมเข้าใจ ความรู้สึกของชายชาติทหารที่แท้จริงดี ความรู้สึกของการเป็นสุภาพบุรุษในเครื่องแบบ อยู่ที่ความถูกต้องครับท่านประธานที่เคารพ ไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึกในการตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ส่วนตนและตนเอง แน่นอนครับการยึดอำนาจต้องมีเงื่อนไขและต้องมีเหตุผล แน่นอนครับชัดเจนอย่างที่ท่านกษิตที่ผมก็เคารพท่านได้ชี้แจงไปเมื่อครู่นี้ เหตุผลพื้น ๆ อันหนึ่งคือเรื่องของการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเหตุผลมาตรฐาน ถ้าเป็นข้าวปลาอาหาร ก็จะเรียกว่ากะเพราไก่ไข่ดาว เป็นเหตุผลปกติธรรมชาตินิยมที่ใช้ในการยึดอำนาจมาทุกยุค ทุกสมัย
เหตุผลที่ ๒ ก็คือการสร้างความแตกแยก รัฐบาลขณะนั้น ผู้นำรัฐบาล ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดการแตกแยก แต่ลองพิจารณาให้ลึกซึ้งให้ละเอียดว่า ในขณะที่รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารประเทศอยู่นั้นได้ถูกกระทำในเหตุในผลที่ผิด และไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ผมไม่ทราบว่าความแตกแยกนั้นเริ่มต้นจากอะไร และเริ่มต้นที่ใคร ถ้าหากว่าจะเริ่มต้นที่หัวหน้าคณะปฏิวัติได้แก้ปัญหาของบ้านเมือง ด้วยหนทางที่ไม่ถูกต้องก็ต้องมาพิจารณาในเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า เหตุผล ในการยึดอำนาจนั้นมีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าความเป็นห่วงในเรื่องสถาบัน คือ สิ่งที่เราเคารพ คนไทยเคารพยิ่งชีวิต มีเหตุผลที่ต้องกระทำ แต่ความเป็นสุภาพบุรุษนี่ละครับ ที่ถูกโจมตีว่าไร้จุดยืน ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือได้ทำสิ่งหนึ่งและปฏิบัติสิ่งหนึ่ง มันไม่ได้เหนือ ไปกว่าความเป็นสุภาพบุรุษในหัวใจว่า สิ่งที่กระทำนั้นมันเกิดหนทางที่เป็นปัญหา แล้วก็ ก่อให้เกิดความแตกแยกยิ่งกว่าความแตกแยกดั้งเดิมที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นเองท่านคิด ท่านทราบครับ คือการยึดอำนาจเพราะต้องการหยุดยั้งปัญหาและความห่วงใยประเทศชาติ และประชาชน ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ถ้าเรื่องที่ไม่แปลกและถูกต้อง ขณะนั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ผมใช้คำว่า คลาดเคลื่อนและเข้าใจผิด มันย่อม แก้ไขได้ครับด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ การถูกกล่าวหาว่าไร้ซึ่งจุดยืนไม่ใช่ประเด็น และไม่ใช่ปัญหาครับ แต่ความถูกต้องคือจริยธรรมที่ท่านพูดนั่นละครับว่า ถ้ามันมี ความคลาดเคลื่อนในเหตุผล มีการเข้าใจกันคลาดเคลื่อน มีการได้รับข้อมูลข่าวสาร ที่ผิดพลาดมันปรับปรุงได้ มันแก้ไขได้ แล้วโดยเฉพาะการเข้าใจคลาดเคลื่อนอันนั้นก่อให้เกิด ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเก่า ทำให้เกิดความเสียใจ ความสูญเสีย ลำพังคนไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ไม่ว่าจะโกรธแค้นกันอย่างไร ไม่เข้าห้ำหั่นและทำร้ายซึ่งกันและกัน แต่การเกิด เหตุการณ์ครั้งนั้นมันเกิดจากความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมและไม่ยุติธรรมในหัวใจจริง ๆ ซึ่งทุกท่านทราบอยู่แล้ว การลุกขึ้นมาต่อสู้กันในด้านของแนวความคิด ความเชื่อที่เริ่มต้น จากการที่วิตกและกังวลในบุคคลเพียงคนเดียว แล้วก็ก่อเกิดปัญหามาตลอดเวลา มันเป็นเรื่องที่คนที่ท่านมีความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้ก่อขึ้นมาท่านควรที่จะต้องรับผิดชอบ แล้วก็ เสียสละ โดยที่ไม่คำนึงถึงว่าใครจะกล่าวหาว่าไร้ซึ่งจุดยืน การที่ท่านบอกว่านายทหารที่เป็นเพื่อนของท่าน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องท่านเสื่อมศรัทธาและเสียใจ ไม่ใช่เรื่องจริงครับ ผมเองเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเป็นรุ่นน้องของท่านหัวหน้า คณะปฏิวัติซึ่งท่านนั่งอยู่ข้าง ๆ ผมขณะนี้ ซึ่งท่านเสนอญัตติเพื่อความปรองดอง ผมทราบครับว่าทุกคนเห็นใจและทุกคนเชื่อว่าท่านเสียสละ กรุณาอย่าได้กล่าวอ้าง และทำลายล้างซึ่งกันและกันในหนทางที่ไม่ถูกต้อง ผมเสียดายบรรยากาศครับ ท่านประธานที่เคารพ บรรยากาศของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติในฐานะที่ท่านมีความรู้สึกเสียใจและรับผิดชอบ ทางคณะกรรมาธิการได้ตั้งท่าน เชิญท่านเป็นประธาน สิ่งแรกที่ท่านพูดก็คือว่า เราจะไม่หาจำเลย เราจะไม่หาผู้ผิด และเราจะไม่คิดว่าผู้ผิดนั้นหรือความยุติธรรมเป็นของผู้ชนะ ผู้แพ้คือผู้ผิด ไม่ยึดถือทั้งสิ้น เราหาวิธีที่จะสร้างความปรองดอง เราเริ่มต้นด้วยการสนทนาธรรมครับ ท่านประธานที่เคารพ เราคุยกันแบบไม่มีพรรค มีแต่พวก คุยกันด้วยความชื่นมื่น คุยกัน ด้วยบรรยากาศที่ดี นักข่าวที่เข้าไปสัมผัสมีความรู้สึกที่ดี แม้จะมีการแซวกันอยู่บ้างว่า จะปรองดองหรือปองร้าย หรือจะปรองดองกันได้หรือไม่ ผมเองเป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาสู่ ถนนการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับการเชื้อเชิญจากคนที่ท่านกล่าวหา แล้วคนที่ถูกหาว่าสร้างความแตกแยกต้องการให้มาปรองดองโดยเฉพาะ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ผมขออนุญาตประท้วง ท่านกรรมาธิการที่กำลังอภิปรายอยู่ครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านกษิต ขออภัยเอ่ยนามครับ ท่านได้ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการถึงสาเหตุของการยึดอำนาจและการกระทำ หลังจากนั้น ทีนี้ท่านกรรมาธิการที่กำลังยืนอภิปรายอยู่ท่านตอบแทนท่าน พลเอก สนธิ ทั้งหมดเลย เพราะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ พลเอก สนธิ พลเอก สนธิต้องเป็นคนตอบเท่านั้น ผมจำได้ว่าเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วท่าน พลเอก สนธิได้ไปออกโทรทัศน์ช่องหนึ่ง แล้วมีนักข่าว ถามท่านว่าถ้าย้อนเวลากลับไปถึงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านจะยึดอำนาจอีกหรือเปล่า ท่านตอบว่าท่านจะยึดอำนาจอีก เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องการยึดอำนาจ และหลังจากนั้นท่าน พลเอก สนธิต้องเป็นคนตอบครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ในฐานะท่านเป็นกรรมาธิการท่านมีสิทธิที่จะตอบ ท่านมีสิทธิที่จะตอบ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านก็ถามแทนท่านกษิตนั่นละครับ ผมอนุญาตให้กรรมาธิการตอบ ผมก็ให้ท่านตอบในฐานะกรรมาธิการนะครับ เดี๋ยวให้ท่าน พลเอก สนธิตอบทีหลังได้ ตอนนี้ ในฐานะกรรมาธิการให้ท่านตอบไป บรรยากาศกำลังดี ขอร้องทุกคน ไปด้วยดี วันนี้ ใกล้วันสงกรานต์เต็มทีแล้วครับ เชิญต่อครับ
ขอบพระคุณครับ บรรยากาศดี จริง ๆ ครับ ขออนุญาตนอกเรื่องนิดหนึ่งครับ บรรยากาศอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ได้พยายามจะแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองที่คิดว่าจะช่วยรัฐบาลได้ดีที่สุดในการแก้ปัญหา ชายแดนภาคใต้ คือพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ ขอให้ช่วยเหลือกันด้วยเหตุด้วยผลของความถูกต้องและบริสุทธิ์ใจครับ ผมขออนุญาตต่อครับ ขออนุญาตกล่าวนามครับ ท่านกษิตที่ท่านได้อภิปรายก่อน ท่านบอกว่า ท่านทราบว่าบรรดาทหารเพื่อนพ้องมันก็เกี่ยวกันเองกับท่าน แล้วพอดีท่าน พลเอก สนธิ ท่านอยู่ข้าง ๆ กับผม ท่านมอบหมายให้ผมตอบ เพราะในท้ายที่สุดท่านจะสรุปในประเด็น สุดท้ายในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตต่อครับ เรานั่งประชุมกันอยู่ ด้วยความรักสมัครสมานสามัคคี ทุกครั้งต้องมีการสนทนาธรรม เพียงแต่ว่าใครจะเอาธรรมะ มาสนทนาจริงหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ เพียงแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปด้วยเหตุด้วยผลที่ถูกต้อง มีการให้สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยอย่างที่ทุกท่านได้ทราบแล้ว ในท้ายสุด เมื่อผลของการที่สถาบันพระปกเกล้าวิจัยออกมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงทันทีครับ เปลี่ยนแปลงภายใน ๒๔ ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่การทำหนังสือคัดค้านการวิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า การตอบโต้อย่างรุนแรง มาจนกระทั่งถึงการที่ลาออก จากคณะกรรมาธิการ แล้วก็มาถึงวันนี้ที่มานั่งอภิปรายกันเมื่อเริ่มต้นล้วนเป็นอดีต รวมทั้งท่านนิพิฏฐ์ที่ผมเคารพ ก็เป็นคณะกรรมาธิการด้วย ผู้ที่ลุกขึ้นอภิปรายเป็นอดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งสิ้นครับ และมาอภิปรายกันเองว่ากรรมาธิการรวบยอดและสรุป ขัดแย้งต่อการแถลงของสถาบัน พระปกเกล้า ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๓ เมษายน ในขณะที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้รับอนุมัติ จากรัฐสภาให้นำเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ได้เรียบเรียงรายงานสรุปแล้ว จัดวาระเข้าที่ประชุมแล้ว กลับมีเหตุมีผลที่ทำให้สถาบันพระปกเกล้าต้องออกมาแสดง การขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผลชัดเจนทั้งที่ได้วิจัยผลอันนั้นออกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วสิ่งที่ น่าเสียใจที่สุดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการที่ร่วมแสดงถึงจุดยืน เป็นตัวอย่างของการปรองดอง ก่อนที่จะปรองดองในสภา ก่อนที่จะออกไปปรองดองนอกสภา ได้อภิปรายกันเอง ได้กล่าวหาคณะกรรมาธิการด้วยกันเอง ผมไม่ทราบว่าแล้วอย่างนี้ ท่านจะลาออกจากคณะกรรมาธิการเพื่ออะไร ในขณะที่ท่านมีโอกาสที่จะรวบรวม เรียบเรียงรายงานแล้วสรุปต่อรัฐสภา หน้าที่ของคณะกรรมาธิการก็ได้จบสิ้นลงด้วยการ เสนอต่อรัฐสภา การเสนอของสถาบันพระปกเกล้าไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ข้อ ๑ ของการเสวนา ก็เป็นเหตุผลที่ทราบอยู่แล้วว่าคณะกรรมาธิการทำไม่ได้ด้วยเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น ด้านงบประมาณ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ทั้งสิ้น
ส่วนข้อเสนอในข้อ ๒ ที่เป็นการบีบบังคับว่าถ้าหากกรรมาธิการทำต่อ นั่นคือ ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ทำต่อคือทำการเสนอให้สภาทราบ ก็จะถอนผลการวิจัย มันมี ความรู้สึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่การยึดอำนาจ ความเข้าใจผิด ความเข้าใจ คลาดเคลื่อน การแก้ปัญหาด้วยความปรองดอง มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มีการให้สถาบันพระปกเกล้าวิจัย ท่านประธานที่เคารพครับ และในท้ายสุดที่ผลวิจัยออกมามีการอภิปราย ล้วนขึ้นอยู่กับ ไปวิตกและเกรงกลัวกับบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งขณะนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวพันอยู่ในประเทศนี้ เพียงแต่เป็นบุคคลที่เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ประเทศนี้ได้เจริญเท่าเทียม กับประเทศอื่น ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ถ้าเราละทิ้งละวางความรู้สึกต่าง ๆ นานา ที่มันเกิดขึ้น ผมว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย อย่างบรรยากาศที่ท่านประธานที่เคารพกรุณากล่าว เมื่อครู่นี้ครับว่าบรรยากาศกำลังดี เมื่อเช้านี้เป็นบรรยากาศที่น่ารักมากครับ เราต้องทราบ ธรรมชาติของท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมว่าท่านมีลักษณะอย่างไร แต่เพราะประโยชน์ ของประเทศชาติ เพราะผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ปัญหาของภาคใต้ทำให้ไม่เห็นทางออกอะไร ที่จะต้องพึ่งพาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามี ส.ส. ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ทั้งสิ้น แล้วก็เป็นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ที่จะช่วยเหลือประเทศชาติได้ แล้วก็ได้รับ การตอบสนองอย่างดียิ่งสำหรับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและรวมทั้ง อดีตท่านรัฐมนตรีถาวร เสนเนียม ผมอยากจะเรียนสั้น ๆ นิดหนึ่งครับว่าจริยธรรม หรือความรู้สึกในฐานะที่ผมเองเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าปฏิญาณทุกเช้าเย็น แล้วก็ใกล้ชิดท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านคนหนึ่งท่านพูด ท่านเล่าครับถึงความรู้สึก เจ็บปวดในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ถูกต้องผมยืนยันอีกครั้งว่าเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความถูกต้อง ที่ผ่านมาล้วนแต่ไม่ใช่นักเรียนนายร้อย เป็นนักเรียนเตรียมทหารด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้ ปรารถนาที่จะหักล้างเข้าห้ำหั่น คนไทยต้องฟัง ขออนุญาตกล่าวนาม ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านผู้บัญชาการทหารบกในปัจจุบัน น้ำท่วมจะถึงคอแล้วยังมาห่วงเรื่องปฏิวัติอีก เป็นข้อความที่ชัดเจน ผมว่าถ้าเป็นอย่างนี้เมืองไทยคงต้องน้ำท่วมอีกสัก ๓ ครั้ง คนไทยถึงรักกัน ผมขออนุญาตชี้แจงขั้นต้นเพียงเท่านี้ครับ ถ้ามีโอกาสก็จะลงไปอภิปรายข้างล่างอีกทีหนึ่ง สิ่งที่ปรารถนาและอยากจะให้เกิดขึ้นที่สุดก็คือว่าเราพยายามเริ่มต้นด้วยความรัก แล้วก็ เริ่มต้นด้วยการคิดที่จะให้อภัย สิ่งที่สมควรอย่างยิ่งก็คือว่า ต้องถามว่าถ้าเราไม่ให้อภัย แล้วเรา จะแก้ปัญหาความขัดแย้งตรงนี้ได้ด้วยวิธีใด ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน และหน้าที่ที่ควรจะปฏิบัติ ก็ควรจะเป็นไป อย่าให้มีแต่ความขัดแย้งครับ อย่าให้ประเทศนี้สังคมเราหรือการเมืองไทย มีแต่รัฐบาลกับฝ่ายอยากเป็นรัฐบาล ขอให้ทุกอย่างทำด้วยความสร้างสรรค์ ผมขอให้เราแข่งกัน ทำความดีครับ ไม่ว่าท่านจะชนะสิ่งไม่ดีท่านก็ต้องทำความดี ไม่ว่าท่านจะชนะคนดีหรือสิ่งที่ดี ท่านก็ต้องดีกว่า แล้วโดยเฉพาะสิ่งที่ผมอยากจะขอร้องว่าเรามีสิ่งที่เราเคารพสูงสุด กรุณา อย่าได้กล่าวอ้างให้เป็นการระคายเคืองอีกเลย ผมขอร้องด้วยความเคารพ ข้อหาดังกล่าว ที่คลาดเคลื่อน เข้าใจผิดวันนั้นเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องได้ครับ สถาบันอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกท่านครับ แต่ว่าการที่ท่านพยายามที่จะให้สิ่งที่เราเคารพ เรานับถือสูงสุดมีความรู้สึกไม่ดีกับบุคคลใด หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เท่ากับท่านได้กระทำการอันเป็นการระคายเคือง สร้างความรู้สึกที่ไม่ดี ทั้งที่สถาบันที่เราเคารพเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดและท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง กรุณาอย่าได้ทำอีก ผมขอร้องด้วยความเคารพจริง ๆ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านนิพิฏฐ์จะอภิปรายหรือครับ
เรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงครับ เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการ ท่าน พันตรี อาณันย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านได้กล่าวแล้วก็ทำให้คณะกรรมาธิการจำนวน ๙ คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออก ได้รับความเสียหายครับ ผมเป็น ๑ ใน ๙ คนที่ลาออกจากคณะกรรมาธิการ ข้อความ ที่ท่านบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วคณะกรรมาธิการจะลาออกไปทำไม ไปโต้แย้ง คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ทำไม และท่านบอกว่ามีความวิตกเกรงกลัวบุคคลคนเดียว แล้วคนคนนี้เป็นคนที่ช่วยประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ผมคิดว่าผมต้องชี้แจงท่านประธานครับ มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่ท่านพูดว่าคณะกรรมาธิการ
เอาในส่วนที่ท่านเสียหายครับ
ได้ครับ ผมขอบคุณท่านประธานครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอีกสักครั้งหนึ่งว่า คณะกรรมาธิการ ๙ คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เราลาออก เรามีเหตุผล ผมยืนยันเหตุผลกับท่านประธานอีกสักครั้งหนึ่งครับว่า ที่เราต้องลาออก เพราะว่าพวกเราได้ยื่นหนังสือกับท่าน พลเอก สนธิบอกว่าให้ท่านเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๒๗ เพื่อพิจารณารายงาน เนื่องจากเดิมนั้นท่าน พลเอก สนธิมีหนังสือไปแล้วครับ บังเอิญผมไม่ได้ติดหนังสือมาวันนี้ครับ ท่านเรียกประชุมในวันที่ ๒๗ แล้วหลังจากนั้น ท่านยกเลิกการประชุม การที่ท่านมีหนังสือเชิญประชุมแล้วยกเลิกแสดงว่าการประชุม ครั้งล่าสุดนั้นยังไม่จบครับ ถ้าการประชุมครั้งล่าสุดจบแล้วท่านจะมีหนังสือเชิญประชุมต่อ ทำไมล่ะครับ แต่ว่าก่อนถึงวันประชุมนั้นท่านมีหนังสือ มีเมสเซจ (Message) ถึงคณะกรรมาธิการทุกคนบอกว่าการประชุมของคณะกรรมาธิการสิ้นสุดแล้ว พวกเรา เลยทักท้วงว่ามันไม่สิ้นสุดหรอกครับ เพราะท่านออกหนังสือเชิญประชุมแล้ว ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ บอกว่ามีการใช้ข้อเท็จจริงในรายงานผิดพลาด ผมเคย ท้วงติงแล้ว
อีกประการหนึ่งครับ ในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ รายงาน ท่านประธานจะดูในภาคผนวกมันมีความเห็นของกระผม ในความเห็นของกระผมนั้นผมบอก ไม่ใช่ ผมยังไม่ได้ยื่นข้อสังเกตเลย ท่านประธานครับ ในรายงานท่านไปดู ในข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมไม่ได้ยื่นว่าผมมีความเห็นอย่างนั้น แต่ท่าน พลเอก สนธิไปนำความเห็นของกระผมที่ผมเคยอภิปรายไว้ในคณะกรรมาธิการมาบรรจุไว้ เป็นข้อสังเกต อันนี้ผิดพลาดครับ ผมต้องรับรองข้อเท็จจริงนั้นก่อนท่านถึงจะเสนอรายงานนี้ได้
เรื่องสุดท้ายครับ ที่ท่านกรรมาธิการท่าน พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ได้พูดถึง ท่านประธานครับ พูดถึงการให้อภัย พวกผมซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการเรายินดีให้อภัยครับ ท่านครับ ท่านดูในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนที่จะมีการปรองดองหรือก่อนที่จะมีการนิรโทษกรรม ก็คือ สิ่งที่ต้องทำคือไม่มีการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ใครเปิดล่ะครับ ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ดูในรายงานสิครับ มี ท่านทำหรือยัง
ประการที่ ๒ ที่รายงานสถาบันพระปกเกล้าระบุก็คือ ต้องเลิกพฤติกรรม ที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันสูงสุด ท่านครับ ในรัฐสภาแห่งนี้พรรคการเมืองไหนละครับ ทำสิ่งเหล่านั้น พวกผมหรือครับ พรรคประชาธิปัตย์ทำหรือครับ ๒-๓ เรื่องที่เขาห้าม เขาห้ามพวกท่านทั้งนั้น ผมเลยบอกว่าต้องมีการทบทวนรายงานนี้ แต่ท่านไม่ทบทวน พวกผมเลยลาออก ท่านครับ เราให้อภัยครับ ให้อภัยใครครับ คนที่จะได้รับการอภัยนั้น ต้องยอมรับผิดก่อน ในรัฐสภาแห่งนี้ ประเทศนี้ วันนี้ยังไม่มีใครยอมรับ
ท่านเอาเฉพาะที่ท่านเสียหาย ท่านไม่ต้องอภิปรายต่อ
ผมบอกว่าเรายินดีที่จะให้อภัยครับ คนทั้งประเทศนี้ยินดีที่จะให้อภัยผู้ที่กระทำความผิด ทุกคนยินดีที่จะถอยแล้วให้อภัย แต่คนที่กระทำความผิดนั้นต้องรับผิดเสียก่อนถึงจะนิรโทษ ถึงจะให้อภัยได้ครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านขจิตร ชัยนิคม ท่านชี้แจงใช่ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ในฐานะกรรมาธิการ หลังจากที่ฟังการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานนี้ เช้านี้มีสิ่งที่ผม ควรจะชี้แจงเพื่อความกระจ่างของที่ประชุม แล้วก็ความเข้าใจของพี่น้องประชาชน
ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะชี้แจงมีการนำไปพูด หลายคน หลายสถานที่ ทั้งในและนอกสภาแห่งนี้ ทั้งที่เคยเป็นกรรมาธิการและไม่เคยประชุมร่วมกรรมาธิการ นั่นก็คือมีความสงสัย แล้วก็อภิปรายว่ารายงานซึ่งคณะกรรมาธิการเสนอเข้ามาในที่ประชุมนี้ ทำนองว่าเป็นรายงานที่ไม่สมบูรณ์บ้าง หรือร้ายแรงก็คือเป็นรายงานเถื่อน ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอชี้แจงผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการประชุม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ มีการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการชุดแรกซึ่งอาจจะเป็นดำริ ของท่านประธานว่าต้องการให้รายงานชุดแรกออกไปสู่สายตาประชาชนก่อน เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจ คณะกรรมาธิการได้พิจารณากันทั้งวันครับ ได้มีความเห็นแตกต่างกัน สุดท้ายวันนั้นผมเป็นคนเสนอท่านประธาน บอกว่า ไหน ๆ ก็อภิปรายกันมาทั้งวันแล้วก็ให้ลงมติเสียว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กรรมาธิการ หลายท่านบอกว่าวันนี้เพิ่งเอารายงานมาให้ขอคืนไปดูก่อนแล้วก็มาพูดกันในครั้งต่อไป ในที่สุดครับมติที่ประชุม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีมติบอกว่าให้กรรมาธิการ นำรายงานไปดูให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นี่คือการประชุม ครั้งที่ ๑๔ ต่อมาเป็นการประชุม ครั้งที่ ๑๕ ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ โดยสรุปในวันนี้มติที่ประชุมมี ๔ ข้อ ข้อที่ ๔ บอกว่ามอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการไปจัดทำ รายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป นี่คือมติที่ประชุม ในครั้งที่ ๑๕ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ มีปรากฏในรายงานการประชุมชัดเจน ท่านประธานครับ ต่อมามีการประชุมอีกในวันที่ ๑๓ มีนาคม ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ก็มีการประชุม แล้วก็มีวาระรับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ ๑๕ ผ่านการรับรอง ในวันสุดท้ายที่มีการประชุมกัน ต่อมามีการประชุม ครั้งที่ ๑๗ ซึ่งเป็นครั้งที่ประชุมวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ มติที่ประชุมบอกว่าที่ประชุมเห็นชอบให้กรรมาธิการที่มีความเห็นแย้ง ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยได้บันทึกความเห็นมาเพิ่มเติม แล้วก็ให้นำรายงานของอนุกรรมาธิการ วิสามัญที่ศึกษาเรื่องชายแดนภาคใต้มาประกอบเป็นภาคผนวก ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดมีในรายงานที่ผมได้รับเล่มนี้ครับ แล้วก็ไปเปิดดูมีในชวเลข บันทึกของชวเลขทั้ง ๔ ครั้ง มี ยืนยันว่าการประชุมนี้สมบูรณ์ รายงานการประชุมนี้ประชุมกัน ถึง ๔ ครั้ง แล้วมีมติชัดเจนให้ฝ่ายเลขานุการทำเสนอสภาผู้แทนราษฎร นี่คือเรื่อง การรายงานของคณะกรรมาธิการ ก็อยากจะกราบเรียนเพราะว่าบางครั้งแม้กระทั่ง ท่านที่เป็นสมาชิกสภาฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทยบางท่านก็ยังจะเชื่อไปตามความเชื่อ ที่บางคนมาพูดว่าแม้ในรายงานไม่สมบูรณ์นัก ผมเรียนยืนยันว่ารายงานนี้สมบูรณ์ มีมติ ของคณะกรรมาธิการชัดเจน ส่วนการที่คณะกรรมาธิการบางท่านใช้เป็นเหตุผลในการที่จะลาออก ในภายหลังนั้นก็เป็นความเห็นของท่านที่จะต้องเคารพ กราบเรียนท่านประธานว่า ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่กรรมาธิการบางท่านยกเป็นเหตุเอามาอ้างนั้น เป็นการแถลงของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะชี้แจงผลการวิจัยของสถาบันต่อสาธารณะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการบางท่านอาจจะไปร่วม ผมไม่ได้ไปร่วม เพราะว่าไม่ใช่มติของคณะกรรมาธิการต้องไปร่วม เป็นงานของสถาบันพระปกเกล้า ที่จะต้องทำความเข้าใจกับสังคม กับสาธารณะ เพราะขณะนั้นอาจจะมีบางกลุ่มบางท่าน ได้ชี้แจงหรือนำเอาผลการวิจัยในบางประเด็นด้วยความวิตกกังวล ด้วยความห่วงใย ต่อประเทศชาติของกลุ่มท่านเหล่านั้น อาจจะเกินเหตุหรืออาจจะเกินพอดีในความเห็นผม ก็เลยมีการกดดันให้สถาบันพระปกเกล้าออกมาแถลงผลการวิจัยต่อสาธารณะ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ารายงานที่รับมา บางท่านก็บอกว่ารายงานผลการวิจัย นี่ไม่ตอบโจทย์กรรมาธิการจึงเขียนขึ้นมาเอง อันนี้ไม่ใช่ครับ นี่คือรายงานการวิจัย ฉบับแรกของสถาบันพระปกเกล้า เย็บรูปเล่มแบบนี้ครับ กรรมาธิการให้ความเห็นแล้ว สถาบันพระปกเกล้าก็น้อมรับไป แล้วปรับปรุงมาเป็นเล่มนี้ครับ สีนี่สถาบันพระปกเกล้า ก็ยังเอาสีเหลืองกับสีแดงมาผสมกันครับ ทำเป็นปกนี่ครับ เพื่อต้องการให้เกิดความปรองดองครับ นี่คือสิ่งที่ได้รับรายงานมาทั้งหมด แล้วก็มีบรรจุในภาคผนวกให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านแล้ว
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมอีก จากการที่นั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ก็อยากจะกราบเรียนว่าวัตถุประสงค์ของคณะกรรมาธิการ ที่ได้รับมอบหมายไป เราได้รับมอบหมายจากสภานี้ครับ ให้ไปศึกษาใช้เวลา ๓๐ วันครับ พอคณะกรรมาธิการหลายท่านทุกฝ่ายเสนอมีความเห็นตรงกันครับว่าเราจะไม่ให้ ความเห็นเอง เราจะไม่สรุป เราจะไม่ลงไปเรื่องข้อเท็จจริง แต่เราจะแสวงหาทางปรองดอง ตามที่สภาได้มอบหมายไป เราจึงตั้งคำถามให้สถาบันพระปกเกล้าครับ ท่านประธานครับ คำถามที่คณะกรรมาธิการได้ให้กับสถาบัน ก็คือว่าอะไรคือรากเหง้าของความขัดแย้ง ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือท่อนแรกครับ ต่อไปก็คือว่ามีปัจจัยหรือกระบวนการใด ที่ทำให้คนในสังคมสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ สถาบันพระปกเกล้าได้รายงานมา ผมคิดว่าเป็นรายงานที่ละเอียด เขาใช้เวลา ๓๐ วันไม่ได้ แล้วขอกับกรรมาธิการบอกขอ ๑๒๐ วัน จึงเป็นสาเหตุนำมาสู่ การขยายเป็น ๑๒๐ วัน แล้วก็ได้เล่มนี้มาครับ ในเล่มนี้มี ๕ บท รายละเอียด ผมจะไม่กล่าวถึงครับท่านประธาน แต่ผมอยากจะสรุปให้ท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย ที่ท่านจะเป็นคนกลุ่มที่สำคัญที่จะนำความปรองดองกลับมาสู่ชาติบ้านเมืองให้ได้ทราบว่า โดยข้อสรุปที่ผมได้จากรายงาน ที่ผมได้จากรายงานซึ่งผมก็ได้อ่านมาน้อยในเรื่อง การแก้ปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ท่านประธานครับ ในรายงาน สถาบันพระปกเกล้าเราก็ได้พูดกันว่าเราจะเสนอใครบ้าง กรรมาธิการหลายท่าน ทั้งที่ได้ลาออกไปแล้วและยังอยู่ในจำนวน ๒๙ คน แล้วก็ลาออกไป ๙ คน มีความเห็น หลายท่านมีความเห็นในเรื่องการรายงานประชุม หรือในชวเลข เราบอกว่าหลังจากเสนอจบแล้ว มีบางท่านได้พูดชัดเจนว่าในส่วนของสภาต้องทำกี่ข้อ ในส่วนของคณะรัฐมนตรีต้องทำกี่ข้อ ทุกคนในชาตินี้ต้องทำกันกี่ข้อ สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาหลายส่วนหลายตอน หลายข้อเกี่ยวข้องกับคนในประเทศชาตินี้ทั้งหมด และทั้งหมดที่เสนอนั้นเพื่อจะนำไปสู่ ความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ข้อสรุปอันหนึ่งที่ชัดเจนมาก หลังจากฟังรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เดิมผมไม่ได้ชัดเจน แล้วผมคิดไม่ถึง ข้อสรุปก็คือว่า ไม่ว่าชาติใด ๆ ก็ตามทั้งกรณีศึกษาทั้ง ๑๐ ประเทศและกรณีที่ไม่ได้นำมาศึกษา ทั้งกรณีศึกษาของประเทศไทยในอดีตซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอต่อสาธารณะแล้ว ข้อจริงอันหนึ่งซึ่งละเลยไม่ได้ แล้วจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าหากต้องการความปรองดอง นั่นก็คือคนในชาติต้องกำหนดความต้องการในอนาคตร่วมกัน ในอนาคตเราต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราต้องการความสามัคคี เราต้องการความสงบ เราต้องการความปรองดอง เป้าหมายไกล คืออย่างนั้น สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นทุกแห่งในโลกก็คือการให้อภัย การถอยมาดู แล้วการให้โอกาส แล้วการให้อภัย และการให้อภัยในทุกกรณีที่ผ่าน ความขัดแย้ง ในโลกนี้ปฏิเสธไม่ได้ต้องออกเป็นกฎหมาย เพราะการให้อภัยด้วยปาก ไม่มีหลักประกันอะไร ไม่มีทางปฏิบัติขึ้นเป็นจริงได้ เคยรบกัน กองกำลังปะทะกัน ฆ่ากันตาย เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน สุดท้ายการยุติก็คือการให้อภัย การให้อภัยในทางเป็นจริงก็คือ ต้องมีกฎหมาย แม้ในประเทศไทยในอดีตซึ่งหลายท่านได้รับประโยชน์จากคำสั่ง ๖๖/๒๓ ก็คือการให้อภัยนั่นเอง แล้วทุกคนก็เข้ามาสู่การสร้างสังคมหรือพัฒนาชาติไทย ในวันนี้ถ้ายอมรับกันว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ ไม่พูดเรื่องบุคคล แต่พูดว่าชาติบ้านเมืองต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนรายละเอียดการนิรโทษกรรม หลัก ๆ ก็คือให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ในทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกล่าวถึง บุคคลหนึ่งอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ผมประทับใจมากคนนั้นชื่อว่า นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่านนิพนธ์ไปให้การในขณะที่ท่านถูกกระทำ ท่านบอกที่ประชุมในที่ผมเป็นกรรมการ กรรมการถามว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ พูดในวันนั้นชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ เป็นเรื่องทางการเมือง แก้ปัญหาด้วยกฎหมายธรรมดาไม่ได้ต้องแก้ปัญหาด้วยกฎหมายในทางการเมือง นั่นก็คือเรื่องที่ผมได้รับฟัง แล้วก็เห็นว่าเป็นความเข้าใจที่ชัดเจนมาก
สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงในการออกกฎหมาย นิรโทษกรรมได้ แต่ว่าสถานการณ์ในการออก จังหวะในการออกกฎหมาย หรือจะดำเนินการ โดยใครนั้นก็ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ว่าประชาชนจะเสนอ ไม่ว่าจะผู้แทนราษฎรเสนอ หรือรัฐบาล คณะรัฐมนตรีเสนอ สุดท้ายถ้าสังคมต้องการ การปรองดองก็ต้องมีกฎหมายนิรโทษกรรมครับ ส่วนใครจะได้รับประโยชน์ ก็คือคน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากฝากสุดท้ายว่า ทำไมละครับ ประเทศนี้ได้ผ่านความขัดแย้งมาหลายครั้ง แม้แต่การใช้กองกำลัง ฉีกรัฐธรรมนูญก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แล้วทำไมเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ในอดีต ๔-๕ ปีนี้จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ของการแก้ไขปัญหา ผมมีความหวังว่าการที่มาเป็นกรรมาธิการนี้จะมีส่วนช่วยให้ชาติ บ้านเมือง แล้วผมมีความหวัง มีความเชื่อว่าจะต้องเดินไปสู่การปรองดอง ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถ้าต้องการความสามัคคีและความเจริญของชาติบ้านเมือง ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ ผมขอแจ้งเวลานิดหนึ่งท่านทุกฝ่าย โดยเฉพาะกรรมาธิการ ท่านเหลือเวลา ประมาณชั่วโมงเดียวที่จะตอบ เพราะฉะนั้นท่านกรุณารักษาเวลาของแต่ละฝ่ายไว้ด้วย เชิญท่านกุสุมาลวตีครับ กรุณาพูดในเรื่องของการปรองดองนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งตัวดิฉันเองก็เป็นศิษย์เก่าในสถาบันนี้ แล้วก็ได้เห็นว่า นักวิจัยหลาย ๆ คนก็เป็นผู้ที่มีความตรงไปตรงมา ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร เป็นคนไทยคนหนึ่งก็อยากจะฝากถึงเพื่อนสมาชิกว่าถ้าหากเรารู้จักถอย รู้จักยอม รู้จักให้อภัย แล้วก็ยอมรับในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ความแตกแยกรอยร้าวในสังคมไทยก็คงจะไม่เกิดขึ้น เราเป็นชาวพุทธนะคะ ถ้าหากเรามีธรรมะของพรหมก็เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ นั้นก็คือมีความเมตตา มีความกรุณา มีมุทิตา และอุเบกขา ทางพระนั้นเคยบอกดิฉันว่า ถ้าเราจะยกระดับจิตใจของตัวเราเองนั้นเราจะต้องมีมุทิตาจิตแม้กระทั่งศัตรู แม้กระทั่งคนที่ทำร้ายเราได้ ท่านประธานคะ ความมีอคติ ความเกลียดชัง การสร้างปีศาจขึ้นในใจ แล้วไล่ล่าปีศาจนั้นเกิดขึ้นฉันใด มันก็ไม่สามารถที่จะสร้างความปรองดองเกิดขึ้นได้ฉันนั้น ในฐานะที่ดิฉันเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ได้ผลประโยชน์ จากการขัดแย้ง เพราะเรามาจากประชาชนที่มีฉันทามติให้เป็นเสียงข้างมากทุกครั้ง ที่มีการเลือกตั้ง จากพรรคไทยรักไทย มาพรรคพลังประชาชน แล้วก็พรรคเพื่อไทยนะคะ แต่ใครคะ และอะไรคะ ที่ได้ผลประโยชน์จากการขัดแย้งทุกครั้งและไม่อยากให้มี ความปรองดองเกิดขึ้น ความเจ็บปวดของหลาย ๆ คนที่ถามดิฉันว่าทำไมต้องมีการปรองดอง ทำไมไม่ให้คนที่เป็นผู้กระทำ เป็นผู้สั่งการให้คนถูกทำร้าย ทำให้คนต้องบาดเจ็บ ทำให้ คนต้องตายได้รับโทษ แต่ญาติและผู้สูญเสีย ผู้เสียหายก็ยังรู้จักคำว่าอภัยค่ะ ลดราวาศอก ขอให้เขาได้รับการเยียวยาและยอมรับการปรองดองซึ่งเป็นการเสียสละเพื่อประเทศชาติ เห็นกับบ้านเมืองนะคะ ดิฉันอยู่ที่จังหวัดมหาสารคามค่ะท่านประธาน มีนักโทษที่ถูกกล่าวหาว่าเผาศาลากลาง ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นศาลากลางจังหวัดมหาสารคามไม่ได้ถูกเผาเลย แล้วนักโทษ ๙ คนอยู่ในคุก แล้ว ณ วันนี้ถูกตัดสินจำคุก ๕ ปี ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้กระทำนะคะ เพียงแต่ อยู่ข้างถนนเฉย ๆ แล้วในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ดิฉันได้ไปประกันผู้ต้องหาถึง ๒ ครั้งค่ะ แล้วก็ยังไม่ได้รับการประกันตัวเลย ถามว่าคนเหล่านั้นมีความผิดขนาดไหน เขาไม่ได้ฆ่าคนตาย เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรเลยนะคะ เพราะฉะนั้นนั่นเป็นการกระทำที่เลือดเย็นต่อผู้บริสุทธิ์ค่ะ ท่านประธาน รวมถึงการถูกกระทำที่ไม่ถูกต้อง ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธานค่ะ ขออ่านรายงานการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าในหน้า ๑๒๙ ว่า การนำหลักนิติธรรม ให้กลับคืนมา ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ผ่านมานั้น เกิดคำถาม ต่อหลักนิติธรรม เนื่องจากว่ามีความขัดแย้งต่าง ๆ โดยใช้สถาบันต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอันเป็นการทำลายความเชื่อมั่นหลักนิติธรรม ฝ่ายที่ ไม่ยอมรับการรัฐประหารมองว่าผลพวงของการทำรัฐประหารทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ ตามหลักนิติธรรม เนื่องจากภายหลังมีการรัฐประหารมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐก็คือ คตส. เกิดขึ้นโดยคำสั่งของคณะรัฐประหาร ประกอบด้วยบุคคลที่เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ กลุ่มนี้เห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ของ พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมนะคะท่านประธาน การถูกยึดทรัพย์ การถูกยึดอำนาจ การถูกยึดความชอบธรรม เป็นความเจ็บปวด การถูกทำร้าย ย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพคะ สิ่งที่ทำได้ก็คือ ขอให้อโหสิ ล้างโทสะ ให้อภัยแก่เหล่าชนผู้ยากไร้ในปัญญาค่ะ
ท่านประธานที่เคารพคะ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งดิฉันขอให้กำลังใจท่าน พลเอก สนธิ ซึ่งท่านได้เดินมาถูกต้องแล้วค่ะ ท่านประธานคะ การที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้รับทราบข้อสังเกต ข้อเสนอแนะในรายงานนี้เพื่อเสนอ ต่อรัฐบาล คณะรัฐมนตรีในการที่จะนำไปปฏิบัติต่อไปนั้นเป็นการเริ่มต้นทางออกให้สังคมค่ะ ท่านประธาน การพูดคุยขอให้พูดถึงอนาคต ไม่ควรพูดถึงอดีต และต้องการให้เกิดสันติสุข ในประเทศ เพื่อให้สังคมไทยเดินหน้าได้ ดิฉันอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นผู้ชนะ ไม่มี การขัดแย้งกัน ซึ่งไม่มีผู้ชนะค่ะ ขอให้ยุติความแตกแยกในสังคม ปฏิเสธการใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ในการที่ใช้สันติวิธีในการเจรจา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ดิฉันไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหาร และเห็นว่ากฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะต้องมีการแก้ไข แล้วควรที่จะตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง ให้เหมาะสมกับทุกบริบทของความขัดแย้ง การชดเชยนั้นเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการ สร้างความปรองดองอย่างแท้จริง คือการชดเชยค่ะ หากรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิด สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ควรจะทำให้กลับสู่สภาพเดิม ได้แก่ การคืนทรัพย์สิน การคืนสิทธิทางกฎหมายทางการแพ่งของบุคคลค่ะ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน การฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิตให้กลับคืนสภาพเดิม ซึ่งอยู่บนฐานความคิด ของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างที่สร้างความไว้วางใจ และคืนความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่เคยขัดแย้งกัน นำไปสู่ความปรองดองให้อยู่ด้วยกัน อย่างสันติ
ท่านประธานคะ ประการสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากค่ะ ดิฉันได้เห็น แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าในการรายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ หน้า ๓ ข้อ ๒ เขียนบอกไว้ว่า ขอร้องให้พรรคฝ่ายค้านและคนไทยทุกกลุ่มที่ต้องการ เห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าด้วยความปรองดองโดยมีภราดรภาพต่อกัน ให้ความร่วมมือ ในการพูดคุยหาทางออกร่วมกันในทำนองสุนทรียสนทนาค่ะ หรือการเสวนาที่สร้างสรรค์ เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานให้สิ้นสุดลงค่ะท่านประธาน
แล้วท้ายที่สุดสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การปรองดองนั้นมีคุณค่า ก็คือ การนิรโทษกรรมค่ะ การนิรโทษกรรมนั้นเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนจากความแตกต่าง ของแต่ละฝ่ายที่ยึดมั่นอยู่ในจุดยืนของตนเองค่ะ กลุ่มที่ไม่ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม เพราะว่าตัวเองไม่ได้เดือดร้อนค่ะ แต่กลุ่มที่เห็นว่าควรจะมีการนิรโทษกรรมก็โดยให้เหตุผลว่า การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางที่ทำให้ปัญหาความขัดแย้งยุติลงได้โดยหากย้อนกลับไปมอง กระบวนการในอดีตของประเทศไทยซึ่งมักจะมีการนำการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอเข้าสู่สภาในวันนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งครับที่ได้มีการติดตามเรื่องของการเสนอญัตติ เรื่องขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มาตั้งแต่ต้น เมื่อเดือนพฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว ผมก็มีการติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งมีการนำเสนอ รายงาน แล้วก็เป็นประเด็นในรัฐสภา เมื่อมีการขอให้มีการบรรจุ อนุญาตให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานได้ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ยกเว้นเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญ หลังจาก รายงานเข้าสู่สภาตั้งแต่เมื่อวานแล้วผมก็มีการติดตามฟังการอภิปรายโดยตลอดครับ ผมรออภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งถึงวันนี้ แม้ว่าค่อนข้างกระท่อนกระแท่น แต่ว่าก็เป็นเวลาที่เราจะต้องพูดจาถึงความจริงกันในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ต้องยอมรับ อย่างหนึ่งท่านประธานครับว่าการพิจารณาเรื่องของรายงานกรรมาธิการสร้าง ความปรองดองชุดนี้นั้น เป็นการอภิปรายแล้วก็ดำเนินการไปท่ามกลางความสับสน ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายฝ่ายในสังคมครับ ทั้งนี้เพราะว่ามีการสร้างกระแสมาตั้งแต่ เริ่มมีการยื่นรายงานหรือตั้งกรรมาธิการคณะนี้ในทำนองว่าถ้าหากว่ามีการตั้งกรรมาธิการแล้ว มีการทำรายงานเข้าสภา ความปรองดองในประเทศจะเกิดขึ้น ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ก็จะหมดไป โดยไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดของคำว่า การปรองดอง ว่าจะต้องทำอย่างไร มีใครได้รับประโยชน์ มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างมาตั้งแต่ต้น แต่ที่น่าวิตกกังวลก็คือว่า ใครก็ตามที่ออกมาตั้งคำถามถึงการปรองดองว่าสุดท้ายตั้งใจปรองดองจริง ๆ หรือเป็นเพียง เกมทางการเมืองเกมหนึ่งเพื่อตั้งใจที่จะไปดำเนินการบางอย่างเพื่อช่วยบุคคลบางคน เป็นกรณีพิเศษหรือไม่ ใครก็ตามที่ถูกตั้งคำถามจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม จะถูก กล่าวหาทันทีว่าเป็นคนขัดขวางกระบวนการปรองดอง อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหา อยู่ในก่อนหน้านี้หลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเรามีการตั้งคำถามในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จนกระทั่งการทำงานของกรรมาธิการผ่านมาหลายเดือนครับ ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ปรากฏออกสู่พี่น้องประชาชนนั้นเป็นไปในทำนองที่คนที่ ไปทำงานข้างในเกิดคำถามกับกรรมาธิการที่ทำงานเสียเองว่ามีข้อไม่โปร่งใส ข้อไม่ถูกต้อง หลายอย่างเกิดขึ้น คนเหล่านั้นก็ถูกต้องคำถาม ถูกกล่าวหาว่าไปขัดขวางกระบวนการปรองดอง การสร้างกระแสลักษณะเช่นนี้นั้นเกิดขึ้นควบคู่กับข่าวที่ออกมาในทำนองว่า กรรมาธิการปรองดองชุดนี้กำลังมีการตั้งเรื่องเสมือนเป็นสารตั้งต้น ชงเรื่องให้กับรัฐบาล และมีการเตรียมการที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับบุคคลพิเศษซึ่งจะได้รับประโยชน์ จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จากข้อเสนอของกรรมาธิการปรองดอง ทุกครั้งกรรมาธิการ ก็จะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีข้อสรุปเช่นที่ว่านั้น กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาบ้าง อะไร ต่อมิอะไรบ้างจนกระทั่งออกมาเป็นรายงาน เพิ่งสักครู่นี้ชัดเจนครับ กรรมาธิการ จากซีกพรรคเพื่อไทยเสียงข้างมากในสภานี้เป็นแกนนำรัฐบาลด้วย เป็นกรรมาธิการด้วย ได้พูดจาชัดเจนในสภาแห่งนี้ว่าการให้อภัยต้องออกเป็นกฎหมาย เราเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออกกฎหมาย นิรโทษกรรม อันนี้ชัดเจนมาก เป็นการพูดชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วข้อสงสัยของหลายฝ่ายตั้งแต่ต้นว่า กรรมาธิการปรองดองนั้นเป็นสารตั้งต้นของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมบุคคลพิเศษ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งด้วย แต่ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่าสังคมที่เขาสับสน และเกิดความวิตกกังวลนั้นก็เพราะว่าแนวทางเช่นที่ว่านี้แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่คณะผู้วิจัย เสนอเอาไว้อย่างของสถาบันพระปกเกล้าหรือของ คอป. ก็ตาม แต่ในข้อเสนอของสถาบัน พระปกเกล้าเขียนไว้ชัดว่าเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เขาเสนอเป็นแนวทาง หลายแนวครับ เช่น นิรโทษกรรมออกกฎหมายเฉพาะกรณีที่ผิดกฎหมาย พ.ร.ก. เท่านั้น ผมไม่ทราบของท่านเวอร์ชั่น (Version) ไหน เวอร์ชั่นกินรวบหรือจะเวอร์ชั่นไหนผมไม่ทราบ แต่นี่เป็นเจตนาที่แสดงให้เห็นในสภานี้อย่างชัดเจน และตอกย้ำความหวาดระแวงในสังคม ซึ่งความหวาดระแวงนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งของกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศ ผมเรียนท่านประธานครับว่าผมพิจารณารายงานฉบับนี้นั้น ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการหรอกครับ ผมก็เป็นคนนอกคนหนึ่งที่ติดตามแล้วก็มีข้อสังเกตเหมือนหลายคน แต่พยายามที่จะ เอาใจช่วยว่าให้กรรมาธิการชุดนี้ตรงไปตรงมา แล้วก็เสนอรายงานข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ต่อกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศ หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ผมกลับไปดูข่าวเดิม แม้กระทั่งในคณะรัฐมนตรีวันที่มีการพิจารณากัน ถึงเรื่องที่จะมีญัตติปรองดองเข้าสภา รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งถึงกับพูดในที่ประชุม ของคณะรัฐมนตรี แล้วรายงานในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่ายึดเองเสนอเอง เป็นข้อสะท้อนหนึ่ง ถึงข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เอาละครับ ในทางหนึ่งบอกว่าเป็นเจตนาดีก็เป็นได้ ผมจึงตั้งข้อพิจารณาในรายงานใน ๓ ประเด็นด้วยกัน ท่านประธานครับ
๑. ตัวเนื้อหาของรายงานของกรรมาธิการ
๒. ก็คือกระบวนการจัดทำรายงานและการทำงานของกรรมาธิการว่า มีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด กับ
๓. รายงานและการกระทำของกรรมาธิการตลอดจนถึงมติสภาที่จะเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การปรองดองในประเทศอย่างไรบ้าง
ผมได้อ่านรายงานจนละเอียดที่ท่านส่งมาทั้งสิ้นมี ๓ ชุด ชุดที่ ๑ เป็นรายงาน เล่มปกสีฟ้า ที่เป็นกระดาษที่มีการปริ๊นท์ (Print) กันออกมา มีความหนาทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ ๕๒ หน้า ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ทั้ง ๕๒ หน้านี้ท่านเขียนเอาไว้เป็นบทต่าง ๆ นั้น ผมอ่านแล้วผมเกิดความรู้สึกว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ไม่ตรงไปตรงมา ถามว่า ที่ไม่ตรงไปตรงมาเพราะอะไร ถ้าเราไปอ่านในบทที่ว่าด้วยเรื่องกรอบการทำงาน ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการนั้นเขียนถึงกรอบของการทำงานไว้ในหน้าที่ ๘ กับหน้าที่ ๙ ท่านบอกไว้อย่างนี้ว่า กรอบการทำงาน ๓ ข้อ คือ
๑. ตรวจสอบติดตามผลการดำเนินการของรัฐบาลในส่วนที่ได้รับคำแนะนำ จาก คอป. เพื่อให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้รับการปฏิบัติอย่างรวดเร็วเป็นธรรมเสมอภาค แปลว่าไปดูว่า คอป. เสนออะไรแล้วรัฐบาลทำอะไร อันนี้คือเป็นการศึกษาจากข้อมูลชั้นที่ ๒
แต่ประการที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนหลักของรายงานกรรมาธิการชุดนี้ คือส่วนที่ บอกว่าในส่วนการศึกษาหาทางออกเพื่อสร้างกระบวนการปรองดองมอบหมายให้ สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการของรัฐสภา มีความรู้ความเข้าใจไปวิจัย เรื่องอะไรคือปัจจัยหรือกระบวนการที่ทำให้การปรองดองแห่งชาติประสบความสำเร็จ ดังนั้น อาจพูดได้ว่ารายงานฉบับนี้เนื้อหาส่วนหลักนั้นมาจากการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเรานำมาอ้างกันอยู่ ทั้งในรายงานของกรรมาธิการและในสภาแห่งนี้
อันที่ ๓ ซึ่งคนแทบไม่พูดถึงเลย คือรายงานศึกษาการสร้างความปรองดอง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกรรมาธิการไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณาศึกษา
ประเด็นจึงอยู่ตรงที่ว่ารายงาน ๕๒ หน้านี้ส่วนหลักจริง ๆ นั้น มาจากเรื่อง คอป. กับเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นข้อเสนอเรื่องความปรองดอง ผมก็ไปอ่านครับ อ่านรายงานเล่มหนาของสถาบันพระปกเกล้าและกลับไปอ่านรายงานของคณะกรรมการ คอป. ทั้ง ๓ ฉบับ สิ่งที่น่าตกใจที่ค้นพบจากการสรุปของกรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่าท่านเลือก หยิบบางประเด็นมาสรุปในรายงานโดยที่มีการแก้ไข ตัดทอน เปลี่ยนแปลงบางจุด ของข้อความ และประเด็นที่เป็นประเด็นสำคัญนั้นไม่ได้บรรจุอยู่ในรายงานนี้ เสมือนกับว่า ตั้งใจไว้แล้วว่ารายงานฉบับนี้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการต้องการ อะไรบ้างครับ ยกตัวอย่างเช่น ๑. สาเหตุของความขัดแย้งครับ คณะกรรมาธิการไปเขียนเรื่องสาเหตุ ของวิกฤติความขัดแย้งเอาไว้ในบทที่ ๔ หน้า ๑๒ กับหน้า ๑๓ ท่านไปเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า วิกฤติความขัดแย้งมีการลอกข้อความบางข้อความของรายงานสถาบันพระปกเกล้ามาว่า เป็นปัญหาที่หยั่งลึกระดับโครงสร้าง ในข้อ ๑ บอกว่าโดยเฉพาะข้อวิจารณ์เกี่ยวกับ ความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่าง ๆ ของรัฐภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านก็ว่าไป และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของกรรมาธิการในบทที่ ๕ หน้า ๒๙ ก็เขียนถึงสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมเอาไว้ด้วย แต่ในสาเหตุที่ท่านระบุ ในหน้า ๒๙ ท่านไปเขียนเอาไว้บอกว่ากรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกิดจากการเมืองการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจก็ว่าไป ซึ่งทุกด้านมีความอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่รายงานของ สถาบันพระปกเกล้าวิจัยเอาไว้นั้นเขาเขียนว่าเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีความอ่อนแอนั้นเขาพูดถึงหลังจากกรณีที่มีการยึดอำนาจการปกครองแล้ว ข้อความ มันต่างโดยสิ้นเชิงครับ ท่านเขียนว่าปัญหาเรื่องไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาโดยการยึดอำนาจการปกครอง แต่ในรายงานสถาบันพระปกเกล้ากลับเขียน อีกแบบหนึ่งว่าเป็นปัญหาหลังจากยึดอำนาจการปกครองแล้วเหล่านี้เป็นต้น นอกจากนั้น ในข้อ ๕.๓ ท่านเขียนบอกความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับประชาชนที่แสดงออกโดยการแบ่งออกเป็นกลุ่มสี จึงต้องแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งที่รากเหง้า ขณะที่รายงานของกรรมการ คอป. ซึ่งท่านอ้างถึงด้วยมีการเขียน ข้อความสำคัญเอาไว้ในรายงานฉบับที่ ๒ ซึ่งเป็นปมเหตุของความขัดแย้งในประเทศนี้ ทั้งหมดนี่นะครับ ไม่มีการเขียนถึงเอาไว้ นั่นคือในรายงานหน้า ๑๘ ของ คอป. ชุดที่ ๒ ที่พูดถึงว่าประเด็นที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง คือกรณีซุกหุ้นของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในรายงาน คอป. เขียนไว้ชัดครับ ยังสรุปไว้ด้วยว่ากรณีซุกหุ้นเป็นที่มาของคำวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องหลักนิติธรรมต่าง ๆ มีความกดดันจากภายนอกต่อผลของการตัดสิน เป็นที่มา เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง และในความเป็นจริงถ้าเราพิจารณากลับไปครับ กรณีซุกหุ้นนั้น เป็นที่มา ของการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่ชอบธรรมของการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีความขัดแย้งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ต่อเนื่องจากเหตุการณ์อันนั้นเป็นต้นมา แต่ในรายงาน กรรมาธิการเจตนาจงใจที่จะข้ามสาเหตุส่วนนี้ไปเสีย ผลที่เกิดขึ้นจะตามมาเยอะเลยครับ ถ้าบอกว่ากระบวนการปรองดองที่เกิดขึ้น รายงานกรรมาธิการเป็นสารตั้งต้น ถ้าสารตั้งต้นมันผิด มันผิดหมดเลย แต่พอไปดูในข้อสรุปของท่าน ในข้อเสนอให้ทำในเรื่องใด ๆ ต่าง ๆ ก็ตาม กลับเป็นข้อเสนอที่ท่านหยิบเอาเฉพาะบางประเด็นขึ้นมาเท่านั้น ผมยกตัวอย่างเช่น ที่มี การวิพากษ์วิจารณ์กันก่อนหน้านี้ อย่างกรณีนิรโทษกรรม กลับไปดูรายงานของกรรมการ สถาบันพระปกเกล้าที่อนุมัติให้นักวิจัยเขาไปทำ ข้อเสนอเร่งด่วนที่สุดอันดับแรกเลยที่เขาพูดถึง อยู่ในหน้าแรก ในรายงานของผู้บริหารด้วยซ้ำไป ในข้อแรกเลยเขาเขียนไว้ว่า ความแตกแยก ทางความคิด สิ่งที่ต้องริเริ่มอย่างรวดเร็ว คือการสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดอง ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้าง นี่คือข้อเสนอ อันดับแรกของสถาบันพระปกเกล้าครับ นำมาสู่แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งออกมาเมื่อวานนี้เราพูดกันในสภาว่า เหตุไฉนกรรมาธิการชุดนี้จึงไม่เสนอให้สภารับทราบ ไว้ชั้นหนึ่งก่อนแล้วขยายเวลาออกไป นำไปสู่การเปิดพื้นที่รับฟังทำความเข้าใจ อย่างกว้างขวาง นี่จึงเป็นข้อเสนอครับ แต่ท่านเจตนาข้ามตรงนี้ไปเสีย แล้วไปหยิบข้อเสนอเฉพาะ ที่ท่านอยากจะหยิบขึ้นมา เช่น กรณีนิรโทษกรรมและที่จงใจอย่างที่ผมคิดว่าเป็นเรื่อง น่าอายที่สุด คือกรณีของ คตส. เมื่อวานนี้ท่านนิพิฏฐ์อภิปรายไว้ชัดว่าหลักที่ท่านจะยกเลิก คตส. ในรายงานท่านอ้างคำพิพากษาฎีกากรณีที่ผู้ถูกยึดทรัพย์คือกรณีท่านเสนาะ ประทานโทษเอ่ยนาม มีการฟ้องศาลฎีกา แล้วสุดท้ายมีการยกเลิกคำสั่งยึดทรัพย์นั้นไป ว่าเป็นคนละหลักการกันกับที่กรรมการ คตส. ชุดที่ตั้งขึ้นมาทีหลังและถ้าทำตามนั้นจริง ก็จะกระทบไปถึงหลักที่มีมาก่อนหน้านั้นด้วย นี่คือความจงใจที่หยิบตัดทอนเฉพาะบางส่วน ลงมาในรายงานของคณะกรรมาธิการ ๕๒ หน้า ปัญหาที่จะเกิดก็คือรายงานที่เขียนแบบนี้ พอไปถึงมือรัฐบาลครับ ก็พวกเดียวกัน โจทย์เดียวกัน อย่างที่ท่านชำนิอภิปรายไว้บอกว่า เหมือนคนรับงาน แล้วก็ส่งให้กับคนที่มีโจทย์อยู่แล้วแล้วก็ดำเนินการต่อ นี่คือ ความไม่เหมาะสม แล้วผมคิดว่าถ้ากรรมาธิการเห็นว่านี่คือปัญหาจริง ท่านก็ควรรับทราบไว้ ชั้นหนึ่งก่อน แล้วก็กลับไปเปิดพื้นที่ในการพูดคุยกัน ก็น่าที่จะเป็นทางออกที่ดี นี่เป็นข้อที่ ๑
ในข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ กระบวนการทำงานของกรรมาธิการเองก็ตอกย้ำว่า ทำไมรายงานของกรรมาธิการนั้นจึงมีความผิดปกติ ขาดความรอบคอบ ขาดความรัดกุม หยิบเอาเฉพาะส่วนที่กรรมาธิการเสียงข้างมากอยากจะเขียน อยากจะให้มี เสมือนกับ กำหนดธงไว้แล้ว กำหนดโจทย์ไว้แล้ว แล้วก่อให้เกิดความหวาดระแวงในสังคม ผิดปกติตรงไหนครับ มีข้อผิดปกติเท่าที่ผมเห็นอยู่ ๖ เรื่องด้วยกัน ๑. การบรรจุญัตติ ปรองดองในเดือนพฤศจิกายนครับ เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะปิดสมัยประชุมสามัญ วันนั้น กำลังมีปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ฝ่ายค้านเสนอญัตติเรื่องยางพารา มีข่าวก่อนหน้านั้นว่า ท่านประธานกรรมาธิการชุดนี้ ท่านสนธิไปประชุมร่วมกันกับกลุ่มพรรคเพื่อไทย ต้องการ ดันญัตติปรองดองเข้าสภา เราก็บอกว่าเรื่องชาวบ้านยางพาราราคาตกเดือดร้อนมาก ไปทั้งประเทศ ท่านไม่เอาด้วย ท่านบอกต้องเอาปรองดองเข้า แล้วก็ดันเข้า สุดท้าย ดันเข้ามาแล้วก็พยายามจะจบในคืนนั้น มีการอภิปรายกัน ๒ วันครับ ไปจบในวันรุ่งขึ้น แล้วตั้งกรรมาธิการ แล้วก็ปิดสมัยประชุมสมัยสามัญไป คำถามคือทำไมต้องเร่งรีบกันขนาดนั้น หรือรู้ว่าถ้าเข้าไม่ได้ก็ต้องรอสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งไม่สามารถเสนอญัตติได้ ก็ต้องรอไปอีก ๔ เดือน บวกอีก ๒ เดือน ๖ เดือน รอไม่ไหว ใครรอไม่ไหวครับ ถึงมีคนบอกว่าที่เร่งกันมา อาทิตย์นี้ รวมทั้งรัฐธรรมนูญซึ่งประชุมกันทั้งวันทั้งคืน แปรญัตตินี่ก็พยายามเร่งให้จบเที่ยงคืนคืนนี้ ให้ได้ เพี่อให้ไปสอดคล้องกับการประชุมสภาอาทิตย์หน้า อยากให้เป็นของขวัญวันสงกรานต์ใคร หรือเปล่าครับ ที่มาใกล้ ๆ ประเทศไทย ถึงมาเร่งกระบวนการในสภากัน นี่เป็นคำถามครับ
อันที่ ๒ ข้อผิดสังเกตก็คือว่าในการทำงานของกรรมาธิการนั้นเสมือนกับ มีการตั้งธงไว้แล้วครับ ผมทราบว่าถึงขั้นที่มีหนังสือไปถึงสถาบันพระปกเกล้าขอให้มี การร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมด้วยถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น จริงไหมครับ จดหมาย ซึ่งควรจะเป็นการขอให้สถาบันพระปกเกล้าไปทำวิจัยเรื่องแนวทางปรองดองมีการขอให้ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น แต่ที่สุดถูกปฏิเสธเพราะผลการวิจัย ยังไม่ออกมา มันส่อเจตนาของกรรมาธิการเสียงข้างมากไปตั้งแต่ต้นครับ ยังไม่เห็นอะไรเลยครับ บอกให้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเสมือนกับรอไว้แล้ว สุดท้ายเขาไม่เอาด้วย
ความไม่ชอบมาพากล ประการที่ ๓ ก็คือการประชุมและเร่งสรุปรายงาน โดยมีข้อความให้สอดคล้องกับกลุ่มเสียงข้างมากอย่างที่เคยถูกประเด็นในการหยิบยก ขึ้นมาแล้ว ตัวรายงานที่เข้ารัฐสภาครั้งที่แล้วครับที่บอกเถื่อน เพราะไม่มีการรับรอง ของคณะกรรมาธิการตามประเพณีปกติทั่วไป จริง ๆ มันมีก่อนหน้านั้น ฉบับนี้เป็นฉบับที่ เผยแพร่กันอยู่ในห้องอาหารสภา ผมไม่ใช่กรรมาธิการ แต่คนเป็นกรรมาธิการบอกว่า กรรมาธิการยังไม่สรุปเรื่องเลย แต่มีการสรุปเป็นรายงานออกมาเล่มหนึ่งแล้ว แล้วลงชื่อ โดยท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการส่วนอื่นยังไม่มีการรับรู้เลย รายงานฉบับนี้มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มสวยงามครับ ข้อความไม่เหมือนกันหรอกครับ กับฉบับนี้ แต่ในข้อความในนี้มีอันหนึ่งเขียนไว้เลยครับเสมือนกับเป็นธงที่เสียงข้างมาก ในรัฐบาลชุดนี้พูดเอาไว้ในสภาบ่อย ๆ ในข้อ ๖.๕ หน้า ๒๒ คือไปสรุปโดยกรรมาธิการคนอื่น ยังไม่ประชุมกันบอกว่ากรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง ทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นความผิดของรัฐ ซึ่งไม่มีในรายงานชุดปัจจุบันครับ ถามว่ารายงานชุดนี้ออกมาได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการไม่มีโอกาสพิจารณากัน ไปเขียน แล้วประธานคณะกรรมาธิการเซ็นรายงานฉบับนี้ออกมาได้อย่างไรครับ สุดท้ายมีการดึงคืนกลับไป มันคือความไม่ปกติในการทำงาน
ข้อผิดปกติประการถัดมาก็คือว่ามีการเร่งนำเข้ารัฐสภา แล้วก็เร่งให้มี การลงมติ วันนั้นการประชุมในรัฐสภาทุกคนเห็นชัด ประทานโทษเลยครับ คนเสนอ ปิดอภิปรายกลายเป็น ส.ว. ซึ่งทุกคนงงมาก
ข้อผิดปกติประการที่ ๕ ถัดมาคือการบรรจุวาระสภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณากัน ๒ วันนี้ ที่คุณหมอสุกิจจากจังหวัดตรัง ประทานโทษเอ่ยนาม ถามว่าเวลาบรรจุวาระ เอาหลักเกณฑ์อะไร กฎหมายบางฉบับเสนอมาก่อน ๒-๓ อาทิตย์ ถูกบรรจุอยู่หลัง ญัตติปรองดองที่เสนอมาทีหลัง ท่านประธานเมื่อวานตอบไม่ได้ครับ ประเด็นคือความเร่งรีบ อย่างไรครับ ประเด็นคือความรวบรัดอย่างไรครับ ประเด็นคือไม่ฟังใครอย่างไรครับ ประเด็น ก็คือว่าใครท้วงคนนั้นขัดขวางความปรองดองอย่างไรครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าถูกใจตัวก็ไปชมเขา แต่ถ้าไม่ถูกใจตัวก็ไปขับไล่เขา วันนี้สถาบันพระปกเกล้าโดนเข้าไปแล้ว วันก่อนยอมรับ ไปปรองดองท่านก็ชื่นชมกัน พอเขาออกแถลงการณ์ออกมาบอกว่ายืดเวลาไปก่อน สร้างบรรยากาศก่อน ไม่อย่างนั้นขอถอนรายงานกลับไปถ้ารัฐบาลยังฝืนใช้เสียงข้างมาก โหวตส่งเรื่องไปยังรัฐบาล เพราะอาจจะเกิดความหวาดระแวงได้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับฉบับอื่น วันนี้ลงเลย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ๙ คน ออกมาขับไล่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นี่หรือครับบรรยากาศปรองดอง นี่หรือครับสุนทรียสนทนา มิใช่ครับ
ข้อผิดปกติประการสุดท้ายก็คือ เรื่องข้อขัดแย้งกับสถาบันพระปกเกล้า ต่อข้อเสนอที่เกิดขึ้น วันนี้ไม่ฟังครับ เมื่อวานท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าจะยืดเวลาไหมตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ ฟังแล้วก็ชัดครับ แต่ที่ชัดมากคือคำให้สัมภาษณ์ของประธานวิปรัฐบาล ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ บอกว่าคาดว่าใช้เวลา ๒ วันอภิปรายอันนี้ พอสภาลงมติ รับทราบแล้วก็จะส่งเรื่องไปยังรัฐบาลดำเนินการ แล้วรัฐบาลอาจตัดสินใจจัดเสวนา หรือเปิดรับฟังความเห็นฝ่ายต่าง ๆ โดยใช้เครือข่ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรืออาจเสนอให้นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นวิทยากรให้อีกก็ได้ ก็ได้ ประเด็น ที่เขากังวลมีตรงนี้ครับ เวลาชอบข้อเสนอเขาบางเรื่องก็ชมเขา พอไม่ชอบก็ไม่เอาด้วย พอเขาแย้งก็ไปไล่เขา ข้อกังวลก็เป็นอย่างนี้ครับ วันนี้ท่านชงเรื่องไปยังรัฐบาลลงมติกันเย็นนี้ครับ สมมุติส่งเรื่องไปยังรัฐบาลแล้วไปจัดเปิดให้มีการเสวนารับฟังความเห็นกัน รัฐบาลจัดเอง เสียงข้างมากจัดเอง ก็คือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดแล้วก็ขนมวลชนมาเอง สมมุติ เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนส่วนมากมานั่งในการประชุมนี้ ใครจะกล้าพูดความจริง อย่างครบถ้วนครับ ท่านก็ได้ข้อสรุปอย่างที่ท่านต้องการ แต่ประธานวิปรัฐบาลพูดต่อไปครับ เหมือนกันเลยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านหนึ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ บอกว่าเขาเชื่อว่ารัฐบาล จะไม่ออกเป็น พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรือนำรายงานนี้ไปใช้เลยทันที เพราะการจะทำอะไร ต้องดูบรรยากาศ บรรยากาศอะไรครับ นี่อย่างไรครับ ที่ผมบอกว่ากระบวนการจัดทำ รายงานและการทำงานกรรมาธิการก็ไม่ปกติ จึงนำมาสู่ข้อ ๓ ว่า ผลของการดำเนินการ ของกรรมาธิการชุดนี้ถ้าทำรายงานแหว่ง ๆ วิ่น ๆ เอาเฉพาะแต่ที่อยากจะเขียนให้รับกับงาน ที่ตัวเองรับธงไว้แล้ว รับโจทย์ไว้แล้ว เพื่อทำสารตั้งต้นชงลูกต่อให้รัฐบาลดำเนินการต่อนี่ มันจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ประเทศอย่างแน่นอนครับ เอาง่ายที่สุดเมื่อวานรายงานนี้ เข้ามา หน้าสภามาแล้วครับ เราอภิปรายเรื่องการปรองดอง ท่ามกลางเสียงปะทะกันข้างนอก แล้วเมื่อวานนี้รุนแรงมาก ดีที่ไม่มีการลงไม้ลงมือกัน ผมเลยถามอย่างไรครับว่าบรรยากาศอย่างนี้ คือบรรยากาศปรองดองหรือเปล่าครับ หรือว่าเราควรจะมีโอกาสที่จะขยายเวลาออกไป ให้พูดให้จา ในการพูดจานั้นเป็นการทำความเข้าใจกันในสังคมว่าเราอยากจะเห็นบ้านเมือง เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร ผมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าในการพิจารณาผลของรายงานและมติสภา ต่อสถานการณ์ เราดูความพร้อมสัก ๔-๕ ฝ่ายครับ ๑. ฝ่ายประชาชน ท่านไปดู โพลล่าสุด ของเอแบคโพล (ABAC Poll) ที่ออกมาล่าสุด เขาได้มีการพูดถึงเรื่องของ การปรองดองเอาไว้ เป็นโพลเอแบคโพลของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีการพูดกันถึงว่า สายตาสาธารณชนกับบันทึกเชิงนโยบายเป็นจุดตั้งต้นความปรองดอง พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๓.๓ คิดว่าเรื่องการปรองดองกำลังเป็นเครื่องมือของการแย่งชิงอำนาจ ทางการเมือง ร้อยละ ๒๖.๗ ไม่คิดเช่นนั้น และ ๖๕.๔ คิดว่าคณะกรรมาธิการปรองดอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ท่านเอาอะไร มายืนยันครับว่าวันนี้บรรยากาศปรองดองใช่แล้ว แล้วต้องรีบดันรายงานฉบับนี้ไปให้รัฐบาล ถ้าปรองดองนี้ไม่ใช่ปรองดองกำมะลอ เป็นความประสงค์ที่จะต้องการความปรองดอง อย่างแท้จริง ต้องทำบรรยากาศให้เป็นบรรยากาศปรองดองก่อน ในเมื่อชาวบ้านยังไม่พร้อม ท่าทีสื่อมวลชนละครับ พร้อมไหมครับ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าเขียนถึงสาเหตุหนึ่ง ของปัญหาความขัดแย้ง สอดคล้องกับทาง คอป. ที่พูดถึงสื่อมวลชนที่มีส่วนในการสร้าง ความขัดแย้งด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ท่าทีสื่อโดยทั่วไปเป็นอย่างไรครับ ตอบรับกระบวนการ ปรองดองหรือไม่ครับ ยังมีไหมครับ ชนิดที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้านว่าขัดขวาง การสร้างความปรองดองอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เชียร์ (Cheer) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ท่าทีของบรรดานักวิชาการ และสุดท้ายก็คือท่าทีของฝ่ายการเมืองเองครับ ๒ วันนี้ในสภา ท่านได้ยินชัดนะครับ การกลับไปตำหนิกระบวนการฝ่ายต่าง ๆ โดยไม่เปิดกว้างมองให้เห็น สภาพความเป็นจริงทั่วไป เหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมนี้นะครับ ฝ่ายหนึ่ง ก็เห็นแต่ว่ามีประชาชนเสียชีวิต แล้วก็ลืมพูดไปว่ามีการเผาบ้านเผาเมืองจริง ๆ แล้วก็มี คนเดือดร้อนจริง ในเวลาที่พูดถึงเยียวยา ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการตั้งเยียวยาให้ร้านค้าซึ่งถูกไฟเผารายหนึ่งไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การพิจารณารายงานฉบับนี้นั้นสุดท้ายที่เรา ไม่อยากเห็นก็คือการปรองดองครั้งนี้มันกลายเป็นการปรองดองบังคับเลือกของเสียงข้างมาก ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นความถูกต้อง เสียงข้างมากเป็นความถูกต้องและประสงค์จะทำอะไร ก็เป็นไปเช่นนั้น ปรองดองบังคับเลือกไม่ได้นำไปสู่ความปรองดองหรอกครับ แต่มันจะนำไปสู่ ความขัดแย้งภายในประเทศให้เกิดมากยิ่งขึ้นอีก ผมจึงคิดว่าถ้าคณะกรรมาธิการไม่ได้รับธง มาจากใคร รับงานมาจากใคร แล้วเห็นกับความปรองดองที่อยากจะเดินหน้าไปอย่างที่เรา สร้างถ้อยคำสวยหรูมากมายนี่นะครับ ปากมันต้องตรงกับใจ ท่านทบทวนรายงานท่าน กลับไปทำงานเพิ่มเติม หาวิธีการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ทำความเข้าใจ กับคนทั้งสังคมอย่างที่เขาเสนอมา ในแถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ชัดว่าถ้ายังมี การลงมติส่งเรื่องไปยังรัฐบาล สถาบันเขาก็ขอถอนรายงานวิจัยนี้ออกไป คำว่าถอนออกไป ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านแก้ไข ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านออกมาแถลงว่าถึงถอนก็ไม่มีผล เพราะรายงานสมบูรณ์แล้ว การถอนออกไปหมายความว่ามันไม่มีรายงานส่วนนั้น ถ้า ๓ ส่วน มีรายงานชุดนี้เป็นส่วนหลักถอนออกไปแล้วรายงานชุดนี้มันเหลืออะไรครับ ท่านดึงดัน ต่อไปข้างหน้าก็เท่ากับว่าปรองดองครั้งนี้ก็เป็นอย่างที่ตั้งข้อสังเกตคือเป็นปรองดองกำมะลอ แล้วรับงานกันมาทำ ชงลูกต่อกันไป คณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นสารตั้งต้น เราก็ไม่อยากเห็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ ผมจึงขอเสนอว่าให้ทางคณะกรรมาธิการกับเสียงข้างมากได้ปรับเปลี่ยนท่าที เสียใหม่ แล้วก็ไปตามแนวที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอเอาไว้ซึ่งน่าจะเป็นทางออก ที่ดีที่สุด นั่นก็คือการขยายเวลาออกไปอย่างน้อยสิ้นสภาสมัยสามัญ วันนี้รับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน หาโอกาสไปสร้างแนวทางการทำความเข้าใจเรื่องการปรองดองให้เกิดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ
ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตเปรียบเทียบประเทศไทยในรอบ ๕ ปี แล้วเราค่อยไปดูว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสามารถเดินไปข้างหน้าได้มากน้อยขนาดไหน เพื่อให้พี่น้องคนไทยได้ตระหนักครับว่าตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรามีปัญหาอะไรกับประเทศต่าง ๆ ในสมาชิกอาเซียน (ASEAN) และประเทศในภูมิภาคนี้บ้างครับ ท่านประธานครับ
เรื่องแรกที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ชม แล้วก็ติดตามต่อก็คือว่า กลุ่มมวลมหามิตรในประเทศแถบนี้ เอาใกล้ ๆ ก่อนท่านประธานครับว่าถ้าประเทศไทย ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ได้คะคานกันไปคะคานกันมาอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็พูดกันเรื่องเสียงข้างมาก สมัยท่านเป็นรัฐบาลผมไม่เห็นท่านพูดเรื่องแบบนี้กันเลย ท่านก็โหวตกฎหมาย ท่านก็ยกมือยกไม้ก็เสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นอะไรท่านประธานครับ พูดไปเดี๋ยวจะบอกว่าบรรยากาศปรองดองมันจะไม่เข้าท่า แต่ถ้าจะให้เข้าที ท่านประธานครับ เรามาดูประเทศเวียดนามหน่อยครับว่าวันนี้เขาพัฒนาถึงไหน ๕ ปีที่เรามัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน วันนี้ทางทหารประเทศเวียดนามเขามีการพัฒนา ยานไร้คนขับแล้ว ท่านประธานครับ นอกจากนี้ ๕ ปีที่ผ่านมา รถไฟความเร็วสูง เราก็ยังถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่างต่อไปครับ พี่น้องคนไทยต้องคิดตามครับว่าเราจะเข้าโหมด (Mode) ปรองดองกันได้ หรือยัง ผมเฝ้ารอตั้งแต่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านตั้ง คณะกรรมการ ๔-๕ ชุดโน้นนี่นั่น ดีครับ แต่อะไรที่ปฏิบัติได้บ้าง ท่านทำบ้างหรือเปล่าละครับ ถ้าท่านทำนั่นคือการเริ่มต้นของการปรองดองครับ
ขยับไปที่ประเทศอินโดนีเซีย ไกลหน่อยต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ๕ ปีที่ผ่านมา ที่เรามัวแต่มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อสารพัดสีกันนี่ เขาพัฒนาไปไกลครับท่านประธาน เหตุผลก็คือเขาบอกว่าการเมืองเขานิ่ง หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนระบบอะไรต่าง ๆ ในประเทศของเขา เขาทำอะไรท่านประธานครับ ทำสะพานเชื่อมเกาะสุมาตราไปเกาะชวา ที่ช่องแคบซุนดา แล้วก็ขยายท่าเรือ วันนี้พี่น้องประเทศอินโดนีเซียในสมาชิกอาเซียนครับ สบายใจ การเมืองนิ่ง ผู้บริหารประเทศเดินหน้าต่อไป เคารพในเสียงข้างมากซึ่งไม่ใช่มาพูดกันทีหลัง เสียงข้างมากคือเผด็จการอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่จบท่านประธานครับ ปรองดองกันไม่ไหว เราต้องเคารพครับ ผมเรียนเด็ก ๆ ห้องผมมี ๕๐ คน เลือกหัวหน้าห้อง ๒๖ คน พวกผม ๒๔ คน ยังต้องเคารพเลยครับท่านประธานครับ นับประสาอะไรกับสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมาก ในระบอบประชาธิปไตยชัดเจนไม่ต้องอธิบาย และไม่ต้องพูดตีกินกันครับท่านประธาน
ต่อมาท่านประธานครับ ผมไปโควท (Code) คำพูดของผู้บริหารบริษัทหนึ่ง ในประเทศลาวครับ ผู้บริหาร บริษัทลาวเทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาคอมเพลน (Complain) ประเทศไทย คอมเมนท์ (Comment) มาอีกต่างหาก เขาบอกว่า ประเทศไทยถึงเวลาที่ควรจะมี ๓ จี (3G) ได้แล้ว ๕ ปี ไม่มี ๓ จี ประเทศลาวหัวเราะกัน ท่านประธานครับ ต่อมาประเทศลาวกำลังจะทำรถไฟความเร็วสูงจากประเทศลาวไปประเทศจีน ผ่านหลวงพระบางวิ่งเข้ามาที่เวียงจันทน์ แล้วถ้าข้ามมาสู่จังหวัดหนองคายวิ่งผ่านประเทศไทย สู่ประเทศมาเลเซีย หรือถ้าจะออกไปอ่าวไทยก็ไปประเทศทางใต้ได้ครับ ประเทศไทยทำอะไรครับ แก้ปัญหา เดี๋ยวมีม็อบ (Mob) เดี๋ยวมีกลุ่มชุมนุม เดี๋ยวฝ่ายค้าน เดี๋ยวฝ่ายรัฐบาลกันอยู่อย่างนี้ละครับ ท่านประธาน
ขยับมาใกล้บ้านเราหน่อย คัมโบเดีย ประเทศเขมร เร็ว ๆ นี้คนจะแห่กันไป เยอะแยะ มีประเทศไหนในโลกอยู่ดี ๆ มีคนไทยเอาสตางค์ไปให้ใช้ในช่วงสงกรานต์ ปกติ เขาไปบ้านกันครับ คนอีสานก็กลับบ้าน คนใต้ก็กลับบ้านไปเล่นสงกรานต์กันครับ เดี๋ยวนี้ คนไปเล่นสงกรานต์ประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาบอกสบายเลย เอาเงินคนไทยมาเยอะแยะ มากมาย เพราะการเมืองเขานิ่งครับ ก็เสียงข้างมากในสภาตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ๕ ปีที่ผ่านมานี่ ปี ๒๕๕๒ ต่างชาติไปเที่ยวที่ประเทศกัมพูชาประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ปีที่ผ่านมาท่านประธานทราบไหมครับ เสียมราฐอันเป็นที่ตั้งของนครวัด กัมพูชา สตึงแตรง เกาะกง ต่าง ๆ มากมาย คนไปเที่ยวประเทศกัมพูชา ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน การเมืองนิ่ง ปรองดองกันได้ พูดจากันดี นอกจากนี้ท่านแตะ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคิดคนละหมื่น ก็ไม่รู้เงินเท่าไร คนกัมพูชาก็มีความสุข เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ หลายท่าน ไปประเทศกัมพูชามาแล้ว เขากำลังสร้างตึกสูงแข่งกับตึกใบหยก ๑ แล้วก็ใบหยก ๒ ของไทยครับ สูง ๕๓ ชั้น เอาละเพื่อนฝ่ายค้านอาจจะบอกว่าแหมพูดแต่เรื่องทางกายภาพ เดี๋ยวสร้างตึก เดี๋ยวสร้างรถไฟ แน่นอนครับประเทศเจริญ คนพอมีสตางค์ ประชาชนก็ไม่เดือดร้อนครับ ราคาข้าว ราคาการเกษตร ความเป็นอยู่มันก็ดีขึ้นครับ ขโมยมันก็ลดลง
ประเด็นต่อมาขยับไปประเทศใกล้ ๆ เราครับ ประเทศพม่า เลือกตั้งที่ผ่านมา เราเห็นอยู่แล้วว่าเขาเริ่มจะเป็นประชาธิปไตยครับ ก็แสดงว่าเขาเคารพเสียงข้างมาก ในระบอบรัฐสภา เดี๋ยวคนโน้นขึ้นมาพูดเผด็จการรัฐสภา พวกมากลากไป เสียงเยอะ อย่างโน้นอย่างนี้ เอาอย่างไรครับ สรุปมี ๕๐๐ คน คน ๒๔๙ คนเป็นรัฐบาล หรือเป็นเสียง ข้างมากในการโหวตกฎหมายต่าง ๆ เอาให้ชัดนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศพม่าตอนนี้ ประชากร ๖๐ ล้านคนเท่าประเทศไทยครับ แต่ประเทศของเขาถ้าเราเจาะผ่านได้ ตั้งแต่ อำเภอแม่สอดไปจนกระทั่งจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ชายแดนพุ่งทะลุเข้าไปประเทศอินเดีย ท่านประธานครับ ที่ยูนนานในเมืองจีน เขาไม่มีทางออกทะเล ติดทั้งประเทศอินเดีย ติดประเทศปากีสถาน ติดประเทศพม่า ติดประเทศไทย ติดประเทศลาว ถ้าเราผ่านเส้นทางนั้นได้ เกิดอะไรขึ้นครับ เศรษฐกิจดีครับ ประเทศพม่าที่เราดูถูกดูแคลนเขาว่าจน อีกหน่อย จะหาแรงงานไม่ได้ครับ เพราะเขากำลังหัวเราะประเทศไทย เขากำลังเข้าสู่โหมดปรองดอง ฝ่ายค้านก็เป็นอิสระ ออง ซาน ซูจีออกมาเลือกตั้ง ประเทศไทยตั้งหน้าตั้งตาก็จะขัดแย้งกัน อยู่ร่ำไปครับ อย่างนี้พี่น้องประชาชนเสียประโยชน์ ท่านประธานครับ
ผมไม่ได้พูดถึงประเทศจีนเลยนะครับท่านประธานครับ แต่เอานิดเดียว ประเทศจีนถ้าท่านย้อนกลับไปดู ๕ ปีที่ผ่านมาครับ ประเทศจีนไม่มีรถไฟความเร็วสูง แม้แต่เซนติเมตรเดียว เซนติเมตรเดียว ท่านประธานครับ วันนี้ผ่านไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ หลังการปฏิวัติรัฐประหารประเทศไทยครับ รถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่มีครับ วันนี้ประเทศจีน มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งได้ ๓๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะทำสถิติ วิ่ง ๕๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หมายความว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ประเทศไทย ยังทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไปครับ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายในโอกาสอย่างยิ่งท่านประธานครับ
ขยับไปทางใต้เสือเหลืองประเทศมาเลเซีย สมัยก่อนผมไปโควทคำพูดของท่านนี้ครับ ผมจำได้ว่าเคยเป็นรัฐบาลในสมัย ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็คือ คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปค้นหนังสือท่านครับ ท่านเขียนเรื่องที่น่าสนใจก็คือประเทศไทยทำไมพัฒนาช้ากว่าสมาชิกอาเซียน ขออภัย ที่โควทคำพูดท่านครับ เขาบอกว่าไปที่ประเทศมาเลเซียครั้งแรก ผมไม่ตื่นเต้นเมื่อ ๒๐ ปีที่ แล้วเพราะเขาเจริญช้ากว่าประเทศไทย แต่พอไป ๒๐ ปีหลัง ชักไม่แน่ใจ กัวลาลัมเปอร์ก็เจริญ ปุตราจายาเมืองใหม่ก็เจริญ ยะโฮร์บาห์รูติดประเทศสิงคโปร์ก็แทบจะเท่ากับประเทศสิงคโปร์ ไม่ต้องไปพูดถึงเกาะปีนัง ไม่ต้องไปพูดถึงชายแดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ท่านประธานครับ ผ่านด่านสะเดาไปนี่อย่างกับไปเมืองนอกแบบยุโรปอะไรอย่างนั้นเลย ท่านประธานครับ ประเด็นที่คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร พูดไว้ เขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกว่า ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศมาเลเซียพัฒนาเร็วกว่าประเทศไทยก็คือ การเมืองประเทศมาเลเซียนิ่ง อย่างนี้ประชาชนทั่วโลกไม่ต้องตำหนิหรือครับว่าดอกเตอร์มหาเธร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียปกครองประเทศตามระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยมา ๒๐ ปี เป็นเสียงข้างมากลากไปอย่างที่ฝ่ายค้านพูดบ่อย ๆ หรือครับ ท่านประธานครับ ผมถึงบอกอย่างไร วาทกรรมทางการเมืองใช้กันพร่ำเพรื่อ อะไรก็เสียงข้างมาก ถ้าอย่างนั้น ระบอบรัฐสภาทำอย่างไรครับ ถ้าดูต่อมาครับ ประเด็นหนึ่งที่เขาเขียนไว้น่าสนใจครับ เขาบอกว่า ประเทศมาเลเซียมีเสถียรภาพมาก มีคะแนนเสียงในสภาสูง มีฝ่ายค้านน้อยทำให้มีเวลาเต็มที่ สามารถแก้กฎหมายสำคัญ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสามารถวางแผนระยะยาวได้ครับ ที่สำคัญ มีโอกาสทำงานต่อเนื่อง ทำให้ทุกโครงการถูกสานต่อจนเกิดโครงการใหม่แล้วก็สอดรับ กับโครงการเก่าจนสำเร็จ ผมไม่ได้หมายความว่าประชาชนเลือกพรรคใดก็แล้วแต่ ถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เลือกท่าน ๘ ปีท่านทำไปเลย รถไฟตั้งแต่อำเภอสุไหงโก-ลก ถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จัดหนักจัดเต็มไปเลยครับ ท่านประธานครับ คนไทย มีความสุขครับ แต่ทำไมที่ผ่านมาพอใครเป็นรัฐบาลชักไม่ชอบใจ ชักบอกเสียงข้างมากในสภา ชักบอกเผด็จการรัฐสภา ท่านประธานครับ คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร ไปพูดคุยกับนักธุรกิจ ประเทศมาเลเซียครับ พอคุณกรพจน์ชมคนมาเลเซียอย่างนี้นะ เขาบอกว่าผมชมคนมาเลเซีย ว่าเป็นคนฉลาด คิดเก่ง คนมาเลเซียเขาตอบอย่างไรท่านประธานรู้ไหมครับ เขาบอกว่า ไม่จริงหรอก คนไทยฉลาดแล้วก็คิดเก่งกว่าคนมาเลเซียเยอะ เขาหัวเราะต่อครับท่านประธาน คนมาเลเซีย แล้วเขาบอกว่าเขายอมรับว่าคนไทยเป็นคนฉลาด มีความคิดดี ประเทศไทย มีคนมีความรู้ความสามารถทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และองค์กรต่าง ๆ ทั้งประเทศไทยครับ มีคนประเภทนี้ค่อนข้างเยอะในประเทศไทย แล้วเขาเขียนต่อท่านประธานครับ เขาบอกว่า แต่ประเทศไทยนี่อกอีแป้นจะแตก คือมันโชคร้ายตรงไหนรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ มันโชคร้ายตรงที่ว่ามีฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านเก่งและขยันเกินไป อันนี้รัฐมนตรีในสมัย อดีตท่านนายกรัฐมนตรีชวนครับ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าขยันเกินไปซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ เขาอธิบายว่าเวลาประเทศไทยมีโครงการดี ๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล ก็ถูกเสนอเข้ามา ฝ่ายค้านหรือนักวิชาการเอ็นจีโอ (NGO) ประชาชน นักประท้วงก็จะร่วมกัน คัดค้านถกเถียงกันไปมา ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร เก่งกันหมดทุกคน โครงการต่าง ๆ ในประเทศไทยกว่าจะหาข้อสรุปได้อย่างน้อย ๕ รัฐบาล หรืออย่างน้อย ๑๐ ปี
ท่านประธานครับ ผมจำได้ตั้งแต่ผมเด็ก ๆ ผมเกิดกรุงเทพมหานคร บ้านอยู่ลาดพร้าว จะทำทางด่วนเส้นดินแดง ท่านประธานครับ ขั้นที่ ๑ ๑๐ กว่าปีกว่าได้ใช้ วงแหวนรอบนอกท่านสมัคร ท่านกว่าจะทำได้ใช้เวลานานครับ นี่คือปัญหาประเทศไทยครับ
ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจท่านประธานครับ ในช่วง ๒-๓ วันมานี้เราพูดกัน เยอะเหลือเกินว่าประเทศไทยจะเอากันอย่างไร วันนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมองเห็นหลุมดำอยู่ข้างหน้าครับ
ประเด็นที่ ๑ เรากอดคอกันด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แล้วเดินลงหลุมดำ หรือว่าเหว ก็ตายกันทั้งประเทศครับ ท่านประธานครับ แต่ถ้าเราหายใจลึก ๆ แล้วจับไม้จับมือกัน เอาล่ะอโหสิกรรมกันบ้างตามศาสนาพุทธ หรือตามศาสนาใด ๆ ก็แล้วแต่ในโลกใบนี้ ก็รู้จักการให้อภัยกันครับ เราจับมือกันได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ถอยหลังสัก ๑๐ ก้าวได้ไหม แล้วก็วิ่งพร้อมกันเพื่อที่จะข้ามหลุมดำอันนี้ไปให้ได้ในช่วงปีนี้ มันไม่มีอะไรเร่งรีบไป เท่ากับการปรองดองครับ อะไรจะแพง อะไรจะถูกปัญหาความขัดแย้งในส่วนต่าง ๆ การแก้ไขปัญหาทั้งกฎหมาย ทั้งอะไรก็แล้วแต่ในประเทศนี้ ๗๗ จังหวัด แก้ได้ ด้วยการปรองดองเท่านั้น ถ้าตราบใดที่ยังมีข้าราชการคนนี้เสื้อเหลือง คนนี้เสื้อแดงอย่างนี้ไม่ได้ คุยกันไม่จบ คนภาคใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เยอะ พวกนี้เสื้อเหลืองหรือเปล่า บางคนไม่ใช่ อย่างนี้สร้างความขัดแย้งครับ เราต้องละลายพฤติกรรมของประชาชนให้ได้ ด้วยการปรองดองครับ เร่งรีบมากครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะทำตอนสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เสียด้วยซ้ำ ยังดีใจครับที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งวันหนึ่งผมก็อ่านข่าวอยู่ตอนนั้นท่านก็กรุณาจัดทหารผูกผ้าพันคอสีเหลืองขึ้นไป บนกองบรรณาธิการผม ผมจำได้ครับ แต่อดีตมันต้องลืมท่านประธานครับ
ประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของรายงานต่าง ๆ แล้วแต่คนอ่านครับ คนอ่านละครถ้าชอบตัวโกงก็ชมครับ ตบสวย เดินตลาดก็ชื่นชมครับ คนเกลียดตัวโกง เดินตลาดก็ด่าครับ มันสุดแท้แล้วแต่ ท่านประธานครับ ช่องเดียวกันหลายคนก็ยล ก็ตอบไม่เหมือนกันครับ ฝ่ายค้านเห็นแล้วก็บอกว่าไม่ชอบ ฝ่ายรัฐบาลเห็นบอกก็ดีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องให้เกียรติระบบ ท่านต้องเอาไปดูว่าเขาพิจารณาตรงไหน ไม่ดีก็ช่วยกัน แก้ไขปรับปรุง ผมไม่พูดถึงสถาบันพระปกเกล้าครับ แต่ผมจะพูดประเด็นที่น่าสนใจ ในเรื่องของ คตส. คนซีกฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้วท่านไปพูดบอกว่าประชาชนคนไทยจะสนใจ ทำไม คตส. ที่ตั้งในสมัยปี ๒๕๕๐ สมัยรัฐบาลยุคที่มีการปฏิวัตินั้น ถ้าเปรียบเสมือน ก็เหมือนตำรวจปลอม ผมก็ถามต่อแล้วตำรวจปลอมเป็นอย่างไรครับ ฝ่ายนั้นก็ตอบต่อ ท่านประธานครับ บอกว่าเป็นตำรวจปลอมท่านก็อย่าไปสนใจ เพราะตำรวจปลอม ได้จับผู้ร้ายส่งไปศาลและศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว เรียกร้องให้ประชาชนคนไทย อย่าได้สนใจว่าตำรวจนั้นก็หมายความถึง คตส. จะเป็นตำรวจปลอมหรือจริง อย่างนี้พูดเอาแต่ได้นี่ครับท่านประธานครับ ทำไมผมพูดอย่างนี้ครับ แล้วทำไม ท่านไม่ใช้ตำรวจจริงล่ะครับ ในสมัยปฏิวัติท่าน พลเอก สนธิท่านก็นั่งอยู่ ท่านก็รู้ว่ามีมือ มีแขน มีเท้า มีเยอะแยะมากมายที่ท่านจะทำงาน แต่เมื่อท่านตั้ง คตส. ขึ้นมาแล้วท่านบอกว่า เป็นตำรวจปลอมอย่าได้สนใจจับคนร้ายส่งศาล ศาลพิพากษาจำคุกแล้วถือว่าใช้ได้ อย่างนี้ พูดเข้าข้างตัวเองครับ ถ้าผมตั้งคำถามกลับไปยังท่านประธานบ้างละครับว่า แล้วตำรวจปลอม ท่านจะไม่ใช้หลักฐานปลอมบ้างเลยหรือ หรือท่านจะไม่ใช้อคติอะไรที่มันเป็นทางลบ กับฝ่ายตรงข้ามเลยหรือ หรือท่านใช้ของจริงอย่างเดียวก็คืออคติ ผมถึงบอกอย่างไรครับ เราไม่ต้องไปพูดว่า คตส. จะทำแล้วใครจะได้ประโยชน์อย่างไร ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่จบหรอกครับ ท่านก็วนเวียนอยู่กับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ ชีวิตมันก็ไม่ไปไหนหรอกครับ ๕ ปีอีกหน่อยก็ต้องตามหลังเพื่อนบ้านใกล้ ๆ กันแล้วละครับ หลายท่านอาจจะบอก ฝ่ายค้านอาจจะบอกพูดอย่างนี้มันก็เอาเข้าข้างของตัวเอง พวกว่าเสียงข้างมากลากไป พูดกันไม่จบ ท่านประธานครับ ผมขอสักทีเถอะครับ ได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับเรื่องเสียงข้างมากลากไป แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่ากรณีที่ผ่านมาพวกผมหรือว่ากรรมาธิการต่าง ๆ ที่ยกมือโหวต ให้นำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาเป็นพวกสารตั้งต้น ผมถามกลับเถอะครับแล้วที่ผ่านมาวันนี้ มีพวกสารพิษไหมครับ อะไรไม่ถูกใจฉันค้าน อะไรถูกใจสุดยอด วันหนึ่งผมแปลกใจ วันหนึ่ง ท่านเรียกร้องเหลือเกินกับสถาบันพระปกเกล้า แต่วันนี้พอสถาบันพระปกเกล้าทำออกมา กลับกลายเป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ แต่ประเด็นอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ความปรองดองบางทีมันก็ต้องถอยหลังกันบ้าง มันไม่มีอะไรถูกใจไปเสียทุกอย่างหรอกครับ ดูหนังเรื่องหนึ่งตั้งแต่นาทีแรกจนนาที ๑๒๐ มันก็ไม่ถูกใจทุกเรื่องครับ แต่ทำอย่างไรครับว่า จะให้บ้านเมืองนี้ก้าวไปข้างหน้า ผมชอบศึกษาเรื่องของอินโดจีน แล้วก็ศึกษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้เรารู้สึกว่าเราถอยหลังเหลือเกิน ขอร้องเถอะครับ ท่านประธานครับ จับมือจับไม้ก้าวไปข้างหน้าแล้วเอาเนื้อหาพิจารณากันทีละประเด็น ๆ ถ้ากรรมาธิการท่านเห็นว่าถูกท่านก็อธิบายครับ แต่ท่านอย่ามาใช้วาทกรรมกันบ่อย ๆ ครับว่า เสียงข้างมากอย่างโน้นอย่างนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ท่านเจะอามิงกับท่านอาคมท่านใดก่อนครับ เอาอย่างไรครับ ให้ท่านผู้อาวุโสก่อนไหม ท่านอาคมมารอนานแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ เชิญท่านอาคมก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณครับที่ให้โอกาส คิดว่าจะใช้เวลาไม่มากครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในสภานี้ มีหลายคนตั้งตัวเป็นครูคนอื่น พยายามจะสอนโน่นสอนนี่ แต่ว่าผมแสดงความคิดเห็นครับ ไม่ประสงค์จะเป็นครูใคร คนที่อยากเป็นครูให้ไปสอนที่โรงเรียน นปช. โน่น เขาเปิดรับสมัครครูอยู่ ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการปรองดองท่านประธานครับ เราต้องพูดความจริง ผมคิดว่าถ้าเรา ไม่พูดความจริงการปรองดองไม่มีทางสำเร็จ ผิดต้องว่าผิด แต่ว่าผิดแล้วรับผิด อย่างนี้อภัยกันได้ แล้วก็ปรองดองกันทีหลัง ผมอยากจะให้ท่านประธานและผู้ฟังทางบ้านที่สนใจในเรื่องราว ของการเมืองได้รับทราบว่าญัตติปรองดองนี้ที่จริงมันมีคนคิดมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ครับ ถ้าท่านประธานจะจำได้ มีโฆษกออกมาแถลงคือท่านโฆษกของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านก็เจตนาจะให้บ้านเมืองมีการปรองดอง โฆษกของท่านมาแถลงเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๔ ท่านแถลงว่าถ้าจะปรองดองประเทศไทยต้องทำ ๒ อย่าง ๑. ให้ล้ม คตส. ๒. ให้คืนเงิน ที่ยึดไป ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นข้อเท็จจริง แต่ต่อมาก็หลังจากนั้นเล็กน้อยครับ วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ พรรคของท่าน พรรคเพื่อไทยออกมาแถลง มีเอกสาร อยู่ในรายงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ พรรคเพื่อไทยแถลงชัดว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรองดอง ๑. ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ๒. ต้องล้ม คตส. ท่านประธานครับ ทีนี้มาถึงท่านประธานสนธิที่ผมเคารพนั่งอยู่ เพราะว่าคุยกับท่านบ่อย ท่านประธานปรองดอง เราจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมในรายงานของท่านประธานมีการล้ม คตส. อยู่ด้วย ผมดีใจมากถ้าเกิดมาเป็น พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะว่าท่านสามารถปฏิวัติ ประเทศไทยได้ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ท่านใช้กำลังทหารปฏิวัติ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งทุกคนก็ไม่พอใจท่าน แต่ว่าวันนี้ผมถือว่าท่านสามารถปฏิวัติได้อีกครั้งหนึ่งโดยใช้สภาปฏิวัติ คือใช้เสียงข้างมากลากปรองดองได้สำเร็จ นี่เป็นความภูมิใจหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคน ทำไม่ได้อย่างท่าน แต่ว่าจะดีหรือไม่ดีท่านต้องคิดเอาเอง ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนด้วยความจริงว่าความจริงคือความจริง คนไทยให้อภัยกันได้ แต่ต้องบอกว่า ความจริงจะมาบิดเบือนไม่ได้ เราจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือไม่ได้หรอกท่านประธาน ผมคิดว่า สังคมไทยคนเขากำลังติดตามกันอยู่ ส่วนคะแนนที่จะมาอ้างกันอยู่ตลอดเวลาว่า เลือกตั้งได้มา ๑๕ ล้านเสียง ถ้าเขาอ้างว่าแล้วอีก ๔๕ ล้านเสียงที่ไม่เลือกล่ะไม่ฟังเขาบ้างหรือ ถ้าคิดแต่ว่า ๑๕ ล้านเสียงเป็นเสียงข้างมาก แล้ว ๔๕ ล้านเสียงที่เป็นพลเมืองไทย หรืออาจจะ ๕๐ ล้านเสียงที่เป็นพลเมืองไทยล่ะ อย่างนี้ผมคิดว่าเขาก็อ้างได้ ผมอยากจะ กราบเรียนอันหนึ่ง ท่านประธานครับ ตรงนี้ครับสำคัญมากแล้วผมคิดว่าถ้าใครฟังตรงนี้เข้าใจแล้ว การปรองดองในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ ท่านประธานครับ ในรายงานนี้เขาพูดไว้ชัดเลยว่า ถ้าจะปรองดองแล้วให้ทำอย่างนี้ ๑. ถ้าจะปรองดองต้องผ่านกระบวนการพูดคุย เห็นไหมครับ การพูดคุยนี้มันมีอยู่ ๒ ระดับ
ระดับแรกคือเอาพวกที่เป็นนักการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงมาพูดคุยกัน เพราะว่าการขัดแย้งในขณะนี้ในประเทศไทยก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นความขัดแย้งกันทางความคิด แล้วในที่สุดมันก็เป็นการขัดแย้งในทางการเมืองด้วย
ระดับที่ ๒ อันนี้สำคัญมากครับท่านประธานครับ ระดับประชาชนในพื้นที่ ในลักษณะของเวทีประเทศไทย เพราะฉะนั้นที่ผมพูดอยู่นี้เจตนาของผมก็คือว่าต้องให้ เวทีประเทศไทยที่ฟังวิทยุถ่ายทอดทีวีของสภาอยู่นี้ ช่อง ๑๑ นี่ได้รู้ว่าขณะนี้ประเทศไทย ในสภาของท่านเขากำลังพูดเรื่องการปรองดองแล้วท่านจะเห็นเป็นอย่างไร เวทีประเทศไทย รายงานของสถาบันพระปกเกล้าเขาบอกว่า ซึ่งจะทำให้สังคมได้ร่วมกันแสวงหาทางออก ต่อความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันและออกแบบภาพอนาคตของประชาธิปไตยไทย ตลอดจนกติกาทางการเมืองที่ยอมรับได้ร่วมกัน และไม่ควรหักหาญ ท่านประธานครับ และไม่ควรหักหาญดำเนินการใดไปก่อน จะได้รับความเห็นชอบร่วมกันในสังคม ชัดเจนครับ
เพราะฉะนั้นที่ผมจะพูดต่อไปนี้ก็คือว่าผมอยากจะกราบเรียนครับว่าประเทศไทย ของเรา รากเหง้า รายงานบอกว่ามีรากเหง้า มีความแตกแยกที่เป็นรากเหง้า อันแรก ก็คือแตกแยกทางความคิด ขณะนี้มันยังปรองดองไม่ได้ เพราะว่าคนที่มีความแตกแยกกัน ในทางความคิดยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม ยังมีพฤติกรรมเดิม เขาถามว่าดูได้จากอย่างไร ดูได้จากบางพวกบางกลุ่มออกมาข่มขู่แสดงพลังในการที่จะดำเนินการตามที่ตัวเองต้องการ เช่น กรณีออกมาข่มขู่ว่าพวกเราบาดเจ็บ พวกเราเสียหาย ต้องเยียวยา ๗.๕ ล้านบาท อย่างนี้มันจะปรองดองกันได้อย่างไร หรือยังมีกรณีเปิดหมู่บ้านมวลชน หรือที่เราเรียกกันว่า หมู่บ้านเสื้อแดง ยังมีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงในเว็บต่าง ๆ เต็มไปหมด ตรงนี้เป็นเหตุผล ๓ ข้อใหญ่ที่ประเทศไทยยังหาโอกาสปรองดองยาก ท่านประธานครับ นี่คือที่มาของรากเหง้า ของความขัดแย้ง
ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนเหตุผลต่อท่านประธานว่าผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ที่ทำไมพวกผมลุกขึ้นมาแต่ละคนนี่ดูเสมือนว่าไม่เห็นด้วยกับพวกท่าน มีเหตุผลครับ ท่านประธานครับ ข้อแรกรีบร้อนเกินไป รีบร้อน เร่งรีบ รวบรัด เมื่อครู่ สถาบันพระปกเกล้าก็บอกแล้วว่ามันต้องมีเวทีประเทศไทย คนไทยยังไม่เข้าใจ เวลานี้ การขัดแย้งมันใช้เวลาแค่นี้ไม่พอหรอก ท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ พวกท่านทำงาน ใช้เวลา ผมว่าแม้ว่าจะบอกว่ามีเวลา ๑๐๐ กว่าวัน จาก ๑๘๐ วัน มาเหลือ ๑๒๐ วัน ท่านต้องยอมรับว่าท่านไม่ใช่เทวดานะครับ ท่านไม่ใช่เทวดาที่จะมาทำเรื่องปรองดอง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติได้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้น รีบร้อนเกินไป ที่ผมกล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่าแม้กระทั่งอาจารย์คณิต ณ นคร ซึ่งเป็นประธาน คอป. พี่น้องประชาชนจะได้เข้าใจว่า คอป. คืออะไร คอป. คือคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ เห็นไหมครับ เพื่อการปรองดองแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดที่ท่านอภิสิทธิ์ตั้งมา ท่านยังบอกกับสภาชุดนี้ กับท่านสมศักดิ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนเอาเรื่องปรองดองเข้ามา เพราะว่าเวลานี้ ความรู้สึกของคนในชาติยังยุติไม่ได้ในเรื่องของความขัดแย้ง ต้องให้เวลาไปมากกว่านี้ แต่วันนั้นเราไม่พอ เราไม่ฟัง ผมใช้คำว่าเราดันทุรังเลยนะครับ เราดันทุรังในที่สุดเราก็เอา ญัตติปรองดองเข้ามา ท่านประธานก็รู้ว่าในเวลานี้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทุกคนก็ให้กำลังใจ ชนะมาท่วมท้น ท่านกระชากค่าครองชีพ แต่กระชากไปกระชากมามันจะกระชากขึ้น เสียมากกว่า เราก็ให้กำลังใจครับ เวลานี้สินค้าเกษตรตกต่ำไปหมด แล้วน้ำนี่ไม่รู้จะเอาอยู่ ไม่อยู่ เดี๋ยวน้ำท่วมอีก เพราะฉะนั้นมันมีเรื่องอื่น ๆ อีกที่ประชาชนเป็นทุกข์ เรากลับ เอาเรื่องปรองดองเข้ามา แต่ทำอย่างไรได้ครับในเมื่อสภาต้องการ ที่ผมใช้คำว่าดันทุรัง เพราะฉะนั้นเรื่องแรกผมจึงบอกว่าผมไม่เห็นด้วยในตอนแรกก็เพราะว่าเร่งรีบ รีบร้อน รวบรัด
ท่านประธานครับ ที่จริงท่านสนธิผมก็เคารพท่าน แต่ว่าถ้าผมจะวิจารณ์ท่านบ้าง ผมวิจารณ์ต่อหน้าครับ ในสภานี้เขาให้พูดความจริงและพูดต่อหน้า ถ้าผมพูดละลาบละล้วงท่าน หรือล่วงเกินท่านท่านก็ลุกขึ้นมาซัดผมได้ เพราะว่าท่านก็อยู่ในสภาท่านก็มีปาก ตอนที่ ท่านสนธิแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ท่านยอมรับนะครับ ผมภูมิใจมากขณะนั้น ประเทศไทยมีความแตกแยกไปหมด ท่านบอกว่าข้อหนึ่งที่ท่านจำเป็นจะต้องเขามาจัดการ ประเทศไทยนี้ด้วยการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ข้อ ๑ ที่ต้องปฏิวัติเพราะว่า คนไทยแตกแยกจะฆ่ากันตายแล้ว แต่หลายคนมาบอกผมแล้วผมไม่เชื่อ บอกว่าที่ท่านเข้ามาปฏิวัตินี่ เพราะว่าท่านถูกปลดจากผู้บัญชาการทหารบก อันนี้ไม่รู้จริงไม่จริง แต่เขาว่านะครับ แต่ผมไม่เชื่อ
เรื่องที่ ๒ ท่านบอกว่ามันมีการทุจริตคดโกงกันไปเยอะ ทีนี้หลายคนก็บอกว่า อาจจะกล่าวหาลอย ๆ ทุจริตคดโกงทำไมไม่จับใส่คุกละครับ ท่านประธานครับ ผมจำได้ ผมอยู่ในสภานี้มา ๓๐ ปี ผมเคยพูดเรื่องนี้ในสภา มีการซื้อขายที่ดินที่รัชดาภิเษก ซื้อขายกัน เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ดินแปลงนี้ ๓๓ ไร่ เป็นที่ดินของกองทุนฟื้นฟู ยึดมาจากบริษัทเงินทุนเอราวัณทรัสต์ มูลค่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท พอยึดมาเสร็จก็เปิดประมูล ครั้งที่ ๑ ใช้อี-ออกชั่น (e-Auction) ตั้งราคากลางไว้ ๘๗๐ ล้านบาท เลิกประมูล ทีนี้ เปิดประมูลใหม่ครั้งที่ ๒ ใช้ซองครับ เปิดประมูลใหม่ครั้งที่ ๒ ใช้ซอง ลดราคากลางลงมา มีท่านสุภาพสตรีท่านหนึ่งประมูลได้ในราคา ๗๗๒ ล้านบาท ๗๗๒ ล้านบาทก็ไม่น่า จะมีปัญหาอะไร แต่ปรากฏว่าถ้าเราไปดูบริษัทที่มาประมูลเป็นตัวเปรียบเทียบในสัญญา ที่ยื่นประมูลแล้ว เช่น บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประมูล ๗๓๐ ล้านบาท ต่อมา ก็ได้ใบอนุญาตตั้งธนาคาร หรือบริษัทแสนสิริ จำกัด อันนี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่เร็ว ๆ นี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานก็จะเห็นว่าเมื่อมีการซื้อที่ดินไป มันทุจริตหรือเปล่า เขาบอกว่า ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. เมื่อมีการปฏิวัติเรื่องนี้ก็นำไปสู่คณะกรรมการ คตส. คณะกรรมการ คตส. บอกว่ากระทำไม่ได้ เพราะว่าคนที่ไปซื้อเป็นภรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบังเอิญคนนั้น นามสกุล ชินวัตร ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็โดนศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ๒ ปี นี่คือหลักฐาน บางคนบอกว่าไม่ผิดกฎหมาย ท่านทักษิณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ท่านทำในสิ่งที่ กฎหมายห้าม ท่านประธานครับ กฎหมายเขาห้ามฆ่าคน กฎหมายเขาห้ามฆ่าคนแล้วถ้า คนที่ไปฆ่าคนตายนี่ผิดไหมครับ กฎหมายเขาห้ามโกง แต่เราไปโกงผิดไหมครับ อันนี้ ก็เหมือนกันในที่สุดวันนี้ท่านก็โดนพิพากษา ๒ ปี เพราะว่าท่านเป็นคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปเป็นคู่สมรสกับคนที่ไปประมูลงานจากรัฐบาล นี่คือสิ่งที่ท่านสนธิบอกว่า มีการทุจริตมากมาย ในขณะนั้นเขาบอกว่าโกงกันทั้งโคตร หรือว่าโคตรโกง พูดกัน เป็นสำนวน แต่จริง ๆ มันมีการโกงกันจริงหรือไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ท่านประธานครับ เรื่องสถาบันก็มีการพูดกัน
เรื่องที่ ๔ มีการแทรกแซง ส.ส. ส.ว. องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ในที่สุดท่านก็แก้ปัญหาด้วยการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติของท่านไม่สำเร็จครั้งนั้น ไม่สำเร็จ เพราะว่ามันเหมือนกับท่านมีวิญญาณ ๒ วิญญาณ วิญญาณแรกท่านทำการปฏิวัติ วิญญาณที่ ๒ ท่านก็มาอ้างการปรองดอง วันนี้ที่ผมบอกว่าท่านเป็นคน๒ มาตรฐาน ครั้งแรกท่านทำการปฏิวัติแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ในที่สุดคนที่ถูกปฏิวัติเขาก็ไม่พอใจ วันนี้ท่านมาทำการปรองดอง ผมอยากจะกราบเรียนว่าปี ๒๕๔๙ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๕ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป อันนี้น่าคิดนะครับ ท่านประธาน
ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ที่ผมคิดว่าการปรองดองในวันนี้เราอย่ารีบทำเลย เพราะถ้าทำจะก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกของคนในชาติ เพราะว่าเราต้องดำเนินการ อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอ คือต้องเปิดเวทีประเทศไทยและให้คู่กรณีเขาได้คุยกัน เสียก่อน การนิรโทษกรรมในทางเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่ผู้ถูกดำเนินคดีในส่วนของการกระทำ ที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง อันนี้เราอภัยได้ ถ้าเขามาชุมนุม แล้วเขาถูกจับ ถูกดำเนินคดี อย่างนี้ผมคิดว่าเขาให้อภัย แต่การผิดทางอาญานี่ครับผมคิดว่า ให้อภัยไม่ได้และไม่ควรให้อภัย และถ้าให้อภัยผมคิดว่าประชาชนจะไม่พอใจ และในที่สุด จะเกิดความยุ่งยาก อย่างกรณีการเผาทำลายศาลากลางอย่างนี้ครับ เราจะไปยกเว้นความผิดให้ได้หรือ การเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์อย่างนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่เราจะต้อง บอกกับพี่น้องประชาชน ความจริงของบ้านเมืองอย่ามาอ้างเรื่องความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ผมคิดว่าเราต้องดำเนินการให้มันเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ถ้าขัดต่อหลักนิติธรรม และความเป็นประชาธิปไตยต้องหลีกเลี่ยง เราอย่าสร้างความยุติธรรมของผู้ชนะในแง่ที่ ผู้มีอำนาจรัฐเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดโดยที่ไม่ฟังความคิดเห็นต่าง อันนี้เป็นสาระสำคัญที่ผม อยากจะกราบเรียน ท่านประธานคงจะจำได้ มีทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าผลไม้พิษ ผลไม้พิษ ก็ต้องย่อมทำให้เกิดมาจากผลไม้ก็ต้องเป็นพิษ ร่างญัตตินี้ก็เหมือนกัน เข้าสภาในขณะที่มีพิษ เพราะฉะนั้นจึงผิดปกติ เสียงข้างมากในขณะนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเสียงข้างมาก ทำให้สภานี้ถูกมองไปในแง่ว่าคล้าย ๆ กึ่ง ๆ ว่าจะเป็นเผด็จการ ที่จริงยอมรับว่าเป็นเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างมากก็ต้องมีเหตุผลด้วย ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๓ หักดิบอีกแล้ว เปิดประชุมรัฐสภา เอาเสียงข้างมากขอญัตติว่าในสมัยประชุมนี้ซึ่งเป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติสามารถนำเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องปรองดองเข้ามาพิจารณาได้ วันนี้ผลไม้พิษก็เลยทำพิษ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าการปรองดองนี่ครับ มันมาจากผลไม้พิษ จากเผด็จการของรัฐสภา ดังนั้น เรากำลังพิจารณาเรื่องที่มาจากต้นเหตุที่เป็นพิษ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน ผมกับท่านประธานก็เป็น ส.ส. มาไล่เลี่ยกัน เห็นอะไรมาเยอะ ในสภานี้ เงินซื้อเสียงข้างมากได้ ท่านประธานก็รู้เงินซื้อเสียงข้างมากได้ แต่เงิน ซื้อความถูกต้องชอบธรรมไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าตลอดระยะเวลา ๒๙ ปี ที่ผมอยู่ในสภานี้ เงินซื้อนักการเมืองไม่ได้ แต่เงินเช่าโสเภณีการเมืองได้ครับ ชั่วครั้งชั่วคราว เชื่อผมเถอะครับ ผมอยู่ในนี้มาเกือบ ๓๐ ปี ท่านพุทธทาสสอนว่าประชาธิปไตยคือประโยชน์ ของประชาชนส่วนใหญ่ ท่านเน้นคำว่าประโยชน์ ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นใหญ่ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ ท่านประธานก็รู้จักผมดีว่าผมไม่ค่อยได้ลุกขึ้นบ่อยมากนัก เพราะขณะนี้นักพูดมันเยอะ แต่ว่าการพูดในสภานี่ ผมคิดว่ามันมีความหมายต่อคนในชาติ เพราะว่าระบบนี้เป็นระบบที่ คนในชาติคาดหวัง คนในชาติวันที่เขาไปลงคะแนนให้กับเรานี่ เขาไม่มีค่าตอบแทนเลย เขาเหนื่อย เขาเดินไป เขาไปลงคะแนน เพราะเขาหวังว่าจะได้มีตัวแทนไปทำหน้าที่แทนเขา ในสภา ที่เขาเรียกว่าอำนาจนิติบัญญัติ แต่วันนี้ถ้าในสภานี้เราไม่ใช้เหตุใช้ผล เราคิดจะหักหาญกัน ด้วยอะไรก็ตามเพื่อผลตอบแทนของคนบางคน ผมคิดว่าวันหนึ่งที่เราต้องพ้นสภาพ จากการเป็นนักการเมืองประชาชนจะสาปแช่ง ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านไชยา พรหมา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย รายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มารายงานสภาวันนี้ก็เป็นเรื่องที่สภาแห่งนี้จะมีการถกเถียง แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ตลอดระยะเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรได้มอบภารกิจให้คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ไปจัดทำศึกษาหาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ แล้วเมื่อครบระยะเวลาที่สภาได้มอบหมาย ก็เป็นหน้าที่ที่ทางกรรมาธิการมีหน้าที่จะต้องมารายงานสภา เพราะฉะนั้นการพิจารณาวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องของการเร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน แต่เป็นกรอบระยะเวลาที่ทางกรรมาธิการ ได้รับมอบจากสภาและมีหน้าที่มารายงานสภา จากการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มอบภารกิจดังกล่าวนั้นไปศึกษาเพื่อหาแนวทางว่า ในโอกาสต่อไปนี้ประเทศของเรานั้นจะอยู่กันอย่างไร ความขัดแย้งของคนในชาติ เราจะให้ ดำรงอยู่และต้องการอยากจะให้ความขัดแย้งนั้นดำเนินต่อไปอย่างนี้อย่างนั้นหรือ สิ่งหนึ่งที่อยากจะต้องตั้งคำถาม ผมเชื่อว่าคนในสังคมนี้ตั้งคำถามเหมือนกันว่าเราจะก้าวข้าม ความขัดแย้งนี้ไปได้อย่างไร ต้องยอมรับครับ ท่านประธานที่เคารพ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาได้นำมาซึ่งความสูญเสีย ได้นำมาจนขยายไปสู่ความไม่สงบ เกิดเหตุการณ์ ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ได้ส่งผลกระทบอย่างวงกว้าง กระทบไปยังเรื่องของการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม และความมั่นคงของประเทศ สังคมของประเทศเราจากสังคมที่มีความเอื้ออาทร จากสังคม ที่มีความเมตตาธรรม จากสังคมที่มีวัฒนธรรมและเป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศในโลกนี้ ไม่มีเหมือนประเทศไทย ได้แปรเปลี่ยนจากสังคมเหล่านี้ ซึ่งเป็นสังคมแห่งความสุข ไปเป็นสังคมแห่งความขัดแย้ง เป็นสังคมแห่งความหวาดระแวงและนำไปสู่ความรุนแรง และการทำลายล้าง มีการแบ่งค่าย แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งต้องยอมรับครับว่าที่ผ่านมานั้น องคาพยพในสังคมก็มีส่วนในการทำให้ความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้น การหาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ วันนี้จึงมีความจำเป็นว่าทุกภาคส่วนในประเทศนี้ จะต้องให้ความร่วมมือ โดยเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎร เริ่มต้นในกระบวนการของรัฐสภานี่ละครับ ผมคิดว่าคนข้างนอกกำลังมองเราอยู่ว่าวันนี้นักการเมือง พรรคการเมือง มีความตั้งใจ มีความแน่วแน่ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติหรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้เราอย่าไปโทษ คนข้างนอกครับ เพราะคนข้างนอกนั้นวันนี้เขาอยู่ในสภาวะที่เขาได้รับรู้ปัญหาความขัดแย้งนั้น ไปลงรากลึกขยายไปยังสังคมเล็ก ๆ ที่เรียกว่าสังคมแห่งครอบครัว วันนี้การพูดคุย เรื่องการเมืองไม่ว่าจะในสังคมทั่วไป ในสังคมแม้กระทั่งในครอบครัว ในญาติพี่น้อง ในเพื่อนฝูง ไม่สามารถที่จะพูดคุยเรื่องการเมืองและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยปกติได้ เพราะมีการแบ่งฝ่าย แบ่งข้างกันอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ต้องยอมรับครับว่าการเสพสื่อ สื่อทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนี้ก็เป็นการเร่งปฏิกิริยาของความขัดแย้งอย่างรุนแรง และยังจะ เห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้การที่จะแบ่งฝ่าย โดยเฉพาะสังคมของสื่อทั้งหลายนั้นก็เป็น ตัวเร่งปฏิกิริยาและดำรงความขัดแย้งในสังคมในปัจจุบันนี้อยู่ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า คู่ขัดแย้งและความขัดแย้งนั้นยังมีอยู่ ยังดำรงอยู่ และถ้าหากว่าเราไม่ร่วมมือกันในการจะหา ความปรองดองและให้ความขัดแย้งนั้นได้หายไป นั่นก็คือการก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างไร ความขัดแย้งดังกล่าวนี้จะขยายบานปลายไปสู่ทำให้การพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเรื่อง ของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงได้รับผลกระทบอย่างมากมาย วันนี้ จึงไม่ใช่เป็นการที่จะทำงานแบบรวบรัดหรือเร็วเกินไปที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา ผมบอกว่าระยะเวลาที่กรรมาธิการได้รับมอบจากสภานั้นเพียงพอแล้ว ที่จะต้องเริ่มต้น ในกระบวนการพูดคุยของคนในสังคมนี้ให้ได้เห็นว่าถ้าหากว่าเราไม่จำกัดความขัดแย้ง หรือขจัดความขัดแย้งออกไปนั้นจะทำให้ประเทศชาตินั้นเสียหายอย่างมากมาย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผ่านมาที่เราจะต้องพูดถึงในรายงานของสถาบันพระปกเกล้านั้น พูดถึงเรื่องการให้โอกาสประชาชน ไม่ว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนั้น ได้มีโอกาสได้หันหน้ามาเจรจา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสูญเสีย ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่ถูกจำจองอยู่ในเรือนจำอยู่ในขณะนี้ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้ายังพูดถึงเรื่องกระบวนการความยุติธรรมที่บอกว่า เป็นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ๒ ความหมายนี้คืออะไรครับ ท่านประธานครับ มันเป็นคำพูดที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไรนัก เพราะเราเห็นว่าในปัจจุบันนี้คนที่ถูกกระทำ และมีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นยังดำรงอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมเอง ก็มีส่วนในการทำให้ขบวนความขัดแย้งนั้นยังดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกระบวนการดังกล่าวนี้เราพูดถึงกระบวนการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สูญเสีย ผู้ที่ถูกกระทำ และผู้ที่ได้รับผลกระทำดังกล่าวนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยในการเจรจา ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง และอะไรคือสาเหตุแห่งการกระทำ ความผิด ผู้เสียหายและผู้ถูกกระทำนั้นจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกันตามปรัชญาที่บอกว่า นี่คือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะใช้ความยุติธรรมทางอาญาอย่างเดียวที่มุ่งเน้นในเรื่องของการลงโทษว่าวันนี้ คนเผาศาลากลาง คนที่ออกไปชุมนุมทางการเมืองมีความผิด แต่เราไม่ได้มองว่าความผิด ที่เขาเกิดทางการกระทำนั้นเกิดจากมูลเหตุที่มาจากเรื่องของการเมืองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เครื่องมือดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพิ่งจะคิดขึ้นครับ ท่านประธานครับ แต่เป็นเครื่องมือที่มีการคิด กันมาแล้วในต่างประเทศ ในรายงานฉบับนี้ที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอรายงานต่อสภา ได้มีการรวบรวม ได้มีการวิเคราะห์ปัญหา ได้มีการนำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอทางกรรมาธิการว่า เครื่องมือในนานาอารยประเทศที่มีความขัดแย้งเขามีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร แล้วสิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นนั้นก็คือว่ากระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นในการลงโทษอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติได้ ดังนั้นกระบวนการยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นจึงเป็นกระบวนการในองคาพยพที่ทำให้เกิดกระบวนการของสังคมนี้ ที่จะทำให้สังคมแห่งความขัดแย้งไปสู่สังคมแห่งสันติภาพและสังคมประชาธิปไตย อย่างแท้จริง เราต้องรู้จักการแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่าง สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองและบรรยากาศ แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธีในสังคมให้ได้ ดูเหมือนว่ามันจะพูดง่ายครับ แต่ว่าการกระทำ ดังกล่าวนั้นมันต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือการเปิดหัวใจของคน ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม รวมแม้กระทั่งสื่อสารมวลชนจะต้องไม่สร้าง บรรยากาศที่จะเป็นการจุดประเด็นหรือสร้างความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นในสังคม กระบวนการ ดังกล่าวนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายได้ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ในรายงานฉบับนี้ของสถาบันพระปกเกล้าได้หยิบยกการทำงานของคณะ คอป. ซึ่งมี ดอกเตอร์คณิต ณ นคร และความจริงแล้วการทำงานของคณะ คอป. ก็ได้เสนอวิธีการทำงาน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไปยังรัฐบาลแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือการเปิดโอกาสให้คนที่ได้รับ ผลกระทบ เปิดโอกาสให้คนที่ได้รับการกระทำและเขามีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ให้เขาได้ต่อสู้บนกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ คนส่วนหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนเสื้อแดงเขามีความรู้สึกว่าในกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ให้โอกาส เขาได้ต่อสู้บนกระบวนการยุติธรรมตามสิทธิเสรีภาพของความเป็นคนในสังคมนี้ ในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าจะเอาความยุติธรรม ต้องการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างเดียว ในมูลฐานความผิดโดยไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขากระทำความผิดนั้นมันมีมูลเหตุ มีแรงจูงใจ มาจากความขัดแย้งทางการเมือง ท่านประธานครับ วันนี้กระบวนการดังกล่าวนี้ยังดำรงอยู่ ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นกับเขา ในขณะที่ ผู้ที่กระทำยังลอยนวลและไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวนี้ ในรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้ายังพูดถึงการค้นหาความจริงครับท่านประธาน ก่อนที่จะพูดถึง ความปรองดองต้องบอกว่าความจริงของเหตุการณ์นั้นคืออะไร การค้นหาความจริง ไม่ใช่เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บครับ แต่การค้นหาความจริงเป็นการบอกเหตุการณ์ข้อเท็จจริงให้กับสังคมได้รับรู้ เพื่อเป็นบทเรียนว่า ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้ง ความรุนแรง และมูลเหตุดังกล่าวนี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ในอนาคต ดังนั้นการค้นหาความจริงและการเปิดเผยความจริง จะบอกถึงกระบวนการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมว่าผู้กระทำความผิดต้องมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ในสิ่งที่ตนเองกระทำ ในขณะเดียวกันคนที่ถูกกระทำ คนที่ได้รับความเสียหายเขาต้องได้รับ การดูแล ยกตัวอย่างเช่นเขาต้องได้รับการเยียวยา การเยียวยานั้นอาจจะรวมถึงการเยียวยา ในสภาพจิตใจ ทางร่างกายในชีวิตที่เขาสูญเสีย การเยียวยานั้นรวมไปถึงการเยียวยาทางด้าน สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านสถานที่ราชการ ตลอดจนศูนย์ที่เป็นศูนย์เศรษฐกิจ ของจุดที่เกิดปัญหาในสังคมนี้ ดังนั้นในกระบวนการที่รายงานของสถาบันพระปกเกล้า ได้รายงานต่อสภา ยังบอกถึงว่าในระยะเวลาอันมีความเหมาะสม ในระยะเวลาที่มีการสมควร ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมนั้นได้เรียนรู้ว่ากระบวนการความขัดแย้งนี้ จะต้องไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้อีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การค้นหาความจริงเป็นการที่ทำให้ สังคมนั้นเกิดการยอมรับ และกระบวนการดังกล่าวนี้จะต้องถูกการยอมรับกับคนในสังคมว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าคนที่กระทำความผิด คนที่สั่งการ คนที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ทางกฎหมาย ยังเป็นคนที่ได้ถูกสังคมและถูกกฎหมาย และการยอมรับว่าการกระทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนกับในข้อความที่อยู่ในรายงานสถาบันพระปกเกล้านี้ที่บอกว่า เป็นชัยชนะและเป็นความยุติธรรมของผู้ชนะ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเกิดว่ายังดำรงอยู่ในสังคมไทย ผมคิดว่าการปรองดองความขัดแย้งนี้ไม่สามารถที่จะ แก้ไขได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ในองคาพยพของสังคมจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ผมคิดว่า ยังไม่สายเกินไปครับ ยังไม่สายเกินไปที่เราจะพูดเรื่องนี้ และเราจะต้องมีการเสวนากันเรื่องนี้ อีกต่อไป ในกระบวนการในการที่จะสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่สถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอและรายงานต่อสภานี้ ในบทบัญญัติต่อไปซึ่งจะต้องเป็นก้าวต่อไปในการทำให้ ความปรองดองเกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องที่องคาพยพในสังคมนี้จะต้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนและสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองให้เกิดขึ้น ความปรองดองที่เรามีความปรารถนาร่วมกันที่อยากจะเห็นสังคมแห่งสันติสุข สังคม แห่งสันติภาพ สังคมแห่งการเคารพความคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานอุดมการณ์ทางการเมือง ความคิดที่มีความแตกต่างกันให้อยู่ได้ในสังคมปัจจุบันนี้ ในสังคมอารยประเทศในวิถีทาง ประชาธิปไตย มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ไม่ใช่ ความแตกแยกของคนในชาติ แต่เป็นเรื่องของเคารพถึงความคิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแต่ละคน ในสังคมประชาธิปไตย วันนี้เราจะก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างไรเป็นคำตอบและเป็นสิ่งที่ พวกเราในฐานะที่เป็นนักการเมืองในสภาแห่งนี้ จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมือง ร่วมกันครับ ท่านประธานที่เคารพ
ท่านเจะอามิงพร้อมหรือเปล่าครับ เป็นคิวของท่านเจะอามิงก่อนนะเมื่อสักครู่ผมรับปากว่า ท่านก่อนครับ ตามลำดับ แล้วก็หลังจากนั้นจะเป็นท่านวิวัฒน์ชัย แล้วก็มาท่านสุเทพแล้วกัน หรือท่านจะให้ท่านสุเทพก่อน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ได้มีการพูดคุยแล้วครับ ตอนนี้ให้ท่านสุเทพก่อนครับ
ให้ท่านสุเทพก่อนใช่ไหมครับ เดี๋ยวท่านสุเทพ แล้วก็ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ท่านจะได้ เตรียมตัวได้ เชิญท่านสุเทพครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในเรื่องรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เพื่อน ๆ ผมได้อภิปรายกันไปมาก และผมขออนุญาตท่านประธานว่า ผมขอถือเอาคำอภิปรายของดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คุณพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล คุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และคุณอาคม เอ่งฉ้วน เป็นส่วนหนึ่งของคำอภิปรายของผมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปอภิปรายในสิ่งที่ ท่านเหล่านั้นได้อภิปรายไปแล้ว
ท่านประธานครับ ผมได้ติดตาม ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการ โดยละเอียด แล้วก็ไปศึกษารายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้าอย่างละเอียด ขีดเส้นใต้เอาไว้ในส่วนที่สำคัญ ทำคั่นเอาไว้ เพื่อที่จะอ้างอิงได้ และผมได้ไปศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานไว้ก่อน ว่าเวลาจะอ้างถึงสิ่งเหล่านั้น ผมขออนุญาตเอาเอกสารเหล่านั้นอ่านเพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ ไม่ต้องถูกคิดว่าไปบิดเบือนหรือไปคิดเอาเอง ผมดูข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ อ่านเสร็จมีข้อเสนอที่เป็นประเด็นอยู่ ๕ ประเด็น ในประเด็นแรก คณะกรรมาธิการก็บอกว่า สภาพความขัดแย้งยังคงมีอยู่ ต้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วเสนอให้ นำเอาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์มาศึกษา แล้วก็ปรับใช้ให้เหมาะสม ใช้หลักเมตตาธรรมดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการได้เสนอในข้อ ๒ ว่าให้รัฐบาลใช้อำนาจบนพื้นฐาน ของหลักนิติธรรมชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รับฟังความเห็นทุกฝ่ายและเคารพ ในความเห็นต่าง คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอข้อที่ ๓ และในข้อที่ ๔ คณะกรรมาธิการบอกว่าคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่เสนอโดยสถาบันพระปกเกล้า ส่วนที่ ๕ ผมไม่ต้องพูดถึง เพราะว่า กรรมาธิการบอกว่ามีหน้าที่เพียงนำรายงานผลการศึกษามาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมถือโอกาสนี้เรียนกับท่านประธานเลยเป็นเบื้องต้น เรียนไปถึงคณะกรรมาธิการด้วยครับว่า ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ผมเห็นด้วยกับรายงานการวิจัยการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเห็นด้วย กับข้อเสนอของสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้ออกเป็นแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ที่ผ่านมานี้ เพราะฉะนั้นให้กรรมาธิการสบายใจเสียก่อนว่าผมเห็นด้วยกับการที่จะมีการปรองดองกัน ในประเทศไทยนี้ ผมใฝ่ฝันที่จะเห็นการปรองดองนี้เกิดขึ้นจริง เหมือนกับที่คนไทยทั้งหลาย ในประเทศนี้ ในขณะนี้กำลังใจจดใจจ่ออยากเห็นการปรองดอง เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูด เรื่องปรองดองมันฟังดูดีไปหมด คนเขาเอาด้วย นี่เป็นกำลังใจให้ท่านกรรมาธิการเสียก่อน แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายครับ มันมีขั้นตอน มันจะต้องมีวิธีการที่จะต้องทำร่วมกัน อย่างพิถีพิถัน สถาบันพระปกเกล้าโดยสภาสถาบันพระปกเกล้าเขาจึงได้เสนออย่างไรครับว่า อย่ารีบร้อนเอารายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาวันนี้ส่งไปให้รัฐบาล แล้วก็ ดำเนินการออก พ.ร.ก. หรือออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกันทันที เพราะนั่นจะนำไปสู่ สงครามแห่งความขัดแย้ง ความปรองดองจะไม่เกิด สภาสถาบันพระปกเกล้าเขาถึงได้เสนอว่าให้กรรมาธิการได้รับงานนี้ไปทำต่อ หรือถ้า ไม่อยากทำ ท่านประธานบอกไม่อยากทำแล้ว น่วมแล้ว หมดท่าแล้วตั้งแต่จับงานมานี้ ราคาหล่นแล้ว จากพลเอกเหลือราคาน้อยกว่าพลทหารแล้ว ก็ไม่เป็นไร วันนี้ก็ทำข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสนอกับรัฐบาลไปว่า ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า หรือสภาสถาบันพระปกเกล้าที่จะให้ไปดำเนินการเพื่อที่จะตั้งเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกันให้กว้างขวางทั่วประเทศนั้น ขอให้ดำเนินการ แล้วผมคิดอย่างนี้อีกครับ ท่านประธานครับ ชนิดที่เรียกว่าไปตั้งเวทีเปิดแสดงความคิดเห็นกันให้อย่างกว้างขวาง สั่งผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งนายอำเภอไปทำ ท่านอาจจะเหลว คือได้แต่ภาพ แต่ว่าไม่ได้ของจริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องเสนอรัฐบาลไปด้วยว่า ขอให้ทุกองค์กร จะเป็นองค์กรเอกชน จะเป็นสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันพระปกเกล้า เขายืนยันมาแล้วครับว่า เขามีเครือข่ายอยู่ ๔๘ จังหวัด พร้อมที่จะเปิดเวทีการเมืองภาคพลเมืองของเขา แม้แต่ พรรคการเมืองครับ พรรคเพื่อไทยก็ไปเดินสายเลย จัดเวทีทำ พรรคประชาธิปัตย์ของผม ก็ไปจัดเวทีเลยรับฟังความคิดเห็น ฟังเรื่องอะไรครับ ท่านประธานครับ ฟังเรื่องแนวทาง ที่จะสร้างความปรองดองนี่ล่ะ ไปซักซ้อมทำความเข้าใจกับประชาชนเขาให้ชัดว่าเราจะทำ กระบวนการการปรองดองแห่งชาติขึ้นแล้ว มีปัญหาอะไรที่ข้องใจกันอยู่ ที่ต้องการคำอธิบาย กันอยู่ ถามมา อธิบายกัน เอาให้ชัด ชัดเจนกันทั้งประเทศ ทำประชามติว่าเอาไหมแนวทางนี้ วิธีนี้ จะแถมยกร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไปโชว์กับประชาชนเสียด้วยเลยก็ยังได้เลยครับ ถ้าทำได้อย่างนี้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองแน่นอน การปรองดองอย่างที่เราตั้งใจไว้ เป็นผลสำเร็จแน่นอน แต่ถ้าไม่ได้ทำอย่างนี้ ผมเรียนกับท่านประธานไว้เลยว่า เกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน จะต้องมีหลายคนที่จะต้องตามเจ้านายไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าเป็นผู้แพ้ หรือไม่ก็ต้องเป็นพวกผมที่จะถูกพวกท่านจับเข้าไปอบรมสัมมนาใหม่ แล้วส่งกลับไปทำนาตามที่พวกท่านได้วาดอนาคตของประเทศไทยในแบบของท่านเอาไว้ แต่เหตุร้ายเกิดแน่ และไม่คุ้มกับเรื่องที่สภานี้จะต้องอนุญาตหรือรับทราบหรือเห็นด้วย กับสิ่งที่ท่านได้เสนอมา ผมถึงเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับเรื่องแนวความคิด ในการปรองดองของท่านคณะกรรมาธิการ แต่จะต้องรับเอาข้อเสนอที่ผมกราบเรียนนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มาจากสถาบันพระปกเกล้า แล้วผมเพิ่มเรื่องการทำประชามติเข้าไปด้วย ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นครับ เพราะว่าทันทีที่ท่านทั้งหลายพูดกันเรื่องปรองดองนี่ครับ ประชาชนเขาก็ตั้งคำถามเลยครับว่า เรื่องการปรองดองที่จะทำมันเป็นการปรองดอง ระหว่างใครกับใคร ใครคือคู่กรณีที่เราจะต้องจับมาปรองดองกัน นี่เป็นเรื่องแรกที่อยู่ ในใจประชาชน เรื่องที่ ๒ ก็มีคำถามว่าแล้วคู่กรณีที่เราจะจับให้ปรองดองกันนั้น เขาโกรธกัน เรื่องอะไร เขาไม่พอใจกันเรื่องอะไร เขาทะเลาะทุบตีฆ่าฟันกัน เขามีสาเหตุโกรธเคืองอาฆาตกัน ด้วยเรื่องอะไร เคยมีพฤติกรรมของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะต้องจับให้มาปรองดองที่ก่อให้เกิด ปัญหากับประเทศกับบ้านเมือง แล้วเราจะต้องมาตกลงพูดคุยกันเพื่อให้คนยอมรับ ในพฤติกรรมเขาทำนั้น ในประการที่ ๓ การจะที่จะบรรลุซึ่งความปรองดองอย่างที่เราตั้งเป้าไว้นี่ครับ ไม่ได้มาฟรี ๆ ครับ ท่านประธาน ต้องลงทุน ต้องลงทุนครับ ต้องเสียสละ คู่กรณีแต่ละฝ่ายแต่ละคนต้องเสียสละ พี่น้องประชาชนก็ต้องเสียสละ ประเทศชาติก็ต้องเสียสละ คำถามจึงมีว่าแต่ละฝ่าย ต้องเสียสละอะไรบ้าง ประชาชนต้องเสียสละอะไรบ้าง ประเทศจะต้องเสียสละอะไร จะต้องขาดทุนอะไรบ้างเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นมาในคราวนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ประชาชนเขาก็จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือว่าถ้าจะต้องเสียสละอย่างนั้นแล้วตัวเขาเอง ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบต้องเสียสละ ประชาชนทั้งหลายต้องเสียสละ บ้านเมืองต้องเสียสละ ถึงวันนั้นเขาจะชั่งใจได้ว่าคุ้มกันไหม ถ้าเขาบอกว่าคุ้ม แน่นอนครับ ผลประชามติ ออกมาท่วมท้นสนับสนุนแนวทางนี้ ถ้าเขาบอกว่าไม่คุ้มก็ต้องจบครับ ประชามติ ของประชาชนไม่เอา ผมคิดว่ามีแต่วิธีการนี้เท่านั้นครับที่จะทำให้กระบวนการปรองดอง ที่เราพูดกันในวันนี้เป็นจริงขึ้นได้ ในคำถามแรกครับที่ถามว่าจะต้องปรองดองระหว่างใครกับใคร ใครคือคู่กรณี ผมยืนยันได้ว่าคู่กรณีไม่ใช่ พันตำรวจโท ทักษิณ กับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะว่าถ้าเป็นคู่กรณีเฉพาะ ๒ คนนี้สบายครับ ผมไม่ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะว่าวันนี้ พลเอก สนธิก็นั่งอยู่ในหัวใจของคุณทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาเลยครับ ๒ คนนี้ คุยกันได้เมื่อไรก็ได้ ถ้าวันนี้ตกลงปลงใจว่าเป็นเรื่องแค่ ๒ คนนี้ก็ไม่ต้องไปไกลถึงดูไบ หรือประเทศจีนอย่างที่เคยไป ไปแค่ประเทศเพื่อนบ้านตอนสงกรานต์นี่ก็จบ ซดไวน์ (Wine) กันได้แล้ว คุณสนธิก็บอกว่าที่เคยกล่าวหาว่าท่านได้บริหารประเทศเพราะไปบริหารประเทศ ชนิดที่ทำให้เกิดปัญหาผมจึงต้องปฏิวัติ เพราะท่านเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ท่านบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ท่านทำให้การดำเนินการทางการเมืองเกิดปัญหาอุปสรรค หลายประการ หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๔ ข้อที่ท่านอ้างนั้น วันนี้คุณสนธิ บอกว่าผมอภัยให้หมดแล้วสำหรับคุณทักษิณ คุณทักษิณก็อาจจะบอกกับคุณสนธิว่า ๔ ข้อนี้ ไม่ทำแล้ว อย่างนี้ง่ายครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น คู่กรณีไม่ได้มีเฉพาะ ๒ ท่าน คู่กรณีวันนี้มันมีมาก ไปกันทั้งประเทศ ถ้าจะแบ่งซอยกันไปคู่กรณีฝ่ายแรก คือฝ่ายของคุณทักษิณ พูดถึงคุณทักษิณบ่อย ๆ จะบอกว่าไม่ก้าวข้ามคุณทักษิณสักที ก้าวข้ามไม่ได้ครับ ไม่มีวันปรองดองได้ถ้าข้ามทักษิณไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าที่ต้องบอกว่าคุณทักษิณเป็นตัวเหตุเป็นตัวการสำคัญ เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองทั้งหมด ไม่ผิด เพราะในรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้าเขียนเอาไว้ ไม่ต้องประท้วง เพราะว่าเขียนไว้ในรายงาน ผมจะบอกว่า อยู่หน้าไหน ท่านประธานที่เคารพครับ คุณทักษิณ
เดี๋ยวนะครับท่านสุเทพ เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงผู้อภิปรายทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ กล่าวถึง บุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็น อภิปรายวกวน ซ้ำซากกับคนอื่นที่อภิปรายมา กล่าวอ้างแต่ข้อเสนอ ของสถาบันพระปกเกล้า พูดอยู่เรื่อย อ้างอยู่เรื่อย ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเขามีหน่วยงานอื่น เขามีสถาบันอื่น หลาย ๆ ข้อตรงนี้ ทำไมไม่พูดถึง กล่าวอ้างถึงแต่สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้านี่ ข้อเสนอมามันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง วกวน ซ้ำซากอยู่นั่นละท่านประธาน และที่สำคัญที่สุดกล่าวถึงบุคคลอื่นที่อยู่นอกสภาโดยไม่จำเป็น ให้ประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ก่อนท่านประธานวินิจฉัย ผมอยากให้ท่านประธานมีเหตุผลในวินิจฉัย
ท่านอย่าเถียงประธานครับ นั่งก่อนครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย ๒ ประเด็นที่ท่านประท้วงก่อน
ประเด็นแรก ที่ท่านบอกว่าวกเวียน ซ้ำซาก คือท่านสุเทพท่านบอกว่า การจะปรองดองท่านเห็นด้วย แต่ท่านบอกว่า ๑. จะต้องรู้ว่าคู่กรณีคือใคร ๒. ท่านบอกว่า เรื่องอะไร ๓. ท่านกำลังบอกว่าทุกฝ่ายต้องลงทุนโดยการเสียสละ ท่านก็เป็นห่วงในเรื่อง ของรายงาน ท่านจึงหยิบยกรายงานของสถาบันพระปกเกล้า รู้สึกจะเป็นเล่มใหญ่ เล่มภาคผนวกมาประกอบ การประกอบนี้ท่านก็อ้างว่าในรายงานนี้พูดถึงท่านทักษิณ ชินวัตร ด้วย ฉะนั้นประเด็นวกเวียน ซ้ำซากหรือไม่ ท่านไม่ได้พูดวกเวียน ซ้ำซาก เดี๋ยวนั่งก่อนผมวินิจฉัย เป็นข้อ ๆ ก่อน
ข้อที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าใส่ร้าย ท่านดูในรายงาน ท่านอ้างตามรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งรายงานนี้ทางฝ่ายคณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภา เพื่อเป็นภาคผนวกให้กับท่านทั้งหลายได้วินิจฉัย เชิญท่านสุเทพต่อครับ
ท่านประธานครับ เพื่อให้บันทึก ไว้ในสภาสนับสนุนคำวินิจฉัยของท่านประธาน อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า หน้า ๘๙ หน้า ๙๐ เขาเขียนไว้หมดเลยครับว่าใช้ประชานิยมอย่างไร ใช้อำนาจ ในการทางการเงินอย่างไร รวบอำนาจไว้ในพรรคอย่างไร ควบคุมพรรคการเมืองทั้งหมดอย่างไร ทำความผิดอย่างไร มีไว้หมดแล้วครับ นี่ผมยืนยัน เปิดได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พันตำรวจโท ทักษิณนี่มองข้ามไม่ได้ วันนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องของ พันตำรวจโท ทักษิณก็ต้อง ไม่มาคิดปรองดองกัน วันนี้ถ้า พันตำรวจโท ทักษิณคิดจะอยู่ต่างประเทศต่อไปไม่กลับมา ประเทศไทย ก็ไม่ต้องทำเรื่องนิรโทษกรรม ที่ทำทั้งหมดนี่คือทำให้คุณทักษิณ กลับประเทศไทยอย่างเท่อย่างไรครับ
เดี๋ยวท่านสุเทพครับ ถ้าท่านอภิปรายอย่างนี้เดี๋ยวก็มีคนประท้วงผม ข้อ ๘ เอาว่าอย่าเอ่ยชื่อ ด้วยความไม่จำเป็น เพื่อให้การอภิปรายได้ราบรื่น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ท่านมีวิธีการ ในการเรียงร้อยถ้อยคำอยู่แล้ว ขอความกรุณาถ้าไม่จำเป็นอย่าเอ่ยชื่อ
ท่านประธานครับ เราจะไป เปิดเวทีกันข้างนอกอย่างไรได้ ถ้าแค่ผมพูดความจริงให้ท่านประธานฟัง แล้วพูดตามสิ่งที่ ได้รายงานไว้ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมไม่ได้หยิบมาจากตรงอื่น ขีดเส้นใต้ไว้ เอาให้ดูด้วยก็ได้ บอกหน้าแล้ว แต่ว่าถ้าในวันนี้เรื่องที่พูดเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมือง ไม่ต้องพูดเรื่อง พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่ต้องพูดเรื่องระบอบทักษิณ ไม่ต้องพูดเรื่องเสื้อแดง ไม่ต้องพูดเรื่องกองกำลังติดอาวุธ แล้วผมจะไปปรองดองกับใครละครับ ปรองดองกับ พลเอก สนธิหรือ ผมไม่ปรองดองด้วยเพราะผมไม่มีอะไรกับท่าน ผมจะไปปรองดองกับใคร ถ้าไม่พูดถึงคนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พันตำรวจโท ทักษิณเป็นคู่กรณีแน่นอนที่เราจะต้องบอกกับคนทั้งประเทศให้ทราบ แล้วบอกเหตุบอกผลว่าถ้าเราจะปรองดองกันเราต้องยอมอะไร พันตำรวจโท ทักษิณบ้าง อันนี้เป็นเหตุผลครับ ต้องบอกกับประชาชนเพราะอะไร เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ และระบอบทักษิณ ญาติพี่น้อง สมุนบริวารอีกมากมายของ พันตำรวจโท ทักษิณ ทั้งที่เป็นพรรคการเมือง ทั้งที่เป็นมวลชนจัดตั้ง ทั้งที่เป็นกองกำลังติดอาวุธได้แสดงพฤติกรรม ที่ทำให้คนฝ่ายอื่นเขาเสียหาย เขาบาดเจ็บ เขาล้มตาย เขาโกรธเคือง เขาไม่พอใจ เพราะฉะนั้นต้องพูดถึงคนกลุ่มนี้ แล้วเดี๋ยวก็จะได้พูดถึงคนกลุ่มอื่น แล้วก็จะต้องบอกว่า
เดี๋ยวนะครับ ท่านครับมีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานต้องควบคุมสภานี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และข้อ ๖๑ ผู้อภิปรายพูดจาวกวน กล่าวให้ร้ายบุคคลอื่น ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดความขัดแย้งเกิดจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และตระกูล ญาติพี่น้องของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ตรงนี้ผู้อภิปรายนำข้อความอันเป็นเท็จ มากล่าวในสภา ไม่รู้มาจากรูไหนมาพูดอย่างนี้
ผมจะวินิจฉัย
ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุเทพครับ ผมอ่านตามรายงานแล้ว เอาเฉพาะที่มีส่วนในภาคผนวกของรายงาน อย่าเลยไปจนถึงบุคคลที่ท่านกล่าวหาว่าเป็นบริวารหรืออะไร ซึ่งได้มีพฤติกรรมอย่างที่ท่านพูด ขอความกรุณาเอาเฉพาะในประเด็นที่เราประชุมปรึกษาหารือกัน อย่างนั้นการประชุม จะควบคุมไปด้วยยากเพราะว่าเดี๋ยวท่านก็ลุกขึ้นประท้วง ขอเชิญท่านต่อครับ นั่ง ผมวินิจฉัย เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ คุณบุญยอดมีอะไร
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวท่านต่อเลยนะครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมนี่เป็นคนมีวินัยนะท่านประธาน แล้วก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาอภิปรายด้วยท่าทีกิริยาหยาบคาย ไม่สมควรอะไรทั้งสิ้น ผมก็ว่าพยายามให้เป็นสุนทรียสนทนาจริง ๆ แต่ว่าถ้าหลีกเลี่ยง ไม่พูดความจริงเลยมันไม่ได้หรอกครับท่านประธาน ผมระมัดระวังก็แล้วกัน คือผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้เรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองวันนี้ท่านประธานครับ เอาจับเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ๆ มันมี ๒ หมวดหมู่
หมวดหมู่แรก ก็คือความขัดแย้งที่เกิดมาจากอุดมการณ์และแนวความคิด ทางการเมือง อุดมการณ์และแนวความคิดทางการเมืองของระบอบทักษิณของกระบวนการเสื้อแดง มันแตกต่างจากอุดมการณ์และแนวความคิดทางการเมืองของคนไทยที่เหลือ ท่านประธาน ต้องยอมรับตรงนี้ก่อน ถ้าตรงนี้พูดกันไม่ได้แล้วก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องปรองดองแล้ว
ในประการที่ ๒ สาเหตุแห่งความขัดแย้งประการที่ ๒ ก็คือพฤติกรรม ของบุคคล ทั้งพฤติกรรมของผม ทั้งพฤติกรรมของคนเสื้อต่าง ๆ ทั้งพฤติกรรมของทักษิณ สมุนบริวารของทักษิณต้องเอามาพูดกันว่าพฤติกรรมอะไรที่ประชาชนเขารู้สึกไม่พอใจ แล้วถ้าประชาชนยอมทนกับพฤติกรรมได้ หรือฝ่ายนั้นเขายอมแก้พฤติกรรมเหล่านั้นได้ นี่ละครับที่เราจะปรองดองได้ อย่างนี้ต้องเอามาพูดครับ ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพครับว่า ในกรณีของฝ่าย พันตำรวจโท ทักษิณ นอกจากมีตัวท่านเอง สมุนบริวาร ญาติพี่น้อง ก็มีพรรคการเมือง มีมวลชนจัดตั้งเสื้อแดง มีกองกำลังติดอาวุธที่พวกท่านตั้งชื่อกันเองนั่นละครับ ว่าแก้ว ๓ ประการ ผมสรุปอุดมการณ์ชัดเจนเลย ๓ คน แนวทางความคิดทางการเมือง ถ้าบอกว่าผิด กรรมาธิการก็ลุกขึ้นมาชี้แจง แนวความคิดทางการเมืองของฝ่ายนี้คิดที่จะ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองการเมืองของประเทศไทย คิดที่จะสถาปนารัฐไทยใหม่ ในรัฐไทยใหม่ของท่านนั้นเลยเถิดไปถึงระบบประธานาธิบดี คิดไปถึงการที่จะมี พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวปกครองประเทศ
เชิญผู้ประท้วงครับ
กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายตามข้อ ๖๑ ท่านผู้อภิปรายกำลังพูดกล่าวเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีพวกกระผมและคนเสื้อแดงด้วยความไม่เป็นจริง อยากให้ท่านประธานควบคุม การประชุม อย่าปล่อยให้คนตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ เด็ดเมียเพื่อน บิดเบือนความจริง มากล่าวหาอย่างนี้นะครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานช่วยควบคุมด้วยครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนได้ไหม ผมขอเตือนท่านสุเทพว่าประเด็นที่ท่านพูดเรื่องกลุ่ม แล้วก็ เรื่องพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม ก็ขอให้อยู่ในกรอบที่เรากำลังพิจารณาเรื่องความปรองดอง ส่วนข้อคิดเห็นที่จะเลยไปจนถึงเรื่องการจัดตั้งประธานาธิบดีหรือรัฐไทยใหม่ขอความกรุณา ซึ่งในข้อเท็จจริงมันก็ไม่มีความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น อันนี้ผมขอเตือนก่อนนะครับ
(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านธนาประท้วงครับ เดี๋ยวเอาทีละท่านก่อน ท่านธนาก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้อง ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน เพราะวันนี้ท่านประธานทำหน้าที่อยู่ ๒ สถานะ สถานะแรก ท่านเป็นประธานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่อีกสถานะหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเป็น สมาชิกพรรครัฐบาล พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่ท่านประธานแยกแยะสถานะ ของท่านประธาน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องลุกขึ้นมาพูดก็คือ ท่านประธาน
เดี๋ยวนะ ท่านประท้วงว่าผมหรือใครฝ่าฝืน ในข้อบังคับไม่มีเรื่องสถานะเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมทำหน้าที่ประธานตามข้อบังคับ คุณก็ต้องประท้วงตามข้อบังคับ เชิญ ถ้าไม่ประท้วงนั่งลงครับ ผมให้สิทธิแล้วคุณก็ไม่ประท้วง ไม่ต้องแนะนำครับ เชิญ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่า ท่านประธานฟังคำประท้วงของผมไม่เข้าใจ
ผมถามก่อนว่าใครฝ่าฝืนข้อบังคับข้อไหนครับ เชิญชี้แจงก่อนแล้วผมจะให้ท่านอธิบาย ข้อประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตาม ข้อบังคับ ข้อ ๘ แห่งข้อบังคับการประชุมสภา และท่านประธาน ฟังสิครับท่านประธาน ทีพอพรรคฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานก็จะตัดบทอย่างโน้นอย่างนี้
ท่านประท้วงหรือท่านจะต่อล้อต่อเถียงกับประธานครับ
ผมไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ผมกำลัง
เชิญสิครับว่าผมผิดข้อ ๘ อย่างไร ท่านอธิบายความครับ เชิญ
ทีพรรครัฐบาลลุกขึ้นมาบอก ต่อว่าท่านสุเทพว่าไปอยู่ที่รูไหน ท่านประธานก็ปล่อยให้พูด พูดจาว่ากล่าวความเท็จ และกล่าวใส่ร้ายท่านสุเทพในที่ประชุม ท่านประธานไม่ได้ให้ถอนคำพูด ไม่ได้ทักท้วง ไม่ได้ท้วงติง แต่สิ่งที่ผมกำลังพูด กำลังพูดกับท่านประธานเรื่องการปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานท้วงผม ตัดไมโครโฟนผม ผมถึงบอกท่านประธานไม่เป็นกลาง อย่างไรครับ ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่า ท่านประธานไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นกลางตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และผม จะขออภิปรายครับว่าทำไมผมถึงกล่าวหาท่านประธานแบบนั้น
เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนนะครับ นั่งลงครับ
ท่านประธานต้องฟัง
ผมฟังแล้วว่าท่านประท้วงผมเรื่องข้อ ๘ เรื่องการควบคุมการประชุม เมื่อผมฟังแล้ว ผมจะวินิจฉัย ท่านนั่งลง
ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ การประชุมสภา
ท่านนั่งลงครับ ผมจะวินิจฉัยครับ ผมฟังเสร็จสิ้นกระบวนความทั้งหมดแล้ว เดี๋ยวท่านนั่งลง ท่านนั่งลง นั่งลงครับ นั่งลง ท่านจะไม่นั่งใช่ไหมครับ ผมให้ท่านนั่งครับ ไม่เป็นอะไร ท่านก็ ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญได้ครับ ท่านนั่งลง ผมจะได้วินิจฉัยประเด็นของท่านครับ ไม่มีใคร บังคับขู่เข็ญหรอกครับ ผมกำลังให้ท่านนั่งลงแล้วผมจะได้วินิจฉัยประเด็น นั่งลงครับ เดี๋ยวคุณหมอ ทีละท่านก่อน ผมยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นของคุณธนาเลย มันจะซ้อนกันไม่ได้ ผมจะวินิจฉัยทีละท่านก่อนครับ อย่างนั้นเดี๋ยวจะสับสนครับ ผมวินิจฉัยก่อน คือ ๑. คุณประท้วงผมในข้อ ๘ ว่าท่านที่ประท้วงท่านสุเทพเมื่อครู่ ผมก็ได้วินิจฉัยประเด็น ของผู้ประท้วงไปแล้ว แล้วผมก็เตือนท่านผู้อภิปรายแล้ว อันนี้ก็ถือว่ายุติ แล้วท่านก็ประท้วงผม ข้อ ๘ ว่าผมปล่อยให้มีการอภิปราย คืออย่างนี้ครับ ท่านธนาครับ เหมือนกับที่ท่านกำลัง แนะนำผมอยู่เมื่อครู่นี้ละครับว่า เวลาผู้ประท้วงเขายืนขึ้นยกมือ ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องอะไร ผมก็ต้องให้ท่านอภิปรายไป แสดงเหตุผลในข้อประท้วงก่อนพอสมควร ไม่ใช่ว่าจะต้องให้พูด ครบถ้วนตามที่ผู้ประท้วงอยากจะพูดทั้งหมด เมื่อผมจับประเด็นได้ผมก็จะวินิจฉัยเท่านั้นเอง ฉะนั้นผมจะวินิจฉัยท่าน ก็ท่านบอกแล้วบอกว่าผมไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือผมไม่เป็นกลางอย่างไรครับ ผมจะได้วินิจฉัยอย่างไรคราวนี้ ก็ท่านบอกผมบอกว่าผมมีอยู่ ๒ สถานะอย่างไรครับ ผมไม่ได้รีบร้อน ก็ผมฟังพอสมควรแล้วก็ได้เหตุผลแล้วผมก็จะวินิจฉัย ถ้าผมไม่ฟังท่านแล้วผมจะตอบคุณได้อย่างไรล่ะ ก็ผมนั่งฟังอยู่ เดี๋ยวนะครับ เอาทีละท่านก่อน อย่างนั้นจะไม่จบ ผมจะวินิจฉัยของท่านธนาก่อน เดี๋ยวท่านนั่งลง ผมจะวินิจฉัยของท่านธนา เดี๋ยวนี้เลยครับ คือใจเย็น ๆ ครับ ผมนั่งฟังท่านอยู่ ไม่ใช่ไม่ฟัง เดี๋ยวนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวผม เอาเรื่องของท่านธนาให้จบก่อนครับ นั่งลงครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ ผมเอาเรื่องของท่านธนา ให้จบก่อน ท่านไม่ต้องแนะนำ ท่านนั่งลงครับเพื่อความเรียบร้อย ท่านนั่งลงก่อน เดี๋ยวผม จะบอกท่านธนาเองว่าทำอย่างไร เชิญท่านนั่งลงครับ เดี๋ยวท่านนั่งลงก่อนคุณหมอครับ นั่งลงก่อน ทีละท่านครับ ใจเย็น ๆ ครับ คืออยากจะให้สภาเราปรองดอง บรรยากาศเราดี ใจเย็น ๆ ท่านธนาจะอธิบายอะไรต่อเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าผมได้ทำหน้าที่ ในที่ประชุมสภาอยู่ในกติกาพอสมควรนะครับท่านประธาน สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานไม่ทำหน้าที่ให้เป็นกลางตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า คนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นกลาง ที่ผมจะยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานได้เห็นก็คือว่า เมื่อท่านสุเทพอภิปรายเรื่องของการปรองดองท่านก็พูดชัดเจนว่า ต้องเอาข้อเท็จจริงทั้งหมดมาพูดจากัน ตรงไหนลดราวาศอก ตรงไหนเห็นพ้องต้องกันได้ มันถึงเดินไปสู่กระบวนการของการปรองดอง สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือข้อเท็จจริง ท่านสุเทพ ท่านก็มีแนวความคิดของท่านว่าการขัดขวางอุปสรรคของการปรองดองวันนี้ก็คือ แนวความคิดที่ต่างกัน ซึ่งมีแนวความคิดกลุ่มหนึ่งเอาคนเสื้อแดง เอากองกำลังติดอาวุธ เอาพรรคการเมืองมาเป็นฐาน สิ่งที่ผมประท้วงท่านประธานก็คือว่าท่านประธาน เป็นประธานที่ประชุมต้องวางตัวเป็นกลาง ท่านไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกอภิปรายเพราะนั่นจะทำให้ท่านไม่เป็นกลาง ที่ผมบอกท่านไม่เป็นกลางตรงไหน รู้ไหมครับ ก็ท่านมาพูดเองว่าสิ่งที่ท่านสุเทพพูดไม่เป็นความจริงท่านพูดได้อย่างไรครับ ท่านจะรู้สึกอย่างไรท่านไม่มีสิทธิแสดงออกเมื่อท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านต้องปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลเขาลุกขึ้นมาโต้แย้งหรือนำข้อเท็จจริง มาหักล้างกับท่านสุเทพ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน ต้องรักศักดิ์ศรีของการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องทำหน้าที่ให้เป็นกลาง การปรองดองถึงจะเกิดครับ
เสร็จแล้วนะครับ เดี๋ยวครับวินิจฉัยทีละท่านก่อนนะครับ คือผมเป็นประธานผมต้อง ปฏิบัติตามข้อบังคับ ถ้าสภาไม่มีข้อบังคับมันก็เดินหน้าไม่ได้ การจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ก็คือว่าผู้อภิปรายต้องดูแนวทางในข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านสมาชิกก็ประท้วงในข้อ ๖๑ ส่วนข้อเท็จจริงของท่านสุเทพจะเป็นความจริงหรือไม่ยังพิสูจน์กันไม่ได้ในบางอย่าง บางประเด็น แล้วมันก็ไปกระทบกับบุคคลอื่นเขา ท่านสมาชิกก็ลุกขึ้นประท้วงให้ผมควบคุม ตามข้อ ๘ แล้วก็ข้อ ๖๑ ผมก็วินิจฉัย ต้องขอบคุณความเห็นของท่านธนานะครับ
(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เดี๋ยวนะครับ ต่อไปเป็นท่านคุณหมอวรงค์ก่อนเพราะเห็นท่านยืนประท้วงนานแล้ว ทีละท่าน เดี๋ยวพอเสร็จคุณหมอวรงค์เดี๋ยวท่านก่อแก้วประท้วงต่อ ท่านจะได้รู้คิว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ครับ ท่านประธานฟังก่อน ท่านประธานต้องฟังผมสิ ท่านประธานเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ท่านฟังผมก่อนสิครับว่าผมอธิบาย
คืออย่างนี้ถ้าท่านประท้วงในเรื่องเดิม ข้อเดิม ผมจะไม่อนุญาต เพราะเมื่อครู่ท่านธนา ประท้วงข้อ ๘ กับเรื่องผมไม่เป็นกลางผมก็ได้อธิบายความแล้ว
มันคนละประเด็นครับท่านประธาน ผมกำลังจะประท้วงประเด็นของจ่าครับท่านประธาน
ท่านประท้วงผมหรือประท้วงใครเอาใหม่สิครับ
ผมประท้วงท่านประธานในกรณีของจ่า
เดี๋ยวประท้วงว่าผมฝ่าฝืนข้อไหนก่อนนะครับ ผมจะได้รู้
ผมประท้วงท่านประธานข้อ ๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ในประเด็นของท่านจ่าของผม ท่านต้องฟังผมสิครับ เห็นไหมครับ คนละประเด็นแล้วครับท่านประธาน เพราะท่านประธานท่านเห็นไหมครับว่าท่านสุเทพ ท่านอภิปรายในกรณีปรองดอง แล้วท่านก็พูดชัดเจน ชัดถ้อย ชัดคำ แล้วท่านก็ปล่อย ให้ท่านจ่าของผมลุกขึ้นมาประท้วงออกโทรทัศน์อยู่เรื่อย ๆ คือการประท้วงนาน ๆ ทีผมรับได้ แต่ท่านลุกขึ้นมาบ่อย ๆ เพื่อออกโทรทัศน์อย่างนี้มันรับไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านต้อง ควบคุมอย่างนี้ด้วยท่านประธาน
คืออย่างนี้ เดี๋ยวครับท่านใจเย็น ๆ ผมวินิจฉัย คุณหมอครับนั่งก่อนเดี๋ยวทีละท่าน คืออย่างนี้ครับ คุณหมอครับ คือท่านก็ยืนขึ้นยกมือก็ใช้สิทธิตามข้อบังคับ ผมไม่รู้หรอกครับในฐานะประธาน ต้องให้ผู้ประท้วงเขาอธิบายความ แต่จะไปห้ามไม่ให้เขาประท้วงก็เหมือนกับผมห้ามท่าน ท่านบอกว่าประท้วงข้อ ๘ กับข้อนี้ผมก็บอกเหมือนกัน ท่านก็บอกว่าฟังผมก่อน ผมก็ฟังท่าน อย่างที่ท่านแนะนำ อดทนหน่อยครับฝั่งเราก็ประท้วง ฝั่งนี้ก็ประท้วง เดี๋ยวประท้วงกันไป เดี๋ยวก็ปรองดองกันเองนะครับใจเย็น ๆ ทีนี้เชิญคุณก่อแก้วก่อน เดี๋ยวคิวคุณก่อแก้วก่อน
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อ ขอประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตที่เอ่ยนามคุณธนา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้คุณธนากล่าวหาผมนั้น กล่าวโจมตี คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านประธานครับ ผมลุกขึ้นมาประท้วงคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เนื่องจากว่าคุณสุเทพพูดไม่เป็นความจริง กล่าวหาว่าพวกผมนั้นฝักใฝ่ ระบบประธานาธิบดี ผมเลยมาประท้วง ประท้วงตรงนี้ผมต้องการให้คุณสุเทพพูดความจริง ให้กับสังคมไทย ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสีในสภาอย่างนี้ครับ ผมไม่ได้กล่าวหานายสุเทพ ผมมาประท้วงนายสุเทพเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้วในประเด็นนี้ เดี๋ยวฝั่งท่านบุญยอดก่อน เดี๋ยวก็ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ทีละท่าน จะเดินหน้าได้ไหมนี่ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่าน ๒ ข้อ เรื่องของการควบคุมการประชุมและความเป็นกลาง ประท้วงตัวท่านเองไม่ซ้ำกับคนอื่น
ประเด็นที่ ๑ เมื่อวานนี้ท่านใช้เหตุผลหลายครั้งว่าข้อเท็จจริงของแต่ละคน ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความจริงเป็นอย่างไร จึงขอให้ประชาชนตัดสินถูกไหมครับ วันนี้เมื่อสักครู่นี้ท่านไม่ได้ใช้เหตุผลนี้ในการตัดสินวินิจฉัย ผมจึงคิดว่าท่านเป็นการตัดสิน ที่ไม่เป็นกลาง
เดี๋ยวคุณบุญยอด เดี๋ยวนิดหนึ่ง ท่านประท้วงข้อวินิจฉัยผมใช่ไหมครับ
ผมประท้วงท่านว่าท่านไม่เป็นกลาง จากข้อวินิจฉัยของท่านครับ
คือถ้าไม่เป็นกลางก็เป็นตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าท่านจะประท้วงตามข้อบังคับประท้วง คำวินิจฉัยไม่ได้ เพราะข้อบังคับเขียนไว้ว่าคำวินิจฉัยถือว่าเป็นเด็ดขาด ท่านจะประท้วงอะไร เอาให้ดีครับ
ผมไม่ได้ประท้วงคำวินิจฉัยของท่าน ผมประท้วงว่าท่านไม่เป็นกลางด้วยคำวินิจฉัยของท่านที่ไม่เท่ากันครับ จากเมื่อวานนี้หลายครั้ง ท่านยกเหตุผลทุกครั้งที่มีการโต้ตอบ ๒ ข้างว่าข้อเท็จจริงอยู่ที่แต่ละคน จะจริงหรือเท็จ อย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันทีหลังแล้วประชาชนจะเป็นคนตัดสิน ท่านพูดอย่างนี้ ไม่น้อยกว่า ๓ ครั้งเมื่อวานนี้ แต่วันนี้คำวินิจฉัยของท่านท่านก็มาปรามท่านสุเทพ เมื่อสักครู่ ท่านพูดไปแล้วไม่เป็นอะไร ท่านเอาไปพิจารณาแล้วกันนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ว่าเป็นการควบคุมการประชุมก็คือว่าถ้าท่านให้คนที่ลุกขึ้นมา ประท้วงทุกครั้งทำตัวแบบนี้ ผมว่าท่านควบคุมการประชุมไม่ได้ครับท่านประธานครับ การลุกขึ้นมาประท้วงทุกครั้งต้องดูเจตนาของเขาด้วยว่าเขาลุกขึ้นมามีเจตนาอย่างไร เช่น พูดจาหยาบคายแล้วก็ถอนคำพูด ลุกขึ้นมาประท้วงหลายครั้งเพื่อที่จะทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เข้าตาใครสักคนหนึ่งครับ ผมคิดว่าต้องควบคุมเรื่องนี้ครับ
ผมคิดว่าต้องค่อย ๆ ไปทีละประเด็น เดี๋ยวผมจะดูนะครับ แต่ต้องขอความกรุณาว่า เวลาประท้วงเราก็ยังไม่ทราบว่าท่านจะประท้วงเรื่องอะไรอย่างที่เวลาผมกดไมโครโฟน ท่านก็บอกว่าให้ผมพูดก่อน ผมก็ให้ท่านพูด ผมต้องรู้ก่อนว่าประท้วงอะไร พอประท้วงเสร็จ ผมก็จะได้ควบคุมกำกับได้ว่าอะไรเหมาะสม ไม่เหมาะสม อะไรสมควร ไม่สมควร แต่ผม จะไปรู้ก่อนไม่ได้ เดี๋ยวครับท่านก่อแก้ว เชิญครับ ท่านจะใช้สิทธิอะไร ประท้วงหรืออะไร
ท่านบุญยอดพาดพิงผมครับ ท่านประธานครับเมื่อครู่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามครับ คุณบุญยอด
เดี๋ยวท่านจะใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหม
เมื่อสักครู่ท่านตำหนิผมผ่าน ท่านประธานแล้วครับ ผมขออนุญาต
เดี๋ยว พาดพิงอย่างไรก่อนครับ
เมื่อครู่ท่านบอกว่าอย่าปล่อยให้ ผู้ประท้วงที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมมาประท้วงบ่อย ๆ แล้วชี้มาทางผม ถ้าชี้ไปทางจ่า ผมไม่ว่าครับ แต่ชี้มาทางผมครับ ถ้าชี้ทางผมผมต้องอธิบายครับเพราะว่าผมไม่มีพฤติกรรม อย่างที่คุณบุญยอดกล่าวถึงเลย
ครับ เรียบร้อย ไม่มีพฤติกรรมนะครับ
ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกในสภา ถ้าอธิบายด้วยเหตุผล ชี้แจงด้วยเหตุผลไม่ได้ก็อย่าตีรวนครับ อย่าไปตำหนิท่านประธานครับ อย่าไปกล่าวอ้างว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง นี่เป็นคำพูดที่ใช้หากินในสภามาตลอดครับ
ครับ ท่านบุญยอดจะใช้สิทธิอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ เขากล่าวหาว่า ผมหากินในสภา บอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลางเป็นการหากินในสภา
ท่านจะใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ
ถูกพาดพิงให้เสียหายครับ ผมไม่ได้ มีพฤติกรรมอย่างนั้นครับ เขาต้องถอนคำพูดนี้ครับ
เชิญท่านชี้แจง
การลุกขึ้นมาประท้วงต่อท่าน ผมทำตามข้อบังคับการประชุมและตามหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเป็น กรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าผมทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร ผมเคารพ ต่อการประชุมมากพอและผมไม่เคยใช้การลุกขึ้นประท้วงเพื่อหากิน เขาพูดประโยคนี้ เมื่อสักครู่ ผมเสียหาย
ได้ครับ ท่านชี้แจงเสร็จเรียบร้อย
เขาต้องถอนคำพูดครับ
เดี๋ยวนะครับ เหลือผู้ประท้วงอยู่ ๒ ท่าน ท่านยังติดใจอยู่ไหมครับ ท่านติดใจประท้วงอยู่ ใช่ไหมครับ เดี๋ยวมาฝั่งนี้ก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงคุณหมอวรงค์ ที่พาดพิงมาถึงผมว่าจ่าเป็นคนของเขา ผมไม่ได้เป็นคนของเขาหรอกครับ ผมไปเป็นคนของหมอวรงค์เมื่อไรละครับ
เดี๋ยวครับ ท่านจะประท้วงหรือขอใช้สิทธิพาดพิงท่านก็บอกมาก่อนครับ
ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ เมื่อครู่ ผมบอกไปแล้วว่าผมใช้สิทธิพาดพิง
เอาสั้น ๆ ท่านอธิบายความ
ผมเสียหายนะครับ เดี๋ยวทุกคนฟังอยู่ ไม่เข้าใจว่าผมนี่ไปมีอะไรกับคุณหมอวรงค์หรือเปล่า ความจริงคุณหมอวรงค์จริง ๆ แล้ว ในวันที่กระทู้ถามสดเมื่อครั้งที่ผ่านมานี่ไปถามใครก็ได้ว่าจ่าประสิทธิ์ขอชื่นชมในการทำหน้าที่ เพราะว่าจริง ๆ วันนั้นข้อเท็จจริงในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจำนำข้าว การรับซื้อข้าวอะไรต่าง ๆ ผมเองมีโอกาสลงพื้นที่และข้อเท็จจริงมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ขอชื่นชม แต่วันนี้ท่านบอกว่าผมเป็นคนของท่านนี่ผมรับไม่ได้ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านได้ชี้แจงแล้ว พอสมควร เชิญท่านประท้วงครับ ไม่ได้แล้วคุณหมอวรงค์ครับ ท่านชี้แจง ข้อพาดพิงของท่านว่าท่านไม่ใช่เป็นคนของท่านก็ยุติแล้ว เดี๋ยวให้ท่านผู้ประท้วงก่อนครับ ท่านนั่งลง ให้ท่านประท้วงก่อนครับ ท่านยืนนานแล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะประท้วงท่านประธานและบอกว่าท่านประธาน ทำผิดข้อบังคับข้อใด ผมอยากถามท่านประธานว่าท่านจะมีเวลาฟังผมชี้แจงสักนิดได้ไหมครับ เพราะผมก็รอ
เดี๋ยวนะครับ ท่านใช้สิทธิประท้วง อย่าเพิ่งถามผมเลยครับ ท่านจะประท้วงอะไรท่านก็ว่า ของท่านไปก่อน
คือคำประท้วงผม ต้องมีคำอธิบาย ผมยังอดทนรอฟังที่จะชี้แจงให้แก่ประธานสภา แล้วเหตุใดประธาน จะไม่รับฟังเสียงเล็ก ๆ จากผู้แทนปวงชนคนนี้ละครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วงว่า ท่านประธานสภาไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ เมื่อสมาชิกผู้ใดต้องการประท้วง ว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ให้ยืนและยกมือขึ้นพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง ประธานฟังคำผมชี้แจงก่อนนะครับ ประธานพยายามจะไม่ให้สมาชิกฝ่ายค้านได้ชี้แจง ประธานสภาทำเสมือนว่าประธานนั้นเป็นผู้ประท้วงเสียเอง คอยขัดขวางคำชี้แจงของสมาชิก
คืออย่างนี้ ท่านใช้สิทธิตามข้อบังคับ ท่านจะประท้วงว่าผมฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือท่านใด ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ เชิญครับ
ผมกำลังประท้วงว่าท่านประธาน ไม่ปฏิบัติตามข้อ ๖๓ ท่านประธานครับ ท่านประธานอดทนฟังสักนิดสิครับ วันนี้เรากำลังคุย กำลังพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติไม่ใช่หรือครับ แล้วการปรองดองจุดเริ่มแรกเริ่มที่ไหนครับ เริ่มตรงสภาแห่งนี้ แล้วผมก็พิจารณาบรรยากาศที่ผ่านมาสักครู่นี้ ผมเห็นว่าบรรยากาศ แห่งความปรองดองไม่มี ผมก็อยากจะเสนอแนะให้ท่านประธานว่าเพื่อสร้างบรรยากาศ แห่งความปรองดอง เมื่อผมประท้วงแล้วก็ขอถือโอกาสเสนอแนะให้ท่านประธานได้หาโอกาส ลงไปเข้าห้องน้ำ แล้วให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เข้ามาทำหน้าที่แทน
คืออย่างนี้ครับ นั่งลงครับ เชิญท่านนั่งลงครับ เชิญท่าน ผมจะวินิจฉัยครับ เชิญครับ นั่งลงก่อนครับ เชิญท่านนั่งลงครับ ผมจะวินิจฉัยประเด็นของท่านครับ ขอบคุณคำแนะนำนะครับ ผมไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ก็ให้สิทธิทุกท่านแล้วก็เรียงตามลำดับ เพราะมีการประท้วงหลายท่าน เมื่อประท้วงหลายท่านผมก็ให้ทุกท่าน ฉะนั้นคำวินิจฉัยจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ข้อบังคับ เราก็เขียนไว้อย่างนั้น ท่านกรรมาธิการมีอะไรจะชี้แจง เดี๋ยวครับ เดี๋ยวท่านกรรมาธิการ เขาจะมีอะไรนิดหนึ่ง นั่งลงครับท่านบุญยอดครับ เดี๋ยวท่านชวลิตท่านจะขอพูดอะไรสั้น ๆ นิดหนึ่ง เชิญท่านสุเทพต่อครับ
ท่านประธานฟังผมนิดเถอะครับ
ท่านสุเทพต่อเลยนะครับ
มันผิดประเพณีครับ ผมกำลัง อภิปรายอยู่ ท่านกรรมาธิการก็จดไว้สิครับ จะชี้แจงผมในประเด็นไหนบ้างก็จดเอาไว้ การจะลุกขึ้นมาขัดคอผมกลางคันมันจะเสียภาพของกรรมาธิการเอง ท่านประธานครับ ผมเรียนกับท่านประธานตั้งแต่ต้นว่าผมเป็นคนพูดจริงทำจริงครับท่านประธาน ผมสนับสนุน การปรองดอง ฟังใหม่อีกครั้งก็ได้ครับ ผมสนับสนุนการปรองดอง ผมเหมือนกับ คนไทยทั้งประเทศวันนี้อยากเห็นการปรองดองเพราะผมสู้กับพวกเสื้อแดง เสื้อดำทั้งหลายมา เบื่อแล้ว ผมอยากเห็นสงบเสียที แต่ว่าการที่จะปรองดองมันต้องพูดความจริงว่า ผมต้องปรองดองกับใครบ้าง แล้วถ้าจะปรองดองกันนี่ผมต้องเสียสละอะไรบ้าง ข้างโน้น เขาต้องเสียสละอะไรบ้าง คนไทยคนอื่นเขาต้องเสียสละอะไรบ้าง จะอยู่ ๆ มาบอกว่า พลเอก สนธิประกาศว่าให้ทุกคนปรองดองกัน นี่ไม่ใช่ คมช. นะครับ ไม่ใช่ครับ ต้องกลับไป สวมเครื่องแบบออกมายึดอำนาจใหม่แล้วค่อยมาบังคับกันได้ นี่ผมขออภัยท่านสนธิ ต้องยกตัวอย่างเพราะว่าเคารพกันก็ต้องพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องฟังครับ ถ้าไม่มีคำตอบ ให้กับประชาชนให้ชัดเจนไม่มีวันเกิดการปรองดองได้แน่นอน เพราะเขายังติดใจกันอยู่ ผมไม่ต้องเอาความฝันแบบคุณพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล มาเล่าเพราะว่าผมอยู่ในเหตุการณ์จริง ผมเคยถูกพวกเขาไล่ล่าฆ่าสังหารมาแล้ว หมายเอาชีวิตผมมาแล้ว ไล่มาจนถึงในสภานี้แล้ว ไม่ต้องบรรยายครับ ผมไม่ได้ลงไปรายละเอียดขนาดนั้น ผมไม่พูดถึงวันที่เขาเอากองกำลังชุดดำ มาไล่ฆ่าทหาร ตำรวจ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องลงไปละเอียดก็ได้ แต่ว่ามีความเป็นจริง ที่ต้องพูดกันว่าอุดมการณ์ของฝ่ายท่านในทางการเมืองนั้นไม่สอดคล้องกับแนวความคิด ของประชาชนอีกส่วนหนึ่งแน่นอน แล้วผมก็อธิบายว่าอุดมการณ์อะไรที่ไม่สอดคล้อง กับความคิดของประชาชน คืออุดมการณ์ที่ท่านจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง ของประเทศนี้แล้วสถาปนารัฐไทยใหม่ แล้วสถาปนาระบอบประธานาธิบดี แล้วให้ พรรคการเมืองพรรคเดียวปกครองประเทศ คือพรรคเสื้อแดงนี่ล่ะ ประชาชนเขารับไม่ได้ แล้วเมื่อครู่ที่ลุก
ท่านครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ผมขอให้ท่านผู้กำลังอภิปรายถอนคำพูดว่า พวกผม กำลังจะเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศเป็นประธานาธิบดี เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง แล้วขอให้ผู้กำลังอภิปรายเลิกพูดความเท็จเสียทีครับ หลอกลวงคนไทยมามากแล้วครับ ท่านประธานครับ
ให้ผมวินิจฉัยก่อนสิครับ เดี๋ยวนะครับ คืออย่างนี้ครับท่านก่อแก้วครับ ผมได้เตือนท่านสุเทพ ไปแล้วครั้งหนึ่งเรื่องประเด็นที่ท่านบอกว่ามีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ว่ากันไป ท่านก็เลยไปจนถึงว่าจะมีประธานาธิบดีอะไรต่าง ๆ ผมเตือนท่านแล้วครั้งหนึ่งว่าอย่างที่ ท่านผู้มาชี้แจงนี่มันก็ปรากฏว่าเป็นความคิดของท่านแต่จะไปบอกว่าอีกฝั่งหนึ่งจะมีความคิด อย่างนี้ มันก็เหมือนกับท่านกำลังปฏิบัติผิด ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อยู่ ผมจึงเตือนท่านเป็นครั้งแรก แล้วท่านก็พูดอีก ผมขอเตือนท่าน อันนี้ผมวินิจฉัยของท่านก่อแก้ว
(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านธนาครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน เพราะว่าท่านประธานไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เดินหน้าต่อไปได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า การพูดถึงเรื่องปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ทุกคนพูด ทางประธานคณะกรรมาธิการก็นำเสนอรายงานมาว่าพวกเราต้องเอาความจริงมาพูดกัน วันนี้ท่านสุเทพยกประเด็นในข้อที่ท่านมีแนวความคิดว่าคนกลุ่มหนึ่งมีแนวความคิดแบบนี้ และโดยเฉพาะท่านก็พูดตรงว่าพรรครัฐบาลมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งสมาชิกที่อาจจะ ถูกพาดพิง ท่านอยู่ในสภาแห่งนี้อยู่แล้ว ท่านรอให้ท่านสุเทพอภิปรายให้จบ ท่านก็ลุกขึ้นมา ทำความข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่าสิ่งที่ท่านสุเทพพูดไม่จริง หรือจริงอย่างไร ท่านทำเวทีนี้ ให้เป็นเวทีของข้อเท็จจริงเถอะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเดินหน้าไม่ได้จริง ๆ ปรองดองเกิดไม่ได้หรอกครับ ถ้าท่านใช้วิธีการที่จะข่มขู่ปิดปาก เอาคนที่ไม่เห็นด้วย
เดี๋ยวนะครับ ผมว่าอย่าไปใช้คำรุนแรงเลย ข่มขู่ ปิดปากกัน ผมก็เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายใช้สิทธิ ตามข้อบังคับอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจะวินิจฉัยประเด็นท่านธนา ท่านประท้วงผมข้อ ๘ คืออย่างนี้ ท่านธนาครับ ก็เหมือนกับท่านประท้วงผมหรือประท้วงท่านสมาชิกนี่ละ ผมนี่ไม่ทราบหรอก ว่าท่านจะประท้วงอะไร แล้วท่านประท้วงว่าอย่างนี้ผมก็ไม่สามารถควบคุมให้การประชุม เดินหน้าต่อไปได้ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านยืนขึ้นใช้สิทธิตามข้อบังคับแล้วนี่ ท่านจะพูดอะไร ฉะนั้นอดทนฟัง แล้วก็ให้ท่านสุเทพได้บรรยายไป แล้วขอความกรุณาท่านสุเทพ เพราะท่าน เป็นผู้ใหญ่ ท่านรู้ว่าอะไรที่จะสมควร ไม่สมควร เหมาะสม ไม่เหมาะสมเพื่อที่จะให้ การประชุมเดินหน้าไปได้ ถ้าเราพยายามที่จะลดการประท้วงหน่อย อดทนหน่อยทั้ง ๒ ฝ่าย ผมว่าการทำหน้าที่ของพวกเราก็เดินหน้าไปได้ อย่างที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้ละครับ
ท่านประธานก็ให้ท่านสุเทพอภิปราย ให้จบ ส่วนใครจะประท้วงอย่างไร ส่วนใครจะอภิปรายอย่างไรก็ต่อ
นั่งลงครับ เดี๋ยวท่านสุเทพจะได้ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานเตือนผมนี่ผมก็ฟัง ผมถึงได้เรียนอย่างไรครับว่าท่านประธานดูหลักฐานผมเสียก่อน จะได้ไม่วินิจฉัยผิด ที่ผมพูดว่าฝ่ายข้าง พันตำรวจโท ทักษิณนี่ที่มีพรรคการเมือง มีมวลชนเสื้อแดง มีกองกำลังติดอาวุธนี่เขามีอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง จากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง แล้วผมก็บอกว่า อุดมการณ์ของเขานี่เขาต้องการสร้างรัฐไทยใหม่ ไม่ใช่ผมพูดขึ้นเองท่านประธาน ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงทำงานกับการข่าวมา รวบรวมข่าวทั้งหมดยกตัวอย่าง ให้ท่านดูได้ นี่ใครเขียนละครับ นี่ใครละครับ ที่เอาป้ายอย่างนี้ไปติดทั่วพื้นที่ที่คุณชุมนุมกันอยู่นี่ครับ รัฐไทยใหม่ทักษิณจงเจริญ ชัยชนะแดงทั้งแผ่นดิน ใครเขียนล่ะครับ ผมเขียนขึ้นเองหรือ ท่านประธาน ๓ ปี ต้านอำมาตยา สถาปนารัฐไทยใหม่ อันนี้ไม่เคยเห็นหรือครับ พลเอก สนธิไม่เคยได้ยินหรือครับ ประธานคณะกรรมาธิการ อยู่ข้างบนนั้นไม่เคยเห็นเรื่องนี้ หรือครับ ประธานาธิบดีทักษิณ ชินวัตร ประมุขรัฐไทยใหม่ อย่างนี้ใครเขียนล่ะครับ คุณก่อแก้วไม่เคยเห็นเรื่องนี้มาก่อนหรือครับบนเวที
คืออย่างนี้ท่านสุเทพใจเย็น ๆ ครับ มีผู้ประท้วงอีกแล้ว ผมขอเตือนท่านผู้อภิปรายก่อน ที่ให้ท่านจะประท้วง คือการที่ท่านเอาภาพซึ่งผมยังไม่ได้อนุญาตนี่มาประกอบการอภิปราย ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ท่านก็ไปเขียนว่าบุคคลภายนอกซึ่งไมได้อยู่ในสภาแห่งนี้นี่ ท่านก็ไป บรรยายไปบอกว่าจะเป็นรัฐอย่างไร แล้วก็มีการปกครองอย่างไรนี่ ผมขอความกรุณา จะไม่ให้ท่านโชว์ภาพนี้ แล้วข้อเท็จจริงมันก็เป็นอย่างที่พวกเราพอทราบกันอยู่ อันนี้ขอเตือนนะครับ เดี๋ยวผมให้ผู้ประท้วงก่อน ทีละท่าน ท่านก่อแก้วก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อ ๖๑ เรื่องกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงกำลังจะสถาปนารัฐไทยใหม่ที่เป็นระบอบ ประธานาธิบดีครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้คำว่า รัฐไทยใหม่ เป็นเรื่องที่พวกผมยกขึ้นมาพูด จริงครับ แต่ว่าคำว่า รัฐไทยใหม่ หมายถึงรัฐไทยที่มีระบอบประชาธิปไตย
คืออย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านก่อแก้วครับ
ขออธิบายนิดหนึ่งครับท่านประธาน อำนาจอธิปไตย
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวท่านฟังก่อนสิครับ ทีเวลาท่าน ท่านก็อยากให้ฟังท่าน ผมกำลัง จะเตือนผู้ประท้วงอยู่ครับว่าจะประท้วงข้อไหนอย่างไรครับ ท่านนั่งลงครับ เวลาฝั่งนี้ ท่านทำใจนิดหนึ่ง ใจเย็น ๆ ครับ ผมกำลังฟังอยู่ว่าท่านจะประท้วงหรือใช้สิทธิพาดพิง ผมกำลังจะถาม ให้ท่านอธิบายความอีกสักนิดหนึ่ง ผมจะได้รู้ว่าที่ท่านพูดนี้คือท่านจะใช้สิทธิ อะไร เชิญท่านก่อแก้วใหม่ครับ
ท่านประธานครับ ผมกำลังอธิบาย ท่านประธานว่าผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ท่านกล่าวเท็จ ใส่ร้ายครับ คำว่า รัฐไทยใหม่ ที่บอกว่าพวกเสื้อแดงกำลังสถาปนารัฐไทยใหม่ที่เป็นระบอบประธานาธิบดี ท่านประธานครับ เรื่องนี้ขออธิบายนิดหนึ่งครับ คำว่า รัฐไทยใหม่ ที่พวกผมยกขึ้นมาพูดนั้นหมายถึงระบอบ ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน ไม่ใช่เป็นระบอบอำมาตยาที่มีศักดินา ๒ มาตรฐานอย่างนี้ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ และที่ท่านผู้อภิปรายกล่าวเท็จเรื่องนี้ ขอให้เขาได้กรุณาถอนคำพูดครับ ท่านประธานครับ
ได้ครับ เดี๋ยว ผมมีอีกท่านหนึ่ง ท่านนั่งก่อนครับ ผมจะวินิจฉัยก่อน ของประเด็นท่านก่อแก้ว คือที่ท่านสุเทพได้หยิบยกประเด็นในเรื่องของกลุ่ม ท่านบอกว่าการปรองดองจะต้องมี ๑. กลุ่ม ๒. พฤติกรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านก็บอกว่าคู่กรณีก็คือกลุ่มเสื้อแดงซึ่งบอกว่า มีรัฐไทยใหม่ แต่ข้อเท็จจริงรัฐไทยใหม่เป็นอย่างไรเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ของท่านกำลังอธิบายความถึงมูลเหตุที่ไปของเรื่องของความขัดแย้งอยู่ อันนี้ประเด็นของท่าน ส่วนท่านจะใช้สิทธิพาดพิง เดี๋ยวให้จบแล้วค่อยว่ากัน เชิญผู้ประท้วง ท่านที่ ๒ ครับ
ท่านประธานครับ ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ พวกผมนั้น ไม่เคยออกมาบอกว่า ขอประท้วงผู้อภิปรายครับว่าเรื่องนี้ใส่ร้ายป้ายสีพวกผมครับ ตามข้อ ๖๑ ครับ ท่านประธานครับ ที่บอกว่ารัฐไทยใหม่ที่มีประธานาธิบดีนั้นไม่ใช่ครับ นโยบายของพวกผมที่ต่อสู้ครับ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขครับ บัดนี้มีอยู่ครับ ๖ ข้อครับ นโยบายก็มีแล้วครับ ท่านประธานครับ ใส่ร้ายป้ายสีครับ
ท่านวรชัยครับ คืออย่างนี้ครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วท่านก่อแก้วได้ชี้แจงไปแล้ว อธิบาย ความข้อประท้วงของท่านแล้ว เชิญท่านสมบูรณ์ ท่านติดใจไหม คือท่านธนาผมจะไม่ให้แล้วล่ะ เพราะว่าท่านธนาเป็นคนแนะนำเองว่าการอภิปรายจะดำเนินการไปได้ก็ต้องพยายามลดการ ประท้วงกัน เดี๋ยว ท่านธนานั่งลงก่อนครับ ท่านสมบูรณ์นั่งลง
(นายอรรถพร พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านอลงกรณ์ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผม อรรถพร พลบุตร
ขอโทษครับ ท่านอรรถพรครับ
ผมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงการทำหน้าที่การวินิจฉัยของท่านประธาน ตามข้อ ๘ ครับ ท่านประธานครับ ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อธิบาย ข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์ ท่านไม่ได้อธิบายความว่าไทยใหม่คือคอมมิวนิสต์ หรือคืออะไรทั้งสิ้น จะเป็นไทยใหม่ ไทยเผาเมือง ไทยชุดดำ นั่นเป็นข้อเท็จจริงที่เราจะต้อง ชำระสะสาง และเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณชน แต่ท่านประธานได้ควบคุม การประชุม ทำให้การอภิปรายสะดุดหยุดลงและเปิดโอกาสให้สมาชิกฝ่ายรัฐบาล ได้กล่าวร้ายว่าเป็นการอภิปรายให้ข้อมูลซึ่งเป็นเท็จ ทั้งที่ขัดต่อสิ่งที่ประจักษ์แจ้ง ต่อสาธารณชน
คือท่านประท้วงผม ข้อ ๘ ใช่ไหมครับ
ครับ ท่านประธานต้องเป็นกลาง และท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ท่านก็ต้องถอนคำพูดที่ได้กล่าวหาว่าท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ได้พูดจากล่าวร้ายให้ข้อมูลซึ่งเป็นเท็จ ต้องถอนคำพูดครับ ไม่อย่างนั้นการประชุม เดินหน้าต่อไปไม่ได้และการปรองดองเกิดขึ้นไม่ได้ครับ
ผมวินิจฉัยก่อนนะครับท่านจตุพรครับ คือผมได้วินิจฉัยของท่านก่อแก้วไปแล้ว ส่วนความเห็น ของรัฐไทยใหม่ของท่านสุเทพท่านก็คิดแบบของท่านสุเทพไป ผู้ที่เกี่ยวข้องท่านก็ได้ประท้วง แล้วก็อธิบายถึงเจตนารมณ์ของรัฐไทยใหม่เป็นอย่างไร ซึ่งประชาชนฟังแล้วท่านสมาชิกฟัง ก็เข้าใจอยู่แล้ว ท่านธนาเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่าสิ่งที่ท่านลุกขึ้นมาประท้วงท่านสุเทพหาว่า กล่าวความเท็จนั้น ความจริงท่านกล่าวความเท็จ ท่านปราศรัยว่าผู้หลักผู้ใหญ่บางคน ชาวบ้านเคยนับถือมีรูปติดฝาบ้านทุกบ้าน เดี๋ยวนี้ถูกปลดลงหมดแล้ว ปราศรัยเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม
เดี๋ยวครับท่านธนา ผมถามท่านนิดหนึ่งก่อน ท่านจะใช้สิทธิประท้วงตามข้อ ๖๑ วรรคสอง หรือเปล่าครับ
ครับ
คือเท็จมันไม่มีในข้อบังคับ
ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าผมประท้วงว่า ท่านก่อแก้วพูดความเท็จในที่ประชุมสภา แล้วไปกล่าวใส่ร้ายท่านสุเทพ ผมเลยต้อง เอาความจริงมาให้ได้รับทราบอย่างไรครับว่า
คือมันมีข้อไหนครับไปกล่าวความเท็จ ข้อไหนครับ
คนที่มีแนวความคิดอย่างนี้ มันสอดคล้องกับแนวที่ท่านสุเทพได้อภิปรายหรือไม่ ท่านประธานฟังสิครับ วันนี้เราพูดถึง อุดมการณ์ทางการเมือง
คืออย่างนี้ เดี๋ยวท่านฟังผมก่อนครับ ท่านลุกขึ้นมานี่ผมก็พยายามจะไม่ถามข้อ เพราะว่า ท่านสมาชิกเองก็เปิดตำราไม่ทัน อันนี้ท่านก็อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาบอกว่าท่านก่อแก้วกล่าวความเท็จ ผมก็ต้องถามท่านว่าท่านจะใช้สิทธิตามข้อ ๖๑ วรรคสอง ใช่ไหม ถ้าท่านจะใช้สิทธิตามข้อ ๖๑ วรรคสอง ท่านก็ต้องบอกว่าเป็นการใช้คำสุภาพไหม ใส่ร้ายไหม หรือเสียดสีบุคคลใด ส่วนระหว่างท่านก่อแก้วกับท่านสุเทพยังเป็นข้อเท็จจริงกันอยู่ ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงอยู่นี่ จะเป็นความจริงหรือไม่ มันต้องเป็นความจริงก่อน ถ้าใครพูดตรงกันข้ามกับความจริง ซึ่งไม่เป็นความจริง อันนั้นเขาเรียกว่าเท็จนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีปรากฏจริงอยู่ ฉะนั้นมันก็ยังไม่มีใครเท็จไม่เท็จหรอกครับ ท่านจะประท้วงอะไรท่านก็ประท้วงมาเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าปล่อยให้ผู้อภิปรายเขาอภิปรายเหตุและผลของเขาให้จบ ส่วนท่านจะมีความคิดเห็นต่างอย่างไรท่านนำข้อเท็จจริงมาแสดงในที่ประชุมสภา การประชุมสภาก็เดินหน้าได้ แต่ว่าท่านประธานปล่อยให้ลุกขึ้นมาอย่างนี้ครับ แล้วไป กล่าวหาคนอื่น
แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องอะไรล่ะครับ ท่านนั่งลงสิครับ ท่านก็ต้องฟังเวลาท่านลุกขึ้น ประท้วง อย่างท่านอะไรนะจากจังหวัดเพชรบุรีผมก็ต้องฟังท่านก่อน ท่านก็บอกว่า ผมผิดข้อ ๘ ผมก็อธิบายความ พออธิบายเสร็จท่านก็นั่งลง ฉะนั้นท่านก็ประท้วงเรื่องเก่าอีก ท่านนั่งลงครับผมจะให้อีกฝั่งหนึ่งประท้วง ผมวินิจฉัยของท่านไปแล้ว ผมพยายาม
(นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านจตุพรประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วง ท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๘ เรื่องควบคุมการประชุม ผมหารืออย่างนี้กับท่านประธานครับว่า ผมขอร้องซีกทางรัฐบาล แล้วขอต่อรองไปยังพรรคฝ่ายค้านว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ อยากพูดอะไรให้พูดไปเลย พวกกระผมไม่ต้องประท้วง แล้วเมื่อเวลาผมพูดให้นายสุเทพ สั่งลูกพรรคว่าอย่าได้ประท้วงกับผม ต่างฝ่ายต่างได้ทำหน้าที่ คุณสุเทพคิดอะไร คุณสุเทพ พูดมาให้หมด แล้วอย่าขัดขวางกัน ผมยืนขึ้นแสดงความคิดเห็นลูกพรรคของคุณสุเทพ ก็อย่าได้ประท้วงกัน นักเลงกันนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน พยักหน้าแล้วครับ
คืออย่างนี้ เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวท่านวิเชียรครับ คือท่านจะไปคุยกัน พูดกันอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ความปรารถนาของท่าน แต่ผมต้องบังคับตามข้อบังคับ ผมว่าอย่างนี้ให้วิป ๒ ฝ่ายไปคุยกัน ให้เรียบร้อย แล้วก็เดี๋ยวผมพักการประชุมสักพักหนึ่ง เดี๋ยวท่านก็ไปตกลงกันให้เรียบร้อย ผมขอพักการประชุมก่อนนะครับ
พักประชุมเวลา ๑๖.๒๐ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๖.๒๗ นาฬิกา
ผมขอดำเนินการต่อ เมื่อสักครู่ท่านรองประธานเจริญได้ทำหน้าที่ของท่าน ผมก็นั่งติดตามดูอยู่ตลอดก็ยืนยันว่า ท่านรองประธานเจริญได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แล้วก็ยึดถือข้อบังคับการประชุม โดยถูกต้องมาโดยตลอด แต่การประชุมก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไป ซึ่งโดยความเห็น ส่วนตัวของผมก็ขออนุญาตเปิดใจคุยกับท่านสุเทพในฐานะเป็นพี่ชาย แล้วก็อยู่ในสภามา ก็ไม่ต่างกันเท่าไรก็นานพอ ๆ กัน ก็เปิดใจคุยอย่างตรงไปตรงมาไม่มีอะไรแอบแฝง คุยในฐานะน้องคุยกับพี่ การที่เราถกกันในญัตติรายงานเรื่องปรองดอง สิ่งที่ผมอยากเห็นในสภา คืออยากเห็นบรรยากาศของการปรองดองจริง ๆ แต่ทีนี้ประเด็นคือถ้าเราไปหยิบยก รื้อฟื้นความหลังขึ้นมากล่าว ซึ่งก็อ้างว่ามันจำเป็นต้องพูดถึงความหลัง มันจำเป็นต้อง พูดถึงความจริง ถ้าไม่พูดแล้วจะปรองดองกันได้อย่างไร ก็อาศัยเหตุตรงนี้อ้างเพื่อที่จะ รื้อฟื้นความเก่าความหลังขึ้นมาพูดกัน ประเด็นตรงนี้จริง ๆ ส่วนตัวผม ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เราควรที่จะเดินไปข้างหน้ามากกว่า หลักการปรองดองถ้าไปรื้อความหลังมา มันก็เหมือน ชวนกันทะเลาะ ไม่ใช่ปรองดอง นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะครับ พี่สุเทพครับ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ทีนี้เอาล่ะในเมื่อท่านยืนยันว่ามันจำเป็นจริง ๆ ต้องพูด ผมก็ต้องจะถือเป็นการอนุโลม เพราะส่วนตัวผมผมไม่เห็นด้วยหรอกครับที่จะไปอภิปรายความหลัง ความเก่า แล้วก็ เอาสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีข้อสรุป แล้วมาสรุปเสียเองทำให้ฝั่งตรงข้ามเสียหาย ถ้าเป็น ลักษณะอย่างนี้มันก็จะวุ่นวาย ผมไม่ได้กล่าวหาท่านสุเทพนะครับ ผมพูดในหลักการ หลักการที่พูดหมายถึงถ้าให้พูดถึงความหลัง ความเก่ามันก็จะมีปัญหาอย่างนี้ มันก็จะกลายเป็นเรื่องของการใส่ร้าย มันก็จะมีการประท้วงกันต่อเนื่องไม่หยุด เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับว่าในเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วเลยมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็จะอนุโลม ในกฎข้อบังคับข้อนี้ เรื่องของการที่จะพูดย้อนอดีต แล้วก็มีเรื่องของอาจจะข้อเท็จจริง ยังไม่มีข้อสรุป แล้วไปสรุปเสียเองทำให้อีกฝ่ายเสียหาย ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นถ้าเอาเรื่องเก่า ขึ้นมาพูด ไม่ได้หมายถึงท่านสุเทพ มันก็จะทำให้การประชุมวุ่นวาย ผมจะใช้หลักการ อนุโลมให้ท่านสุเทพได้พูดของท่าน อภิปรายของท่านอย่างเต็มที่เลย เห็นด้วยกับหลักการ ของท่านจตุพร ที่ท่านจตุพรลุกขึ้นมาเสนอเมื่อสักครู่ เวลาท่านสุเทพอภิปราย ฝั่งนี้ก็จะไม่ประท้วง แล้วในขณะเดียวกันถ้าฝั่งนี้อภิปรายฝั่งทางนี้ก็ต้องไม่ประท้วงเช่นกัน เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นการประชุมมันดำเนินต่อไม่ได้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าอย่าใช้คำหยาบ ส่วนจะเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่เท็จจริง จริงหรือเท็จอย่างไร เดี๋ยวให้ประชาชนตัดสินใจเอาเอง เอาอย่างนั้นไหมครับ ท่านวิเชียรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมได้พูดคุยกับ ทางวิปฝ่ายรัฐบาลแล้ว แล้วก็ได้หารือกับผู้อภิปรายของเราทุกคน เกมที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เปิดเกมมาก็เป็นเกมที่ไม่ใช่เป็นญัตติปรองดอง เพราะฉะนั้นเกมนี้ พวกผมชอบครับ ก็เลยตกลงกันอย่างนี้ตกลงกันในพวกผมว่าใครฝ่ายโน้นจะอภิปราย อย่างไรก็ตาม เราจะไม่ประท้วง แต่ฝ่ายผมก็จะลุกขึ้นทุกคนที่อภิปรายก็จะไม่ใช้คำหยาบ แต่ขอร้องท่านประธาน ขอร้องไปฝั่งโน้นว่าอย่าประท้วง แล้วขอให้ท่านประธาน ประชุมต่อเนื่องอีกสัก ๔-๕ วัน เอาสัก ๔-๕ วันครับ ใส่เต็มที่เลยท่านประธาน ผมอยากให้ ทางโน้นรักษามารยาทเวลาคนอื่นพูดอย่าโห่ อย่าฮา รักษามารยาทด้วย ในสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ที่เลี้ยงควายนะครับท่านประธาน เห็นไหมครับ เห็นอาการไหมครับ เพราะฉะนั้น อยากให้ท่านประธานประชุมต่อเนื่องไป แล้วพวกผมจะอภิปรายข้อเท็จจริง ที่คุณสุเทพได้อภิปรายเหมือนกัน ผลัดกัน ท่านประธานชี้ผลัดเลย คนละไม้คนละมือ ขอให้ประชุมยาว ๆ ครับ แล้วตกลงขอร้องกันแล้วว่าฝ่ายรัฐบาลห้ามประท้วงเด็ดขาด ขอบคุณครับ
คงต้อง ใช้เวลากันพอสมควร เวลาสำหรับคืนนี้ก็น่าจะพอสมควร แต่ทีนี้ประเด็นคือทางท่านสุเทพ เห็นอย่างไรครับ
ท่านประธานครับ อันนี้ ท่านประธานเป็นผู้ชวนสนทนา ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะอภิปราย ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับ ว่าผมนี่เคารพกฎเกณฑ์กติกา ทำตามระเบียบของการประชุมทุกอย่าง ไม่พูดจา เรื่องที่เป็นการใส่ร้าย หรือว่าโกหก หรือว่าพูดคำหยาบคาย หรือแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ผมไม่ทำเด็ดขาด ผมเรียนกับท่านประธานก่อน
ท่านครับ ขออภัยครับหารือ เอาในประเด็นที่หารือเมื่อครู่ครับ
ก็กระผมกำลังจะบอก ท่านประธานอย่างนี้อย่างไรครับ ผมกำลังจะเรียนท่านประธานว่าผมขอบคุณท่านประธาน ที่มีไมตรี แล้วผมก็เป็นคนที่เคยให้ความรัก ความเชื่อถือท่านประธานมา แต่ว่า เมื่อท่านประธานยกประเด็นนี้มาพูด ผมก็จะตอบอย่างนี้ครับ ไม่ใช่เรื่องของการที่ผม ไปฟื้นความหลัง ท่านประธานจะสังเกตดูในเรื่องที่ผมพูด ผมไม่ลงไปดูในรายละเอียด ที่จะทำให้เกิดความบาดหมางมากไปกว่านั้น ผมเพียงแต่พูดในภาพรวม ๆ ว่าอะไรคือสาเหตุ ของความขัดแย้ง และถ้าเราจะปรองดองกัน เราต้องแก้สาเหตุนี้ก่อน นี่คือวัตถุประสงค์ ในการพูดตรงนี้ โปรดอย่าได้มองว่าผมย้อนไปเอาความหลังมาพูด อันนี้ขอทำความเข้าใจ กับท่านประธาน และเลือกใช้เฉพาะที่จำเป็น เหมือนเมื่อสักครู่ที่ผมพูดถึงแนวความคิดว่า เขาตั้งใจจะสถาปนาระบอบการปกครองแบบใหม่ที่เป็นรัฐไทยใหม่ ที่เป็นระบอบ ประธานาธิบดี ที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียวปกครองประเทศ ผมก็หลีกเลี่ยงรายละเอียด ที่เป็นข้อที่ไม่บังควรเอามาพูดตั้งหลายอัน แต่ว่าถ้าฟังตรงนี้แล้วครับท่านประธานครับ ท่านประธานจะเข้าใจได้เลยว่าที่ผมพูดว่าสาเหตุความขัดแย้งประการหนึ่งเป็นเรื่อง ของอุดมการณ์ ของแนวความคิดทางการเมือง ซึ่งไม่เหมือนกัน ทีนี้ถ้าผมอภิปรายตรงนี้ ท่านกรรมาธิการฟังแล้ว ถ้าท่านมีใจที่เปิดกว้างจริง เหมือนกับที่ท่านพูดว่าอยากปรองดอง ท่านก็ฟังเหตุผลของผม ท่านก็จะเข้าใจได้เลยว่าเพราะฉะนั้นต้องไปทำแบบที่สถาบัน พระปกเกล้าบอก ต้องเปิดเวทีให้กว้างขวางแล้ว เพราะแค่คุณสุเทพคนเดียวยังเข้าใจอย่างนี้แล้ว แล้วคนไทยอีกทั้งประเทศเขาเข้าใจอย่างไร
(นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นั่นอย่างไรท่านประธาน ยังพูดไม่จบ ประท้วงแล้ว แล้วมันจะปรองดองอะไรกันได้ท่านประธาน
ท่านจตุพรครับ ขอเวลาสักนิดเถอะครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน เพื่อให้ การอภิปรายได้เดินไปได้
เชิญครับ
คือผมเรียนไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าคุณสุเทพอภิปรายได้อย่างเต็มที่ พวกผมจะไม่มีแม้แต่เพียงสักคนเดียว ยกขึ้นประท้วงนายสุเทพ แล้วหลังจากนายสุเทพพูดจบ ผมก็ได้ยืนอภิปรายพวกของนายสุเทพ ก็ต้องไม่ยกขึ้นประท้วงผมเช่นเดียวกัน ในสภาคนเราก็ต้องมีสัจจะวาจา ต้องมีใจนักเลงกัน ตกลงอย่างนี้ก็จบ อยากพูดอะไร เชิญครับ ผมก็จะได้อธิบายความ ที่ท่านประธาน หารือตอนต้นจบแล้ว เพียงแต่ว่าขอให้นายสุเทพได้ปฏิบัติตามคำที่ท่านประธานได้บอก ขอบคุณท่านประธาน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้เพื่อว่าจะได้ไม่เข้าใจสับสน เราไม่ต้องมาบอกว่าเป็นนักเลง ไม่นักเลง มาท้าทายกัน เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดี เป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นก็ทำหน้าที่ของเรา แล้วก็ทำตามกฎเกณฑ์กติกา ผมน่ะไม่ประท้วงหรอกครับ แล้วผมก็จะบอกน้อง ๆ เขาว่าถ้าเขาไม่ทำผิดข้อบังคับก็ไม่ต้องไปประท้วง แต่ถ้า ทำผิดข้อบังคับมันก็ต้องประท้วงครับ ถ้าผมทำผิดข้อบังคับท่านก็ลุกขึ้นประท้วง ผมไม่ต้องการใช้สิทธิที่ไม่ชอบ เรากำลังจะทำสิ่งที่ชอบกันอยู่ ผมบอกเมื่อสักครู่ว่าผมอยากจะ ปรองดองด้วย แล้วผมจริงใจที่จะปรองดอง แต่ผมก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องทำคือให้ประชาชน ทั้งประเทศเขาเห็นด้วย เพราะผมจะตั้งตัวเป็นใหญ่คนเดียวในประเทศไปปรองดอง กับคุณทักษิณ กับระบอบทักษิณ กับคุณจตุพร ผมไม่ปรองดองด้วยเพราะผมไม่เชื่อ แต่ถ้า คนทั้งประเทศเขาบอกว่าเห็นด้วยต้องปรองดอง สุเทพไปกับเขาแน่นอน ก็เขาพูดชัดครับ เพราะฉะนั้นต้องมีใจ เปิดใจก่อน ตอนนี้ไม่ใช่กลางถนนราชดำเนิน ตอนนี้ไม่ใช่ข้างทำเนียบ ตอนนี้ในสภา ไหนว่าจะสุนทรียสนทนาอย่างไร ผมพูดหยาบตรงไหนไหม ผมพูดอะไรผิดไหม เพราะฉะนั้นขออนุญาต ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ผมจะขอใช้เวลา แล้วก็ อภิปรายอยู่ในเหตุในผลในประเด็น ถ้าท่านประธานเห็นว่าไม่ตรงในประเด็นออกนอกเรื่อง ท่านประธานก็มีสิทธิทักท้วงตักเตือนผมได้ ผมเคารพประธานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะขออนุญาตอภิปรายต่อ
ท่านครับ นิดเดียวครับ เมื่อครู่ผมได้ย้ำไปทีหนึ่งแล้วว่าท่านรองประธานเจริญได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แล้วก็ต้องโดยข้อบังคับ แต่การประชุมก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ถ้าดำเนินการต่อโดยไม่มีเงื่อนไขที่ได้หารือกันจะใช้หลักเกณฑ์ให้ประธานควบคุมการประชุม มันก็จะเป็นแบบเดิมอย่างที่ท่านรองประธานเจริญนั่งควบคุมอยู่ มันก็จะวุ่นวายอยู่อย่างนั้น ประท้วงกันไปประท้วงกันมา แต่ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าจะใช้อย่างเดิมผมไม่ขัดข้อง แต่ทุกคนต้องยึดข้อบังคับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ข้อบังคับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ต้องให้เกียรติ ประธานนะครับ เพราะกติกาที่ร่างขึ้นมาคือท่านเป็นคนร่าง พวกท่านเป็นคนร่าง เพราะฉะนั้นถ้าประธานวินิจฉัยแล้วต้องให้ถือว่าเป็นเด็ดขาดเป็นที่สุด แต่ถ้าประธานวินิจฉัยแล้ว ยังถือว่าไม่เด็ดขาดไม่เป็นที่สุดแล้วยังมาโต้เถียงว่าประธานวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ประธานวินิจฉัย ไม่เป็นกลาง มันไม่จบครับ ก็เพราะเหตุนี้ท่านถึงเขียนกติกาตรงนี้ขึ้นมาอย่างไรครับ ก็ต้องให้เกียรติประธานเหมือนกับว่ากรรมการฟุตบอลให้ใบแดงแล้ว ผิดถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เลยครับ ก็ต้องออกอย่างเดียว ถ้ายึดกติกานี้การประชุมดำเนินการต่อได้ แต่ถ้าไม่ยึด กติกาตรงนี้ ยังมาโต้เถียงว่าประธานไม่เป็นกลาง วินิจฉัยไม่เป็นกลาง มันไม่จบครับ เพราะฉะนั้นก็เลยหาทางออกด้วยการที่มีกติกาว่าห้ามประท้วงอย่างไรครับ แต่ถ้าจะกลับมา ใช้กติกาเดิม ใช้ข้อบังคับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยินดีครับ ผมก็ชอบอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็แล้วแต่ ขอหารือท่านสุเทพอีกสักนิดเถอะครับ เชิญครับท่านจตุพร หารือหาทางออกนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอเรียนกับท่านประธานว่าผมเป็นคนอภิปราย และผมเป็นคนที่ทำการบ้าน ไม่พูดอะไรในลักษณะที่จะกล่าวหาใครลอย ๆ แต่ผมเอง ก็เห็นบรรยากาศในสภาเพราะว่าเขาต้องการให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ ผมจึงหารือ กับท่านประธานว่าเพื่อให้บรรยากาศของสภามันเดินหน้าไปได้ ผมจึงบอกกลับไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าจะระหว่างผมกับนายสุเทพคนละคนก็ได้ ถ้าไม่ใช่ทั้งสภา ว่าช่วงของนายสุเทพจะอภิปรายกี่นาทีต่อไปนี้ จะไม่มีสมาชิกพรรครัฐบาลคนใด ส่งเสียงประท้วงนายสุเทพแม้แต่เพียงรายเดียว และขณะเดียวกันเมื่อผมลุกขึ้นยืนอภิปราย ก็ต้องไม่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยืนขึ้นประท้วงผมเช่นเดียวกัน แต่ละฝ่ายต่างทำหน้าที่ ส่วนกรณีคนอื่น ๆ สุดแท้แต่ท่านประธาน ผมจึงขอท้าทายนายสุเทพว่าจะกล้า รับคำท้านี้หรือไม่ เพราะสภาจะได้เดินหน้าไป นายสุเทพอยากอภิปรายอะไรผมก็มีของครบ อยู่บนโต๊ะ พร้อมจะต่อสู้ทุกกรณี เพราะฉะนั้นเพื่อให้บรรยากาศมันเดินหน้า ประชาชน เขาได้ดูโทรทัศน์แล้วได้เกิดอรรถรส จะใช้ภาษาคุณสุเทพก็ฟังแบบคุณสุเทพ หรือจะฟังแบบผม ก็ฟังแบบผม แล้วให้พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินกัน ขอบคุณท่านประธานครับ
อย่าใช้คำว่า เป็นการท้าทายเลยนะครับ เอาเป็นว่าหารือนะท่านนะ ถอนคำว่า ท้าทาย เปลี่ยนเป็นคำว่า หารือ
คือสำหรับนายสุเทพ
ท่านครับ ขอเปลี่ยนเป็นคำว่า หารือ
ขอให้กล้าเท่านั้นเองครับ ท่านประธานครับ ใจให้มันใหญ่หน่อยครับ
เชิญท่านจุรินทร์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าที่นี่ คือเวทีสภา ไม่ใช่เวทีนักเลง เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องมีกฎเกณฑ์ กติกา ที่สภาเป็นผู้กำหนด ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่สภาเดินหน้าไม่ได้ เพราะมีปัญหาอุปสรรคประการหนึ่ง อุปสรรคที่ว่านั้นก็คือว่าประธานสภาหรือผู้ที่ทำหน้าที่ ประธานยึดเฉพาะข้อบังคับซึ่งไม่ได้ผิด แต่ว่าถูกครึ่งเดียว เพราะโดยข้อเท็จจริงถ้าจะให้ การประชุมราบรื่นและเป็นประโยชน์กับส่วนรวมจริง ๆ เป็นประโยชน์กับสภาจริง ๆ ประธานสภามีหน้าที่ต้องยึด ๒ หลักใหญ่ ๑. ยึดข้อบังคับ ถูกต้องทุกประการครับ ใครเสียดสี ใส่ร้าย พูดเท็จ โกหก หยาบคาย ท่านประธานต้องจัดการ และเปิดโอกาสให้สมาชิก ประท้วงได้อย่างเต็มที่เพื่อให้สภาเดินหน้าได้ตามข้อบังคับ แต่นอกจากการยึดข้อบังคับ ซึ่งให้อำนาจประธานในการวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้ว ประธานยังมีหน้าที่ที่จะต้องยึดอีก ๑ หลัก ที่ใหญ่กว่าข้อบังคับ หลักที่ว่าคือรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าประธานสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ อย่างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการวินิจฉัย การใช้ดุลยพินิจใด ๆ ในการที่จะสั่งการให้ทุกอย่าง ในการประชุมเป็นที่สุดต้องวินิจฉัยด้วยความเป็นกลาง จึงจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และทำให้การประชุมเดินหน้าได้ ผมลุกขึ้นกราบเรียนกับท่านประธานก็เพื่อให้ท่านประธาน ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามทั้งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ และการประชุมจะเดินหน้าไปได้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านจุรินทร์ครับ ผมขอชี้แจงอย่างนี้ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วไม่ชี้แจงเกิดความเสียหาย ผมยืนยันว่าผมทำหน้าที่อยู่ตรงนี้ยึด ๒ หลักที่ท่านว่ามาโดยตลอด แล้วก็ขอยืนยันว่า ที่ท่านรองประธานเจริญปฏิบัติหน้าที่เพิ่งลงไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านรองประธานเจริญก็ยึด ๒ หลักนี้โดยตลอด ผมนั่งดูตลอดครับ แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ สิ่งหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะเน้นเลยถ้าจะยึดข้อบังคับ ยึดรัฐธรรมนูญอย่างที่ท่านจุรินทร์ได้เสนอ ถ้ายึดตามนั้นจริง ๆ คำวินิจฉัยของประธานต้องเป็นที่สุดครับ ใครโต้แย้งไม่ได้ครับ นี่เป็นกติกาที่ผมไม่ได้เขียนเอง ท่านเป็นคนเขียนกันเอง ถ้าไม่ยึดข้อตรงนี้แล้วจะเอาอะไร เป็นข้อยุติ มันไม่มีข้อยุติครับ มันยุติไม่ได้เพราะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของประธาน ซึ่งถือว่าเป็นที่สุด ผิด ถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ ซึ่งผมพูดมาโดยตลอด ท่านจตุพรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สภาแห่งนี้ไม่ใช่เวทีนักเลง ใช่ครับ เช่นเดียวกับ สภาแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นเช่นเดียวกัน ผมเรียนกับท่านประธาน ฟังผมนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ผมต้องการให้บรรยากาศของสภาเดินได้ เพราะว่าผมไม่ต้องการบรรยากาศ ให้ลุกขึ้นยืนกันเป็น ๑๐-๒๐ คน แล้วเกิดบรรยากาศกดดันในสภา ผมต้องการฟังนายสุเทพ อย่างนิ่งสงบ แล้วผมก็ต้องการให้นายสุเทพฟังผมอย่างนิ่งสงบเช่นเดียวกัน แค่ความอดทนฟังนี่ นี่ก็เริ่มการปรองดองได้ แต่ทว่าถ้าใครทนฟังใครกันไม่ได้ บรรยากาศการประชุม ก็จะเป็นปัญหา เมื่อประธานยึดในข้อบังคับ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะยืนในลักษณะของการกดดัน ผมไม่ต้องการบรรยากาศแบบนั้น จะไม่เอาเวทีแบบนักเลงก็ไม่ควรเอาสนามเด็กเล่น เช่นเดียวกัน ขอบพระคุณท่านประธาน
เชิญท่านนิพนธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ท่านจุรินทร์ได้พูดไปนั้น ผมว่าเป็นหลักการที่ถูกต้อง แล้วผมคิดว่าท่านประธานก็พยายามจะยึดหลักตรงนั้นว่า ทำตามข้อบังคับและทำตามรัฐธรรมนูญ ในความเป็นกลางนะครับ ผมอยากจะเรียนว่า เมื่อสมัยก่อนนั้นประธานสภาจะไม่เข้าร่วมประชุมพรรคด้วยนะครับ การวางตัวเป็นกลาง ถึงขนาดนั้น แต่สมัยนี้ไม่เป็นอะไรหรอกครับ แต่ขอให้ทำหน้าที่ตรงนี้เป็นกลางจริง ๆ ทีนี้ผมไม่สบายใจที่ท่านประธานได้พูดว่าคำวินิจฉัยของประธานถึงที่สุด จะผิด ถูก ไม่ว่ากัน อันนี้ไม่ได้นะครับท่านประธาน ท่านประธานเป็นประธานของสถาบันแห่งนี้ การวินิจฉัย ของประธานต้องใช้ดุลยพินิจอย่างเที่ยงธรรมและถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะวินิจฉัยผิด แล้วให้ยอมรับนี่ คงไม่ใช่ ถึงข้อบังคับจะเขียนอย่างนั้นก็ตามครับว่าคำวินิจฉัยถึงที่สุด แต่คำวินิจฉัยของประธานจะต้องถูกต้อง ผิดพลาดไม่ได้ ใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นกลาง เป็นธรรมที่สุด แล้วทุกคนยอมรับ อันนี้ผมอยากจะเรียนครับ ที่มีปัญหามาเมื่อสักครู่นี้ท่านรองประธานเจริญทำหน้าที่ได้ดีแล้ว แต่ว่าต้องฟังข้อเท็จจริง คือท่านสุเทพได้อภิปรายโดยการเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมด สาเหตุของการขัดแย้ง ที่จะก่อให้เกิดการปรองดองทุกคนต้องฟังครับ ถ้าฝ่ายไหนจะพูด ผมว่าทุกฝ่ายต้องฟัง ด้วยเหตุด้วยผล แล้วการประท้วงนั้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับจริง ๆ คือฟุ่มเฟือย วกวน กล่าวร้าย ป้ายสี ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงถ้ามันเป็นอย่างไรขึ้นมาผู้ที่เสียหาย สามารถที่จะชี้แจงได้ ผมว่าสภานี้เปิดเสมอสำหรับทุกท่านที่จะชี้แจงโต้แย้งความถูกต้องทั้งหมด ถ้าใครกล่าวเป็นเท็จ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าผมไม่สบายใจจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมเชื่อครับว่าท่านประธานจะวินิจฉัยในสิ่งที่ถูกต้อง จะไม่ผิดพลาด แล้วจะให้เรายอมรับ ในสิ่งที่วินิจฉัยผิดพลาดนี่ ผมว่าสภานี้บางทียอมรับไม่ได้จริง ๆ ถึงแม้ข้อบังคับจะเขียนอย่างนั้น ก็ตามครับ ขอบคุณครับ
ท่านครับ ประเด็นแรก ผมยอมให้เพื่อนสมาชิกด่าเพราะผมไม่เคยเข้าประชุมพรรคเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่นั่งอยู่บนตำแหน่งนี้ผมไม่เคยเข้าประชุมพรรคครับ แล้วผมก็โดนสมาชิกพรรคเพื่อไทย ด่าอยู่เป็นเดือน เพราะผมต้องการรักษาเกียรติศักดิ์ศรีของสถาบัน ๑ ใน ๓ อำนาจ ผมจะไม่เอาเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน ๑ ใน ๓ อำนาจที่เรารัก ทุกคนรักครับ แล้วถือว่า สถาบันแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ผมจะไม่เอาสิ่งนี้ไปแลกกับการที่จะได้เปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการวินิจฉัยเข้าข้างรัฐบาลโดยเด็ดขาด แต่ทีนี้ท่านผู้อาวุโสท่านนิพนธ์ได้เสนอแนะว่า คำวินิจฉัยนี้จะถือว่าเป็นเด็ดขาดไม่ได้ทั้งที่มีข้อบังคับเขียนไว้อย่างนั้นก็ตาม ถ้าพูดอย่างนั้น ก็จะเขียนไว้ทำไมละครับ ก็ไม่ควรจะมีในข้อบังคับ ในเมื่อมีแล้วก็ถือว่าที่ประชุม ของพวกเราทั้งหมดที่เขียนร่างกติกาตรงนี้ขึ้นมาก็เห็นตรงกันแล้วว่ามันเป็นข้อยุติของปัญหา เพราะฉะนั้นมันจะหาคำตอบสุดท้ายได้อย่างไร มันก็ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ สรุปแล้ว ถ้าประธานวินิจฉัยแล้วมันควรจะจบ ถ้าไม่จบมันก็หาที่ลงไม่ได้ มันก็ประชุมต่อไม่ได้อยู่แล้ว ชัดเจนท่านครับ เชิญครับ มองไม่ถนัดท่านอยู่ไกล เชิญท่านฉลองครับ
ท่านประธานครับ ผม ฉลอง เรี่ยวแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ท่านนิพนธ์ครับ ผมขอเอ่ยนามท่านครับ ผมยืนยันว่า ท่านประธานนั้นทำหน้าที่ได้ถูกต้องแล้ว แล้วก็ไม่เคยเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยแม้แต่ครั้งเดียว อันนี้ผมถือว่าท่านไม่เข้าใจแล้วก็รู้ไม่จริง ผมยืนยันได้ว่าท่านประธานไม่เคยเข้าประชุมพรรค ทำตัวเป็นกลางจริง ๆ แล้วสิ่งที่เรามีปัญหากันอยู่ตรงนี้ผมขอร้องทั้ง ๒ ฝ่าย เราเข้ามา เป็นเรื่องกฎหมายปรองดองถ้าเราพูดแต่เรื่องเก่ากันมาไม่มีทางที่จะปรองดองได้หรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งทางซีกพรรคประชาธิปัตย์ หรือทางฝั่งพรรคเพื่อไทยก็ดี เราเลิกพูดเรื่องเก่า แล้วหันมาพูดเรื่องใหม่ แล้วเราต่างคนก็อภิปรายกันไป อย่ามาพูดแบบกระแนะกระแหนกันไป กระแนะกระแหนกันมาก็ไม่มีทางที่จะจบได้ ทั้ง ๒ วัน ฟังดูแล้วก็กระแนะกระแหนกันทั้ง ๒ ข้าง ไม่มีใครดีกว่าใครหรอกครับ ถ้าคุณพูดเรื่องเก่ามาเราก็พูดเรื่องเก่าไป มันก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นท่านประธานพูดบอกว่าเอาให้อยู่ในเนื้อหาสาระในการปรองดองก็หมายถึง ปรองดอง เท่านั้นเองครับ ถ้าใครมีกระแนะกระแหนพูดเรื่องเก่ามาท่านก็ให้หยุดเขาไป ทั้ง ๒ ข้างละครับ ท่านประธานก็เอาแบบนี้ดีกว่าเพื่อสภาจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ถ้าอย่างนั้น อย่างนี้ผมดูแล้วไม่มีทางปรองดองมีแต่ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ เอาชนะคะคานกันแบบนี้ ผมว่ามันไม่จบหรอกครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านนิพนธ์เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเรียน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ผมพูดถึงว่าอดีตที่ผ่านมานั้นคนที่เป็นประธานสภา จะไม่เข้าประชุมพรรคโดยมารยาท ทีนี้ผมไม่ทราบท่านสมศักดิ์จะทำเช่นนั้นหรือไม่ แต่เมื่อท่านพูดมาผมก็ชื่นชมท่านด้วยความจริงใจว่าทำหน้าที่เหมือนอย่างที่ประธานก่อน ๆ ได้ทำมา อันนี้ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าท่านได้ทำตรงนั้น ในเมื่อท่านชี้แจงมาอย่างนี้ผมก็ชื่นชม ทีนี้อย่างนี้ครับท่านประธาน ที่ผมพูดไปนั้นเพราะว่าท่านประธานพูดว่าผิดถูกต้องยอมรับ เพราะฉะนั้นคำวินิจฉัยของท่านประธานต้องอย่าพูดว่าผิด ให้ยอมรับ คำวินิจฉัย ของท่านประธานเมื่อท่านวินิจฉัยด้วยความเป็นกลางถูกต้องแล้วต้องยอมรับตามข้อบังคับ เด็ดขาด แต่ถ้าท่านพูดบอกว่าถึงผิดก็ต้องให้รับ มันไม่ได้นะครับ ท่านไม่ควรพูดอย่างนี้ เท่านั้นเอง ขอบคุณครับ
ถ้าอย่างนั้น มันก็ไม่จบท่าน ถ้าผมวินิจฉัยแล้วท่านบอกว่าไม่ถูกแล้วก็ยืนขึ้นมาเป็นแผงอย่างนี้ บอกไม่ถูก ๆ แล้วจะหาข้อยุติอย่างไร ท่านบอกผมหน่อยจะหาข้อยุติอย่างไร ผมก็ยืนยันว่า คำวินิจฉัยผมถูกต้องแล้วท่านบอกไม่ถูกแล้วก็เถียงอยู่อย่างนี้ จะให้หาทางออกอย่างไร ท่านอาวุโสช่วยชี้แนะด้วย
ท่านประธานครับ คือ โดยสามัญสำนึกโดยทุกคนผมว่าอยู่ในสภาแห่งนี้รู้อะไรผิดอะไรถูกครับ และโดยข้อบังคับ ข้อกฎหมายที่มีอยู่ ความเป็นจริงไปฝืนไม่ได้หรอกครับ ถ้าท่านวินิจฉัยถูกบอกว่าท่านวินิจฉัยผิดนี่ ผมว่าคนนั้นก็ไม่ควรทำหน้าที่ในสภา ผมเรียนตรง ๆ อย่างนี้ครับ ผมนี่เป็นคนที่เคารพ กฎเกณฑ์ที่สุด ไม่เคยทำอะไรผิดข้อบังคับมาเลยในชีวิตการเป็นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ผมเรียนอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราใช้ดุลยพินิจกันได้ถูกต้อง ผมต้องเรียนตรง ๆ ครับ มีหลายท่านที่ทำหน้าที่ประธานตรงนี้วินิจฉัยผิดพลาดมี ก็ยอมรับ ผมอยู่ในวุฒิสภาก็เคยมี แต่ไม่ใช่ว่ากล่าวหาท่านประธานวินิจฉัยผิดโดยที่ไม่มีเหตุผล ผมเองจะโต้แย้งด้วยครับ เรียนตรง ๆ ครับ ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถ้าท่านถูกแล้วมาหาว่าท่านผิด
ขอบคุณท่านครับ ท่านครับ ผมขอยืนยันอีกทีนะครับเพื่อความสบายใจ จากที่พูดคุยผมจะขอดำเนินการประชุมต่อ โดยผมจะยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แล้วขอย้ำอีกทีว่าผมจะไม่เอาสถาบันของเรา ซึ่งเป็นสถาบัน ๑ ใน ๓ อำนาจสูงสุด สถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วไปเอาเปรียบท่านด้วยเรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมคงไม่เอาสถาบันไปแลกแน่นอน ผมจะรักษาศักดิ์ศรีของสถาบันตรงนี้ ไว้ให้ดีที่สุด แล้วก็ยึดถือข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ท่านวิเชียรมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมหารือ ท่านประธานอย่างนี้ ถ้าเราจะใช้วิธีปกติประชุมเหมือนทุกครั้งผมว่าสภาเดินไม่ได้ เพราะว่า วันนี้เรื่องที่เราพิจารณาอยู่มันเป็นเรื่องที่เหมือนที่ท่านสุเทพได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ แล้วการใช้ข้อบังคับมาโต้แย้งกันต่างฝ่ายต่างมองกันคนละมุม อย่างกรณีท่านสุเทพกล่าวหา สักครู่นี้ ทางฝ่ายโน้นบอกว่าไม่ผิดข้อบังคับ ฝ่ายเราบอกว่าผิดข้อบังคับ อย่างนี้มันก็ประท้วง กันไปกันมา ผมถึงต่อรองกับท่านประธานว่ากรณีวันนี้ขอไม่ประท้วงกันได้ไหม ขอว่าฝ่ายเรา ก็ตกลงกันแล้วเราจะไม่ประท้วง แล้วขอฝ่ายโน้นยืนยันได้ไหมว่าไม่ประท้วง ต่างฝ่าย ต่างไม่ประท้วงกันวันนี้ แล้วถ้าท่านประท้วง ประธานก็ต้องบอกว่าตกลงกันแล้วว่า เราจะไม่ประท้วงกันแล้วให้ญัตตินี้มันเดินได้ เอาให้จบ อย่างนี้เอาไหมท่านประธาน กรุณาต่อรองคุยกับทางฝ่ายค้านด้วยครับ ขอบคุณครับ
สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะครูและคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านปูโป๊ะ จังหวัดนราธิวาสครับ ขอเชิญท่านอาวุโส ท่านเสนาะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสนาะ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ด้วยความปรารถนาดี แล้วก็ด้วยความรัก แล้วก็ ความผูกพัน แล้วก็ในฐานะที่เป็นผู้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ให้กับบ้านกับเมืองคนหนึ่ง ร่วมกับ ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่มาเยอะ ที่เรามานั่งประชุมกันก็ดี ทุกท่านผมคิดว่า มีความปรารถนาดีกับบ้านกับเมือง การที่เราจะมาตั้งกติกาว่าประท้วง ไม่ประท้วง แล้วก็ จงฟังคำวินิจฉัยของท่านประธานสภาว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนั้น ผมคิดว่ามันยังเรื่องเล็ก คำว่า ปรองดอง ทำไมเราถึงอยากจะให้เกิดความปรองดอง ความปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้ หมายความว่าเรามีข้อขัดแย้งกัน ไม่ต้องมาพูดกันว่านี่มันสภาผู้แทนราษฎร ไม่รู้ว่า มาจากไหนต่อจากไหนกัน แล้วก็มาทำงานด้วยกัน เป้าหมายเดียวกันก็คือดูแลประเทศชาติบ้านเมือง และสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่กำหนดชะตากรรมของบ้านของเมืองโดยประชาชน เพราะเราได้ถูกกำหนดมาโดยประชาชนให้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมฟังดูแล้วถ้าปล่อยให้มี การประชุมแล้วประชุมเรื่องอะไร เรื่องปรองดอง เรื่องปรองดองทำไมต้องมาปรองดอง เพราะเราเกิดความขัดแย้งกัน อย่าว่าแต่ท่านประธานสภาเลย ถ้าเราจะมาพูดถึงเรื่องว่า มาชี้ผิดชี้ถูกกันเท่านั้น มันปรองดองกันไม่ได้แล้ว การที่จะปรองดองกัน อย่างท่านสุเทพ ได้พูดถึงเรื่องว่ามันเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างไร อะไรมาอย่างไร ทำไมถึงขัดแย้งกัน อะไรกัน แต่ถ้าปล่อยให้พูดต่อไปอย่าประชุมกันดีกว่า ยิ่งบอกว่าเอากติกาของคุณสุเทพมาพูดกัน มีแต่ว่าจะตีกัน เพราะว่าอะไรครับ ถ้าหากว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านในเมือง เพราะต่างคน ต่างก็ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ถูกไหมครับ เฮ้ยลื้อกล่าวหาอั๊วอย่างนั้นไม่ถูกต้อง แล้วผลที่สุด ลื้อผิด อั๊วถูก อั๊วถูก ลื้อผิด พูดกันอีกเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่ว่าจะนำพาไปสู่ ความแตกแยกมากขึ้น ๆ เท่านั้น เรามาทำหน้าที่ให้กับบ้านกับเมือง เป้าหมายเดียวกัน เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน มีสิทธิเสรีภาพ มีอะไรต่าง ๆ เหมือนกันทุกอย่าง ตามกฎหมายที่กติกาได้วางไว้ แล้วการกล่าวหาว่าจะมาแยกการปกครองออกมาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ก็เป็นการกล่าวหากัน ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ต่ออะไรต่าง ๆ ก็กล่าวหากัน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ใครชี้ผิด ใครชี้ถูก ไม่มี
ท่านเสนาะครับ ท่านสุเทพประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานที่ปล่อยให้ท่านผู้สูงอายุ เสนาะ เทียนทอง พูดเลยเถิดไป ผมอภิปรายผมไม่ได้พูดว่าใครผิดใครถูก ผมอภิปรายนี่ผมไม่ได้ชวนทะเลาะเลย อย่างที่คุณเสนาะกำลังกล่าวหาผม ผมอภิปรายผมยังไม่ได้พูดถึงสถาบันเลย คุณเสนาะ กำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมรู้จักตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยกันมาแล้ว รู้จักมาก เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องอบรมผม ท่านแสดงความเห็นได้ แต่ว่า อย่าเลยมาจนกระทั่งทำให้ผมเสียภาพพจน์ ส่วนภาพของท่านจะเป็นอย่างไรท่านก็รักษาเอาเอง ท่านประธานครับ ผมขอเรียนเท่านี้ครับ
ที่ผมกล่าวชื่อถึงท่านสุเทพ ผมขอถอนทั้งหมดนะครับ
ท่านเสนาะครับ ท่านครับด้วยความเคารพครับ คงขอให้กระชับสักนิดครับ เชิญต่อครับ
ผมกระชับอยู่แล้วครับท่านประธานครับ นาน ๆ ผมจะพูดสักทีหนึ่ง ที่ผมบอกว่าท่านสุเทพพูดน่ะพูดดีแล้ว พูดหมายความว่า อะไร ๆ ต่าง ๆ แต่ผมจะไม่พูดถึงท่านอีกแล้ว การที่จะปรองดองกันมันก็สาเหตุกล่าวหากัน ถูกไหมครับ แล้วเรากำลังจะมากล่าวหากันในสภาอีก แล้วมันจะจบได้อย่างไร เพราะฉะนั้น การที่จะทำอะไรมาก็แล้วแต่ในช่วง ๔ ปี ๕ ปีมานี้ ไปถามใครทุกคนเถอะครับเขาอยาก ปรองดองไหม มันปรองดองกันไม่ได้ที่สภาเท่านั้นเองแต่ข้างนอกเขาอยากจะปรองดองกันทั้งนั้น แต่ในสภานี่สิครับกล่าวหากันไม่หยุดไม่หย่อน ขึ้นมาก็พูดกระแนะกระแหนกันอะไรกัน แล้วมันจะไปจบอย่างไร การที่จะจบได้เรื่องเก่าต้องไม่พูดกันเลย มันจะต้องพี่เอ๋ย น้องเอ๋ย อย่างนี้นะ อย่างนี้นะ อย่างนี้นะ เรื่องเก่าใครผิดใครถูกต้องไม่พูดกันเลย ต้องไม่พูด ไม่กล่าวหาอะไรกันเลย เรามาทำหน้าที่ของเราตามเป้าหมายที่เราอาสาเข้ามาทำหน้าที่ ให้กับบ้านกับเมืองทั้งนั้น เรื่องเก่า ๆ ไม่ต้องหรอก ที่มันฆ่ากัน บ้านพี่เมืองน้องมันฆ่ากัน เป็นล้าน ๆ ท่านฮุนเซ็นเขมรแดงนั้น ทำไมถึงได้นายกรัฐมนตรีเขมรแดงขึ้นมา ก็เพราะว่า ในที่สุดก็ฆ่ากัน ถึงกับขับไล่พระเจ้าแผ่นดินของตัวเองออกไป ตั้งตัวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ผลที่สุดก็ ๓ ฝ่ายเกิดขึ้นก็ฆ่ากัน ถามว่าเถียงกันไปทุกวันแล้วเหตุการณ์ ๔ ปี ๕ ปี ประชาชน ได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย มีแต่เสียกับเสีย ผมอยากจะให้การประชุมสภาหันหน้าเข้ามาหากัน แล้ว ๔ ปี ๕ ปีเราได้อะไร การทะเลาะกันได้อะไรครับ ไม่มีได้อะไรเลย มีแต่ว่าจะนำพาไปสู่อดีต มันเป็นอย่างไร มันดีไหม ไม่ดี ไปยึดโน่น ยึดนี่ ซึ่งผิดทำนองคลองธรรม
ท่านเสนาะ สมควรแล้วกระมังครับ
เพราะฉะนั้นผมขอจบแค่นี้ละครับ ผมขอฝากไว้ว่าในสภาแห่งนี้ ท่านประธานไม่ต้องมาบอกว่าผมเป็นกลางอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านถ้ายังกล่าวหากันแล้วท่านประธานจะมาชี้ผิดชี้ถูกมันไม่จบ ผมฝากเพียงว่าถ้าจะพูดกัน ต้องหันหน้าเข้ามา แล้วเรื่องเก่าไม่ต้องพูดเลย ต้องพี่เอ๋ย น้องเอ๋ย เราก็คนไทยด้วยกัน อดีตมาถึงปัจจุบัน เราต้องการอนาคตใช่ไหมครับ ต้องการอนาคตเพื่อจะปรองดองกัน แล้วก็ จะนำพาสิ่งต่าง ๆ ที่เราอาสาจะไปทำหน้าที่ให้กับบ้านกับเมืองมันจะได้มีความมั่นคง มีความสำเร็จ เพราะฉะนั้นผมฝากไว้แค่นี้ครับ จะเอากันหรือไม่เอาก็ไม่รู้ ถ้าปรองดองกัน มันต้องพี่เอ๋ย น้องเอ๋ย แล้วเรื่องเก่าไม่ต้องพูดกันเลย ใครเสียหาย ใครอย่างไร ๆ ถ้าจะเยียวยาอย่างไรก็ว่ากันไป ผมขอจบแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมาก
ขอบคุณครับ ท่านเสนาะ ท่านครับประท้วงหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วผมกึ่งจะบอกประธานครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ท่านผู้อาวุโสขึ้นมาผมเข้าใจว่าท่านคงจะมีทางออกในการประชุมร่วมกัน แต่บังเอิญท่านมาอภิปราย ซึ่งผมตอนแรกก็จะประท้วงครับแต่หัวหน้าผมบอกไม่เป็นอะไรครับ นาน ๆ ผู้อาวุโสขึ้นทีเราต้องให้เกียรติกัน ผมแนะนำท่านประธานอย่างนี้ครับว่า บ้านเมือง มีขื่อมีแป สภามีกฎข้อบังคับ ท่านประธานต้องมั่นใจว่าท่านได้ทำหน้าที่ในฐานะประธาน ของพวกผม แล้วท่านควบคุมการประชุมไปเลยครับ ถ้าผิดถูกอย่างไรก็แล้วแต่ท่านมีสิทธิทุกอย่าง แต่ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าเมื่อใดที่ท่านวินิจฉัยได้ถูกต้องพวกผมไม่มีใครกล้าคัดค้านครับ แต่ถ้าพวกผมไปรวนท่านแสดงว่าขณะนั้นเซนส์ (Sense) เราบอกว่าท่านกำลังไม่เป็นกลาง แล้วท่านสบายใจได้เลยว่าขณะนี้ประชาชนดูอยู่ทั้งประเทศ ถ้าวันใดพวกผมตีรวนท่าน พวกผมเสียแน่นอน ดังนั้นให้ท่านมั่นใจในการทำหน้าที่ประธานที่เป็นกลาง แล้วผมอยากให้ การประชุมดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับการประชุมของสภา และอยากให้ท่านประธาน ได้โปรดให้ท่านสุเทพอภิปรายต่อด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็นอย่างนี้ ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติเป็นเรื่องที่อยู่ที่การค้นหาความจริง ซึ่งเป็นหน้าที่ของ คอป. ซึ่งท่านคณิตเป็นประธาน ก็โดยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ล่ะ เป็นคนตั้ง ซึ่งขณะนี้ คอป. กำลังอยู่ในระหว่างค้นหาความจริง เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราพิจารณากันเรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการปรองดอง ซึ่งนำเข้าสู่การประชุมวันนี้ ประเด็นที่อยู่ในกรอบของการอภิปรายจะต้องอยู่ในประเด็นที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับรายงาน แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นที่กำลังอภิปรายเพื่อค้นหาความจริง คงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมก็จะดำเนินการควบคุมการประชุมตามแนวทางนี้ ขออย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ยังไม่มีข้อยุติผมไม่อยากให้เอามาสรุปเป็นข้อยุติเสียเอง ทำให้ อีกฝ่ายเสียหาย ท่านวิเชียรมีอะไรครับ
ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ข้อตกลงที่เรียนถามท่านประธานผ่านไปยังคุณสุเทพนี่ ตกลงตามนั้นไหมว่าไม่ต้องประท้วงกัน พวกผมก็จะนั่งสงบจนคุณสุเทพหรือใครก็ตามได้อภิปรายให้เสร็จ แล้วหลังจากนั้นพวกผม ก็จะอภิปราย แล้วก็ไม่ต้องประท้วงพวกผม ท่านประธานถามคุณสุเทพให้หน่อยว่า ตกลงตามนี้ไหม
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ ท่านประธานจะปล่อยให้เพื่อนสมาชิกมาซักถามท่านสุเทพได้อย่างไรครับ ผมบอกท่านแล้วว่า ขณะนี้สังคมเรามีขื่อมีแป สภาเรามีข้อบังคับ ท่านต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ท่านสุเทพก็มีสิทธิอภิปรายเต็มที่ ในขณะที่พวกท่านเองก็มีสิทธิอภิปรายเต็มที่แต่เป็นไปตาม ข้อบังคับ ไม่ใช่ว่าจะมาปล่อยกันฟรีโหวต ก็เท่ากับว่าทุกคนก็สนุกสนานกันเต็มที่ ไม่อย่างนั้น คนบางคนอาจจะเอาความเท็จมาเล่าก็ได้ท่านประธาน ผมก็เชื่อว่าท่านประธานฟังนะครับ ท่านสุเทพอภิปรายข้อเท็จจริงท่านต้องมีหลักฐานครับ มือระดับท่านสุเทพท่านต้องมีหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานเวลาถึงท่านอภิปรายท่านก็สามารถโต้แย้งได้ ดังนั้นท่านดำเนินการครับ เป็นไปตามข้อบังคับครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะดำเนินการเลย ผมอนุโลมท่านสุเทพแค่ไหนผมก็จะอนุโลมฝั่งนี้เท่ากัน หลักการอย่างนั้น เชิญท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เชิญครับ ท่านวิเชียรมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผู้ที่ลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ก็พูดประหนึ่งว่าผมไม่รู้ข้อบังคับของการประชุมสภา
ผมว่า ท่านพอแล้วกระมังครับ
ท่านประธานครับ พูดประหนึ่งว่า ผมไม่รู้ข้อบังคับมันเสียหาย ผมรู้ แล้วผมรู้มากกว่าท่านด้วย ผมอยู่สภามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ครับ ท่านประธาน
ท่านพอเถอะครับ ท่านวิเชียรครับพอเถอะครับ ผมเห็นว่าควรพอแล้วครับ เชิญครับ
ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเพราะว่า ถ้าจะใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัดที่ท่านประธานพูดนี่ วันนี้เป็นญัตติเช่นนี้มันมองต่างมุม ข้อบังคับเดียวกันมันมองคนละมุม ผมจึงขอร้องกับท่านประธานหรือขอร้องฝ่ายค้านว่า นั่งทำใจนะเขากล่าวหาตัวเอง กล่าวหาพวกผมนี่ อย่างไรพวกผมจะนั่งฟัง แต่เวลาพวกผม อภิปรายนี่นั่งฟังได้ไหมเพราะมันผิดถูกไม่มีใครรู้นี่ครับ คือขอกันอย่างนี้ละครับ
เอาละครับ สมควรแล้วครับผมจะดำเนินการต่อครับ เชิญท่านสุเทพเลยครับ เชิญครับ ท่านสุเทพครับ ผมขอนิดเดียว ผมใช้มาตรฐานกับท่านสุเทพแค่ไหนผมก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับฝั่งนี้นะครับ จะใช้หลักการอย่างนั้นนะครับ
ผมยินดีร่วมมือกับท่านประธาน เต็มที่ครับ
โปรดรักษา มารยาทด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมยินดีร่วมมือ กับท่านประธานเต็มที่
ขอบคุณครับ ท่านครับ มันจบแล้วกระมัง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานครับ คือเหตุการณ์ที่ผ่านมาตอนคุณสุเทพอภิปราย ท่านก็เห็นว่าอภิปรายเดินไปไม่ได้จริง ๆ แล้ววันนี้ถ้าอภิปรายตามเงื่อนไขข้อบังคับต่อไป ถ้าอภิปรายไม่ได้ ผมว่าท่านปิดประชุมเลยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุเทพครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ต้องรายงานตัวใหม่นี่เพราะว่าคนฟังคงลืมไปแล้ว ผมพูดได้ไม่กี่นาทีก็ประท้วงมา ๑ ชั่วโมง กับ ๑๕ นาทีแล้วครับ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ครับ ว่าผมมีจิตใจอยากจะปรองดอง ผมเห็นด้วยกับแนวทางความคิดของคณะกรรมาธิการที่จะให้ ปรองดอง ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดตามรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ทำวิจัย เรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ผมเรียนเสียก่อนท่านประธานว่าผมเห็นด้วย ผมอยากจะปรองดอง และตลอดเวลา ๓๐ กว่าปีที่เป็นนักการเมืองมานี่ผมพูดจริง ผมตั้งใจจริง วันนี้ถ้ามีหนทางที่จะทำให้ประเทศไทยปรองดองกันได้ผมยินดี ผมตั้งใจ จะร่วมมือ แต่ว่าในรายงานของสถาบันพระปกเกล้านี่ท่านประธานครับ ที่คณะกรรมาธิการ เสนอมานี่ ข้อ ๔ คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่เสนอโดย สถาบันพระปกเกล้า ผมก็เห็นด้วย แต่ผมบอกว่ามันมีที่เป็นข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ที่มาหลังจากรายงานของคณะกรรมาธิการ ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ สถาบันพระปกเกล้าได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ที่จริงผมไม่จำเป็น ต้องอ่านให้ท่านประธานฟัง เพราะว่าท่านประธานเป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า แต่ว่าเกี่ยวพันกับสิ่งที่ผมจะพูด ผมจึงขอเรียนว่าสถาบันพระปกเกล้าเขาได้ทำแถลงการณ์ เพื่อเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ซึ่งเป็นคนไปขอให้เขาทำวิจัย สถาบันพระปกเกล้า เขาบอกว่าให้คณะกรรมาธิการเสนอสภาว่ารายงานของคณะกรรมาธิการนี่ขอเพียงให้ สภารับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วให้ขอขยายอายุคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ออกไป เพื่อนำรายงานนี้ไปพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับประชาชน ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ผมเอาตรงนี้มาพูดเพื่อย้ำครับท่านประธานครับว่าผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เพราะผมต้องการเห็น การปรองดองเกิดขึ้นจริงในประเทศนี้ ผมหลับตานึกเห็นเลยครับว่าถ้าเราโดยคณะกรรมาธิการ ได้ไปเป็นแม่งานเชิญชวนภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดเวที ทั่วประเทศให้กว้างขวาง พรรคการเมืองก็ไปได้ ไปอธิบายกับประชาชนเลยว่า เราต้องปรองดองกัน แล้ววิธีการปรองดองจะทำอย่างไร ซึ่งผมยังไม่ทันได้อธิบายลงไปถึงวิธีเลย ประท้วงกันเสียแล้ว ทีนี้ผมก็เรียนกับท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่าแม้ว่าผมจะมี ความปรารถนาที่จะเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข แต่มันมีเรื่องหลายเรื่องที่เราจะต้องทำให้เกิดความชัดเจน มีเรื่องหลายเรื่องที่เราต้องพูดจากัน ระหว่างพวกเรา เราจะต้องพูดกับประชาชน ผมก็บอกแล้วว่าเรื่องที่จะต้องพูดก็คือ
๑. ต้องให้ชัดเจนว่าการปรองดองคราวนี้ปรองดองระหว่างใครกับใคร คู่กรณี เป็นใครบ้าง ต้องให้ชัด และต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีเหล่านั้นเขารับรู้ รับทราบ รับฟัง
๒. ต้องให้ชัดเจนว่าคู่กรณีที่เราจับเอามาปรองดองกันนี่เขาโกรธกันเรื่องอะไร เขาทะเลาะกันเรื่องอะไรมาก่อน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ในบ้านเมือง เพราะคู่กรณีมีพฤติกรรมอย่างไร
๓. ต้องบอกให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าการปรองดองไม่ใช่เดินเข้าไป ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) แล้วก็หยิบนมมากล่องหนึ่งแล้วก็จบ มันแพงกว่านั้น
การปรองดองวันนี้ถ้าเพื่อหวังให้ประเทศชาติมีความสงบสุขทุกฝ่าย ต้องเสียสละ ก็ต้องบอกครับว่าใครจะต้องสละอะไรบ้าง พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย ต้องสละอะไรบ้าง พรรคประชาธิปัตย์ต้องสละอะไรบ้าง สถาบันทั้งหลายต้องสละอะไรบ้าง ประชาชนต้องเสียสละอะไรบ้าง ต้องบอกเขา อธิบายให้เขาเข้าใจชัดว่าการปรองดองที่ว่านี้ ทำตามวิธีที่กรรมาธิการเสนอเรามาวันนี้ใครได้ประโยชน์อะไรไปบ้าง ใครเสียประโยชน์อะไร ไปบ้าง แล้วให้เขาชั่งใจ เราต้องฟังเสียงประชาชนครับ ให้ประชาชนเขาได้รู้ให้ละเอียด แล้วให้เขาชั่งใจว่าสิ่งที่เขาต้องเสียสละ สิ่งที่ประเทศชาติต้องเสียสละ คุ้มกันไหม แล้วก็ ทำประชามติครับ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นว่าคุ้ม เอาด้วย เราก็เดินกระบวนการ ปรองดอง แล้วก็มั่นใจได้ว่าประชาชนทั้งหลายเชื่อแล้วว่าถ้าเดินตามกระบวนการนี้ ไม่เกิดวิกฤติขึ้นอีกในประเทศ ไม่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นอีกในประเทศ นี่คือกรอบที่ผมได้นำเรียน ตั้งแต่ต้นและยืนยันว่าผมปรารถนาที่จะเห็นความปรองดองแต่ต้องเป็นไปลักษณะนี้ ไม่ใช่ รวบรัด มัดหัวมัดหางแล้วบอกว่าปรองดองทนเอาก็แล้วกัน ไม่มีใครทนครับ ถ้าประชาชน ไม่ยินยอมไม่มีวันที่ใครจะทนแล้วเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน ร้ายแรงครับ แล้วเสียหาย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมพูดมาเพื่อให้สติแล้วก็ช่วยกันคิด มีคนที่มีสิทธิไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับความคิดผม ท่านก็ลุกขึ้นมาโต้แย้งด้วยเหตุด้วยผลของท่าน ผมก็จะได้ฟัง แต่ผมคิดอย่างนี้ ทีนี้ผมก็บอกว่าเมื่อผมพูดถึงคู่กรณีผมก็ต้องดูว่าคู่กรณีเป็นใคร คู่กรณีคนแรก กลุ่มแรก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นคู่กรณีแน่นอน ไม่ใช่ผมพูดเองครับ ท่านประธานครับ อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาเป็นคู่กรณีที่ต้องจับมาปรองดอง แล้วก็ไม่ได้มีเฉพาะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพราะจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้พัฒนาเป็นระบอบทักษิณ ในระบอบทักษิณนี่ก็ได้กลายมาเป็นเรื่องของแก้ว ๓ ประการ ซึ่งมีพรรคการเมือง มีมวลชนเสื้อแดง มีกองกำลังติดอาวุธ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วก็ครบเลยครับ ซีกข้าง พันตำรวจโท ทักษิณ แล้วเดี๋ยวผมจะได้ไปพูดถึงคู่กรณีคนอื่น ก็ต้องถามกันต่อไปครับว่า พันตำรวจโท ทักษิณและระบอบทักษิณนี่มันเป็นปัญหาตรงไหนถึงทำให้เกิดความขัดแย้ง
ท่านสุเทพครับ ขออภัยจริง ๆ ครับ ขอขัดนิดหนึ่งครับ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วมันเกิดความเสียหายแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าฝั่งนี้ซึ่งเสียหายนี่เขาใช้สิทธิตรงนี้ระหว่างอภิปรายนี่ เขาต้องชี้แจงในประเด็นเหล่านี้ ก็ต้องปล่อยให้เขาชี้แจงนะครับ ผมจะได้ปล่อยให้ท่านได้อภิปรายต่อ ที่จริงแล้วผมต้อง ตามข้อบังคับก็คงไม่อนุญาต แต่ตรงนี้ผมจะอนุโลมเพียงแต่ต้องให้โอกาสฝั่งนี้ได้ชี้แจงด้วย เชิญต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมก็อายุมาก แล้วนะ อยู่ในสภามาตั้ง ๓๔ ปีแล้ว ถ้าท่านประธานพูดอย่างนี้คนฟังทางบ้านก็คิดว่า ผมไม่มีกฎเกณฑ์กติกา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมพูดด้วยความระมัดระวัง ไม่ได้ไปพูดจาที่จะใส่ร้ายป้ายสีอะไรเลย เพราะสิ่งที่พูดนี้คือสิ่งที่คนทั้งประเทศก็เห็น แล้วผมกำลังจะบอกว่าเราก็จะต้องแก้ต้นเหตุตรงนี้ด้วย
เอาว่าให้เขามี โอกาสชี้แจงประเด็นนี้ด้วยก็แล้วกัน
ยินดีครับ ไม่มีปัญหากับผมเลยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่เพื่อให้ท่านประธานได้ยินใหม่ อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของสาเหตุของความขัดแย้งที่ทำให้เราจะต้องมาปรองดองกันนี่ สำหรับผมเอง ผมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มสาเหตุ
กลุ่มแรก เป็นเรื่องของอุดมการณ์แนวความคิดทางการเมืองของคน ในประเทศนี้ซึ่งไม่เหมือนกัน
กลุ่มความคิดที่ ๒ ที่ผมบอกว่าที่เป็นสาเหตุ นั่นก็คือว่าพฤติกรรมของคน ที่ทำผิดกฎหมาย แล้วก็เป็นเหตุให้คนฝ่ายอื่น ๆ เขาโกรธเคืองเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งมี ๒ ประการนี้ครับ ในส่วนที่ผมบอกว่าเป็นอุดมการณ์ เป็นแนวความคิดทางการเมืองซึ่งไม่เหมือนกันนั้น ผมได้เรียนกับสภาแห่งนี้ว่าแนวความคิด ของ พันตำรวจโท ทักษิณและสมุนบริวารทั้งหลายนั้น มีแนวความคิดอุดมการณ์ ทางการเมืองที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินนี้ แตกต่างอย่างไร ผมก็ได้เรียนไปว่า ฝ่ายของ พันตำรวจโท ทักษิณคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองประเทศไทย สร้างรัฐไทยใหม่ขึ้น เปลี่ยนเป็นระบบประธานาธิบดี แล้วก็ให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ปกครองประเทศ ถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องที่ผมจะวิจารณ์ แต่บอกว่ามีความคิดอย่างนี้ นี่คือแนวความคิด ต่างจากแนวความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าเราจะปรองดอง เราก็ต้องเอาเรื่องนี้มาพูดกัน จะพูดที่ไหน พูดอย่างไร พูดเมื่อไร อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ ประชาชนทั้งหลายเขาไม่มีความสุข เขากังวลใจ วันนี้ประชาชนอย่างผม ยกตัวอย่างจะได้ ไม่ต้องไปถามที่อื่น ผมนี่กลุ้มใจครับ กังวลใจ กลัวว่าระบอบทักษิณ แนวความคิดแบบทักษิณ หรือว่าพรรคเสื้อแดงนี่จะยึดประเทศไทย กลัวว่าจับผมไปสัมมนาใหม่ ล้างสมองผมใหม่ เพราะผมคิดไม่เหมือนเขา กลัวว่าถ้าล้างสมองผมไม่ได้ สัมมนาแล้วไม่ได้ก็จะส่งผม กลับไปทำนา เพราะผมเคยเห็นตัวอย่างตอนที่เขมรแดงยึดกัมพูชา ทำอย่างนี้ ผมมีความเชื่อ อย่างนี้ว่าพรรคเสื้อแดงนี่เป็นอันตรายต่ออนาคตของชีวิตผม ของลูกหลานผม เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดเวทีให้ได้พูดจากันอย่างนี้ก็จะได้เอามาพูดกันให้ทั่วแล้วประชาชนทั้งหลายเขาก็ได้ พินิจพิจารณา ถ้ากระบวนการทักษิณ กระบวนการเสื้อแดงบอกว่าไม่ได้คิดแบบที่สุเทพพูด ไม่ได้คิดจะสร้างระบอบประธานาธิบดี ไม่ได้คิดจะพูดรัฐไทยใหม่ ที่พูดไปแล้วนั่นถือว่า ผายลม ก็จบ แต่ต้องแสดงให้ประชาชนเขาเห็น เลิกการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เปลี่ยนสมาชิก หมู่บ้านเสื้อแดงทั้งหลายกลายเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วต่อสู้ตามกระบวนการ ประชาธิปไตย แต่ถ้าตราบใดไม่เลิก มีทั้งพรรคการเมืองสู้กับพวกผมในสภา มีทั้งมวลชนจัดตั้ง ด่าผมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลโน่น หน้าสภาโน่น ตอนนี้ก็ยังด่าอยู่ แล้ววันดีคืนดี ก็มีกองกำลังชุดดำฝึกอาวุธมาอย่างดีมายิงพวกผมอีก มายิงตำรวจ มายิงทหารอีก อย่างนี้ ผมบอกว่าไม่ปรองดองด้วย ต้องเลิก ต้องยืนยันก่อนว่าเลิก กลับเข้าสู่วิถีปกติ เหมือนที่ นานาอารยประเทศเขาสู้กันทางการเมือง เพราะผมไม่มีกองกำลังติดอาวุธ ผมไม่ได้ไป จัดหมู่บ้านสีเสื้อต่าง ๆ ผมไม่ได้เอามาล้อมสภา ผมไม่ได้เอามาล้อมทำเนียบรัฐบาล ผมไม่ไล่ทุบรถฆ่าพวกคุณ มีแต่เขาที่ทำกับผม เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ต้องอธิบายกัน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ผมพูดเพื่อให้เห็นภาพ ให้เห็นของจริงว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในใจ และเกิดได้ ถ้าไม่ทำสิ่งเหล่านี้ให้กระจ่าง ไม่มีใครกล้าปรองดองด้วย เพราะปรองดอง หมายถึงสยบต่ออำนาจของคุณ ปรองดองหมายถึงต่อไปนี้ผมและลูกหลานผมต้องกลายเป็น ข้าทาสให้คุณจิกกบาลใช้สอย ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสรีภาพ สูญเสียความเป็นไทย สูญเสีย ความสวยงามของขนบธรรมเนียมประเพณีการปกครองที่เราได้ดำเนินการมาโดยตลอด ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญครับ ต้องเปิดโอกาส ผมถึงบอกว่าผมเห็นด้วยกับสถาบันพระปกเกล้า ไหน ๆ จะปรองดองกัน เปิดใจกัน พูดกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่จะปรองดองคราวนี้ คณะกรรมาธิการเสนอรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามาแล้ว มีทางเลือก ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งผมจะพูดต่อไป ก่อนจะไปตรงนั้นก็ต้องถามว่าแล้วอะไรล่ะคือสาเหตุ สาเหตุก็คือว่าขณะนี้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ คุณทักษิณไม่ปรารถนาจะติดคุก หนีคดีนี้ไปอยู่ต่างประเทศ ไล่มาด้วยอะไรครับ ไปดูไบ ไปอะไร มาประเทศเขมร มาประเทศลาวว่าไป แต่ว่าเข้าประเทศไทยไม่ได้ ไม่มีใครห้ามเลยว่าอย่าเข้าประเทศไทย เข้าได้ทุกวัน แต่เข้าเมื่อไรจะต้องถูกนำตัวไปจำคุกเพราะศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเอาไว้ คุณทักษิณวันนี้อยู่ในฐานะผู้หนีคดี นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ สำคัญตรงไหนครับ คุณทักษิณและบริวารทั้งหลายโกรธศาล ตัดสินไม่เป็นธรรม ๒ มาตรฐาน วิจารณ์กัน อย่างเปิดเผยบนเวทีทุกแห่งทั่วประเทศ คนก็ได้ยิน เพราะฉะนั้นวันนี้นอกจากคุณทักษิณ และฝ่ายคุณทักษิณซึ่งมีอุดมการณ์ความคิดแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมเจอคู่กรณีของคุณทักษิณอีกรายหนึ่งแล้ว ก็คือระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทย ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทยที่เป็นคู่กรณีของคุณทักษิณ ก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทั้งหลายเหล่านี้ ได้สร้างความโกรธแค้นไม่พอใจให้กับคุณทักษิณและสมุนบริวารมาแล้วทั้งสิ้น แล้วก็เป็น ปัญหาครับ คำตัดสิน คำพิพากษา คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายนิยม คุณทักษิณโกรธเคืองไม่พอใจ อ้างทุกวันว่าทักษิณถูกข่มเหง ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ฝ่ายประชาชนคนอื่นทั่วประเทศเขาฟังแล้วเขาบอกว่ามีเหตุผลสมควรแล้ว ถ้าโกงขนาดนี้ ไม่ติดคุกก็เหลือเกินแล้ว ถ้าโกงขนาดนี้ไม่ถูกยึดทรัพย์ก็เกินไปแล้ว อยากให้ยึดทรัพย์มากกว่านั้นอีก นี่เป็นสาเหตุความขัดแย้งเราต้องคลี่คลายสาเหตุนี้ด้วยกันเสียก่อน ท่านประธานครับ ผมไปดูคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เขาพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีกระทำการต่าง ๆ เอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่นและบริษัทในเครือรวม ๕ กรณีด้วยกัน
๑. แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
๒. อนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่เรียกว่า เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ให้ประเทศพม่ากู้เงินไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้ กระทรวงการคลังของประเทศไทยรับความเสี่ยงแทนถ้าเกิดความเสียหาย แล้วแถม ชำระดอกเบี้ยแทนประเทศพม่าด้วยในส่วนที่เป็นส่วนต่าง
๓. การปรับลดส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบบัตรจ่ายเงินล่วงหน้า
๔. การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมแล้วให้นำค่าใช้เครือข่ายร่วม หักออกจากส่วนแบ่งค่าสัมปทานที่จะส่งให้รัฐ แล้ว
๕. การสนับสนุนโครงการดาวเทียมไทยคมโดยบอร์ดของกรมการส่งเสริมการลงทุน ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นผู้สั่งการ
นี่เป็นคำพิพากษาของศาลว่าใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบใน ๕ เรื่องนี้ล่ะ แล้วทำให้ พันตำรวจโท ทักษิณร่ำรวยจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใน ๕ กรณีนี้ เป็นเงิน ๔๖,๓๗๓ ล้านบาทเศษ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าดูจากพยานหลักฐานทั้งหมด แล้ว พันตำรวจโท ทักษิณก็ได้ตั้งทนายมาสู้คดีแล้ว ศาลก็พิพากษาตามหลักการว่าให้ยึดทรัพย์ ๔๖,๓๗๕ ล้านบาทนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะได้มาโดยมิชอบ เป็นการได้มาโดยมิชอบเพราะใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในฐานะ นายกรัฐมนตรี ผมยกตรงนี้มาพูดท่านประธาน ไม่ใช่ไปเอาความเก่ามาบอก แต่ว่าเรื่องที่ ศาลพิพากษาจำคุกคุณทักษิณ ๒ ปีก็ดี เรื่องที่ศาลยึดทรัพย์คุณทักษิณ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษก็ดี มันอยู่ในเรื่องที่เราจะต้องทำปรองดองกัน อยู่ตรงไหนท่านประธานครับ อยู่ตรงรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้าที่รายงานต่อกรรมาธิการ และกรรมาธิการเอามารายงานต่อสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกเฉพาะพฤติกรรมของ พันตำรวจโท ทักษิณที่กลายเป็นสาเหตุ พฤติกรรมอย่างนี้ ถูกศาลพิพากษาอย่างนี้ ฝ่ายคุณทักษิณก็โกรธศาล บอกว่า๒ มาตรฐาน ไม่ยุติธรรม ประชาชนบอกสมแล้ว ควรแล้ว ๒ อันนี้ต้องปรับครับ ถ้าจะปรองดองกันต่อไป เราต้องมาปรับเรื่องนี้กันก่อน เท่านั้นไม่พอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ๒ พรรคนี้เป็นพรรคของคุณทักษิณ แน่นอนครับ สมาชิกพรรคผู้สนับสนุนต้องโกรธศาลละ สั่งยุบพรรค แถมขึ้นเวทีปราศรัย ยังพูดต่อว่านี่๒ มาตรฐาน เพราะทีพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยุบ ยุบพรรคไทยรักไทย ยุบพรรคพลังประชาชน เรียกว่าโดนยุบมา ๒ หนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ โกรธเคืองกันมากเลย อ้างกันมากเลยว่าประเทศไทย๒ มาตรฐาน แต่ว่าไปดูคำวินิจฉัย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลตอนที่ยุบพรรคไทยรักไทยว่า พรรคไทยรักไทยเข้าแทรกแซงบิดผันกระบวนการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันกันตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่โดยเนื้อแท้ มิได้เป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องสั่นคลอน ไม่มั่นคง ทำให้ประชาชนที่รู้ข้อเท็จจริงเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง อันนำไปสู่การต่อต้าน การใช้อำนาจการปกครองโดยไม่ชอบธรรมของพรรคการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังให้เหตุผลต่อไปครับว่าการกระทำของพรรคไทยรักไทยเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน การกระทำ ของพรรคไทยรักไทยเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ผมพูดเองนะครับ นี่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าพรรคไทยรักไทยทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงแบบพิธี ที่จะนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปนั้นเป็นช่วงจังหวะเวลาและกระบวนการ ทางการเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาส อย่างกว้างขวางที่สุดแก่ประชาชนที่จะได้ร่วมกันใช้สิทธิแสดงเจตจำนงและตกลงที่จะกำหนด ทิศทางทางการเมือง และคัดสรรผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้น พรรคไทยรักไทยได้แสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีอุดมการณ์ ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้าดังที่ได้รณรงค์ หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากที่จะหาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรค ให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่าเมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ หรือบริหารราชการแผ่นดิน โดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง นี่คือเหตุผลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงต่อประชาชนทั้งประเทศในวันที่มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย เหมือนกันครับ ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เขาก็ได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งประกาศให้ประชาชนทั้งหลายได้รับรู้ ได้รับทราบ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่า รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ที่ผมเอา ๒ เรื่อง ๒ คำวินิจฉัย ๒ คดีนี้มากราบเรียนต่อสภา เพราะผมเห็นว่านี่เป็นสาเหตุ กระทบกระเทือนมากครับ แล้วทำให้คนกังวลใจไปครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการข้อ ๓ รายงานกรรมาธิการบอกให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คนไทยกลัวอะไรครับ ว่าคุณจะแก้ รัฐธรรมนูญเรื่องอะไรบ้าง ตกลงคุณจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องศาลด้วยใช่ไหม คุณยังโกรธศาลกันไม่เลิกใช่ไหม คุณหวังว่าต่อไปนี้การแต่งตั้งศาลต้องอยู่ในอำนาจ ในอุ้งมือของคุณใช่ไหม นี่เขากังวลใจ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนกับท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับความคิดของสถาบันพระปกเกล้า ต้องเอาเรื่องนี้ไปตั้งเวทีพูดกัน การตั้งเวที พรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสที่จะแสดงข้อเท็จจริง ความเห็น พูดจากับประชาชน ฝ่ายอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัย เอากันให้ชัดเจน แล้วก็ทำประชามติ ประชาชนเขาก็จะได้ตั้งใจได้ครับ ว่าถ้าเอาตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ยอมเสียสละเรื่องเหล่านี้ไป แล้วจะได้สิ่งดี ๆ คืนกลับมาคุ้มค่า แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นต้องบอกเขาให้ชัดครับ ท่านประธานครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า พูดกันชัด ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่างานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ทำมา มีอยู่ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นที่สำคัญ
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยกเลิกผลการสืบสวนสอบสวนของ คตส. หรือคณะกรรมการ ไม่ต้องอ่าน ยาว เอา คตส. ก็แล้วกัน นี่เป็นหัวใจใหญ่ของเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งเวทีครับ อธิบายกับประชาชนให้ทราบว่า ที่กรรมาธิการไปทำมา เห็นว่าหลักของการให้อภัย หลักเมตตาธรรมที่จะต้องทำกัน ก็โดยการนิรโทษกรรม ซึ่งมี ๒ ทางเลือก
ทางเลือกที่ ๑ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีกระทำความผิดตามพระราชกำหนด คดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของวัด ของเอกชน การทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย นี่ทางเลือกที่ ๑ ในทางเลือกนี้ ต้องบอกประชาชนครับว่าถ้าทำอย่างนี้ใครได้ใครเสีย ประชาชนต้องทำใจ ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายต้องรู้ว่าเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวมต้องยอมเสียสละ จะเป็นภรรยาของ พลเอก ร่มเกล้า จะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต ต้องทำใจว่าเขาจะเอากันอย่างนี้ คนที่ฆ่าลูกเขา คนที่ฆ่าสามีเขาต้องไม่ติดคุกนะ ที่กำลังถูกจับตัวดำเนินคดีก็ต้องปล่อยนะ ที่ตัดสินไปแล้วก็ต้องถือว่าไม่ผิดนะ เพราะการนิรโทษกรรมถือว่าลบล้างความผิด แน่นอนครับบรรดาผู้ที่ถูกข้อหาผู้ก่อการร้าย ที่มานั่งอยู่ในสภานี้หลายคนก็จะได้รอดไปด้วยอย่างไรครับ แต่ว่าต้องบอกกับประชาชนว่าใครบ้าง ประชาชนเขาก็ได้ชั่งใจว่าดีเหมือนกัน ยกความผิดให้เสียคราวนี้คราวหน้ามันจะได้ไม่ก่อการร้ายอีก แต่ว่าใครละครับจะไปบอกประชาชนว่าจะแก้ไขนิสัยคนเหล่านี้ได้ ฝ่ายระบอบคุณทักษิณนี่ละครับ ต้องให้คำยินยอมยืนยันกับประชาชนว่าแล้วมาก็แล้วไปยกโทษเถอะคราวนี้ คราวหน้า ไม่เผาบ้านเผาเมืองแล้ว ไม่เอาเอ็ม ๑๖ (M16) อาก้า (AKA) เอ็ม ๗๙ (M79) มายิงตำรวจ ทหาร ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ยิงแม่ค้าข้าวแกงอีกแล้ว ก็ต้องบอกมา แล้วให้ ประชาชนเขาชั่งใจ เพราะทางเลือกที่ ๑ เป็นอย่างนั้น
ส่วนทางเลือกที่ ๒ เขาบอกว่าจะนิรโทษกรรมโดยออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองเฉพาะคดีกระทำความผิดตามพระราชกำหนด โดยคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สิน การทำให้เกิดอันตราย แก่ร่างกายและชีวิตจะไม่ได้รับการยกเว้น ผมดูรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ผมก็ไม่รู้ว่า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะ เขาจะเอาทางเลือกที่ ๑ หรือจะเอาทางเลือกที่ ๒ เพราะท่านเสนอมาทั้ง ๒ ทางเลือก แล้วไปไหนครับทีนี้ ไปรัฐบาล แล้วท่านประธานเดาได้ไหม รัฐบาลเอาทางเลือกที่ ๑ หรือทางเลือกที่ ๒ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทำเสียให้ตกผลึก เอากันเลยครับ ฟันธงกันเลย แล้วก็ไปบอกประชาชนเลยว่าเอาทางเลือกที่ ๑ ล่ะหมดเรื่องเลย ทุกคนได้รับอภัยโทษหมด ได้รับนิรโทษกรรมหมดไม่ต้องมีความผิด แต่ถ้าเลือกทางเลือกที่ ๒ มีปัญหาครับ บางคนที่นั่งเป็นผู้แทนราษฎรได้ยกมือทางเลือกนี้ไม่ติดคุก แล้วพวกที่เผาศาลากลาง ที่ติดคุกเขายอมไหม ศาลพิพากษาไปแล้วนี่ครับ อ้ายพวกที่กำลังจะถูกติดคุกเพราะข้อหา ฆ่าคนตาย เขาจะยอมด้วยไหม ถ้าไม่ยอมทีนี้ยุ่งละครับ ท่านประธานครับ คุณไม่ต้อง ปรองดองกับซีกนี้แล้ว คุณต้องไปปรองดองฝ่ายเดียวกันเสียก่อนแล้ว เพราะว่าแตกกัน ในหมู่เสื้อแดงด้วยกันแล้ว แล้วยิ่งไม่บ้าหนักเข้าไปเลยหรือครับถ้าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ต้องทำให้กระจ่างจะมุบมิบส่งไปให้รัฐบาลทั้ง ๒ ทางเลือกนี้ผมว่าไม่ถูกต้องแน่นอนครับ ไปคุยกันให้ครบหมดทุกวงเอาอย่างไร นี่เรื่องใหญ่ครับ
เรื่องถัดไปใหญ่กว่านั้นอีกครับท่านประธาน เรื่องของ คตส. ที่บอกว่าจะต้องทำ โดย ๓ ทางเลือกเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ถูก คตส. สอบสวนแล้วเอาไปดำเนินคดี ที่จริงมีคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่าน พลเอก สนธิคงลืมไป คุณวัฒนาซึ่งควบคุม อยู่ใกล้ชิดท่านนะครับ เป็นหนึ่งในเหยื่อของ คตส. ผมพูดเอาใจเสียหน่อย แต่พูดง่าย ๆ ก็คือว่า คตส. เขาสอบสวนคุณวัฒนาอยู่ในข่ายที่จะเป็นผู้ต้องหาที่จะต้องถูกดำเนินคดี ทั้งเรื่อง บ้านเอื้ออาทร ทั้งเรื่องซื้อรถดับเพลิงของ กทม. หลายเรื่อง ไม่ควรเป็นกรรมาธิการเสียด้วยซ้ำ เพราะผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าอย่างนี้ครับ คณะกรรมาธิการ เอามาทั้งดุ้นเลยที่สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเอาไว้ บอกเลยว่าเรื่องที่จะยกเลิก ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ พลเอก สนธิเป็นคนตั้งไว้ตอนเป็นประธาน คมช. ให้เอา ๓ ทางเลือก
ทางเลือกที่ ๑ เขาบอกว่าดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการ ยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส. สิ้นสุดลง โอนคดีทั้งหมด ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบกระเทือนคดีที่ถึงที่สุดแล้ว อ่านอย่างนี้ผมยังต้องไปนั่งคิดเลยครับว่า ใครได้ประโยชน์บ้าง ใครที่ไม่ได้อานิสงส์จากข้อนี้ แน่นอนครับ ถ้าเอาตามข้อนี้ คุณทักษิณกลับบ้านไม่ได้ กลับไม่ได้ ยังกลับไม่ได้ เพราะว่าไม่หลุด คดีที่ถึงที่สุดแล้วไม่ยกให้ คุณวัฒนาหลุด คุณวัฒนาอาจจะผิดใจกับคุณทักษิณได้ในเรื่องนี้ถือว่าทิ้งนาย เอาตัวรอดคนเดียว มีหลายคนหลุด นี่ทางเลือกที่ ๑ ต้องบอกกับประชาชน ประชาชนอาจจะชอบทางเลือกนี้ก็ได้
ทางเลือกที่ ๒ บอกว่าให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ อันนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ทันทีทันใด ซื้อเวลาลุ้นเอานับ ๑ กันใหม่ แต่ว่าไม่เป็นอะไร ตอนนี้พวกเราเป็นรัฐบาลตำรวจก็อยู่ในมือ อัยการก็เกรงใจ ศาลก็เห็นบอกว่าพูดกันได้ เห็นพูดมาทางโฟนลิ้งค์ (Phone link) ก็ไปลุ้นเอา
ทางเลือกที่ ๓ บอกว่าให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ในระหว่างกระบวนการและตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง หมายความว่าจะเอาหมดเลย เลิกหมดทุกคดี โกงเล็ก โกงน้อย คตส. สรุปแล้ว ไปอยู่ ป.ป.ช. แล้ว หรือไปอัยการแล้ว หรือไปศาลแล้ว หรือศาลตัดสินแล้วลบหมดเลย ถือว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน
ทางเลือกที่ ๓ นี่พอใจทุกคน คนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายพอใจทุกคน จะไม่มีใคร มาบ่นแล้วว่าไม่ได้รับความยุติธรรม สังคมคืนความยุติธรรมให้ แต่เราต้องอธิบายประชาชนว่า ถ้าทำอย่างนี้หมายความว่าจบนะ ทุกคนปลอดภัย ท่านประธานครับ ถ้าเราตัดสินใจกันเสีย เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาประชาชนทั้งประเทศว่าคุณจะเอาทางเลือกที่ ๑ เอาทางเลือกที่ ๒ หรือเอาทางเลือกที่ ๓ ถ้าประชาชนเลือกแล้วไม่ต้องออกมาเดินขบวนคัดค้านกันอีก ไม่ต้องมาประท้วงกันอีก ไม่ต้องใส่เสื้อสีต่าง ๆ มาชุมนุมกันอีก ผ่านกระบวนการพูดคุยกันหมด ลงประชามติกันเสร็จ รัฐบาลก็ทำตามนั้น ไม่เช่นนั้นเขาก็ต้องมาขับไล่รัฐบาล รบกันอีก แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงทำงานข่าวมา ผมรู้ว่ามีคนบางพวก มีคนบางฝ่ายต้องการให้บ้านเมืองเกิดกลียุค ให้เกิดสงครามกลางเมือง เขาจะทำการปฏิวัติโดยประชาชน แต่ผมไม่อยากเห็นอย่างนั้น เพราะว่าถ้าเกิดเหตุอย่างนั้น ไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ ชาติเสียหายแน่นอน ยับเยินแน่นอน เราไม่ต้องการเห็นสงครามกลางเมือง นี่ละคือหัวใจผมที่อยากเห็นการปรองดอง ผมเรียนกับท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง ที่เราจะละเลยมองข้ามไป นี่ผมพูดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องแค่ความขัดแย้งกับศาลยุติธรรม กับกระบวนการยุติธรรม ยังมีความขัดแย้งกับฝ่ายอื่นอีกครับ ที่เราจะต้องเอาไปพูดคุยกัน ผมไปดูคู่ขัดแย้งของทักษิณและสมุนบริวารทักษิณว่ามีใครอีกบ้างก็ไปเจออำมาตย์ครับ ไปเจอเพราะว่าผมต้องฟังวิทยุเสื้อแดง โทรทัศน์เสื้อแดงเป็นประจำอยู่แล้วได้ยินทุกวัน อำมาตย์ อำมาตย์ อำมาตย์ มีคนตั้งโรงเรียนการเมือง โรงเรียนเสื้อแดง นปช. ตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง แล้วปลุกปั่น ปลุกระดม ปลูกฝังแนวความคิดให้ประชาชนเชื่อว่าที่มีความทุกข์อยู่นั้น ที่จนอยู่นั้น ที่ไม่ได้รับการศึกษานั้น เพราะคนชนชั้นบนกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบรังแก แล้วก็เรียกคนชั้นบนว่า อำมาตย์ แบ่งชนชั้นคนในประเทศไทยเป็น ๒ ชั้น คือชนชั้นอำมาตย์กับชนชั้นไพร่ ผมวางตัวไม่ถูกว่าเป็นไพร่หรือเป็นอำมาตย์ เพราะพ่อป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็น ส.ส. ผมก็ไม่รู้ว่าคนอย่างจตุพรเป็นไพร่หรือเป็นอำมาตย์ แต่น่าจะเป็นไพร่มากกว่าเพราะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ณัฐวุฒินั่นเปลี่ยนจากไพร่เป็นอำมาตย์ไปแล้ว นี่ผมพูดตามที่เขาว่า ท่านประธานครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เพื่อจะยืนยันกับท่านประธานว่า อำมาตย์ไม่ใช่มีเฉพาะ พลเอก เปรม อำมาตย์ไม่ใช่มีเฉพาะนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ หรือ พลเอก สุรยุทธ์ตามที่เขาเริ่มจั่วหัวกล่าวหาตอนแรก ๆ แต่พอผมฟังไปนาน ๆ มันกลายเป็น ๒ ชนชั้นในประเทศไทย อันนี้ก็อันตรายครับ อันนี้ก็ต้องสะสาง ต้องเอาความคิดนี้ มาพูดกันว่าตกลงมันเป็นจริงอย่างนั้นไหมในประเทศไทย หรือว่าตกลงในประเทศไทยไม่มี แต่ว่าตอนนั้นต้องต่อสู้ก็ต้องสู้ไปแนวนี้ วั นนี้สู้ชนะแล้ว ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว ผมไม่เอาแล้วแนวนี้ก็บอกกับประชาชน เขาก็จะได้สนับสนุนได้ แต่ถ้าประชาชนบอกว่า ผมยอมเข้าสู่กระบวนการปรองดองตามที่คณะกรรมาธิการเสนอด้วย ผมยอมเสียสละ อดทนว่าผมทำผิดกฎหมายติดคุก ทักษิณทำผิดกฎหมายไม่ติดคุก ลูกผมโกงติดคุก วัฒนาโกง ไม่ต้องติดคุก ทำใจ เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบ แต่ถ้าทำใจเรื่องนั้นแล้วปรากฏว่า ความคิดเรื่องแบ่งแยกชนชั้นในประเทศไทยยังไม่เลิก ยังคิดที่จะล้มล้างพวกอำมาตย์อยู่ ยังคิดที่จะล้มล้างคนชั้นบนที่ไม่ใช่ไพร่อยู่ ผมว่าไม่มีทางปรองดองได้ ไม่มีใครเอา ผมไม่เอาคนหนึ่งละเพราะผมกลัวถ้าพวกไพร่ขึ้นมายึดประเทศไทยได้มันจะจับผมไปไถนา มันจะเอาผมไปสัมมนา ผมไม่เอาแน่นอน แต่ถ้ายืนยันกับผมว่าไม่เอาแล้ว ที่แล้วมาจบแค่นั้น ขีดเส้นปั๊บ ต่อไปนี้เดินตามแนวทางปกติ อย่างนี้ฟังดูน่าชื่นใจ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ ต้องเอาไปพูดกับประชาชน ที่ผมพูดไม่ได้เลยเถิดนะท่านประธานอยู่ในนี้หมดเลย อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าหมดเลย หน้า ๑๕๓ บอกเลยว่าจะต้องหยุดการกระทำ การพูด การปฏิบัติในทางการเมืองที่อาจเป็นปฏิปักษ์ เช่น การตั้งกลุ่มการเมือง การจัดตั้ง หมู่บ้านเสื้อแดง คณะกรรมาธิการไม่เอามาบอกผมผมต้องไปอ่านเอาเอง ซ่อนเอาไว้ หรืออย่างไรครับ แต่เรื่องนี้ซ่อนไม่ได้ต้องบอกกับประชาชน ว่าถ้าเราจะปรองดองกันข้างนี้ เขาจะหยุดแล้วเรื่องที่พูดจาไม่ได้เรื่องทั้งหลาย พูดจาแล้วชวนทะเลาะ มาเที่ยวท้าทาย ที่จะรบกับคนโน้นคนนี้ หมู่บ้านเสื้อแดงก็หยุดแล้ว ต่อไปนี้ไม่เอาผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงแล้ว เลิก เปลี่ยนหมด ต้องบอกครับ ท่านก็ต้องเสียสละบ้าง เพราะท่านได้เยอะ แค่ได้ทรัพย์สินคืน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทก็เยอะแยะแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างอื่น ก็ต้องคืน อันนี้ต้องแลกกันกับประชาชน แต่ท่านประธานครับถ้าไม่เลิก ถ้ายังพูดจาปราศรัย แบบมีปัญหา นี่ครับแล้วลูกน้องก็ไปพูดจาเอาไว้เมื่อครู่ที่เพื่อนผมเอามาอ่านให้ฟังว่า ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนชาวบ้านเคยนับถือมีรูปติดฝาบ้านทุกบ้าน เดี๋ยวนี้ถูกปลดลงหมดแล้ว อันนี้บาดหัวใจคน ต้องไม่พูด หรือว่าตัวลูกพี่ใหญ่ เช่นคุณทักษิณเองก็เคยพูดอยู่ในงานวิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า พูดเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ สถาบันพระปกเกล้าเขาบันทึก เอาไว้ คุณทักษิณไปพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่ไปแอบพูด บอกว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่ทำตาม กติกา กรรมาธิการไม่เอามาบอกนี่ครับว่าสถาบันพระปกเกล้าเขามีความเห็นเรื่องนี้ ว่าอย่างไร สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าการที่คุณทักษิณพูดอย่างนี้เป็นการแสดงไม่เคารพต่อบุคคลที่คนไทย เคารพเทิดทูนอย่างสูง ต้องเลิก ลูกพี่ใหญ่ พ่อเสื้อแดงตัวใหญ่เลิก ลูกน้องก็ต้องเลิก ทั้งกระบวนการเลิกเรื่องเหล่านี้ อย่างนี้ปรองดองได้ แต่ว่าถ้าไม่เลิกความคิดเรื่องนี้ ไม่เลิกอุดมการณ์การเมืองอย่างนี้ ยังเดินหน้าตั้งเสื้อแดง สถานีวิทยุแดงปลุกระดมทุกวัน สถานีโทรทัศน์แดงปลุกระดมทุกวัน แล้วท่านมาบอกผมว่าออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ทักษิณกลับประเทศอย่างเท่เถอะ ไม่ต้องติดคุกเถอะ คืนทรัพย์สมบัติเขาเถอะ ผมว่าไม่มีใครเอา ท่านประธาน มันไม่คุ้ม เพราะให้ไปก็ตีกันอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงได้กราบเรียนว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทำมานั่นน่ะดีแล้ว ทางน่ะถูก ผมเรียนยืนยันเลยว่าผมให้กำลังใจ พลเอก สนธิพยายามพูดจาลับ ลวง พราง ให้คนตีความไปเรื่อยว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดคุยกัน ผมก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ล่ะ แต่ผมเคยคุยกับ พลเอก สนธิ แต่เรื่องที่คุยไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ผมจะเรียนว่าผมให้กำลังใจ พลเอก สนธินะ มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการคราวนี้คนตำหนิทั้งเมือง เสียราคาไปเยอะ ผมก็เห็นใจ แต่ว่ามันยังไม่ครบ จบลงเฉย ๆ อย่างนี้ท่านขาดทุนลูกเดียวไม่มีกำไรเลย แต่ว่าถ้าท่านทำต่อ ตามที่สถาบันพระปกเกล้าเขาร้องขอ ผมคิดว่าวันหนึ่งท่านจะชื่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำเป็น ผลสำเร็จ มิฉะนั้นไม่สำเร็จครับ นี่ผมพูดเฉพาะคู่กรณีของคุณทักษิณเพียงคน ๒ คน ราย ๒ ราย แต่ว่าที่มากกว่านั้นครับ ที่เกินอำมาตย์ ที่เกินไปจากระบบยุติธรรม ประชาชนครับ ตั้งแต่ประชาชนเสื้อเหลือง ประชาชนเสื้อหลากสี ประชาชนที่ยังอยู่ที่บ้านที่เขาไม่พอใจคุณทักษิณ ที่เขาเห็นว่าคุณทักษิณฉ้อราษฎร์บังหลวงใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม มีปัญหา คอร์รัปชัน ละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี ยุบสภา เอาเปรียบเพื่อนอะไรต่างๆ ที่สถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ในหน้า ๘๙ หน้า ๙๐ หน้า ๙๑ หน้า ๙๒ ผมไม่ต้องเอามาบรรยายทั้งหมด อย่างนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเหล่านั้น ว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการปรองดองคราวนี้ประชาชนยินยอมให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม คุณทักษิณได้กลับประเทศไทยอย่างเท่ ไม่ต้องติดคุก ได้ทรัพย์สินคืน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คุณทักษิณจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เป็นชายในดวงใจของประชาชน ไม่ทำสิ่งเลวร้าย ที่เคยทำมาแล้วทั้งหมดที่อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน ไม่แทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ติดสินบนศาล ไม่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ ไม่ข่มเหงรังแกข้าราชการ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป เอาให้ชัดเลย แล้วให้ประชาชนเขาเชื่อ ทดสอบได้ว่า เขาลงประชามติให้ไหม ถ้าเขาเห็นพ้องอย่างนั้น เรียบร้อยครับ ปรองดองได้ ผมนี่ คุณทักษิณหลอกมาหลายหนแล้ว แต่ว่าถ้าคราวนี้คุณทักษิณออกมาประกาศกับประชาชน ทั้งแผ่นดินว่าจะทำอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ผมโหวตให้คนหนึ่ง เอ้าปรองดอง คุกไม่ต้องติดก็ได้ ทรัพย์สินเอาคืนไปก็ได้ รัฐบาลอาจจะต้องผ่อนนะเพราะว่าใช้หมดแล้ว ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ต้องให้ประชาชนเขารู้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากประชาชนทั่วไป ยังมีพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง แน่นอนละครับ ตอนนี้ก็ไปสยบสวามิภักดิ์กันมากแล้ว คุกเข่าเอาธูปเอาเทียนไป กำลังต่อรองเรื่องกระทรวงกันอยู่ก็มี นี่ผมพูดตามรายงานข่าวของผม เสียผู้เสียคนตั้งแต่หนุ่มจนแก่ก็มี แก่แล้วก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ ก็มี ไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร วิถีใครวิถีมัน แต่ว่าที่ผมจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่าระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอื่น ๆ ที่ไม่ได้นิยมชมชอบพรรคเพื่อไทยต้องมาปรับกระแสความคิดกัน พรรคการเมืองที่อยู่ในซีก ระบอบทักษิณนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น ๆ กับพรรคการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในซีก ของระบอบทักษิณต้องมาคุยกัน สถาบันพระปกเกล้าเขาถึงได้เสนออย่างไรครับ ผมถึงชื่นชม สถาบันพระปกเกล้าที่ท่านประธานเป็นประธานสภาสถาบัน เขาถึงเสนอว่าต้องไปพูดคุยกัน ให้ตกผลึกทั้งในระดับพรรคการเมือง นักการเมือง และประชาชนทั่วไป ที่เห็นตั้งหน้าตั้งตา ถมึงทึงใส่กัน หรือพยายามที่จะเล่นงานกันทุกโอกาสที่มีนั้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมพร้อมที่จะลืมเลย แล้วไม่เก็บมาฝันถึงด้วย เพราะหน้าอย่างจตุพรไม่ใช่หน้าที่ผมจะฝันถึงอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ มาคุยกันเลย มาตกลงกันเลยว่าผมเคยทำอะไรให้คุณเจ็บใจ พฤติกรรมของผม ตรงไหนบ้างที่ทำให้พวกคุณต้องอาฆาตแค้น ผมก็ได้จะบอกว่าพฤติกรรมอะไรบ้างของคุณ ที่ทำให้ผมเจ็บปวด ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วผมไม่ต้องนอนฝันเหมือนคุณพิเชษฐ เพราะผมเจอของจริง ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปไหนไปด้วยกัน เกือบตายด้วยกันมาแล้ว เขาจะฆ่าจริง ๆ ผมก็ต้องมาตกลงกันว่า ต่อไปนี้เล่นการเมืองเล่นแบบฆ่ากันต่อหรือเปล่า หรือว่าไม่เอา ไม่มีแล้ว พฤติกรรมอย่างนั้น ไม่มีแล้ว ประเภทฆ่ามัน ๆ ไม่มีแล้ว ไม่ต้องขึ้นมาไล่ล่าผมในรัฐสภานี้อีกนะ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายมาพูดคุยกันให้สัตยาบันต่อกันว่าต่อไปนี้ เล่นการเมืองกันอย่างใสสะอาด เคารพกฎหมาย เคารพกฎเกณฑ์กติกา เอาระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ไม่เอาระบอบประธานาธิบดี สู้กัน แบบพรรคการเมืองต่อพรรคการเมือง ชนะเป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมืองไป ผมแพ้นี่ไม่เคยเดินขบวนนะ ท่านประธาน ผมแพ้นี่ไม่เคยไปล้อมทำเนียบนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ ผมแพ้นี่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปไหนผมไม่เคยโห่ไล่นะครับ ผมยินดีท่านประธาน เพราะว่านี่คือการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด รับได้ มาสู้กันอย่างนี้ แต่ว่า ทั้งสู้แบบนี้ ในรูปแบบด้วย เอาปืนมายิงกันด้วย เอามวลชนมาไล่ทุบกันด้วย อย่างนี้ก็ไม่ต้อง ปรองดองกัน คุณทุบผมได้ผมก็ไปหาพวกมาทุบคุณบ้าง เมื่อครู่คุณจตุพรลุกขึ้นมาท้าทายผม บอกว่ากล้าหรือเปล่านายสุเทพ กลัวที่สุด กลัวคุณฆ่าผม แต่ว่าคนกลัวบ้านผม คุณต้องระวังนะ ถ้าเมื่อไรผมกลัวคุณจตุพรมาก ๆ คุณจตุพรเดือดร้อนนะ คนกล้าไม่น่ากลัว คุณจตุพรคนขี้ขลาดคุณต้องกลัวให้มากเข้าไว้ ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าพรรคการเมืองก็ต้องมาคุยกัน ผมคุยได้ครับ นี่ละ คุณจตุพรจะเป็นอย่างไรก็ตามผมก็คุย หรือคนอื่น ที่ต้องพูดถึงคุณจตุพรเพราะว่า แกยังไม่ได้รางวัล ผมรอลุ้นอยู่คุณทักษิณบอกว่าจะให้รางวัลสมที่สุด ผมก็รอลุ้นอยู่ว่าได้เป็น รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเลยหรือเปล่า แต่ว่าพร้อมที่จะคุยครับ อยากปรองดองด้วย เบื่อแล้วรบกันนี่ สงสารประชาชน สงสารตำรวจ สงสารทหาร ประชาชนวันนี้ไม่มีใครมีความสุขเลยครับ ไม่รู้อนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไรถึงอยากให้มี การปรองดอง ผมก็อยากให้มีการปรองดอง พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะปรองดองถ้ามีเหตุมีผลและคุ้มค่ากับการปรองดอง คู่กรณีอีกรายหนึ่งที่ไม่พูดถึง ก็ไม่ได้ครับคือกองทัพ น่าสงสารที่สุด ผมไม่ได้ไปพูดจาเพื่อเอาใจครับ แต่ว่า ฝ่ายระบอบทักษิณโจมตีกองทัพยับเยินเลย ตลอดเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมาโกรธเคืองว่า กองทัพไม่ได้ประพฤติตัวว่านอนสอนง่ายเหมือน พลเอก สนธิวันนี้ ก็เลยตั้งแง่ตั้งงอนกับเขา กล่าวหาเขาว่าจะปฏิวัติ กล่าวหาว่าเขากระด้างกระเดื่อง สารพัด แล้วก็พยายามที่จะ ปลุกระดมประชาชนว่าทหารฆ่าประชาชน ไม่มีหรอกครับ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยออกคำสั่งให้ทหารไปฆ่าประชาชน ทหารเป็นลูกชาวบ้าน เป็นลูกประชาชน คนบ้าที่ไหนไปสั่งให้ทหารฆ่าประชาชนแล้วเขาจะทำตาม ไม่มีครับ ท่านประธาน แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายก็รู้ ทุกฝ่ายก็เห็น เขาถ่ายทอดทีวีปรากฏไปทั่วประเทศ จะมาบิดเบือนกันทำไม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ชัด มันเป็นเหตุ มันเป็นปัจจัย มันขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ช่วงจังหวะเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ผมไม่พูดให้บาดหัวใจกันมากกว่านี้ แต่ผมก็บอกกับท่านประธานเลยว่าผมคบคลุกคลีอยู่กับทหารในกองทัพ ผู้นำกองทัพทั้งหลาย เขาทำหน้าที่ของเขา เขารักชาติ เขารักประชาชน เขารักพระมหากษัตริย์ เขารักประเทศไทย เขาทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลเป็นคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อย่าคิดไปใส่ร้าย กลั่นแกล้งเขาเลยครับ เล่นงานผมนี่ก็พอแล้ว ถ้าผิดผมนี่เป็นคนผิดและผมออกคำสั่ง ผมบอกแล้วผมสั่งการเองทุกคำสั่ง จะเอาผมขึ้นศาลในประเทศก็ได้ เอาขึ้นศาลไหน ผมก็สู้คดีทั้งนั้น แล้วไม่หนีไปไหน คราวนี้ถ้านิรโทษกรรมแล้วยกเว้นสุเทพไว้ผมก็ยินดี พร้อมที่จะยกมือให้ แต่ว่าอย่าไปกล่าวหาคนเขาผิด ๆ ไม่ต้องไปกังวลใจครับเขาไม่คิดปฏิวัติหรอก เขาไม่คิด มาทำอันตรายบ้านเมือง เขาอยากให้นักการเมือง พรรคการเมืองคุยกันเอง ตกลงกันเอง ทำการเมืองให้สุจริต ให้สวยงาม ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ทหารเขาไม่เข้ามาวุ่นวาย แม้แต่ พลเอก สนธิวันที่เขาปฏิวัติ วันที่เป็น คมช. เพราะเขาเห็นว่าคุณทุจริต คุณทำ สิ่งชั่วร้ายกับบ้านเมือง เขาถึงออกประกาศครั้งแล้วครั้งเล่า ประกาศแล้วก็บอก โปรดฟัง อีกครั้งหนึ่ง เขาย้ำให้เห็นเลยว่า ๔ ข้อนั้นทหารคนไหนก็รับไม่ได้ วันนี้ถ้ารัฐบาลของท่านทั้งหลาย ยังประพฤติ ยังปฏิบัติรุนแรงเลวร้ายเหมือนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คุณก็ต้องเจออะไร สักอย่างแน่นอน มันอยู่ที่เรา มันอยู่ที่พรรคการเมือง มันอยู่ที่พวกเรา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะสรุปกับท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมและเพื่อน ๆ สนับสนุนแนวทางการปรองดองแห่งชาติ อยากจะเห็นการปรองดองเกิดขึ้นจริง ในประเทศนี้ ในแผ่นดินนี้และอย่าหลอกกัน ขอร้องก็คือว่าอย่าข่มเหงน้ำใจประชาชนคนไทย เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยซึ่งเขาเป็นเจ้าของประเทศได้มีโอกาสแสดงความคิดความเห็น เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางให้เขาได้ตัดสินใจ ให้เขาได้ยินยอมพร้อมใจด้วย ผมขอร้อง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนกรรมาธิการทุกท่าน ให้โอกาสคนไทยเถอะครับ ให้โอกาสประเทศไทยเถอะครับ ท่านช่วยลุกขึ้นให้สง่างาม แล้วขอกับท่านประธานสภา ขอกับสภานี้ว่าคณะกรรมาธิการขออนุญาตสภาเอาข้อเสนอ ของสถาบันพระปกเกล้าไปดำเนินการ แล้วแถมด้วยว่าดำเนินการให้มีการตั้งเวทีแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางตามที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอแล้ว แล้วจะเสนอรัฐบาล ให้ทำประชามติ ท่านทำมาอย่างนี้กฎหมายนิรโทษกรรมจะเอาข้อไหนผมยกมือให้แน่นอน แต่ว่าถ้าท่านไม่ทำอย่างนี้ผมประกาศกับท่านเลยว่าผมสู้ท่านแน่นอน ผมไม่มีทางเลือก ผมทนเห็นลูกผมต้องเป็นข้าทาสบริวารพวกท่านไม่ไหว ผมไม่มั่นใจในอนาคตของประเทศไทยว่า ถ้าท่านยังไม่ลด เลิกขบวนการเสื้อแดง ความคิดที่สถาปนารัฐไทยใหม่ ลูกหลานผมมีความทุกข์ ผมสู้คุณแน่นอน สู้ทุกอย่างแล้วจะเดินสายชักชวนพี่น้องประชาชนคนไทยว่าอย่ายอมเป็นทาส ไอ้พวกนี้ ลุกขึ้นมาสู้กัน ไหน ๆ มันก็จะเจ๊งอยู่แล้วนี่ครับ ถ้าต้องเป็นทาสคอยถูบ้านให้จตุพร ผมก็สู้มันเสียตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ โปรดช่วยบอก ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าโปรดรับเอาความคิดเห็นของผม ซึ่งได้พูดด้วยใจบริสุทธิ์ พูดด้วยใจที่หวังจะเห็นการปรองดองเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ไปพิจารณา แล้วตัดสินใจร่วมกัน ไหน ๆ จะปรองดองกันแล้วเอาข้อเสนอของผมเป็นข้อพิสูจน์ ของความตั้งใจที่จะปรองดองระหว่างพวกเราได้ไหมครับ ผมขอเสนอเท่านี้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ก่อนที่จะ อนุญาตให้ท่านจตุพรได้พูด ผมขอให้กรรมาธิการท่านชวลิตสักเล็กน้อยครับ ถ้าอย่างนั้น เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอเรียน กับท่านประธานตรง ๆ ว่าความจริงแล้วผมได้เตรียมการในการอภิปรายของผมนั้น ไว้อีกรูปแบบหนึ่ง ผมต้องการจะพูดอภิปรายตามความตั้งใจเดิมนั้นว่าในสภานั้น ไม่ได้มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นั่งร่วมอยู่ด้วย เพราะผมต้องการอธิบายความให้เห็นว่า ประเทศไทยของเรานั้นควรจะเดินหน้ากันไปอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ว่า พวกกระผมเองนั้นมีความเจ็บปวดมากมาย และที่สำคัญที่สุดนั้นความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะญาติวีรชนคนที่ตาย พี่น้องประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ พี่น้องประชาชนที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ เขาได้ตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่าเวลานี้เรากำลังจะปรองดองกับฆาตกรใช่หรือไม่ ผมได้เคยจำ วาทกรรมของผู้นำประเทศในเวลาหนึ่งว่าเขาพร้อมจะปรองดองทุกคน แต่จะไม่ปรองดอง กับผู้ก่อการร้าย ผมก็ตอบในขณะนั้นทันทีว่าผมก็พร้อมปรองดองทุกคน ยกเว้นฆาตกร ผมก็ไม่พร้อมจะปรองดองเช่นเดียวกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่าทุกคนต้องการเห็น ความสามัคคีเกิดขึ้นภายในชาติ ผมได้ใช้ความอดทนด้วยความเข้าใจในบริบททุกประการ นับตั้งแต่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งความจริงแล้วในฐานะความเป็นมนุษย์ที่พวกผม ถูกยึดอำนาจ พวกผมจะต้องแสดงความไม่พอใจต่อ พลเอก สนธิมากที่สุด เช่นเดียวกับ อีกพวกหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจ เขาจึงได้จัดตั้ง รัฐบาล แต่พวกกระผมก็แลเห็นว่าในสังคมของความเป็นมนุษย์ในความเป็นชาติของเรานั้น ถ้ามีมนุษย์คนหนึ่งบอกว่าเขาต้องการเดินย้อนรอยไปหาอดีตว่าเหตุผลในการยึดอำนาจ ๔ ข้อนั้น วันนี้มันไม่ใช่เลย ความแตกแยกที่ พลเอก สนธิบอกว่าต้องยึดอำนาจ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ เพราะจะมีการปะทะกันในวันที่ ๒๐ กันยายน ซึ่งผมเวลานั้นก็ไม่รู้ว่า ใครจะปะทะใคร แต่ความแตกแยกที่อธิบายความมานั้นวันนี้ พลเอก สนธิคงประจักษ์แล้วว่า การยึดอำนาจมันไม่ใช่แก้ไขความแตกแยกได้เลย แล้วทันทีที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่สนองอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์จากการยึดอำนาจของ พลเอก สนธิตรง ๆ บันได ๔ ขั้น ท่านประธานที่เคารพ ตั้งแต่ยุบพรรค ยึดทรัพย์ ให้พรรคแตก รัฐธรรมนูญผ่าน จนกระทั่ง ได้นายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร ท่านประธานคงจะแลเห็นแล้วว่าพวกกระผมที่ผ่านมา ได้ทนอยู่ในสภาพอย่างไร พันตำรวจโท ทักษิณนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกยึดอำนาจ เหตุผลเรื่องความแตกแยก วันนี้ประจักษ์กันแล้วว่าเวลาเกือบร่วม ๖ ปีนั้น ความแตกแยก ก็ยังดำรงอยู่ แปลความว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ประเทศก็ยังมี ความแตกแยกอยู่ เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยึดอำนาจเสร็จปรากฏว่าอัยการ ไม่สั่งฟ้อง ๓ คดี คือทุกคดี แต่ได้ยึดอำนาจไปเบ็ดเสร็จหมดเรียบร้อย พันตำรวจโท ทักษิณ ถูกตราบาปยัดเยียดว่าเป็นผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว แต่เมื่ออัยการไม่สั่งฟ้อง ไม่มีใครคืนอำนาจให้กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่มีใครมาบอกว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ควรได้คืนความยุติธรรมเรื่องความจงรักภักดี เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ มีการกล่าวอ้างว่าพรรคการเมืองไปแทรกแซงวุฒิสมาชิกในการสรรหา แต่ท้ายที่สุด เป็นอย่างไรครับ เมื่อ พลเอก สนธิได้ใช้อำนาจของประธาน คมช. ตั้งเพียงคนเดียว แล้วท้ายที่สุดท่านก็แลเห็นแล้วว่าการเลือกคนที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันท่านไม่จำเป็นจะต้อง ไปสั่งว่าเขาทำอะไร แต่เขามีความชิงชัง พันตำรวจโท ทักษิณโดยสายเลือด ท้ายที่สุด ก็สร้างปัญหามากมาย ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมนี่ ถ้ามีการตั้ง คตส. ก็ให้ตั้งกับทุกนายกรัฐมนตรี เลือกคนที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น คตส. ชุดนี้เป็นปฏิปักษ์กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ตั้ง คตส. อีกหลาย ๆ ชุดใครเป็นปฏิปักษ์กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นผมเป็นต้น ตั้งมาเป็นคณะกรรมการ คตส. เช่นเดียวกัน ตรวจสอบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใครเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชวน หลีกภัย ตั้ง คตส. อีกชุดหนึ่ง ใครเป็นปฏิปักษ์ กับท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ใครปฏิปักษ์กับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งทุกชุดของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นี่ละครับคือความยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพ นายกรัฐมนตรี ๒๘ คน ปรากฏว่าตั้งคณะกรรมการชุดนายกรัฐมนตรี เพียงแค่คนเดียว นี่ละครับคือความไม่ยุติธรรม ที่มีการอธิบายความกันว่า การที่คุณหญิงพจมานไปประมูลซื้อที่รัชดาภิเษก ศาลแพ่งพิพากษาให้การซื้อขายเป็นโมฆะ กองทุนฟื้นฟูคืนเงินให้กับคุณหญิงพร้อมดอกเบี้ย ๗๘ ล้านบาท คุณหญิงพจมานคืนที่ นิติกรรมจบ ท่านประธานที่เคารพ แต่ พันตำรวจโท ทักษิณซึ่งเซ็นในฐานะสามีนั้น ยังมีโทษจำคุกอยู่ ยกกับกรณีเดียวกันครับท่านประธานที่เคารพ แจก ส.ป.ก. ให้กับเศรษฐี ที่จังหวัดภูเก็ต ศาลฎีกาพิพากษาใช้เวลา ๑๐ ปีตัดสินให้คืนที่ตกเป็นของแผ่นดิน นักการเมืองที่ไปมอบที่ให้กับเศรษฐี เอาที่ของแผ่นดิน เอาที่หลวง ศาลฎีกาสั่งให้ตก เป็นของแผ่นดิน นักการเมืองคนนั้นยังลอยหน้าลอยตา แลบลิ้นปลิ้นปากได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ พันตำรวจโท ทักษิณภรรยาไปประมูลซื้อที่ดิน มีการประมูลผ่านอี-ออกชัน (e-Auction) แต่นี่ไปแจกให้กับมือ นี่อย่างไรละครับคือความอยุติธรรม เพราะฉะนั้นความเห็น ที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมายังคณะกรรมาธิการนั้นพวกกระผมไม่ขัดข้อง การจะมีดำรง คตส. เขาก็ทำหน้าที่ไปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเห็นตัวตนของแต่ละคน บางคนเองก็ต้องมาชดใช้กรรม อย่างที่ปรากฏอยู่ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นความอยุติธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่ายกเลิก คตส. เอาอย่างนี้ไหมครับท่านประธาน ผมเสนอกลับไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการให้ตั้ง คตส. ขึ้นมากับทุกนายกรัฐมนตรีที่ยังมีชีวิตอยู่ จะแถมนายกรัฐมนตรีที่ตายก็พร้อมและทำเป็นบรรทัดฐานเลย แต่ความอยุติธรรมนี้ เกิดขึ้นกับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ ได้มีการพยายามอธิบาย ด้วยการสร้างกระแสความรู้สึกว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งผมเองเป็น ๑ ใน ๔๗ คน ผมก็เคยเป็นศิษย์เก่าของสถาบันนี้ กลายเป็นว่าถ้านำรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เข้ามาที่สภาส่งไปยังรัฐบาล แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ พยายามสร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง สถาบันพระปกเกล้าก็เข้าใจว่ารายงานของตนชักจะเป็นเช่นนั้น ถึงขนาดบอกว่า ต้องขยายอายุสภาในสมัยหน้าแล้วค่อยมาว่ากัน ความจริงจะเอาสถาบันการศึกษาใดก็ตาม ไปตั้งคำถามกับคน ๔๗ คน ก็จะได้ในบริบทคำตอบเดียวกันเพราะใน ๔๗ คน ก็มีความขัดแย้งระหว่างกัน การที่กรรมาธิการนำรายงานส่วนหนึ่งที่เป็นของ สถาบันพระปกเกล้า ที่นำมาพิจารณาความในวันนี้มันเหมือนกับกรณีคณะกรรมาธิการ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกสมัยก็ต้องมารายงาน แล้ว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จบลงหรือไม่ รายงานเรื่องยาเสพติดว่าส่งเข้าไปแล้วทุกอย่างจะจบ ความจริงก็ไม่ใช่ ผมต้องการอธิบายกับท่านประธานก็คือว่าการปรองดองของคนในชาติมันไม่ได้อยู่ใน รายงานฉบับใดฉบับหนึ่ง ถ้าคน ๆ นั้นยังไม่มีพื้นที่หัวใจที่ต้องการสร้างความปรองดอง ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าจะถอนรายงานไป ถอนไปเลยครับ เพราะการพาเดินหน้าไปนั้นผมเองก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศว่าประเทศนี้จะมีความปรองดองกัน ได้อย่างไร แต่นี่เป็นวาระของสภาปกติใครตั้งคณะกรรมาธิการ เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ รายงานผลการศึกษาอธิบายเลยเถิดถึงขนาดว่า จะเกิดสงครามกลางเมือง มันจะเกิดสงครามกลางเมืองได้อย่างไรครับ แค่ไปถามคน ๔๗ คน เรื่องความขัดแย้ง แต่มันปลุกระดมกันถึงขนาดที่ว่านี่จะกลายเป็นปัญหา ทั้งที่แนวทางหลักนั้น ที่ทางคณะกรรมาธิการนำมาใช้และสถาบันพระปกเกล้านำมาปฏิบัตินั้นก็เป็นแนวทาง ของ คอป. ซึ่งเผยแพร่โดยปกติกันไปถ้วนหน้ากว่านี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ อย่าได้เข้าใจว่ารายงาน ๑ ฉบับ มันจะได้พลิกแผ่นดิน มันจะได้สร้างความร้าวฉาน ขึ้นภายในชาติ ผมไม่เห็นว่ามันจะได้มีทรงอำนาจอะไรถึงขนาดนั้น
ประเด็นต่อมาครับ ท่านประธานที่เคารพ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งคิดว่า ตัวเองคงหน้าตาดีที่สุด ผมเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อธิบายว่า ฝ่ายพวกกระผมนั้นต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประธานาธิบดี ต้องการ สถาปนารัฐไทยใหม่ เพราะนายสุเทพเคยกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณว่าจะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีทักษิณใช้สิทธิทางศาลฟ้องแต่ศาลยกฟ้อง แต่ผมเรียน กับท่านประธานว่าการกล่าวหาว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประธานาธิบดีนั้น ก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่ามีการโค่นล้มสถาบันตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์ไปขึ้นป้าย ที่ภาคใต้ ขึ้นได้ภาคเดียวนั่นละครับ ต่อต้านการโค่นล้มสถาบัน ทั้งที่ทุกคนที่เป็นพสกนิกร ไม่ว่าจะเป็น พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และพสกนิกร ๖๔ ล้านคน เขาจงรักภักดี ยึดมั่นในระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การจะไปกล่าวหาใครว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ถ้าผมบอกว่าที่นายสุเทพไปกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณว่าจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีแสดงว่านายสุเทพต้องการทำลาย นายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะตัวเองต้องเป็นประธานาธิบดีเสียเอง คือการกล่าวหาใคร ก็กล่าวหากันได้ครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่บ้านเมืองนี้แนวทางของ คอป. หรือแนวทาง ของใครก็ตาม เขาต้องการยกสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง แต่ความที่ นักการเมืองที่เป็นคนขี้แพ้ ไม่มีความดีเป็นของตัวเอง ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นศัตรู ของคนพวกนี้เพราะอะไร คนพวกนี้ไม่สามารถสู้กับ พันตำรวจโท ทักษิณในสนามการเลือกตั้ง แม้แต่เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นท่านก็คงจะแลเห็นว่าการเลือกตั้ง ๖ มกราคม ๒๕๔๔ แชมป์เก่าเหลือ ๑๒๕ พรรคการเมืองที่ตั้งมาใหม่ได้ ๒๔๘ ผ่านไป ๔ ปี พรรคการเมืองเก่า เหลือ ๙๖ พันตำรวจโท ทักษิณไป ๓๗๗ มันอธิบายความถึงขนาดว่าเลือกตั้งครั้งแรกแพ้ ๒ เท่าตัว เลือกตั้งครั้งที่ ๒ แพ้ ๔ เท่าตัว ต่อให้ยกมือ ๒ ข้างยังแพ้นายกรัฐมนตรีทักษิณเลยครับ นอนลงชูขาอีก ๒ ขายังแพ้ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นตัวเองจะเอาความดีว่า ข้าพเจ้า เป็นนักการเมืองมีแนวความคิด เอาประเด็นนี้สู้ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้อง เอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้เพื่อกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นนักเรียนนายร้อย มีความจงรักภักดีอย่างครบถ้วน แต่ถ้าบอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นคนไม่ดีและข้าพเจ้าเป็นคนดี ล้ม พันตำรวจโท ทักษิณไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องยัดเยียด ข้อกล่าวหาเอาไว้ก่อนว่าไม่จงรักภักดีต้องการโค่นล้มสถาบัน แล้วไปสร้างความเข้าใจผิด ให้เกิดขึ้น แล้วพวกนี้ก็หวังส้มหล่นเหมือนกับที่ได้ไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผมบอกไป ยังใครก็ตามครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานบอกไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างปรองดองแห่งชาติว่าบ้านเมืองนี้พสกนิกร ๖๔ ล้านคน พันตำรวจโท ทักษิณอยู่ในนั้น เขาเป็นผู้จงรักภักดี แต่เขาถูกผลักไสจากอ้ายพวกขี้แพ้ ที่ไม่สามารถสู้ในสนามการเลือกตั้งได้ เอานายกรัฐมนตรีทักษิณไปอยู่ต่างประเทศ แต่ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ได้มา เพียงแค่เงาทักษิณก็แพ้ ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ มีความหลอกหลอนว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมาประเทศไทยไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่าคดีที่รัชดาภิเษกไม่มีปัญหาครับ แต่ต้องเอาคดี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่จังหวัดภูเก็ตมาใช้มาตรฐานเดียวกันสิครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานว่าถ้าที่รัชดาภิเษก ซื้อขาย ๒ ปี แล้วยกที่หลวงให้กับพวกพ้อง หน้าห้อง มูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท จะจำคุกกี่ปีครับ ท่านประธาน แต่บ้านเมืองความอยุติธรรม นี่ละครับ ๒ มาตรฐาน นี่อย่างไรละครับความเหลื่อมล้ำ ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่าเหตุผลทั้งหมดนั้น ที่ปรากฏการณ์ของคนเสื้อแดงที่นายสุเทพ พยายามอธิบายว่าทำไมคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมา นายสุเทพได้แถลงหลังจากที่แพ้การเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ชนะตลอดครับ ผมอยู่ในคุกพูดถึงผมทุกวัน เพราะว่าผมเถียงไม่ได้ แล้วก็ประกาศเลยว่า แพ้จะขุดรูอยู่ นายสุเทพแถลงเลยครับท่านประธานที่เคารพ บอกว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทย แต่เขาแพ้คนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นเสื้อแดงมีทีวีช่องแดง นี่ก็มีช่องฟ้าด้วย เสื้อแดง มีโรงเรียนการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีโรงเรียนการเมืองด้วย เห็นสอนวันเดียวแล้วก็เลิกไปเลย แต่ที่เขาไม่เข้าใจครับ เหมือนคนไม่รู้หนังสือเห็นว่าคนใส่แว่นอ่านหนังสือ เข้าใจว่า อ่านหนังสือออกเพราะใส่แว่น เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักประชาชนเลย ประชาชนที่เขาเกิดมา เป็นคนเสื้อแดงนั้น เพราะเขาเห็นว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าความอยุติธรรมนั้น เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เขาพบ เห็นว่าคนนั้นถูกรังแก สันดานของความเป็นคนไทย ท่านประธานที่เคารพ เขารู้เต็มอกว่าเขาต้องการความยุติธรรม เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ คนเสื้อแดงจึงเกิดทั่วทุกหนทุกแห่ง ต่อมาบอกว่าหมู่บ้านเสื้อแดงนี่เลิกได้ไหม พยายามอธิบายพูดเท็จขยายความ ถึงขนาดว่าหมู่บ้านเสื้อแดงนั้นฝึกกำลังอาวุธบ้าง เหมือนที่นายสุเทพเคยตอบผมในสภาครับว่าคนเสื้อแดงไปฝึกอาวุธในการจัดชุดล่าสังหาร สถานที่ฝึกคือสนามหลวง คนบ้ายังไม่กล้าคิดเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ หมู่บ้านเสื้อแดงนั้นเป็นหมู่บ้านที่เขาต่อต้านการซื้อเสียง เป็นหมู่บ้านที่เขาต้องการ ต่อต้านเรื่องยาเสพติด ต้องการให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ผมลงไปภาคใต้ ไปเปิดหมู่บ้านที่เขาสู้กับยาเสพติด ขึ้นป้ายศรชี้ไปยังบ้านพ่อค้ายาเสพติด ๕๐๐ เมตรถึงบ้านพ่อค้ายา ทำศรชี้เป็นระยะ แล้วทำศรชี้ประชดรัฐบาลในอดีตว่า บ้านนี้ ค้ายาเสพติด บอกถึงขนาดว่าในหมู่บ้านนี้ใครติดยาเสพติดบ้าง ปรากฏว่าทำท่าชักจะตายกันทั้งภาค ผมเรียนกับท่านประธาน แล้วผมท้าทายหน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายไปดูเถอะครับ หมู่บ้านเสื้อแดง นี่เป็นประโยชน์ เป็นหมู่บ้านเสื้อแดงที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครมันจะไปฝึกกำลังในหมู่บ้านละครับ แล้วบอกว่า พอเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงแล้วไปปลดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี นี่ปลุกระดมกันถึงขนาด ข้อเท็จจริงไม่มีสักกรณีเดียว เพราะเขาเหล่านี้มีความหวังว่า ถ้าการพูดเท็จในลักษณะอย่างนี้จะมีคนหลงเชื่อ จะมีคนมาปฏิวัติให้แบบที่ พลเอก สนธิเคยทำ แต่ผมเรียนว่า ณ ขณะนี้ประชาชนเขามาไกลเสียแล้ว เขารู้เท่าทันหมดแล้วครับ พวกกระผม เลือกตั้งทุกครั้งชนะทุกครั้ง แต่พวกผมก็ถูกปล้นทุกครั้งเช่นเดียวกัน ผมจึงบอกว่าถ้าคิด จะเอาชนะพวกผมด้วยวิธีพิเศษเหมือนเดิม ชาติหน้าเถอะ เพราะว่าพวกเรานั้นไม่ต้องการ ให้ประชาชนเขามีความเจ็บปวดอีกแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าทุกอย่างเดินหน้า ตามปกติ ไม่ต้องการนิรโทษกรรม เดี๋ยวผมจะว่าในรายละเอียด แต่ถ้าฝ่ายนั้นสุเทพบอกว่า ไม่นิรโทษกรรม ฝ่ายนี้จตุพรก็ไม่พร้อม ประทานโทษ ก็พร้อมที่จะไม่นิรโทษกรรมเหมือนกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ว่าให้ตั้งต้นทุกคดีครับท่านประธาน หรือจะเอาฝ่ายละ ๒ คนก็ได้ ฝ่ายผมมีณัฐวุฒิอีกคนหนึ่ง ฝ่ายนั้นเอาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาอีกคนก็ได้ ตามที่นิพิฏฐ์ ได้ท้ากับณัฐวุฒิเอาไว้ แต่ให้ตั้งต้นมาครับ คดีใช้บงการฆ่า คดีก่อการร้ายให้จุดสตาร์ท (Start) พร้อม ๆ กัน จุดสตาร์ทที่ว่าก็คือว่าในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นพนักงานอัยการ ในชั้นศาล ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์เดียวกัน เกิดเหตุการณ์วันเดียวกัน แต่ปรากฏว่าคดีซีกพวกผม บ้างก็ถูกตัดสินแล้ว บ้างก็อยู่ในชั้นศาล แต่คดีสั่งฆ่าประชาชน วันนี้เพิ่งถึงอัยการและเพิ่งไป ไต่สวนสำนวนชันสูตรพลิกศพ ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ ๓ ปี ท่านประธานก็คงจะทราบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ เดือน ขยายครั้งละ ๑ เดือนไม่เกิน ๒ ครั้ง แปลความว่า ๓ เดือน ชั้นพนักงานอัยการ ๑ เดือนขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง แปลว่า ๓ เดือน รวมทั้งเหตุการณ์ในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นพนักงานอัยการถ่วงเวลาได้เต็มที่ ๖ เดือนเท่านั้น แต่กรณีสั่งฆ่าประชาชนถ่วงไว้ ร่วม ๓ ปีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเรียนกับท่านประธานนี่อย่างไรครับ ๒ มาตรฐาน ผมบอกไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก ว่าผมพร้อมทุกกรณี ไม่ต้องนิรโทษกรรมก็ได้ นิรโทษกรรมทุกคนเลยครับ เว้นผม ๒ คน ผมกับณัฐวุฒิ ฝ่ายนั้นเว้นอภิสิทธิ์กับสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเอาหลักประหารไปตั้งปืนยิงเป้ารอก็พร้อม แต่ขอให้ตั้งต้นกระบวนการ ยุติธรรมอย่างเท่ากัน พวกกระผมไม่เคยส่งเสียงบอกว่าให้นิรโทษกรรมผมเถอะ แต่บ้านเมือง มันมีปัญหาจริง ๆ ครับ ยึดสนามบิน ๔ ปีแล้ว นายกษิต ภิรมย์ เพิ่งไปรายงานตัว ในชั้นพนักงานสอบสวน ๔ ปีครับท่านประธานที่เคารพ ยึดทำเนียบรัฐบาลไปทำนาน่ะ ยังไม่ไปถึงไหนเลย ปิดล้อมรัฐสภาที่ปีนกันหัวซุกหัวซุน คดีมันไม่ไปถึงไหน แต่ถ้าเป็นคดี อีกซีกหนึ่งครับ ไปเร็วยิ่งกว่าขึ้นลิฟต์ อีกฝ่ายหนึ่งไปเร็วเหมือนกับเต่าขาขาด แล้วหายกระดองอีก มันช้าถึงขนาดนั้น ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่านี่อย่างไรครับประเทศ ที่มันมีปัญหา เพราะฉะนั้นแนวทางที่มีการเสนอกรณีนี้เรื่องการที่จะนิรโทษกรรม เนื่องจากว่า กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นที่มันไม่เท่ากันครับ ทำให้คนบางพวกนั้นมีท่าทียโสโอหัง เหมือนว่า ตัวเองนั้นมีความเป็นต่อเหลือเกินทั้งที่ตัวเองสั่งฆ่าประชาชน ถ้าตัวเองมีจิตใจที่อยู่ใน กระบวนความยุติธรรมที่ว่าไม่ว่าคดีประชาชนตาย ไม่ว่าคดีทหารตายจะต้องได้รับการปฏิบัติ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องนำสำนวนการชันสูตรพลิกศพไปไต่สวนในชั้นศาล แล้วเพื่อหาสาเหตุของการตาย แล้วหาคนร้ายทำให้ตาย ที่บอกว่าครอบครัวของ พันเอก ร่มเกล้า ผมก็บอกไปยังครอบครัว พันเอก ร่มเกล้าทุกครั้งที่มีโอกาสพูดว่า พวกกระผมนั้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้รัฐบาลที่ไปจัดตั้งในค่ายทหาร ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน คืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการยุบสภาเสีย ไม่ต้องการ ให้ใครไปตายเลยครับ แต่เมื่อมีความตายเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมนี่ เห็นน้ำตาของพี่น้องประชาชนตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน แล้วก็เข้าใจครอบครัวของทหาร เช่นเดียวกันว่าทหารกับประชาชนไม่ควรจะมีเหตุการณ์อันนี้เพื่อจะไปปกป้องให้นักการเมือง คนหนึ่งพวกหนึ่งที่ได้อำนาจมาโดยมิชอบ และถ้าวันนั้นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ วันนี้ ก็รู้ว่ากระบวนการกรณี พันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม นั้นไปถึงไหน อย่างไร ผมเรียน กับท่านประธานด้วยความเคารพว่า วันนี้กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สร้างความยุติธรรมให้เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมอย่าดูหน้าใครครับว่าเขาสีอะไร แต่ความยุติธรรมควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน วันนี้คดีมันไม่เหมือนกันครับ เหตุการณ์วันเดียวกัน บางคดีช้ากว่า ๓ ปี ๔ ปี แต่ความเร็ว ไปไม่เท่ากัน ฝ่ายสั่งฆ่าประชาชนมีเวลาครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะคดีกำลังอยู่ใน เพิ่งกระบวนการยุติธรรมตั้งต้น จึงมีท่าทีที่ว่าตัวเองกำลังเป็นต่อ รัฐบาลนี้มาขอปรองดอง กับเราได้อย่างไร เราคือผู้ชนะ ทั้งที่ถ้ากระบวนการปกติป่านนี้ก็นั่งอยู่ในคุกกันถมเถเหมือนกัน แต่กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นไม่ปกติ แล้วต้องให้ความเป็นธรรมกับศาลว่าคดีนี้ยังไม่ไปถึงศาล เพราะรัฐบาลเวลานั้นกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและดีเอสไอ (DSI) ของกระทรวง ยุติธรรมเวลานั้น ของพวกผมส่งพรวด พรวด พรวด แต่ของพวกนี้ดึงไว้ทำไม ผมจึงบอก ภรรยา พันเอก ร่มเกล้าถ้าคุณจะประณามใครนอกจากประณามคนฆ่าสามีคุณแล้ว คุณต้อง ประณามรัฐบาลที่แล้วที่ไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ผมก็ต้องการรู้ว่า คนร้ายเป็นใคร ว่าข้อมูลที่ประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์กับข้อเท็จจริงนั้นปรากฏอย่างไร พวกกระผมทุกคน ท่านประธานที่เคารพ ชีวิตมนุษย์มันตีเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ ผมได้เรียนมา ตั้งแต่ตอนต้นถ้าท่านประธานได้ฟังความผม ผมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ แล้วผมเอง ก็เห็นบรรยากาศว่าปีแรก หลังจากที่มีชัยชนะมีคนเข้าไปร่วมกับญาติวีรชนชุมนุมกันเต็มไปหมด ปีที่ ๒ ก็เริ่มลดลง ปีที่ ๓ ก็เริ่มลดลง ท้ายสุดก็เหลือแต่ญาติวีรชนกับคนที่จำความได้ไม่กี่คน วันนี้ก็เช่นเดียวกันผมจึงบอกว่าทุกศพเขาเป็นประชาชน เขาเป็นพสกนิกรมือเปล่า ไม่มีศพไหนมีอาวุธอยู่ในมือแม้แต่เพียงรายเดียว ท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ผมอภิปราย ไม่ไว้วางใจในสภา อภิปรายยืน ๔ ชั่วโมงเต็ม ๆ ไล่สำนวนแต่ละคดีด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ในโชคชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ที่เขามาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ความยุติธรรมมาช้าแต่ทว่าอุตส่าห์มาเหมือนกัน ถ้าคณะกรรมาธิการ รับข้อเสนอของผมว่าเอามาตั้งต้นให้เสมอ ๆ กัน สำนวนที่ทำพวกผมไปหยุดไว้ก่อน รอฝ่าย สั่งฆ่าประชาชนมาอยู่ที่เส้นเดียวกันก่อนเส้นสตาร์ทเหมือนกัน แล้วเดินไปเลยไม่ต้องนิรโทษกรรม เรื่อง คตส. ตั้งทุกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องยกเลิกครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า นี่คือสิ่งที่ญาติวีรชนเขาอยู่กับความเจ็บปวด บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมเคยเล่า กับท่านประธานคงจะได้ยินในสภาว่า ๖ ศพ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ศพที่ ๑ ถูกยิง ศพที่ ๒ คือคนไปช่วยศพที่ ๑ ศพที่ ๒ ถูกยิง ศพที่ ๓ คือคนไปช่วยศพที่ ๒ ศพที่ ๔ ไปช่วยศพที่ ๓ ศพที่ ๕ ช่วยศพที่ ๔ ศพที่ ๖ ช่วยศพที่ ๕ มันเป็นชะตากรรมเดียวกัน เพราะเขา ทนเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกฆ่าในเขตอภัยทานไม่ได้ มีการพยายามไปใส่ร้ายคนตายว่ามีเขม่าดินปืน ผมต้องยันใบชันสูตรพลิกศพของหมอพรทิพย์ว่าไม่มีเขม่าดินปืน และคดีเวลานี้ ท่านประธานที่เคารพ ก็ยังไปไม่ถึงไหนเหมือนกัน นั่นความตายที่ปรากฏ คดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านประธานทราบไหม ที่พยายามสร้างบอกว่าพวกเผาบ้านเผาเมือง มีผู้ต้องหาอยู่ ๒ คน คนหนึ่งถูกจับตอนบ่ายโมงไฟไหม้ในช่วงตอนเย็น ๕ โมง ๖ โมง ห้วงเวลาเดียวกับที่ฆ่า ในเขตอภัยทาน แปลความว่าเมื่อตำรวจจับไอ้หมอนี่ ไอ้หมอนี่ก็แหกคุกมาเผา แล้วมัน กลับไปแหกคุกเข้าไปอยู่ที่เดิม อีกคนหนึ่งไปถูกจับที่ท้องสนามหลวง พวกผมมอบตัว ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่ง ถ้าไฟไม่ไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็ไม่มีคำพูดเรื่องการเผาบ้านเผาเมือง ผมนี่ภาวนาทุกวัน ผมก็เชื่อพระสยามเทวาธิราชมีจริง ขอสาปแช่งไอ้ฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน ขอสาปแช่งไอ้คนเผาบ้านเผาเมือง เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพ เพราะเขาต้องการสร้างวาทกรรม ว่าคนที่ตายสมควรตายแล้ว เพราะเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ทั้งที่ทุกศพเขาตายก่อนที่ไฟจะไหม้ทั้งสิ้น นี่อย่างไรครับ วาทกรรมเหล่านี้มันไปทำร้ายทุกชีวิตที่ถูกฆ่า ท่านประธานที่เคารพ เวลาพวกผมเดินทางไปภาคอีสาน ไปจังหวัดศรีสะเกษตาย ๕ คน จังหวัดสุรินทร์ตาย ๕ คน จังหวัดขอนแก่นตาย ๕ คน เต็มไปด้วยความตายกันไปหมด เรื่องวาทกรรมชายชุดดำท่านประธานที่เคารพ ท่านก็ทราบใช่ไหมครับว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ใช้งบประมาณในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ใช้กำลัง ๖๐,๐๐๐ คน เบิกกระสุนไป ๕๐๐,๐๐๐ กว่านัด เวลาไปคืนจึงรู้ว่าใช้ไป ๑๒๐,๐๐๐ นัด เบิกสไนเปอร์ (Sniper) ไป ๓,๐๐๐ นัด เวลาไปคืนจึงรู้ว่าใช้ไปทั้งหมด ๒,๕๒๐ นัด เอากระสุน ๑๒๐,๐๐๐ นัด ไปยิงอะไรครับ เอาสไนเปอร์ ๒,๕๒๐ นัด ไปยิงอะไร เอางบ ๖,๐๐๐ ล้านบาทคุณไปทำอะไร เวลาที่จะเยียวยาประชาชนคนที่ตาย คุณก็บอกว่าถามประชาชนผู้เสียภาษีแล้วหรือยัง ผมก็ถามกลับว่าเวลาเอา ๖,๐๐๐ ล้านบาทไปฆ่าประชาชน คุณได้ถามประชาชนผู้เสียภาษี แล้วหรือยัง ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึกว่าผมต้องการให้บ้านเมืองนี้เดินหน้า ด้วยการปรองดอง แต่ตราบใดฝ่ายฆาตกรไม่มีความสำนึกบ้านเมืองนี้ยากที่จะเกิด ความปรองดอง พวกผมมีความเจ็บปวด ท่านประธานที่เคารพ ตายก็ฝ่ายผม บาดเจ็บก็ฝ่ายผม ติดคุกก็ฝ่ายผม แล้วก็ถูกฆาตกรกระแนะกระแหนถากถางอยู่ทุกวัน แล้ววันนี้เราก็ต้อง มารับผิดชอบว่าประเทศนี้ต้องเดินหน้าด้วยการปรองดอง ผมพยายามจะเก็บบริบท ด้วยความเข้าใจทุกครั้งว่า ว่าบ้านเมืองมันจะต้องเดินหน้า ถึงขนาดคิดบางช่วงว่าที่นายสุเทพ ลุกขึ้นมาพูดเมื่อครู่นี้บอกว่า ว่านายสุเทพเป็นคนกลัว แต่รู้ว่าคนกลัวทางภาคใต้นั้นเขาจะทำ อย่างไร คนกลัวทางภาคใต้แปลว่าต้องไปยิงเพื่อนเสียก่อน นั่นท่านมาพูดหมายความว่าอย่างนี้ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่ครับวัฒนธรรมทางภาษามันก็ข่มขู่กันได้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าไม่มีปัญหาอะไรกับผมนะครับ การข่มขู่อะไร พวกผมเลยความตาย มาหมดแล้ว แล้วท่านประธานที่เคารพ การใช้วาทกรรมเหล่านี้ก็เพื่อต้องการกดขี่อีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเขารู้ไม่เท่าทันผลสุดท้ายก็สามารถที่จะใช้ว่าตัวเองนั้นมีศักยภาพ มีกำลังที่จะทำอะไรก็ได้
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องการยุบพรรคที่มี การวิพากษ์วิจารณ์ มีการพูด มีการหยิบยกขึ้นมาอธิบายความ การยุบพรรคไทยรักไทย วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ท่าน พลเอก สนธินะครับเวลาผ่านเลยมาแล้ว นี่ก็อยู่บันไดขั้นแรก ของท่านก่อนที่จะไปหล่นใส่พรรคประชาธิปัตย์ว่าต้องยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ เวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญ ท่าน พลเอก สนธิคงจะจำความได้ ท่านแต่งตั้งไปทั้งสิ้น วันตัดสิน พิพากษาพรรคไทยรักไทยนั้นไม่มีใครใส่เสื้อครุยสักคนเดียว เพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงตัดสินในนามพระปรมาภิไธยไม่ได้ ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ทำอะไรผิดหมดครับ พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรฟังขึ้น ขนาดพวกผมนี่เอาซีดี (CD) ไปจับ ไปล่อซื้อมาแล้ว กะว่าเป็นไม้ตาย ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญชุดนั้นบอกว่านี่เป็นกระบวนการ ที่ปกป้องประชาธิปไตย ท้ายที่สุดนี่เหลืออีกไม่กี่วันครบ ๕ ปีแล้ว แต่ผลเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้นเวลาผ่านไป ๓ ปี พยานซึ่งเป็นปากสำคัญในคดี ยุบพรรคไทยรักไทย นายชวการ โตสวัสดิ์ นายสุขสันต์ ชัยเทศ ได้ออกมาแถลงเลยครับ เดินทางมาพบ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี บอกมาขอโทษสมาชิกพรรคไทยรักไทย ๑๔ ล้านคน บอกว่าเขาได้รับค่าจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นี่ละครับว่าให้เป็นพยานใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย แล้วเสร็จแล้วรับปากว่า จ่าย ๒๐ ล้านบาท นายสุเทพจ่ายมา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เบี้ยว ๑๕ ล้านบาท เมื่อมีการเบี้ยวกัน เขาก็มาสารภาพว่า เรื่องนี้โอละพ่อ พรรคไทยรักไทยไม่ได้ทำความผิด แต่เขาเป็นพยานเท็จ แล้วรับค่าจ้างมา แต่พรรคไทยรักไทยมันถูกยุบไปแล้วครับท่านประธานที่เคารพ เอาผิดกับใครครับ คืนมาได้ไหมครับ นี่ละครับ ผมถามว่าพิจารณาใหม่ได้ไหม บอกว่าตัดสินไปแล้ว ตัดสินบนพื้นฐานพยานเท็จ ที่ศาลตัดสินด้วยพยานปากนี้เป็นสำคัญ ว่าหลักฐานชัดเจน เพราะตัวเองเป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ ปรากฏว่าพยานที่ใช้ที่ศาลบอกว่านี่เป็นพยานสำคัญนี่ ศาลที่ใส่เสื้อสูท ปรากฏว่าพิพากษาตามการให้การของพยานเท็จ พอพยานกลับคำให้การ เอาพรรคไทยรักไทยกลับมาไม่ได้แล้ว เหมือนคดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ท่านประธานที่เคารพ คดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน นี่ละครับ ตอนแรกจับแพะไปขัง ตายในคุกก็มี ครอบครัวถูกข่มขืน ลูกได้รับชะตากรรมต่าง ๆ นานา วันหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับคนร้ายตัวจริงได้ แพะก็ถูกปล่อย เป็นกรณีศึกษามากมายกรณีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ปรากฏว่าฆาตกรตัวจริงนั้นศาลยกฟ้องครับ เวลานี้เลยไม่รู้ใครฆ่าเชอร์รี่แอน ดันแคน นี่คือประเทศไทยครับ เราอาจจะจำประวัติศาสตร์ ในแต่ละตอน ๆ กรณีพรรคไทยรักไทย ใครรับผิดชอบสักคนไหม พลเอก สนธิท่านลองนึกดู สิครับว่า ที่ท่านตั้งไปนั้น อีกฝ่ายหนึ่งเตรียมพยานเท็จ แล้วองค์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนั้นที่ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ได้เอาหลักฐานจากพยานเท็จมายุบพรรคไทยรักไทย ๑๑๑ คน ๑๔ ล้านคนไม่รู้ชะตากรรมเลยจากความเท็จ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพ พันธมิตรยึดสนามบิน หลังจากนั้นพรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย คุณบรรหารขึ้นไปแถลงด้วยน้ำตานองหน้า ท้ายที่สุดก็ไม่มีความเมตตาเกิดขึ้น ไม่มีโอกาส ได้ต่อสู้คดี ผิดกับกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ผมเอง เป็นคนเตือนประธาน กกต. วันที่อธิบดีดีเอสไอส่งสำนวนไปให้กับประธาน กกต. บอกว่า นี่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน เพราะคุณทำหน้าที่ เป็นเพียงแค่ไปรษณีย์ ฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเท่านั้น นายอภิชาตทำหน้ามึนใส่ ไม่รู้ไม่ชี้ ท่านประธานที่เคารพ วันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนที่สี่แยกคอกวัวไปแล้ว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว นายอภิชาตและ กกต. มีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ เราก็ ไชโยโห่ร้องว่าพรรคนี้จะถูกยุบแล้ว ได้มีการไต่สวนในชั้นศาล บางวันผมยังไปนั่งฟัง แล้วผมเห็นการสืบพยาน ผมบอกว่าครั้งนี้ไม่รอดแน่ แต่ปรากฏว่าคนที่ประชาชน ที่ไปตามการพิจารณาคดี ท่านประธานที่เคารพ ท้ายที่สุดเป็นอย่างไรครับ ศาลบอกว่า พิจารณาต่อไปไม่ได้ เพราะขาดอายุความ ฟ้องภายหลัง ๑๕ วันแล้ว ใครผิดครับ ใครผิดครับ กระบวนการไหนผิดครับ กกต. ผิดไหม หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญผิด หรือว่าประเทศไทยมันผิด นี่คือความเจ็บปวดรวดร้าว ท่านประธานที่เคารพ และในคำวินิจฉัยนี่ ว่านายสุเทพคัดมาเป็นคนเดียว ผมก็คัดเป็นเหมือนกัน ในส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าผู้ร้องขอ กราบเรียนว่าการที่ผู้ร้องขอได้รับรองความถูกต้องในครั้งนั้นเป็นการรับรองทางเอกสาร ที่ผู้ถูกร้องยื่นรายงานมา ซึ่งผู้ร้องได้ว่าจ้างบริษัททรัพย์อนันต์เป็นผู้ตรวจสอบให้ บริษัททรัพย์อนันต์ ได้ตรวจสอบงบการเงินโดยตรวจสอบจากระบบเอกสารพรรคที่ถูกยื่นประกอบงบการเงินมา เท่านั้น โดยมิได้ตรวจสอบครอบคลุมถึงการทุจริต และมิได้ตรวจพิสูจน์ว่าเอกสารที่พรรค ผู้ถูกร้องยื่นรายงานประกอบงบการเงินในแต่ละรายการถูกต้องตามความจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามเป็นการทำนิติกรรมลวงหรือไม่ เพราะพรรคผู้ถูกร้องและผู้ประกอบการ ได้ร่วมมือวางแผนกันอย่างแนบเนียน หากไม่มีการแจ้งเบาะแสหรือไม่มีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในเอกสารใบสำคัญจ่ายแต่ละฉบับ รวมตลอดถึงเส้นทางทางการเงิน ของผู้เกี่ยวข้องและการสืบสวน สอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกันในสำคัญจ่ายแต่ละใบ ให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จึงไม่มีโอกาสตรวจพบการทุจริตของพรรคผู้ถูกร้องเพราะทำได้ แนบเนียน ทำโดยผู้มีความรู้ด้านกฎหมายและด้านบัญชีเป็นอย่างดี มีการวางแผนกันมา อย่างเป็นระบบ ทั้งวางแผนทางระบบบัญชี ระบบการเงิน ระบบความสอดคล้องเชื่อมโยง ทางการบันทึกบัญชี ทั้งนี้คดีขาดอายุความ ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า พรรคของพวกผม ยุบได้ยุบดี จนกระทั่งว่าเวลาจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีห้ามเป็นกรรมการพรรคครับ ท่านประธานอยู่กับพวกผมมาคงจะจำได้ สมัยพรรคไทยรักไทยใครไม่ได้เป็นกรรมการพรรค โอ้โฮ มีความเดือดร้อนมากว่าข้าพเจ้ามีความดีไม่พอหรืออย่างไร พอตอนพรรคพลังประชาชน ความอยากน้อยมาหน่อย แต่ตอนจะตั้งให้เป็นกรรมการพรรคเพื่อไทยถามทันทีว่าผมทำผิด อะไรหรือ เพราะมันยุบง่ายกันเหลือเกิน อีกพรรคหนึ่งผิดชัด ๆ ขาดอายุความ เราเตือน กกต. แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านประธานว่านี่อย่างไรครับการยุบพรรคไทยรักไทย ใช้พยานเท็จ การยุบพรรคพลังประชาชน ท้ายที่สุดใครก็รู้ว่าจัดฉากกัน แต่ว่าคน ๑๐ คน ๙ คน บอกว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่ กกต. เชื่อคนเดียว แล้วยุบพรรคจากคนไป ๑๐ คน ปรากฏว่า ๙ คน ให้การเป็นประโยชน์กับนายยงยุทธ ติยะไพรัช แต่อีกคนหนึ่งให้การเป็นโทษ ปรากฏว่า เชื่อคน ไม่เชื่อ ๙ คน ยุบพรรค เวลานี้ผมเรียนกับท่านประธานว่าเราก็ยังไม่รู้เลยว่าข้างหน้า จะเป็นอย่างไร แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ไม่ได้มีใครคิดจะต้องไปห้ำหั่นกวาดล้างใคร แต่เราต้องการอะไรครับ เราต้องการให้บ้านเมืองนี้มีหลักนิติรัฐและนิติธรรม และทุกฝ่าย จะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน พรรคประชาธิปัตย์ กกต. ส่งคดีเกินกว่า ๑๕ วัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้ช่องทางนี้ไม่ยุบ พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่านี่ยุติธรรม มาถามพวกผม ผมก็บอกว่านี่ไม่ยุติธรรม นี่มัน ๒ มาตรฐาน แปลว่าใครได้ประโยชน์เขาก็บอกว่ายุติธรรม บ้านเมืองเดินต่อไปอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครมีความเห็นต่างก็ต้องมีการจัดการ ผมจะหลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องผมครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานบอกไปยังประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าแม้ว่าวันที่ท่านคืนอำนาจให้มีการเลือกตั้งแล้ว แต่สิ่งที่ ท่านลงคำสั่งแต่งตั้ง ไม่ว่า ป.ป.ช. คตส. กกต. คตง. ท่าน พลเอก สนธิทราบไหมครับว่า ท่านได้ทำสิ่งมหัศจรรย์มาก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ไม่เสียหายอะไร เป็นผู้ว่าการ สตง. ท่านสั่งเลิกคณะกรรมการ คตง. ปรากฏว่าท่านตั้งให้คุณหญิงจารุวรรณ ทำหน้าที่ผู้ว่าการ สตง. ต่อไป แล้วก็ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการ คตง. แล้วก็ให้ทำหน้าที่ เป็นประธาน คตง. แปลว่าเรื่องที่คุณหญิงจารุวรรณจะต้องส่งไปยังประธาน คตง. คุณหญิงจารุวรรณในฐานะผู้ว่าการส่งให้คุณหญิงจารุวรรณในฐานะประธาน คตง. และคุณหญิงจารุวรรณต้องเรียกคุณหญิงจารุวรรณมาประชุมในฐานะกรรมการ คตง. เห็นไหมครับ นี่บ้านเมืองมันไปได้ถึงขนาดนี้ แล้วต่อมาท่านประธานที่เคารพ ส.ว. ที่ท่าน ใช้กลไกท่านบอกว่าถ้าเลือกตั้งเข้ามา เป็นสภาผัวสภาเมียบ้าง ท่านก็ตั้งเองมาทั้งหมด ใช้คน ๗ คน ใช้เซเว่น (Seven) แต่งตั้ง แต่ผลเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ มันก็ไปคล้อง กับองค์กรต่าง ๆ หมดสิ้น ผมเป็นคนทักท้วงว่าองค์กรเหล่านั้น พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่ได้เลิก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ เพราะฉะนั้นต้องมีกระบวนการสรรหา ที่ถูกต้อง และจะรับเงินเดือนได้นับวันพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เท่านั้น ปรากฏว่าเขาก็หาทางแก้ เมื่อไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้วก็บอกว่า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ทั้งที่ พ.ร.บ. เงินเดือน ไม่ได้บอกเลยว่าองค์รัฏฐาธิปัตย์ ลงนามและจะจ่ายเงินเดือนได้ พ.ร.บ. เงินเดือนบอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แล้วจึงจะนับเงินเดือน แต่บ้านเมืองก็อยู่กันไปแบบนี้ครับ กฎหมาย ๑๗๗ ฉบับ จาก ๒๑๑ ฉบับ องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง มีคนนำไปกราบบังคมทูล ลงพระปรมาภิไธยทั้งที่กฎหมายนั้นเป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งกฎหมายเป็นโมฆะ แต่ว่าเมื่อมีคนนำความไปกราบบังคมทูล โดยเอากฎหมายที่มีสภาพเป็นโมฆะ ทั้งที่กฎหมายบอกชัดเจนผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ประเทศไทยก็ปล่อยได้ครับ ๑๗๗ ฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งผิดรัฐธรรมนูญ แต่บ้านเมืองนี้ใช้ได้ครับ บ้านเมืองนี้จึงไร้หลักครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เราจึงบอกว่าเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยมีปัญหา ด้านบุคคลกับใครแม้แต่เพียงคนเดียว หลายคนที่ผมเอ่ยชื่อถึงในชีวิตจริงบางคนไม่เคยเจอ แม้แต่เพียงครั้งเดียว แต่พวกผมอยู่ในประเทศนี้ต้องการให้ประเทศนี้เดินหน้าด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ที่ยึดหลักเสียงข้างมาก ฟังเสียงข้างน้อย เวลานี้ใช้คำอะไรครับ เผด็จการ เสียงข้างมาก รัฐบาลชุดไหนบ้างไม่เป็นเสียงข้างมากครับท่านประธาน ทุกรัฐบาลในโลก ที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โอบามานี่ก็เผด็จการเสียงข้างมาก ปูตินนี่ก็เผด็จการเสียงข้างมาก ยิ่งลักษณ์เผด็จการเสียงข้างมาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าหลักการนี้ก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมากเช่นเดียวกัน เพราะระบอบประชาธิปไตย เขาให้เสียงข้างมากบริหารประเทศ เสียงข้างน้อยทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่ประเทศไทย เป็นประเทศเดียวที่มีเผด็จการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เผด็จการเสียงข้างน้อย พยายามจะกล่าวหาเสียงข้างมากว่าเป็นเผด็จการ ทั้งที่จริงเขาเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย เผด็จการเสียงข้างน้อยในอดีตก็ไปปล้นสมาชิกพรรคจากเผด็จการเสียงข้างมากก็มี นี่คือสภาพการณ์ของประเทศไทย เราจึงบอกว่ามันเดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น พอคนถามเรื่อง พลเอก สนธิว่าอย่างไร ผมบอกว่าประวัติศาสตร์เหตุการณ์ยึดอำนาจ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่หนทางข้างหน้าที่ท่านต้องการย้อนรอยไปแก้ไข สิ่งที่ท่านทำไว้ในอดีต ที่ท่านเห็นเวลานั้นว่ายึดอำนาจ และจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกได้ เมื่อท้ายที่สุดมันแก้ไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้วถ้าเป็นคนอื่นเขาไม่มาเข้าในสภา ให้คนที่ท่านช่วย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นรัฐมนตรีมากล่าวถากถาง มาเที่ยวล้อมท่านเหมือนกับวันนั้น ที่ท่านบอกว่าท่านรักสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด ท่านไม่บอกเขาก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ทว่าวันหนึ่งที่ท่านไม่สนองให้กับเขา ท่านก็กลายเป็นคนร้ายในสายตาเขาทันที แต่กรณีของผม ไม่ใช่ กรณีของผมก็เห็นว่าพวกผมเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬา คนที่ยอมรับอย่างชายชาติทหาร บอกว่าขอมาแก้ไขปัญหานี้ ผมบอกว่าคุณทำผิดคุณอย่ามายุ่ง ไม่ใช่วิสัยของผม ไม่เคยกระทืบซ้ำใคร แล้วก็บอกว่าเมื่อต้องการอย่างนี้พวกผมไม่เป็นอุปสรรค เพราะว่า พวกผมไปเปลี่ยนเหตุการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ไม่ได้ แต่ประเทศไทยในวันนี้ ประเทศไทยในวันข้างหน้าเราจะเดินไปอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมถามท่านประธานว่า อยู่รบกันแบบนี้ ผมก็รบได้ทุกวันนะครับ แต่ถามว่าประเทศจะอยู่ต่อไปอย่างไร ผมจึงบอกวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่รายงานคณะกรรมาธิการไม่ได้อธิบายความก็มีอยู่หลายเรื่อง แต่ผม เรียนกับท่านประธานว่า ณ ขณะนี้ถ้าประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยไม่ยึดเอา ประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว และให้ใช้วิธีการใส่ร้ายด้วยวิธีการที่หน้าด้านแล้วไม่ยึดกติกา แปลความว่าใครหน้าด้านโกหกมากกว่าคนนั้นจะได้รับชัยชนะ ผมไม่เคยคิดเช่นนั้น จริงอยู่ครับคนโกหกคนหน้าด้านอาจจะได้เคยชนะด้วยคนที่ไปเชื่อในสิ่งโกหก แต่ก็ไม่มีใคร ที่สามารถโกหกได้ตลอดไป ได้ทุกเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนก็ประจักษ์ความจริงกันทั้งหมด ผมเรียนไปยังท่านประธานก็คือว่าประเทศนี้บรรยากาศในสภาท่านประธานก็แลเห็น ผมเคยใช้คำในสภาว่ามันมืดเหมือนกับการหามดดำที่อยู่บนหินดำในข้างแรม ๑๕ ค่ำ ปรองดองจริง ๆ ท่านประธาน ท่านประธานคิดว่าปรองดองได้ไหมครับ แล้วพวกผมนี่ ไม่ใช่ไปตื๊อปรองดอง ได้โปรดเถิดปรองดองหน่อยพี่เทพ ไม่มีครับ ผมกลัวแกแลบลิ้นใส่เอา แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าพวกกระผมนี่เจ็บปวดที่สุด เพราะประชาชนซีกที่ตาย เขาฝากความรู้สึกไว้ที่พวกผม ประชาชนที่เขาบาดเจ็บเสียดวงตา เสียแขน เสียขา เขาได้มอบ หัวใจให้กับพวกผม ประชาชนที่สูญสิ้นอิสรภาพจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมจึงบอกทุกครั้งเมื่อมีโอกาสว่าคนที่ถูกรัฐบาลชุดที่แล้วกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ตายไปแล้ว ถ้ารัฐบาลพวกผมมีโอกาสผมต้องอธิบายสิ่งใหม่ให้กับเขา เพราะช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้เด็กชาย เด็กหญิงไปเรียนหนังสือเป็นลูกผู้ก่อการร้าย ตามนิยามของรัฐบาลชุดที่แล้ว พ่อแม่ไปซื้อของในตลาด พ่อแม่ของผู้ก่อการร้าย ลูกเมีย ไปใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านใครก็บอกเมียผู้ก่อการร้าย ทั้งที่เขาเป็นพสกนิกร เป็นประชาชน ผู้รักประชาธิปไตย ผมบอกว่าเราต้องคืนความยุติธรรมให้กับเขาว่าคนที่ตายเขาเป็นวีรชน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และประชาชน ลูกก็ขอเป็นลูกวีรชน พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่วีรชน เมียก็เป็นเมียวีรชน ไม่ใช่เป็นลูกผู้ก่อการร้าย เป็นพ่อแม่ผู้ก่อการร้าย เป็นเมียผู้ก่อการร้าย ตายแล้วยังไม่ได้รับความยุติธรรม ตายแล้วยังถูกเปิดฝาโลงแล้วยังไปยิงซ้ำ ไปกระทืบซ้ำ บ้านเมืองปรองดองไม่ได้ท่านประธาน ปกติสังคมไทยคนที่ตายแล้วเขาจะอโหสิกรรมให้ แต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ฆาตกรยังไปงัดฝาโลงแล้วไปยิงซ้ำ ไปกระทืบซ้ำ ไปใส่ร้ายซ้ำ ท่านคิดว่าเขาไม่เจ็บปวดกับคำว่าปรองดองหรือ แต่ทุกคนกล้ำกลืนด้วยความรู้สึกทั้งสิ้น ท่านคิดว่าเงิน ๗.๗๕ ล้านบาท ซื้อความตายได้ไหมครับ ผมเคยตอบนายสุเทพในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก นายสุเทพบอกว่าคนเสื้อแดงถูกจ้างให้ไปตาย ผมก็บอกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่คนจ้างให้ใครไปฆ่าคน แต่ไม่มีใครเคยจ้างใครให้ไปตายได้ แล้วถ้าสามารถทำได้ผมขอจ้างให้นายสุเทพไปตายเสีย บอกมาว่าเอาเท่าไร นี่คือ โลกแห่งความเป็นจริง พอบอกว่าคนเสื้อแดงที่ตายมือเปล่าทุกคน นายสุเทพพูดสวนผมในสภา เพราะเขาเหล่านั้นเป็นมืออาชีพ ตายมือเปล่าบอกว่ามืออาชีพ ผมก็บอกว่าก่อนตายรู้ว่า จะถูกยิงเอาอาวุธไปใส่ในสระวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารใช่ไหม นิยายอันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ตายไปแล้วคนเสื้อแดงก็ถูกยัดเยียดเหมือนกับที่ชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เวลาผ่านไปหลายเดือนพรรคพวกอยู่ในเรือนจำ พวกหนึ่งหลบลี้หนีภัยถูกไล่ล่า ผมอยู่ข้างนอก เขาก็สงสาร นัดแนะผ่านคุณพิชิต ชื่นบาน นี่ละครับ ตามผมกับวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ไปฟัง หัวหน้าชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์เอากรณีศึกษาไฟไหม้ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์มาให้ดู เขาบอกเลยว่าที่มาหาคนเสื้อแดงเพราะเขารู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผา เขาถ่ายภาพได้ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ จึงมีคนถูกดำเนินคดี ๒ คน ถูกจับบ่ายโมงคนหนึ่ง ถูกจับที่สนามหลวงคนหนึ่ง อ้ายนั่นถูกจับที่สนามหลวงมันโยนไม้ขีดไกลมา แต่ผม เรียนกับท่านประธานว่าชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งเป็นห้างเดียวที่เขาจัดชุดผจญเพลิงเอง อยู่มาเป็นแรมเดือน บันทึกภาพรายละเอียดทั้งหมด เขาได้บอกเลยว่ากองกำลังติดอาวุธเวลานั้นไม่มีคนเสื้อแดงอยู่บริเวณนั้นแล้ว อยู่ใน วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ผมอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พรรคพวกผม ไปค่ายนเรศวรแล้ว ถามว่าทำไมต้องเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างอื่นรู้ว่าไฟจะไม่ไหม้ แต่ห้างนี้ ถูกรับเป้าแล้วใช้กำลังไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเดียวเท่านั้นที่กล้าเข้าไปคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของวังสระปทุม เขาบันทึกภาพบันทึกรายละเอียดทั้งหมด ผมออกมาจากคุก ช่วงนั้น เฮลิคอปเตอร์กำลังตกที่แก่งกระจาน ผมบอกว่านายสุเทพไปสาบานกันที่วัดพระแก้ว ว่าใครเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ขอให้มีอันเป็นไปแล้วนั่ง ฮ. คนละลำไปแก่งกระจาน ด้วยความเจ็บปวดจริง ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะข้อเท็จจริงพวกผมนั้นถูกไล่ยิง ในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ผมนี่ถูกจับ แต่พรรคพวกไปที่ค่ายนเรศวร ผมเป็น ส.ส. อยู่ในสมัยประชุม อยู่ข้างนอกทวงความยุติธรรม ถูกถอนการประกันทุกอาทิตย์ จนกระทั่ง ยุบสภา ๓ วันก็ถูกจับไปขัง แต่ถามว่าทำไมผมจึงไม่หยุดที่จะต้องทวงความเป็นจริง เพราะผมเห็นศพเขา ผมเห็นความตายที่ปรากฏ ผมเห็นแววตาของลูกเขา เห็นแววตา ของเมียเขา ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ามีเด็กคนหนึ่งถือรองเท้าของพ่อที่เปื้อนเลือด มีสมบัติชิ้นเดียวที่จะได้จากร่างของพ่อไป ภาพอย่างนี้ประชาชนเขาจึงมีความเจ็บแค้น เขาจึงมาระบายออกด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เขาจึงมาเดิมพันชัยชนะ ในการเลือกตั้งด้วย แพ้ก็แพ้ด้วยกัน ชนะต้องชนะด้วยกัน เพราะเขาเห็นความตายเกิดขึ้น ผมจึงเรียนไปยังท่านประธานว่ามาวันนี้อะไรที่หยุดความตายได้ผมพร้อมทุกกรณี ผมไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนมาตายกันอีกแล้ว ผมพูดจากเหตุการณ์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ พอ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ย้อน พ.ศ. ปี ๒๕๓๕ กับปี ๒๕๕๓ ผมอยู่ในบริบทเดียวกัน บนเวทีที่มีความตายเกิดขึ้นทั้งหมด ผมไม่ต้องการความตายอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เมื่อมีคนมาเสนอว่าปรองดองเราไม่ต้องมาตายกันอีก ให้บ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย ผมจึงตอบขานรับ แต่ผมรู้ว่าบ้านเมืองนี้มันยากเหลือเกิน มีพวกหนึ่ง ที่ไม่ต้องการปรองดอง เพราะถ้าปรองดองแล้วประเทศจะเกิดความสงบ สงบก็คือ มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยึดมั่นในกติกา ประชาธิปไตย เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ชาตินี้ทั้งชาติเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น เขาต้องไม่ปรองดองครับ เวลาคดีเหลืออยู่ไม่ต้องปรองดอง เพราะการไม่ปรองดองไปขึ้นป้าย ต่อต้านการโค่นล้มสถาบันเผื่อมีทหารเชื่อแบบ พลเอก สนธิไปยึดอำนาจเอง ต่อต้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อระบอบทักษิณ แล้วพยายามอธิบายว่าระบอบทักษิณ คือระบอบ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีทักษิณก็เป็นนักเรียนนายร้อย เป็นพสกนิกรจงรักภักดี ไม่มีใครเคยคิด แต่เวลานี้ละครลวงโลกฉากนี้ได้ถูกนำมาใช้ทุกครั้งเมื่อเวลาที่จะไปเล่นงาน ในปฏิปักษ์ ผมบอกว่าเอาอย่างนี้ไหม เรานักการเมือง ดีเลวดีชั่วมันอยู่ที่นักการเมือง จะเป็นไพร่ จะหน้าดำแขนคดอย่างไรก็ตาม แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรามีเรื่องระหว่างเรากันได้ ผมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อสู้ก็ให้เป็นการต่อสู้ระหว่างผมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่ดีอย่างไร สุเทพว่ามา สุเทพไม่ดีอย่างไร ผมว่าไป แต่อย่าได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องอีก ไม่ใช่เถียงสู้พวกผมไม่ได้ ชี้ว่าผังล้มเจ้า พวกโค่นล้มสถาบัน ทั้งที่จริงตัวเอง ก็เปล่ากันทั้งนั้น แต่ว่าตัวเองไม่มีความดี ไม่มีเหตุผลในการสร้างความเชื่อให้กับประชาชน ผมเรียนไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติผ่านท่านประธาน ถ้าเราทำสิ่งนี้ได้สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ที่ ความแข็งแรงมากที่สุด นักการเมืองจะละเลงสกปรกกันอย่างไรเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่อย่าได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องใด ๆ
ผมเรียนกับท่านประธานประเด็นเกือบสุดท้ายว่ามีการกล่าวหากันว่า พวกกระผมไม่พอใจต่อศาล และต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเล่นงานศาล ผมเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยังประธานศาลฎีกา พวกกระผมไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กับศาล แต่ที่ผ่านมานั้นความอยุติธรรมที่มันบังเกิดเพราะกระบวนการยุติธรรมตั้งต้นมันบิดเบี้ยว ไม่มีใครไปเสนอยกเลิกศาล ศาลก็มีความคิดเขียนบทความผ่าน แถลงความผ่าน ประชาชน ก็รับทราบ ผมจึงบอกเสมอว่านิติบัญญัติ บริหาร มีทรุด มีฟื้น เหลือสถาบันตุลาการ ซึ่ง พลเอก สนธิจะเข้าใจมากที่สุด และท่านจะมีความรู้สึกผิดเช่นเดียวกันว่าไม่ควรจะเอามา เกี่ยวข้องทางการเมืองเลย ซึ่งผมก็ทราบบรรดาเพื่อน ๆ ผมที่เขาอยู่ในกระบวนการนั้น เป็นเพื่อน ๆ คุยกันฉันเพื่อน เขาก็ต้องการสร้างความแข็งแรงด้วยการดำรงกันแบบเดิม เป็นสถาบันที่มีความเชื่อมากที่สุด ประชาชนก็มีความเชื่อ แล้วภายในก็ไปตัดสินใครแล้ว ตัดสินประหารชีวิตใครแล้ว ไม่ต้องระมัดระวังตัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนรู้ว่าศาล สถิตซึ่งความยุติธรรม วันนี้การจะมากล่าวหาพวกผม เพราะรู้ว่าพวกผมเองก็อยู่ในชั้นศาลหลายคดี เพื่อต้องการอธิบายกับชั้นศาลให้เข้าใจว่าพวกกระผมต้องการจะเล่นงานศาล เพื่อจะต้องการ ไปสร้างจินตนาการไปหลอกศาลอีกทีหนึ่ง ให้พิพากษาลงโทษพวกนี้ พวกนี้คิดจะล้มศาล เหมือนที่หลอกว่าจะมีการโค่นล้มสถาบัน เหมือนที่หลอกชุดสไนเปอร์ ชุดไปสั่งฆ่าประชาชน ว่าคนเสื้อแดงที่ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้ายมีอาวุธร้ายแรง โค่นล้มสถาบัน ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นสิ่งที่ทำมาต่างกรรมต่างวาระ เพราะฉะนั้นเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ในท่ามกลางบรรยากาศ ของประเทศที่ไม่ปรองดองกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่าบ้านเมืองนี้ใครจัดตั้งกองกำลังอาวุธ ไม่ได้ เราต้องสร้างแนวทางสันติวิธีเท่านั้น มือเปล่านี่ละครับ บรรดาโลกต่าง ๆ ท่านประธาน ลองดูสิครับ เลือกตั้งในประเทศพม่า ออง ซาน ซูจีก็ชุดแดง ประชาชนก็แดงแล้ว อาหรับ อะไรก็แล้วแต่ การจุดประกายการต่อสู้ของประชาชนนั้นเกิดขึ้นทุกหัวระแหงถ้าที่ใดมีการกดขี่ วันนี้ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องความสมานฉันท์ของคนในชาติ ของคนที่มีความเชื่อ ทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น บ้านเมืองเรายังใช้เวลากันอีกนาน ถ้าตราบใดอีกฝ่ายหนึ่ง ยังมีความเชื่อว่าบรรยากาศแบบไม่ปรองดองเผื่อฟลุ๊ค (Fluke) จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพ เรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนต้องมีความปรารถนา ถ้าท่านประธานจำความผมได้ผมบอกว่าเราต้องเลิกเล่นการเมือง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราผ่านความล้มเหลวกันมาทุกพรรค ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำสำเร็จมันจะมาเหลือถึงพรรคเพื่อไทยหรือ ก็แปลความกันว่าต่างฝ่ายต่างล้มเหลวกันมาทั้งคู่ แก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สำเร็จ ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ใครจะได้หน้าตา แต่ประเทศไทยได้หน้าครับ เพราะฉะนั้นควรเลิกเล่นกับความตาย กับโชคชะตากรรมของประเทศเสียที ไม่ใช่พอลงพื้นที่ก่อน ข้าพเจ้ามาถึงก่อน นายกรัฐมนตรี มาถึงหลัง ทั้งที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับปัญหาของประเทศ แล้วต้องอธิบายว่าเจ้าหน้าที่ เขาได้จัดการไม่มีเวลามามัวดูแลคุ้มครองนายกรัฐมนตรีจะได้ใช้เวลาในการไปเสาะหาคนร้าย พอสถานการณ์นิ่งจึงลงไป หลักการบริหารประเทศอยู่ตรงนั้น แต่ประเทศเราขนาดความตาย ของใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขยายมาที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ลงไปก่อน บอกว่านายกรัฐมนตรีลงหลังเอาอย่างเรา เราลงก่อน บ้านเมืองแบบนี้มันปรองดองไม่ได้ ท่านประธาน ผมไม่ต้องการให้บรรยากาศทางการเมืองนั้นมันได้เกิดความรู้สึกที่ว่าอะไรก็ได้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ทางการเมืองเอาไว้ก่อน แม้ว่าเรื่องเราอาจจะต้องเสียดินแดนไทย-กัมพูชา พวกกระผมแม้กระทั่งว่าเป็นประชาชนธรรมดายังเดินหน้าแสวงหาสันติภาพ ไม่ว่า กับพี่น้องลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่ามีโอกาสก็จะไป เพราะเราย้ายประเทศ หนีออกจากเพื่อนบ้านไม่ได้ แต่สถานการณ์ในภายภาคหน้าบทเรียนราคาแพงที่สุดก็คือว่า การเล่นการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อได้ประโยชน์ทางการเมืองในประเทศไทยนั้น จะนำพาสู่ประเทศไทยเสียดินแดน ท่านประธานกับผมและสมาชิกในสภาแห่งนี้เราจะมี โอกาสเห็นวันประเทศไทยเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง เราโทษประเทศกัมพูชาไม่ได้เลยครับ แต่เพราะว่าตลอดระยะเวลา ๕๐ ปี คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่บอกว่ามี ๑๐ ช่อง ใช้ช่องอุทธรณ์ได้ ปรากฏว่าทุกนายกรัฐมนตรีไม่เว้นหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่กล้า ใช้สิทธิอุทธรณ์เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าประเทศไทยจะไม่เสียดินแดนมากกว่าเดิม แต่พอไป ประกาศศึกกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีทักษิณไปประเทศไหนผู้นำประเทศนั้นดีด้วย ก็ไปวีน (Ween) ใส่ประเทศนั้น ประเทศกัมพูชาดีกับนายกรัฐมนตรีทักษิณ ประเทศนี้ ก็ตามไปรบประเทศกัมพูชา กับประเทศลาวยังเครียดเลย กับประเทศพม่า ประเทศพม่าไม่ให้เข้าประเทศตั้งนาน ลามไปถึงประเทศรัสเซีย มันกลายเป็นอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพ มันกลายเป็นว่าแนวความคิดทางการทูตของประเทศนี้เป็นแนวการทูต ในอดีตนั้นเป็นแนวการทูตเพื่อเอาประโยชน์กับสถานการณ์การเมืองของตัวเอง แต่ไม่ได้ คิดถึงดินแดนของประเทศชาติ สิ่งที่พวกผมเป็นความทุกข์และผมอธิบายกับรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้ว ไปก่อเหตุสร้างเรื่องมานั้นศาลโลกจะตัดสินในสมัยรัฐบาลเรา แล้วเราก็จะถูกปลุกระดมใส่ร้าย ทั้งที่พวกเราเองเป็นเหยื่อในสถานการณ์อันนี้เหมือนกับคนไทย ๖๔ ล้านคน คำว่า เราไม่พร้อมจะเสียดินแดนแม้แต่เพียงตารางนิ้วเดียว แต่ไปใช้ความโง่ไปทะเลาะกับเขา จนเขาใช้เป็นช่องว่าง เขาไม่มีทางเลือก เขาประเทศเล็กกว่าส่งไปยังศาลโลก และท่านประธานก็แลเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ แล้วคนไทย จะรับสถานการณ์อันนี้ได้อย่างไร ผมบอกรัฐบาลเลยว่าเราต้องอธิบายกับพี่น้องเราได้เข้าใจ ผมคุยกับอดีตทหารบอกว่าจตุพรช่วยอธิบายคนไทยให้เข้าใจ ผมบอกเข้าใจทำไม เดี๋ยวคนไทยรู้แล้วจะช็อกแล้วจะทำใจไม่ได้ ผมเล่ากับท่านประธานฟังก็คือว่าความปรองดอง ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัดหรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กับประเทศเพื่อนบ้านเรายังจะต้องปรองดองเลย ผมสรุปความอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่เคารพ บ้านเมืองนี้เราเดินมาถึงจุดหนึ่งเราเคยพูดทุกครั้งเวลามีการยึดอำนาจ ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย เราจะพูดทุกครั้งเมื่อเวลารัฐบาลฆ่าประชาชน ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย แต่ทั้งหมดไม่เคยเป็นครั้งสุดท้ายเลย ผมเรียนไปยัง ท่านประธานบอกไปยังพี่น้องประชาชนว่า ประชาชนมีหน้าที่ในการเตรียมตัว ผมเรียนไปยัง บรรดาแม่ทัพนายกองว่าขอให้ท่านทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติ พวกกระผมไม่ได้มีความคิด อคติกันใด ๆ คนที่ผมโกรธคือนักการเมืองที่สั่งท่านให้มาฆ่าประชาชน นักการเมืองที่บอกว่า ประชาชนเป็นคนล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรงเป็นผู้ก่อการร้าย ผมต้องการเอานักการเมืองเข้าคุก แล้วผมต้องการให้ทหารเป็นรั้วของชาติ ลำพังนักการเมืองทะเลาะกันไม่น่าห่วงครับ ต่อให้ ยืนประท้วงยืนกันเป็นตับแบบสนามเด็กเล่นไม่มีปัญหาครับ ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนี้ไม่ได้ ถ้าทหารไม่มายุ่ง วันนี้ทหารต้องรู้ว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพสกนิกร มีความจงรักภักดี ทหารต้องรู้ว่าหมู่บ้านเสื้อแดงเขาเป็นพสกนิกร มีความจงรักภักดี สงสัยลงไปหมู่บ้านเลย อย่าให้ใครมาอธิบายความโดยใช้ประโยชน์ เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถสู้กับรัฐบาลชุดนี้ได้ตรง ๆ แต่จะอภิปรายพูดหลอกล่อให้ทหารหลงเชื่อ ให้คนบางกลุ่ม หลงเชื่อ แล้วท้ายที่สุดผลร้ายตกกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พวกกระผมเรียนกับท่านประธานว่า ถ้ารัฐบาลชุดนี้เขาบริหารไม่ดี ๔ ปีมาวัดกัน ๔ ปีมาพิสูจน์ในสนามประชาธิปไตย บ้านเมืองเวลานี้ ผมเรียนไปยังคณะกรรมาธิการปรองดองว่าประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลมาก นี่ครับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน บางประเทศ ๓๐ ปี บางประเทศ ๒๐ ปี บางประเทศ ๑๐ ปี แต่ประเทศไทยกำลังร้อนแรง ในเวลานี้ สมัยก่อนเราพูดเสมอครับว่าแม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายตวนกู อับดุล ราห์มาน ยังมาจบที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนวัดบ้านเรา นายกรัฐมนตรีมาจบมัธยม แต่ท่านประธานลองไปดูประเทศมาเลเซียเดี๋ยวนี้สิครับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงเขาพัฒนาไปไกลเพราะการเมืองเขามีเสถียรภาพ ประเทศเวียดนาม ผ่านสงครามมามากมาย เวลานี้ถ้าประเทศไทยยังเอากันแบบนี้นะครับ ประเทศเวียดนาม ก็จะแซงประเทศไทย และข้าวไม่กี่วันเขาก็จะแซง ถ้าการเมืองเราไม่มีเสถียรภาพ ประเทศกัมพูชาและประเทศลาวทรัพยากรเขาล้นเหลือ นักท่องเที่ยวเฉพาะเมืองเสียมเรียบ ปีเดียว ๒,๕๐๐,๐๐๐ คน คนที่ไม่รู้จักประเทศกัมพูชาไปเมืองเสียมเรียบ โรงแรมห้าดาว มีเป็นร้อยกว่าแห่ง เป็นถนนแห่งโรงแรม เศรษฐกิจเจริญ ใช้เงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายในกรุงพนมเปญสูงกว่าประเทศไทย กรุงเวียงจันทน์ก็เช่นเดียวกัน แต่ประเทศไทย เข้าใจว่าตัวเองยังเจริญกว่าเขาอยู่ เวลานี้นี่ ประเทศสิงคโปร์เมื่อก่อนแข่งกับเรา สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ๒ ปีสุดท้ายก่อนที่ พลเอก สนธิท่านจะตัดสินใจยึดอำนาจ นายกรัฐมนตรีทักษิณนี้ ได้ทำให้ประเทศไทย ๒ ปีติดต่อกันครั้งแรก คือทำงบประมาณสมดุล คือไม่ต้องกู้ประเทศใด ๆ มาอีก แต่นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่านับตั้งแต่นั้นจนกระทั่งบัดนี้หาทางกลับที่เดิมไม่ได้เลย
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีพวกผมท่านได้ทำไปเถอะครับ แต่คดีทุจริต ใน ปรส. ๖๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จ่ายเงินต้น จ่ายดอกเบี้ยรวมกันกว่าปัจจุบัน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว คดีจะขาดอายุความ อย่าให้ขาดอายุความเหมือนอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ขายยาง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นท่านประธานที่เคารพ มันกลายเป็นว่าถ้าเป็นพวกผมท่านเร่งเลย แต่ว่ากรณีถ้าเป็นอีกพวกหนึ่งความเสียหาย ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้น แล้วจ่ายไปจ่ายไป จ่ายมาจ่ายไปจ่ายมาจะปาเข้าไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ไม่มีใครรับผิดชอบเลยท่านประธาน และคดีกำลังจะขาดอายุความ แล้วผมทายเลยว่าคดีนี้ขาดอายุความ เงินที่บอก ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทที่ไปยึด พันตำรวจโท ทักษิณ ถ้าบริษัทในระนาบเดียวกันเติบโตในตลาดหลักทรัพย์เดียวกันยึดทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา แต่ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท มันเทียบไม่ได้กับทุจริต ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นผลพวงลามมา เกือบเท่ากับงบประมาณประเทศไทยปีหนึ่ง แต่เวลาอธิบายไม่เคยพูดสิ่งเหล่านี้เลย ประเทศไทยกำลังจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านี้ ยาวนานมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ๑๕ ปีแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนต่อท่านประธานว่าขบวนการต่าง ๆ ถ้าต้องการจะลบเป้า กับพวกกระผม เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ว่าเต็มที่ครับ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าบรรยากาศของพวกผมนั้นเราต้องการให้เห็นว่าในช่วงรณรงค์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงของการดำเนินการการปรองดองอะไรก็ตาม เราจะต้อง ทำความจริงให้เกิดเป็นบรรยากาศประชาธิปไตย นั่นต้องเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ ประเทศ ที่มีความเสมอภาค ถ้าไม่มีเสรีภาพ ไม่มีความเสมอภาค ความภราดรภาพมันก็ไม่เกิดขึ้น วันนี้ไม่ใช่เรื่อง ๑๕ ล้านเสียงครับ แต่คนมีสิทธิเลือกตั้ง แล้วเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยกให้พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก ประชาชน ๖๔ ล้านคน เขาคิดอะไรนั้นไม่มีใครทราบ แต่ว่าถ้าต้องการจะพิสูจน์เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีทักษิณแก้ไขปัญหาความยากจนบอกว่า ใครเป็นคนจนให้ไปขึ้นทะเบียนที่อำเภอ คน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนไปขึ้นทะเบียน แล้วก็มี ๑๒ ล้านปัญหา รู้ว่าคนจนเพราะอะไร เพราะฉะนั้นใครไปคิดแทน ๖๔ ล้านคนไม่ได้ เพราะไม่เคยถามประชาชน เพราะฉะนั้นเราก็พร้อมว่าเราจะถามประชาชนกันก็ได้ ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการบรรยากาศการเมืองแบบนี้กันแล้ว แต่ถ้า การเมืองประชาธิปไตยปกติพวกผมก็ชนะตลอด ไม่ปกติพวกผมก็ชนะ แต่ไม่ปกติพวกผม ถูกปล้นได้ เห็นไหมครับ ผมจึงเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติด้วยความเสียสละ ของทุกคนที่พยายามจะทำกัน วันนี้ท่านต้องปล่อยวางทุกอย่าง ขอบคุณในความตั้งใจ แต่มองทุกอย่างอย่างมีสติมากที่สุด บอกไปยังสถาบันพระปกเกล้า อยากจะถอนรายงาน ก็เชิญ ในความเห็นผม เพราะผมไม่เชื่อว่ารายงานฉบับเดียวจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นหรือเลวลง แต่ทั้งหมดนั้น วันนี้แต่ละคนนั้นจะมองประเทศ มองสังคมประชาชนโดยรวมมากกว่าตัวเอง ได้อย่างไร ถ้าคิดในสังคมที่มันมีความสงบ มีความสมานฉันท์ ซึ่งคำว่า สมานฉันท์ นี่ครับ เวลานี้ก็กลายแปลว่าคำว่า โกหก ไปแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าถ้าเราไม่สร้าง ประชาธิปไตย อย่างโลกศิวิไลซ์ทั้งหลาย ประชาธิปไตยภายใต้อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข และดำเนินตามกระบวนการปกติ ประชาชนมอบความไว้วางใจ ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครบ ๔ ปีไปเลือกตั้งใหม่ ถ้าเรายืนอยู่ในระบบนี้ไม่เกิน ๒ สมัยครับ ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราจะพลิกฟื้นคืนสภาพกันมา เพราะถ้าเราไม่พลิกฟื้นอันนี้เราต่อไปอย่าว่าแต่ ตามหลังประเทศสิงคโปร์ อย่าว่าแต่ตามหลังประเทศมาเลเซีย อย่าว่าแต่ตามหลัง ประเทศเวียดนาม เราอาจจะต้องตามหลังประเทศพม่า หน้าไทยนี่นุ่งโสร่ง หน้าไทย เป็นประเทศกัมพูชา หน้าไทยเป็นประเทศลาว ไม่ใช่เราไม่มีศักยภาพ แต่คนบ้านเมืองเรา มันเห็นแก่ตัวจนมากกว่าการเห็นกับประเทศชาติ ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึก ผมบอกเสมอว่าในการต่อสู้ ชีวิตอิสรภาพเป็นเรื่องเล็กมาก ความตายผ่านกันมาหลายครั้ง และอย่างไรมนุษย์เราหนีความตายไปไม่พ้น แต่การเกิดมาชีวิตหนึ่งเกิดมาเป็นคนไทยแล้ว เราต้องมีหน้าที่ อะไรที่มันไม่ถูกไม่ควร ผมต้องการอธิบายกับท่านประธานว่าทุกคน ที่อยู่ในเวลานี้เหมือนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญพูดคำหนึ่งเป็นปรัชญาว่าปรองดองได้ แต่ต้องให้คนรุ่นนี้ตายหมดเสียก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าตายหมดพร้อม ๆ กันได้อย่างไร นั่นมันก็เป็น ความคิดหนึ่งว่าคนรุ่นนี้ในความหมายของประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งคุยแล้วก็ถูกมากที่สุดว่า คนรุ่นนี้พูดกันไม่ได้แล้ว เพราะคนรุ่นนี้เห็นในมิติส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติ ผมอภิปรายวันนี้ เพื่อบอกกับท่านประธานว่าผมไม่ได้มีอะไรติดค้างอยู่ในหัวใจเป็นการส่วนตัว ข้อเท็จจริง ทั้งหมดไม่ว่าเรื่องการยึดอำนาจอยู่ในความทรงจำ เรื่องการสั่งฆ่าประชาชน กระบวนการ กฎหมายอาญาต้องเดินหน้าต่อไป และผมท้าเลยว่าจะนิรโทษกรรมทุกคนก็ได้ เว้นผมกับณัฐวุฒิ ฝ่ายนี้ ฝ่ายนั้นเว้นอภิสิทธิ์กับสุเทพ แล้วตั้งต้นให้เท่ากัน ถ้าบ้านเมืองนี้สงบฝ่ายละ ๒ คน ผมก็พร้อมที่จะเดิน แม้กระทั่งเดินสู่หลักประหารผมก็พร้อม เพราะชีวิต ณ วันนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่เชื่อเลยว่าประเทศไทยมันจะเดินหน้าได้ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ แต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยมันจะเดินได้ถ้าเรามาคุยกัน เรื่องคดีว่าตามกระบวนให้มันยุติธรรมจริง ๆ ทุกกระบวนการ เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมว่าเราจะเดินหน้ากันอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะทำหน้าที่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงจังหวะ ท้าย ๆ ก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผมได้พูดโดยเอาหัวใจมาตอบ โดยเอาหัวใจมาอธิบาย ความจริงแล้วผมตั้งใจ สิ่งที่ผมมาอภิปรายผมจะไม่พูดถึงใครเลย แต่วันนี้ผมต้องเปลี่ยนสคริปท์ (Script) บางส่วน แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าตราบใดที่บ้านเมืองหาความสงบไม่ได้ประเทศนี้ก็นับถอยหลัง แม้ว่าเราจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ แต่เราไม่มีวันจะข้ามพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ จะปรองดองหรือไม่ปรองดองผมพร้อมทุกกรณี จะรบกันก็พร้อมทุกกรณี แต่ว่าถ้าสังคม โดยรวมว่าเราต้องปรองดองกันแล้วก็ควรปรองดองด้วยหัวใจ แต่ว่าไม่ใช่พูดว่าปรองดอง แต่ว่า แล้ววิพากษ์วิจารณ์สาดเสียเทเสีย เพราะว่ามันไม่มีอะไรแล้วท่านประธานที่เคารพ เราแบกความตาย แบกความบาดเจ็บ แบกความสูญเสียอยู่ในทุกค่ำคืนทุกวินาที แต่วันนี้ จะให้ผมเองนั้นมาทนฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายฆาตกรแล้วก็ไปร้องขอการปรองดอง ขอความเมตตาจากฆาตกรนั้น ผมตอบคนตาย คนบาดเจ็บที่เป็นผู้สูญเสียไม่ได้ แต่ถ้าประเทศส่วนใหญ่ช่วยกันคิด คณะกรรมาธิการที่ทำรายงานไปยังรัฐบาล รัฐบาล จะคิดต่อหรือไม่คิดอย่างไรก็ให้เดินหน้าตามกระบวนการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เดินไป เรื่องการปรองดองใครคิดจะทำอะไรกันได้ว่าคิดกันแล้วแล้วเกิดความสงบ พลเอก สนธิ พลตรี สนั่นเจ้าของปรองดองทั้งคู่หันหน้าเข้ามาหากันขอประสานความร่วมมือกับส่วนต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคนผิดยังต้องเป็นคนผิดไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความเป็นฆาตกร ของใครไปได้ เพราะฉะนั้นคดีความเดินหน้า และทุกอย่างจะยึดหลักใช้กฎหมาย อย่างตรงไปตรงมา นิติรัฐ นิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าถ้าเสมอภาคกัน บ้านเมือง เกิดความปรองดองได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ คือมีหลายเรื่องซึ่งสมาชิกที่อภิปรายจบไป เมื่อสักครู่ได้พาดพิงถึงผม แล้วก็เป็นเรื่องเท็จ ผมก็จะขอใช้สิทธิแต่ไม่อยากรบกวนเวลา ของสภาในขณะนี้ ขอให้การอภิปรายดำเนินการต่อไปตามคิวของเพื่อนสมาชิก เพียงแต่ว่า ขอสงวนสิทธิที่จะอภิปราย อาจจะช่วงดึกกว่านี้สักนิดหนึ่งอย่าปิดอภิปรายหนีก็แล้วกัน ขอบคุณครับ
เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงก่อนครับ ท่านสุเทพเชิญครับ ท่านชี้แจงหรือพาดพิงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวพาดพิงถึงผมมากมายหลายประการล้วนแล้วแต่เป็นความเท็จ ทั้งสิ้น แต่ว่าผมไม่ประสงค์ที่ใช้สิทธิพาดพิงเพราะว่าผมต้องการปรองดองครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านชวลิตครับ
(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านจ่าประสิทธิ์ครับเดี๋ยวผมจะให้กรรมาธิการชี้แจงแล้วครับ ท่านจะประท้วงหรืออะไรครับ
ประท้วงครับ
ประท้วงใครครับ
กรณีนายสุเทพที่อภิปราย ไปครับ
เขาไม่ได้อภิปรายนะเมื่อครู่นี้
ก่อนหน้านั้น
ผ่านไปแล้วครับ ก็ให้ท่านจตุพรแก้ไขไปแล้ว พอแล้วครับ พอแล้วครับท่านจ่าประสิทธิ์นั่งลง ไม่อนุญาตครับ เชิญท่านชวลิตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการต่อแนวทางการสร้าง ความปรองดอง ต่อกรณีที่เสนอให้มีการสานเสวนาต่อเป็นข้อเสนอที่ควรรับฟัง แต่น่าจะ เกินหน้าที่ของกรรมาธิการ สภาอาจจะมอบให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการหรือไม่ อยู่ที่สภาแห่งนี้ที่จะพิจารณากันในโอกาสต่อไป ผมได้ฟังการอภิปรายทั้ง ๒ ฝั่งในฐานะที่เป็น กรรมาธิการรู้สึกสบายอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าทุกฝ่ายอ้างถึงเห็นใจพี่น้องประชาชน กรรมาธิการ ได้เชิญภาคธุรกิจเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศมาให้ข้อมูล อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่า ฝ่ายการเมืองของเราเป็นเพียงภาคส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ทั้งประเทศขณะนี้เขาจับจ้อง มองเราอยู่ว่าเราจะร่วมมือกันสร้างความปรองดองแห่งชาติได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ใช้เหตุและผลในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยอย่างไร ผมคงไม่ยกตัวอย่าง เพราะเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงความเห็นของภาคเอกชนมามากแล้ว แต่อยากจะให้ความเห็น ของภาคธุรกิจเอกชนต่างประเทศเพียงรายเดียวที่เขาให้ความเห็นไว้แล้วน่ารับฟังมาก นั่นก็คือประธานเจโทร (JETRO) ของประเทศญี่ปุ่น เขาเดินทางมาให้ถ้อยคำ กับคณะกรรมาธิการด้วยตนเอง มีล่ามที่เขานำมาด้วยตนเองด้วยมาแปลเป็นภาษาไทย มีการซักกันอย่างละเอียด เขาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการว่ามีปัจจัยอยู่ ๒ ปัจจัย ที่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นถอนการลงทุนหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับการจัดการภายใน ของประเทศไทย
ปัจจัยแรก คือการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยซึ่งทำความเสียหายให้กับ ธุรกิจเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ก็ยังโชคดีครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นนำคณะไป ไปชี้แจงจนเขาเข้าใจ นั่นปัจจัยนั้นหมดไป
ปัจจัยที่ ๒ ก็คือเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองของเรา ซึ่งเขาบอกว่าความจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนเลย แต่ทำไมประเทศไทยพี่น้องประชาชนคนไทย แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เขาสงสัยมาก วันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ก็มีกรอบเล็ก ๆ ที่ประธาน ของธนาคารเก่าแก่ธนาคารหนึ่งก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าความขัดแย้งของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ที่จำเป็นที่จะต้องแก้ไข รวมทั้งการพัฒนาทางด้านกฎหมาย ถ้าเราแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เราไม่พ้นกับดักแห่งความขัดแย้ง บ้านเมืองข้างหน้าพี่น้องประชาชนคงสาปแช่งเรา อย่างแน่นอน
สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในประเด็นต่อไปก็คือว่าในอดีตเรื่องการปรองดองก็ดี การนิรโทษกรรมก็ดี ถูกหยิบยื่นไปจากผู้มีอำนาจเช่นการใช้คำสั่ง ๖๖/๒๓ หรือกรณี มีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วไม่สำเร็จมีการกบฏ ผู้มีอำนาจก็หยิบยื่นไปให้ ผมดูรัฐบาลนี้ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ท่านอาจจะเห็นว่าทำอย่างไร ถึงจะให้สภาซึ่งเป็นที่รวมของทุกพรรคการเมืองมีตัวแทนของทุกพรรคการเมืองอยู่ จะพิจารณาเรื่องนี้ก่อน นั่นล่ะผมคิดว่าการพิจารณาในวันนี้หรือเมื่อวานนี้มาถึงวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะหาทางออกให้กับประเทศ มติในวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล จำเป็นที่จะต้องนำไปพิจารณา อาจจะนำข้อเสนอของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปดำเนินการ ในการสานเสวนาต่อก็เป็นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะไม่เคย สานเสวนาในข้อนี้ อยากให้เพื่อนสมาชิกเปิดเอกสารหน้า ๒๔ (๒) การสรุปบทเรียน จากเวทีประชาเสวนาหาทางออกซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยให้ประชาชนหลายภาคส่วนร่วมกันเสวนาหาทางออกของประเทศไทยในช่วง เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ นี่ทำตั้งแต่ยังไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ สถาบันพระปกเกล้าก็มีสำนักสันติวิธีซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นอะไร ท่านสมาชิกอาจจะเห็นว่าไม่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องที่สภาจะมีมติหรือมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ในการที่จะแก้ไขปัญหา ของชาติบ้านเมืองของเรา ผมมีสิ่งที่อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในฐานะกรรมาธิการ มีการนำความยุติธรรมเชิงเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง คอป. ก็ดี สถาบันพระปกเกล้าก็ดี มาใช้ ในการศึกษาวิจัย หลักความทรงจำเป็นเรื่องสำคัญ ผมมีประเด็นที่อยากจะเสนอต่อที่ประชุม ผมกลับไปยังพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผมได้รับเลือกตั้งมาจากจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนมโหวตโน (No) สูงสุดของประเทศในการไม่รับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ผมไม่คิดมาก่อนในการอภิปรายเมื่อมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่าผมจะต้องมานั่งคู่กับอดีตประธาน คมช. ซึ่งเป็นผู้ปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กับการทำงานในพื้นที่ของผมที่ต่อต้านในเรื่องนี้มาตลอด กลับไปยังพื้นที่ พี่น้องประชาชนก็สอบถามในเรื่องนี้ และในขณะเดียวกันความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ยังดำรงอยู่ อยู่ทุกวันนี้ ผมมองว่านี่ล่ะปัญหาเกิดจากตรงนี้ การที่บ้านเมืองเราไปไม่ถึงไหน ประเด็นสำคัญก็คือการเมืองไม่ต่อเนื่อง ผมเคยอภิปรายในการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกว่าผมมีผู้ช่วย ส.ส. คนหนึ่ง เขาจบการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับประเทศไทยอยู่ในเอเชีย (Asia) เหมือนกัน ประเทศญี่ปุ่นมีพระมหาจักรพรรดิ ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ใกล้เคียงกับประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในสมัยราชวงศ์เมจิ แต่ประเทศญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ของประเทศไทยเรามี ๑๘ ฉบับ กำลังจะมีฉบับที่ ๑๙ ประเทศญี่ปุ่นไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทยมีการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้ง ผมจำไม่ได้แล้ว แต่การเมืองของประเทศไทยไม่ต่อเนื่อง เมื่อการเมืองประเทศไทยไม่ต่อเนื่อง บ้านเมืองเราถึงไปไม่ถึงไหน ในฐานะที่ผมเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการอีกคณะหนึ่ง คือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังร่างอยู่ในขณะนี้ ผมมีความคิดว่าจะนำเรื่องนี้ให้ผู้ที่จะเป็นว่าที่ สสร. ไปประกาศเป็นเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชน ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารไม่ให้มีในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะไปทำ ประชาพิจารณ์ ณ จุดไหน จังหวัดไหน ภาคไหน ก็ขอให้มีเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ในอันที่จะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ย้อนมาที่ประเทศญี่ปุ่นอีกนิดหนึ่ง ประเทศญี่ปุ่น ครองโดยเสียงของพรรคแอลดีพี (LDP) ๕๐ กว่าปี เขาไม่เห็นถูกต่อว่าว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา แต่เมื่อเขาไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้เพราะถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชันก็ดี หรือบริหารบกพร่องก็ดี ประชาชนของประเทศญี่ปุ่นเขาก็เปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้อง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็เปลี่ยนมาเป็นดีพีเจ (DPJ) คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านสมาชิกว่า ความขัดแย้งในบ้างเมือง การเมืองไม่ต่อเนื่องทำให้บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้ครับ
ท่านชวลิตครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมลุกขึ้นประท้วงท่ามกลางเพื่อนสมาชิก บอกว่าไม่ต้องประท้วงก็ได้ แต่ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการไม่ได้ลุกขึ้นมาเพื่อตอบคำถาม ต่อสมาชิก วันนี้เป็นการพูดคุยกันระหว่างสมาชิกที่รับฟังข้อสรุปการศึกษาของท่าน ถูกไหมครับ มีคนอภิปรายต่าง ๆ มากมาย สรุปของท่านก็ฟังจากท่านมา ๒-๓ รอบแล้ว ก็เรื่องทำนองนี้ ประธานอะไรทั้งหลายของญี่ปุ่น เจโทรที่มาให้คำอภิปรายกับกรรมาธิการ ทั้งหลายนี้ ต้องตอบให้ตรงประเด็นท่านประธานครับ ถ้าตอบไม่ตรงประเด็นมันเสียเวลาสภาครับ แล้วก็ไม่ต้องโน้มน้าวพวกผมหรอกครับ พวกผมก็อ่านตามข้อสรุปของท่านมาแล้ว เห็นข้อบกพร่องต่าง ๆ มากมายพวกผมก็จะได้อภิปรายกันต่อไปครับท่านประธานครับ
เชิญนั่ง เดี๋ยวผมวินิจฉัย คืออย่างนี้ท่านชวลิตใช้สิทธิของกรรมาธิการ เวลาผมหักตลอดครับ ผมเช็ก (Check) เวลาให้ ฝ่ายค้านเหลือเท่าไร ฝ่ายรัฐบาลเท่าไร ผมกำลังเช็กเวลา เพราะฉะนั้นท่านชวลิตใช้เวลาไปมากเท่าไรเดี๋ยวกรรมาธิการจะไม่มีเวลาที่จะตอบ เมื่อครู่ ผมก็แจ้งตลอดครับ เป็นสิทธิของท่านครับ ท่านบุญยอด
ขออนุญาตทำความเข้าใจ กับท่านประธานสักนิดหนึ่ง ผมอยู่ในวิปฝ่ายค้านท่านประธานครับ มีความพยายาม ที่จะให้แบ่งระหว่างกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ในขณะนี้ฝ่ายกรรมาธิการไม่มี ฝ่ายค้านอยู่บนนั้น ดังนั้นคำอภิปรายนั้นควรจะต้องอยู่ในข้อบังคับการประชุมครับ ท่านประธานครับ ในข้อบังคับการประชุมนั้นกล่าวชัดเจนว่าระหว่างฝ่ายสนับสนุน กับฝ่ายคัดค้านเท่านั้นเอง ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านนะครับท่านประธาน ฝ่ายสนับสนุน กับฝ่ายคัดค้านต้องแบ่งกันคนละครึ่งหรือว่าผลัดกันคนละข้างถูกไหมครับ ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าจะแบ่งเวลาท่านประธานต้องกลับไปพิจารณาใหม่ว่าฝ่ายที่สนับสนุนญัตตินี้หรือร่างนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ฝ่ายที่คัดค้านก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เราจะแบ่งกันเป็น ๓ ฝ่ายไม่ได้เพราะว่า ฝ่ายบนนั้นไม่ได้มีส่วนของฝ่ายค้านอยู่ด้วยครับ
ท่านชวลิตเมื่อสักครู่ผมก็เตือนครับว่าตั้งแต่ท่านแรกท่านขจิตรแล้วว่าเวลาเหลือเท่าไร ผมหักไปตลอดละครับ ตอนนี้กำลังเช็กเวลาแทบจะไม่มีเวลาจะตอบแล้วนะครับ ฉะนั้นก็เชิญสรุป เดี๋ยวจะได้มีเวลาทั้ง ๒ ฝ่ายครับ
ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้ตอบ ข้อสงสัยของท่านสมาชิกใน ๒ ประเด็นแรกนั้นเป็นเรื่องที่ผมดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม สิ่งที่ท่านสงสัยแล้วก็ตอบปัญหานั้นไป แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิที่ผมจะเอาหลัก ความทรงจำซึ่งมีอยู่ในรายงานนี้มาแสดงความเห็นเช่นกัน และการที่ให้ข้อมูล กับท่านทั้งหลายนี้ไม่ได้หวังแต่เพียงที่จะให้สมาชิกที่อยู่ในสภาแห่งนี้ทราบเท่านั้น พี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็ติดตามเรื่องนี้ว่าเราจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง อย่างไร เราไม่ควรจำกัดสิ่งที่จะหาทางออกให้กับประเทศอยู่เพียงในสภานี้เท่านั้น ไหนท่านบอกว่าอยากจะมีการสานเสวนาในเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป แล้วไม่แสดงความเห็น ตรงนี้ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ ผมไม่มีอะไรไปมากกว่านี้นอกจากอยากจะให้ พี่น้องประชาชนได้มองดูพวกเราว่าร่วมไม้ร่วมมือกันจริงหรือเปล่าในการที่จะแก้ไขปัญหา ของชาติบ้านเมือง ขอขอบคุณครับ
ท่านรังสิมาผมแจ้งเวลาก่อนนะครับ กรรมาธิการจะเหลือเวลาแค่ ๓๑ นาที เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะใช้เวลาผมต้องบอกระมัดระวัง ฝ่ายค้านเหลือ ๑ ชั่วโมง ๑๗ นาที ฝ่ายรัฐบาล เหลือ ๒ ชั่วโมง ๔ นาที ใครก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขอกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ไม่ได้มีข้อตกลงเรื่องเวลาว่าฝ่ายไหนใช้เวลาเท่าไร เป็นประเด็นที่ผมก็ได้ตำหนิวิปรัฐบาล ไปแล้วครับเมื่อเช้าว่าเป็นการออกไปประกาศฝ่ายเดียว แล้วก็กำหนดให้คนโน้นเวลาเท่านี้ ให้คนนี้เวลาเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ทำให้การประสานงานเป็นปัญหาต่อไป เพราะว่าถ้าจะเป็นเรื่องการกำหนดเวลาแล้วก็ไปประกาศต่อสาธารณะมันจะต้อง เป็นประเด็นที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน แต่ถ้าไม่ใช่ข้อตกลงร่วมกันไปประกาศก็มีแต่จะทำให้เกิด ความเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนข้อเท็จจริงกับท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ผมเช็กมาจากเจ้าหน้าที่ ถ้าอย่างนั้นก็ให้ท่านวิปรัฐบาลกับฝ่ายค้านคุยกันก็แล้วกัน เชิญท่านเจะอามิงครับ ท่านอุดมเดช เชิญวิปรัฐบาลครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ ได้มีโอกาสชี้แจงกับท่านประธานเกรงว่าจะเข้าใจผิดกัน
ประเด็นแรก ก็คือว่าผมได้มอบหมายให้ทางเลขานุการวิปรัฐบาล คือคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เป็นผู้ประสานกับในส่วนของวิปฝ่ายค้าน ในส่วนของวิปฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้ทางเลขานุการของวิปฝ่ายค้านไปพูดคุยเจรจากัน ในครั้งแรกเราก็พยายาม ที่จะดูเวลาในวันพุธว่าเริ่มประชุมกันตอนบ่ายหลังจากที่เสร็จเรื่องของการหารือแล้ว เมื่อได้มีโอกาสที่จะพิจารณาเรื่องที่กรรมาธิการค้าง เรื่องที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณา เสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วจะมีเวลาในการที่จะมาพูดคุยกันในเรื่องของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ นับเวลาจากเมื่อวาน จนถึงวันนี้ถ้าเราเลิกได้ประมาณตอนหัวค่ำสัก ๖ โมงเย็นจะมีเวลาประมาณ ๑๓ ชั่วโมง ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ให้เกียรติในฐานะที่เป็นกรรมาธิการมีโอกาสที่จะนำเสนอรายงานผล ของคณะกรรมาธิการสัก ๒ ชั่วโมง ท่านประธานก็มีหน้าที่ที่จะรายงานผล กรรมาธิการ ก็มีหน้าที่ที่จะชี้แจงในส่วนที่ท่านสมาชิกซักถาม ถ้าหากว่าในส่วนของกรรมาธิการได้ไป ๒ ชั่วโมง เวลาที่เหลืออีก ๑๑ ชั่วโมงเป็นไปได้ไหมที่จะแบ่งให้กับในส่วนของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งในแต่ละฝ่ายก็ตั้งใจ ที่จะใช้โอกาสนี้อภิปรายซักถาม นั่นหมายความว่าจะแบ่งกันไปฝ่ายละ ๕ ชั่วโมงครึ่ง จากการที่ได้มีการเจรจากันทางฝ่ายค้านเองก็พยายามที่จะขอเวลาเพิ่ม เพราะผมก็ทราบดีว่า เรื่องที่เป็นความสนใจของพี่น้องประชาชนนั้น ในส่วนของฝ่ายค้านเองก็ปรารถนา ประสงค์ที่จะขอเวลาในการอภิปราย ก็พูดคุยกันมาตั้งแต่ ๖ ชั่วโมงครึ่งบ้าง ๖ ชั่วโมงบ้าง ในส่วนตอนท้ายก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นก็ให้พูดกันเต็มที่ คือหมายความว่าเป็น ๗ ชั่วโมงเลย ในส่วนของเลขานุการวิปฝ่ายค้านเองก็รู้สึกว่าทีแรกก็จะพอใจ แต่ครั้นเมื่อตอนที่เริ่มเข้าสู่ ระเบียบวาระเรื่องนี้ เมื่อวานนี้ตอนวันพุธผมก็ได้มีโอกาสเดินไปบอกกับทางตัวแทน ของวิปฝ่ายค้าน บอกอย่างนั้นตกลงกันที่ ๗ ๗ ๒ นะ เพราะตัวเลข ๒ ชั่วโมงยังยืน ที่อยากจะให้เป็นส่วนของกรรมาธิการในการที่จะชี้แจง ถ้าเป็น ๗ ๗ ๒ เวลาที่เราจะใช้ มาถึงวันนี้ก็เวลาประมาณนี้ละครับก็น่าจะจบกันได้แล้ว ท่านประธานวิปรัฐบาลท่านก็งง แล้วก็ถามกับทางตัวแทนคือเลขานุการของวิปฝ่ายค้านว่า คุณไปเจรจาตกลงกันไว้ที่ตัวเลขนี้หรือ แล้วก็บอกว่าในส่วนตรงนี้มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยหยุดในการที่จะพูดคุย ในตอนนั้น และกลับมาพูดคุยกับในส่วนของพวกเรา ผมอยากจะเรียนว่าถ้าตัวเลข ๗ ๗ ๒ หมายความว่าฝ่ายรัฐบาล ๗ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๗ ชั่วโมง ให้กรรมาธิการ ๒ ชั่วโมง ถ้ากรรมาธิการจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาชี้แจงเพิ่มเติมก็เอามากินเวลา ในส่วนของรัฐบาลด้วย ผมคิดว่าในความรู้สึกของผมเองก็น่าจะพึงพอใจกัน แต่ฝ่ายค้าน ท่านก็มีมุมมองของท่านว่าน่าจะแบ่งกันฝ่ายละเท่า ๆ กัน ก็มีการพยายามที่จะเจรจากันมาตลอด แต่ว่าในช่วงนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าตกลงกันที่ ๗ ชั่วโมง กับ ๗ ชั่วโมง แล้วก็มี ของกรรมาธิการ ๒ ชั่วโมง ถ้าหากว่าถึงเวลานี้ถ้าเราจะยึดตัวเลขที่ ๗ ชั่วโมง ก็ทราบจากท่านประธานนั่นละครับบอกมาว่าเวลาของฝ่ายค้านจะเหลืออีกประมาณ ๑ ชั่วโมงกับ ๑๗ นาที นั่นหมายความว่าครบ ๗ ชั่วโมง ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลจะเหลือเท่าไร เดี๋ยวเรามาดูกัน ผมก็อยากจะถามทางฝ่ายค้านละครับว่าเวลาที่เหลืออีก ๑ ชั่วโมง กับ ๑๗ นาทีที่ว่านี่เพียงพอไหม สำหรับการที่ท่านจะชี้แจงแสดงเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ในเวทีนี้ ถ้าหากว่ายังไม่เพียงพอก็บอกกันมาต้องการสักเท่าไร ถ้าเป็นไปได้ก็จะทำให้ การอภิปรายวันนี้เสร็จสิ้นลงด้วยดี แต่ถ้าเมื่อสักครู่นี้ได้มีการคุยกันว่าถ้าตกลงกันไม่ได้ เมื่อวานเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการตกลงกัน แต่เป็นการรับทราบกันเท่านั้น ก็อยากจะถามว่า เราจะพิจารณาแบ่งสรรเวลาที่เหลือกันอย่างไร ทางรัฐบาลเองก็พร้อมที่จะประนีประนอม ในส่วนที่พอจะยอมรับได้ครับ
ท่านจุติดีกว่าครับ ท่านจุติก่อนครับ เชิญท่านจุติครับ คุณหมอสุกิจให้ท่านจุติ ท่านนาน ๆ เข้ามาพูดครั้งหนึ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมขอประทานโทษวิปของผม ผมไม่เห็น แต่ว่า ผมก็อยากจะพูด ท่านประธานครับ แต่ผมอยากจะขอเสนอท่านประธานหารืออย่างนี้ว่า มันเป็นเรื่องของปรองดองทุกฝ่ายพยายามเดินเข้าหากันในส่วนที่มีต่าง สิ่งที่ผมเห็นผมคิดว่า เป็นบรรยากาศที่ไม่รุนแรง ก็คือว่าทุกฝ่ายพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาให้หมด แล้วทุกคนก็จะ ไม่มีตะกอนอยู่ในใจ ผมว่าจะเป็นสิ่งช่วยได้ในการปรองดอง ฉะนั้นถ้าเผื่ออยากจะขอร้องรัฐบาลว่า ถ้าหากปล่อยให้ทุกคนได้สามารถพูดสิ่งที่ตนคิดระบายความในใจออกมาผมว่าความกดดัน ความที่เก็บเอาไว้มันจะดีขึ้นแล้วทำให้บรรยากาศดีขึ้น ถ้าเผื่อท่านประธานจะกรุณาว่า เป็นประโยชน์ต่อการปรองดอง เป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่าไปคิดว่ายิ่งพูดยิ่งแตกแยก ยิ่งห่าง ผมไม่เชื่อครับ ผมเชื่อถ้าเผื่อตะกอนในใจมันหายไปแล้ว มันหายกดดันแล้วผมเชื่อว่า จะคุยกันง่ายขึ้น อะไรจะง่ายขึ้นหลังจากนี้ ก็เลยอยากจะเสนอว่าอย่าไปกำหนดเวลาเลยครับ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนขนาดไหนที่ว่าจะต้องให้เป็นให้ตาย ให้เสร็จในวันนี้ให้ได้ เพราะว่า ไม่มีอะไรที่จะมาบอกว่าไม่เสร็จวันนี้แล้วทุกอย่างจะล่มสลายหมด ไม่ใช่ มันเดินกัน อีกหลายก้าว นี่เป็นก้าวแรกถ้าบรรยากาศอย่างนี้ เอื้ออาทรกันอย่างนี้ได้ผมก็เชื่อว่า ทุกอย่างจะไปได้ดีครับ จึงอยากจะขอหารือครับ
ท่านนริศก่อนได้ไหม เชิญท่านนริศครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าการเจรจาเรื่องเวลานี่ก็เป็นมาโดยลำดับแล้วก็เกือบทุกครั้งที่มีการประชุม แล้วก็เมื่อวานมีข้อตกลงกันอยู่ประมาณ ๗ ชั่วโมง ตามที่ท่านประธานวิปรัฐบาลได้ชี้แจงจริง แต่ว่ามันมีเวลาส่วนที่เหลืออยู่ที่จะขอใช้ในกรรมาธิการ ๒ ชั่วโมง ตรงนี้ทางพวกเรา ไม่เห็นด้วยที่ทางวิปรัฐบาลจะให้ทางกรรมาธิการใช้ จึงมีการเจรจากันใหม่ ผมกับหมอสุกิจ ก็ไปเจรจา ทางฝั่งฝ่ายรัฐบาลก็มีคุณหมอชลน่าน แล้วก็ประธานอุดมเดช ซึ่งพวกผมคิดว่า ๒ ชั่วโมงให้กรรมาธิการใช้ กรรมาธิการมีเฉพาะรัฐบาล กรรมาธิการฝ่ายค้านมันไม่มี แล้วแบ่งกันได้ไหม ผมเจรจาอย่างนี้ครับ ทางวิปรัฐบาลไม่ยอม พอไม่ยอมก็จึงเลิกการเจรจา ข้อตกลงทั้งหมด เลิกโดยการอภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานไม่มีข้อตกลงเรื่องเวลาทั้งสิ้น แล้วเมื่อสักครู่ ผมก็ได้คุยกับท่านประธานวิปรัฐบาลถึงการอภิปรายมาโดยไม่มีข้อตกลงเรื่องเวลามา ผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานเพื่อทราบครับ
เดี๋ยวให้ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายไปคุยกันนอกรอบแล้วค่อยแจ้งดีกว่านะครับ ท่านอุดมเดชครับ เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ในส่วนของตัวแทน ของพรรคฝ่ายค้าน ขออนุญาตที่เอ่ยนาม พี่นริศ ขำนุรักษ์ ได้พูดถึงโควตาของกรรมาธิการ ได้มีความพยายามที่จะเจรจาขอโควตาของกรรมาธิการ โดยบอกว่าไม่มีตัวแทนของฝ่ายค้าน ผมเองก็โต้แย้งไปว่าจริง ๆ แล้วท่านประธาน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เดิมที่ปฏิบัติหน้าที่มา ท่านก็ไม่ได้อยู่ในส่วนของโควตาของรัฐบาล แล้วที่ผ่านมาในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ไปเป็นกรรมาธิการเขาก็เป็นในส่วนของฝ่ายค้านด้วยซ้ำ เพียงแต่กระบวนการ ในการทำหน้าที่ในกรรมาธิการด้วยความที่รู้ข้อมูล แล้วก็ตั้งใจที่จะตัดสินใจในการที่จะ สร้างความปรองดอง เขาก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องไปโหวตตามฝ่ายค้านนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในส่วนของกรรมาธิการที่บอกว่าไม่มีฝ่ายค้าน คือ ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ได้ถามไปว่าตอนตั้งกรรมาธิการ ผมไม่ได้แบ่งโควตาให้หรือ จริง ๆ ก็แบ่งโควตาให้นะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของกรรมาธิการถ้าเป็นหลักการ เขาก็ควรจะมี แต่ตรงนี้ผมไม่เป็นประเด็นหรอกครับ เพียงแต่อยากจะให้พูดให้หมด เท่านั้นเอง ถ้าหากว่ายังประสงค์จะต้องการเวลาเท่าใดก็มาพูดคุยกันเพื่อให้การประชุมหารือ พิจารณากันในวาระนี้จะได้สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ครับ
ท่านบุญยอด แล้วไปหมอชลน่านก็แล้วกัน ความจริงผมอยากให้ท่านไปเจรจากันเองนะครับ เอาสักเที่ยงคืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมขออนุญาต ให้ท่านประธานเดินตามข้อบังคับ ข้อ ๕๙ ก็คือการอภิปรายเป็นเรื่องของการอภิปราย สลับระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน เว้นแต่ในวาระของฝ่ายใดไม่มีผู้อภิปรายอีกฝ่ายหนึ่ง ก็จะอภิปรายซ้อนได้ อีกวรรคหนึ่งบอกว่า การอภิปรายไม่สนับสนุนและไม่ค้านย่อมกระทำได้ โดยไม่ต้องสลับและไม่นับเป็นวาระอภิปรายของฝ่ายใด ถ้าเดินตามนี้นี่ ท่านประธานดูเวลา ที่ใช้ไป แล้วดูว่าฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนใช้ไปเท่าไร ก็ให้อีกฝ่ายใช้ไปพอ ๆ กัน แล้วก็ สลับกันไปอย่างนี้ เพียงแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปดูว่าเราอภิปรายกันต่อครับ แล้วก็ดูว่า ต่อไปจะเป็นอย่างไร ขอให้เดินอย่างนี้ไปก่อนดีไหมครับ
หมอชลน่านอีกท่านหนึ่ง เดี๋ยวจะให้ท่านเจะอามิงอภิปรายเลยครับ เสียเวลา ท่านไปปรึกษากันดูก็แล้วกันครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานกรณีเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะท่านเลขานุการวิปฝ่ายค้านได้ยกประเด็นที่เป็นข้อหารือระหว่างทางวิปรัฐบาล ซึ่งมีตัวกระผมอยู่ด้วยที่จะเจรจากันเรื่องเวลา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตแจ้งท่านประธานครับ ขณะนี้เวลาที่ใช้ไป ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลใช้ไปทั้งหมด ๔ ชั่วโมง ๕๖ นาที ทางฝ่ายค้าน ใช้ไปทั้งหมด ๕ ชั่วโมง ๔๓ นาที แล้วเวลาอื่น ๆ ที่เราเสียไป เช่นการประท้วง การท้วงติงต่าง ๆ ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที กรรมาธิการชี้แจงไป ๑ ชั่วโมง ๒๙ นาทีเอง ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ในเรื่องการอภิปรายที่เป็นลักษณะการรายงาน ของกรรมาธิการต่อเพื่อนสมาชิก กรรมาธิการกับเพื่อนสมาชิก เป็นลักษณะของการทำหน้าที่ ของกรรมาธิการกับเพื่อนสมาชิก ผมยกตัวอย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีในวาระที่สอง ก็เป็นระหว่างกรรมาธิการกับเพื่อนสมาชิก เพราะฉะนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วก็เป็นเวลาของกรรมาธิการกับสมาชิก ก็โดยอนุโลม ถ้าระหว่างสมาชิก มันก็มี ๒ ฝ่าย ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล โดยหลักแล้วเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง โชคดีนะครับ ผมเพียงแต่ขอว่ากรรมาธิการท่านคงจะใช้เวลาชี้แจงไม่มากนัก เอาไปเพียงส่วนหนึ่ง เท่านั้นเองแค่ ๒ ชั่วโมง ที่เหลือเรามีเวลา ๑๔ ชั่วโมงโดยประมาณ เรามี ๑๖ ชั่วโมง รับได้เต็มที่ ผมก็เจรจากับทางวิปฝ่ายค้านว่าอย่างนั้นเรามาแบ่งกัน ตอนแรกได้คนละ ๖ ชั่วโมง ทางวิปฝ่ายค้านก็บอกว่า ๖ ชั่วโมงครึ่งได้หรือไม่ สุดท้ายท่านประธาน วิปฝ่ายรัฐบาล ท่านอุดมเดช รัตนเสถียร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ไปบอกว่าเอา ๗ ชั่วโมงไปเลย แบ่งกันคนละครึ่ง บนเงื่อนไขว่าก็ต้องให้กรรมาธิการเขาชี้แจง เพราะมันเป็นระหว่างกรรมาธิการกับสมาชิก ข้อท้วงติงว่ากรรมาธิการไม่มีกรรมาธิการ ซีกฝ่ายค้านอยู่ ผมเองก็บอกว่ามันเป็นกรรมาธิการในนามของสภาผู้แทนราษฎร เวลาเขาต้องมี ผมเองก็ให้หลักการไปอย่างนั้น สุดท้ายท่านเองไม่รับหลักการตรงนั้น ผมก็บอกอย่างนั้นไม่เป็นอะไร เสมือนว่าไม่มีกรรมาธิการ เอาเวลาของเรามาแบ่งกันก็แล้วกัน เพราะว่าเวลาที่เราให้ ที่ไม่ใช่กรรมาธิการเรายังให้ได้ เรายังให้ได้ผมหมายถึงว่า การที่จะทักท้วง การใช้เวลาอื่นเราให้ครับ อย่างขณะนี้ใช้ไป ๓ ชั่วโมงครึ่ง เราให้ เราไม่เคย บวกเวลา ผมก็บอกอย่างนั้นโดยหลักการอย่างนั้นกรรมาธิการก็เป็นสิทธิของท่านอยู่แล้ว ที่จะลุกชี้แจงเมื่อไรก็ได้ ใช้เวลาเท่าไรก็ได้ เราให้ท่านไป อย่างนั้นพวกเรามาแบ่งกัน โดยหลักการอย่างนั้น อันนี้ก็เป็นข้อหารือ แต่ท่านไม่รับหลักการ ก็เป็นประเด็นที่ฝาก ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกในสภาของเราช่วยกันบริหารเวลา ขณะนี้ถ้าสมมุติว่า ท่านใช้เวลา ทางซีกฝ่ายค้านขณะนี้ใช้ไป ๕ ชั่วโมง ๔๓ นาที ถ้าจะใช้อีก ๒ ชั่วโมง ก็ประมาณเกือบ ๕ ทุ่มที่เราจะเสร็จ ก็สามารถที่จะเสร็จสิ้นการประชุมได้ ทางซีกรัฐบาลเอง แน่นอนครับ เราบริหารเวลากันได้อยู่แล้ว ผมก็กราบเรียนท่านประธาน และด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ อย่างไรแล้วด้วยความเกรงใจเพื่อนสมาชิกที่เราใช้เวลา ปกติเราใช้แค่ ประมาณ ๑๖ ชั่วโมง แต่ตอนนี้อาจจะเลยไป ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก เพราะไม่มีข้อตกลงกันจริง ๆ ครับ เนื่องจากว่าเราเสนอหลักการ แล้วท่านเองรับไม่ได้ เราก็บริหารไปตามสภาพที่เป็นอยู่ด้วยความเหมาะสมเท่านั้นเอง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ
เพื่อความปรองดองก็ให้ฝ่ายค้านมากหน่อย เชิญท่านคุณหมอสุกิจครับ เดี๋ยวยกมือหลายรอบ น้อยใจอีกครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้วันปรองดอง ผมไม่น้อยใจหรอกครับท่านประธาน แต่ว่าต้องถือโอกาสนี้ชี้แจงเรื่องของการจัดสรรเวลา ซึ่งเมื่อวานนี้ก็จริงอย่างที่ท่านประธานวิป คุณหมอชลน่านได้พูดละครับ ก็เริ่มที่การเสนอที่ ๗ ๗ ๒ คือฝ่ายค้าน ๗ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๗ ชั่วโมง แล้วให้กรรมาธิการ ๒ ชั่วโมง ซึ่งถ้าแบ่งอย่างนี้แล้วพวกผมควรจะเป็นพวกที่ได้พูดเยอะ ๆ หน่อย เพราะว่าเรื่องนี้ส่วนใหญ่ ก็มาจากทางรัฐบาลอยู่แล้ว ก็เลยไปขอต่อรองครับ ผมกับคุณนริศก็ไปคุยกับท่านประธานวิป และคุณหมอชลน่าน โดยในส่วนของกรรมาธิการเราก็คิดว่าตอนนี้มี ๒ ส่วนแล้วครับ คือกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สนับสนุนญัตติ เป็นฝ่ายรัฐบาล แล้วกรรมาธิการส่วนหนึ่งตอนนี้ลงมาอยู่ข้างล่างแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อความเป็นธรรม ๒ ชั่วโมงที่เป็นของกรรมาธิการก็แบ่งครึ่ง ก็ไปขอต่อรองแค่นี้ละครับ ทีนี้ถ้าบรรยากาศมันดี ๆ มันก็อาจจะตกลงกันได้ แต่เมื่อไปต่อรองก็ได้รับการตอบสนองที่ไม่ค่อยจะน่าพอใจสักเท่าไร ผมกับท่านนริศก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็เลิกข้อตกลงเรื่องเวลาและข้อตกลงอื่น ๆ ด้วย ส่วนที่ท่านประธานวิปท่านบอกว่าความจริงแล้วก็มีฝ่ายค้านอยู่บนกรรมาธิการ อย่างเช่น ท่านสนธิ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือพรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ เวลาเป็นญัตติอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเดิมแล้ว มันเป็นเรื่องของมาตรา ๕๙ ซึ่งบัญญัติไว้ว่าเป็นฝ่ายค้าน และฝ่ายสนับสนุนญัตติ ตอนนี้ท่านประธานดูสิครับว่าท่านสนธิท่านก็เป็นผู้สนับสนุนญัตติ ทางฝ่ายพรรคภูมิใจไทยก็เป็นฝ่ายสนับสนุนญัตติเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาของฝ่ายค้าน ก็มีแต่ของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น จะไปนับรวมของพรรคภูมิใจไทยและของท่านสนธิไม่ได้ครับ อย่างไรก็ตามวันนี้ก็เป็นเรื่องของการปรองดอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าต่อไปนี้ก็อยู่ที่ ท่านประธานแล้วครับ เพราะว่าเรื่องเวลาเราจะไม่เอามาเป็นเงื่อนไขแล้ว ไม่เอามาเป็น ข้อตกลงแล้ว อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้มีการอภิปรายให้มาก ๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่าเอาเวลามาเป็นอุปสรรคต่อการปรองดองในวันนี้ครับ พวกผมพร้อมที่จะให้บรรยากาศ ที่ดี ๆ กับการอภิปรายการปรองดองต่อไปครับ
ท่านขจิตรสั้น ๆ นะครับ เสียเวลาอภิปราย ท่านรังสิมาเตรียมตัวนานแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ ก่อนที่สภาจะพูดไปถึงเรื่องการละเลยหลักการซึ่งถูกต้อง ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าปกติแล้วคณะกรรมาธิการมารายงานต่อสภา เมื่อสมาชิกสงสัย กรรมาธิการก็จะชี้แจง กรรมาธิการไม่ได้แบ่งฝ่าย คนที่ชี้แจงแทนกรรมาธิการก็ใช้ความเห็น ของกรรมาธิการ ปกติจะเป็นอย่างนี้ ส่วนประเด็นนี้ท่านจะนำเวลาไปแบ่งกันด้วยสาเหตุอะไร ไม่ทราบ แต่ว่าผมก็ยอมรับได้ แต่ต้องการยืนยันกับท่านประธานว่าวิธีการพูดกัน ต่อรองการพูดระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ หลักการดำเนินการตามข้อบังคับในการรายงานครับ
ไม่เป็นอะไรครับ บรรยากาศดีแล้วครับ สมานฉันท์เริ่มเย็นลงแล้วครับ เชิญท่านรังสิมาครับ ท่านเจะอามิงเสียสละเวลาให้ ท่านศุภชัยก่อนหรือครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เพียงแต่อยากจะเรียนสั้น ๆ เพื่อให้เข้าสู่บรรยากาศการปรองดอง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะอยู่ตรงจุดไหน นอกจากจะให้มันมีบรรยากาศปรองดองเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราซึ่งมีอยู่ ๓๔ คน เราตัดสินใจว่าจะพูดเพียงคนเดียวคือผม ซึ่งผมก็ใช้เวลาไปเมื่อวานนี้ ๒๕ นาที กับ ๘ วินาที ยืนยันครับว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความกระทบ ต่อการที่ท่านสมาชิกท่านใดอยากจะอภิปรายกันอย่างเต็มที่ ในส่วนเรื่องของการเป็น กรรมาธิการก็ไม่เคยคิดครับว่าตัวเองอยู่ปีกเห็นด้วยหรือสนับสนุน เพราะเป้าหมายหลักของเรา ก็คือจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าไป แล้วเมื่อคืนนั่นคือท่าทีอันชัดเจนของพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นอยากให้สมาชิกสบายใจครับ แล้วก็อย่าได้นำเอาเรื่องของพรรคภูมิใจไทย เป็นอยู่ปีกสนับสนุนหรือว่าคัดค้านมาเป็นสารัตถะ อยากให้นำเรื่องอื่นมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ กว่าเยอะเลยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเจะอามิง ท่านจะเสียสละให้คุณรังสิมาก่อนใช่ไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสื่อสารได้ตรงกันนะครับท่านประธาน ผมไม่ได้สละสิทธิให้ท่านรังสิมา แต่ให้รังสิมาขึ้นก่อน แล้วผมทีหลังครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรังสิมาขึ้นก่อน
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านนี้ดิฉันเคารพนะคะ แต่ ๒ ท่านที่ลงไปแล้วดิฉันไม่เคารพ คือดิฉันอยากจะเจอ ท่านประธานคนที่ลงไปเมื่อครู่นี้นะคะ แต่พอมาเจอท่านประธานดิฉันเลยต้องเปลี่ยนวิธีการ อภิปรายใหม่ เพราะว่าดิฉันไม่อยากจะรุนแรงกับท่านประธานคนนี้
ขอบคุณอย่างสูงครับ
ดิฉันลืมขานชื่อ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม คือที่ดิฉันไม่เคารพท่านประธาน ๒ ท่านที่ลงไปนี่ โดยเฉพาะท่านประธานสมศักดิ์ คือดิฉัน ไม่เห็นด้วยเลยกับการที่ท่านประธานบรรจุวาระอันนี้ คือไม่ใช่ว่าดิฉันไม่อยากปรองดองนะคะ ดิฉันก็อยากจะปรองดอง แต่บางทีดิฉันก็ไม่ได้ปรองดองหรอกค่ะ ถามท่านประธานสนธิได้นะคะ เหตุที่ดิฉันไม่อยากจะให้เอาวาระเกี่ยวกับการปรองดองเข้ามานี่ เพราะว่าขณะนี้ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดวิกฤติขนาดนี้ ประชาชน ล้มตายบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แล้วก็ข้าวของแพง แพงทั้งแผ่นดินเลย อย่างที่ท่านอาคม ได้อภิปรายไปแล้วว่ากระชากให้ราคาต่ำลง แต่ตอนนี้มันกระชากราคาเพิ่มขึ้น
และอีกประการหนึ่งก็คือ น้ำมันนี่ก็แพงขึ้นทุกวันเลย เมื่อคืนนี้ดิฉัน จะวิ่งไปเติมก็เติมไม่ทัน เพราะมันเลยเวลาไปแล้ว วันนี้ก็ขึ้น ขึ้นเรื่อยไป
อีกประการหนึ่ง สินค้าการเกษตรก็ขายไม่ออก ประชาชนก็ร้องเรียนมาที่ ดิฉัน มะพร้าวสมัยพรรคประชาธิปัตย์ราคาตั้ง ๑๐ กว่าบาท แต่ตอนนี้เหลือลูกละ ๖ บาท แถมมะพร้าวอ่อนยังไม่มีคนไปตัดเลย บาทเดียวก็ไม่มีคนตัด สมัยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ ๑๒ บาท เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน คนตกงานมาก โรงงาน ก็ย้ายหนีไปอยู่ประเทศอื่นแล้วเพราะเขาไม่เชื่อใจอย่างไรคะ ไม่เชื่อใจรัฐบาลว่าเอาอยู่ เอาอยู่ แล้วก็เอาไม่อยู่ แล้วมันก็เป็นปัญหา ค่าแรง ๓๐๐ บาท ประชาชนร้านเล็ก ๆ ข้าวผัด ราดหน้าอะไร คนงานล้างชามวันละ ๓๐๐ บาท เขาอยู่ไม่ได้นะคะ เขาเจ๊งค่ะ เพราะฉะนั้น อันนี้ดิฉันจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าทำไมเรื่องที่ประชาชนเดือดร้อนทำไมไม่เอาเข้าวาระก่อน ไปเอาอันนี้เข้ามา
อีกประการหนึ่งคือการที่จะปรองดองได้ดิฉันคิดว่าอยู่ที่ประธานด้วย ถ้าประธานคนนี้ดิฉันจึงจะยอมปรองดอง เดี๋ยวท่านก็ไปโดนเขาด่าอีก เพราะว่าดิฉันชมท่านมาก ท่านก็ต้องไปโดนฝ่ายรัฐบาลด่าท่าน อย่าไปด่าท่านเลย คนเป็นประมุขต้องเป็นแบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีนะคะ แต่ว่าที่ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วยเพราะว่าถ้าท่านประธานวินิจฉัย ไม่เป็นกลาง แล้วก็คอยปิดไมค์ ปิดไมค์ไม่ให้พูดมันจะปรองดองมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ประธานอย่าปิดไมค์นะคะ
อีกอันหนึ่งคือเรื่องการรวบรัด เร่งรีบ การที่ให้คณะกรรมาธิการไปทำงาน แล้วก็ให้ทางสถาบันพระปกเกล้าไปวิจัยให้ระยะเวลา ทีแรกให้ ๓๐ วัน ก็มาขยายเวลาเป็น ๑๘๐ วัน ดิฉันคิดว่าอันนี้ทำเพื่อประชาชนจริงหรือเปล่า หรือทำเพื่อทักษิณ ทักษิณอยากได้อะไร ท่านทำตามหมดเลย ทำตามคำสั่งทุกอย่างเลย บ้านเมืองเกิดวิกฤติมา ๕-๖ ปีแล้ว แต่คุณจะมาทำแค่ ๓๐ วัน ทำแค่ ๑๘๐ วัน มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกค่ะ
ประธานคนต่อไปที่ดิฉันจะต้องเอ่ยถึง ท่านเปิดหน้าหน่อยค่ะ ท่านอย่าปิดหน้า ดิฉันจะได้เห็นหน้าท่านนะคะ คือท่านประธานคณะกรรมาธิการ ดิฉันก็ทะเลาะกับท่าน ทุกอาทิตย์ที่ดิฉันไปประชุม ท่านก็คงจะทราบดี แต่ดิฉันก็ชื่นชมว่าท่านเป็นคนที่นิ่งมากเลย พูดเท่าไร ว่าเท่าไร ท่านก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย แต่วันนี้ดิฉันอยากจะมาบอก กับพี่น้องประชาชนว่าที่บ้านเมืองมันเกิดวิกฤติขณะนี้มันอยู่ที่ท่าน ถ้าท่านไม่ปฏิวัติ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บ้านเมืองไม่เป็นแบบนี้ นี่ปฏิวัติแล้วไม่ทำอะไรอย่างไร วันนั้นดิฉันทุบโต๊ะ ดิฉันลืมไป ว่าทำไมปล่อยให้บ้านเมืองมันเกิดวิกฤติมาถึงทุกวันนี้ ประชาชนต้องล้มตายมาทุกวันนี้ ก็เพราะท่านนั่นละ เพราะท่านไม่เด็ดขาดเหมือนที่ท่านพิเชษฐพูดเมื่อคืนนี้ ที่บอกว่า เยี่ยวไม่สุด ขี้ไม่สุดอะไรนี่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่ท่านไม่ทำอะไรเลย แล้วทำให้ เหตุการณ์มันเกิดการขัดแย้ง แตกแยก ทำให้ประชาชนล้มตาย แล้วก็เสียงบประมาณแผ่นดิน ก็เพราะท่านอีกนั่นละ ที่เสียงบประมาณแผ่นดินเพราะอะไร ต้องเอามาชดเชยเยียวยาให้กับ พวกที่ล้มตาย ที่ดิฉันบอกอย่างไรว่าตายนี่ก็เกิดปัญหาอีก คนก็มาร้องเรียนดิฉัน ทำไมทหาร ตำรวจไปปกป้องประเทศ ทำไมไม่ได้ ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ครูจูหลิงได้เท่าไร ทหาร ตำรวจ ครู ได้ไม่กี่บาท แต่คนไปเผาบ้านเผาเมืองได้ตั้ง ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันยังพูดเล่น กับท่านบุญยอดเมื่อครู่นี้ว่าดีนะเพิ่งจะนึกได้ คุณพงษ์ศักดิ์ ศรีละมุล แกนนำเสื้อแดง ไปปราศรัยด่าดิฉันที่จังหวัดอุดรธานี ดิฉันไปแจ้งความเรียกค่าเสียหาย ๑๐๐ ล้านบาท พอเสร็จยังไม่ทันไรเลยไปปราศรัยด่าดิฉันที่จังหวัดสมุทรสงครามอีก หาว่าดิฉัน มีผัวเป็นคนโน้นคนนี้ ดิฉันเลยมานึกได้ ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ดีเลย ถ้าคุณพงษ์ศักดิ์บอกว่า ดิฉันมีผัวเป็นสิบ เป็นร้อยอะไรนี่ ต่อไปมีประท้วงที่ไหนดิฉันจะให้ผัวคนนี้ไปประท้วงจังหวัดนี้ ผัวคนนี้ไปประท้วงจังหวัดนี้ พอตายรวมกัน สมมุติตาย ๑๐ คน ดิฉันเป็นเมียได้ค่าชดเชยเยียวยา ๑๐ คน ได้ตั้ง ๗๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นยกมาเลยค่ะเท่าไร ดิฉันรับอยู่แล้ว แล้วเวลา มีประท้วงที่ไหนดิฉันให้ไปจะได้ค่าชดเชยเยียวยา ดิฉันจะได้อยู่สุขสบายอย่างไรคะ เพราะฉะนั้นท่านสนธิคะท่านต้องตอบนะคะ ท่านอย่านั่งยิ้ม ยิ้มอย่างเดียว อมยิ้มทั้งวันเลย ดิฉันยังมานั่งคิดเลยว่าท่านไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยนะ คือใจเย็นมากเลย ใครจะว่าก็ยิ้ม ใช้ความเย็นของท่านมันเชือดเฉือนหัวใจคนอื่นเขานะคะ เพราะว่ามันทำให้คนอื่นยิ่งอึดอัด เพราะท่านไม่พูดเลย ท่านต้องพูดสิคะทำไมท่านถึงปฏิวัติ ปฏิวัติเพราะอะไร ท่านไม่ยอมปริปาก บอกตายแล้วจะพูด ตายแล้วจะบอก ไม่ต้องรอตายค่ะ พูดเลย วันนี้ดิฉันอยากให้ท่านลุกขึ้น อย่างสง่างาม ท่านเป็นชายชาติทหารทำผิดต้องกล้ารับ ไม่ใช่ว่าทำผิดอะไรแล้วก็ไม่กล้ารับ แล้วให้คนอื่นเขาต้องมารับทุกข์ ต้องมากัด ถอนนะคะไม่ได้กัดกัน คือว่าประชาชน ฝากดิฉันมาดิฉันฝังอยู่ในหัวว่าคุณจะปรองดองกันนี่คุณกัดกันเองประชาชนเขาไม่ได้รับรู้เลย เพราะฉะนั้นดิฉันถอนคำว่ากัดนะคะท่านประธาน คือดิฉันมองว่าท่านทำให้ประชาชน เขายิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่เลย ท่านยิ้มอยู่อย่างนี้ ไม่เดือดร้อน ทุกข์ร้อนอะไรเลย ไม่ตอบ แล้วยังไปทิ้งปริศนาไว้อีก ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่าผมรักท่าน พูดอย่างนี้ คนอื่นเขาถึงได้ไปตีความหมายว่าปฏิวัติเพราะว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รู้เห็นด้วยหรือเปล่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ดิฉันยังเคยพูดเล่นเลยว่าท่านปฏิวัติ ดิฉันชอบท่านมากเลย ถูกใจที่ปฏิวัติ แต่พอปฏิวัติมาแล้วดิฉันเครียดมากเลย เพราะไม่ทำอะไรเลย ท่านบอกว่าถ้าเห็นด้วยกับปฏิวัติต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นท่านพูดอย่างนี้ทำให้หัวหน้าพรรคดิฉันเสียหาย ท่านต้องลุกขึ้นมาตอบว่า ที่ท่านปฏิวัติ ปฏิวัติเพราะอะไร แล้วเหตุผล ๔ ข้อของท่าน ท่านทำได้สำเร็จไหม ดิฉัน ยังไม่เห็นอะไรเลย ท่านบอกว่าสงสารประเทศชาติ เห็นประเทศไทยแล้วอยากจะร้องไห้ ถูกแทะจนเหลือแต่กระดูก ท่านจำคำนี้ได้ไหมเมื่อปี ๒๕๔๙ นี่เพิ่ง ๖ ปีเองนะ ดิฉันคิดว่า ท่านยังไม่อัลไซเมอร์ (Alzheimer) หรอก เพราะว่าดูยังแข็งแรงอยู่ ทีนี้ดิฉันก็มาดูว่า การทุจริตท่านได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว แทรกแซงองค์กรอิสระ หมิ่นสถาบันสูงสุด ของประเทศ แล้วก็ความแตกแยกขัดแย้งกันของชาติ อันนี้ท่านได้ให้เหตุผลอันนี้จริงหรือไม่ ดิฉันเห็นด้วยกับ เสธ.หนั่น พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ที่บอกให้ท่านออกมาพูดเลยว่า ใครอยู่เบื้องหลังท่านหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นคนก็จะคิดว่าเป็นท่านป๋าเปรมหรือเปล่า ทำให้คนเกลียดชังท่าน ท่านบอกมาด้วยลูกผู้ชาย ถ้าดิฉันเป็นท่าน ดิฉันเป็นลูกผู้หญิงก็จริง พูดคำไหนคำนั้น พูดบอกว่าพูด ทำบอกว่าทำ ไม่ใช่ทำแล้วก็นั่งยิ้ม ไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านประธานว่าดิฉันไม่เห็นด้วยเลยกับที่ท่านเอารายงานนี้มา เพราะรายงานนี้เป็นรายงานเถื่อนที่ดิฉันได้พูดไว้คราวที่แล้วว่ารายงานนี้เอาไปแก้กัน ไม่ผ่านการรับรองจากกรรมาธิการ แล้วก็มีหนังสือไป อยู่ ๆ ก็ยกเลิกจากท่านเลขานุการชวลิต บอกว่ารายงานนี้แก้ไม่ได้ แต่พออยู่ ๆ มันแก้เข้ามาในสภาได้อย่างไรก็ไม่รู้ อันนี้ท่านประธาน ต้องรู้ดีว่าไปแก้ ไปทำอะไรบ้าง แล้วท่านก็ไม่พูดอีก ปล่อยให้เขาทำอะไรปู้ยี่ปู้ยำอย่างไร ท่านก็เฉยอย่างเดียวเลย อย่างนี้ไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นบ้านเมืองมันเกิดวิกฤติก็จากท่าน และที่รับไม่ได้อีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันพูดกับท่าน ดิฉันถามทางหน่วยงานวิจัยว่าคนที่ มาให้สัมภาษณ์ ๔๖ คน เอาคนไปสัมภาษณ์ ๔ คน คณะวิจัย ๔ คน แต่พอไปสัมภาษณ์ทักษิณ ไป ๒ คน ๒ คนนั่นใครรู้ไหมคะ ๒ คนกับท่านวัฒนา เมืองสุข ดิฉันบอกว่าไปกับท่านวัฒนานี่น่ากลัว ถ้าไปกับรังสิมาไม่น่ากลัวเลยค่ะ เพราะว่าดิฉัน เป็นฝ่ายตรงข้ามถูกไหมคะ มันก็ยังเป็นพยานได้ แต่นี่ไปกับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ คตส. คตส. ก็ตัดสินแล้วว่าท่านมีความผิดในการทุจริต แต่ว่าไปกัน ๒ คน อย่างนี้มันก็เลยทำให้ ความเชื่อมั่นมันไม่น่าเชื่อถือพูดกันง่าย ๆ ๔๖ คน ไปสัมภาษณ์ ๔ คน แต่พอไปท่านทักษิณ ไปคนเดียวแล้วอ้างบอกว่าไม่มีงบประมาณ ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าทำไม รัฐบาลให้เขาทำงานทำไมไม่อนุมัติงบประมาณไปให้เขา ยังไปเจียดงบประมาณ จากสถาบันพระปกเกล้าอีก เขายิ่งมีน้อยอยู่แล้วทางด้านวิชาการ ควรที่จะให้งบประมาณเขาไปทำ แล้วก็ไปเร่งรีบเขาให้เขาทำให้เร็ว ให้เขาทำให้ทันกับเวลา ๓๐ วัน วิจัยที่ไหน ๓๐ วันทำเสร็จ มันเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ต้องมาขอขยายเวลาเป็น ๑๘๐ วัน เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะ กราบเรียนว่าที่ท่านวัฒนาอภิปรายที่ดิฉันฟัง ดิฉันก็รับไม่ค่อยได้ เพราะว่าท่านวัฒนานั่งอยู่ ติดกับท่านประธาน ท่านวัฒนาบอกเหตุการณ์เลวร้ายของบ้านเมืองทั้งหมดมันเกิดจาก การปฏิวัติของท่านประธานสนธิ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญโจร เกิดความแตกแยกในแผ่นดิน เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านร่างมา ปฏิวัติ แล้วก็องค์กรอิสระต่าง ๆ ก็ไม่ชอบธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คตส. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. เมื่อครู่ดิฉันฟังท่านจตุพรได้พูดบอกพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย เดี๋ยวถูกยุบ เดี๋ยวถูกยุบ ถ้าพรรคไหนทำผิดถูกยุบท่านจะมาโวยวายอะไร แล้วมาบอก พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรก็ถูกไปหมด มันเส้นใหญ่ คราวที่แล้ว ส.ว. จันทบุรี ดิฉัน โต้ไปทีหนึ่งแล้ว บอกพรรคประชาธิปัตย์เส้นใหญ่ทำอะไรก็ไม่ผิด ก็เขาไม่ผิดเขาไม่ได้ทำผิด แล้วคุณจะมาให้เขาโดนยุบได้อย่างไร ศาลเขาก็ตัดสินว่าไม่ผิดเมื่อคนไม่ทำผิด แต่เมื่อคุณทำผิด คุณโกงการเลือกตั้ง คุณทุจริต คุณส่งพรรคเล็กไปลง คุณก็ต้องโดนยุบพรรค ถ้าคุณไม่ทำผิด คุณไม่ต้องกลัวเลยค่ะ เขาจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่กฎหมายคุณก็ไม่ต้องไปกลัว แต่ว่าอันนี้ เหมือนกับถ้าศาลตัดสินอะไรที่ท่านให้ถูกท่านก็บอกว่าศาลตัดสินยุติธรรม แต่ถ้าศาล ตัดสินอะไรที่ไม่ถูกศาลไม่ยุติธรรม ศาลนี่เหมือนกับว่าทั้งขึ้นทั้งล่อง ดิฉันเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์แพ้ไม่เคยเกเรอะไรเลยนะคะ แพ้ก็เป็นฝ่ายค้านไม่เป็นอะไร ก็เป็น ตัวแทนประชาชนได้ ดิฉันก็ไม่เดือดร้อนเลยจะเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นปากเป็นเสียงให้พี่น้องประชาชนดิฉันก็ภูมิใจแล้ว แต่ว่าขนาดพรรคประชาธิปัตย์แพ้ ไปไหนยังไปไม่ได้เลย ท่านลองคิดดูดิฉันอภิปรายในสภา ยื่นกระทู้ถามสด โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ นายกรัฐมนตรี บอกเฉลิมเมาในสภาวันนั้น โน่นเสื้อแดงยกคนไปจังหวัดสมุทรสงคราม ไปถึงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของดิฉันเลย ไปบุกพรรคดิฉันเลยที่จังหวัดสมุทรสงคราม ไปปราศรัยที่ดอนหอยหลอดด่าดิฉัน ถึงได้บอกไปเมื่อครู่นี้ยกผัวจังหวัดสมุทรสงคราม ให้ดิฉันหมดเลย ดิฉันถึงได้บอกว่าดีใจ คนละ ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ดิฉันยินดีเลย เพราะฉะนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ไปด่าเขา แล้วก็ไปทำร้ายเขา อย่างนี้มันจะปรองดองได้อย่างไร ใครไม่เห็นด้วย คุณไปทำร้ายเขาอย่างนี้ใครมันจะทนได้ ดิฉันคิดว่าการที่เรามาปรองดองกันในสภา ในสภามันยังไม่ปรองดองเลย เห็นไหมทะเลาะกันตลอดเวลาเลย แล้วเวลาก็เหมือนกัน คุณจะมากำหนด เมื่อจะปรองดองมันก็ต้องให้พูดกัน อย่างที่ท่านจุติพูดน่ะถูกแล้ว เพราะมันเก็บกดมานาน มันต้องมาระบายเพื่อที่จะได้พูดให้ได้รู้กันว่าเขาอึดอัดอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะให้ว่ารัฐบาลจะต้องหยุดที่เราตกลงกันไว้ คือหัวหน้าพรรคต่าง ๆ ได้ตกลงแล้วว่าหมู่บ้านเสื้อแดงคุณต้องหยุด คุณต้องไม่เปิด จังหวัดพะเยาก็เปิดไม่ใช่หรือ จังหวัดพะเยาท่านประธานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ท่านประธานต้องหยุดค่ะมันถึงจะ ปรองดองได้ ดิฉันจึงบอกไม่เคารพท่านประธาน แต่ดิฉันเคารพท่าน เลยบอกท่านว่าอย่าเปิดนะคะหมู่บ้านเสื้อแดงที่จังหวัดพะเยา มัลลิกา ที่จังหวัดพะเยาท่านก็อย่าไปบุกเขา ก็มันเป็นประชาธิปไตย พรรคของท่านไปภาคใต้เห็นไหมคะ คนภาคใต้เขาไม่มีมาไล่เลยเขายังมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำไปที่ไปตรวจเหตุการณ์ ที่ตึกโดนระเบิดที่อำเภอหาดใหญ่ ไม่ใช่จังหวัดหาดใหญ่นะคะ จังหวัดสงขลาค่ะ ก็อยากจะ เรียนว่าข้าราชการก็เช่นกันท่านอย่าไปรังแกเขา อย่าไปโยกย้ายเขานอกฤดูกาล ใครไม่เห็นด้วยกับท่านท่านอย่าไปแกล้งเขามันจะได้ปรองดองได้ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือ รัฐบาลก็ต้องทำ อย่าหน้าอย่างอย่าหลังอย่าง ปากพูดว่าปรองดองข้างหลังคอยแทงคนอื่นเขา อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะคะ คือปรองดองก็ต้องปรองดองจริง ๆ ไม่ใช่ปากปรองดอง ข้างหลัง แอบไปขึ้นเวทีด่าดิฉัน ส.ส. ในสภาตั้งหลายคน ทำไมไม่ด่าในสภาล่ะ เรามีเวทีให้เล่น เล่นในสภาสิ ไม่ใช่ไปเล่นในเวทีที่ดอนหอยหลอดแล้วมาด่าดิฉันบนเวทีที่ดอนหอยหลอด ท่านจตุพรก็ไป ก็เป็น ส.ส. ทำไมไม่ด่าในนี้ไปใช้เวทีข้างนอก ทีมีเวทีให้เล่นไม่เล่น อยากจะให้ ท่านมาปฏิวัติอีกหรือคะจะได้ไม่มีเวทีให้เล่นใช่ไหม เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนนะคะว่า ประชาชนเขาไม่เห็นด้วยหรอกกับที่เรามาปรองดองกัน ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าต้องว่ากัน ไปตามกฎหมาย ใครทำผิดก็ต้องว่าผิด อย่างเช่นท่านทักษิณผิดแล้วก็กลับมารับโทษเสีย ไม่ใช่เขาไม่ให้กลับนะคะ เขาให้กลับแต่ท่านทักษิณไม่กลับเอง กลัวติดคุก ดิฉันก็เลยมานั่งคิด คุกเขาเอาไว้สำหรับคนที่ศาลตัดสินว่าทำผิด ไม่ใช่คนรวยไม่ติดคุก คนจนติดคุก ไม่อย่างนั้น ต่อไปคุกจะขังเฉพาะคนจน คุกไม่ได้เก็บไว้ขังหมานะคะ ใครทำผิดก็ต้องติดคุกค่ะ ดิฉัน จึงอยากจะกราบเรียนว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำไมทำงานช้า ดิฉันภาวนาจุดธูปหมดไม่รู้กี่กำแล้ว ช่วยทำงานเร็ว ๆ หน่อยสิคะบ้านเมืองจะได้ปรองดอง คนที่คิดไม่ดีกับบ้านเมืองกับแผ่นดิน ก็ขอให้มีอันเป็นไป ขึ้นเครื่องบินก็ขอให้เครื่องบินตกตายไปเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านวิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขำ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตั้งใจที่จะอภิปรายในบรรยากาศที่ปรองดองจริง ๆ แต่ว่า มาฟังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายไปแล้วค่อนข้างจะอึดอัดเหมือนกัน ก็ต้องปรับแนวการอภิปรายสักนิดหนึ่ง
เริ่มแรกก็คือว่าต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่คิดถึงพี่น้องประชาชนในการที่จะ สร้างความปรองดองขึ้นในแผ่นดินนี้ ถึงแม้พวกเราเองหลายคนจะปฏิเสธประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ หลายคนจะยินดียินร้ายกับประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเอง ก็มองในหลายมุมว่าเดิมทีเดียวท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นี้ปฏิบัติหน้าที่ ณ เวลานั้น เชื่อว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสามัญสำนึกของตัวเอง ต้องถูกบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ เหนือกว่าตัวเองได้บังคับหรือชี้นำให้ทำการปฏิวัติ แล้วก็เขียนเหตุผลในการปฏิวัติไว้มากมาย หลายข้อ แต่สุดท้าย ณ วันนี้ พลเอก สนธิก็ได้ยอมรับเลา ๆ ว่าเหตุผลเหล่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่นำการปฏิวัติจริง ๆ แต่จะตอบความจริงได้ในวันกระดูกของตัวเอง ขึ้นสู่เชิงตะกอน นั่นหมายความว่าขณะนี้ท่านคงได้เขียนประวัติศาสตร์ในหน้านั้นไว้กับคนใดคนหนึ่งแล้ว ซึ่งถ้าพวกเราไม่ตายเสียก่อนหรือท่านไปก่อนพวกเรา พวกเราก็จะได้อ่าน แต่ถ้าผมไปก่อนท่าน ผมก็ไม่ได้อ่าน ก็เป็นที่น่าเสียดาย แต่ชนรุ่นหลังของเราต้องได้อ่านแน่นอน แต่ในวันนั้น ที่ท่านพูดยืนอยู่ตรงนั้นที่ถูกทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ส. ไปรุมด่าท่าน ไปรุมบังคับท่าน ชี้หน้าด่าทอ ให้ถอนญัตตินี้กลับคืนไป ท่านได้ลุกขึ้นพูดแล้วว่าท่านรักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ เหลือเกิน คนทั้งประเทศได้ฟังแล้วบีบหัวใจครับ ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เอาล่ะครับ ในเมื่อกระบวนการปรองดองได้เริ่มนับ ๑ แล้ว ต้องยอมรับว่ามีประชาชนในประเทศนี้ อยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเชียร์ฝ่ายเสื้อแดง ส่วนที่ ๒ เชียร์ฝ่ายเสื้อเหลืองและหลากสี ซึ่งมีพรรคการเมืองยืนอยู่ข้างหลังทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วส่วนที่ ๓ คือส่วนที่เขาเป็นกลาง เขาไม่ได้ อยู่ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ส่วนอยู่เป็นกลางวันนี้เขายกมือแซ่ซ้องสรรเสริญคณะกรรมาธิการ และสภาไทยของเราให้เดินหน้าสู่กระบวนการการปรองดองให้ได้ แต่ท่านประธานครับ คนที่ไม่อยากให้ปรองดองนั้น พูดตรง ๆ ว่ามีอยู่ ๓ ส่วนเช่นเดียวกัน ส่วนที่ ๑ คือประชาชน อยู่ฝั่งด้านหนึ่ง ส่วนที่ ๒ อีกด้านหนึ่ง และส่วนหนึ่งคือคนอยู่ในสภานี้ ซึ่งโกรธกันมา เกลียดกันมาหลายปีด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ผมอยู่ในสภามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ผมไม่เคยเห็น บรรยากาศเช่นนี้ บรรยากาศที่ต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย ข้างนอกก็สู้ ข้างในก็สู้อย่างนี้ไม่มีครับ ผมกับจุติ ไกรฤกษ์ สมัยเป็นฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาลนั่งข้างกันเป็นเพื่อนกันอายุเท่ากัน คุณพ่อโกศล ไกรฤกษ์ ยังฝากบอกวิเชียร ไก่กลับจากอเมริกามาไม่มีเพื่อนเลย ฝากไก่ ไว้เป็นเพื่อนสักคนนะ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วันนั้น เจะอามิง โตะตาหยง อีกหลาย ๆ คน เป็นเพื่อนกัน กินข้าวหม้อเดียวกันมา แล้ววันนี้เดินสวนกันยังแทบไม่ทักทายกันเลยครับ ท่านประธาน มันเกิดอะไรขึ้นในสภาแห่งนี้ ท่านประธานลองคิดดู แล้วบรรยากาศอย่างนี้ จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอีกกี่ปี กี่ชาติ เราไม่รู้ แต่เอาล่ะ แต่สภาพภายนอกของบุคคลที่อยู่ตรงกลาง เขาต้องการให้ประเทศเดินหน้า นักธุรกิจที่จะมาลงทุนหรือนักธุรกิจที่อยู่ในประเทศไทยนี่ เขากดดันให้นักการเมืองสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นเพราะเราเป็นเฮด (Head) ของพี่น้องประชาชน ก็คือเป็นหัวกระบวนในการพาพี่น้องประชาชนเดินนำไปสู่ การพัฒนาประเทศ สุดยอดของการบริหารชาติบ้านเมืองอยู่ที่นี่ สุดยอดของการออกกฎกติกา ของประชาชนอยู่ที่นี่ แต่พวกเรากันเองวันนี้นอกจากต่อสู้นอกสภาแล้วมาต่อสู้ในสภา อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่นึกถึงพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรา เอาใจเราใส่ใจเขา ใส่ใจพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างนอก เราต้องกล้ำกลืนฝืนทน อดทน ในสิ่งที่เราสูญเสียแล้วก็พอใจในสิ่งที่เราได้รับเพียงเล็กน้อย ผมเองได้ถูกดำเนินคดีจากรัฐบาล ชุดก่อนอยู่ ๖ คดี คดีหมิ่นเบื้องสูงก็โดน คดีผู้ก่อการร้ายก็โดน จะติดคุกติดตะรางก็ยอม ถ้าเหตุการณ์วันนี้ อย่างพวกผม พวกจตุพรได้รับโทษทัณฑ์อะไรไป แล้วให้ประเทศชาติเดินหน้า แล้วปรองดองได้นี่พวกเรายอม ภาวนาว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการให้เลือกแนวทาง ที่อย่านิรโทษกรรมพวกผม แล้วใครผิดก็ให้เดินสู่กระบวนการยุติธรรมให้เลือกแนวทางนั้น แล้วให้ประเทศชาติเดินหน้าให้ได้ ต้นเหตุของปัญหาเกิดขึ้นจากพวกเราที่แย่งชิงอำนาจ มาปกครองประเทศ ต้องยอมรับ แล้วฝ่ายคุณสุเทพก็บอกว่าเกิดขึ้นจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร กับญาติพี่น้องและบริวาร คุณทักษิณจะเปลี่ยนแปลงประเทศ คุณทักษิณคอร์รัปชันอย่างนั้นอย่างนี้ คุณสุเทพพูดได้ครับ แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร รวยมาก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพพูดไปเถอะครับ ไม่มีใครเชื่อ ถ้าเขาเชื่อคุณสุเทพตอนคุณเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐต่าง ๆ ทุกอย่าง เลือกตั้งนี่พวกผมแพ้แล้ว คุณจตุพรอยู่ในคุกครับ ไม่ได้ออกมาปราศรัย พวกผมไปไหนขึ้นเวทีนี่ ศาลห้ามไว้ตั้งเยอะตั้งแยะ เพราะฉะนั้นการพูดในวันนี้ บรรยากาศในวันนี้จะเป็นการระบาย ความอัดอั้นตันใจของแต่ละฝ่าย ผมเชื่อว่าคุณสุเทพได้ระบายเต็มที่วันนี้สุดขีด เราได้ขอร้อง พี่น้องพรรคพวกเพื่อนฝูงในฝ่ายรัฐบาลแล้วบอกว่าให้ท่านพูดเต็มที่ ไม่ต้องประท้วง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครประท้วงท่านอีกเลย คุณจตุพรก็เหมือนกัน ผมเห็นด้วยกับคุณจุติ ไกรฤกษ์ ว่าถ้าไม่พูดความอึดอัด อัดอั้นตันใจอยู่ในอกนี่มันแน่นแล้วมันไประบายข้างนอก ถ้าระบายที่นี่จบ ทุกอย่างมันก็โล่ง แล้วเดินหน้าสู่ความปรองดอง ท่านประธานที่เคารพ การจะมาบอกว่าถ้าจะปรองดองต้องเอา พันตำรวจโท ทักษิณเข้าคุก ต้องถูกยึดทรัพย์ ต้องยกเลิกหมู่บ้านเสื้อแดง ต้องนั่นต้องนี่ตามใจตัวเองทุกอย่างนี่ไม่มีทางปรองดองได้ ท่านประธานที่เคารพ พวกผมคิดเรื่องความปรองดองแตกต่างจากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าความปรองดองต้องถูกฝ่ายหนึ่งกดขี่ข่มเหง มันไม่ใช่ ที่ผมพูดนี่ ผมเขียนจากคุณสุเทพได้พูด เพราะฉะนั้นถ้าหากบอกว่าความปรองดองว่าฝ่ายหนึ่ง ต้องได้เปรียบ ฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบนี่ไม่ได้ ความปรองดองจะเกิดขึ้นต้องทุกฝ่าย ได้รับความยุติธรรมเท่ากัน ก็คือว่าฝ่ายนั้นได้บ้างเสียบ้าง ฝ่ายนี้ต้องได้บ้างเสียบ้างถึงจะเกิด ความปรองดองขึ้นมาได้ มิฉะนั้นแล้วถ้าฝ่ายนี้มองว่าตัวเองสูญเสียได้น้อยกว่า ฝ่ายนั้นบอกว่า ตัวเองสูญเสียได้น้อยกว่า อย่างนี้ความปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ทั้งหลายในสภาวันนี้จะเป็นเครื่องชี้ให้ประเทศไทย เดินหน้าสู่ความปรองดองได้หรือไม่ ผมไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ ก้าวย่างทุกก้าวย่างของรัฐบาลในอดีตที่ทำกับพวกผม เอาปืนไล่ยิงไล่ฆ่าพวกผมนี่ ยังหาว่าพวกผมไปทุบรถอีก อย่างพัทยานี่ต้องยอมรับ ท่านประธานครับ มีรองนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะ กับผู้มีบารมีบางพรรคไปคุมคนเสื้อแดงที่พัทยา เอากองกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ ไปนอนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วให้ใส่เสื้อสีน้ำเงินไป มีคนหนึ่งนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ พลตำรวจตรีขับมอเตอร์ไซค์ แล้วใครไปยืนบงการอยู่หลังรถปิกอัพรู้กันหมดแล้วครับ แต่ถ้าทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้นฟื้นฝอยหาตะเข็บมันได้อะไร ผมถามว่าได้อะไร แล้วบางคน ก็กล่าวหาว่าช่วงตัวเองเป็นรัฐบาลนี่สถานการณ์ภาคใต้สงบ พอพวกเรามาเป็นรัฐบาล สถานการณ์ภาคใต้ลุกฮือขึ้นมา สถานการณ์ภาคใต้ไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เพราะท่านชวน หลีกภัย พูดไว้ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข็มตกเล่มเดียวในพื้นที่ต้องรู้หมด นี่ผมไม่ได้พูดเอง ท่านชวน หลีกภัย พูดครับ เพราะฉะนั้น ส.ส. พรรคเพื่อไทยไม่มีเลยในภาคใต้ วันนี้และอดีตที่ผ่านมา ๒-๓ ปีรัฐบาลชุดก่อนแก้ปัญหา ภาคใต้ได้ไหมครับ ถ้าพูดอย่างนี้ก็ต้องประท้วงกันว่าคุณก็พูดเรื่องนี้ไม่มีความปรองดองเลย ก็ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าถ้าจะกล่าวหากันทั้งหมดนี่กล่าวหาเรื่องท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ อยากสร้างรัฐไทยใหม่ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นระบอบประธานาธิบดี ไม่มีหรอกครับ จะเปลี่ยนพวกผมก็ไม่เอาด้วย นั่งอยู่นี้ก็ไม่เอาด้วยครับ แล้วประชาชนคนเสื้อแดงทั้งหลาย ๒๐-๓๐ ล้านคนเขาก็ไม่เอา เขายังคงต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอยู่ แล้วการกล่าวหากันนี่ ท่านประธานครับ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมปรองดอง วันนี้คนกลุ่มไหน ท่านประธานก็ทราบ แต่เราไม่พูด ผมก็ไม่พูด คนกลุ่มนี้ตื่นเช้าขึ้นมา มองลงไปน้ำในถ้วยแกง มองเห็นหน้า พันตำรวจโท ทักษิณแล้วก็ตกใจทุกวันครับ แล้วก็พูดทุกวันครับ เพราะอะไรครับ ต้นเหตุของปัญหาไม่ใช่เพราะทักษิณ ถ้าจะบอกว่าเพราะทักษิณก็ถูกส่วนหนึ่ง คือเขาตกใจ เพราะมีคนเก่งอย่างท่านทักษิณขึ้นมา แล้วประชานิยมทั้งหลายไม่มีใครคิดออกเลย ท่านประธานกับผมเป็น ส.ส. มาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ แล้ว เป็นมาแล้วไม่มีใครคิดออกเลยว่า มีกองทุนหมู่บ้านเท่านี้ทำอย่างทุกวันนี้ไม่มีใครคิดออก แม้กระทั่งพรรคเก่าแก่หลายพรรคขึ้นมา ก็ไม่มีใครคิดออก ไม่มีใครทำ พอทำลงไปประชาชนนิยมชมชอบเขาเรียกว่าประชานิยม ทุกประเทศเขาก็ทำเหมือนกัน อย่างประเทศซาอุดิอาระเบียเขาให้ค่าบำรุงแม้กระทั่งต้นไม้ คุณปลูกต้นไม้ในบ้านเท่าไร คุณมีบ่อน้ำเท่าไร เขามีค่าบำรุงรักษาให้ด้วย นั่นคือประชานิยม เหมือนกัน เราจะเปรียบเทียบกับประเทศอย่างประเทศพม่าไหมละครับ ประชาชนคนพม่า ปัจจุบันเขารักประชาธิปไตย อย่างท่าน พลเอก สนธิถ้าไปนี่เขาไม่จับมือหรอกครับ เพราะนำการปฏิวัติมา แต่ว่ายังดีที่ท่านหันกลับเข้ามาสู่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ยังชื่นชมอยู่ ยังมาโดนพวกเราด่า พวกโน้น พวกนี้ด่าอยู่ทุกวัน ท่านยังทนได้ โอเคบั้นปลายชีวิต ยังกลับเข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ ประเทศพม่าทุกวันนี้ท่านไปดูสิครับ ออง ซาน ซูจีไปไหน อุ้มลูกจูงหลาน เพียงแต่อุ้มลูกชูไปให้ออง ซาน ซูจีแตะหัว แตะไหล่ แตะแก้ม แตะปาก เขาพอใจมาก เขามีความสุขมาก นี่คือจิตวิญญาณทางประชาธิปไตยของประเทศพม่า กระบวนการต่อสู้ทางรัฐสภาของประเทศไทยมันต้องเดินไปยาวนานอย่างนั้น อย่างกรณี ที่จะกล่าวหาว่าระบอบประธานาธิบดีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วคนนั้นคนนี้ชื่นชอบนี่ เลิกเสียเถอะครับ เลิกเสีย แล้วเลิกอีกอันหนึ่งสำคัญที่สุดท่านประธานครับ เลิกดึงสถาบัน พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเอาชนะคะคานฝ่ายตรงข้าม แล้วสถาบันสูงสุดของเราก็จะถูกทำร้ายโดยพวกท่านเองใครก็ตาม แล้วทุกวันนี้ต้องการ เอาชนะคู่ต่อสู้ ต้องสร้างความดี ต้องออกนโยบายประชานิยมของพรรคตัวเองให้ประชาชน ชื่นชอบ สร้างความดี แล้วเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างนี้อย่างนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ใครจะด่า ใครจะว่าอย่างไร อดทนครับ อึดครับ สู้งานอย่างเดียว เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ ต่อมิตรประเทศ เขาตื่นตระหนกเรื่องน้ำท่วมก็ไปหาเขาเชิญเขามาลงทุน สร้างบรรยากาศ ให้เขามั่นใจว่าประเทศไทยรับมือเรื่องอุทกภัยได้ เขาก็มาลงทุน คนจะย้ายฐานการผลิต เขาก็ไม่ไป อย่างนี้ครับ ไม่กระแนะกระแหน ใครจะว่าอย่างไร แม้กระทั่งอ้าย ๓ เกลอที่ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ไปออกรายการไปบอกเรื่องน้ำโน้นน้ำนี้ กล่าวหาพูดสองแง่สองง่ามให้ผู้หญิงเสียหาย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยังไม่ตอบโต้เลยครับ นี่คือผู้นำประเทศ ไม่ใช่ว่านิด ๆ หน่อย ๆ ลุกขึ้นมาตอบโต้ กระแนะกระแหน เมื่อเช้าผมก็ฟังบอกว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ถ้าจะเชิญเขาไปนี่ต้องบอกนายกรัฐมนตรีด้วย เอานายกรัฐมนตรีไปด้วย แล้วไปบอกพี่ชายคุณด้วย อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้มันไม่เหมาะ บรรยากาศของประเทศไทยวันนี้พวกเราอยู่ในสภา มีเงินเดือนเป็นแสนบาท ประชาชนบางคนวันหนึ่ง ๒๐๐ บาทยังหาไม่ได้เลยครับ เราต้องสร้างความเข้มแข็งความเป็นปึกแผ่นของประเทศเดินหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรือง ให้พี่น้องอยู่ดีกินดี ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นรัฐบาลกูต้องล้มมึง คนนั้นเป็นรัฐบาลกูต้องล้มมึง ทุกวิถีทาง ล้มทางระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ เลือกตั้งไม่ได้ ก็ดึงศาลเข้ามาไปบอกศาลว่า พวกผมนี่ทำร้ายทำลายอย่างนั้นอย่างนี้ ไปบอกทหารว่าพวกผมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ ไปกล่าวอ้างว่าพวกผมจะล้มเจ้าล้มราชบัลลังก์ อย่างนี้เอาคนอื่นมาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ถ้าโบราณเขาบอกว่าหมาต้องการเอาหนังราชสีห์มาห่มตัวเอง เขาเรียกอย่างนั้น เพราะว่าตัวเองไม่ใหญ่ ตัวเองไม่เก่ง ตัวเองไม่ดีก็เอาหนังเอาเสื้อคลุมคนอื่นมาใส่ ลักษณะอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเลิกพฤติกรรมเหล่านี้เสีย หันหน้าเข้ามา เรากันเองนี่ ให้พวกเรา ทำเรื่องปรองดองเองนี่มันไม่ได้ ต้องหาคนกลาง สถาบันพระปกเกล้าผมเรียนท่านประธาน ตรง ๆ เลย เชิญผมไปเรียน ๑๐ ครั้งแล้ว ผมไม่เคยไปครับ เพราะอะไรครับ เพราะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไม่เป็นกลางทางการเมือง ดอกเตอร์บวรศักดิ์ เขาไม่เป็นกลางทางการเมืองด่าพวกเสื้อแดงตลอด แสดงความคิดเห็นทางด้านวิชาการ ออกทางด้านเสื้อเหลืองตลอดเลยครับ แต่ว่าวันนี้เขาเสนอผลงานทางวิชาการมาแล้วส่งต่อให้ คณะกรรมาธิการของเราซึ่งมีหลายพรรคการเมือง แต่มีบางพรรคการเมืองลาออกก็ไม่เป็นอะไร เพราะนั่นมันสำเร็จแล้ว เขาเสนอมานี่เราจะเอาความคิดของพวกเราใส่เข้าไปอย่างไร ประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็สภาพวกเรานี่จะเป็นผู้ดำเนินการภายหลัง แต่ถามว่า เห็นด้วยไหม วิธีการนี้ เห็นด้วย ๑. สถาบันพระปกเกล้า ๒. คนกลางเอาเข้ามาดำเนินการ จัดการเรื่องความปรองดองให้เรียบร้อย ถ้าพวกเราไปนั่งเถียงกันระหว่างฝ่ายอยู่นี่ เอาคู่กรณีไปสู้กันอยู่ ไม่มีทางสำเร็จหรอกครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหลายเราเอาเข้ามาให้พวกเราดูก่อนใน ๒ ฝ่าย ถ้าฝ่ายนั้นบอกว่าไม่ได้เราเสียเปรียบ ฝ่ายนี้ดูว่าเราเสียเปรียบ ถ้าพูดอย่างนี้ก็จบไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นเราเอาพอเหมาะพอควร คือฝ่ายพวกเราบอกว่าเอาล่ะ วิเชียรติดคุก จตุพรติดคุก ณัฐวุฒิติดคุก แล้วคนอื่นรอดเอาไหม ทางโน้นคนโน้นติดคุกคนนี้ติดคุก คนอื่นรอดเอาไหม คนยึดสนามบินติดคุกเอาไหม คนยึดทำเนียบรัฐบาล ๓ เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย ไม่ได้นั่งที่ทำเนียบรัฐบาลสักวันหนึ่งเลยเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไร พวกนี้ติดคุกเอาไหม มันก็ต้องอย่างนี้ละครับ คือมันต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมถอยบ้าง ฝ่ายหนึ่งยอมถอยบ้าง มันถึงจะ ปรองดองกันได้ ไม่อย่างนั้นจะยืนหลักตัวเองแข็งทื่ออยู่ ผมก็ไม่ยอม ทางโน้นก็ไม่ยอม ไม่มีทางปรองดองได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน พลเอก สนธิ ว่าแนวที่ท่านเดินมาวันนี้ แนวนี้คือแนวที่จะเดินเรื่องความปรองดองได้ ถ้าจะให้พวกเรา ๒ ฝ่ายนี่มาเริ่มต้นความปรองดองไม่มีทางได้ แล้วต้องเอาคนกลาง คนกลางจริง ๆ คนกลางจริง ๆ คืออย่างไร ท่านประธานครับ คนกลางจริง ๆ เราจะดูประวัติความเป็นมา การให้สัมภาษณ์ ให้ทัศนะทางการเมืองในอดีตเป็นกลางหรือไม่ เรารู้อยู่แล้ว พวกเราอายุ ผมใกล้ ๖๐ ปี ท่าน พลเอก สนธิ ๖๐ ปีกว่า เรารู้อยู่แล้วว่าใครสัมภาษณ์อย่างไร เขียนผลงานทางวิชาการของตัวเองอย่างไรออกมา มีทัศนคติอย่างไรกับกลุ่มไหนบ้าง เราจะรู้เลยครับ เราอย่าเอาคนกลุ่มนั้นที่แสดงออกทางด้านซ้ายหรือด้านขวามาเป็นคนกลาง เอาคนกลางจริง ๆ มาเป็นผู้คิดเรื่องปรองดองให้เรา แล้วกราบเรียนสุดท้ายว่า คำว่าคนกลางไม่รวมเฉพาะเรื่อง ปรองดองอย่างเดียว ท่านผิดนิดหนึ่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านไปตั้งคู่อริ ของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาเป็น คตส. ทั้งหมดทุกคน ผมเข้าใจท่านวันนี้ ท่านถูกบังคับให้ทำ ท่านถูกคนอื่นชี้นำให้ทำ แล้วผมจะรอดูคำเปิดเผยของท่านว่า การปฏิวัติของท่านวันนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วใครอยู่เบื้องหลัง วันนั้นทั้งโลกจะรู้ว่าใครดี ใครเลว ขอบคุณครับ
ท่านเจะอามิงครับ คุณเทพไทมีอะไรครับ เขาไม่ประท้วงกันแล้วนะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมวิ่งขึ้นมาจากรถก็ได้ยินท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้พาดพิงถึงรายการสายล่อฟ้า โดยอ้างว่าพวกผมได้พาดพิงไปยังท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ในลักษณะสองแง่สองง่าม ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียหาย ผมก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ผมเป็นคนจัดรายการสายล่อฟ้าจริง แล้วสิ่งที่พูดถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในกรณี ว.๕ โฟร์ซีซั่นส์ ก็เป็นคำพูดที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่าเอาอยู่ ซึ่งเป็นวาทะแห่งปีเสียด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน สิ่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ออกมาพูดว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อยู่เฉย ไม่ตอบโต้ ไม่ทำอะไรพวกผม เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้มอบอำนาจให้กับทนายความไปกล่าวโทษร้องทุกข์ผมที่ สน. ลุมพินี ทั้ง ๆ ที่พวกผมท้าทาย บอกว่าให้ฟ้องต่อศาลเพื่อคดีจะได้สิ้นสุดลงโดยเร็ว และผมจะได้เอาอำนาจศาล ไปเรียกพยานหลักฐานออกมาได้ จนถึงบัดนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าคดีความ ที่ไปแจ้งความกล่าวโทษร้องทุกข์ที่ สน. ลุมพินี ผมไปรายงานตัวแล้ว และพนักงานสอบสวน ไม่สามารถเอาผิดพวกผมได้เพราะคำพูดที่บอกว่าผมหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรีไม่มีเลย สักประโยคเดียว คำว่าเอาอยู่ ไม่สามารถเอาความผิดเรื่องหมิ่นประมาทได้เพราะเป็นคำพูด ที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่หนัง ภาพยนตร์ก็ยังใช้คำนี้ว่า รักเอาอยู่ ด้วยซ้ำไปครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะชี้แจงว่าที่กล่าวหาว่าพวกผมไปพูดสองแง่สองง่าม ทำให้นายกรัฐมนตรีเสียหายและนายกรัฐมนตรีอยู่เฉยนั้นไม่เป็นความจริง นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินคดีกับพวกผม และพวกผมก็พร้อมที่จะสู้คดีกับท่านนายกรัฐมนตรี ถือว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับชีวิตนักการเมืองที่มีคู่ความเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ๒-๓ คนแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเจะอามิงครับ
(นายวิเชียร ขาวขำ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่มีใครเสียหายครับท่าน เขาก็มาชี้แจง เขาใช้สิทธิพาดพิง ผมฟังแล้วไม่เสียหายครับ ท่านวิเชียร ผมให้ท่านครึ่งนาทีก็แล้วกัน
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขำ ผมพูดไปนั้น ผมไม่ได้บอกว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะฟ้องหรือไม่ฟ้อง แต่ว่าการตอบโต้ มากระแนะกระแหนคนอื่น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ทำ เขาเป็นคนนิ่ง เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ แต่คุณเทพไทพูดไม่หมดครับ คุณเทพไทกับเพื่อนอีก ๒ คน ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ไม่ได้พูดแค่คำว่า เอาอยู่ อย่างเดียว ผมฟังอยู่ครับ ผมนั่งฟังอยู่จนจบ ๓ คนที่ออกรายการ ไปพูดเรื่องน้ำ เรื่องสองแง่สองง่ามที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ พวกผมฟังอยู่ ไม่ใช่ไม่ฟัง แต่ว่าไม่อยากพูดแล้วครับ โอเคครับ จบครับ
ขอบคุณที่ไม่พูดครับ พอแล้วครับ ท่านเทพไท คนละนิดหน่อย เมื่อครู่เห็นหลายท่าน เขาไม่ประท้วงกันแล้ว ไม่ให้ใช้สิทธิพาดพิงโดยเฉพาะท่านสุเทพ ท่านต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ต้องพาดพิงเขาแล้วครับ เท่ากัน ครึ่งนาที
ครึ่งนาทีครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอชี้แจงในนามเพื่อนอีก ๒ ท่านเป็นผู้ร่วมรายการเดี๋ยวท่านจะเสียหาย เพราะว่าท่านไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ ไม่ได้เข้ามา ก็อยากจะเรียนว่าคำพูดที่พูดคำว่าเอาอยู่ คำว่าที่รับน้ำ ก็เป็นศัพท์สำหรับน้ำท่วมตอนมหาอุทกภัยทั้งสิ้นนะ เป็นเรื่องที่แต่ละคน จะคิดมากเอาเอง และผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีมูลที่จะเอาผิดผมได้ ต้องเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดเมื่อครู่นี้ คำเหล่านี้สภาวินิจฉัยได้ว่า หมิ่นประมาทหรือไม่ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เมื่อครู่เขาก็ไม่ใช้สิทธิพาดพิงทะเลาะกันอีกแล้ว เชิญท่านเจะอามิงดีกว่าครับ เชิญครับท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม คนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และเป็นอีก ๑ ท่านที่ต้องลาออกจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ๑ ใน ๙ นั่นแสดงให้เห็นว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติมันต้องมีนัยที่มีความสำคัญครับท่านประธาน ก่อนที่ผมจะพูดถึงในรายละเอียดของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติที่ได้ทำเอกสารถึงสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นผมขออนุญาต เรียนท่านประธานว่ารายงานฉบับนี้ผมยังถือว่าเป็นรายงานเถื่อน สิ่งที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่าเมื่อสักครู่ต้องขออนุญาตที่ท่านวิเชียรได้พูดถึงว่ามี ส.ส. และ ส.ว. ไปรุมด่าท่านสนธิ ที่จริงไม่ใช่นะครับท่านประธาน ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่าผมคนหนึ่งซึ่งเป็นภาพ อยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น ผมในฐานะในขณะนั้นเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ คนที่สาม ได้ไปสอบถาม ท่านสนธิว่าท่านได้เอาเอกสารรายงานฉบับที่มีการประชุมในคณะกรรมาธิการอีกฉบับหนึ่ง แต่ท่านเอาอีกฉบับหนึ่งมารายงานต่อสภาได้อย่างไร ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการล้อมกรอบ ท่านประธานจะแลเห็นว่าถ้าจะดูในหน้าหนังสือพิมพ์ในวันนั้นจะมีผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ท่านเดียวที่ต้องไปเรียนท่านสนธิ ไปสอบถามท่านสนธิ และจะมีน้องชัยวุฒิก็อยู่ข้าง ๆ ท่านสนธิ อีกท่านหนึ่ง นอกนั้นก็จะมีท่าน ส.ว. คำนูณ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ทั้งหมดที่ยืนอยู่ข้างหลังผมนี้ เป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทยทั้งนั้นเลย นี้เพื่อเป็นข้อมูลที่ตรงไปตรงมาว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นการล้อมกรอบท่านสนธิในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่สำคัญที่สุดครับท่านประธานครับ ถามว่าทำไมผมถึงจะต้องไปถามท่านสนธิว่าท่านเอาเอกสารฉบับไหนที่ไปเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะผมในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ก็ต้องถูกเพื่อนสมาชิกในพรรคได้สอบถามผมครับว่าเอกสารที่ผ่านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นมาอย่างไร ในเมื่อไม่ได้ผ่านการประชุมผมก็ต้องไปถามท่านสนธิเพื่อจะได้ตอบข้อซักถาม ของเพื่อนสมาชิกของพรรคที่ได้สอบถามผมในขณะที่พวกผมไปทำหน้าที่อยู่ที่นั่นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้คนเราอุดมการณ์ในทางการเมือง ความเป็นเพื่อนกัน ผมกับท่านวิเชียรเคยเป็นเพื่อนกันจริง วันนี้ก็เป็นเพื่อนกัน แต่อุดมการณ์ทางการเมืองมันต่างกันครับ อุดมการณ์ทางการเมืองของผม ท่านวิเชียรก็ไม่สามารถที่จะลบล้างอุดมการณ์ทางการเมือง ของผม ผมก็มีหลักของผมอยู่ ท่านวิเชียรก็ว่ากันไปของท่าน แต่วันนี้เรามาพูดถึงเรื่อง ความปรองดอง นี่คือหลักการในทางการเมือง ในระบบการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่อย่างไรครับคือความสง่างามของระบอบ ประชาธิปไตย แต่ทั้งหลายทั้งปวงครับ ท่านประธานครับ ที่เราต้องมานั่งพูดถึงเรื่องรายงาน การปรองดอง ถ้าต้องย้อนกลับไปดูจริง ๆ แล้วหัวใจของปัญหาจริง ๆ คือ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นแบบของปัญหา ปัญหาของ พันตำรวจโท ทักษิณมีปัญหากับอำนาจรัฐไทย และนิติรัฐ และนิติธรรม นี่ต่างหากครับหัวใจของปัญหามัน ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะต้องแลเห็นให้ชัดครับว่ากระบวนการทั้งหลายก็มีข้อสงสัยกับพี่น้องประชาชนว่า วันหนึ่ง พลเอก สนธิได้เคยกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในขณะที่ท่านทำหน้าที่ นำคณะทหารมาปฏิวัติโดยกล่าวหาในขณะนั้นว่ารัฐบาลของคุณทักษิณมีการพาดพิง ถึงสถาบันอันสูงสุด มีการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อน นั่นก็หมายถึงว่ามีการคอร์รัปชัน และมีการแทรกแซงระบบการตรวจสอบทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ มีข้อผิดพลาดเชิงนโยบาย นำไปสู่ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพและความสามัคคีของคนในชาติ ท่านประธานครับ ๔ หัวข้อ ที่ พลเอก สนธิได้นำกล่าวในการปฏิวัติวันนั้นก็ยังเป็นประเด็น เป็นปัญหา ผมถามว่า ความปรองดองที่เกิดขึ้นจริง วันที่ท่านได้ทำปฏิวัติ วันนี้ท่านมาทำปรองดองก็ไม่ต้องมานั่งพูด ในเรื่องนี้ หมายถึงว่าตอนที่ท่านปฏิวัติวันก่อน ๔ หัวข้อนี้มันไม่ใช่ใช่ไหม ท่านสนธิตอบ ให้กับสังคม ให้กับประชาชนได้รับทราบหน่อยได้ไหมครับว่าท่านเป็นคนที่นำปฏิวัติ วันนี้ ท่านก็นำไปสู่ในการปรองดอง มันเกิดขึ้นในตัวท่าน เกิดขึ้นในลักษณะ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งปฏิวัติ อีกส่วนหนึ่งบอกว่าปรองดอง ผมถามว่าวันนี้วันที่ท่านปฏิวัติ ผมจำได้ครับ ในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราตั้งข้อรังเกียจกับการปฏิวัติ เพราะสังคมโลกจะมองภาพของประเทศไทยถดถอย การเมืองการปกครองถดถอย ทางด้าน เศรษฐกิจถดถอย และถูกประณามจากทั่วโลก แต่ว่ากระบวนการวันนั้น ข้อกล่าวหาวันนั้นที่ท่านปฏิวัติเราต้องยอมรับว่าประชาชน ทั้งประเทศเอาดอกกุหลาบมาให้ท่าน เพราะสังคมในขณะนั้นเขาแลเห็น เขาทราบ ถึงความเคลื่อนไหวว่ารัฐบาลในสมัยนั้นมีความสงสัยของพี่น้องประชาชนว่ามีการคอร์รัปชันจริง มีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์จริง นี่ผมไม่ได้กล่าวหาลอย ๆ ครับท่านประธานครับ มันเริ่มต้นจากความไม่พอใจของคณะปฏิวัติวันนั้น ทำให้มีการปราศรัยของคณะกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นมา โดยอ้างว่าระบอบประชาธิปไตย โดยมีกลุ่มเสื้อสีแดงก็เป็นตัวหลักในการที่จะมาชุมนุม ประท้วง ท่านประธานที่เคารพครับ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ความหลากหลายด้านความคิดเห็น ความแตกต่างด้านความคิดเห็นสามารถ จะมีความแตกต่างได้ สามารถที่จะมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่การเรียกร้องในระบอบ ประชาธิปไตยต้องไม่นำไปสู่เหนือกว่าอำนาจ เหนือกว่ากฎหมาย อย่างที่ได้แลเห็นในขณะที่ มีการประท้วง ท่านประธานที่เคารพครับ ลักษณะในการประท้วงเราก็ต้องยอมรับครับว่า มันไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไปในโลกนี้เขามีอยู่ ในสากลโลกที่เขาทำอยู่ เขาไม่ได้ทำลักษณะการเรียกร้องในลักษณะที่ประเทศไทยเขาทำกัน ผมถามว่า นี่คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาในสังคมวันนี้ แต่ท่านประธานถ้าจะย้อนกันให้ดี ท่านประธาน คงจะต้องมองภาพให้ชัดเจนว่าปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้น เกิดจากการยุยง ปลุกปั่น ของกลุ่มแกนนำที่มีการประท้วงในขณะนั้น มีพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่มาแสดงข้อคิดเห็น ในระบอบประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา ก็มีอยู่ในกลุ่มเสื้อแดง อันนี้เราก็ต้องยอมรับ กระบวนการหลาย ๆ กลุ่มมาอยู่รวมกันอยู่ที่เดียวกันหลาย ๆ วัน จนวันหนึ่งกลุ่มเสื้อสี ซึ่งเดิมไม่ใช่เป็นเสื้อแดง หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นเสื้อแดงมาอยู่ในกลุ่มการประท้วง ถูกยึดบัตรประชาชน การยึดบัตรประชาชนถูกล้อมกรอบ แล้วก็ถูกใส่ให้ข้อมูลด้านเดียว ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ๒๔ ชั่วโมง ให้อย่างนี้อยู่ระยะเวลาเป็นหลาย ๆ เดือน ถามว่า กรอบความคิดเห็นของคนที่อยู่ในที่เดียวกันไม่สามารถจะสื่อสารกับคนอื่นได้เลย ก็ทำให้ การขับเคลื่อนในการยุยง ปลุกปั่น เป็นไปอย่างที่แลเห็นว่าประเทศไทยเกิดความวุ่นวายขึ้น เป็นประวัติศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ต่างหากครับตัวปัญหา ตัวปัญหาทั้งหมด มันไม่ใช่อยู่ที่ระบบทางการเมือง วันนี้ประเทศไทยที่มีปัญหาอยู่ไม่ใช่ระบบทางการเมือง แต่ปัญหาอยู่ที่นักการเมืองไม่เคารพกฎและกติกา อะไรที่ตัวเองได้พึงพอใจ ที่ตัวเองทำได้ ถึงแม้จะมีการละเมิดทางกฎหมายก็ถือว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง อะไรที่ละเมิดกฎหมาย สังคมจับทางได้ นี่เกิดไม่พอใจหาว่าใช้ความไม่เป็นธรรมกับชีวิตของเขา ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่หรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธาน ที่เคารพ วันนี้สังคมมีความแตกแยก ก็มันเกิดจากสังคมทางการเมืองนี่ละครับ การปรองดอง ที่มีปัญหามากที่สุดวันนี้คือ ทำอย่างไรจะต้องให้พฤติกรรมของนักการเมืองบางคน บางกลุ่ม มีความเข้าใจวิถีทางทางการเมืองให้ชัดเจน โดยไม่เอาเรื่องประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ที่กระผมเองไม่สามารถที่จะให้ความเห็นชอบกับรายงาน ปรองดองของคณะกรรมาธิการไว้ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานไปถึงทางกรรมาธิการว่า ในกรณีการนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ ถ้าได้แลเห็นว่าความมุ่งหมายการนิรโทษกรรมวันนี้ การทำหนังสือรายงานเรื่องการปรองดองนี้มันเกิดจากอะไรครับ เกิดจากการมีการนำธง อย่างชัดเจนจากกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝง แล้วไปนั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย ซึ่งตามลักษณะจริง ๆ แล้วท่านประธานคนที่จะได้ประโยชน์เรื่องเหล่านี้คือนักการเมือง บางคนซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการ แล้วมุ่งไปถึง พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีปัญหา เรื่องคดีที่ถูก คตส. ได้สั่งยึด ท่านประธานที่เคารพครับ ๒ ประเด็นนี้ครับ ทำให้สังคมบอกว่า ๑. นิรโทษกรรม ๒. ยกเลิก คตส. มันเป็นปัญหาของสังคม หนังสือรายงาน ของคณะกรรมาธิการแทนที่จะเป็นรายงานที่จะทำให้เกิดความปรองดองในชาติมันกลับที่จะ สร้างความแตกแยกมากยิ่งขึ้น เหตุผลอย่างไรครับ สำหรับคุณทักษิณซึ่งมีปัญหาอย่างชัดเจน ที่กระผมขออนุญาตจะได้บันทึกในสภาผู้แทนราษฎรว่าถ้ามีการยกเลิก คตส. คนที่จะได้ ประโยชน์มากที่สุด ๑. พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร คนที่ ๒ เท่าที่ผมมีข้อมูลอยู่ก็คือ กรรมาธิการวัฒนา เมืองสุข เป็นคนที่มีผลประโยชน์แอบแฝงและทับซ้อนและไปนั่ง เป็นกรรมาธิการ ผมถึงไม่แปลกใจวันนี้ผมถึงนึกได้ว่าในขณะที่นั่งเป็นกรรมาธิการ ผมได้แลเห็นว่า กรรมาธิการที่ชื่อวัฒนาจะชี้นำและพูดนำตลอด คนที่มีลักษณะ ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ควรที่จะต้องไปนั่งเป็นกรรมาธิการด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ เพื่อขออนุญาตท่านประธาน ผมจะขออนุญาตบันทึกในสภาผู้แทนราษฎรและฟ้อง ถึงพี่น้องประชาชนว่าการทำเป็นรายงานเอกสารเถื่อนปรองดองวันนี้มันมีนัยจริง ๆ ทางการเมือง มันไม่เป็นความปรองดองที่มีความปกติ ท่านประธานที่เคารพครับ การนิรโทษกรรมทักษิณพูดถึงการยกเลิกคดี คตส. ที่ทำไว้ทั้งหมด แต่ผมเชื่อพี่น้องประชาชน เกือบจะไม่รู้ในรายละเอียดว่า คตส. และนิรโทษกรรมมันมีความหมายและมีนัยอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ในขณะนั้นได้ยึดอำนาจ และ ๑ ในเงื่อนไขตอนนั้นก็คือ เพื่อตรวจสอบนายกรัฐมนตรีโดยกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีมีการคอร์รัปชัน ต่อมาครับ ท่านประธานครับ หลังจากตั้ง คตส. ขึ้นมาแล้วมีการทำงานของ คตส. ๑ ปี ๙ เดือน คดีความที่ คตส. รับเรื่องไว้ทั้งหมดที่คณะปฏิวัติได้ปฏิวัติวันนั้น คตส. รับเรื่องไว้ทั้งหมด ๑๔ คดี และมี ๒๔ สำนวนย่อย นี่อย่างไรครับ คนที่จะได้ประโยชน์ แล้วมันไปอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมจะลองเรียบเรียงและลองนับไล่เรียงกันดูเท่าที่ผมมีเอกสาร เรื่องที่ คตส. สรุปส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ๔ คดี คดีที่ ๑ การซื้อที่ดินย่านรัชดาของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ศาลตัดสินจำคุก พันตำรวจโท ทักษิณ ๒ ปี แต่จนวันนี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะจำคุกได้ เพราะหนีคดีเหล่านี้ไปอยู่ต่างประเทศ คดีที่ ๒ คือคดีโครงการ ออกสลากพิเศษเลขท้าย ๒ ตัว ๓ ตัว หรือหมายถึงหวยใต้ดินที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกกัน คดีที่ ๓ คือคดีเรื่องการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา ๙๐ ล้านบาท ของกรมวิชาการ และคดีที่ ๔ การปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิม แบงก์ซึ่ง คตส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเองท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ทีนี้ เรากลับมาย้อนดูอีกในส่วนของอัยการสูงสุดมีอยู่ ๗ เรื่องครับท่านประธาน ๑ คดี คือคดีที่เจ้าพนักงานกรมสรรพากรปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์บริษัทแอมเพิลริช ซื้อขายหุ้นจากบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น ในการตอบข้อหารือ การเสียภาษีไม่ต้องจ่าย คดีที่ ๒ คือคดีการจัดซื้อจัดจ้างสายพานลำเลียงกระเป๋าและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ ๙๐๐๐ (CTX9000) ในสนามบินสุวรรณภูมิ คดีที่ ๓ คือคดีทุจริตจัดจ้าง วางท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินในสนามบินสุวรรณภูมิ คดีที่ ๔ คือคดีกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณ กระทำความผิดเนื่องจากคงถือหุ้นธุรกิจสัมปทาน ใช้อำนาจหน้าที่แปลงค่าสัมปทาน เป็นค่าสรรพสามิต คดีที่ ๕ คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อโดยมิชอบให้กับบริษัทกฤษดานคร และคดีที่ ๖ ครับท่านประธาน คดีบ้านเอื้ออาทร ในส่วนของนายวัฒนา เมืองสุข อดี ตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพั ฒนาสังคมและความมั่ นคงของมนุ ษย์ กับพวกเรียกรับสินบนในโครงการเอื้ออาทรครับ แล้วกรรมาธิการวัฒนานั่งเป็นรองประธาน กรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ติดกับท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน คนนี้จะเป็นคนชี้นำอยู่ตลอด ท่านประธานครับ อีกคดีหนึ่ง คือคดีที่ ๗ คดี พันตำรวจโท ทักษิณได้ทรัพย์สินจากธุรกิจ ชินคอร์ปอเรชั่นโดยมิสมควร และหรือมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ เห็นไหมครับท่านประธาน นับตั้งแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ปี ๒๕๕๑ หลังจาก คตส. หมดอายุความ คดีความทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช. กรณีที่ ๑ กรณีนายวัฒนากับพวกใช้อำนาจอนุมัติหน่วยงาน หน่วยก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร และจ่ายเงินล่วงหน้าโดยการทุจริต นี่คือข้อกล่าวหาครับท่านประธาน แล้วท่านวัฒนา ไปนั่งที่ไหน ไปนั่งเป็นกรรมาธิการ นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนว ทางการสร้างความปรองดองแห่งชาตินี่ครับ แล้วพยายามที่จะหาช่องทางที่จะล้มเลิก คตส. นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งครับท่านประธาน แม้กระทั่งในกรณีของอดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กับพวกขายที่ดิน รับซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทร ร่มเกล้า บางพลี โดยการทุจริต เกี่ยวกับ การเคหะแห่งชาติทั้งนั้นละครับ กรณีการเคหะแห่งชาติรับซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทร อำเภออรัญประเทศโดยทุจริต กรณีการเคหะแห่งชาติรับซื้อโครงการบ้านเอื้ออาทร อำเภอกบินทร์บุรี ๒ โดยทุจริต กรณีโครงการขนส่งรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานแอร์พอร์ต ลิงก์ (Airport link) และ ๖. กรณีการทุจริตการซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร เห็นไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมกำลังจะให้บันทึกในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะ ได้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ว่า คดีนี้ถ้ามีการยกเลิก คตส. ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวอ้างเมื่อสักครู่ เป็นเอกสารอย่างชัดเจนว่าเรื่องเหล่านี้ต้องยกเลิกหมด สิ่งสำคัญที่สุดครับท่านประธาน เวลา การนำการพิจารณาคดีใน คตส. และโอนไปที่ ปปง. มันจะกลับเข้าไปอยู่ในอีหรอบเดิม อีหรอบเดิมตรงไหนครับท่านประธานครับ ตรงที่การแทรกแซง ท่าน พลเอก สนธิคงจะจำได้ การแทรกแซงองค์กรอิสระ เห็นไหมครับ มันจะกลับไปสู่ในยุคของสมัยที่ พันตำรวจโท ทักษิณ มีอำนาจ เรืองอำนาจ อันนี้เป็นที่คาดการณ์ ผมมีสิทธิในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน สามารถที่จะมีสิทธิตั้งข้อสงสัยให้กับสังคมนี้ได้แลเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือประเด็นการยกเลิก คตส. เท่าที่ผมมีข้อมูล อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผมบอกนี้กี่แสนล้านบาท กี่หมื่นล้านบาทครับท่านประธาน ในกรณีการนิรโทษกรรม ความหมายของนิรโทษกรรมเพื่อทำความเข้าใจว่า สิ่งที่พวกผมไม่เห็นด้วยก็คือในกรณีที่มี การกระทำความผิดสำเร็จแล้วและถูกดำเนินคดีตาม ป. วิ. อาญา เมื่อถูกดำเนินคดี ตาม ป. วิ. อาญา โดยเฉพาะในการใช้กำลังประทุษร้ายต่อกัน มีการเผาบ้านเผาเมือง มีการทำร้ายสิ่งของ มีการฆ่ากัน ท่านประธานครับ การนิรโทษกรรมความหมายก็คือเสมือนหนึ่งกับบุคคลนั้นไม่เคย กระทำความผิดอะไรเลย กระบวนการเหล่านี้ที่พวกผมเรียกร้องว่านิรโทษกรรม ถ้านิรโทษกรรม ในกรณีเสื้อแดงรากหญ้าในส่วนตัวผมผมเห็นด้วย แต่กระบวนการทั้งหลายวันนี้เสื้อแดงรากหญ้า ถูกกลไกซึ่งอยู่ข้างบนหรือแกนนำนี่หลอก ท่านประธานจะแลเห็นว่าวันนี้คนที่ได้ประโยชน์ มากที่สุดกับกลุ่มเสื้อแดงก็คือกลุ่มแกนนำวันนี้มีอำนาจ คนที่เคยสั่งให้มีการเผาบ้านเผาเมือง มีการพูดในเวทีอย่างชัดเจนอย่างคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้พูดอย่างชัดเจนว่าพี่น้องเผาเลยครับ พี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง วันนี้คนเหล่านี้ได้มาเป็นรัฐมนตรี คนที่เจ็บ คนที่ปวดมากที่สุด ก็คือคนรากหญ้าครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ที่ผมบอกว่าประเด็นเหล่านี้ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการจะนิรโทษกรรม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความหมาย ในการกระทำความผิดทั้งหมดแม้กระทั่ง พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีธงมาอยู่แล้ว ในการหารายงานเรื่องนี้อย่างไรครับ รายงานฉบับนี้จะเป็นรายงานจะเป็นบันไดเพื่อนำไปสู่ ในการที่จะให้ พันตำรวจโท ทักษิณเหยียบบันไดกลับมาสู่ประเทศไทยอย่างสง่างาม อย่างเท่ อย่างไรครับ เพราะในขณะที่พวกผมกำลังทำรายงานในขั้นกรรมาธิการ ได้มีเสียงขานรับ อย่างชัดเจนกับ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ในทำเนียบรัฐบาล ท่านบอกว่าวันนี้ ท่านกำลังจะเอา พันตำรวจโท ทักษิณกลับมาและท่านได้ทำกฎหมายปรองดองรอไว้แล้วครับ ในขณะที่เอกสารรายงานของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติยังไม่เสร็จแต่ทางทำเนียบมีการทำรองรับไว้แล้ว นี่แสดงให้เห็นว่า ในการตั้งกรรมาธิการวันนี้เพียงแต่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกพี่น้องประชาชน เพื่อหลอกสภาใช่ไหมครับ ท่าน พลเอก สนธิ นี่คือประเด็นอย่างไรครับ สิ่งที่พวกผมต้องสอบถาม สิ่งที่พวกผมไม่สบายใจ กระบวนการการเยียวยาก็เหมือนกันครับท่านประธาน กระบวนการการเยียวยาในขณะที่มี การพิจารณาการเยียวยาในขั้นกรรมาธิการ รัฐบาลก็ประกาศตูมหลักเกณฑ์ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่จะให้คนเสื้อแดงที่เสียชีวิต ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทในขณะที่ขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเพิ่งพิจารณาครับ ที่ผมกำลังจะพูด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้แลเห็นว่าในการทำงานกรรมาธิการและสะท้อนให้พี่น้องได้แลเห็นว่า การทำงานในคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ กับรัฐบาลมีเสียงขานรับอย่างชัดเจน อย่างนั้นทิศทางของปรองดองวันนี้คือ ใช้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อฟอกตัวเองอย่างไรครับ แล้วจะให้ผมยอมรับได้อย่างไร วันนี้กฎหมายต้องใช้เท่าเทียมกันครับ กับพี่น้องประชาชนหรือกับใคร ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย เวลาพวกผมทำผิดถามว่า ต้องเข้าคุกไหมครับ เข้าคุก นาย ก ทำผิดกฎหมายเข้าคุกไหมครับ เข้าคุก ถามว่า แล้วคนที่เคยมีอำนาจในบ้านเมืองแม้กระทั่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องเข้าคุกสิครับ ช่องทางในการทำงาน ช่องทางของมันมีกระบวนการของมันมีในทางกฎหมาย ทำไม ไม่ขออภัยโทษล่ะครับ กลับมาสู่กระบวนการยุติธรรม เห็นล้างคุกนี่ครับก่อนหน้านี้ กลับมา เข้าคุกก่อนสิครับ จะ ๑ เดือน ๒ เดือน แล้วก็ตัวเองมีสิทธิที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ โดยตัวเอง แต่ไม่ทำครับ นี่อย่างไรครับที่พวกผมบอกว่าพวกผมรับไม่ได้กับรายงานกรรมาธิการ ในส่วนนี้จริง ๆ เพราะเบื้องหลังของกรรมาธิการนี้มีแล้วอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตนิดหนึ่งลงไปที่ในประเด็นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในกรณีการเยียวยา ไม่มีใครพูดถึงในกรณีการเยียวยาของจังหวัดชายแดนภาคใต้เลย วันนี้ผมนั่งอยู่สมาชิก ก็ไม่ได้พูดถึง ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของคนเสื้อแดงการตั้งหลักของรัฐบาลบอกว่าจะให้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมถามว่าในกรณีของครูจูหลิง ที่ไปเสียชีวิตที่กูจิงลือปะได้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ในกรณีครูที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ในกรณีคนบริสุทธิ์ซึ่งนั่งอยู่ตามร้านน้ำชา อย่างกรณี ของจังหวัดยะลาและที่อำเภอหาดใหญ่ได้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ในกรณีโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม เพื่อนข้าราชการที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ในกรณีของ พันเอก ร่มเกล้าได้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือความเป็นธรรมในสังคมอย่างไร บอกว่าเยียวยา ทุกอย่างทำเพื่อกลุ่มพวกพ้องของตัวเอง ทั้งนั้นเลย พูดถึงในกรณีของกรือเซะ ตากใบ จะให้การเยียวยาในกรณีของตากใบและกรือเซะ กรณีสะบ้าย้อยว่าอย่างไรครับ รัฐบาลเคยคิดไหมครับ ไม่เคยพูดถึงเลยครับ ในกรณีพระ ที่เสียชีวิต โต๊ะอิหม่าม โต๊ะครูเสียชีวิตก็ไม่พูดถึง คนเหล่านี้เราถือว่าเกิดความผิดพลาด จากนโยบายของรัฐบาลสมัย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไปแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผิดพลาด สิ่งเหล่านี้ต้องพูดถึงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สำคัญที่สุดวันนี้กฎหมาย ต้องเป็นกฎหมาย ผมไม่เห็นด้วยกับที่จะเอาช่องทางของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางในการซักฟอก พันตำรวจโท ทักษิณและคณะ และผมไม่เห็นด้วยที่จะเอาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรนี้ เป็นการบีบบังคับถ้าจะมีการลงมติเพื่อขอความเห็นชอบในรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพราะความหมาย ของปรองดองคือว่าจะต้องหาจุดรวมให้ได้ จุดศูนย์กลางให้ได้ในการที่จะขอความเห็น ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยและขออนุญาตประณามครับว่าการกระทำเรื่องรายงานกฎหมาย ปรองดองฉบับนี้เพื่อคนคนเดียวครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมสดับตรับฟัง แล้วก็ให้ความร่วมมือ กับการประชุมของสภานี้ว่าด้วยญัตติสำคัญที่คนไทยสนใจรอคอย แล้วก็ตั้งความหวังไว้ ทั้งประเทศว่า ๖ ปีแห่งความขัดแย้ง แตกแยก รุนแรง สูญเสีย บ้านเมืองนี้จะถึงเวลา พบทางออกไปสู่สันติภาพ ไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีปรองดอง แต่ก็เอาละครับ บรรยากาศตลอด ๒ วันของการประชุมเป็นอย่างไร ใครมีทิศทางแบบไหน พรรคการเมืองใด มีจุดยืนต่อเรื่องนี้ประการใด ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณ เขาบอกว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นต้องอาศัยความจริงเป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่ง ผมเห็นด้วยครับ เพียงแต่ว่าตลอดเวลา ๒ วันที่ผ่านมาความจริงของแต่ละฝ่ายมันยังสวนทางกัน ความจริง ของฝ่ายผมก็เป็นความจริงด้านหนึ่ง ความจริงของเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็เป็นความจริง อีกด้านหนึ่ง แต่ท่ามกลางความจริงที่สวนทางและปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ผมขอเสนอ ความจริงหนึ่งเดียวที่เป็นความจริงแท้ และผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วย และพี่น้องประชาชน ก็เห็นด้วย คือความจริงที่ว่าประเทศนี้จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป บ้านเมืองนี้ต้องมีข้อยุติของความขัดแย้ง แล้วต้องมีทางออกไปสู่การปรองดองโดยเร็วที่สุด เรากำลังเดินมาอยู่ในภาวะวิกฤติที่สุดทางการเมืองนับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้วถ้าหากไม่มี การช่วยกันคนละไม้ คนละมือ คนละใจ วิกฤตินี้จะมีพัฒนาการไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็สูญเสียครั้งใหญ่อีกคำรบหนึ่ง ผมยืนยัน และผมเชื่อว่านี่คือความจริงที่ไม่มีใคร ปฏิเสธได้ เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมก็เข้าไปนั่งทำหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ไปทำหน้าที่อยู่ได้พักหนึ่งปรากฏว่าได้รับมอบหมาย เป็นรัฐมนตรี แล้วเวลาที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เขาประชุมมันตรงกับการประชุม คณะรัฐมนตรี คือเช้าของวันอังคาร ผมก็ด้วยสปิริต (Spirit) ครับ เนื่องจากว่าไม่สามารถ จัดสรรเวลามาประชุมทำหน้าที่กรรมาธิการได้ก็ตัดสินใจลาออกทั้งที่เข้าไปนั่งมุ่งหวังตั้งใจ อย่างเต็มกำลัง จะช่วยกันผลักดันบ้านเมืองนี้ออกจากกับดักแห่งมหาวิกฤติที่รออยู่ข้างหน้า แต่เมื่อคณะกรรมาธิการได้เดินหน้าปฏิบัติการมาจนถึงนำรายงานเสนอต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ก็จะขอโอกาสใช้สิทธิ ใช้เวลาอธิบายความแล้วสื่อสารความคิดไปยัง พี่น้องประชาชนผู้ติดตามการประชุมอยู่ทั้งประเทศเวลานี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ครับว่า ทำไมรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รีบร้อน ลุกลี้ลุกลนที่จะปรองดอง บอกว่ามีปัญหามากมาย ปัญหาราคาสินค้า ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาอื่นใดแล้วทำไมจึงตะบี้ตะบันที่จะปรองดอง ก็ไม่ได้ หมายความว่ารัฐบาลจะประกาศหยุดภารกิจทุกอย่างเพื่อทำสิ่งนี้ ไม่ใช่นะครับ ทุกอย่าง ก็ยังคงเดินหน้าอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ผมได้อธิบายความไปแล้วเมื่อคราว อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลยังคงเดินหน้า แล้วคำว่าปรองดอง มันไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้มาลุกลี้ลุกลน มาพยายามคลุมถุงชนปิดประตูตีแมว ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดกันมาตลอด รัฐบาลชุดก่อน ก็พูดเรื่องนี้แต่มันไม่มีความคืบหน้า มีการตั้งกรรมการ ตั้งอนุกรรมการ ตั้งคณะทำงาน โดยอ้างว่าเพื่อจะสร้างความปรองดองในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาสารพัดครับ มีคนเขารวมข้อมูล ผมอ่านให้ฟังก็ได้ ท่านประธานที่เคารพ ว่าในรัฐบาลชุดที่แล้วพอเกิดเหตุขัดแย้งรุนแรง ทางการเมืองที นายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการขึ้นมาทีหนึ่งบอกว่าจะหาความจริง บอกว่า จะหาความปรองดอง แต่มันเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการเหล่านั้นละครับ นับเนื่องจากปี ๒๕๕๒ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเข้าดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการตั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เรื่องค้นหาความจริงในความขัดแย้ง เรื่องการปรองดองดังต่อไปนี้ครับ หลังเหตุการณ์เมษาสงกรานต์เลือด ปี ๒๕๕๒ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมือง และศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี เป็นประธาน แต่งตั้งโดย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีอนุกรรมการ ๓ ชุดครับท่านประธาน ประธานชุดใหญ่ กรรมการใหญ่ คือดิเรก ถึงฝั่ง สุดท้ายนายดิเรกก็ไม่ถึงฝั่งครับ แล้วก็เงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง นี่หมายถึง สงกรานต์เลือด ปี ๒๕๕๒ เพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ มีนายสมศักดิ์ บุญทอง อดีตรองอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะนี้ ผมในฐานะผู้เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ ได้รับเชิญจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวไปให้ข้อมูลด้วย ผมก็ไปทำหน้าที่ มี ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเวลานั้นอยู่ในที่ประชุมเป็นองค์คณะของกรรมการ มี ส.ว. นั่งอยู่ด้วย ทำหน้าที่ ร่วมกัน ก็ไม่เห็นว่าจะมีความคืบหน้าอะไรจากกรรมการชุดนี้เช่นเดียวกัน แล้วรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ปัจจุบันยังคงเป็นความลับดำมืดของจักรวาล ประชาชน ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ประชาชนไม่มีโอกาสได้ยินว่าที่พัทยาก่อนสถานการณ์ ลุกลามบานปลาย คนใส่เสื้อสีน้ำเงิน ชายฉกรรจ์ตัดผมสั้นเกรียนมาพร้อมอาวุธ ไม้ มีด ปืน หนังสติ๊ก ที่มาดักทำร้ายประชาชนคนเสื้อแดงเวลานั้นเป็นใคร ไม่มีครับ ท่านประธานครับ รายงานชุดนี้อยู่ที่ไหน ไหนล่ะครับการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง เท่านั้นยังไม่พอครับ พอมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย เสียชีวิตเกือบร้อย บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน สูญหายนับไม่ถ้วน ทุพพลภาพอีกเป็นจำนวนมาก เกิดความเสียหายทรัพย์สินอาคารบ้านช่อง รัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ตั้งกรรมการขึ้นมาอีกครับ ชื่อ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานจะเห็นว่า คำก็สมานฉันท์ ๒ คำก็ปรองดอง ๓ คำก็ค้นหาความจริง คราวนี้คณะกรรมการชุดนี้ชื่อย่อ คอป. ครับ มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการ ปรากฏว่านายคณิต ณ นคร ก็ทำหน้าที่ ของท่านไป ไปเยี่ยมพวกผมที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร ไปพูดไปคุยกัน ตลอดระยะเวลา ที่นายคณิต ณ นคร และคณะทำหน้าที่ในฐานะ คอป. ก็มีเสียงตัดพ้อมาจากกรรมการ คอป. เอง ว่าได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลชุดที่ตั้งมาให้ทำงานน้อยถึงน้อยมาก แทบจะทุกข้อเสนอ ไม่ได้รับการขานรับ ไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ใช่นายณัฐวุฒิพูด นายคณิตและคณะพูดครับ สื่อสารมวลชนเขาลง ประชาชนเขาแลเห็น นี่เป็นความจริงครับท่านประธานที่เคารพ นอกจาก คอป. แล้ว ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการของ คอป. ขึ้นอีก ๖ ชุดครับ ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด นอกจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ โดยมีนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน หนังสือพิมพ์เขาลงข่าวครึกโครมว่าเขาคิด ค่าปฏิรูปประเทศกันเป็นพันล้านบาทครับ งบประมาณมาจากภาษีอากรของประชาชน ไหนล่ะครับผลงานของการปฏิรูประเทศ ไหนล่ะครับบัญชีรับจ่าย ไหนล่ะครับที่หนังสือพิมพ์ ลงว่าเป็นร้อยล้านบาท พันล้านบาทที่เบิกไป ประเทศไทยมีอะไรปฏิรูป มีอะไรเป็นมรรค เป็นผลจากกรรมการชุดนี้บ้าง เท่าที่ผมทราบ ไม่มี แต่ถ้ามีอีกสักครู่จะรอฟัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีการตั้งกรรมการปฏิรูปประเทศ ชื่อย่อ คปร. ขึ้นมาอีกครับ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการ ๑๙ คนครับ ช่วยกันปฏิรูปครับ นายแพทย์ประเวศก็ปฏิรูป นายอานันท์ก็ปฏิรูป ไหนครับผลงาน ของกรรมการปฏิรูป ที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ครับ แล้วไม่พอ มีการแต่งตั้งคณะทำงานปฏิรูปสื่อ มีรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ยุบล เบญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานครับ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลชุดที่แล้วตั้งในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ก็หลังเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ มีการตั้งกรรมการพิจารณา แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า (NIDA) เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีผลงานครับท่านประธานครับ จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่หนังสือพิมพ์เขาเอามาลงว่ารายงานข่าวจากที่ประชุม พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงลูกพรรคต่อข้อเสนอของคณะกรรมการ ชุดนายสมบัติที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา หนังสือพิมพ์เขาลงว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกลูกพรรคว่าที่เลือกนายสมบัติ มาเป็นประธานเพราะเห็นว่าแนวทางเดียวกัน แต่เมื่อมีข้อเสนอมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร หมายความว่าแต่ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เคยลงมติไม่แก้รัฐธรรมนูญครับ แต่นายสมบัติบอกว่าต้องแก้บางมาตรา บางประเด็น แล้วก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา คนเขาก็วิพากษ์วิจารณ์เวลานั้น ปฏิเสธก็ปฏิเสธมาครับ แต่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณ คนเขาบอกว่าที่ต้องแก้เพราะไปตกปากรับคำกับพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการพลิกขั้วย้ายข้างทางการเมือง เอาพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล รับปากกันแล้วแกนนำสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล ถึงกับเขียนบทความว่าเขียนด้วยมืออย่าลบด้วยเท้า แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น ไม่มีการทำประชามติ ไม่มีการสานเสวนา ไม่มีการสุนทรียสนทนา ตะบี้ตะบันแก้เฉพาะมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเขตเลือกตั้ง จัดระบบเลือกตั้ง แล้วก็ไปแก้มาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เป็นเป้า ที่จะแก้จริงละครับ แต่ว่าแก้เป็นเพื่อนมาตราเขตเลือกตั้ง กันคนเขาว่า แล้วถามว่าประชาชน ได้ประโยชน์อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญให้มีการจัดเขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ให้มีการจัดบัญชีรายชื่อแบบใหม่ ก็ไม่มีแต่ท่านก็ทำครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีการตั้งคณะกรรมการอีก แต่คราวนี้ไม่ใช่รัฐบาลตั้งครับ ส.ว. ท่านก็ตั้ง ก็จะเห็นว่า ทุกคนทุกภาคส่วนพยายามที่จะขับเคลื่อนสถานการณ์ออกจากความขัดแย้งให้เกิด ความปรองดอง นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตาม สถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ มีคณะอนุกรรมการ อีก ๓ ชุด นี่คือบรรดาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ชื่อแตกต่างกันละครับ แต่เป้าหมาย ปลายทางอธิบายความว่าเพื่อจะให้เกิดความปรองดองซึ่งตั้งในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เราไม่เห็น ความคืบหน้าใด ๆ เราไม่เห็นรูปธรรมหรือตัวชี้วัดใดที่อธิบายว่าทุกกรรมการที่เขาทำมาได้รับ การใส่ใจใยดีจากรัฐบาลที่ตั้งขึ้น แล้วก็ไม่เห็นความก้าวหน้าแม้แต่เพียงกระผีกมิลลิเมตรว่า เรื่องนั้น ความพยายามนั้นผลักดันประเทศเคลื่อนย้ายออกจากสถานการณ์วิกฤติ ได้อย่างไร หลังจากมีการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศตั้งแต่ การปราศรัยปิดเวทีที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ผมยืนอยู่ข้าง ๆ เธอเวลานั้น ผมจำได้ ประกาศเลยครับว่าการสร้างความปรองดองเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทย ได้รับความไว้วางใจ แล้วก็จะเดินหน้าสร้างความปรองดองเป็นวาระเร่งด่วน โดยจะให้ คอป. ชุดของนายคณิต ณ นคร และคณะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป สุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็เดินหน้าตามนั้นครับ แล้วข้อเสนอของ คอป. เพิ่งได้รับการใยดี แล้วก็เอามาปฏิบัติ เอามาผลักดันขับเคลื่อนอย่างจริงจังชัดเจนก็ในรัฐบาลชุดนี้ครับ ในรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ในรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบ จากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน แต่เป็นรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีสำนึกและรับผิดชอบ ต่อสถานการณ์ของคนทั้งประเทศ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็แต่งตั้งคณะกรรมการ อิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ ชื่อว่า คอ.นธ. มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ท่านที่เคารพครับ มีการตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตาม ข้อเสนอแนะ คอป. หรือ ปคอป. ให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน แล้ว ปคอป. นี่ละครับ ที่ทำหน้าที่ลำเลียงข้อเสนอของ คอป. มาสู่การปฏิบัติ จนถึงมาตรการเยียวยาที่คืบหน้าชัดเจน ผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิตไปลงชื่อแล้วที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ มีกรรมาธิการ ๓๘ คน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ มี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน แล้วความคืบหน้าของกรรมาธิการชุดนี้ก็นี่ละครับ ที่เรากำลังคุยกัน เขาไปตกลงปลงใจกันในที่ประชุมเห็นตรงกันหมดว่าให้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นองค์กรวิชาการที่ที่ประชุมนั้นบอกว่าน่าเชื่อถือ ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์อื่น จะเป็นอย่างไรก็ได้สดับตรับฟังกัน แต่เอาละเมื่อที่ประชุมกรรมาธิการบอกว่าน่าเชื่อถือ ก็ให้สถาบันพระปกเกล้าเขาไปศึกษา เขาก็มีนักวิชาการดำเนินการตามระเบียบวิธีการวิจัย เสร็จแล้วก็นำเสนอผลมาที่กรรมาธิการ กรรมาธิการตกลงเสร็จสรรพลงมติเรียบร้อย ปรากฏว่า หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านบอกว่าไม่พอใจที่ลงมติกันด้วยเสียงข้างมากก็ถอนเสียงข้างมากออก แต่ทำงานเสร็จก็ส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกกระบวนการเป็นไปตามปกติ ไม่มี การลุกลี้ลุกลน ไม่มีการรีบร้อนใด ๆ เป็นแต่เพียงว่าประเทศไทยจะซอยเท้ารออยู่ในมุมอับ แบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลนี้มาก็เลยเดินหน้า ถามว่าเป็นรัฐบาลแล้วรีบเลยไหม ไม่ใช่ครับ แต่ว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมามันไม่ไปถึงไหน ไม่ได้ทำ ตั้งแต่กรรมการ กรรมการ กรรมการ ยาวเป็นหางว่าว ราวกรรมการผ้าป่า แต่ไม่มีครับประโยชน์โพดผลที่จะตามมา ทีนี้พอมาถึงสถานการณ์นี้ ท่านที่เคารพครับ แน่นอนครับประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ชื่อ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน คนที่กำลังอภิปราย ชื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยเผชิญหน้ากับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน มายาวนานครับหลังการยึดอำนาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คนเขาก็มีถามผมว่าแล้วทำไมวันนี้ณัฐวุฒิเปลี่ยนใจกลืนน้ำลายตัวเองหักหลัง ต่อพี่น้องประชาชนที่ร่วมสู้มาสนับสนุน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หรืออย่างไร ไม่ใช่ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องณัฐวุฒิ ไม่ใช่เรื่อง พลเอก สนธิ แต่เป็นเรื่องของสถานการณ์ ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยังดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคณะยึดอำนาจ แล้วท่านประกาศว่าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ การเมืองเป็นอย่างนี้ ท่านจะยึดอำนาจอีก ผมสู้ทันทีครับ แล้วเจอกันครับ แบบไหน อย่างไร ภายใต้วิถีทาง ของขบวนประชาธิปไตยผมเต็มที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่วันนี้สิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอ คือเรื่องการปรองดอง คือการสร้างสันติภาพให้กับประเทศที่มันขัดแย้ง มันแตกแยก และมันสูญเสีย ผมปฏิเสธสิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมอภิปราย ผมไม่ได้เข้าข้าง พลเอก สนธิ แต่ผมยืนข้างผลประโยชน์ของประเทศว่าบ้านเมืองนี้ถ้าไม่มี การปรองดองเดินต่อก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ยืนอยู่กับที่ก็รอวันตายครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เอาให้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล วันนี้ถ้าพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับผมอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ บอกว่าณัฐวุฒิเราชวนกันสนับสนุนปรองดอง ผมเอาด้วยครับ ผม ๒ คน ถ้าคนหนึ่งพยักหน้า คนหนึ่งจะไม่ส่ายหัว แต่ถ้านายจตุพร พรหมพันธุ์ บอกว่าณัฐวุฒิบ้านเมืองอย่างนี้เรารอไม่ได้แล้ว ไปยุทหารปฏิวัติดีกว่า ผมกับจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดกันทางการเมืองนับตั้งแต่คำพูดนี้ หลุดออกมาจากปากทันที นี่จึงเป็นเรื่องประเทศ นี่จึงเป็นเรื่องบ้านเรื่องเมือง ท่านจะมีการบ้านอย่างไรกับ พลเอก สนธิ ผมไม่ว่าละครับ แต่วันนี้สิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอผมปฏิเสธไม่ได้ เพราะผมหันไปมองข้างหลัง ๗-๘ ชุด อนุกรรมการนี่ครับ หรือกรรมการชุดใหญ่ที่ท่านตั้งกันมานี้ผมไม่เห็นความหวัง ผมไม่เห็นความคืบหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วเรื่องนี้มันต้องเป็นเรื่องที่พูดกันในสภาครับ ที่ทำกันอยู่นี้ถูกทิศถูกทาง ถูกที่ถูกเวลาแล้วครับ เพราะสภานี้เป็นที่รวมของตัวแทน ประชาชนทั้งประเทศ แล้วมันต้องถกเถียงกันครับ ต้องอภิปราย ต้องหาทางออก เพราะทุกคน เห็นตรงกันว่าที่ผ่านมามันเจ็บปวดเสียหายกันอย่างไรแล้วต่อไปมันจะเสียหายใหญ่กว่า รออยู่ข้างหน้า แล้วถ้าเราทั้งหมดไม่ช่วยกันให้บ้านเมืองนี้รอดปลอดภัยจากวิกฤติขัดแย้ง เท่ากับเราทั้งหมดที่นี่ ๕๐๐ คนไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศไทยแม้แต่น้อย ผมจึงพยายามชวนทุกคนให้มาช่วยกัน ผมยังไม่ทราบว่าคำว่าปรองดองนี้จะไปจอด สถานีสุดท้ายที่สถานีไหน แต่ผมอยากให้เราช่วยกันรักษารถไฟขบวนนี้ ผมอยากให้เรา ช่วยกันรักษาเวทีนี้เอาไว้ครับ เวทีแห่งการเจรจา เวทีแห่งการพูดคุย เวทีแห่งการถกเถียง หลีกเลี่ยงความรุนแรง หลีกเลี่ยงความสูญเสีย แล้วหาทางลงให้กับประเทศให้ได้ ผมฟัง เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ด้วยความเคารพครับ ผมอภิปรายผมไม่เคยไปกระทบกระทั่ง ปะทะกันรุนแรง ผมไม่เคยทำครับ แต่ผมต้องวิพากษ์ว่าสิ่งที่หลายท่านพูด พูดเหมือนกับว่า บ้านเมืองนี้อยู่กันมาดี ๆ เรียบร้อย แล้วจู่ ๆ คนเสื้อแดงผุดขึ้นมาแล้วก็แตกแยก แล้วก็ สูญเสีย ไม่ใช่ครับ คนเสื้อแดงไม่มี และไม่มีใครเคยคิดว่าจะมี แต่เกิดคนเสื้อแดง เพราะขบวนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เกิดเสื้อแดง เพราะมีการขับไล่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ด้วยวิธีการนอกระบบ คือการรัฐประหาร แล้วพอมีการรัฐประหาร พวกผมก็ออกไปต่อสู้ที่สนามหลวง พลเอก สนธิคงจำผมได้ วันแรกที่ผมขึ้นเวทีทางการเมืองคือวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ เวลานั้นคน ๓,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐ คน วันไหนคนได้ ๑๐,๐๐๐ คน ดีใจเกือบตาย ก็ไม่เคยมีใครคิดว่าวันหนึ่ง พี่น้องร่วมขบวนการต่อสู้จะขยายอาณาเขต ขยายพลังไปในขอบข่ายทั่วประเทศ จนเวลานี้ ผมไปไหน จังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน มีพี่น้องร่วมอุดมการณ์ออกมาแสดงตัว ทั่วทั้งแผ่นดิน วันแรก ๆ เราก็ไม่นึกแล้วเราก็ถูกปรามาสว่าพวกนี้พวกแก๊งข้างถนน แก๊งรับจ้างต่าง ๆ นานา แต่เหตุการณ์ก็เดินล่วงเลยมาถึงการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ พรรคพลังประชาชนลงเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ผม นายจตุพร พรหมพันธุ์ และพวกอีกหลายคนเป็นผู้สมัคร นายจตุพรได้รับเลือกตั้ง ผมไม่ได้รับ เลือกตั้ง บ้านเมืองก็เดินหน้ากันไป ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาล ปรากฏว่าก่อนการเลือกตั้ง มีคนเขามาเล่าว่ากลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลเวลานั้นพูดกันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคพลังประชาชน แพ้แน่ มีเสียงค้านกันในวงว่าถ้าพรรคพลังประชาชนชนะล่ะจะทำอย่างไร เขาบอกว่าถ้าชนะอีก ก็ยุบพรรคอีก แล้วยุบจริง ๆ ครับท่านประธาน ยุบจริงครับ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ถูกชุมนุมขับไล่มีการยึดทำเนียบรัฐบาล สุดท้ายพ้นจากตำแหน่ง คดีความก็อย่าเล่า ให้เจ็บปวดเลยครับ ทำกับข้าวออกโทรทัศน์หลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ได้เข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาล แม้แต่นาทีเดียว ถูกตัดสินยุบพรรค วันที่ ๒ ธันวาคม ตอนบ่าย แถลงปิดคดีเช้าครับ อ่านคำพิพากษาบ่าย แล้วก็นายกรัฐมนตรีตกจากเก้าอี้ไม่สามารถมาร่วมงานซ้อมใหญ่ พิธีสวนสนามที่กรุงเทพฯ ได้ ตรงตามคำประกาศของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ประกาศบนเวทีชุมนุมเป๊ะครับ ตรงเป๊ะ อ้ายเหล่านี้ละครับมันทำให้ประชาชนที่เขาเฝ้ามองสถานการณ์ เขาก็เลยออกมาแสดงพลัง ก็เลยมีคนเสื้อแดงเต็มธันเดอร์โดม ก็เลยมีคนเสื้อแดงเต็มสนามราชมังคลากีฬาสถาน แล้วก็เลย มีคนเสื้อแดงเป็นดอกไม้บานเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่เวลานี้ ถ้าไม่มีเหลือง ไม่มีแดงครับ ถ้าไม่มีกระบวนการนอกระบบเวลานั้นก็ไม่มี นปช. แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ เพราะฉะนั้น ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไรมันต้องมองกันให้ชัด ต้องให้ความเป็นธรรมกันครับ ท่านประธานที่เคารพ แล้วคนเขาก็พยายามบอกว่าคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยเป็นพวกเดียวกัน ผมก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นคนละพวกนะ เพราะผมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาก่อน ผมตั้งใจจะลงการเมืองในระบบ แล้วผมอยู่ในพรรคไทยรักไทยตอนนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีบทบาทอะไร ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ถ้าบ้านเมืองเดินไปตาม กติกาประชาธิปไตยปกติ อย่าว่าแต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยครับ วันนี้ไม่รู้ได้เป็นผู้แทนราษฎรหรือยัง แต่สถานการณ์มันพาพวกผมมา แล้วผมเติบโต แล้วเดินมาพร้อมกับการต่อสู้ของประชาชน เราคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยจึงไม่เคยปฏิเสธว่า เป็นพวกเดียวกัน เพราะเราคือผู้ถูกกระทำทางการเมืองตั้งแต่ต้น เป็นศูนย์รวมคนช้ำครับ เลือกรัฐบาลมากี่ชุด กี่ชุดเขาล้มหมด ผมลงสมัคร ส.ส. ครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามพรรคชาติพัฒนา อายุ ๒๕ ปี ปี ๒๕๔๔ เขาลง ๗-๘ คน ผมได้ที่ ๒ ครับ แน่นอนครับ พรรคประชาธิปัตย์เขาได้คะแนนมากกว่าในพื้นที่ แข็งแรงทางการเมืองไม่ว่ากัน ปรากฏว่า พรรคชาติพัฒนายุบ ผมมาอยู่พรรคไทยรักไทย ปี ๒๕๔๘ ลงใหม่ในนามพรรคไทยรักไทย ไปหาพ่อเฒ่า แม่แก่ ญาติพี่น้องเขาถามว่าย้ายพรรคหรือ ผมบอกไม่ได้ย้ายครับ เขายุบพรรค มารวมกัน ปี ๒๕๕๐ ไปลงพรรคพลังประชาชน เขาถามว่าย้ายทำไมอีก ผมบอกไม่ได้ย้าย เขายุบของผมอีกแล้ว พอมาอยู่พรรคเพื่อไทยก็ต้องไปอธิบายอีกว่าให้เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะว่าอันเดิมเขายุบของผมอีกทีหนึ่ง นี่คือชะตากรรมครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทยชัดนะครับว่าแบบนี้ แต่ปัญหาคือพันธมิตรกับพรรคการเมืองบางพรรคนี่ ความสัมพันธ์เวลานั้นเป็นอย่างไรครับ ท่านรู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่ ท่านขนคนให้กันหรือเปล่า ท่านสมประโยชน์สมอำนาจในขบวนการเคลื่อนไหวนั้นหรือไม่ ท่านไปมีส่วนร่วมวางแผนคิดอ่าน เตรียมการกันอย่างไรในการโค่นล้มรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ นายสมัคร นายสมชาย ปฏิเสธก็ได้ แต่คนไทยจะใช้วิจารณญาณครับ ก็เห็นเวทีพันธมิตรเขาทวงบุญคุณเหยง เหยง เหยงนี่ ก็เห็นเวลาแกนนำพันธมิตรจัดเลี้ยงฉลองก็มีคนระดับหัวหน้าพรรคการเมือง ไปพินอบพิเทาถึงที่นี่ครับ ก็มันมาอย่างนี้ครับท่านประธาน พวกผมนี่ไม่เคยคิดที่จะออกไปสู้ กลางท้องถนน แต่สถานการณ์มันทำให้พวกผมต้องเดินออกไป ขอความเป็นธรรมผมด้วย พรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความเป็นธรรมไม่เป็นอะไร แต่ขอหัวใจประชาชนได้โปรดรับฟังความจริง ที่ผมพูด แล้วไตร่ตรองด้วยสติปัญญาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นสถานการณ์ ทางการเมืองก็เดินหน้ามาเรื่อย ๆ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าขณะนี้ผมนั่งสังเกต ๒ วันนี่ผมพบความผิดปกติบางอย่าง ผมพบเห็นว่าเหมือนมีบางคนพยายามทำให้ กระบวนการในรัฐสภาปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนมีบางคนพยายามจะทำให้เกมในนี้ดูสับสน เหนื่อยหน่ายในสายตาประชาชน ทำทำไมครับ พูดจา เล่นสำนวนโวหาร โชว์ลีลา คงอธิบายว่า นี่คือลูกเก๋า ลูกเชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ครับ ประชาชนที่เขาดูนี่เขาไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวด ไม่ได้เออออด้วยละครับ แต่บางทีเขารำคาญ ท่านประธานครับ ถ้าหากนักการเมืองในสภา ไม่ช่วยกันปกป้องระบบรัฐสภา ถ้าหากนักการเมืองในสภาไม่ช่วยกันทำให้เวทีสภามันสง่างาม น่าเชื่อถือ วันหนึ่งประชาชนก็จะสูญสิ้นซึ่งศรัทธา แล้ววันที่ประชาชนสูญสิ้นซึ่งศรัทธา การเมืองในระบบ มันจะเปิดช่องให้อำนาจนอกระบบกลับมา ต้องการอย่างนี้หรืออย่างไร แทงหวยเปล่ากันอีกแล้วหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเพื่อนมิตรพี่น้อง ส.ส. ทุกฝ่ายในสภา ได้รู้เท่าทันแล้วปกปักรักษาระบบรัฐสภานี้ไว้ ท่านประธานครับ ผมฟังดูนี่อภิปรายกันมา ๒ วันส่วนใหญ่ทั่วไปก็เห็นตรงกันหมด ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน คือเห็นว่าบ้านเมืองนี้ ต้องปรองดอง นี่เห็นตรงกัน เห็นตรงกันที่ว่าจะต้องมีการเจรจาพูดคุย นี่ก็เห็นตรงกัน เห็นตรงกันว่าสถานการณ์วิกฤติการเมืองเวลานี้ขัดแย้งสูงสุดและจะเกิดผลกระทบสูงสุด นี่เห็นตรงกันครับผมนั่งฟัง แต่ดูเหมือนมีข้อเดียวเท่านั้นที่ยังติดอกติดใจกันอยู่ คือมีการพูดกันว่า ปลายทางของการปรองดองจะเป็นการนิรโทษกรรมให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ แล้วใครคนนั้นชื่อทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ เรื่องเดียวเท่านั้นจริง ๆ ครับ ที่พูด ๆ กันมานี่ ทักษิณจะได้อย่างนั้นไหม ทักษิณจะได้อย่างนี้ไหม ทักษิณจะได้อย่างโน้นหรือเปล่า ทำไม เอา พันตำรวจโท ทักษิณเป็นตัวตั้งละครับ ทำไมไม่เอาประเทศไทยเป็นตัวตั้ง อย่าถามว่า ทักษิณจะได้อะไร แต่จงสำนึกว่าประเทศนี้ได้สูญเสียอะไรไปแล้วบ้างจากความขัดแย้งที่ผ่านมา แต่นี่ถามกันอยู่แต่ว่าทักษิณจะได้หรือเปล่า ทักษิณจะเอี่ยวไหม จะมีการนิรโทษกรรมคดี ที่ พันตำรวจโท ทักษิณถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือไม่ ผมยืนยันต่อที่ประชุมนี้ผมไม่เห็นด้วย ถ้าจะมีการนิรโทษกรรมในคดีที่มีการกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชัน โดยประเพณีปฏิบัติ ทางการเมืองทางกฎหมายของประเทศไทยที่ผ่านมาการนิรโทษกรรมเขาทำกันในกรณี ทางการเมืองครับ ส่วนกรณีคดีทุจริตคอร์รัปชันไม่เคยมี เพราะฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าคราวนี้ กรรมาธิการก็ดี สภาก็ดี รัฐบาลก็ดี เขาไม่เดินละครับ แต่ท่านไปวาดภาพ ผมไปพูด ในสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ว่าเรายังไม่รู้เลยว่ารถไฟขบวนปรองดองจะไปจอดสุดท้ายที่สถานีไหน แต่มีคนบางฝ่ายไปสร้างสถานีผีสิงขึ้นมาเอง แล้วก็โวยวายบอกประชาชนว่าอ้ายนั่นสถานีนั้น ผีสิงอย่าเข้าไป อย่างเข้าไป ชาวบ้านเขางง ๆ แต่ตัวเองสร้างเอง กลัวเอง ตกใจกันเอง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านประธานครับ สำหรับกับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยส่วนตัวผมเคารพ ศรัทธา เชื่อมั่น แล้วผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ประชาชนมหาศาล ในประเทศนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่ใครจะไม่รัก ไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่มีปัญหาครับเราเคารพ แต่ผม ไม่ได้บอกว่ากำลังพูดถึงการล้มคดี พันตำรวจโท ทักษิณ เรากำลังพูดถึงการคืนเงิน พันตำรวจโท ทักษิณ เรากำลังพูดถึงการเคลียร์ (Clear) ทุกอย่างให้ พันตำรวจโท ทักษิณ ภายใต้การปรองดอง ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นและผมแน่ใจว่าเรากำลังไม่ได้พูดกันเรื่องนี้ แต่เรา กำลังพูดว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ควรได้รับความยุติธรรมเหมือนที่คนอื่นได้รับ ใช่หรือไม่ แล้วเรากำลังพูดว่ากระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีกับ พันตำรวจโท ทักษิณ คือความอยุติธรรมอย่างชัดแจ้งใช่หรือไม่ ท่านตอบอย่างไรก็ตอบ อธิบายอย่างไรก็อธิบาย ประชาชนเขาใช้วิจารณญาณ แต่ผมยืนยันว่า ใช่ คตส. อย่างไรครับ การใช้อำนาจ ของคณะรัฐประหารอย่างไรครับ คณะรัฐประหารเวลานั้นยึดอำนาจแล้วว่ามีเหตุผล ๔ ข้อ ๑ ใน ๔ ข้อ ก็คือบอกว่ารัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไปตั้ง คตส. มา ท่านประธานครับ แล้วบอกว่าให้ คตส. ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ถามว่าไปตั้งทำไม ก็ในเมื่อหัวหน้าคณะยึดอำนาจเวลานั้นลงนามแต่งตั้ง ป.ป.ช. ทำหน้าที่แล้วนะครับ เขามี ป.ป.ช. ให้เดินปฏิบัติงานในเรื่องนี้ แล้วไปตั้ง คตส. ขึ้นมาอีก แล้วคุณสมบัติของ คตส. ประการสำคัญอย่างหนึ่งไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแต่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ คตส. ที่ทรงเกียรติที่มานั่งทำหน้าที่ต้องลงมาจากเวทีพันธมิตรเท่านั้นครับ ถ้าลงมาจาก เวทีนางสาวไทยหรือเวทีอื่นอาจจะขาดคุณสมบัติ แต่ถ้าลงมาจากเวทีพันธมิตร ดี ๑ ประเภท ๑ ครับ แล้วเอาคนที่เป็นปฏิปักษ์มาเป็นกรรมการ แล้วก็ตั้งต้นกระบวนการยุติธรรมเพื่ออธิบายความว่าทักษิณทุจริต อย่างนี้หรือครับที่จะยัดเยียด ให้ยอมรับว่าคือความยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมเรียนครับ ผมก็ อยากจะทราบเหมือนกันว่าในกระบวนการยุติธรรมปกติที่สังคมเขายอมรับนี่ สุดท้าย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร คือคนทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ถ้าทุจริต คอร์รัปชันจริงในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากลก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายครับ ตัดสินติดคุกก็ติดคุก ตัดสินยึดทรัพย์ก็ยึดทรัพย์ แต่อย่ามาบังคับให้ยอมรับกลไกของอำนาจ รัฐประหาร แล้วให้เราต้องก้มกราบกรานว่านี่คือกระบวนการยุติธรรม รับไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียกร้องต่อ พันตำรวจโท ทักษิณตลอดเวลาก็คือคืนความยุติธรรม ให้ท่านได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไปตั้งต้นมาจาก ป.ป.ช. ไปตั้งต้นมาจากไหนแล้วก็เดินกันต่อไปถึงโรงถึงศาลครับท่านประธาน ตรงนี้ครับ อย่างที่ คุณจตุพรยกตัวอย่างเมื่อเย็นละครับ ว่าถ้าอธิบายว่า คตส. ชอบธรรมเอาไหมละครับ ที่คุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพจะขึ้นไต่สวนนี่ ตั้งคุณณัฐวุฒิกับคุณจตุพรเป็นกรรมการไต่สวน เอาไหมคดีสั่งฆ่าประชาชน ท่านก็ไม่เอา บอกว่าพวกผมไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ถ้าอย่างนั้น เอาอดีตผู้พิพากษาไหมครับ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ท่านก็ไม่เอา แล้วทำไมเราต้องไปปกป้องมรดกของคณะรัฐประหาร แล้วอธิบายทั้งบ้านทั้งเมืองว่า นั่นคือความยุติธรรม เท่านี้เองครับ เรื่องที่จะเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับ พันตำรวจโท ทักษิณ มีอยู่เท่านี้ แต่ที่เหลือเป็นเรื่องของคนไทยทั้งแผ่นดิน เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน แสดงความรับผิดชอบต่อประเทศนี้ นำพาบ้านเมืองนี้ออกจากวิกฤติไปให้ได้ ท่านประธานครับ เราอย่ามาพูดว่าใครจะได้ประโยชน์ เสียประโยชน์เลยครับ พูดแล้วมันอายประชาชน อย่ามาบอกเลยว่าถ้าปรองดองพรรคนั้นได้อะไร พรรคนี้เสียอะไร มันพูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ ประชาชนเขาดูเขาเสียใจ แต่ในเมื่อท่านพูดผมก็จะพูดเหมือนกันว่าในวิกฤติแห่งความขัดแย้ง ๖ ปีที่ผ่านมา ทุกคนสูญเสียหมดนะครับ ประชาชนทั้งประเทศสูญเสียโอกาสในการดำรงชีพ ในบ้านเมืองที่สงบสุข นักลงทุนเสียโอกาส นักท่องเที่ยวเสียโอกาส ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษาเสียโอกาสครับ บาดเจ็บล้มตายมากมาย พรรคไทยรักไทย ถูกยุบ ๒-๓ รอบ พรรคชาติไทยถูกยุบ พรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็ดูเถอะครับกะปลกกะเปลี้ยทุกฝ่ายสูญเสียทั้งหมด ทุกฝ่ายเสียหายทั้งหมด ปรากฏว่า มีอยู่พรรคการเมืองเดียวที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ๖ ปีที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเดียวเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์สูงสุด และมีนักการเมืองคนเดียวที่ได้ประโยชน์แบบดับเบิ้ล ซูเปอร์ แจ็คพอต (Double super jackpot) จากความขัดแย้งนี้ ไม่ต้องชนะเลือกตั้งก็เป็นรัฐบาลได้ พ่ายแพ้เลือกตั้งก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันเกิดจากอะไรละครับ ก็เกิดจากผลผลิตแห่งความขัดแย้ง เกิดจากผลพวงการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครับ ท่านประธานครับ ประเทศนี้ ต้องแลกอะไรไปบ้าง ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อเป็นเส้นทางให้พรรคการเมืองหนึ่ง ให้นักการเมืองคนหนึ่งเข้าสู่อำนาจบริหาร ต้องมีการยึดอำนาจ ๑ ครั้ง มีการโค่นล้ม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ๓ คน มีการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อยุบพรรค และตัดสิทธินักการเมืองที่เป็นคู่แข่ง รวม ๒ รอบ ๒๒๐ คน มีการปลุกระดมมวลชน ออกมาจนกระทั่งมีการยึดทำเนียบรัฐบาล มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีการใช้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวจนคำว่า ๒ มาตรฐานติดปากคนทั้งบ้านทั้งเมือง มีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มีการสวมกอดกันระหว่างนักการเมืองต่างขั้วที่ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบกันมาตลอดแต่สวมกอดเกือบจูบปากกันครับท่านประธาน มีการใช้กำลังทหาร ออกมาปราบปรามประชาชน จนมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นเกือบร้อยชีวิตเพื่อปกป้อง พรรคการเมืองนั้นและนักการเมืองคนนั้นในอำนาจครับ ท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือความเป็นจริงแล้วนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย แล้วนี่คือสิ่งที่ พรรคการเมืองหนึ่ง นักการเมืองคนหนึ่งได้ไปจากความขัดแย้งของประเทศไทยครับ
เดี๋ยวนะครับ คุณหมอฟังให้จบก่อนได้ไหมครับ
ท่านประธาน ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วผมก็เกรงใจผู้อภิปราย ท่านประธานครับ แต่ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้ท่านผู้อภิปรายกำลังอภิปรายในข้อมูล ที่ไม่ถูกต้อง กำลังกล่าวเท็จในสภาแห่งนี้ครับ เขาพูดว่าเขาเป็นนักการเมืองที่เคารพในระบบ รัฐสภา แต่นักการเมืองท่านผู้นี้เพิ่งจะเข้ามาเป็น ส.ส. สมัยแรก แล้วท่านจำได้ไหมครับว่า เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ได้มีนักการเมืองคนหนึ่งได้พูดว่าถ้าพวกคุณ ยึดอำนาจ ผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง เวลาผมฟังแล้วผมก็มอง อ๋อคนคนนี้เอง ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดว่าเขาเป็นนักการเมืองที่รับผิดชอบในระบบรัฐสภา มันจึงไม่ใช่ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะรอให้เขาพูดให้จบครับท่านประธาน แต่เนื่องจากมันมี ประเด็นเยอะ ผมจึงเกรงว่าเดี๋ยวมันจะช้าเกินไปจึงขออนุญาตแทรกประท้วงมาว่าพูดไม่จริงครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ไม่เป็นไร เชิญท่านณัฐวุฒิต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมจะทำหน้าที่ ของผมต่อทั้ง ๆ ที่ผมไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสมาชิกที่ลุกขึ้นมาอภิปรายเมื่อครู่นี้ประท้วงหรืออะไร คือหมายความว่าอยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมา โพล่งขึ้นมา
คือเชิญต่อดีกว่าครับ เรากำลังปรองดองกันอยู่ บรรยากาศจะไม่ดีครับ
ได้ครับ ผมไม่มีปัญหาครับ ด้วยความเคารพ ด้วยความยินดี ก็ขออภัยท่านผู้ชมที่ติดตาม การอภิปรายของผม เพราะว่าการอภิปรายยาวบางทีก็พักโฆษณาบ้าง เมื่อสักครู่ เป็นการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องหอแต๋วแตกครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปต่อ วันนี้สิ่งที่บ้านเมืองนี้ได้เกิดความเสียหาย มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง มีนักการเมืองคนหนึ่ง ได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ
เดี๋ยวนะครับ คุณหมอครับ ผมขอความกรุณาอย่างนี้ได้ไหมครับ ให้จบทีละท่าน แล้วก็เดี๋ยวมี ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านจะได้ชี้แจง คืออดทนนิดหนึ่ง เพราะเราได้คุยกัน มาตั้งแต่ต้นแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ก็อย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ไปแล้วว่าผมประท้วงเมื่อสักครู่นี้ เพราะว่าท่านฟังผมช้า ๆ นะครับ เพราะว่าผมมี ๒ ประเด็น เผื่อเคลียร์ให้ท่านผู้กำลังอภิปรายได้เข้าใจว่าเมื่อสักครู่ครั้งแรกผมประท้วงเพราะเขา กล่าวเท็จในสภา แต่ครั้งนี้ผมลุกขึ้นมาเนื่องจากว่าเขาเสียดสีผม เขาพูดคำว่าหอแต๋วแตก ผมก็เลยงงว่าแต๋วใครแตก แล้วก็ฟังดูแล้วมันเป็นการเสียดสี เขาต้องถอนประโยคนี้ออกไป ท่านประธาน เขาเป็นรัฐมนตรีท่านประธานครับ ไม่ใช่ไพร่
ไม่เป็นอะไรครับ เดี๋ยวท่านนั่งลงครับ
เป็นรัฐมนตรีไม่ใช่ไพร่นะท่านประธาน ถ้าเป็นไพร่ผมไม่ว่า ท่านประธานครับ
เดี๋ยวนั่งลงครับ ท่านณัฐวุฒิครับ อะไรที่ไม่กระทบกระทั่งเพื่อนฝูงก็ขอความกรุณาถอนเถอะครับ แล้วก็ท่านจะได้พูดต่อเพราะประชาชนกำลังฟังนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถอนครับ ท่านประธานครับ เพื่อผมจะได้เดินหน้าต่อ ไม่แตกครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าสถานการณ์บ้านเมืองใน ๖ ปีที่ผ่านมานี้มันเห็นภาพนี้จริง ๆ ครับ เดี๋ยวท่านใดจะชี้แจง จะอธิบาย ผมก็นั่งฟังครับ แล้วประชาชนเขาเป็นกรรมการครับ แต่ผมจะพูดต่อว่าเมื่อท่านและพรรคการเมืองของท่านได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ของบ้านเมืองไปถึงเพียงนี้ วันนี้จะคืนสิ่งที่ท่านได้เพื่อต่อลมหายใจให้กับประเทศไทยหน่อย ไม่ได้หรือ วันนี้จะคืนอำนาจวาสนาบารมี คืนลาภมิควรได้เพื่อให้ประเทศไทยมีช่องทาง เดินไปต่อ ไม่ได้จริง ๆ หรือครับ ผมไม่ได้ขอร้องท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าประเทศไทย ต้องการสิ่งนี้ แล้วผมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ผมต้องทำหน้าที่ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่าการปรองดองเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีใครเสียสละกันบ้าง เวลานี้เดินหน้าเข้าหากันอัดกันจนไม่มีที่ว่างที่จะให้หายใจแล้ว ถ้าต่างฝ่ายยังเดินหน้าเข้าไปอีกเดี๋ยวก็มีวันระเบิดรออยู่ไม่ไกลครับ แต่ถ้าทุกคนละวาง ถอยกันบ้าง เสียสละกันบ้าง จะพบหนทางของประเทศ ผมจะขอให้ใครเสียสละได้บ้างครับ ท่านประธานครับ แล้วจะให้พวกผมเสียสละอะไรบอกครับ ถ้าเป็นเหตุเป็นผลทำได้เราจะทำ แต่ผมจะคาดหวังการเสียสละจากทางอื่นตรงไหนได้ครับ จะให้เสียสละให้ประเทศ ผมก็ไม่กล้าเรียกร้องใหญ่ขนาดนั้น ก็ขนาดสละสัญชาติอังกฤษเพื่อความสง่างาม ของการเป็นผู้นำประเทศก็สละไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าการพลิกวิกฤติเพื่อสร้างโอกาสนี้มันเป็นเรื่องดีครับ เป็นเรื่องที่ควรยกย่อง แต่การสร้างวิกฤติเพื่อฉวยโอกาสอย่าทำครับ บ้านเมืองนี้มันวิกฤติเกินกว่าใครจะสร้างวิกฤติซ้ำ ได้อีก แล้วบ้านเมืองนี้มันเจ็บปวดจนแทบไม่เหลือโอกาสให้ใครฉกฉวยอีกแล้วนอกจาก โอกาสของคนทั้งประเทศแล้วเป็นเพียงโอกาสเดียวคือโอกาสจากความปรองดองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเดินหน้าแบบนี้ ถ้ารัฐบาลเดินหน้าแบบนี้ มันก็จะเกิดความยุติธรรมของผู้ชนะ เป็นวาทกรรมที่ฟังดูคมคายครับ ฟังดูแล้วขนลุกขนพองน่ากลัว โดยบางทีอาจจะไม่เข้าใจความหมาย มันไม่มีในกรณีนี้ครับท่านประธาน ความยุติธรรมของผู้ชนะ ในการปรองดองมันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการปรองดองของประเทศมันจะไม่มีผู้ชนะ แต่ผู้ชนะ คือคนไทยทั้งแผ่นดินจะชนะด้วยกันเพราะประเทศมันมีทางไป แต่ถ้าไม่ปรองดองนี่สิครับ คือความพ่ายแพ้ของสภานี้ คือความพ่ายแพ้ของนักการเมืองยุคนี้ คือความพ่ายแพ้ ของตัวแทนประชาชนในสมัยนี้ นี่เรากำลังจะพ่ายแพ้ร่วมกันนะครับเพราะเราข้ามพ้น ผลประโยชน์ส่วนตนทางการเมืองไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ด้วยความเคารพเถอะครับท่านประธาน ผมว่าไม่มีครับความยุติธรรมของผู้ชนะ ผมว่าปัญหาวันนี้มันอยู่ที่ความอาฆาตและริษยา ของผู้แพ้ครับ ผมไม่ได้เหยียบย่ำว่าใครชนะ ใครแพ้แล้วมาเสียดสี แต่ผมเห็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ วันนี้จับมือกันแล้วเอาชัยชนะให้ประชาชนสักทีไม่ได้หรือครับ ให้ประชาชนเขาชื่นใจ กับสภานี้สักทีหนึ่ง จะไม่ร่วมกัน ไม่ช่วยกันจริง ๆ หรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการเรียกร้องให้พูดคุยกัน ผมเห็นด้วยครับ ไม่มีปัญหาถ้าเราจะสานเสวนา แต่ประเด็นของผม ก็คือว่าเราจะคุยกันตอนไหน เราจะคุยกันในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภาพรวมเป็นอย่างไร คุยกันตอนนี้หรือครับ ตอนที่คนตายก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา คนพิการก็นอนพะงาบ ๆ อยู่ต่อหน้าญาติพี่น้อง คนบาดเจ็บก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล คนติดคุกก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วจะคุยกันตอนนี้ครับ คุยกันตอนที่คนกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองยังถูกเหยียบย่ำรังแก คุยกันตอนที่คนกลุ่มหนึ่งยังมีความรู้สึกว่าชะตากรรมของตัวเองยังตกเป็นเบี้ยล่างของอีกฝ่ายหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา มันจะคุยกันได้หรือครับท่านประธาน ทำไมเราไม่ทำให้ความรู้สึกของผู้คน ที่เจ็บปวดสูญเสียได้กลับคืนขึ้นมาบ้าง โอกาสและบรรยากาศในการเจรจา ในการสานเสวนา ก็จะเปิดกว้างและเป็นไปได้มากขึ้น นี่ขัดขวางแม้กระทั่งการเยียวยาคนตายครับ ผมขอความกรุณา ท่านระมัดระวังคำพูดกันเถอะครับขอร้อง แล้วไปบอกว่าการเยียวยาคนตาย ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นการให้เงินพวกมาเผาบ้านเผาเมืองอย่าพูดอย่างนั้นครับ มันไปเหยียบย่ำหัวใจญาติพี่น้องเขา มันไปเหยียบย่ำหัวใจคนที่เขาดูอยู่ทั้งประเทศ คนที่ตายเขาตายก่อนไฟไหม้ทั้งนั้น ที่ถูกยิงมา ตั้งแต่ ๑๐ เมษายน ไล่มาถึงสุดท้าย ๑๙ พฤษภาคม ไฟยังไม่ไหม้ท่านประธาน แล้วท่านประธานครับ การเยียวยามันไม่ได้หมายความเยียวยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกสีเสื้อ ทุกคน ทุกพรรค ทุกภาคส่วนที่เกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายก็ครอบคลุม ในการเยียวยานี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านต้องระมัดระวังคำพูดครับ ไปเหยียบย่ำซากศพเขา ไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ตอนนี้ครับ สิ่งที่ เราควรทำ คือการข้ามพ้นประโยชน์ตนทางการเมือง แล้วมองไปข้างหน้า มองหาวันพรุ่งนี้ ให้ประเทศครับ ไม่ใช่ไปเอาเมื่อวานมาขวางวันแห่งอนาคต ไม่ใช่ไปบอกว่าเมื่อวาน คุณเป็นอย่างนี้ เดือนที่แล้วคุณเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นข้างหน้าคุณอย่าไป ไม่ได้ครับ จะเอาผิด เอาคดี เอาความกันอย่างไร ไม่ได้มีปัญหานี่ครับท่านประธาน ไม่ได้มีใครกังวล เรื่องนั้นครับ จะมาบอกว่าผมไม่พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เชื่ออย่างที่พูดจริง ๆ หรือครับ ผมมอบตัวทุกคดี ถูกจับขัง ถูกตีตรวน ลูกสาวคลอดก็ไม่ได้อุ้ม ได้แต่มองหน้าแวบหนึ่ง เพราะเขาจะมาจับถึงโรงพยาบาล ไม่มีปัญหา นี่คือชะตากรรมส่วนบุคคล ไม่อุทธรณ์ วิงวอน ขอความเมตตาเห็นใจครับ แต่ว่าเวลานี้จะเอาประเทศไทยทั้งประเทศมาขังรวมไว้กับผมไม่ได้ ต้องการจะขังผมก็ดำเนินคดีครับ ไม่มีปัญหา แล้วเรื่องประกาศว่าเผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง ท่านก็พูดเองนี่ครับ ว่าผมพูดเวทีเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ปลายเดือนมกราคม เปิดเทปทั้งเทปสิครับ ทั้งการปราศรัยสิครับจะทราบเลยว่าผมหมายถึงอะไร ไม่ได้เกี่ยวกับแยกราชประสงค์ ไม่ได้เกี่ยวกับแยกผ่านฟ้า ไม่ได้เกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่เลย เพราะเวลานั้นโลกทั้งโลกก็ไม่รู้ว่าจะมีการชุมนุมใหญ่กันเมื่อไร ไม่รู้ว่ามีแยกผ่านฟ้า มีแยกราชประสงค์หรือไม่ นี่คือข้อเท็จจริง แต่ถ้าจะเอาเรื่องนี้ดำเนินคดีกับผมไม่มีปัญหาครับ ก็พร้อมสู้คดีอยู่ทุกเวลา ตอนนี้อย่างไรครับ แต่มันคนละเรื่องครับ ท่านบอกว่าจะจัดการ พันตำรวจโท ทักษิณ เพราะประชาชนเขาลงโหวตในโพลว่าจำผลงานรัฐบาลชุดที่แล้วได้ กรณีเดียว คือการไล่ล่า พันตำรวจโท ทักษิณ ท่านจะจัดการก็ว่ากัน จะจัดการนายณัฐวุฒิ นายจตุพร หรือใครก็ไม่มีปัญหา แต่อย่าไปผูกพวกเราเอาไว้กับประเทศไทย นี่คือสิ่งที่อยากจะ ขอร้องครับ แล้วพูดจากหัวใจ ผมต้องพูดความจริงครับท่านประธาน เพื่อให้มันสิ้นกระแสความ แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกันอีก หลังจากนี้ท่านใด ของฝ่ายค้านพูด ท่านก็พูดเถอะครับ ผมก็จะนั่งฟัง
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าเวลาเรา เดินหน้าเรื่องการปรองดอง ท่านประธานครับ ผมมีพี่น้องที่ต่อสู้ร่วมกับผมมา ผมมีประชาชน ที่บาดเจ็บล้มตายในการต่อสู้ด้วยกันกับผม ผมมีคนที่รอคอยอิสรภาพอยู่ในเรือนจำ เป็นจำนวนมาก พี่น้องเหล่านั้นเขาไม่พอใจพวกผม ที่ผมมาพูดเรื่องการปรองดอง เพราะเขา ยังเจ็บปวด เพราะเขายังไม่ได้รับการเยียวยา เขาอาจจะกำลังเสียใจพวกผมอยู่ เขาอาจจะ รู้สึกผิดหวังกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่ แต่ผมก็ต้องทำ เพราะผมรู้ว่าเขารักผม แล้วผม ก็รักเขา แต่ผมจะเอาความรักระหว่างเราไปขวางกั้นโอกาสและอนาคตของประเทศไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องแสดงความกล้าหาญ แล้วเดินผ่านดินแดนแห่งความเกลียดชัง หรือโกรธเคืองของพี่น้องเราเองครับ ท่านประธานครับ เนลสัน แมนเดลา ขณะถูกจองจำออกมาจากคุกไปเจรจากับรัฐบาล ของประธานาธิบดีเฟรเดอริก ดับบลิว เดอ เคลิร์ก มีเพื่อนที่ติดคุกอยู่ด้วยกันกับแมนเดลา ๓-๔ คนครับ ติดคุกอยู่ด้วยกัน ๒๐ กว่าปี แมนเดลาตัดสินใจคนเดียว แอบออกไปคนเดียว โดยเจรจากับผู้บัญชาการเรือนจำ แล้วเขาแอบพาออกไป กลับเข้ามาแมนเดลามาเล่า ให้เพื่อนฟังว่าฉันออกไปเจรจากับรัฐบาล เพื่อนของแมนเดลาโวยวายทุกคน ไม่มีใครเห็นด้วย ไม่มีใครพอใจสักคนเดียว แต่เขาก็เดินหน้า ท่านประธานครับ เนลสัน แมนเดลา ออกจากที่จำขัง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของคนผิวสีเวลานั้น แต่เขาก็ได้ยื่น ๒ มือ ยื่นอ้อมกอดแห่งอำนาจให้กับชนผิวขาวผู้พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง แล้วสร้างการปรองดอง คนผิวสีเป็นพี่น้องร่วมต่อสู้กับแมนเดลาเขาไม่พอใจ เขาต่อต้านครับ เขาวิพากษ์วิจารณ์ แมนเดลาจะไปสนับสนุนทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้ซึ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนผิวขาวเล่นอยู่ในสนาม คนผิวสีเขาก็ไม่พอใจ แต่สุดท้ายมหาบุรุษคนนี้เขาก็ทำ แล้วเขาทำสำเร็จครับ เขาเดินผ่าน แรงเสียดทานของความไม่พอใจของพี่น้องเพื่อนร่วมรบ เพื่อนร่วมตาย เพื่อกางอ้อมกอด ที่ใหญ่กว่าเดิมแล้วกอดคนทั้งประเทศ กอดเพื่อนร่วมชาติ เพื่อนร่วมแผ่นดินของเขาเอาไว้ ผมไม่ได้พูดว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยกำลังยิ่งใหญ่เหมือนเนลสัน แมนเดลา เราไม่ใหญ่ขนาดนั้นครับ แล้วเราไม่บังอาจไปเทียบเคียง แต่ผมเล่าให้เป็นอุทาหรณ์ ให้คนเก็บเอาไปคิดว่าวันนี้ผมเอง ก็เจ็บปวด พวกผมเป็นฝ่ายถูกฆ่าครับท่านประธาน แล้วพวกผมไม่ได้ทำครับ จะมาบอกว่า คนเสื้อแดงฆ่ากันเอง ท่านก็พูดเถอะครับ แต่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณ แต่ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้ทำ ข้อกล่าวหาเผาบ้านเผาเมืองผมก็ยืนยันว่าผมไม่ได้ทำ แล้วผมยินดีพิสูจน์ในทุกกรณี แต่วันนี้มันมาพูดกันแต่เรื่องนี้ไม่ได้ครับ ถ้าเราไม่กล้าพอที่จะเดินทะลุกำแพงแห่งความเกลียดชังไป หรือเราจะขังประเทศไทยไว้ในนี้ แล้วการจะพาตัวเอง พาบ้านเมืองเดินผ่านทะลุกำแพง แห่งความเกลียดชังไปได้เราต้องผ่านกำแพงแห่งความเกลียดชังในใจตัวเองเสียก่อน ผมไม่ยอมรับบทบาทของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านหลายคน แต่ผมไม่เคยเกลียดชังเขา ผมไม่เคยนอนหลับโดยการสาปแช่งเขาก่อนนอน ผมไม่เคยรู้สึกปรีดาปราโมทย์ถ้าหากได้รับรู้ ชะตากรรมว่าเขามีอันเป็นไปบาดเจ็บล้มตาย นี่คือความสัตย์จริงครับ ไม่มีครับ แล้ววันนี้ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่าคุยกันไม่ได้เลยหรือครับ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่า ปรองดองกันไม่ได้หรือครับ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่ายอมเจ็บปวดกันบ้าง ยอมหักใจกันบ้าง แล้วเอาความสุขไปวางไว้ตรงหน้าประชาชนไม่ได้จริง ๆ หรือครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าพรรคเพื่อไทยอย่าเอาเสียงข้างมากลากไป มีการบอกว่า พรรคเพื่อไทยถือว่าได้ ๑๕ ล้านเสียง แล้วทำอะไรก็ได้หรืออย่างไร รู้ได้อย่างไรว่า คน ๑๕ ล้านเสียงอนุญาตให้ทำอะไรบ้าง แล้วไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง ผมไม่ทราบครับ ผมไม่ทราบว่าคน ๑๔-๑๕ ล้านเสียง เลือกพรรคเพื่อไทยมาเพราะอยากหรือไม่อยาก ให้ทำอะไร แต่ผมแน่ใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับสิ่งที่ท่านเป็น ไม่ชอบสิ่งที่ท่านทำ แล้วไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพูด เขาก็เลยตัดสินใจแบบนั้นในวันที่ ๓ กรกฎาคม แล้วเมื่อพวกผม ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ผมก็จะถือเอาสิ่งนั้นมาเหยียบย่ำ พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ครับ จริงอยู่ครับเราได้รับอำนาจมาจากเสียงข้างมาก แต่เราต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ แล้วนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำครับ
สุดท้ายจริง ๆ ถึง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านครับ ผมไม่มีโอกาสสนทนา กับท่านมากนัก แต่วันนี้สิ่งที่ท่านทำ ผมไม่มีทางปฏิเสธท่าน แล้วถ้าท่านจะเดินหน้า ด้วยความจริงใจนำประเทศไทยไปสู่ความปรองดอง ท่านเดินไปไหนผมไปด้วยครับ เอาอย่างไรก็เอากันครับ ให้มันรู้ไปว่าบ้านเมืองนี้ทุกคนทุกฝ่ายช่วยกันแล้วมันจะเกิด สันติภาพขึ้นไม่ได้ เพื่อนสมาชิกครับ ท่านที่พยายามกระแทกแดกดัน พลเอก สนธิ พยายามที่จะเหน็บแนมเสียดสีอะไรต่าง ๆ ท่านดูดี ๆ สิครับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่นั่งนี่ สำหรับผม พลเอก สนธิคือหัวหน้าคณะรัฐประหาร แต่สำหรับท่าน พลเอก สนธิ คือผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีการรัฐประหารโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผมก็ไม่แน่ใจว่า สถานการณ์การเป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองบางพรรคมันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ความจริงนี้ไม่เปลี่ยนแปลงครับ ท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ผมเคยต่อสู้อย่างไร ท่านก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับบางพรรคท่านเป็นผู้มีพระคุณอย่างไร ท่านก็ยังเป็น ผู้มีพระคุณอย่างนั้น ไหว้พี่เขาเสียสิ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ได้พูดเต็มที่ครับ วิปเขาโทรตามมาจากกระทรวง เขาบอกว่าให้เวลาไม่จำกัดก็มาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ขอโอกาสให้ประเทศไทย ขอโอกาส ให้เกิดความปรองดอง ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อท่าน ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อประเทศที่เราทุกคน ร่วมกันเป็นเจ้าของครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ
เชิญท่านวิรุฬห์ พื้นแสน กรรมาธิการ ตอบข้อซักถามครับ เชิญครับท่านวิรุฬห์
กระผม พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า ทางสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการ สร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมาพิจารณา การพิจารณาคราวนี้เป็นพิจารณาว่าครั้งแรกนั้น เป็นการพิจารณาเป็นเรื่องเหตุการณ์ในพื้นที่ กทม. และเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ซึ่งไม่รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติได้พิจารณากันแล้วเห็นว่าปัญหาพื้นที่ภาคใต้นั้นเป็นปัญหา สำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องแก้ปัญหาและหาแนวทางในการปรองดองและแก้ไขเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษาในเรื่องปัญหาเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมขอเรียนให้ทราบว่า ในการตั้งคณะอนุกรรมาธิการนั้นมีด้วยกัน ๑๐ คน ส่วนใหญ่คณะอนุกรรมาธิการในการพิจารณาเป็น ส.ส.ที่มาจากพื้นที่ภาคใต้ และเจ้าหน้าที่จากสภาความมั่นคง จากพื้นที่กองทัพภาค ๔ จากพื้นที่ของ ศอ.บต. และขณะเดียวกันได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาเป็นคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษา ผมขอยกตัวอย่างเช่น ท่านศาสตราจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จาก มอ. ปัตตานี ท่านโคทม อารียา และ พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ จากสถาบันพระปกเกล้า ผมขอเรียนว่าในบรรยากาศ ของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่ปรองดอง แล้วก็ปรึกษาหารือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ผมขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องปัญหาในพื้นที่ภาคใต้นั้นเป็นเรื่องที่ยาวนานมาเป็นร้อยปีแล้วครับ แล้วก็มีเหตุการณ์ที่รุนแรงบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง แล้วก็มีการรุนแรงมาตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราพิจารณาปรากฏว่ามีการสูญเสียเกิดขึ้น มีผู้คนล้มตายไปประมาณ ๕,๐๐๐ คนเศษ แล้วก็บาดเจ็บไปประมาณ ๙,๐๐๐ คน คณะกรรมาธิการพิจารณาว่าเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ภาคใต้นั้นเกิดมาจากอะไร ปัญหาสำคัญที่สุดที่เป็นใจกลางในการแก้ปัญหานั้น เกิดจากปัญหาในขบวนการแยกดินแดน แล้วก็มีเงื่อนไขอื่น ๆ จากยาเสพติด จากค้า น้ำมันเถื่อนบ้าง ค้าของเถื่อนบ้าง มาเสริมการปฏิบัติการในการก่อความไม่สงบในพื้นที่ คณะกรรมาธิการได้มาปรึกษาหารือกันว่าจะแก้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างไร คณะกรรมาธิการก็ปรึกษากันว่าปัญหาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และ ๔ อำเภอในจังหวัดสงขลา เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ใน ๓ จังหวัด ๔ อำเภอ แต่เรามาพิจารณาโดยรอบคอบแล้วว่าปัญหาใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นไม่ใช่เป็นปัญหาท้องถิ่นครับ เป็นปัญหาของประเทศ ถ้าแก้ปัญหา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ ให้เกิดความสำเร็จก็แก้ปัญหาในด้ามขวานของเราไม่บรรลุผล และจะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ และการวินิจฉัยการแก้ปัญหาเราน่ะ แก้อย่างไร ขั้นต้นมีการเสนอเข้ามาที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่าเราจะพิจารณากันนี้ เราจะไม่มีพรรคการเมือง เราไม่มีฝ่ายค้าน เราไม่มีฝ่ายรัฐบาล แต่พวกเราจะมาช่วยกันคิด แก้ปัญหาของประเทศ และความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นต้องร่วมมือจากทางรัฐบาล ภาครัฐ และของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ สำคัญที่สุดก็คือว่าคนไทยทั้งประเทศจะเข้าใจปัญหา ของพื้นที่ภาคใต้อย่างไร เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา และข้อสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องร่วมมือกัน
เอาละครับ ก่อนอื่นเพื่อจะไม่ให้เสียเวลา สิ่งที่เราเสนอก็คือการแก้ปัญหา เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องแรกสำหรับแก้ระยะยาว ให้จัดการการศึกษาให้ถูกต้องตามอัตลักษณ์ และความเหมาะสมกับคนในพื้นที่ และสำคัญที่สุดให้ประชาชนตรงนั้นสามารถมีงานทำ มีรายได้
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่เราจะมาพิจารณาก็คือเรื่องความเป็นธรรม เป็นปัญหาสำคัญครับ การใช้กฎหมายในพื้นที่ การรักษาความสงบในพื้นที่ กระบวนการสอบสวน กระบวนการ พิจารณาคดี ต้องได้รับความรวดเร็วและเป็นธรรม เป็นสิ่งที่แก้ไขเป็นเบื้องต้น และการที่จะทำงานให้เกิดความสำเร็จนั้นคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการบอกว่า จะแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ด้วยเอาความสันติมาประกอบ การแก้ปัญหาด้วย และขอให้มีการพูดคุยกันกับกลุ่มชนต่าง ๆ ที่เกิดความไม่เข้าใจกัน ต้องมีการพูดคุยกันครับ แต่กระบวนการพูดคุยกันนั้นทางฝ่ายนักวิชาการเขาบอกว่า ไม่ใช่การเจรจา แต่การพบปะกันทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดความสงบในพื้นที่ การแก้ปัญหา ของคนในพื้นที่
แล้วต่อมาสิ่งหนึ่งที่จะตามมาก็คือเรื่องเยียวยา ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอ เข้ามาในรายงานก็คือว่าสาระสำคัญการเยียวยานั้นประเด็นสำคัญก็คือว่าถ้าหากการเยียวยา คนที่เกิดเหตุการณ์ใน กทม. หรือในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ
เดี๋ยวครับท่าน พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ท่านครับ เดี๋ยวสักครู่หนึ่ง ท่านเจะอามิงครับ ผมว่าให้กรรมาธิการท่านชี้แจงก่อนได้ไหมครับ อดทนนิดหนึ่งแล้วเดี๋ยวท่านค่อยว่ากัน มันจะยาวนะครับ เพราะอาจารย์ไตรรงค์รอนานแล้ว
ขอนิดเดียวเดี๋ยวก็จะจบแล้วครับ
เขาจบแล้ว คืออดทนนิดหนึ่ง เพราะว่าเราก็
ท่านประธานครับ ผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในกรณี ที่ท่านกำลังตอบอยู่นี่สมาชิกไม่ได้ถามเลยครับ
คืออดทนนิดหนึ่ง ท่านกำลังชี้แจงอยู่
ผมถามเรื่องการเยียวยา เรื่องนี้ ค่อยไปพูดในมาตรา ๑๗๙ ครับ ให้รัฐบาลเปิดเวทีอีกครับ เรื่องภาคใต้ครับ
เชิญต่อครับท่าน พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ครับ
ผมขอเรียนอย่างนี้ กรรมาธิการนี้เสนอ โดยเฉพาะท่านเจะอามิงละครับ เราก็เป็นที่ความสำคัญให้สิทธิว่า การเยียวยาที่กรุงเทพฯ ได้อย่างไรขอในที่ปักษ์ใต้ได้อย่างนั้น นี่สาระสำคัญ และให้มีสิทธิ เท่าเทียมกันในคนที่กรุงเทพฯ ได้ ที่บาดเจ็บหรือล้มตายในกรุงเทพฯ ได้อย่างไรเขาได้อย่างนั้น ผมเอาประเด็นสำคัญ แล้วเรื่องนี้ที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าผลงานในคณะอนุกรรมาธิการนั้น เราก็เรียนให้ท่านทราบ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่มันมีเหตุการณ์ตามมาเราก็มีการคุยกันว่าสิ่งที่เรา จะไปพูดคุยกับใคร เจรจากับใคร แก้ไขปัญหาอย่างไร ทางคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณาว่า การข่าวต้องแม่นยำและทันสมัยครับ ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ
เดี๋ยวนะครับ ผมจะลำดับเดี๋ยวท่านจะได้รู้ว่าท่านอยู่ลำดับที่เท่าไร จะได้เตรียมตัวได้ถูก ท่านอภิสิทธิ์ก่อนหรือท่านไตรรงค์ เห็นเมื่อครู่ส่งมาบอกว่าอาจารย์ไตรรงค์ก่อน ถ้าท่านอภิสิทธิ์ ท่านต่อไปจะเป็นท่านศรัณย์วุฒิ กลับมาอาจารย์ไตรรงค์ แล้วก็ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์
ผม จะขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมครับ คือจริง ๆ แล้วก็อยากให้ไปตามลำดับ แต่เมื่อสักครู่สมาชิกที่เพิ่งอภิปรายจบไปมีการพาดพิงกล่าวหาค่อนข้างเยอะ ผมเกรงว่า ทิ้งช่วงไว้นานก็จะไม่ดี พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่
ท่านจะพูดก่อนเลยใช่ไหมครับ
ผมอยากให้ ท่านไตรรงค์ได้มีโอกาสพูดแล้วผมขอต่อจากท่านไตรรงค์ได้ไหมครับ
คือขอความกรุณาต้องสลับกันนะครับ
ไม่อย่างนั้น ก็ต้องใช้สิทธิพาดพิงแล้วมันก็จะเสียเวลาสภา ผมก็เลยคิดว่าปกติผมก็มีสิทธิในการใช้สิทธิ พาดพิงตั้งแต่คุณจตุพรแล้ว ผมก็รอมา แต่ผมเห็นว่าถ้าทิ้งช่วงไปอีกถึง ๒ ท่าน มันก็ นานเกินไป ก็ขอความกรุณาท่านประธานพิจารณาก็แล้วกันครับ
เชิญอาจารย์ไตรรงค์ก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะไม่ใช้เวลามาก ที่ว่าไม่ใช้เวลามากเพราะฟังมา ๒ วันแล้วครับ ฟังมา ๒ วันก็เห็นว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ใช้โวหารสู้กัน ก็มีความรู้สึกคล้าย ๆ นั่งฟังที่สนามหลวง แล้วก็พูด อันนี้จริง ๆ แล้วอย่างที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ พูดก็คือว่าอาจจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าทุกฝ่าย ก็ได้ระบายความรู้สึกลึก ๆ ออกมาเสียให้หมดก่อนที่จะมีการปรองดองกัน อาจจะเป็นจริง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าพี่น้องประชาชนที่เขาฟังหรือชมทีวี (TV) ทางบ้านเขาจะไม่สบายใจ มีความรู้สึ กว่ำผู้แทนราษฎรซึ่ งเป็ นตั วแทนของเขามีแต่ ทะเลาะเบาะแว้ ง แล้วมันจะปรองดองกันได้อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมก็อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าจริง ๆ ผมเชื่อและผมได้สัมผัสทั้ง ๒ ฝ่าย ลึก ๆ ของผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายอยากจะปรองดอง ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา หัวหน้าพรรคยืนยันจะปรองดอง ท่านสุเทพได้พูดไปถือเป็นคำพูดของพรรคเลย พร้อมที่จะ ปรองดอง หลังจากมีการเจรจาเสวนาหาจุดร่วมกัน ทางพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะปรองดอง ไม่ใช่ไม่พร้อมจะปรองดอง ลึก ๆ ในหัวใจของพวกเขาเขาก็อยากจะปรองดอง เมื่อวานคุณจตุพร กับคุณณัฐวุฒิมาพบผมที่ประตูบอกอยากกินข้าวกับพี่ บอกได้เดี๋ยวพี่หาเวลาให้ เขาก็อยาก ปรองดอง อยากให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจลึก ๆ ว่าผู้แทนราษฎรทุกคน อย่านึกว่า เราทะเลาะกันแล้วโอกาสที่จะปรองดองมันจะไม่มี มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมคิดว่าโอกาสปรองดองเรามีสูง จิตใจของพวกเราทุกคนนี้อยากจะปรองดอง แต่ว่ามันต้อง ปรองดองให้ถูกวิธีมันถึงจะหาข้อตกลงร่วมกัน ทีนี้ข้อตกลงที่จะร่วมกันมันต้องให้ถูกวิธี ผมต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธาน พลเอก สนธิที่นำเรื่องนี้เข้ามา ผมคิดว่า มันก็ถือว่าถูกทิศ ถูกเวลา เพราะว่าคณะกรรมาธิการเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็ชอบที่ต้อง รายงานที่ประชุม นี่ก็เป็นประเพณีปฏิบัติก็ใช้เวลาประมาณ ๑๒๐ วันเท่าที่ทราบ ก็ได้ไป ศึกษา แล้วก็ให้สถาบันพระปกเกล้าเขาศึกษา สถาบันพระปกเกล้าก็ได้เสนออะไร มาเยอะแยะ เล่มเบ้อเร่อเท่อ แต่ว่ามันก็มีจุดผิดพลาด ต้องยอมรับจุดผิดพลาดว่าคณะกรรมาธิการ ได้ไปสรุป คือในข้อเสนอผมไม่อยากพูดเพราะเขาพูดกันเยอะแล้วผมฟังมา ๒ วัน จนจำกันได้หมดแล้วผมว่าทั้งประเทศ แต่ว่าในระยะสั้นสถาบันพระปกเกล้าเขาเสนอว่า นิรโทษกรรมมี ๒ วิธี เรื่อง คตส. สำนวน คตส. จะทำอย่างไรกับสำนวน คตส. ก็มี ๓ วิธี ใน ๑ วิธีแรกที่คิดว่าผู้แทนราษฎรหรือพี่น้องประชาชนจะไม่สบายใจก็คือว่านิรโทษกรรม ทั้งหมดทุกคดี นี่เป็น ๑ ใน ๒ วิธีที่เสนอ ส่วนกรณี คตส. ที่ร้ายที่สุดก็คือว่าเจ๊ากันไปให้หมด ที่พิพากษาไปแล้วก็ยกเลิกไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องยึดทรัพย์ สำนวนทั้งหมดก็ยกเลิกไม่ต้อง ดำเนินคดีต่อ อันนี้ละครับที่ทำให้ผู้แทนราษฎรคิดว่าที่ทำให้บรรยากาศ อารมณ์ต่าง ๆ ค่อนข้างจะ รุนแรงเท่าที่ผมฟังมา ๒ วัน เพราะมีความรู้สึกเสมือนว่าคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง ท่าน พลเอก สนธิตกเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะไปออก ๒ อย่างนั่นละ ที่เสนอทางเลือกมานี้ นิรโทษกรรม ๒ อย่าง เรื่อง คตส. ๓ อย่าง ก็เสนอไปอย่างนั้นละ จริง ๆ แล้วมันมีเป้าอยู่แล้วว่าจะเอาอย่างที่ผมว่า ยกเลิกให้หมด นี่คือจินตนาการ ทางฝ่ายนี้ ก็บอกว่าพวกที่ไม่พอใจ พวกที่คัดค้านเพราะว่าจินตนาการกันไปเอง จินตนาการในทางการเมือง มีความจำเป็น คนจะมาเล่นการเมืองถ้าไม่มีจินตนาการผมว่าบ้านเมืองพัฒนาไม่ได้หรอก ไปไม่รอด ก็ต้องจินตนาการล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น และการจินตนาการจะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของประสบการณ์บนพื้นฐานของเหตุผล โลกนี้มีตัวอย่างให้เห็นเยอะว่าเมื่อไม่มีการเลือกตั้ง ผมเอาง่าย ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ที่จริงมันมีหลายประเทศ เอาแค่ประเทศเยอรมัน สมัยฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้ยึดอำนาจเหมือนท่านสนธิทำ ฮิตเลอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วก็ มีเสียงส่วนใหญ่ในสภา เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาวิธีที่ฮิตเลอร์ทำก็คือให้สภาออกกฎหมายมา ๑ ฉบับ เรียกว่าเอนาบลิงแอคท์ (Enabling Act) กฎหมายฉบับนี้คือให้ยุบตำแหน่ง ประธานาธิบดีที่ จอมพล ฮินเดนเบอร์ก เป็นประธานาธิบดีที่คนรักมาก แต่ท่านสู้ไม่ได้ เพราะท่านไม่มีกำลังในสภา ยุบตำแหน่งประธานาธิบดี ยุบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย เหลือตำแหน่งเดอะฟูลเลอร์ (The Fuller) คือผู้นำ คือตัวท่านเอง นั่น ๑ ข้อ
ข้อที่ ๒ คือว่าให้ฟูลเลอร์หรือตัวผู้นำสามารถจะออกกฎหมายได้โดยไม่จำเป็น ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก็มีเสียงส่วนมากก็อนุมัติไปให้ มันชอบธรรมไหมล่ะ ผมถามดู มันชอบไหมอย่างนี้ มันก็ไม่ชอบธรรม แต่ว่าออกกฎหมาย เมื่อออกมาหลังจากนั้นฮิตเลอร์ ก็ออกคำสั่งที่เป็นกฎหมายให้ยุบพรรคการเมืองอื่นให้เหลือแต่พรรคการเมืองที่เป็น พวกของตัวเอง แล้วหลังจากนั้นก็ประกาศสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ตายไปร่วม ๑๐ ล้านคน เฉพาะยิวเองก็ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน มันเคยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวอย่างเหล่านี้มันทำให้ นักการเมืองที่เขารู้เรื่องการเมืองมันถึงต้องมีจินตนาการว่าจะเกิดเหตุอย่างนั้นอีก ถึงกลัวกันว่า รัฐบาลก็จะใช้อันนี้อ้างความชอบธรรมแล้วก็ไปออก พ.ร.บ. พ.ร.ก. นิรโทษกรรมทั้งหมด ทุกคดี คดี คตส. ก็เจ๊ากันให้หมด ใครถูกยึดทรัพย์ก็คืนเขาไป ที่ตัดสินจำคุกแล้วก็ไม่ต้องจำคุก นี่คือ สิ่งที่เขากลัว มันถึงรุนแรง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคณะกรรมาธิการเสนอเรื่องนี้เรียกว่าถูกทิศ ถูกเวลา แต่ว่าที่มันเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นมาเพราะว่าผิดวิธีครับ นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าจะปรองดองอย่าใช้วิธีนี้ และไม่มีประเทศไหนเขาใช้วิธีนี้ ผมยืนยัน ไม่มีหรอกครับปรองดองใช้วิธีนี้ มีภาษาอังกฤษเขาบอกว่า ดอนท์ โธรว์ เดอะ ฮอท โพเตโต ทู เดอะ ฟลอร์ (Don’t throw the hot potato to the floor) เอาปัญหาใหญ่ ๆ โยนลงมา แล้วให้ทุกคนมานั่งวิจารณ์กันอย่างนี้มันจะหาข้อสรุปได้อย่างไร ต่างคนต่างก็มีเหตุผล เอาข้อเท็จจริงมาหักล้างกันว่าใครแน่กว่าใคร ใครมีโวหารมากกว่าใคร ข้อกฎหมาย เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็สู้กัน ก็เถียงกันอย่างนี้ แล้วยิ่งเถียงกันมันยิ่งหมางกัน ยิ่งเถียงก็ยิ่งหมางกันแทนที่จะปรองดอง มันสร้างบรรยากาศความไม่ปรองดองมากยิ่งขึ้น นี่คือวิธีที่ผิดครับ แล้วผมไม่เห็นประเทศไหนเขาทำกัน ผมไปศึกษามานะครับ วิธีที่จะทำนี่ครับ ที่ถูกทฤษฎี เป็นทฤษฎีที่ผมจะเล่าให้ฟัง แล้วผมเสนอให้สภาพิจารณา เป็นทฤษฎีที่เขาสรุป วิธีการเจรจาเพื่อความปรองดองทั่วทั้งโลกมากกว่าที่สถาบันพระปกเกล้าศึกษา แล้วผมไป เรียนมา เขาให้ทำอย่างนี้ครับ ทฤษฎี เขาเรียก เธียรี บีไฮน์ เดอะ แพรคทิซ (Theory behind the practice) หมายความว่าทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัติที่มีความสำเร็จของโลก อันแรกก็คือว่าผู้ที่เจรจาและผู้ที่เป็นกลาง เราเรียกว่ามอดดะเรเตอร์ (Moderator) ก็ได้ เหมือนกับแบบของท่านสนธิอย่างนี้ ต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อขัดแย้งนั้น ๆ ตั้ง พลเอก สนธิเราตั้งผิดนะครับ ยอมรับตั้งผิด เราไม่ควรตั้งนักการเมืองด้วยกัน เพราะ พลเอก สนธิ ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเป็นนักการเมืองแล้วตอนนี้ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะทุกคนก็ระแวง ไม่เฉพาะแต่ผู้แทนราษฎร ผมฟังคนข้างนอกเขาก็ระแวง เขาระแวงว่า ท่านจะไม่เป็นกลาง การพิจารณาของกรรมาธิการไม่เป็นกลาง
ข้อที่ ๑ เขากลัวอะไร กลัวว่าท่าน พลเอก สนธิก็ต้องพยายามเอาใจรัฐบาล เพราะกลัวว่าจะถูกเช็กบิล ถูกไล่เบี้ย เพราะไปทำเขาไว้เยอะกับพรรคเพื่อไทยนี่ กับคนที่ เป็นรัฐบาลเดี๋ยวนี้ อันนี้คนเขาคิดนะครับ ผมไม่ได้คิดนะ
ข้อที่ ๒ เขาบอกว่า พลเอก สนธิคงหวังว่าถ้าปรับปรุง ครม. คงอาจจะได้เป็น รัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง อาจจะได้เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยึดอำนาจแล้ว ควรจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ว่ารัฐบาลคราวนั้นใจดำไม่ให้เป็น ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น นี่คือคนเขาคิดห้ามไม่ได้ ผมไม่ได้คิด ผมไม่นึกว่า พลเอก สนธิ ผมรู้จัก เพราะว่าเป็นนายทหารที่น่ารักคนหนึ่ง ก๋ากั่นไหมคับ หยิ่งยโสไหม จองหองไหม ไม่มี พลเอก สนธิไม่มี รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วเคยปรึกษาหารือผม เรื่องนี้ท่านก็เคยมาปรึกษาหารือ เรื่องปรองดอง ผมก็เล่าให้ฟังไปสั้น ๆ ว่าน่าจะเป็นอย่างไร อันนี้ผิด เขาต้องตั้งคนที่เป็นกลาง ที่ไม่เกี่ยวข้องคือไม่ใช่พวกนักการเมือง แต่เป็นคนที่ต้องมีคาริสมา (Charisma) คาริสมา แปลยากมาก เป็นภาษาไทย แต่ผมสั้น ๆ ว่ามีบุญญาบารมี คือสามารถจะโน้มน้าวให้คนอื่น เชื่อถือได้และเป็นกลาง เพราะการเจรจามันไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันต้องหาคอนเซนซัส (Consensus) หรือว่าหาความเห็นพ้องต้องกันให้ได้ เรียกว่าเจรจา นี่ผิดข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ องค์ประกอบของกรรมาธิการนี่ผิด เพราะว่าส่วนใหญ่ก็เป็นตัวแทน จากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็จากพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาล แล้วก็มีหัวหน้าราชการ ไม่ได้ครับ เพราะว่าความแตกแยกในสังคมมันไม่ได้มี ๒ กลุ่มนี้ มันมีตั้งหลายกลุ่ม ภาษาอังกฤษ เขาเรียกไม่อินคลูซีฟ (Inclusive) คุณต้องเชิญตัวแทนต่าง ๆ มาให้ครบ ไม่ใช่ครบทั้งหมด เอาเฉพาะกลุ่มที่สำคัญ ๆ เพราะถ้าเจรจากันเอง เราตกลงกันเอง กลุ่มอื่นไม่มีตัวแทน มาเจรจาด้วย ปัญหานี้ก็ไม่จบ เหมือนอย่างที่มีข่าวว่ามีนักการเมืองผู้ใหญ่คนหนึ่งไปพบกลุ่ม ที่ประเทศมาเลเซีย มีข้าราชการผู้ใหญ่พาไปพบกลุ่มมาเลเซีย ซึ่งไปจริง ผมรู้ ผมอยู่แถวนั้น มันถึงระเบิด กลุ่มอื่นก็เรียกร้องความสำคัญ มึงไปเจรจากลุ่มโน้น กูมีความสำคัญกว่า กูเลยระเบิดให้ดูเสียเลย เพราะการเจรจาต้องอินคลูซีฟครับ ที่เขาสำเร็จทั่วโลกต้องอินคลูซีฟ ต้องเชิญหลาย ๆ กลุ่มเข้ามา อันนี้ผิด
ข้อที่ ๓ วิธีเจรจาในการปรองดอง ต้องทำเป็นความลับ ไม่ใช่มายืนเถียงกัน อย่างนี้ มันจะปรองดองได้อย่างไร มายืนด่ามึง ด่ากูกันนี่ มันไม่มีทางปรองดอง เขาต้อง เจรจาลับ ๆ มอดดะเรเตอร์ คนที่เป็นกลาง ซึ่งมีคาริสมาที่ผมว่าเป็นผู้ใหญ่ เขาจะค่อย ๆ เจรจา ตั้งขึ้นมาแล้วเป็นชุดหนึ่ง เขามีมอดดะเรเตอร์ ไม่จำเป็นต้องเป็น ๑ คน ๒ คน ๓ คนก็ได้ ที่เป็นผู้ใหญ่เขามาเจรจา เขาก็เจรจาทีละกลุ่มว่าคุณต้องการอย่างนี้แล้วไปถามอีกกลุ่ม แล้วเขาก็มาต่อรองว่าคุณลดลงมาแค่นี้ได้ไหม เพราะด้านโน้นเขา ถ้าคุณลดได้แค่นี้ ผมจะไปขอกลุ่มโน้นว่าเขาให้แค่นี้คุณได้ไหม เขาเจรจาอย่างนี้ เจรจาเป็นความลับ แล้วเขา ไม่แถลงข่าวหรอกครับ นอกจากที่ตกลงกันได้หมดแล้วเขาถึงจะแถลง
ข้อที่ ๔ คือว่าตัวแทนในการเจรจา หมายความตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ต้องมี มารยาท มารยาทในที่นี้หมายความว่าอย่างไร จะไม่มีการทั้งต่อหน้าและลับหลังที่จะพูด ใส่ร้าย เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เพื่อน บอกว่าการเจรจามันไม่ได้ผลเพราะว่ากลุ่มนั้นมันเห็นแก่ตัว กลุ่มนี้มันใจแคบ กลุ่มนี้มันอย่างนั้นเขาไม่มีพูดครับ ตัวแทนกลุ่มต้องเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ เขาจะพูด ถ้าจะให้สัมภาษณ์เขาจะชมบอกว่าได้ความร่วมมือดีตัวแทนพรรคนั้นตัวแทนกลุ่มนี้ดี ให้ความร่วมมือ พัฒนาไปก้าวหน้าครับ เขาพูดอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างที่เราทำกัน เอาตัวแทน ๒ พรรค มานั่งดวลกันในทีวีผมนั่งดู อย่างนี้มันไม่ใช่เจรจากัน อย่างนี้มันจะฟาดปากกันอยู่แล้ว เขาไม่ทำกัน นี่ทฤษฎี เขาไม่ให้ทำ เมื่อตกลงเอาตัวแทนกลุ่มนี้ต่างคนต่างก็ลดลงมา ไม่มีใครนั่น ทุกคนยืนยันจะเอา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของตนเอง อันนั้นมันไม่ใช่การเจรจาปรองดองนะครับ ถ้าเราจะเอา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงส่วนใหญ่ มีอำนาจมากกว่า มีกำลังมาก กูจะต้องเอาให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พวกมึงตามกูว่าอย่างนั้นเขาไม่เรียกปรองดอง อย่างนั้นเขาเรียกว่าข่มเหงน้ำใจกัน ผมพูดกับท่านสนธิท่านมาปรึกษา ว่านี่หลักท่านต้องดูดี ๆ มันต้องมีการเจรจาต่อรอง เมื่อต่อรองได้แล้วในข้อนี้ก็คือว่าตัวแทนจะต้องมีความจริงใจกัน เมื่อตกลงกลุ่มมาแล้วก็ลดมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือว่า ตัวแทนกลุ่มจะต้องไปเจรจากับสมาชิกกลุ่มที่อยู่เขาเรียกว่า อาณาจักรของตนเอง หรือเทอร์ริทอรี (Territory) ที่อยู่ในเทอร์ริทอรีของตนเอง หรือในอาณาจักรของตนเอง ทางพรรคเพื่อไทย ก็ต้องไปเจรจากับสมาชิกพรรคเพื่อไทยพวกสีแดงก็ว่าไป พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องว่าไป พวกสีเหลืองก็ไปพูดกับสมาชิกสีเหลืองว่านี่เขาตกลงกันได้แค่นี้ เราต้องยอมรับมัน มันจะเอาให้เหมือนที่เราต้องการทั้งหมดไม่ได้ แค่นี้ก็พอแล้ว พูดกับสมาชิกให้เขาเข้าใจ เสียก่อน สมาชิกส่วนใหญ่แล้วเป็นธรรมชาติในทางการเมืองคือสมาชิกมีแนวโน้มที่จะเชื่อ ผู้นำอยู่แล้ว ผู้นำอธิบายแค่นั้นเอง พอพูดกับเทอร์ริทอรีได้ทั้งหมดแล้ว อาณาจักรทั้งหมด เขาเข้าใจกันแล้วถึงจะมาทำสัญญาลงชื่อกัน ลงชื่อว่าตกลงกันอย่างนี้ เพราะว่ามันมี คอนเซนซัสแล้ว มีความเห็นชอบตรงกันแล้วก็มาเซ็นชื่อกัน รับรองอันนี้ หลังจากเซ็นชื่อ รับรองแล้ว หลังจากนั้นก็ออกกฎหมาย ออกกฎหมายตามนั้นละครับ ก็เอามาเข้าในสภา จะไม่มีคนเดินขบวนหน้าสภาเลยถ้าทำอย่างนี้ เพราะว่าทุกเทอร์ริทอรีรับทราบหมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว เรื่องที่เขาทำสำเร็จเขาทำอย่างนี้ครับ ที่สำเร็จทั้งโลกเขาทำอย่างนี้ พอมาถึง ตอนนี้ผมบอกแล้วผมจะไม่พูดนาน แต่ผมต้องการเสนอทางออก ผมเสนอทางออกว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไปนี้ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือว่าอย่ารวบรัดเหมือนอย่างที่เสนอ ผมเป็น ห่วงมากเลยครับที่กรรมาธิการเขียนขึ้นมา บอกคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทาง การสร้างความปรองดองระยะสั้นอย่างที่ผมว่า แล้วจึงนำเสนอสภาเพื่อพิจารณา และยัง เรียกร้องให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่น อันนี้คงหมายถึงรัฐบาลด้วย นำความคิดดังกล่าว ไปดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด นี่ปิดเลยครับ ปิดเลยถ้าพูดอย่างนี้ อันนี้ ไม่ใช่ปรองดองแล้วครับ อย่างนี้ไม่มีวันเกิดการปรองดองถ้าเสนอแนะอย่างนี้ ผมจะ ยกตัวอย่างให้ฟังว่าที่ประเทศอื่นเขาทำกันนี่ ในประเทศอินโดนีเซีย พวกเรารู้ ท่านประธานรู้ รัฐอาเจะห์ กบฏอาเจะห์รบกับรัฐบาลอินโดนีเซียมาตั้งแต่ได้เอกราชจากอินโดนีเซีย รัฐอาเจะห์ก็ทำสงครามกับรัฐบาลเพราะว่าต้องการเอกราช เพราะตัวเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ของประเทศเนเธอร์แลนด์มาก่อน รบมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ในที่สุดก็เจรจากัน ใช้เวลาเจรจาทั้งหมด ๑๕ ปี จึงเซ็นสัญญาสันติภาพกันได้ เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๕ คนที่มีส่วน อย่างยิ่งที่นำให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมาเจรจากันคือนายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดน และตอนที่ตกลงกันได้ เริ่มเจรจากันตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ ที่นายกรัฐมนตรีสวีเดนเป็นคนให้มาเจรจากัน แล้วตกลงกันได้ ปี ๒๐๐๕ ที่ตกลงกันได้ปี ๒๐๐๕ เพราะอดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์เป็นคนเรียกมาเจรจาและต่อรอง เพราะท่านมีคาริสมา ท่านมีบุญบารมีถึงตกลงกันได้ ใช้เวลา ๑๕ ปีครับ ไม่ใช่จะทำได้เสร็จภายใน ๒ เดือนนี้ อย่างนี้มันไม่มีวันหรอกครับ ได้ยิงกันแน่ประเทศนี้ แตกกันแน่ถ้าทำอย่างนั้น นี่ยกตัวอย่าง ในประเทศอังกฤษท่านประธานรู้ใช่ไหมรัฐบาลอังกฤษกองทัพอังกฤษยิงอยู่กับกบฏไออาร์เอ (IRA) นอร์ธเทิร์น ไอร์แลนด์ (Northern Ireland) กบฏไอร์แลนด์เหนือ ยิงกันมาเกือบ ๓๐๐ ปี เพราะคนอังกฤษส่วนใหญ่เป็นโปรแตสแตนท์ แต่มีชนกลุ่มน้อยอยู่ที่นอร์ธเทิร์น ไอร์แลนด์ เป็นแคทอลิกไม่ต้องการที่จะอยู่กับรัฐบาลอังกฤษ ก็รบกันยิงกันมาเกือบ ๓๐๐ ปี และในที่สุดก็เจรจากัน เริ่มเจรจากัน ค.ศ. ๑๙๙๓ สงบ เซ็นสัญญาสันติภาพเรียบร้อย ปัจจุบันนี้เมื่อปี ๒๐๐๖ ใช้เวลาทั้งหมด ๑๓ ปี ใครเป็นคนเจรจาท่านประธานทราบไหมครับ มูลนิธิที่เป็นกลางที่เขาทนดูการฆ่ากันไม่ไหวแล้วเขาอาสาสมัครมาเจรจา และมูลนิธิที่เป็นกลางนี้ เขาก็ไปเชิญหรือว่าจ้างโปรเฟสเซอร์ (Professor) จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด คือ โปรเฟสเซอร์ลินสกี้ คนที่เขียนทฤษฎี เธียรี บีไฮน์ เดอะ แพรคทิซ ที่ผมไปเรียนกับท่านมา ท่านเป็นคนสอนผมเรื่องนี้และผมสนิทกับท่าน ท่านยังแนะนำมาต้องทำอย่างนี้ ท่านเป็นคน ไปร่วมเจรจา แต่ไม่ใช่ท่านคนเดียว หลังจากเซ็นสัญญาสันติภาพกันแล้วในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ ความจริงก็เปิดเผยว่าคนที่เป็นหัวหน้าเจรจาจริง ๆ คือประธานาธิบดีบิล คลินตัน เห็นไหมครับ ที่ปักษ์ใต้ก็เหมือนกันครับ ถ้าเผื่อยังคิดอยู่อย่างที่ท่านวิรุฬห์พูด คือยังไม่เปลี่ยนพาราไดม์ (Paradigm) กรอบความคิดของเรา พูดซ้ำกันอยู่อย่างนี้ พัฒนาอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มีวันแก้ได้ หรอกครับ ถ้าไม่ใช้วิธีการเจรจา ไม่มีวันแก้ได้ ผมคุยกับโปรเฟสเซอร์พวกนี้บอกไม่มีวันแก้ได้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้ายังทำอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันครับ ต้องเจรจาครับ ผมเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยข้าราชการทุกคนมาบอกท่านพูดไม่ได้ ถ้าบอกจะเจรจา กับกลุ่มต่าง ๆ เท่ากับยกสถานภาพของกลุ่มพวกนั้นขึ้นมา ยังเชื่อ กรอบนี้ยังยึด อยู่ในหัวข้าราชการทั้งหมดนี่ครับ ผมว่าต้องเลิกพาราไดม์อันนี้ กรอบความคิดนี้ต้องเลิกแล้ว มาเริ่มกันใหม่ ต้องเจรจา ต้องไปหามาสเตอร์มายด์ (Mastermind) คนที่อยู่เบื้องหลังต้องหา ให้ได้ แล้วเอาคนกลางมาเจรจา อย่าเอาคนของรัฐบาลมาเจรจาเพราะเขาไม่เชื่ออยู่แล้ว ต้องไปเอาคนนอกมาเจรจาที่มีบารมีอย่างที่เกิดขึ้นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องทำ คืออย่ารวบรัด อย่ารวบรัดไปช่วยคุณทักษิณ คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่มีแต่ความไม่ดี ท่านมีความดี เยอะแยะเลย มันเป็นไปได้อย่างไรคนเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้ง ๒ สมัยไม่มีความดีเลยหรือ ในประเทศนี้ เขาต้องมีครับความดี แต่ว่าอะไรที่เขาทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายสิครับ แต่ประชาชนในประเทศนี้พร้อมที่จะอภัย พร้อมที่จะลดราวาศอกให้กับคุณทักษิณ แต่ท่านอย่าไปเร่ง อย่าเร่ง ยิ่งช่วยคุณทักษิณไม่ได้เลยบ้านเมืองยิ่งหายนะ อย่าไปเร่ง
อันที่ ๒ ก็คือว่าเปลี่ยนมอดดะเรเตอร์ วันนี้กรรมาธิการนี้ควรจะหมดสภาพ ไปเลยครับ และตั้งคนที่เป็นกลางในการเจรจาใหม่ ท่านสนธิไม่ต้องรับนะครับ เพราะว่า ถูกด่าพอแล้วครับ ไม่ต้องไปรับอีก แค่นี้ก็ขอบคุณมากได้ทำงานให้แค่นี้ก็ขอบคุณ แต่ต้อง หาคนอื่น คนที่เป็นกลางที่ไม่ใช่นักการเมือง เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน หมอประเวศ วะสี คุณคณิต ณ นคร ๒-๓ คนอย่างนี้ ผมนึกไว ๆ ก็ได้แค่นี้ แล้วก็มาแต่ละกลุ่มก็เลือกตัวแทน ที่เป็นผู้ใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมแนะนำข้อที่ ๓ คือว่าตัวแทนต้องเลือกคุณสมบัติกับที่ดี มีคุณสมบัติที่ไม่ควรเลือกแข็งเกินไปมี ๑๑ ข้อ อ่อนเกินไปมี ๑๑ ข้อ ห้ามเลือกคนประเภทนี้ เจรจาไม่ได้ผล ต้องเลือกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่พูดมาก ไม่ใช่นักโต้วาที พวกที่พูด ๆ พวกนี้ อย่าให้ไปเจรจาพวกนี้ต้องไว้บนหลังคารถ อย่างผมนี่ต้องอยู่หลังคารถ มันไม่เหมาะในการเจรจา มันต้องเลือกคนให้ถูกกับงาน คนเป็นผู้ใหญ่พูดค่อย ๆ ช้า ๆ ไม่ใช่เถียงน้ำลายไม่ตกฟาก อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ คือพร้อมที่จะปรองดองจิตใจเขาเรียกมีไมด์เซ็ท (Mindset) มีจิตใจ พร้อมที่จะปรองดอง ค่อย ๆ เจรจา ค่อย ๆ พูด ต้องหาคนพวกนี้ละครับ ที่กร้าว แข็งเกินไป ก็ไม่เอา อ่อนเกินไปก็ไม่เอา มันมีบุคลิกอยู่ ที่จริงผมสอนวิชานี้ปริญญาเอกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ไม่อยากโฆษณา มาปรึกษาผมได้ต้องการความปรองดอง แต่ไม่ต้องเอาผมไปเจรจา เพราะผมเป็นคนใจร้อน
ข้อที่ ๔ ก็คือว่าให้สถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาต่อ ท่านแนะนำแล้วมันต้อง ศึกษาต่อ แค่นี้มันไม่พอ ศึกษาแค่นี้ ต้องศึกษาต่อไปเพื่อจะหาประเด็นว่าให้ยกประเด็นย่อย แล้วในประเด็นย่อยนั้นก็ปรึกษาทุกกลุ่มว่ามีประเด็นอะไรรับได้บ้าง ยกตัวอย่าง กรรมาธิการ หรือว่าสมาชิกเราพูด ผมจำไม่ได้แล้วไม่รู้ใครพูดอ้างบอกว่าการเผาตึก การเผาศาลากลาง ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้คนเดือดร้อน แต่ว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะเขาเรียกว่าเจตนาทางการเมือง เพราะฉะนั้นควรจะนิรโทษกรรม อันนั้นก็อ้างผิด อันนั้นมันอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเขาจะเขียนไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศว่า เวลามีผู้ร้ายข้ามแดนหนีไปประเทศหนึ่งประเทศใดปกติต้องจับส่งให้กับประเทศที่ร้องขอ ยกเว้น ๖ กรณี ห้ามจับส่ง ๖ กรณี ความผิดทางศาสนา ความผิดทางทหาร ความผิด ทางอะไรก็ว่ามา ผมไม่นั่นหรอก แล้วเอาตัวนี้ไปหาอ่านได้ในตำรากฎหมายระหว่างประเทศ แต่ว่าข้อที่ ๖ ที่ผมดูว่าสำคัญที่สุดคือว่านักโทษทางการเมืองเขาห้าม นักโทษทางการเมือง มีความผิดแล้วหนีไปประเทศหนึ่งประเทศใดจะไปร้องขอให้เขาส่งตัวมาพิจารณาคดี เขาห้ามส่ง กฎหมายระหว่างประเทศ ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง อันนั้นเขาห้าม เพราะแม้ว่า นักโทษคนนั้นจะทำความผิดอะไรร้ายแรง ทำคนตายหรือว่าอะไรต่าง ๆ เผาตึก เผาอะไร เขาก็ไม่จับส่งมาให้ อันนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ประเทศเรามีตัวอย่างเรื่องของนายพล เถามา นายพล เถามาของประเทศลาวเอาเครื่องบินไปบอมบ์ (Bomb) คณะรัฐมนตรีของนายภูมา หน่อสวรรค์ กำลังนั่งทอดกฐินอยู่ที่วัด แต่ว่าแกเป็นขวาจัด แกไม่พอใจที่ว่าท่านสุวรรณ ภูมา ไปเอาใจพรรคคอมมิวนิสต์มากเกินไปในการจัดตั้งรัฐบาล แกไม่เห็นด้วย ขณะที่ทอดกฐินอยู่ แกก็เอาเครื่องบินไปโยนระเบิดใส่ลงไปในโบสถ์เลย จะฆ่าให้ตายหมดล่ะ ครม. ทั้งชุด แต่ว่า ระเบิดมันไม่แม่น มันลงข้าง ๆ โบสถ์ มันเลยไม่มีใครตาย พวกอยู่ในโบสถ์อาจจะดีใจนึกว่า ชาวบ้านยิงพลุฉลองกฐิน อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ไม่มีใครตาย แต่เมื่อไม่มีใครตายแกรู้ว่า แกเสียท่าแล้วเพราะไม่มีใครตาย แกก็เอาเครื่องบิน ๑๑ ลำหนีมาในประเทศไทย รัฐบาลลาว ก็ขอตัวให้เราส่งไป ในหนังสือที่ขอมาว่าได้ทำลายชีวิตคน ได้ฆ่าคนหลายคน และลักทรัพย์ เพราะเอาเครื่องบินมาตั้ง ๑๑ ลำ ศาลประเทศไทยได้พิพากษาว่าไม่ส่งตัวให้ เพราะเรา วินิจฉัยว่าเป็นนักโทษทางการเมือง วิธีจะวินิจฉัยว่าใครเป็นนักโทษทางการเมืองมี ๔ ทฤษฎี ทฤษฎีของประเทศชิลี ทฤษฎีของประเทศเยอรมัน ทฤษฎีของประเทศฝรั่งเศส ทฤษฎี ของประเทศอังกฤษ เรายึดถือทฤษฎีของประเทศอังกฤษ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้บังคับว่าให้ประเทศไหนยึดถือระบบของใคร แต่เรายึดถือของอังกฤษ รัฐบาลลาว ก็อุทธรณ์มายังศาลฎีกาของประเทศไทย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วก็อ้างทฤษฎีของอังกฤษ และพิพากษาว่า นายพล เถามาเป็นนักโทษทางการเมืองเราไม่ส่งให้ เราก็ไม่ส่งให้ นายพล เถามาก็อยู่ในประเทศไทยจนตาย แต่ว่ารัฐบาลลาวก็ไม่เคยออกนิรโทษกรรมให้กับ นายพล เถามา และไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศอันไหนที่จะบังคับว่าให้ประเทศนั้น ให้นิรโทษกรรมต่อคนที่ทำลายชีวิตหรือว่าทำลายทรัพย์สมบัติของชาติในกรณีอย่างนี้ ในคดีการเมืองก็ไม่มี ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับ แต่ว่าเราจะทำกันเองเป็นเรื่องของเรา คือต้องอ้างอย่าให้ผิด ถ้าอ้างผิดอย่างนี้ ทีนี้ต่อไปนี้ใครต้องการอะไรจากรัฐบาลแล้วไม่ได้เหมือนใจ ก็ต้องเผาศาลากลางสิครับ เผาศาลากลางตอนนี้ก็เผากันเป็นว่าเล่นสร้างกันไม่ทัน เพราะเวลาเผามันไวกว่าสร้าง สร้างไม่ทันท่านประธาน เพราะอันนี้ก็ยกตัวอย่างอันนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยแนะนำว่าให้สถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาเหมือนกรณีอย่างนี้ มาดูสิว่า เผาอะไรบ้างที่ยกโทษไม่ได้ เผาศาลากลางเราปรึกษาตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ อาจจะไม่ยอม เผาตึกใหญ่ ๆ อาจจะไม่ยอม แต่ถ้าเผารถ ๑ คันอาจจะยอม เพราะมันไม่ลามไปที่อื่น เผาอยู่กลางถนน ก็เอานิรโทษกรรมให้มันถือว่ามันก็โมโหตอนนั้น รายละเอียดอย่างนี้ต้องให้ สถาบันพระปกเกล้าก็ไปแจกลูกแจกดอกออกมาให้ละเอียด แล้วมอดดะเรเตอร์ คนที่เป็นกลาง ก็มาปรึกษากลุ่มต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้างที่จะยอม ไม่ว่าจะเรื่อง คตส. หรือเรื่องอะไร อันนี้ ผมก็แนะนำ ผมไม่พูดมาก ผมแนะนำอย่างนี้ครับ ผมแนะนำว่าให้สภานี่ให้ชุดนี้จบก็จบ ขอบคุณครับที่ได้ทำหน้าที่ดีแล้วท่าน พลเอก สนธิกับคณะกรรมาธิการ ขอบคุณที่ทำแทน พวกเราทุกคน ต้องขอบคุณนะ เพราะท่านทำแทนพวกเราทุกคน แต่ว่าอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องให้สถาบันตามที่สถาบันเสนอมาขอให้ทำต่อ และไปเจรจาปรองดอง ทั้งในระดับพรรคการเมืองและพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมอธิบายทฤษฎีให้ฟัง ให้ตกลงกัน เรียกว่าหาคอนเซนซัสให้ได้ หาความเห็นพ้องต้องกันให้ได้ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำ เรฟเฟอเรนดัม (Referendum) ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ทำ พอตกลงกับกลุ่มต่าง ๆ แล้วมาออกกฎหมายแล้วไม่มีใครคัดค้าน เพราะมันรู้เรื่องกัน ทุกเทอร์ริทอรีทุกกลุ่มทุกอาณาจักรมันรู้เรื่องกันหมดแล้ว และเข้าใจหมดแล้ว ผมแนะนำ ท่านประธานครับ ผมแนะนำสภาเผื่อเป็นประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านอภิสิทธิ์ครับ เมื่อครู่ผมประสานแล้วเขาขออภิปรายสัก ๑๐ นาที แล้วเดี๋ยวค่อยท่าน สลับกันไป เชิญท่านศรัณย์วุฒิครับ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย การอภิปรายของผมวันนี้จะไม่ซ้ำใครเลยครับท่านประธาน และผมมั่นใจว่า ฟังแล้วเราจะเลิกทะเลาะกันเสียที แล้วผมหวังว่าจะมีการปรองดองกันเกิดขึ้น อยากให้ บ้านเมืองเราพ้นวิกฤติ ผมจะใช้เวลาจำกัดนิดหนึ่งแล้วจะไปเร็วหน่อย แล้วขอใช้พาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ตามที่ได้รับอนุญาตแล้วด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังมา ๒ วันสรุปว่า เรายังไม่เข้าใจเลย แล้วเราเข้าไม่ถึงแก่นของการปรองดอง พวกเรากำลังหลงทาง จึงไม่เห็น ทางบรรลุสู่การปรองดองได้เลยถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ ผมรู้สึกสงสารประเทศไทย สงสาร ลูกหลานคนไทยจริง ๆ แล้วเราจะวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอีกนานเท่าไร ตามผมมาดูว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอภิปรายใน ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ทำไมเราต้องปรองดอง
ประเด็นที่ ๒ จะปรองดองอย่างไร
ประเด็นที่ ๓ ถ้าไม่ปรองดองจะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นที่ ๔ เราควรจะปรองดองกันเมื่อไร
แล้วสุดท้ายผมอยากจะสะท้อนว่าถ้าเราจะเลือกได้นั้นคนไทยเขาจะเลือก อะไรกัน
อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอท่านประธานครับ ขอขึ้นสไลด์ (Slide) เลยครับ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบันท่านตรัสไว้ว่าบ้านเมืองไทยสามารถ ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้โดยดี เพราะว่าจิตใจสามัคคีและแสดงออกซึ่งสามัคคี ถ้าตราบใด เรารักษาความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันไว้ได้เราจะอยู่ได้อย่างมีความสุข สุดตราบนั้นครับ ท่านตรัสไว้เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ครับท่านประธาน
ขอสไลด์ต่อไปเลย ผมอยากจะถามคนไทยทั้งประเทศว่าท่านรู้จักคำว่า โพลิติคอล มู้ด (Political mood) ไหมครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ มันกำลังสะท้อนว่าอารมณ์คนไทยนี่ จิตวิญญาณคนไทยเขาอยากเห็นอะไร เราต้องดูด้วยว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเขาอยากเห็น การปรองดอง เรามัวทำอะไรกันอยู่ครับ คนไทยเขาคิดว่าความผาสุก ความสงบสุขของสังคมนั้น เป็นสิ่งที่เขาอยากเห็น คนไทยหวังว่าในชีวิตของเขาต้องมีอนาคต คนไทยหวังว่าความยุติธรรม ในสังคมต้องเกิดขึ้น คนไทยหวังว่ามีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ และคนไทยหวังอยากเห็น ประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่คนไทยอยากเห็นครับท่านประธาน ถ้าไม่ได้ล่ะจะเกิดอะไรขึ้น เกิดแน่เลยครับท่านประธาน ถ้าไม่ได้เท่ากับว่าเราบีบให้คนไทยถูกบังคับให้เลือกอยู่ ๓ ทาง
ทางที่ ๑ เขาบอกว่าหนีไปจากสังคมไทยที่สิ้นหวัง เราจะเห็นอย่างนั้นหรือครับ
ทางที่ ๒ บอกว่ายืนหยัดต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เขาอยากเห็นอย่างนี้
และทางที่ ๓ ถ้าเลือกไม่ได้เลยนี่ หากปฏิรูปไม่ได้มันจะต้องเกิดการปฏิวัติ เพียงแต่การปฏิวัตินี้จะเกิดขึ้นโดยใคร โดยประชาชนหรือโดยรถถังที่เห็นในสไลด์นั่น และคนไทยจะยอมให้เกิดหรือครับ
สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนต่อไปก็คือ ในอดีตเราได้ก้าวพ้นความขัดแย้งมาแล้ว หลายครั้งเลย ทำไมเขาทำได้ เราตามไปดูกันดีกว่าว่าเขาทำอย่างไรกัน
ท่านดูนะครับ ปี ๒๔๘๘ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ท่านออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจลก่อนหน้าทั้งหมดเลย เห็นไหม ครับ มีการนิรโทษกรรมไปแล้ว
ปี ๒๔๙๙ รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในโอกาสครบรอบ ๒๕ ปี พุทธศตวรรษแก่กบฏจลาจลทั้งหมดเลย
ตามดูต่อไป ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ปี ๒๕๑๖ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านไม่ได้ปฏิวัติ แต่ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เขาเรียกวันมหาวิปโยคครับท่านประธาน
ปี ๒๕๒๑ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ วันล้อมปราบ เดี๋ยวผมจะบอกให้ฟังว่าทำไมผมเอาเรื่องนี้ มาเล่าให้สภาฟังให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับทราบ
ต่อไปเลยครับ ปี ๒๕๓๒ รัฐบาล พลเอก ชาติชาย ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ผู้ร่วมพัฒนาทั้งชาติไทย ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นท่านคงจำได้
ปี ๒๕๓๕ รัฐบาล พลเอก สุจินดา คราประยูร ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕
เห็นไหมครับทั้งหมดนั้นมีที่มา ผมจะสรุปเรียนว่าทั้ง ๖ กรณีนั้นบอกอะไร กับคนไทย บอกว่าการปรองดองเพื่อสลายขั้วความขัดแย้งนั้นแม้แต่กบฏยังได้รับ การนิรโทษกรรมเลย อดีตจอมเผด็จการก็ยังได้รับการนิรโทษกรรมตัวเอง ความผิดใดเล่า จะเทียบได้กับการกบฏและการปฏิวัติ ความผิดอันใหญ่หลวงยังนิรโทษกรรมได้ ผมอยากจะให้ พวกเรานี่หยุดหาคนผิดได้แล้ว ก้าวข้ามวิกฤติกันเถอะครับ ผิดกระจิ๊บกระจ๊อย นี่ยังเล็กน้อยกว่าเรื่องที่ผมกล่าวให้ฟังทั้งหมดเลย มาดูประวัติศาสตร์บทเรียน จากต่างประเทศ เขาก้าวข้ามวิกฤติ ก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร
ท่านดูตามผมไป ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๘๖๕ เกิดความขัดแย้ง เพราะมีการเลิกทาส ฝ่ายหนึ่งจะเลิก ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเลิก ขัดแย้งระหว่างเหนือ-ใต้ สงครามกลางเมืองรุนแรงมาก ฆ่ากันตาย ๒ ฝ่าย ๖๒๕,๐๐๐ ศพ ปรองดองและเขาก้าวข้าม ด้วยประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี เกิดรัฐบุรุษเขาเรียกว่าลินคอล์นในสมัยนั้น
ตามผมดูต่อไป มาดูแอฟริกา ค.ศ. ๑๙๙๙ ขัดแย้งสงครามชาติพันธุ์ เหยียดผิว ปรองดองและก้าวข้ามเหมือนกันด้วยนโยบายการให้อภัย ลืมความเจ็บปวดครับ ท่านประธาน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำเนลสัน แมนเดลา สู่แอฟริกาใต้ยุคใหม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ในประวัติศาสตร์โลก
ดูต่อไปคราวนี้ดูสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก กัมพูชา ปี ๒๕๑๘ ขัดแย้งถึงขีดสุด ชักศึกเข้าบ้านด้วย เกิดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คิลลิ่ง ฟิลด์ (Killing field) ปรองดอง และก้าวข้ามด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรี ๒ คน ยิ่งกว่าเมืองไทยหลายร้อยเท่าเลยครับ ของเรานี่ยังจิ๊บจ๊อยมากครับ
ขอประทานอภัย ทุกประเทศเขาก้าวข้ามวิกฤติความขัดแย้งไปแล้ว แล้วประเทศไทยละครับ คนไทยละครับ เราจะผ่านวิกฤตินี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะถาม เราจะผ่านวิกฤตินี้ด้วยการทำตามที่ผมกราบเรียนต่อไปนี้ ๖ ประการ
ประการที่ ๑ บอกให้ก้าวข้ามเถอะครับ ก้าวข้ามวิกฤติการชิงอำนาจกัน เลิกได้แล้วเรื่องการชิงอำนาจนี่เราต้องก้าวข้าม
ประการที่ ๒ เขาบอกให้ก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ เราอยู่ในวัฏสงสารมานานแล้ว เดี๋ยวก็เวียนว่ายตายเกิด ปฏิวัติแล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ มีผ่านมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยไม่จบสิ้นสักที แล้วให้ก้าวข้ามตัวบุคคลได้แล้ว เรามัวแต่ไปพูดถึงตัวบุคคลคนนั้นคนนี้เราก้าวข้ามไปเถอะครับ บ้านเมืองเรายิ่งใหญ่กว่านี้อีกมากเราต้องไปในอนาคต และก้าวข้ามความผิดถูกได้แล้ว มัวแต่ค้นหาคนถูกคนผิด ค้นไปทำไมละครับ มันมีประโยชน์ไหมครับ ค้นแล้วนี่มันไม่เกิด การปรองดอง ไม่เกิดการพัฒนา จะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้วเราก้าวข้ามความเป็นอื่น เป็นสี ก้าวข้ามได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นยังมัวหมกมุ่นอยู่กับสีอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก และก้าวข้ามความเจ็บปวดไปเลย อย่าไปนึกถึงมันอีก เราจะไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามของประเทศไทย
และสุดท้ายผมอยากจะบอกให้ก้าวข้ามความจริง ประเด็นนี้น่าสนใจ ท่านประธาน มีคนชอบถามว่าอยากจะรู้ความจริงเหลือเกิน ท่านอยากรู้ ผมก็อยากรู้ ถ้าผม อยากจะถามว่าใครอยู่เบื้องหลังที่บังคับให้ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ต้องก่อการปฏิวัติ ถามไปทำไม รู้ไปทำไม ไม่มีประโยชน์ ข้ามไปเลยครับ ไม่อยากจะรู้ อย่าไปถามว่า คนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้ทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ครับ ผมยังยอมก้าวข้ามเลย แล้วถ้า ไม่ปรองดองจะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ ถ้าประเทศไทยไม่ได้มีการปรองดองจะเกิด อะไรขึ้นครับ จะมีผู้ชนะที่เหี้ยมโหดอ้างความชอบธรรม ท่านไม่เชื่อตามดูต่อไปแล้วกัน แล้วผู้แพ้ก็จะหลบลงใต้ดินด้วยความเคียดแค้นพร้อมที่จะปะทุตลอดเวลา ท่านจะเอาอย่างนั้น หรือครับ เกิดสงครามกลางเมืองปะทะกันรุนแรงอย่างนองเลือดอีกมากมาย เราต้อง ล้มหายตายจากกันไปอีกเท่าไร ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ อธิปไตยของชาติจะสั่นคลอน วันนี้เราอ่อนแอที่สุดในอาเซียนแล้ว เปิดเออีซี (AEC) มานี่ล้มทั้งยืนเลยครับ ท่านประธาน แล้วแผ่นดินเราจะแยก คนไทยจะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป เราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้ววันนี้เราอยู่ในที่สว่าง แต่กำลังจะเดินไปสู่ในที่มืด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราอยู่ในที่มืด มาหลายสิบปีวันนี้เขาออกมาสู่ที่สว่างแล้ว เราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ
ขอสไลด์ต่อไปครับ อันนี้สำคัญมากจะจบแล้วครับ ขงจื๊อเขาได้กล่าวว่า ถ้าท่านถอยหลังเพียง ๑ ก้าว ท่านจะเห็นขอบฟ้าที่กว้างขึ้น เรายอมไหมครับ ที่จะถอยกัน คนละก้าว แล้วเห็นขอบฟ้าที่กว้างขึ้น มันจะเป็นความสวยงามศิวิไลซ์ของประเทศไทย สรุป การปรองดองไม่มีสูตรสำเร็จ ใครอยากจะเสนอแนะสูตร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มันใช้ไม่ได้ครับ สูตรสำเร็จของการปรองดองก็คือคุณทำอะไรก็ได้ให้มันปรองดองให้สำเร็จเถอะครับ แล้วเลิกถามหาความจริง ผมถามคนไทยคำเดียวนี่ หากต้องเลือกระหว่างความจริง กับอนาคตของชาติที่สงบสุขเราจะเลือกอะไร แล้ววันนี้ผมคิดว่าท่านได้เลือกแล้ว สิ่งที่เรา ต้องเลือกนี่อาจจะไม่ใช่ความจริง แต่ต้องเป็นสิ่งที่พาเราออกจากวังวนวิกฤติของความขัดแย้ง ได้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่คนไทยต้องตัดสินใจครับ
สุดท้ายนี้ถามว่าจะปรองดองเมื่อไร วันที่ความขัดแย้งยังอยู่ในเวทีที่พูดจากันได้ หรือจะต้องรอให้เกิดสงครามกลางเมืองนองเลือดกันทั้งบ้านทั้งเมืองจึงจะมาปรองดองกัน เราจะก้าวข้ามวิกฤติด้วยการปรองดอง เราต้องเริ่มกันที่นี่ละครับท่านประธาน เริ่มเดี๋ยวนี้ แล้วก็เริ่มทันที หรือจะรอให้วงจรอุบาทว์อยู่ในวัฏสงสาร ปล่อยให้เป็นมรดกตกไปถึง ลูกหลานของเราในอนาคตข้างหน้า ผมขอฝากท่านประธานเอาไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านอภิสิทธิ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้เราเข้าใจตรงกัน ในวันนี้ว่า ความพยายามในการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มันไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผูกขาดได้ แล้วผมสนับสนุนเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ขึ้นมาอภิปรายก่อนหน้านี้และปรารถนาที่จะเห็น ความปรองดอง แล้วผมไม่อยากจะให้เราตั้งข้อสงสัยซึ่งกันและกันว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้น มีความปรารถนาในการที่จะปรองดองจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องพูดกัน ก็คือว่าเนื้อหาสาระของการปรองดอง กระบวนการของการปรองดองที่จะต้องเดินไปนั้น ที่จะเดินหน้าประเทศได้ต้องอยู่บนพื้นฐาน อยู่บนหลักการอะไร เพราะสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไป ไม่เพียงแต่บอกว่าเราตอบโจทย์คนคนใดคนหนึ่ง คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่เฉพาะพวกเรา ในห้องนี้ กระบวนการปรองดองต้องตอบโจทย์ไปถึงอนาคต ถึงลูกถึงหลาน ถึงสิ่งที่จะทำให้ ประเทศไทยนั้นมีความเข้มแข็ง มีความแข็งแกร่งและมีระบบที่ดีที่จะทำให้เราไม่ย้อนกลับ เข้ามาสู่สถานการณ์อย่างนี้อีก วันนี้ผมจำเป็นที่จะต้องพูดหลายเรื่อง เหมือนกับ สมาชิกหลายท่านครับ ต้องปรับคำอภิปรายเนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย และมีการพาดพิงขึ้นมา เดิมไม่ตั้งใจจะพูดถึงอดีต แล้วก็ไม่เคยคิดจะเอาการพูดคุย กับหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในห้องนี้ต้องมาเปิดเผย แต่เมื่อสักครู่มันมีข้อกล่าวหาที่หนักมาก ที่บอกว่าความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันมีผม และมีพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ประโยชน์ ไม่จริงหรอกครับ ผมต้องลำดับเหตุการณ์หลายอย่าง แล้วชี้ให้เห็นว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์ถ้าพูดถึงเรื่องปรองดองนั้นพยายามทำกันมาอย่างไร ในอดีต และยืนยันครับพวกกระผมก็พูดด้วยความภาคภูมิใจเสมอว่าเราเป็นนักการเมือง เราเป็นรัฐบาลก็ได้ เราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่ซีกนี้ไม่มีใครได้ดิบได้ดี จากความขัดแย้งหรอกครับ ผมก็เป็นนักการเมืองอย่างนี้มาท่านประธานก็ทราบ ๒๐ ปี จะอยู่ข้างบน จะอยู่ข้างล่าง ผมก็ทำงาน ทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของผม ตามอุดมการณ์ ของพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ได้ประโยชน์ช่วงความขัดแย้ง ๔-๕ ปีที่ผ่านมาท่านต้องไปดูครับ ใครบ้างละครับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย ความขัดแย้งทั้งหมด ที่จะได้รับการปูนบำเหน็จ ในวันนี้ จะด้วยเงินทอง จะด้วยตำแหน่ง ท่านไปตรวจสอบเอาเองครับ แล้วก็ไม่ต้อง ประท้วงผมแล้วครับ พูดกันคนละครั้งพอ แต่ผมประหลาดใจจริง ๆ เพราะว่าคำกล่าวหาผมนั้น ออกมาจากปากคนที่ผมถือว่าได้ดิบได้ดีที่สุดในช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้ง และอย่าให้ผม พูดว่าแม้แต่คนในพรรคท่านเองยังเคยมาพูดว่าทำอย่างไรเราหยุดพวกพ่อค้าความขัดแย้ง ที่ได้ดิบได้ดีทั้งตำแหน่งและเงินทองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า พวกผมไม่มีใครเป็นผู้ค้าความขัดแย้ง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมไม่ต้องการที่จะไปกล่าวหา พาดพิงใครให้เกิดความเสียหาย แต่รายงานของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้อ้างอิง คอป. ได้เท้าความไปถึงปี ๒๕๔๔ ทราบกันดีครับว่าเราหมายถึงเหตุการณ์คดีความซุกหุ้น ผมไม่กล่าวหาพูดถึงตัวบุคคลครับ แต่ผมบอกว่าการเมือง ซึ่งท่านประธานก็ดี ผมก็ดี เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้จำนวนมากที่เคยอยู่การเมืองกันมานาน ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ทราบดีครับว่าในอดีตการเมืองที่มันไม่รุนแรงมากเพราะพวกเรานักการเมืองรู้จักขอบเขต ของอำนาจที่เราพึงจะใช้ ผมเป็นคนหนึ่งครับ ท่านไปตรวจสอบได้เลยตลอด ๒๐ ปี แทบไม่เคยพูดคำว่า เผด็จการรัฐสภา หรือ เผด็จการเสียงข้างมาก ตรงกันข้าม แม้เป็นฝ่ายค้าน ในวันนี้ หลายครั้งผมถูกสัมภาษณ์จากผู้สื่อข่าวว่าถ้ารัฐบาลมีเสียงข้างมากแล้วจะไปทำอะไรได้ ผมก็ยังยืนยันว่ารัฐบาลในระบบรัฐสภาจะอยู่ได้ ทำงานได้ก็ต้องมีและต้องใช้เสียงข้างมาก แต่การใช้เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเป็นเผด็จการหรือไม่มันอยู่ที่ว่าเราใช้ทำอะไร จะอ้างกี่ล้านเสียงว่าตามจริงก็แทบไม่มีพรรคการเมืองไหน ที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของคนที่มาลงคะแนน อาจจะมีเฉพาะปี ๒๕๔๘ เที่ยวนี้ก็เหมือนกันครับ แต่เสียงข้างมาก เมื่อท่านได้ไปแล้วทำไปเถอะครับนโยบายที่ไปหาเสียง คำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่เคยบอกไว้ กับประชาชน เขาอยากให้ท่านแก้ความยากจน แก้ยาเสพติด แก้ของแพงทำไปเถอะครับ แล้วท่านประธานสังเกตไหมล่ะครับว่าทำไมตั้งแต่เลือกตั้งมาจนถึงวันนี้ ๒ สมัยประชุม เวลาเราพิจารณาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินบรรยากาศสภาไม่เคยมีปัญหาเลยครับ สัปดาห์ที่แล้วตอนที่รัฐบาลเอาข้อตกลงระหว่างประเทศจะมาผ่านสภาเป็น ๑๐ ฉบับ ภาษีซ้อน บรรยากาศสภาดีมากครับ แล้วหลายข้อตกลงท่านไปดูสถิติได้ครับ พรรคฝ่ายค้านลงคะแนน ให้รัฐบาล เมื่อวานนี้ตอนพิจารณากฎหมายเรื่องสารต้องห้ามที่นักกีฬาใช้ก็ไม่มีปัญหาครับ นอกสภาวันนี้ท่านมีอำนาจแล้ว ท่านเดินหน้าผลักดันนโยบาย ท่านไปสัญจรที่ไหน พวกผม ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยเคยทำอะไรท่านบ้างไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปจังหวัดภูเก็ต ท่านนายกรัฐมนตรีไปจังหวัดพังงาไม่ได้มีปัญหาเลยครับ แต่เมื่อไรที่การใช้เสียงข้างมากมันไปเรื่องอื่น มันมีปัญหา เพราะประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยซึ่งเกือบทั้งหมดเขาจะเรียกตัวเองว่า เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปก้าวล่วง ก้าวก่ายอำนาจของตุลาการ เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปทำให้ระบบราชการซึ่งจะต้องมีความเป็นกลาง กลายเป็น เครื่องมือทางการเมือง เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปแทรกแซงก้าวก่ายคุกคามการทำหน้าที่ ของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ๗ เดือนที่ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมไม่เคยยุยงให้ประชาชนมาทำอะไร รัฐบาลเลย น้ำท่วมพวกเราเป็นฝ่ายค้านก็ไปช่วยกันทำงาน อะไรที่ต้องตรวจสอบก็ตรวจสอบ ผมไปต่างประเทศท่านไปเปิดเทปดูได้เลยครับ ไม่มีพูดจาอะไรที่จะให้ประเทศหรือแม้แต่ รัฐบาลเสียหายเลย เกิดเหตุเมื่อตอนเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็ยังมาขอบคุณผม ที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ลงไปดูเหตุความรุนแรง แต่ตรงกันข้าม มีแต่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ใช้คำว่า เด็ก ๆ แต่ก็มีสถานะ มีตำแหน่งเป็นกระบอกเสียงทางการของรัฐบาลที่ไล่ตามด่าผมตลอด ทั้ง ๆ ที่ผมทำงานแบบนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าจะพูดถึงการปรองดอง บรรยากาศ โดยทั่วไปของประเทศมันเดินได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีประเด็นที่เราจะไม่ทำกันเลย เพราะมันยังมีเรื่องหลายอย่างที่มันค้างคาใจกันอยู่จากความขัดแย้งในหลายปีที่ผ่านมา ผมอยากจะเห็นการปรองดองที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันจริง ๆ วันนี้ผมก็ไม่กล้าจะวิจารณ์อีกนะครับ แต่ว่าไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีกับ ครม. จะกรุณามาฟังได้ไหม โดยเฉพาะถ้าเสียงข้างมาก กำลังจะบอกว่าส่งเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล รัฐบาลจะมาฟังได้ไหมครับว่าที่รับไปแล้ว จะเอาความเห็นของสมาชิกของทั้งสภาเพื่อความปรองดองไปทำกันอย่างไร ไม่ใช่บอกว่า สถาบันพระปกเกล้าจะถอน สภาจะว่าอย่างไรไม่สำคัญหรอกครับ มีสิ่งที่จะต้องทำ อยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว ๖ มาตรา คนเซ็นชื่อไว้เรียบร้อย รอจังหวะเวลาที่จะยื่นเข้ามาสู่สภา แค่นั้น อันนี้ละครับที่จะเป็นตัวที่เป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะปรองดอง ใครจะไม่ปรองดอง ผมกราบเรียนครับว่าการเมืองซึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขต ประมาณปี ๒๕๔๔ ไล่มาเรื่อยจนถึง ประมาณปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ มันจึงเป็นตัวที่ผลักให้เกิดการเมืองเข้าไปสู่ท้องถนน ผมไม่ปฏิเสธเลยเมื่อสักครู่ตอนที่คุณณัฐวุฒิพูดว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เรียกตัวเองว่า เป็นเสื้อแดงมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม แล้วท่านไปเปิดเทปผมพูด ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็พูดเสมอว่า พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ไม่ชอบผม ที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดงเขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเขา อยากมาแสดงออก แต่ท่านก็ต้องย้อนกลับไปละครับว่าการเมืองที่ลงไปสู่ท้องถนน ปี ๒๕๔๘ มันก็มาจากความรู้สึกเช่นเดียวกัน จากการใช้อำนาจเกินขอบเขต แล้วเราจะมาเรียนรู้สิ่งนี้ กันไหมละครับ ถ้าเราเรียนรู้ แล้วเราหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ วันข้างหน้าการปรองดองก็เกิดขึ้นได้ง่าย ปัญหาก็ไม่เกิดซ้ำ แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดบทนี้ แล้วเอาเสียงข้างมาก ใช้เกินขอบเขตอีกเราไม่ได้ปรองดองครับ เรากำลังสร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติ หลายสิ่งหลายอย่าง เกิดขึ้นในบ้านเมืองวันนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดหรอกครับ ผมเป็นนักการเมือง มาประชุมใหญ่พรรคทุกปี ปีนี้ปีแรกครับสถานีโทรทัศน์ไม่อนุญาตให้ออกอากาศ ทั้ง ๆ ที่ ขอเช่าเวลาถูกต้อง ผมเล่นการเมืองมาจะเดินทางไปไหน ผมจะไปพบนางออง ซาน ซูจี มีการไปสกัดกั้นไม่ให้ผมไป โดยอ้างว่ารัฐบาลพม่าไม่ให้ไป ซึ่งต่อมาสถานทูตพม่าบอกกับผมว่า ไม่จริง หยุดเถอะครับ อยากจะปรองดองเปิดใจมาพูดกัน ลำดับเหตุการณ์ทั้งหลาย ซึ่งเมื่อสักครู่พาดพิงผมต่าง ๆ นานา ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้เห็นครับว่า พวกกระผมพยายามปรองดองอย่างไร วิกฤติเกิดขึ้นปี ๒๕๔๘ มีการปฏิเสธการใช้ กระบวนการของรัฐสภา ยุบสภา แล้วมีความผิดปกติในการไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ใช่ เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นะครับในวันนั้น พรรคการเมืองในสภาอื่นทุกพรรคต้องปฏิเสธ ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วต่อมาก็มีคดีความที่พิสูจน์ว่าเกิดความไม่เป็นกลางจาก กกต. อย่างไร แล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งไม่ชอบ แล้วมีการแก้ไขปัญหา มีการกลับเข้าสู่ กระบวนการของการเลือกตั้งใหม่ พวกกระผมก็ลงสมัครครับ จริง ๆ เลือกตั้งครั้งนั้นอาจจะ เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินมากกว่าพรรคคู่แข่ง เพราะเราตั้งใจหาเสียงจริง ๆ จนท่านประธานกรรมาธิการยึดอำนาจครับ ผมถึงหยุดหาเสียง วันก่อนผมไม่อยากถูกเบี่ยงเบนประเด็น ในเรื่องรายงานฉบับนี้ว่าเป็นอย่างไร แต่ท่านประธานก็ใช้วิชาลับ ลวง พราง อ้างความรักที่มีต่อผม ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับว่า ผมกับท่านเคยสนทนาทางการเมืองบ้างไหมก่อนการรัฐประหาร ไม่มีหรอกครับ ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับว่าผมเคยแสดงความชื่นชมท่านไหมเมื่อท่านยึดอำนาจ ผมชื่นชมท่านครั้งแรกถ้าท่านจำได้ วันที่ท่านตัดสินใจว่าท่านจะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ประชาธิปไตย ตั้งพรรคเป็นหัวหน้าพรรค เข้าอบรมหลักสูตรของ กกต. นั่นเป็นครั้งแรกครับ ที่ผมไปบอกว่าผมชื่นชมที่ท่านได้ตัดสินใจมาเส้นทางนี้ ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับ ผมเคยเรียกร้องอะไรบ้างไหมครับ จากการรัฐประหารของท่าน ไม่มีละครับ เพียงแต่ว่า พวกผมต้องการเห็นความสงบในบ้านเมือง เมื่อท่านยึดอำนาจท่านอ้างเหตุผล ๔ ข้อ เป็นหน้าที่ท่านต้องทำ ต้องพิสูจน์ แล้วท่านก็ต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่จะบอกว่า รีบกลับมาสู่กระบวนการของการมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ก็ว่ากันไป เลือกตั้งเสร็จ ผมไม่ได้เป็นรัฐบาล รัฐประหารเสร็จผมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เลือกตั้งเสร็จผมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเข้าสู่ตำแหน่ง วันแถลงนโยบายผมยืนตรงนี้พูด ๓ ชั่วโมงครับ ผมกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีสมัครว่าเหมือนที่ผมพูดวันนี้ครับ หรือเมื่อ ๗ เดือนที่แล้วว่า ถ้ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเดินหน้าตั้งหน้าตั้งตาบริหารประเทศ อย่าไปแตะ เรื่องที่เป็นเรื่องร้อน ๆ ความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ได้แน่นอน ๔ ปี อย่าไปทำผิดกฎหมาย อย่าไปทำอะไรก็แล้วแต่ แต่บ้านเมืองวุ่นวายครับ วุ่นวายก็ด้วยเหตุว่ามีการตั้งประเด็น เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลบล้าง เพื่อนิรโทษกรรมนี่ละครับ ไม่ค่อยต่างอะไรจากที่ มีการมาวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในทุกวันนี้ แล้วเพื่อให้ท่านไปตรวจสอบ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ คนที่เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากเป็นคนที่สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่แปลกอะไรครับ แต่ทุกครั้งที่พันธมิตรทำอะไรซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมพูดว่า ผมไม่เห็นด้วย รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมควรจะจำได้ไปจังหวัดกระบี่ถูกพันธมิตรปิดล้อม ผมให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ ผมยังถูกพันธมิตรด่า วันที่พันธมิตร ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินผมก็ให้ข่าวว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่าเป็นการกระทำ ที่ผิดกฎหมาย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเปิดสภาผมไม่เคยเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ลาออก เพราะผมรู้ว่าถ้าผมเรียกร้องให้ลาออกก็จะกล่าวหาว่าผมอยากจะเข้าไป ดำรงตำแหน่งแทน ผมบอกว่าวันนั้นท่านยุบสภาไปเถอะครับ เพราะท่านได้เปรียบอยู่แล้ว หลายคนอาจจะจำได้ หลายคนอาจจะจำไม่ได้ สุดท้ายคดีที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร พ้นไป ท่านจะสรุปประโยคสั้น ๆ ของท่านอย่างไรก็ตาม แต่มันมีข้อกฎหมายรองรับ และที่ สำคัญครับ มันไม่ได้ห้ามให้ท่านเลือกท่านนายกรัฐมนตรีสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ กล้ายอมรับความจริงกันไหมละครับ ท่านที่เคยอยู่พรรคพลังประชาชนว่ามีการชิงไหวชิงพริบกัน ในพรรคเอง แล้วก็ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครก็ต้องเจ็บปวดเหมือนกันครับ กับผลที่ตามมา ไม่นับถึงความขมขื่นที่อดีตเลขานุการของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครมาพูดต่อ ว่าหลังจากนั้นท่านต้องประสบกับอะไร ใครดูแลท่านบ้าง นี่คือข้อเท็จจริงครับ ส่วนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เกิดขึ้นหลังจากเกิดการยุบพรรคพลังประชาชน ก็ลงมติกัน ในสภานี่ครับ ก็ชิงไหวชิงพริบกันพอสมควร แล้วผมก็ไม่ได้มีคู่แข่งที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ที่มีขนาดใหญ่กว่าพรรคผมด้วย ผมก็เข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และท่านประธาน ก็คงจำได้ ผมเข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี่ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องการที่จะเอา เสียงข้างมากที่มีในสภาไปทำในเรื่องที่จะทำให้มันมีปัญหามากขึ้น ผมยอมรับการตรวจสอบ ทุกอย่าง ผมมาตอบกระทู้ถามทุกสัปดาห์ ผมขอให้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีพื้นที่ในสภา มีพื้นที่ในสื่อ ตรวจสอบรัฐบาลได้ เพราะผมหวังว่าการเมืองแบบนั้นจะทำให้เราสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ และเหตุการณ์ ก็เกิด ชุมนุมปี ๒๕๕๒ ก็มีปัญหา สมาชิกบอกว่าแล้วผมทำอะไร ผมให้ท่านประธานชัย ท่านตั้งคณะกรรมการชุดท่าน ส.ว. ดิเรก ชุดค้นหาความจริง ท่านครับ ผมไม่เคยใช้เสียงข้างมาก มาชี้ว่าจะต้องทำอะไร ผมนั่งอยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทย มีการไปกล่าวหาว่าผมไม่อยู่ในรถ คณะกรรมการที่จะประมวลข้อเท็จจริงต่าง ๆ ยังไม่มีการลงมติเลยด้วยซ้ำครับว่าตกลงผมอยู่ หรือไม่อยู่ในรถ ใครอยากสงสัยก็ตั้งข้อสังเกตไป เราก็รวบรวมประมวลไว้ รายงานก็หลายเล่มครับ ก็อยู่ที่ท่านประธานชัย แล้วข้อเสนอที่เป็นข้อเสนอให้มาดำเนินการคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น อย่าตัดตอนประวัติศาสตร์สิครับ ผมเชิญวิป ๓ ฝ่ายไปตกลงกัน บอกว่า ๖ ประเด็นนี่ถ้าแก้ไขมันจะถูกคนกลุ่มหนึ่งในสังคมกล่าวหาว่าเราแก้เพื่อตัวเราเอง ก็ไปทำประชามติเสีย แล้วทำประชามติเสร็จ ผมรับปากว่าผมจะยุบสภาให้ ตกลงกันหมดครับ แต่ภายหลังไม่ทราบใคร ความจริงก็ทราบละครับว่าใคร บันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนใจ จากพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นว่าไม่เอาข้อตกลงนั้น เหตุการณ์ก็ผ่านมาสู่คดียึดทรัพย์ เข้าสู่ เหตุการณ์ ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ กรรมาธิการบางท่านคุยกับผมส่วนตัว ท่านก็ยอมรับ ท่านก็เชื่อผมบอกว่าท่านไม่เชื่อหรอกครับมีใครไปสั่งฆ่าประชาชน เอาความจริงมาพูดกัน เถอะครับ เหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ถ้าไม่มีคนติดอาวุธอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ผมเชื่อว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ไม่ทราบ ผมก็ไม่แน่ใจว่าแกนนำคนไหนทราบ คนไหนไม่ทราบ แต่แกนนำบางคนประกาศ โดยเปิดเผยว่ามีกองกำลังติดอาวุธที่มาช่วย ท่านรองประธานกรรมาธิการท่านทราบดี เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ท่านสนทนากับรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงท่านหนึ่ง เริ่มปฏิบัติ หน้าที่กันตั้งแต่ประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ จนถึงค่ำ ไม่มีความสูญเสียครับ ความสูญเสียเกิดขึ้น เมื่อมีการยิงเอ็ม ๗๙ (M79) แล้วหลังจากนั้นมันก็สับสนอลม่าน ก็ต้องค้นหาข้อเท็จจริงกันต่อไป ถามว่าพอเหตุการณ์จบลง มีความพยายามปรองดองอีกไหม ที่จริงก็ทำกันมาตลอดครับ ก่อนวันที่ ๑๐ เมษายนก็นั่งเจรจากัน ๖ ชั่วโมง ๒ วัน ผมก็เสนอว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปี ก็ถูกปฏิเสธ แล้วเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ความสูญเสียของประชาชนที่ท่านนับรวมกัน เป็น ๙๑ ราย หรือ ๙๒ รายก็ตาม หลายรายก็เกิดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๐ เมษายนทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งพี่น้องประชาชน หลังจากนั้นประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็โดนครับ จำได้ไหมครับ มีการยิงระเบิดเข้าใส่ประชาชนที่บีทีเอส (BTS) ที่ถนนสีลม อันนี้ไม่มีทางเลยครับที่จะไปบอก ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครไปสั่งยิงระเบิดเข้าไปสู่สถานีรถไฟฟ้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์ตาย เอาความจริงมาพูดกันสิครับ แล้วสุดท้ายพอเกิดเหตุอย่างนี้ มีแรงกดดัน มีเหตุ เกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถามว่าจิตใจของผมอยากปรองดองไหม ต้นเดือนพฤษภาคม ผมเสนอแผนปรองดองอย่างไรครับ
ข้อที่ ๑ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่ากล่าวหาซึ่งกันและกัน มาร่วมกันทำ อย่าบอกเพียงแค่ว่าที่มีการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวกับผม ไม่เกี่ยวกับฉัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มนี้ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนี้ มาช่วยกันทำเลยว่าทำอย่างไรอย่าให้มีการละเมิดสถาบัน นั่นข้อ ๑ ที่ผมเสนอ
ข้อที่ ๒ เคลื่อนไหววันนั้นท่านประธานก็จำได้ปลุกระดมกันเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในสังคม ผมก็บอกว่าต้องมีการมาตั้งกรรมการที่จะปฏิรูประเทศโดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำ
ข้อที่ ๓ ผมบอกว่าสื่อมีบทบาทมากในการนำเสนอข่าวสารนำไปสู่ ความขัดแย้ง มาคิดเรื่องปฏิรูปสื่อ
ข้อที่ ๔ ผมบอก ๑๐ เมษายน ต้องค้นหาความจริงด้วยกรรมการอิสระ และ
ข้อที่ ๕ ผมยังบอกเลยครับว่ากรณีสิ่งที่เป็นความผิดทางการเมืองจริง ๆ เช่น คดียุบพรรคมาตั้งโต๊ะคุยกันเรื่องนิรโทษกรรม
ผมถามท่านว่าที่ท่านไปศึกษามา ๑๒๐ วันมีอะไรนอกกรอบนี้ไหมละครับ ที่จะปรองดองประชาชนในประเทศทุกกลุ่มจริง ๆ ถ้าพูดถึงประชาชน พูดถึงส่วนรวม มันครอบคลุม เมื่อสักครู่พูดกันมาก หลาย ๆ ท่านพูดกันมากว่าจะปรองดองคนมีอำนาจ ต้องยื่นมือออกไป ต้องยอมที่จะไปชี้แจงกับผู้สนับสนุนฝ่ายตนเอง ผมนี่ละครับยากที่สุด ประชาชนที่เขาไม่ต้องการให้ยุบสภาแล้ววันนั้นเป็นเสียงข้างมาก จะสำรวจโดยโพลไหนก็ตาม ทันทีที่ผมประกาศว่าจะให้เลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก่นด่าผมทั้งนั้นละครับ ผมบอก ไม่เป็นอะไร ถ้าผมจะเสียเสียงสนับสนุนแต่ประเทศเดินได้ หยุดยั้งความสูญเสียได้ ผมยินดีทำ และผมก็ขอให้แกนนำผู้ชุมนุมทำบ้าง เลขาธิการนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือคุณกอร์ปศักดิ์ ติดต่อแกนนำบ่อยครับ ไม่จริงลุกขึ้นมาปฏิเสธ บางครั้งโทรศัพท์อยู่ในห้องผมนี่ครับ ผมได้ยินกับหู พูดว่าอะไรครับ คุณ จุด จุด จุดที่เป็นแกนนำ คุณเลิกเถอะ ๑๔ พฤศจิกายนเลือกตั้ง มันไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราขอร้องเพราะว่าคุณน่ะไม่ตาย แต่มันจะมี คนตายเพิ่ม เพราะปัญหาของคนที่มีอาวุธเข้ามาโจมตี ทหารก็ป้องกันตัว แล้วก็ไม่รู้ว่าใคร จะเป็นเหยื่อ ใครจะโดนลูกหลง ใครจะสูญเสีย นี่คือความจริงครับ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ อย่าพูดเรื่องว่าตั้งเงื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางเทคนิค คุณสุเทพมอบตัวถูกที่หรือเปล่า ไม่ใช่ละครับ เอาของจริงมาพูดกันว่ามีคนไม่ยอมให้จบก็ต้องนำไปสู่การรักษากฎหมาย ความพยายาม กระชับพื้นที่ทุกอย่างก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทุกฝ่ายก็เสียใจ และพอเหตุการณ์สงบถามว่าผมยังเดินหน้าพยายามทำตามแผนปรองดองผมไหม ความเหลื่อมล้ำ ผมตั้งกรรมการมา ๒ ชุด คุณหมอประเวศกับคุณอานันท์ อยากถามผลงาน หรือครับ เขาเสนอต่อทุกพรรคการเมืองครับ ก่อนเลือกตั้งว่าอยากลดความเหลื่อมล้ำที่ท่านพูด ไพร่ อำมาตย์ ถ้าสนใจคนยากคนจนจริงทำบางเรื่อง ตัวอย่างง่าย ๆ ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ที่พวกผมเสนอค้างไว้และรัฐบาลชุดนี้ประกาศแล้วว่าจะไม่ทำ ไม่เกิดจะโทษใครครับ รัฐบาลชุดนี้เป็นคนประกาศหยุดเรื่องนี้เอง โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่นชุด ของคุณหมอประเวศทำงานต่อ เขาเพิ่งจัดสมัชชาไปเมื่อประมาณปลายเดือนนี้ จริง ๆ ท่านเป็นรัฐมนตรีท่านน่าจะสนใจสนับสนุนกระบวนการของเขา ส่วนชุดของคุณอานันท์ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ท่านบอกว่าท่านลาออกเพราะเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ ตอนนั้นยังไม่ทราบใครจะมาเป็น เลือกคนที่จะทำงานนี้ต่อตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จะเปลี่ยนตัวบุคคล อยากให้ใครมาทำต่อจะได้มีอิสระในการตั้ง ก็มันจะไปไหนละครับ เพราะ ๗ เดือนที่ผ่านมาท่านไม่ตั้ง งานเขามีอยู่หมดครับ เรื่องหมวดทรัพยากร เรื่องหมวด กระจายอำนาจ สนใจบ้างสิครับ อย่าใช้ปลุกระดมเป็นเงื่อนไข แต่เวลาจะแก้ไขไม่ทำ ปฏิรูปสื่อ เสร็จครับ มีกฎหมายส่งไปที่กฤษฎีกาขอให้ทำต่อจริงก็แล้วกันท่านจะได้ แทรกแซงสื่อไม่ได้ ทุกเรื่องเดินหน้าได้ถ้าอยากจะทำ และรัฐบาลอยู่ในฐานะที่ทำได้ สานต่อได้ สำคัญที่สุดค้นหาความจริงครับ คอป. ที่เกิดขึ้นมาและวันนี้รัฐบาลก็บอกว่ายอมรับ กรรมาธิการก็อ้างอิง ถ้าไม่ใช่เจตนาอันบริสุทธิ์ที่จะปรองดองให้คนที่เป็นอิสระมาทำงาน ผมจะตั้งขึ้นมาอย่างนั้นหรือครับ ทำไมผมไม่ทำแบบสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมชายละครับ เหตุการณ์ ๗ ตุลา ตั้งผู้ตรวจในสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการ เป็นคนที่รัฐบาล ควบคุมได้ทั้งหมดมาและบอกว่าประมวลเหตุการณ์เอา นี่อย่างไรครับความแตกต่าง การค้นหาข้อเท็จจริงและประเด็นอื่น ๆ ที่อาจารย์คณิตเสนอมาไม่ใช่ไม่มีความคืบหน้าครับ เสนอมาบางเรื่องผมยอมรับ หน่วยงานต่าง ๆ ไม่เห็นด้วย เช่นการตีตรวนอะไรต่าง ๆ ก็เข้าใจว่า กำลังเสนอรัฐบาลนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่บางเรื่องทำครับ ที่บอกสิทธิในการประกันตัว ผมทำครับ ท่านไปอยู่ที่ไหนไม่ทราบ แต่ผมมีคณะทำงานไปกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ใครติดเงื่อนไขไม่มีสตางค์จะประกันตัวผมให้กระทรวงยุติธรรมใช้กองทุนของกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพทำ รัฐมนตรีพีระพันธุ์ทำครับ ท่านมัวแต่สนใจแกนนำด้วยกันเอง ท่านเลยไม่ทราบว่าคนเสื้อแดงหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่แล้ว เช่นเดียวกับ การเยียวยาครับ ก่อนเรื่อง ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลที่แล้วก็ได้ทำแล้วครับ เพียงแต่ว่า มีบางรายไม่ได้รับ เช่นถ้าไปยิงระเบิดกระทรวงกลาโหม กำลังประกอบระเบิดอยู่ในอพาร์ทเมนท์ (Apartment) อย่างนี้ไม่ให้ แต่ที่เหลือได้แล้วก็ได้เกณฑ์เดียวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ท่านจะให้เพิ่มเป็นนโยบายของท่าน อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะบอกรัฐบาลที่แล้ว ไม่เยียวยา ไม่จริงครับ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ คือคุณอิสสระ สมชัย ก็ยังได้ใช้เวลาไปเยี่ยมครอบครัวต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่สูญเสีย ทั้งในส่วนที่บาดเจ็บ นี่อย่างไรครับการปรองดอง ผมเดินหน้าทำจริง ๆ แต่มันยังไม่เสร็จotครับ แล้วเลือกตั้งผมก็ต้องการให้เรียบร้อยที่สุด ผลออกมา ยังไม่ทันออกมาหมดก็รีบประกาศให้ไม่ต้องวิตกกังวลกันครับว่าท่านได้เป็นรัฐบาลแน่ บรรยากาศก็จะได้ดี แล้วก็เดินหน้าเข้าสู่การปรองดอง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าใช้ความคิดในเรื่องการปรองดองแบบนี้ เอาประชาชน เอาสังคมเป็นตัวตั้ง เดินได้ กรอบแบบนี้ทั้งหมด ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีคนไหนคัดค้าน นั่งอยู่ข้างบนนี่ ที่เป็นกรรมาธิการ ถ้าท่านประกาศว่าทำเท่านี้ วันนี้ไม่ต้องอภิปราย ๒ วันหรอกครับ ไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็ยกมือกันให้ เดินหน้ากันได้เลย แล้วมันติดขัดเรื่องอะไร มันก็ติดขัดความผิดปกติที่มีประเด็นที่ตั้งขึ้นมา เรื่องนิรโทษกรรมกับเรื่อง คตส. เอากันง่าย ๆ ถ้าท่านบอกว่าก้าวข้ามตรงนี้ ก้าวข้ามบุคคล ได้ไหม ขออนุญาตนะครับ มีท่านที่เป็นกรรมาธิการ เป็น ส.ส. ของพรรครัฐบาลเคยเปิดอก คุยกับผมเรื่องนี้ เมื่อท่านกล่าวหาว่าผมจะเป็นอุปสรรคหรือเห็นแก่ตัว ไม่อยากให้ปรองดอง ผมต้องเอาความจริงมาเล่า คนที่มาพบผมบอกว่าจำเป็นต้องตอบโจทย์คุณทักษิณ เพราะถ้า ไม่ตอบโจทย์คุณทักษิณบ้านเมืองก็จะปั่นป่วนต่อไป ท่านไปตีความเอาเองแปลว่าอะไร ผมก็บอกว่าผมไม่ได้มีอะไรกับคุณทักษิณ แต่จะทำอะไรคุณทักษิณได้หรือไม่ได้ประโยชน์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าหลักของบ้านเมืองเสียหรือไม่ แล้วคุยกันได้ ไม่เคยปิดกั้น เอาเรื่องนิรโทษกรรมก่อน นิรโทษกรรม เรื่อง พ.ร.ก. แทบไม่ต้องพูด นี่ก็พูดกันตรง ๆ ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงไหนผมมอบนโยบายได้ ผมบอกว่าเรื่องไปดำเนินคดีกับคนที่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ไม่ควรทำ เพราะถ้าทำมันมีคนเป็นหมื่นที่ต้องไปดำเนินคดีมันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ มีดำเนินคดีไป ผมก็เห็นว่าคนเหล่านี้สมควรจะได้รับการนิรโทษกรรม ผมไม่เคยปฏิเสธ ถามว่าเกินเลย พ.ร.ก. นายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ บอกห้ามนิรโทษกรรมไหม ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ครับ ผมเข้าใจดีว่าเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมการต่อสู้ทางการเมืองมีได้ ในอดีต เราก็เคยเห็น ชุมนุมกันอยู่ เกิดมีอะไรชุลมุนกับเจ้าหน้าที่ มีทำร้ายร่างกาย มีทำลายทรัพย์สิน อาจจะมีการเผารถ เผาอะไร ผมว่าอันนี้ก็มาพูดคุยกันสิครับ ตรงไหนเห็นได้ชัดว่ามันเป็น ปัญหาเกี่ยวเนื่องกับการใช้สิทธิอันชอบธรรมทางการเมือง แต่สถานการณ์พามันเกินเลยไป พวกกระผมไม่มีปัญหาเลยครับ ที่จะบอกว่าให้อภัยหรือนิรโทษกรรม แต่ต้องแยกแยะให้ดี เหมือนกัน ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่าเรื่องเผาเป็นเรื่องซึ่งคนทำเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ ทำร้ายประชาชน ขณะที่คุณจตุพรยังยืนยันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายเผา ผมก็เลยไม่ทราบว่า มันจะตรงกันได้อย่างไรครับ ที่จริงศาลตัดสินไปแล้วหลายคดีครับ แล้วถ้าท่านไปอ่าน คำพิพากษาของศาล ท่านจะพบความจริงว่าศาลได้ใช้หลักกระบวนการยุติธรรม แบบสมานฉันท์ คือมีการอธิบายว่าบุคคลซึ่งถูกลงโทษนี่ได้รับการลดโทษเพราะการกระทำดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง และอาจถูกชักจูงทางการเมืองให้มา กระทำความผิด ศาลเขียนเลยครับในคำพิพากษา แสดงให้เห็นว่าศาลท่านก็คำนึงถึงหลัก ของการที่จะให้ความยุติธรรมในสถานการณ์แบบนี้ที่เป็นสถานการณ์พิเศษ ที่ตัดสินไปแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยที่บ่งบอกว่าฝ่ายรัฐบาลเผา ส่วนที่ยังไม่ตัดสินที่กรุงเทพฯ ในคดีหลักจริงครับ แต่ผมไม่เชื่อล่ะครับ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปเผาเพื่อให้คนเสื้อแดงบางคนสามารถลักทรัพย์ ออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เอาไปขายได้ แต่จะบอกว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้มุ่ง ต่อการทำร้ายประชาชน ท่านครับ เอาสักตัวอย่างหนึ่งได้ไหมครับ วันนั้นไม่ใช่มีเฉพาะห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่ได้มีเฉพาะ สยามสแควร์ ไม่ได้เฉพาะเซ็นเตอร์ วัน มีการยกขบวนไปที่ช่อง ๓ ครับ วางเพลิงอาคาร ซึ่งมีผู้สื่อข่าวคนทำงานช่อง ๓ อยู่เป็นจำนวนมาก บังเอิญอาคารนั้น ฮ. ลงไม่ได้ครับ เขาติดต่อร้องขอมาผมก็บอกว่า ฮ. ไปลงได้ก็คืออาคารที่อยู่ข้าง ๆ ปรากฏว่าพอ ฮ. ไป คนที่อยู่ในอาคารซึ่งไม่มีลานจอดจะต้องข้ามไปอาคารที่ ฮ. จอดได้ คนเหล่านั้นถูกผู้ชุมนุม ที่ไปเผาไล่ยิงครับ ผมถามว่ากรณีอย่างนี้มุ่งทำร้ายประชาชนหรือไม่ ผมไม่เหมารวม ผมยินดี ให้แยกแยะ ตรงไหนเป็นเหตุชุลมุนวุ่นวายต่อเนื่องอภัยกันเถอะครับ แต่ตรงไหนที่ไม่ใช่อย่างนั้น มีเจตนา มีการวางแผนพกเครื่องยิงระเบิดมาจากบ้าน มันยากครับที่จะไปนิยามว่าอันนั้น เป็นเรื่องของเจตนาการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ ไม่ได้ละครับ วันข้างหน้าบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าจัดทำใหม่ก็ยังจะเขียนอยู่ว่าการชุมนุมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานนั้น จะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ จะมีความหมายอะไรถ้าเรายอมรับว่าสามารถ วางแผนไปก่อเหตุความรุนแรงได้ถ้าเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง เราอยากจะวางประเพณีหรือครับว่า ใช้ความรุนแรงได้ ขอให้ในที่สุดชนะ ก็ลบล้างความผิดได้ เรากำลังส่งสัญญาณหรือครับว่า คนที่มีความขัดแย้งกัน ฝ่ายท่านบอกมีความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าคนที่ ไม่อยู่ฝ่ายท่านอีกจำนวนมากก็บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วเขาไม่ใช้ความรุนแรงเขาเลยไม่มีสิทธิใช่ไหมครับ ไม่ต้องไปตอบโจทย์เขาใช่ไหมครับ เราจะปรองดองกันบนข้อสมมุติฐานว่าเราจะตอบโจทย์เฉพาะคนที่ใช้ความรุนแรงหรืออยู่ในฐานะ ที่จะมาข่มขู่ได้ว่าถ้าไม่ตอบโจทย์แล้วจะปั่นป่วน ผมไม่มีประโยชน์เรื่องนี้ครับ จะนิรโทษ คนในเหตุการณ์ชุมนุมหรือไม่ มีประโยชน์เรื่องนี้ผมไม่มีครับ แต่ผมต้องการให้ลูกหลานผม อยู่ในบ้านเมืองซึ่งมีขื่อมีแป และบอกกับลูกหลานของเราว่าต่อสู้ทางการเมืองสงบ ปราศจากอาวุธเท่านั้น ผมถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับ ใช้ตรรกอันนี้ของท่านนี่ ความจริงท่านก็อยากจะใช้คำว่าเอาเรื่องภาคใต้เข้ามาผนวกแบบเสียไม่ได้ ผมเพิ่งเคยเห็น กรรมาธิการ ตั้งอนุกรรมาธิการแล้วก็เอารายงานเขาแล้วก็มาแปะไว้เฉย ๆ ผมถามท่านว่า เหตุที่อำเภอหาดใหญ่กับจังหวัดยะลาต่อสู้ทางอุดมการณ์ไหมครับ ท่านเสนอนิรโทษกรรม ไหมครับ หรือไปไล่จับอยู่ตอนนี้ ทำไม ๒ มาตรฐานละครับ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำที่จังหวัดยะลา ที่อำเภอหาดใหญ่ ไม่มีเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แต่จะเป็นอุดมการณ์ถูกผิดอีกเรื่องหนึ่ง ผมถามท่านว่าบิลลาเดนที่ทำ อัลกออิดะห์ที่ทำนี่ เรื่องส่วนตัวหรือครับ หรืออุดมการณ์ นิรโทษกรรมไหมครับ ไปเสนอในยูเอ็น (UN) ดีไหมครับ เราต้องคิดถึงอนาคต ถึงระบบ ถึงหลักการ ส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมที่บอกว่าให้นิรโทษกรรม ฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะมีประชาชนเสียชีวิต ที่จริงผมและคุณสุเทพยืนยันไม่มีการสั่งฆ่าใคร และยิ่งที่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารไม่มีเหตุผล การชุมนุมสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่จะไปไล่ยิง อาสาสมัคร จะไปไล่ยิงประชาชนทำไม ต้องค้นหาความจริงกันต่อครับ ถ้าผมมีประโยชน์ส่วน ตนก็จะมีเรื่องนี้ละครับ เพราะขณะนี้กำลังทำทุกวิถีทางว่าทำอย่างไรผมกับคุณสุเทพขึ้นศาล กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นฝ่ายบริหารก็พอเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ นิรโทษกรรมผมก็ไม่ต้องมากังวล เรื่องนี้ แต่ผมไม่เห็นด้วยครับ จะเป็นภรรยาคุณร่มเกล้า จะเป็นแม่คุณกมลเกดหรือท่านอื่น ๆ รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้เขาต้องมีสิทธิที่จะรู้ก่อนว่าอะไรเกิดขึ้นกับคนที่เขารัก กับคนที่อยู่ในครอบครัวของเขา ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงครับ ได้ข้อเท็จจริงออกมาว่าไปตาม กฎหมาย ถ้าว่าไปตามกฎหมายแล้วสังคมเห็นว่าควรจะให้อภัยกันเป็นเรื่องที่สังคมตกลงกันได้ แต่ไม่ทำวันนี้ครับ มีการสร้างวาทกรรมเมื่อสักครู่ว่าถ้าใครบอกไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ก็จะไม่ปรองดองกับฆาตกร ระวังนะครับผู้ก่อการร้ายกับฆาตกรคนเดียวกันครับ พิสูจน์เลยครับ แล้วที่มาท้าบอกเอา ๒ ต่อ ๒ ไหม ณัฐวุฒิ จตุพร อภิสิทธิ์ สุเทพ ไม่นิรโทษกรรม ผมไม่เอา ๒ ต่อ ๒ ครับ ผมต่อให้ท่าน ๒ ต่อ ๑ อย่านิรโทษกรรมผม อย่านิรโทษกรรมนายสุเทพ และอย่านิรโทษกรรม พันตำรวจโท ทักษิณ จบเลยครับ ยืนขึ้นมาเลยครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาเลยครับ บอกนิรโทษกรรมให้ทุกคน เว้น ๓ คนนี้ ผมเอาครับ แล้วผมถามว่ามีประชาชนคนไหนล่ะจะเสียประโยชน์จากเรื่องนี้ ให้มีกันแค่ ๓ คนนี้นี่ละครับ พวกผมจะรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อความถูกต้อง ต่ออนาคตของประเทศ บ้านเมืองจะเดินได้ แต่ถ้าท่านตั้งโจทย์อย่างนี้ความผิดปกติที่มันเกิดขึ้นมันจึงทำให้เกิด ความขัดแย้งต่อเนื่องต่อไปอย่างไรครับ เพราะอะไรครับ เพราะพอทางสถาบันพระปกเกล้า เขาทำรายงานเสร็จ เรื่องอื่นท่านไม่ถามกรรมาธิการ ท่านถามเฉพาะ ๒ เรื่องเลย จะนิรโทษกรรม แบบ ก แบบ ข แบบ ค คตส. จะเอาแบบ ๑ แบบ ๒ แบบ ๓ นิรโทษกรรมผมพูดไปแล้วนะครับ คตส. ก็กรุณาอย่าบิดเบือนพวกกระผม ตรงนี้ไม่เคยบอกว่า คตส. มาโดยชอบ บอกแต่เพียงว่า ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร เช่น คตส. ยุคท่าน พลเอก สนธิไม่เหมือนกับ คตส. ยุค รสช. เพราะยุคนั้นใช้อำนาจตุลาการ ผิดต่อหลักนิติธรรมต้องถูกลบล้าง คตส. ยุค พลเอก สนธิ ต้องทำงานภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ก่อน คือกฎหมาย ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และไม่สามารถ ตัดสินคดีได้ คดีขึ้นศาลครับ ท่านจะลบล้างอย่างไร แล้วสุดท้ายบอกให้ทุกอย่างไปเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมปกติก็คือจบที่ศาล ดังนั้นคดีที่สิ้นสุดแล้วมันเป็นเรื่องของศาลครับ ทำไมต้องมีความคิดว่าจะลบล้างคำพิพากษาของศาล จำเลยก็ต่อสู้คดีตลอดทางเลยครับ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ความชอบของ คตส. ต่อสู้หมดเลยครับ แล้วคนที่ชนะก็ไม่บอกว่า กระบวนการนี้ไม่ชอบธรรม หลุดไปก็มีหลายคนหลายคดี คนที่โดนก็มาบอก ๒ มาตรฐาน แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาคำพิพากษาของกระบวนการนี้ไปใช้ประโยชน์เวลาไม่ต้องเสียภาษี อ้ายที่ได้ ไม่ ๒ มาตรฐานครับ เฉพาะที่แพ้เป็น ๒ มาตรฐาน แล้วที่บอกไม่ล้างผิดให้ไปพิสูจน์ ตามกระบวนการยุติธรรม แล้วข้อเสนอที่บอกว่าห้ามดำเนินคดีหลังจากลบล้าง คตส. แล้วมันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าอะไรครับ แล้วแปลกไหมครับเขาก็พยายามบอกว่า อย่าลงคะแนนกัน ออกแบบสอบถามเสร็จจำนวนกรรมาธิการ ๒๐ กว่าคนมันคิดตรงกันหมดเลยครับ แล้วก็เอาอย่างที่เราคิดละครับก็คือนิรโทษทุกอย่างยกเว้น ๑๑๒ บวกกับว่าล้มทุกคดี ของ คตส. แล้วอย่าดำเนินคดีใหม่ จะไม่ให้คิดถึงความผิดปกติได้อย่างไร บังเอิญผมได้พูด เรื่องนี้ปรากฏต่อสาธารณะทำให้ผู้วิจัยเองเขาก็ตกใจ สังคมก็เริ่มสนใจเรื่องนี้จึงมีการมาถอด เรื่องตัวเลขออกจากรายงานอย่างไรครับ แต่พอเขาขอให้ประชุมกรรมาธิการกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสรุป ไม่ครับ ท่านเซ็นเลยครับ แทนที่จะประชุมกรรมาธิการวันที่ ๒๗ ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาแทน บอกจะเอาเรื่องนี้มาเข้าเมื่อวานนี้ มันไม่ใช่จินตนาการด้วยซ้ำครับ ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ท่านก็อาจจะพูดใจดีไปหน่อย มันมีเหตุที่ทำให้เราเชื่อและเข้าใจได้ว่า มันมีกระบวนการแบบนี้ ผมถึงบอกว่าวันนี้ที่ผมเรียกร้องท่านประธานคณะกรรมาธิการ ลุกขึ้นมาตอบผมหลายครั้งมันเป็นโอกาสของท่านอย่างไรครับ ปรองดองเดินต่อได้ครับ ถ้าบอกว่าปรองดองเอาเรื่องหลักการ เรื่องประชาชน ผมบอกแล้วไม่มีตรงไหนติดขัด แต่ถ้าบอกว่าปรองดองต้องไปตอบโจทย์คุณทักษิณด้วยไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไม่หยุดปั่นป่วน วางลงมาให้สังคมคุยกัน ถ้าสังคมบอกว่าประเทศนี้ต้องยอมคุณทักษิณ เพื่อความสงบมาคุยกัน ผมไม่มีอะไรไปต่อรองหรอกครับ ผมขอเพียงแค่ว่าจะตอบโจทย์คุณทักษิณอย่าถึงกับทำลาย ระบบของประเทศได้ไหม คดีที่พิพากษาแล้วยอมรับได้ไหมว่ากระทำความผิด รับโทษจะน้อยนิด เท่าไรก็แล้วแต่ครับผมเชื่อสังคมให้อภัย มันยากเกินไปหรือครับที่จะเสียสละกันเท่านั้น พวกผมไม่มีปัญหาเลยไม่ได้คิดว่าใครเป็นปฏิปักษ์ ไม่ได้คิดว่าใครเป็นศัตรู กราบเรียน มาทั้งหมดเกือบทุกเรื่องแสดงให้เห็นว่าถอยอะไรได้บ้างแล้ว แต่กับคนคนเดียวที่จะยอมรับ คดีที่ศาลตัดสินว่าตัวเองผิดว่าผิด ทำไม่ได้หรือครับ แล้วถ้ายิ่งไม่วางให้สังคมคุยเดินหน้า ทำกันเลยทันทีด้วยความรวดเร็วหรืออะไรก็แล้วแต่ นั่นละครับมันจะเกิดเรื่องที่สังคม ยอมไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับคนที่พยายามมาเจรจาเป็นคนกลางมีหลายกลุ่ม บางคนมาถามผมบอกว่าถ้าสมมุติคุณทักษิณสัญญาว่าไม่เล่นการเมืองอีก ขอตรงนี้ได้ไหม ผมบอกท่านประธาน ผมบอกคนคนนั้นว่าคุณทักษิณต้องมีสิทธิได้เล่นการเมืองเหมือนกับ คนไทยคนอื่น มีคุณสมบัติครบเมื่อไรเล่นครับ ไม่ควรห้าม ไม่มีสิทธิไปห้ามคุณทักษิณกลับมา เล่นการเมือง เพราะเมื่อผมเรียกร้องว่าคุณทักษิณอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเหมือนคนไทยคนอื่น คุณทักษิณก็ควรจะมีสิทธิเท่ากับคนไทยคนอื่นเช่นเดียวกัน ผมไม่ต้องการเลือกปฏิบัติ ผมไม่ต้องการเห็นวันนี้สภาลงมติ ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงข้อเสนอข้อสังเกตส่วนไหน อย่างไรที่บอกว่าสภาเห็นชอบ แล้วหลุดไปอยู่กับฝ่ายบริหาร แล้วบอกว่าที่จะสานเสวนากัน ไปให้นายอำเภอฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทยทำ ผมว่าไม่ใช่ ท่านประธานนั่งประชุม อยู่กับผมเมื่อช่วงบ่าย ท่านคงจำได้ แล้วท่านก็เป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าด้วย ผมกราบเรียนท่าน ผมบอกวันนี้ท่านพูดกับที่ประชุมเลยครับ เดินหน้าบ้านเมืองกันเถอะ ไม่ตัดสิทธิใคร ไม่ตัดทางใด ขอแต่เพียงว่าเอาสถาบันพระปกเกล้าทำกระบวนการนี้ต่อเนื่อง ร่วมกับสภา จะไม่เอากรรมาธิการชุดนี้ก็ได้ครับ จะเอาก็ได้ วันนั้นท่านบวรศักดิ์บอกถ้าจะเอาชุดนี้ ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งคนกลับเข้าไปใหม่ ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าจะไม่เอาก็ได้ จะเอาชุดอื่นก็ได้ แต่มาทำอันนี้ด้วยความจริงใจ อย่าบอกว่าวันนี้จะใช้เสียงข้างมาก ท่านประธานขอเองเลยครับ แล้ววันนี้ท่านประธานจะสง่างามมากในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจุดยืนของฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการลุกขึ้นมาก็ได้ เมื่อท่านปวารณาตัวว่า จะมาทำปรองดองของจริง ทำแบบนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่จะคัดค้าน ไม่ได้ต้องการให้ช้า ไม่ได้กล่าวหาว่าการปรองดองขณะนี้ลุกลี้ลุกลนที่จะเร่งรีบโดยตัวของเนื้อของปัญหา ไม่ใช่ แต่อย่าลากสภาหรือใครไปรองรับการตอบโจทย์ของคนซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการปรองดอง อย่างแท้จริงและสร้างปัญหาในอนาคต อย่าทำให้คำว่า ปรองดอง ถูกปล้น อย่าให้ นายปรองดองถูกลักพาตัวเปลี่ยนไปเป็นนายนิรโทษกรรมแล้วเอาเสื้อปรองดองมาคลุมใส่ พวกกระผมไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้เลยครับ ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ความถูกต้อง ของบ้านเมือง เห็นใจคนที่คิดว่าตัวเองยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการแต่อย่าสร้างปัญหา อย่าสร้าง เงื่อนไข อย่าสร้างความขัดแย้ง เพราะนั่นไม่ใช่การปรองดอง ผมใช้เวลาของสภา มาพอสมควร สิ่งทุกอย่างที่ผมพูด ผมยืนยันในข้อเท็จจริง และเหตุผลทั้งหมดมาจากความคิด ที่บริสุทธิ์ มุ่งสู่การตอบโจทย์ให้กับส่วนรวมและสังคมเท่านั้น พวกกระผมไม่มีผลประโยชน์ อื่นใด และถ้ามีการปรองดองที่แท้จริง พวกกระผมเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญกรรมาธิการ ชี้แจง ท่านวัฒนา เมืองสุข
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กระผมจำเป็นต้องลุกขึ้นชี้แจง แล้วก็ด้วย ความขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาพาดพิงผมหลายครั้ง ผมเคยพูด ในสภาแห่งนี้หลายครั้งว่าผมไม่เชื่อว่าท่านในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีจะมีเจตนาสั่งฆ่า ประชาชน แล้วก็ยังคงเห็นโดยสุจริตว่าไม่มีผู้นำทางการเมืองคนไหนจะมีเจตนาฆ่าประชาชน ผมยอมรับครับ ในวันที่ ๑๐ เมษายน ผมเป็นคนกลางในการหย่าศึก ทำให้เกิดการสูญเสีย น้อยกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็ไม่เคยพูดที่ไหน แต่เมื่อท่านพาดพิง ผมจำเป็นที่จะต้องชี้แจง ผมเคยคุยกับท่านครับในเรื่องของการปรองดอง แต่ไม่เคยพูดในเรื่องการขอนิรโทษกรรม ซึ่งเดี๋ยวจะได้กราบเรียนต่อไป เรียนหลักการนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ข้อตกลง ในเรื่องที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นที่ยอมรับกัน ผมเป็นคนเจรจา กับท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน แล้วโดยที่ท่านเป็นคนขึ้นไปประกาศต่อบนเวที เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม จำได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดพลิกผันเพราะมีการผิดบิดพลิ้วข้อตกลง ผมจึงมีข้อตกลงที่ผมกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรีท่านทำกันไว้แล้วก็เซ็นชื่อกันไว้ ข้อตกลงเดิม คือจะมีการปล่อยแกนนำทุกคน แต่หลังจากที่ได้มีการประกาศในวันที่ ๓ แล้วก็แกนนำ นปช. ขึ้นไปตอบสนองว่าจะสลายการชุมนุม ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขว่าจะให้ประกัน ได้เพียงบางคน ส่วนบางคนที่ถูกเรียกว่า ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) จะไม่ให้ประกันจะเอาไป ควบคุมตัว นั่นจึงเป็นเหตุที่มาของแกนนำฝ่าย นปช. ได้เรียกร้องให้อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นไปมอบตัวบ้าง เพื่อที่จะได้เป็นบรรทัดฐานในกรณีหากตำรวจให้ประกัน พวกเขาเหล่านั้น ก็ควรจะได้รับประกัน นี่คือข้อเท็จจริงครับ ผมเป็นคนเจรจา เอกสารข้อตกลงดั้งเดิมอยู่ในมือผม ข้อตกลงที่บอกว่าแกนนำทุกคนจะได้รับการประกันตัว ยังอยู่ที่ผมทุกประการ แต่ข้อเท็จจริง มันถูกบิดเบือนไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตอบคำถามของท่านผู้นำฝ่ายค้านว่า ทำไมเหตุการณ์ภาคใต้กับภาคกลางต่างกันไม่ปรองดอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภาคกลางเป็นการใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ โดยเป้าประสงค์เดียวกันครับ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เจรจาได้ ปรองดองได้ครับ แต่เหตุการณ์ทางภาคใต้ เราไม่สามารถจะหาสาเหตุ หาคู่กรณี เราไอเดนทิไฟ (Identify) ไม่ได้ ยังปรองดองไม่ได้ครับ ทำได้เพียงลดความรุนแรง นี่คือความแตกต่าง และการที่กระผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับ การปรองดองในวันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว และทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคย กล่าวหาว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีก็ดี มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียไม่เคยได้ยินจากปากผม เพราะผมมีจิตใจสูงส่งพอที่จะมองว่า ประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าท่านจะเห็นซ้ายมือผม ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านกรรมาธิการขัตติยา สวัสดิผล ท่านสูญเสียคุณพ่อจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ท่านมานั่งตรงนี้ด้วยความขมขื่น แต่ท่านต้องการเห็นประเทศชาติก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ ไปให้ได้ ท่านยอมเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้มีการนิรโทษกรรม บรรดาผู้ที่เข้าร่วมชุมนุม หรือบรรดาคนที่ทำให้คุณพ่อเธอเสียชีวิต แต่เธอก็ยอม ผมยังอดยกย่อง สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งไม่ได้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับการตายของนักข่าวอิตาเลี่ยน และนักข่าวญี่ปุ่น แต่เธอก็ต้องไปขอโทษครอบครัวนักข่าวทั้งสอง เพื่อแสดงความเป็นอารยะ ของประเทศไทยว่าเรารู้สึกเสียใจที่ให้ความปลอดภัยกับชีวิตของคนต่างชาติที่มาอยู่ ในประเทศไทยไม่ได้ อันนี้เขาเรียกความรับผิดชอบ อันนี้เขาเรียกการแสดงความรับรู้ว่า เป็นความผิดของรัฐ ได้มีการขอโทษหรือที่เรียกกว่าเป็นสเตท อะโพโลจี (Stage apology) ได้ทำไปแล้ว ท่านประธานครับ การปรองดองมันไม่ใช่การผูกขาดครับ ผมเห็นด้วยกับที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอก แต่ความจริงใจที่จะให้มีการปรองดองจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้จากการกระทำ กระผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ข้อเสนอเรื่องที่จะให้มีการนิรโทษกรรมก็ดี ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกผลทางกฎหมาย ของ คตส. ก็ดี ประการแรกเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เรื่องของ คตส. ไม่ใช่เรื่อง การนิรโทษกรรม และทั้ง ๒ เรื่องไม่เคยถูกเสนอจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่เคยหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา หากแต่เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้ทำขึ้นมา ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่ากรรมาธิการชุดนี้ทำงานเพื่อหลักการ ไม่เคยได้หยิบยกข้อเสนอ ดังกล่าวขึ้นมา กรุณาอย่าได้บิดเบือน ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เขียนไว้ในหลักเกณฑ์การทำงานว่า เราจะไม่ใช้ดุลยพินิจหรือการทำงานของเราเข้าไปก้าวล่วงกับการทำงานขององค์กรอื่น ที่มีอำนาจอยู่แล้ว ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดถึง คตส. ในยุค พลเอก สิทธิ จิรโรจน์ กับ คตส. ชุดนี้ อ้างว่าชุดนั้นใช้อำนาจพิพากษาจึงไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ หลักนิติธรรมมีหลักเดียวครับ ถ้าท่านจะเอาของสหประชาชาติก็ปรากฏ อ้างอิงอยู่แล้ว หรือถ้าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอยากจะอ่านเป็นหนังสือที่ขายดีมาก ก็เขียนโดยโปรเฟสเซอร์ทอม บิงแฮม อันนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เขียนว่าหลักนิติธรรม คือหลักการปกครองที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ถูกประกาศใช้ ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าในประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๘-๑๙๖๑ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา ๑๖ เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติให้อำนาจประธานาธิบดีที่จะใช้อำนาจพิเศษหากเกิดภัย กับบูรณภาพทางดินแดนของเขา ได้เกิดกบฏแอลจีเรียขึ้นครับ ประธานาธิบดีเดอ โกล ได้ใช้ อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดตั้งศาลพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับกบฏ ศาลฝรั่งเศสตัดสินว่าอย่างไร รู้ไหมครับ เขาไม่รับฟ้องครับ เขาบอกการไปตั้งองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นมาซ้อนกับองค์กรปกติ ที่มีอยู่แล้วไม่ชอบด้วยหลักการพิจารณาในคดีอาญา นั่นคือหลักแรก หลักที่ ๒ เป็นการ ออกกฎหมายในทางอาญาย้อนหลังไม่ชอบด้วยกระบวนการทางคดีอาญาและไม่เป็นไป ตามหลักนิติธรรม ซึ่งเขียนไว้ในหลักนิติธรรมของสหประชาชาติครับ ถ้าไม่เคยเห็นหลักนี้ ท่านคลิก (Click) เข้าไปในกูเกิล (Google) เปิดดูแล้วท่านจะเข้าใจครับว่าคำว่า นิติธรรม ของท่านกับของผมมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมกราบเรียนยืนยันครับกระบวนพิจารณา ของ คตส. เป็นกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อหลักนิติธรรมไม่ใช่ผมคิดเองครับ สถาบัน พระปกเกล้าเขาก็เห็นเช่นกันเขาจึงเสนอให้มีการยกเลิกผลเพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการปกติ การเสนอให้ยกเลิกผลการพิจารณาของ คตส. จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากคณะกรรมาธิการ
ประการต่อมาครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพยายามโจมตี ไปกล่าวหลายที่ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามใช้เสียงข้างมากในการกำหนดผลของ คตส. ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เมื่อสถาบันพระปกเกล้าเสนอรายงานการวิจัยทางเลือก ให้เลือกผลการดำเนินการของ คตส. คณะกรรมาธิการมีมติให้ส่งรายงานทั้งฉบับให้กับสภา แต่เป็นสมาชิกที่มาจากพรรคของท่านเองครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นผู้เสนอว่ากรรมาธิการไม่ใช่ไปรษณีย์ กรรมาธิการควรจะมีความเห็นต่อทางเลือก ที่ถูกเสนอมาโดยสถาบันพระปกเกล้าทางใดทางหนึ่ง ความวุ่นวายเริ่มมาจากบัดนั้นละครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะสอบสวนสอบสวนกันท่านไปคุยกันในพรรคเสนอกันเข้ามาได้อย่างไร กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มีใครเสนอในเรื่องนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากเมื่อได้รับ ผลรายงานไม่มีใครวิจารณ์เรื่องรายงานของสถาบันพระปกเกล้าแม้แต่คนเดียว รับแล้วส่งต่อ เพราะเชื่อว่านี่คือความเป็นอิสระทางวิชาการ คงมีเพียงกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่พยายาม จะขอให้แก้ไขรายงานให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไป ท่านประธานครับ กระผมถูกท่านสมาชิก ๓-๔ ท่านวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้เสีย ในเรื่อง คตส. ก็ดี การผลักดันให้มีการเลิก คตส. ก็ดี หรือแม้แต่ว่าการนำคณะผู้วิจัย ไปพบอดีตนายกรัฐมนตรี ผมยอมรับครับกระผมเป็นคนพาหัวหน้าคณะวิจัยไปสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้สัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทุกท่าน แต่กระผมไม่ได้เป็นคนชักชวน กระผมถูกขอร้องในฐานะที่เป็นผู้ถูกสัมภาษณ์คนหนึ่งว่าเขามีความประสงค์จะไปสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านที่อยู่ต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้ได้ไหม ผมดำเนินการเรื่องวีซ่า (Visa) ให้เขาครับ แต่ส่วนเรื่องการเดินทางค่าใช้จ่ายทุกอย่างเขาออกเอง ยอมรับ แล้วก็ระบุเอาไว้ในท้ายรายงานการวิจัยไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องความลับ ไม่ได้ปกปิด อยู่ในรายงานวิจัยมีอยู่แล้วครับผม เหตุการณ์ที่ผมต้องเข้ามาเป็นกรรมาธิการไม่ได้เพราะว่าจะต้อง มาปกป้องส่วนได้เสียของตัวเอง แล้วเรื่องที่พูดกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับครับ คุยเรื่องคุณทักษิณ แต่คุยเรื่องหลักการว่ากระบวนการที่ทำกับคุณทักษิณมานั้น มันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ผมใช้คำว่าไม่เป็นไปตาม ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ (Due process of law) ท่านยังถามผมว่าแล้วก่อนหน้านั้นมันมีดิวหรือ เราได้มีการคุยกันครับ ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ ภาษาไทยเขาใช้คำว่า ศุภนิติกระบวน แปลว่ากระบวนการ ทางกฎหมายที่ถูกต้องที่ดีงาม ท่านเองก็ยอมรับว่ากระบวนการของ คตส. มันไม่เป็นไปตาม ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ ท่านยอมรับกับผม เพียงแต่ท่านมีข้อสังเกตว่าก่อนหน้านั้นมันก็ไม่มี ไม่ใช่หรือ อันนี้เราคุยกันครับ เหตุที่ผมยอมรับเข้าไปทำงาน ผมต้องการให้เวทีสภาแห่งนี้ เป็นเวทีที่เราได้นำมาคุยกันครับ หาทางออกให้กับประเทศเพราะว่าประเทศมันติดหล่ม ความขัดแย้งกันมานานแล้ว เราสนับสนุนกระบวนการปรองดองเพราะคนในชาติต้องการให้เกิด การปรองดอง ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงที่สุดคือการใช้เสียงข้างมาก เราตามใจเสียงข้างน้อยตลอด แม้แต่การเสนอให้สถาบันพระปกเกล้ามาทำ เกิดจาก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากไม่ได้เป็นคนกำหนดครับ ผมเป็นคนเสนอในที่ประชุมว่า เนื่องจากกรรมาธิการมีค่าย มีข้าง มีที่มาจากพรรคการเมือง หากศึกษาคิดเห็นกันเอง ก็จะเสียความเป็นกลาง ให้เลือกคนอื่นที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ศึกษา เสียงข้างน้อยก็ชี้ไปที่ สถาบันพระปกเกล้า เราก็ยินยอมตามนั้นและไม่เคยมีความเห็นใด ๆ ต่อผลงานการวิจัย ของเขาเลย ไม่เคยแทรกแซง ไม่เคยแม้กระทั่งไปขอเปลี่ยนข้อเท็จจริง ไม่เคยเปิดดูด้วยซ้ำ เขาเสนอมาอย่างไรก็ส่งต่อไปอย่างนั้น ความสูงส่งทางจิตใจต่างกันตรงนี้ครับผม ในวันที่ สถาบันพระปกเกล้าเสนอผลงานการวิจัยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกทุกท่านที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็สรรเสริญว่าทำมาอย่างดีแล้วน่าชื่นชม แต่พอกลับไปพรรคตัวเองแล้ว มันกลับออกมาเป็นอีกอย่าง เป็นแบบนี้ได้อย่างไรผมไม่ทราบ มีการเสนอขอให้เปลี่ยนผลงาน การวิจัย มีการตำหนิการไปใช้เสียงต่อความเห็นของสถาบัน ทั้ง ๆ ที่คนเสนอให้มีเสียง ก็คือคนของพรรคประชาธิปัตย์นั่นละ ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุม มีบันทึกรายงาน การประชุม มีเทป มีชวเลขชัดเจน ดังนั้นปัญหาที่เกิดความวุ่นวายแบบนี้ ถ้าผมจะแนะนำคือ ท่านไปสะสางกันเองในพรรคให้ได้ความครบถ้วนแล้วมาคุยกัน ที่ผิดไปแล้วแล้วมากล่าวหา ว่าผมผิด ผมให้อภัยครับ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ คอป. และสถาบันพระปกเกล้า มีความเห็นตรงกันอยู่เรื่องหนึ่ง เขาเห็นว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นโดย คตส. นี่เป็นกระบวนการ ที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ในส่วนสถาบันพระปกเกล้าเขาเสนอให้ยกเลิกเลย เขาเสนอให้ยกเลิกผล ส่วนยกเลิกแล้วจะไปในช่องทางไหนเขาเสนอมา ๓ ทางเลือก ในขณะที่ คอป. ก็ได้กล่าวไว้ ในรายงาน ครั้งที่ ๑ ซึ่งเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรายงานฉบับแรก ข้อ ๕.๑ ท่านเปิดดูสิครับ เขาบอกว่ากระบวนการต่าง ๆ กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้น ภายหลังการปฏิวัติมีข้อวิจารณ์ถึงความไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม อยู่ในข้อ ๕.๑ เสนอท่านนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นมีใครคิดแก้ไข ผมยอมรับครับว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องความยุติธรรม เรื่องของการสร้าง ความปรองดอง ท่านใช้ถ้อยคำที่ไพเราะมากครับ ใช้หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แต่ผม ไม่ทราบว่าสมานฉันท์กันแบบไหน ตีตรวน ๘ นิ้วกับณัฐวุฒิเพื่อนของผมไป ๘ เดือน มันสมานฉันท์กันแบบไหนครับ กว่าผมจะไปช่วยประกันเพื่อนผมมาได้นี่ติดคุกกันไป ๘ เดือน ตรงนี้ครับ มันแสดงความจริงใจว่าใครอยากให้มีการปรองดอง ใครดิ้นรนที่จะนำพา ประเทศชาติให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปให้ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ผมไม่ต้องการให้เกิดอีก คณะผู้วิจัยเขาเคารพความเป็นหลักนิติธรรมครับ แต่คำว่า หลักนิติธรรม ดูเหมือนจะคิดต่างกัน ระหว่างท่านกับผม วันหลังอาจจะต้องนั่งคุยกัน หาคำจำกัดความนิติธรรมที่เป็นหลักเดียวกัน ผมว่าใช้ของสหประชาชาติก็ได้ครับ ได้หลักเดียวกันนั่นเอง ผมรู้สึกเสียใจที่พรรคการเมือง พรรคหนึ่งที่ผมเคยคิดจะสมัครเป็นสมาชิก เพราะเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าพรรคนี้มีนโยบาย ต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ แต่สิ่งที่ผมได้ยินเมื่อคืนวันที่ ๒๗ ก็ดี เมื่อคืนก็ดี ทำให้ผมรู้สึก ไม่แน่ใจ เสียงที่ผมได้ยินเมื่อคืนวันที่ ๒๗ อันเป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกท่านหนึ่ง ของพรรคที่ผมเคยอยากสมัครบอกว่าการใช้อำนาจ มาตรา ๑๗ ยิงเป้าก็ชอบด้วยหลักนิติรัฐ เพราะวันนั้นเขาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ผมไม่คิดอย่างท่านครับ ความยุติธรรมมีหลักเดียวครับ ถ้าท่านคิดว่าตรงนี้เป็นนิติรัฐ ผมไม่อยู่รัฐเดียวกับท่านหรอกครับ มนุษย์ทุกคน สหประชาชาติ เขามีหลักอยู่หลักหนึ่งครับ เขาเรียกว่า หลักสิทธิมนุษยชน แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ระหว่างประเทศของเรา ท่านประธานครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านทราบไหมครับว่ากฎเกณฑ์ของศาลอาญาระหว่างประเทศเราขัดต่อกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอันเป็นกฎหมายของสหประชาชาติ เขียนไว้ ในอาร์ติเคิล ๑๔ (Article 14) ข้อ ๕ เขาเขียนว่า ใครก็แล้วแต่ที่ถูกดำเนินคดีอาญาจะต้องมี สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่า จริงอยู่ครับ สมาชิกของท่านคนหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนาม บอกว่า เขาก็ยังให้สิทธิร้องขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา ๒๗๘ ท่านกำลังจะบอกผมหรือครับว่า ศาลฎีกาที่ไปพิจารณาใหม่มันเป็นศาลที่ ๔ ประเทศไทยมี ๔ ศาลแล้วหรือ ศาลนั้นก็เป็นศาล ที่ไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติธรรมนะครับ เพราะเป็นศาลที่ตั้งขึ้นโดยขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามความหมายของสหประชาชาติ ส่วนท่าน จะย้อนผมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีศาลแบบนี้เหมือนกัน ข้อเท็จจริงต่างกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๔๐ ที่เพิ่งมีศาลเดียว ลักษณะเดียวกันนี้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากกติกาสหประชาชาติกติกานี้เราเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกโดยการภาคยานุวัติเมื่อปี ๒๕๔๐ มันออกมาสวนกันพอดีครับ มันจึงไม่ได้รับการแก้ไข แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไข อดทนหน่อยครับ เวลาที่พูดไม่มีใครค้าน ฟังให้ได้ครับ
มีผู้ประท้วงครับ คุณหมอสุกิจ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ทีแรกว่าจะอดทน ฟังให้จบก่อน ฟังท่านด่าว่าพรรคผมให้จบก่อน เพราะขึ้นมาไม่ใช่ชี้แจงอย่างเดียว พาดพิง แล้วก็ด่าว่าพรรคผม ผมประท้วงท่านตามข้อ ๖๑ ครับ ท่านพูดถึงว่ารายงาน ของคณะกรรมาธิการที่เสนอมานี้ไม่ได้เอาข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าในเรื่องของ นิรโทษกรรม แล้วก็เรื่องของ คตส. เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความผิด การพาดพิง หรือข้อกล่าวหาที่มีต่อท่านเองนั่นละ ถ้ามันไม่บรรจุจริง ๆ ก็คงเป็นรายงานเถื่อนละครับ แต่ผมอ่านหนังสือออก ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการครับ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างผมก็อ่าน จากเล่มนี้ครับ เล่มที่ท่านแจกให้ผม ท่านดูสิครับ ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ผมไม่บอกท่านหรอกว่าหน้าไหน แต่มันมีครบถ้วนครับ เรื่องของ คตส. เรื่องของการนิรโทษกรรม แม้แต่ คอป. ที่ท่านจะยึดเป็นแบบอย่างด้วย คนอย่างท่านพูดถึงคำว่า นิติรัฐ นิติธรรมบ่อย ๆ ท่านมีสิทธิพูดด้วยหรือ
ท่านประธานครับ ความจริงก็คง ไม่จำเป็นต้องชี้แจง แต่ต้องพูดให้ชัดครับว่า
เชิญท่านว่าต่อ เลยครับ
ครับ ข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมก็ดี ข้อเสนอให้มีการยกเลิกผลของ คตส. ก็ดี มิได้ถูกคิดขึ้นมาโดยกรรมาธิการ ผมพูดคำนี้ ชัดเจนนะครับ ภาษาไทยไม่ต้องแปล แต่เป็นข้อเสนอที่ถูกเสนอโดยสถาบันพระปกเกล้า ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ตรงกันนะครับ ก็ต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าหลักสิทธิมนุษยชนนี้มันเป็นหลัก ที่เขาใช้คุ้มครองความเป็นคน
ท่านวัฒนา มีผู้ประท้วง ที่จริงถ้าไม่ประท้วงก็จะดี บรรยากาศดีมาโดยตลอด
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก จริง ๆ แล้วผมคิดว่าท่านกรรมาธิการที่ชี้แจงท่านต้องรู้เวลา ขณะนี้ตีหนึ่ง แล้วท่านก็พูดได้อย่างสบายใจจริง ๆ ว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอของสถาบัน พระปกเกล้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คตส. หรือเรื่องการนิรโทษกรรม ท่านได้ประโยชน์ จากสถาบันพระปกเกล้าชัดเจน ท่านถูก คตส. ชี้มูล ท่านเป็นคนไม่มีความสง่างามจะมายืน ตรงนี้ ท่านไม่เหมาะเลยที่จะมาชี้แจงตรงนี้เพราะว่าท่านมีส่วนได้เสียกับคณะกรรมาธิการ คตส. ชี้มูลท่านชัดเจนอยู่แล้ว ท่านควรจะนั่งลง ปล่อยให้ท่านสนธิเป็นคนชี้แจงมากกว่า คือผมฟังแล้วไม่สบายใจ ท่านมีส่วนได้เสียแล้วท่านก็ชี้แจงเหมือนกับไม่มีอะไรเลย ผมขอได้โปรด ให้ท่านประธานสนธิเป็นคนชี้แจงจะเหมาะสมกว่าครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมต่อนะครับ
ท่านวัฒนาครับ ถ้ากระชับได้จะดีครับ ขอบคุณครับ
ได้ครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้านี้มี ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือการนิรโทษกรรม ผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุม รวมทั้งพี่น้องทหาร ผู้บังคับบัญชาที่สั่งด้วย ผมจิตใจสูงส่งพอ ที่จะไม่ไปพาดพิงถึงเรื่องในนี้เลยว่าใครมีส่วนได้เสียเพราะผมมองคนด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ตรงนี้ก็เช่นกันครับผมไม่เคยให้เขามาเสนอให้ผมหรืออะไร ผมวิจารณ์บนหลักการว่ามันถูก ไม่ถูก ผมกล้าพูดถึงขนาดบอกว่าพูดทุกครั้งในเวทีนี้ว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมไม่เคยเชื่อว่าท่านจะสั่งฆ่าประชาชน ผมยืนยันมาโดยตลอด สิ่งที่ผมกราบเรียน คือ ท่านประธานครับ เราพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากล ไม่มีใครกลัว การพิสูจน์ครับ หลักการที่สำคัญคือเมื่อท่านกล่าวหาว่าเขากระทำความผิดท่านต้องให้โอกาสเขา พิสูจน์ภายใต้กระบวนยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับครับ ไม่ใช่กระบวนยุติธรรมที่ไปตั้งขึ้นมาเอง ตรงนั้นไม่มีใครเขายอมรับครับ เรากลัวอะไรกับการให้โอกาสคนที่เขาจะสู้ความจริง
ท้ายสุดผมอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สังคมไทย ควรพอหรือยังครับกับการมีความสุขบนความหายนะของประเทศ แน่นอนครับ ในทุก ๆ สถานการณ์มีคนได้ประโยชน์เสมอ ผมเคยเรียนกับท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ ครับว่าทั้งพรรคผม พรรคท่านมีพ่อค้าอาวุธด้วยกันทั้งสิ้น มีคน ที่มีความสุขกับความขัดแย้งเพราะในยามบ้านเมืองสงบสุขเขาไม่มีที่ยืน ไม่มีคุณค่าแม้แต่ยืน ในสังคมนี้ แต่เราจำเป็นต้องนำพาประเทศให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ให้ได้ ผมไปขอท่าน ผมไม่ได้ขอโอกาสใด ๆ ไม่ได้ขอให้มาให้อภัยใครทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เราขอโอกาสก็คือขอให้ เอาหลักการที่ถูกต้อง เอาหลักนิติธรรม เอาหลักความถูกต้อง เอากระบวนยุติธรรมที่ถูกต้อง มาดำเนินคดี มันจะได้รับการยอมรับ เมื่อกระบวนการทั้งหลายได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว ใครจะผิดใครจะถูก เขาตายก็ตาหลับครับ สิ่งที่ผมสงสัยทำไมเราจึงใจแคบ ทำไมจึงไม่ยอมให้ คนที่พยายามจะกล่าวร้าย ใส่ร้ายป้ายสีเขามาตลอด ไม่ให้โอกาสเขามาพิสูจน์ตัวเองภายใต้ กระบวนยุติธรรมให้มันเป็นสากลละครับ กลัวอะไรครับผม
ขอท่าน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านเดียวก็คงพอแล้วกระมังครับ สักเล็กน้อยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คงไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องมาเป็นบรรยากาศของการต่อล้อต่อเถียง แต่เอาข้อเท็จจริงชัด ๆ ก่อน
ข้อแรก ที่ท่านพูดว่ามีการเจรจาช่วงเดือนพฤษภาคมแล้วไปจบลงที่ว่าตกลงกันไม่ได้ เรื่องประกันตัวนี้ ผมก็กราบเรียนนะครับ จุดยืนผมนี้บอกผ่านท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปตลอดว่าการประกันตัวมันเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่การที่เจ้าหน้าที่เขาจะไม่ให้ประกันตัว เพราะว่ามีบางคนไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของอาวุธและความปลอดภัยของประชาชน กับความสงบเรียบร้อยของสถานการณ์มันก็ต้องเป็นดุลยพินิจของเขา นี่คือข้อเท็จจริงครับ ดังนั้นถ้าท่านบอกว่าทั้งหมดที่ในที่สุดเหตุการณ์ไม่สงบเพราะว่าต้องให้ประกันแกนนำฮาร์ดคอร์ ท่านก็ต้องเข้าใจว่าประโยชน์ส่วนรวมควรจะอยู่ที่ตรงไหน นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านพูดว่าผมอ้างหลักนิติธรรมนั้น หลักนิติธรรมนี้ ผมไม่ได้พูด เรื่อง คตส. ผมพูดเรื่องศาลครับ คือเมื่อศาลท่านวินิจฉัยแล้ว แล้วท่านบอกอันนี้ยังไม่ใช่ หลักนิติธรรม ก็แปลว่าเมื่อไรที่ศาลตัดสินถูกใจท่านถึงจะเป็นหลักนิติธรรมเท่านั้น แล้วมันจะจบ อย่างไรละครับ เพราะท่านบอกว่าต้องกลับมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ถ้าศาลเขาตัดสินว่าผิดอีก ท่านก็บอกว่าไม่ได้อีก มันจะจบอย่างไรครับ แล้วผมเห็น ศาลระหว่างประเทศแค่ศาลเดียวนะครับ ศาลของยูเอ็น ผมก็กราบเรียนท่านว่าไปทบทวนดู ให้ดี
สุดท้ายครับ ที่บอกเสนอนิรโทษกรรม เสนอ คตส. มาจากสถาบัน พระปกเกล้า ท่านต้องเล่าต่อสิครับ สถาบันพระปกเกล้าเอาจากไหน เอามาจาก การสัมภาษณ์ ๔๗ คนอย่างไรครับ เขาก็รวบรวมข้อเสนอมา กล้าบอกผมไหมครับว่าข้อเสนอพวกนี้ ไม่ได้มาจากหลายคนที่เป็นพวกท่านที่อยู่ใน ๔๗ คน ให้ความเป็นธรรมกับสถาบันเขาหน่อยสิครับ แล้วถ้าท่านบอกว่าทำตามเสียงข้างน้อยทุกอย่าง อ้างสถาบันทุกอย่าง ก็วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าท่านจะเอาตามเสียงข้างน้อย หรือเอาตามแถลงการณ์ของสภาสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ อย่าอ้างเรื่องอื่นเลยครับ เอากันตรง ๆ อย่างนี้ครับ ถ้าจะอ้างสถาบันพระปกเกล้าก็ทำตามที่ สถาบันพระปกเกล้าเสนอครับ พวกผมไม่มีปัญหาเลยครับ
เมื่อสักครู่ ผมให้เกียรติท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทีนี้ถ้าจะใช้คำว่าพาดพิง เราพาดพิงกันมา ทั้งวัน ผมขออย่างนี้ได้ไหม ท่านครับ ผมเห็นว่ามันสมควรแล้วนะ ถ้าใช้สิทธิพาดพิงก็อย่างที่ ผมพูด มันจะพาดพิงกันมาทั้งวันอยู่แล้ว เพราะเราพยายามจะปล่อยให้ได้อภิปรายกันเต็มที่ แล้วมันมีการพาดพิงอยู่ตลอดอยู่แล้ว เอาอย่างนี้ผมขอให้ท่านนิพิฏฐ์สักคนเดียวก็พอแล้วกระมัง ท่านบุญยอดนะ
เรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมอยู่ในคิวอภิปราย แล้วผมขอ ๑ นาทีเท่านั้นครับ ท่านประธานพิจารณาแล้วกันครับ
จะขออภิปราย ใช่ไหมครับ ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวผมให้สิทธิท่านนิพิฏฐ์พาดพิงนะครับ แล้วก็ตามด้วยท่านบุญยอด อภิปราย ๑ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิง ที่ท่านวัฒนา ขออภัยเอ่ยนาม ได้พาดพิงถึงการลงมติในกรณีความเห็น ของสถาบันพระปกเกล้า ในกรณีการล้างผลทางกฎหมายของ คตส. ผมเข้าใจความรู้สึก ของท่านวัฒนา เพราะว่าท่านถูกพาดพิงจากเพื่อนสมาชิกหลายคนด้วยกัน ในกรณีที่ท่าน มีส่วนได้เสีย ถูกดำเนินคดีโดย คตส. ผมเข้าใจความรู้สึกของท่าน แต่ผมรู้สึกว่าวันนี้ ท่านจะใช้อารมณ์มากไปนิดหนึ่ง เพราะว่าถูกพาดพิงในหลายประเด็นด้วยครับ
ท้ายที่สุดท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่ง ท่านบอกว่าท่านไม่ยอมรับศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผมคิดว่าท่านพาดพิงผมแน่ เมื่อคืนผมพูดครับว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นมันมีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านชอบนั่นละครับ แต่ท่านไม่ชอบเมื่อบรรจุในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ท่านไม่ชอบก็มีเหตุผลอยู่ครับ เพราะว่าท่านอดีตหัวหน้าพรรคของท่านถูกตัดสินจำคุก เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านครับ เวลาท่านพูดถึง เรื่องสิทธิมนุษยชน ท่านครับ เวลาท่านพูดเรื่องของสิทธิพลเมือง กฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ไม่เหมือนกันครับ ระบบกฎหมายของรัฐไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศอังกฤษครับ นี่คือกฎหมายของรัฐไทยครับ ซึ่งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านชอบนั่นละครับ ผมตอบท่านแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมหารือ ที่ประชุมอย่างนี้ได้ไหมครับ เดี๋ยวจะอนุญาตให้ท่านบุญยอดได้อภิปรายท่านขอเวลาเอง ๑ นาที ก็ขอท่านเป็นผู้อภิปรายท่านสุดท้าย แล้วหลังจากนั้นก็จะให้ท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง แล้วก็จะขอมติ ขออย่างนี้นะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นห่วงว่าท่านประธานจะปิดอภิปรายเสียก่อน ก่อนการปิดอภิปรายขออนุญาตที่จะสอบถามบางประการต่อท่านประธาน ถ้าท่าน จะอนุญาตครับ หรือจะให้ผมสอบถามเดี๋ยวนี้ หรือว่าจะให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงก่อนก็สุดแล้วแต่ครับ
เชิญถามเลยครับ
ก็ขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานครับ ที่ต้องกราบเรียนเพราะผมเป็นห่วงว่าหลังปิดการอภิปราย ทุกท่าน ซึ่งรวมทั้งพวกกระผมด้วยก็อาจจะไม่สามารถแสดงความเห็นใด ๆ ได้อีก เพราะฉะนั้น ก่อนปิดอภิปรายก็จะขอทราบจากท่านประธานว่าเราจะดำเนินการอะไรต่อไป อย่างไร สำหรับรายงานของกรรมาธิการที่นำเข้าสู่การพิจารณาใน ๒ วันนี้ ขอทราบว่าท่านจะทำ อย่างไรในประการที่ ๑ ประธานคณะกรรมาธิการจะถอนรายงานฉบับนี้กลับไปปรับปรุงใหม่ ให้พ้นจากข้อหารายงานเถื่อนหรือไม่ หรือท่านประธานจะขอให้สภามีมติรับทราบดังเช่นที่ เคยมีผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการหลายกรณี เมื่อศึกษาเสร็จนำกลับมาสู่สภา แล้วสภา มีมติรับทราบ หรือในประการที่ ๓ ท่านประธานจะขอให้สภามีมติให้ความเห็นชอบ กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งถ้าสภาให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการ ก็จะมีผลให้เป็นการส่งรายงานของกรรมาธิการฉบับนี้ไปให้รัฐบาลตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ซึ่งระบุไว้ในวรรคสามว่าในกรณีที่สภาเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานสภาส่งรายงานและข้อสังเกตไปยังคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นถ้าหากมีการขอมติ ว่าที่ประชุมนี้จะให้ความเห็นชอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการหรือไม่ ผลที่จะตามมา ก็คือการส่งรายงานฉบับนี้ซึ่งมีข้อกังขาหลายประการไปยังรัฐบาลนั่นเอง ตามข้อ ๙๗ หรือท่านประธานจะขอความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาแห่งนี้ให้ให้ความเห็นชอบ ตามความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า นั่นก็คือข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้านั้น มีข้อเสนอให้ดำเนินการ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ ให้ที่ประชุมสภานี้รับทราบรายงานของกรรมาธิการไว้ชั้นหนึ่งก่อน แปลว่าให้รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินการของกรรมาธิการไว้ชั้นหนึ่งก่อน นั่นเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ให้สภานี้มีมติให้ขยายเวลาให้กรรมาธิการกลับไปดำเนินการต่อ เป็นอย่างน้อยจนสิ้นสมัยประชุมสมัยหน้า คือประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน และ
ในประการที่ ๓ ระหว่างที่นำกลับไปดำเนินการนั้นให้สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดให้มีการพูดคุยทั่วประเทศ ทั้งในระดับพรรคการเมือง นักการเมืองและระดับประชาชนทั่วไปเพื่อแสวงหาความเห็นร่วมและเพื่อนำไปสู่ การปรองดองต่อไป
ซึ่งกระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ในส่วนของพวกกระผม พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่เห็นด้วยกับแนวทาง ของสถาบันพระปกเกล้าก็เพราะว่าเป็นแนวทางที่จะเริ่มต้นเดินหน้าไปสู่ความปรองดอง ที่แท้จริงได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป แต่พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับการให้ความเห็นชอบ กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะมีผลเป็นการส่งรายงานฉบับนี้ไปยังรัฐบาล ที่เป็นอย่างนั้นมีเหตุผลอย่างน้อย ๓ ข้อ
ประการที่ ๑ ก็คือเนื่องจากรายงานของกรรมาธิการชุดนี้มีข้อเคลือบแคลงสงสัย ว่าเมื่อส่งไปยังรัฐบาล รัฐบาลอาจจะมีการหยิบยกบางประเด็น เช่น การยกเลิกคดีที่ผ่าน คตส. หรือการนำไปสู่การนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งและจะเป็นชนวน นำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยกต่อไป
เหตุผลประการที่ ๒ ก็คือว่าหากสภานี้ให้ความเห็นชอบส่งรัฐบาล ก็จะเป็น การเริ่มต้นความขัดแย้งคู่ใหม่ อย่างน้อยที่สุดก็ระหว่างสถาบันพระปกเกล้ากับกรรมาธิการ หรือสถาบันพระปกเกล้ากับเสียงข้างมากที่อาจจะลงมติเห็นชอบให้ส่งรายงานฉบับนี้ไปยัง รัฐบาล และถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะเริ่มต้นเดินหน้าไปสู่ความปรองดองได้อย่างไร เพราะว่า นับ ๑ ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นแล้ว และสิ่งที่กระผมกราบเรียนที่จะเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า สถาบันพระปกเกล้าได้ประกาศไว้ในแถลงการณ์ชัดเจน ว่าถ้ามีมติให้ส่งรัฐบาล สถาบัน พระปกเกล้าก็จะถอนรายงานผลการวิจัยออกไป ดังเช่นที่ระบุไว้ในรายงานแถลงการณ์ ของสถาบันพระปกเกล้าสั้น ๆ ครับในประเด็นที่ว่า หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ กับรายงานและแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังข้อเสนอเดิม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ อันจะนำไปสู่ความสับสนของประชาชนและนำไปสู่สงคราม ความปรองดอง อันเป็นการสถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะขึ้น ทั้งยังจะเป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง และความรุนแรงนั้น สถาบันก็มีความเสียใจที่จะต้องขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับมา ซึ่งนั่นก็คือการถอนผลงานการวิจัยออกจากรายงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ และ
ในประการที่ ๓ หากมีการถอนออกไป กรรมาธิการจะส่งอะไรไปให้รัฐบาลครับ ก็ในเมื่อเนื้อหาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายงานผลการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่บรรจุอยู่ในรายงานฉบับนี้ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลอย่างที่กระผมกราบเรียน กระผม จึงไม่เห็นด้วยกับการที่ถ้าสภานี้จะมีมติเห็นชอบให้ส่งรัฐบาล และหากประธานจะขอมติ ดังกล่าว ผมก็เชื่อว่าเสียงข้างมากจะเอาอย่างไรก็คงจะต้องเป็นไปตามนั้นอยู่แล้ว แต่ท่านประธานต้องไม่ลืมนะคร ับ การปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นได้จากการใช้เสียงข้างมาก บังคับเอา สิ่งที่จะได้ก็แค่อย่างที่สถาบันพระปกเกล้าได้ระบุไว้ คือความยุติธรรมของผู้ชนะ เท่านั้นครับ แต่อย่างไรก็ตามกระผมก็ยังหวังว่าที่สุดเสียงข้างมากและกรรมาธิการจะได้ฟังความเห็น ของสถาบันพระปกเกล้า ที่บอกว่าจะได้ฟังความเห็นของสถาบันพระปกเกล้าก็คือว่าหากเดิม เสียงข้างมากมีความเห็นว่าจะดำเนินการส่งรายงานของกรรมาธิการไปยังรัฐบาล และเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ และเห็นด้วยกับข้อสังเกตของรายงานฉบับนี้ เสียงข้างมาก ก็น่าจะได้พลิกกลับไปอ่านข้อสังเกตของกรรมาธิการฉบับนี้ ชุดนี้ โดยเฉพาะในข้อ ๕ ซึ่งระบุ ไว้ชัดเจนในข้อสังเกต ข้อ ๕ ของรายงานคณะกรรมาธิการที่ระบุว่าให้นำความเห็น ของสถาบันพระปกเกล้าไปดำเนินการให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ถ้าเสียงข้างมากมีแนวโน้ม ความเชื่อว่าเห็นด้วยกับรายงานของกรรมาธิการและข้อสังเกตของกรรมาธิการก็ควรจะเห็นด้วย กับข้อสังเกตในข้อ ๕ ที่ระบุขีดเส้นใต้ว่า ให้นำความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า ไปดำเนินการให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่กระผมขออนุญาต กราบเรียนเน้นย้ำให้ท่านประธานได้รับทราบและขอให้ท่านประธานได้กรุณาให้ความชัดเจน กับที่ประชุมก่อนที่พวกกระผมจะได้พิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป รวมทั้ง ตัวท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วยว่าท่านจะถอนรายงานฉบับนี้ออกไปหรือไม่ และเพื่อ พวกกระผมจะได้แสดงความเห็นสนับสนุนหรือคัดค้านแนวทางที่ท่านประธานและประธาน คณะกรรมาธิการจะได้นำเสนอเป็นทางเลือกให้กับที่ประชุมนี้ต่อไป ขอบคุณครับ
ท่านจุรินทร์ ตั้งคำถาม อะไรครับ ประท้วงท่านประธานที่ยังไม่ได้ทำอะไรหรือครับ เมื่อครู่ท่านประธาน วิปฝ่ายค้านถามผม ๔ ประเด็น ผมกำลังจะตอบ ผมนึกว่าท่านประท้วงผมว่าจะไปตอบ ท่านจุรินทร์เสียอีก ๔ ข้อครับ ข้อแรกถามว่ากรรมาธิการจะถอนหรือไม่ แล้วข้อที่ ๔ ถามว่า กรรมาธิการจะเอาด้วยกับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าหรือเปล่า ซึ่ง ๒ ข้อนี้คงเป็น อำนาจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเดี๋ยวท่านคงต้องได้ชี้แจง ส่วนข้อ ๒ ถามว่าท่านจะขอมติ ที่ประชุมรับทราบเรื่องรายงานนี้หรือไม่ ผมคงไม่ขอมติครับ เพราะเป็นเรื่องเพื่อทราบ ปิดการอภิปรายก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบ ไม่ต้องขอมติ ส่วนคำถามที่ ๓ จะขอมติว่าเห็นด้วย หรือไม่กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านคณะกรรมาธิการว่าท่าน จะเสนออย่างไร ถ้าสมมุติว่าท่านเห็นว่าถอน ก็คงไม่ต้องขอมติอะไร แต่ถ้าท่านยังยืนยัน ก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ครับ ก็ต้องขอมติว่าเห็นด้วยกับข้อสังเกตหรือไม่ ๔ ข้อชัดเจนนะครับ ผมว่าสมควรแล้วกระมังครับ บรรยากาศมันดี ผมว่าให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจง แล้วก็ขอมติกัน ท่านวัชระ เชิญครับ ท่านประท้วงเลยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘ และผมได้ยกมือเพื่อกราบเรียนท่านประธานว่าตลอดระยะเวลา ๒ วัน ผมไม่ได้ อภิปรายเลยแม้แต่นาทีเดียว ขอใช้สิทธิอภิปรายเพียงแค่ ๓ นาที ขอท่านประธาน ได้โปรดอนุญาต ขอขอบคุณ
ผมเพิ่งรู้ว่า ข้อบังคับ ข้อ ๘ คือประธานต้องตามใจท่านวัชระ ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นอะไรครับ ผมอนุญาต ๓ นาที แล้วก็ท่านบุญยอด ๑ นาที แล้วขอจบได้ไหมครับ ท่านวิชาญก็ขอ ๑๐ นาที แต่ผมว่า สมควรแล้วกระมังท่านวิชาญ ผมว่าท่านบุญยอด ๑ นาที ท่านวัชระ ๓ นาที แล้วท่าน พลเอก สนธิชี้แจงก็น่าจะขอมติได้แล้วกระมัง ยังยืนยันจะเอาหรือครับ ผมว่าสมควร สมควร พอแล้วกระมังครับ เชิญท่านบุญยอดครับ แล้วก็ตามด้วยท่านวัชระ ๑ นาทีนะครับ ท่านขอเองนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ประเด็นเดียว ที่ต้องขอต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านเลขานุการจะเปิดให้ท่านประธานดูก็ดี หน้า ๓๓ ประเด็นที่พวกท่านเองพูดว่าท่านไม่อยากจะลงมติ แต่ ๑ ๒ ๓ เป็นความเห็น ของท่านครับ ประเด็นข้อที่ ๓ นั้นชัดเจน ต่อข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าให้ลบล้าง ผลทางกฎหมายที่ดำเนินคดีโดย คตส. ทั้งหมดนั้น คณะกรรมาธิการจำนวนหนึ่งมีข้อสังเกตว่า ว่าไปนะครับ รสช. ว่าไป ซึ่งค้านกับข้อเสนอของท่านนิพิฏฐ์ ความคิดเห็นของท่านนิพิฏฐ์ครับ เมื่อครู่ท่านนิพิฏฐ์ก็ยืนขึ้นมาพูดแล้ว ท่านบอกว่าเห็นด้วยกับการจะไม่ลงมติใด ๆ ผมเสนอ ต่อกรรมาธิการครับ ตัดข้อ ๕.๗ หน้า ๓๑ (๑) (๒) และ (๓) ตัดทั้ง ๓ ข้อออกไปจากรายงานนี้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องขอฝากไปยังสถาบันพระปกเกล้าครับ เพราะผม เพิ่งเห็นรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้าเสนอเรื่องของทางเลือก เรื่อง คตส. ๓ ทาง ผมคิดว่าขาดไป ๑ ทางเลือกท่านประธานครับ นั่นก็คือว่า ๓ ทางยังคงอยู่ ผมเสนอทางที่ ๔ สุดท้ายคือ ให้ดำเนินการต่อไปในทุกประเด็นที่ทำมาแล้ว โดยไม่เปลี่ยนแปลงครับ ผมฝากไปที่ทางสถาบันพระปกเกล้าด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ๓ นาที ท่านวัชระ เพชรทอง ท่านขอเอง รักษาเวลาด้วย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตลุกขึ้น อภิปรายต่อรายงานของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ในยามดึกในขณะนี้ จึงไม่ใช่รายการหลับไม่ลง ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ผมได้อ่านทุกบรรทัดและผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ผมสรุปได้ว่าเป้าหมายที่ขออนุญาตเรียกว่าเป็นรายงานเถื่อนตามที่ท่านหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานครับ เป้าหมายของรายงานเถื่อน ฉบับนี้นั้น คือต้องการเร่งส่งรายงานฉบับนี้ไปให้รัฐบาลเพื่อออกพระราชกำหนด หรือออกพระราชบัญญัติเพื่อ ท่านประธานครับ ๑. ลบล้างความผิดให้กับทักษิณ ๒. นำเงิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท บวกดอกเบี้ยคืนให้กับทักษิณ และ ๓. ให้ทักษิณกลับมามีอำนาจ ทางการเมือง เป็นนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี ท่านประธานครับ ผมให้ท่านประธานได้เห็น ท่านประธานครับ โปรดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมพูดเพียงแค่ ๓ นาที ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานเมื่อบอกว่าเป็นรายงานเถื่อนและผมลุกขึ้นอภิปรายเพียงแค่ ๓ นาที ทำไมต้องมีการประท้วง
ท่านวัชระครับ เวลาหยุดนิ่งไว้ก่อน ท่านประสิทธิ์ครับ ผมขออนุญาตอย่าประท้วงเลยครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ นั่งเถอะครับ ขอความกรุณาครับ ไม่อยากขัดใจ ขอให้นั่งเถอะครับ จะจบแล้วครับ ท่านนั่ง เถอะครับ ขอกันกินมากกว่านี้ครับ มันจะจบแล้ว ขอบคุณมากครับ ท่านต่อของท่านครับ ๓ นาทีทีเด็ดเยอะเชียว เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานที่เปิดไมโครโฟน ท่านประธานที่เคารพ ผมใฝ่ฝันที่จะเห็นประชาชนในชาติมีความรักสามัคคีกัน แต่ท่านประธานครับ มีการปลุกระดมมวลชนให้พี่น้องประชาชนมีความชิงชังซึ่งกันและกัน ท่านประธานก็คงทราบว่าใครกระทำการดังกล่าว แล้วผมเชื่อว่ารายงานฉบับนี้ซึ่งท่าน พลเอก สนธิเคยบอกว่าถ้าไม่ทำการปฏิวัติประเทศชาติก็จะเหลือแต่กระดูก แต่เมื่อท่าน ได้กระทำการดังกล่าวกลับทำให้ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการชิงชังมากขึ้นจากคนในชาติ ผมกราบเรียนท่านว่าเมื่อท่านนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อรัฐบาล ซึ่งกราบเรียนท่านประธานว่า โดยเฉพาะรูปนี้ คนที่เป็นผู้นำรัฐบาล ขออนุญาตให้ท่านประธานดู ก็คือนายกรัฐมนตรีใส่เสื้อแดง ชุมนุมประท้วงตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ และปี ๒๕๕๓ ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และนายกรัฐมนตรีใส่เสื้อแดงคนนี้จะช่วยทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นผิดทุกประการ ครบ ๓ นาที กราบขอบพระคุณ
ขอบคุณครับ ท่านวิชาญครับ ผมขอความกรุณาครับท่าน บรรยากาศอย่างนี้ผมต้องขออภัยท่าน ไม่เคยขัดใจ วันนี้ขออนุญาตขัดใจครับ อย่าโกรธเลย พอแล้วครับ เอาละครับ ขอเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ท่าน พลเอก สนธิครับ
ท่านประธานครับ ๕ นาที ท่านประธานไม่อนุญาตหรือครับ
ครับ อย่าโกรธเลยครับ บรรยากาศอย่างนี้ ขออภัยจริง ๆ สมควรครับ พอเถอะครับ อย่าโกรธเลย เชิญท่าน พลเอก สนธิครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร กระผม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน พรรคมาตุภูมิ ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณทั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่าน ตีหนึ่งครึ่งครับ หลายท่านผมทราบดีนั่งหลับอยู่เยอะครับ บรรยากาศอาจจะทำให้ท่านง่วงหงาวหาวนอนบ้าง เล็กน้อย แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในวินาทีสุดท้าย ผมอยากเรียนครับว่า ในเรื่องของการทำการศึกษาวิจัยในเรื่องของการปรองดองในทุกขั้นตอนที่ทำมา ของคณะกรรมาธิการนั้นยืนยันกับท่านอีกครั้งหนึ่งครับว่าเราทำมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อผลประโยชน์ในการปรองดองอย่างดียิ่ง ผมขออนุญาตย้อนนิดหนึ่งครับ เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้เดินไปที่ลานพระบรมรูปทรงม้าซึ่งเป็นงานกาชาด ฝนตกพอดีครับ กางร่มอยู่ เดินไป สุดท้ายไปหยุดอยู่ตรงหน้าพระบรมรูปทรงม้าครับ ด้วยความตกใจก็หุบร่มลงแล้วก็แหงนขึ้นไป เห็นพระพักตร์พระองค์ท่าน ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ เป็นนักเรียน เคยปฏิญาณตนเสมอครับว่า จะสละเลือดเนื้อและชีวิตในการที่จะปกป้องแผ่นดิน ไปนึกถึงตรงนั้นก็เลยมีความรู้สึกครับว่า ณ วันนี้เราคนไทยทุกคนได้เคยนึกถึงพระองค์ท่านไหม ท่านได้ทำทุกอย่างให้กับบ้านเมืองเรา ให้มีความเจริญและมีความทันสมัย ผมมีความตั้งใจครับว่าจะทำอะไรก็ตาม มีเจตนาดี เพื่อบ้านเมืองทั้งสิ้น ผมมาทำหน้าที่ตรงนี้ทุกท่านทราบดีว่าผมนั้นทั้งเจ็บและเหนื่อยขนาดไหน แต่ไม่ท้อแท้ครับ วันที่ ๒๗ ที่ผ่านมานั้นทุกคนคงจำได้ว่าผมอยู่ในสภาวะใด เพื่อน ๆ บางท่าน บอกยิ้มเข้าไว้ ยิ้มครับ ท่านทราบไหมครับว่าทุกท่านสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้อาวุโสอย่างผมนั้น อีกครั้งหนึ่ง เราจะเป็นผู้ใหญ่ จะพูด จะคิด จะทำ ต้องตรองด้วยสมองให้หนัก ๆ ถ้าใช้ความคิดที่น้อยและพูดมาก ๆ คงไร้ประโยชน์ ความรักความสามัคคีไม่เกิดแน่นอน ผมเชื่อได้ว่าวันนี้สิ่งที่ผมจะอ่านต่อไปนี้มันมีเหตุมีผลครับ ท่านครับ คณะกรรมการมาสัมภาษณ์ผม ผมถามว่าท่านเคยไปทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องประชาชน ในเรื่องการปรองดองหรือความขัดแย้งหรือไม่ คณะกรรมการที่มาสัมภาษณ์บอกว่า ได้ทำสัมภาษณ์มาบอกว่า คนประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ทั้ง ๒ ซีก คนอีกเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นคนที่อยู่ตรงกลาง ท่านครับ สิ่งที่มันเป็นผลการวิจัยในวันนี้ ที่ผมจะกราบเรียนให้แล้วก็มอบให้ท่านประธานไปนี้ ผมเชื่อได้ว่าถ้าทางรัฐบาลนำสิ่งที่ทำ แล้วขัดแย้งกับความเห็นของประชาชนทั้งชาติ ท่านไม่ต้องกังวลครับ ในฟิลิปปินส์มันเคยมี เรื่องกรีน เรฟโวลูชั่น (Green revolution) หรือฟลาวเวอร์ เรฟโวลูชั่น (Flower revolution) คือการปฏิวัติโดยประชาชน ฉะนั้นสิ่งที่ผมจะให้ประธานนี้มันเป็นผลการวิจัย ขอให้ทุกท่านสบายใจ ถ้ารัฐบาลคิดจะทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรอง โดยไม่ฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตของใครก็ตามที่ส่งไป ผมว่ารัฐบาลก็หนักใจ ฉะนั้นสิ่งที่ผม จะมอบให้กับท่านประธานในวันนี้เป็นรายงานที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการ เพียงแต่เพิ่มเติมว่า ข้อเสนอแนะในแถลงการณ์ของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านั้นขอให้แนบไปศึกษาด้วย ในคำลงท้ายที่ผมส่งไปให้กับทางด้านของสภาก็คือ ขอได้โปรดแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ผมขออนุญาตแก้ข้อความนี้ว่า จะดำเนินการอย่างไรแล้วแต่ พิจารณา แต่อย่างไรก็ตามมันก็ต้องเดินไปตามทางและวิถีทางของมัน ด้วยความปรารถนาดีครับ ท่านสมาชิกทุกท่านผมยืนยันครับว่าเอกสารฉบับนี้จะไปอย่างไรก็แล้วแต่เป็นผลดี กับบ้านเมือง เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกทางด้านขวามือผมนี้ยืนยันครับว่าท่านทักษิณไม่ได้อยู่ ในเงื่อนไขอันนี้ ท่านบอกแล้วว่าท่านผิดท่านต้องรับผิดที่พูดตรงนี้ และท่านวัฒนาก็พูดอย่างนั้น ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในผลการวิจัย ถ้ามันมาลงในข้อโละทั้งหมด ผมเชื่อว่าเกิดเงื่อนไข ฉะนั้นก็ขอให้ทุกท่านสบายใจครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะนำเรียน กับทางด้านสภานั้นน่าจะมีเหตุมีผล แล้วก็เป็นสิ่งที่เราได้ไตร่ตรองกันมาแล้ว ผมยืนยันครับว่า คณะทำงานทั้ง ๓๘ ท่านเราทำมากันด้วยเหตุด้วยผลทั้งสิ้น สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ๙ ท่านที่ลาออกนั้น ลาออกภายหลังที่ทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ผมยืนยันครับว่าเอกสารฉบับนี้ ไม่เถื่อน ขอให้มั่นใจตรงนี้ครับ ขอให้ทุกคนสบายใจได้ สิ่งที่ผมวิเคราะห์ สิ่งที่ผมเรียน เมื่อครู่นี้จะเป็นเหตุเป็นผลให้ทุกท่านสบายใจครับ ขอบคุณท่าน แล้วก็ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกทุกท่าน ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็เห็นใจท่านประธานครับ คงเหนื่อยครับ ขอบคุณครับ
ถือว่าที่ประชุม พอแล้วกระมังครับ ท่านจุรินทร์ผมเห็นว่าสมควรกระมังครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียน สั้น ๆ เท่านั้นนะครับ
เชิญครับ
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขออนุญาตกราบเรียนว่า ผมรับฟังท่านประธานคณะกรรมาธิการมาโดยลำดับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านก็คือว่า ไม่ว่าท่านจะแก้รายงานฉบับนี้อย่างไรก็มีค่าเท่าเดิมครับ รัฐบาลก็สามารถที่จะหยิบยกเฉพาะบางประเด็นไปใช้ประโยชน์เพื่อคนคนเดียวในสิ่งที่สังคม และพวกเราหลายฝ่ายกังวลได้เช่นเดิม ผมเสียดายครับ ท่านประธานครับ ที่สถาบัน พระปกเกล้าได้ชี้ทางสวรรค์ให้แล้ว แต่ว่าพวกเราไม่เดิน วันนี้พวกกระผมจะไม่เดินออกครับ ท่านประธานครับ แล้วก็จะอยู่ร่วมประชุมกับท่านประธานจนจบ แต่จะขอกราบเรียน กับท่านประธานว่าพวกกระผมจะไม่ร่วมลงมติใด ๆ กับท่าน เพราะว่าไม่มีประโยชน์ กับการสถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะ ดังที่สถาบันพระปกเกล้าได้กล่าวไว้และเป็นกังวล แล้วก็พวกกระผมไม่เชื่อว่าการปรองดองจะเกิดได้จากการใช้เสียงข้างมากลากไป และทั้งหมดนี้วันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ในที่สุดว่าจะมีการใช้รายงานนี้เพื่อประโยชน์ ของใครคนใดคนหนึ่งอย่างที่สังคมเคลือบแคลงและกังวลหรือไม่ และสุดท้ายถ้ามีการทำ อย่างนั้นจริงจะนำประเทศไปสู่วิกฤติรอบใหม่หรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ครับ ถือว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานเรียบร้อยนะครับ คณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตเสนอมาด้วย เพราะฉะนั้นผมขอมติ ไม่เป็นไรครับท่าน มี ๒ ก็ไม่เป็นไร ถ้าเห็นด้วย ก็ถือว่าเห็นด้วย กับกรรมาธิการ ถ้าไม่เห็นด้วยก็แปลว่า เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ คือข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการมันมีทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการและมีข้อสังเกต ของกระผม แล้วก็ของดอกเตอร์อาจารย์กนกด้วย จะส่งไปทั้ง ๒ ชุดไหมครับ มันมีข้อสังเกต อยู่ ๒ ชุดครับ
ท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ขอสรุปตรงนี้นิดหนึ่งครับ เรื่องข้อสังเกตตรงนี้นิดหนึ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตถามท่านประธานคณะกรรมาธิการนิดเดียว เพื่อความชัดเจนครับ หมายถึงว่าท่านจะแนบแถลงการณ์พระปกเกล้าลงไปในข้อสังเกตท่านด้วย ใช่ไหมครับ แล้วก็เปลี่ยนคำลงท้ายใหม่ ถูกต้องไหมครับ ขอท่านยืนยันข้อเท็จจริงนี้อีกที ได้ไหมครับ
ถูกต้องครับ
พอแล้วกระมังครับ สมควรแล้วละครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อสักครู่ผมได้ฟังท่าน พลเอก สนธิในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจงพวกเรา ท่านได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเราว่าการศึกษา รายงานของท่านทำด้วยความรอบคอบ และการส่งรายงานนี้ไปยังรัฐบาลท่านหวังว่า จะเป็นผลดีกับประชาชนและประเทศชาติ แต่บังเอิญวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านก็พูด อย่างนี้ ๔ ข้อ ท่านสร้างความมั่นใจให้พวกผมหน่อยสิครับ เพราะบังเอิญมันเคยมีคำพูดของท่าน เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วท่านทำไม่ได้ วันนี้เกิดถ้าท่านทำไม่ได้ท่านจะรับผิดชอบ อย่างไรครับ
ผมขอมติเลยนะครับ พอแล้วกระมังครับ ก็ชัดเจนแล้ว ผมว่าตามที่ท่านเสนอชัดเจนแล้ว ท่านช่วยตอบนิดหนึ่ง
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ในฐานะเลขานุการ ข้อเสนอของท่านที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ เราเอาไว้ ในภาคผนวกเป็นความเห็นแย้งของท่านที่มีต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ อยู่ในภาคผนวก ไม่ใช่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการครับ ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมครับ
ไม่ อยู่ที่ คณะกรรมาธิการว่าจะเสนอเข้ามาเป็นข้อสังเกตร่วมด้วยหรือเปล่า ไม่ใช่อยู่ที่ประชุมครับ อยู่ที่คณะกรรมาธิการครับ
ผมชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้งครับ เป็นบันทึกความเห็นต่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ เอกสารต้องส่งทั้งเล่ม อยู่แล้วครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ที่จริงตอบชัดแล้วครับ ส่งด้วยแต่ไม่ใช่ข้อสังเกต แต่ส่งไปด้วยครับ ส่งไปด้วย แต่ไม่ใช่ ข้อสังเกต
ที่ท่านประธานได้กล่าวเมื่อสักครู่ ถูกต้องแล้วครับ ส่งไปด้วยแต่ไม่ใช่ข้อสังเกตครับ อยู่ในภาคผนวกครับ ถ้าเป็นข้อสังเกต ตามข้อบังคับของการประชุมสภาก็จะเอาไว้อีกอย่างหนึ่ง
ท่านประธานต้องดูด้วยครับ เขียนเป็น ข้อสังเกตท่านครับ แล้วท่านจะส่งลักษณะไหนละครับ
ส่งเป็นภาคผนวกไปนะครับ แต่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการอย่างที่ท่านประธาน พลเอก สนธิได้เสนอครับ นั่นไม่ใช่แน่นอนครับ
นี่อย่างไรครับ ผมเลยไม่เชื่อครับ ผมอยากให้ท่านประธานสนธิยืนขึ้นพูดครับ
ที่จริงมันชัดเจน แล้วนะ
จะส่งเป็นข้อสังเกตไหมครับ มันต่างกันนะครับ ท่านพูดสิครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่
ภาคผนวกกับข้อสังเกตมันต่างกันครับ
เชิญครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เชิญครับ
มันอยู่ในเอกสาร เรียบร้อยแล้วครับ
มันอยู่อยู่แล้ว ผมรู้แล้ว
แล้วทำไมครับ เป็นอย่างไร
ท่านประธานครับ ผมทราบว่าท่านเป็น มือใหม่จริง ๆ ครับ ท่านมือใหม่จริง ๆ ท่านรับกับผมสิครับว่าจะส่งข้อสังเกตของผม และของอาจารย์ดอกเตอร์กนกเป็นข้อสังเกตร่วมไปด้วย แค่นั้นละครับ
มันเป็นภาคผนวก นี่ครับ
ท่านจะส่งเป็นข้อสังเกตไหมครับ แล้วท่านจะส่งไปอย่างไรครับ
ไม่ใช่ครับ
ผมเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมอธิบายหน่อยสิครับ เขาไม่ได้ส่งไปทั้งรายงานนะครับ เขาส่งไปเฉพาะข้อสังเกตครับ เวลาส่งคณะรัฐมนตรีส่งเฉพาะข้อสังเกตครับ ท่านดูข้อบังคับสิครับ
ต้องยอมรับ ความเป็นมือใหม่ครับ
ถ้าอย่างนั้นท่านส่งของผมเป็นข้อสังเกต ด้วยนะครับ
ไม่ใช่ครับ เป็นภาคผนวกครับ
ก็แปลว่า ไม่ได้ส่งครับ
ไม่ได้ส่งใช่ไหมครับ
ไม่ได้ส่งครับ
เห็นไหมครับ ท่านครับ เขาไม่ได้ส่งครับ เห็นไหมครับ
ส่งเฉพาะ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเท่านั้น
เห็นไหมครับ
ชัดเจนนะครับ ผมขอมติเลยครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบเพื่อทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ก่อนขอมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุม ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อยส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๑๐ ท่าน ครบองค์ประชุม
ผมขอถามมติเลยนะครับ จะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ หรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่ครับ เชิญใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ ผล เห็นด้วย ๓๐๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี ถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบครับ
ปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๑.๕๐ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕