สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส่งเสริมการปรองดองในประเทศ แต่แสดงความไม่พอใจต่อการรายงานของกรรมาธิการว่าไม่โปร่งใสและไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการปรองดองในสภา และเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้เสียงข้างมากในการลงมติ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต่อรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งมีการเสนอเข้าสู่สภาในวันนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งครับที่ได้มีการติดตามเรื่องของการเสนอญัตติ เรื่องขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มาตั้งแต่ต้น เมื่อเดือนพฤศจิกายนปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว ผมก็มีการติดตามการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งมีการนำเสนอ รายงาน แล้วก็เป็นประเด็นในรัฐสภา เมื่อมีการขอให้มีการบรรจุ อนุญาตให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานได้ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ยกเว้นเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญ หลังจาก รายงานเข้าสู่สภาตั้งแต่เมื่อวานแล้วผมก็มีการติดตามฟังการอภิปรายโดยตลอดครับ ผมรออภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งถึงวันนี้ แม้ว่าค่อนข้างกระท่อนกระแท่น แต่ว่าก็เป็นเวลาที่เราจะต้องพูดจาถึงความจริงกันในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ต้องยอมรับ อย่างหนึ่งท่านประธานครับว่าการพิจารณาเรื่องของรายงานกรรมาธิการสร้าง ความปรองดองชุดนี้นั้น เป็นการอภิปรายแล้วก็ดำเนินการไปท่ามกลางความสับสน ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายฝ่ายในสังคมครับ ทั้งนี้เพราะว่ามีการสร้างกระแสมาตั้งแต่ เริ่มมีการยื่นรายงานหรือตั้งกรรมาธิการคณะนี้ในทำนองว่าถ้าหากว่ามีการตั้งกรรมาธิการแล้ว มีการทำรายงานเข้าสภา ความปรองดองในประเทศจะเกิดขึ้น ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ก็จะหมดไป โดยไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดของคำว่า การปรองดอง ว่าจะต้องทำอย่างไร มีใครได้รับประโยชน์ มีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้างมาตั้งแต่ต้น แต่ที่น่าวิตกกังวลก็คือว่า ใครก็ตามที่ออกมาตั้งคำถามถึงการปรองดองว่าสุดท้ายตั้งใจปรองดองจริง ๆ หรือเป็นเพียง เกมทางการเมืองเกมหนึ่งเพื่อตั้งใจที่จะไปดำเนินการบางอย่างเพื่อช่วยบุคคลบางคน เป็นกรณีพิเศษหรือไม่ ใครก็ตามที่ถูกตั้งคำถามจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม จะถูก กล่าวหาทันทีว่าเป็นคนขัดขวางกระบวนการปรองดอง อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหา อยู่ในก่อนหน้านี้หลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเรามีการตั้งคำถามในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จนกระทั่งการทำงานของกรรมาธิการผ่านมาหลายเดือนครับ ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่ปรากฏออกสู่พี่น้องประชาชนนั้นเป็นไปในทำนองที่คนที่ ไปทำงานข้างในเกิดคำถามกับกรรมาธิการที่ทำงานเสียเองว่ามีข้อไม่โปร่งใส ข้อไม่ถูกต้อง หลายอย่างเกิดขึ้น คนเหล่านั้นก็ถูกต้องคำถาม ถูกกล่าวหาว่าไปขัดขวางกระบวนการปรองดอง การสร้างกระแสลักษณะเช่นนี้นั้นเกิดขึ้นควบคู่กับข่าวที่ออกมาในทำนองว่า กรรมาธิการปรองดองชุดนี้กำลังมีการตั้งเรื่องเสมือนเป็นสารตั้งต้น ชงเรื่องให้กับรัฐบาล และมีการเตรียมการที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับบุคคลพิเศษซึ่งจะได้รับประโยชน์ จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้จากข้อเสนอของกรรมาธิการปรองดอง ทุกครั้งกรรมาธิการ ก็จะออกมาปฏิเสธว่าไม่มีข้อสรุปเช่นที่ว่านั้น กำลังอยู่ในระหว่างศึกษาบ้าง อะไร ต่อมิอะไรบ้างจนกระทั่งออกมาเป็นรายงาน เพิ่งสักครู่นี้ชัดเจนครับ กรรมาธิการ จากซีกพรรคเพื่อไทยเสียงข้างมากในสภานี้เป็นแกนนำรัฐบาลด้วย เป็นกรรมาธิการด้วย ได้พูดจาชัดเจนในสภาแห่งนี้ว่าการให้อภัยต้องออกเป็นกฎหมาย เราเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออกกฎหมาย นิรโทษกรรม อันนี้ชัดเจนมาก เป็นการพูดชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วข้อสงสัยของหลายฝ่ายตั้งแต่ต้นว่า กรรมาธิการปรองดองนั้นเป็นสารตั้งต้นของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมบุคคลพิเศษ ซึ่งเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งด้วย แต่ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่าสังคมที่เขาสับสน และเกิดความวิตกกังวลนั้นก็เพราะว่าแนวทางเช่นที่ว่านี้แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่คณะผู้วิจัย เสนอเอาไว้อย่างของสถาบันพระปกเกล้าหรือของ คอป. ก็ตาม แต่ในข้อเสนอของสถาบัน พระปกเกล้าเขียนไว้ชัดว่าเป็นแนวทางที่ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เขาเสนอเป็นแนวทาง หลายแนวครับ เช่น นิรโทษกรรมออกกฎหมายเฉพาะกรณีที่ผิดกฎหมาย พ.ร.ก. เท่านั้น ผมไม่ทราบของท่านเวอร์ชั่น (Version) ไหน เวอร์ชั่นกินรวบหรือจะเวอร์ชั่นไหนผมไม่ทราบ แต่นี่เป็นเจตนาที่แสดงให้เห็นในสภานี้อย่างชัดเจน และตอกย้ำความหวาดระแวงในสังคม ซึ่งความหวาดระแวงนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งของกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศ ผมเรียนท่านประธานครับว่าผมพิจารณารายงานฉบับนี้นั้น ผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการหรอกครับ ผมก็เป็นคนนอกคนหนึ่งที่ติดตามแล้วก็มีข้อสังเกตเหมือนหลายคน แต่พยายามที่จะ เอาใจช่วยว่าให้กรรมาธิการชุดนี้ตรงไปตรงมา แล้วก็เสนอรายงานข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ต่อกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศ หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ผมกลับไปดูข่าวเดิม แม้กระทั่งในคณะรัฐมนตรีวันที่มีการพิจารณากัน ถึงเรื่องที่จะมีญัตติปรองดองเข้าสภา รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งถึงกับพูดในที่ประชุม ของคณะรัฐมนตรี แล้วรายงานในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่ายึดเองเสนอเอง เป็นข้อสะท้อนหนึ่ง ถึงข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เอาละครับ ในทางหนึ่งบอกว่าเป็นเจตนาดีก็เป็นได้ ผมจึงตั้งข้อพิจารณาในรายงานใน ๓ ประเด็นด้วยกัน ท่านประธานครับ

๑. ตัวเนื้อหาของรายงานของกรรมาธิการ

๒. ก็คือกระบวนการจัดทำรายงานและการทำงานของกรรมาธิการว่า มีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด กับ

๓. รายงานและการกระทำของกรรมาธิการตลอดจนถึงมติสภาที่จะเกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การปรองดองในประเทศอย่างไรบ้าง

ผมได้อ่านรายงานจนละเอียดที่ท่านส่งมาทั้งสิ้นมี ๓ ชุด ชุดที่ ๑ เป็นรายงาน เล่มปกสีฟ้า ที่เป็นกระดาษที่มีการปริ๊นท์ (Print) กันออกมา มีความหนาทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ ๕๒ หน้า ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ทั้ง ๕๒ หน้านี้ท่านเขียนเอาไว้เป็นบทต่าง ๆ นั้น ผมอ่านแล้วผมเกิดความรู้สึกว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ไม่ตรงไปตรงมา ถามว่า ที่ไม่ตรงไปตรงมาเพราะอะไร ถ้าเราไปอ่านในบทที่ว่าด้วยเรื่องกรอบการทำงาน ของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการนั้นเขียนถึงกรอบของการทำงานไว้ในหน้าที่ ๘ กับหน้าที่ ๙ ท่านบอกไว้อย่างนี้ว่า กรอบการทำงาน ๓ ข้อ คือ

๑. ตรวจสอบติดตามผลการดำเนินการของรัฐบาลในส่วนที่ได้รับคำแนะนำ จาก คอป. เพื่อให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้รับการปฏิบัติอย่างรวดเร็วเป็นธรรมเสมอภาค แปลว่าไปดูว่า คอป. เสนออะไรแล้วรัฐบาลทำอะไร อันนี้คือเป็นการศึกษาจากข้อมูลชั้นที่ ๒

แต่ประการที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนหลักของรายงานกรรมาธิการชุดนี้ คือส่วนที่ บอกว่าในส่วนการศึกษาหาทางออกเพื่อสร้างกระบวนการปรองดองมอบหมายให้ สถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการของรัฐสภา มีความรู้ความเข้าใจไปวิจัย เรื่องอะไรคือปัจจัยหรือกระบวนการที่ทำให้การปรองดองแห่งชาติประสบความสำเร็จ ดังนั้น อาจพูดได้ว่ารายงานฉบับนี้เนื้อหาส่วนหลักนั้นมาจากการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเรานำมาอ้างกันอยู่ ทั้งในรายงานของกรรมาธิการและในสภาแห่งนี้

อันที่ ๓ ซึ่งคนแทบไม่พูดถึงเลย คือรายงานศึกษาการสร้างความปรองดอง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกรรมาธิการไปตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณาศึกษา

ประเด็นจึงอยู่ตรงที่ว่ารายงาน ๕๒ หน้านี้ส่วนหลักจริง ๆ นั้น มาจากเรื่อง คอป. กับเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นข้อเสนอเรื่องความปรองดอง ผมก็ไปอ่านครับ อ่านรายงานเล่มหนาของสถาบันพระปกเกล้าและกลับไปอ่านรายงานของคณะกรรมการ คอป. ทั้ง ๓ ฉบับ สิ่งที่น่าตกใจที่ค้นพบจากการสรุปของกรรมาธิการชุดนี้ก็คือว่าท่านเลือก หยิบบางประเด็นมาสรุปในรายงานโดยที่มีการแก้ไข ตัดทอน เปลี่ยนแปลงบางจุด ของข้อความ และประเด็นที่เป็นประเด็นสำคัญนั้นไม่ได้บรรจุอยู่ในรายงานนี้ เสมือนกับว่า ตั้งใจไว้แล้วว่ารายงานฉบับนี้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการต้องการ อะไรบ้างครับ ยกตัวอย่างเช่น ๑. สาเหตุของความขัดแย้งครับ คณะกรรมาธิการไปเขียนเรื่องสาเหตุ ของวิกฤติความขัดแย้งเอาไว้ในบทที่ ๔ หน้า ๑๒ กับหน้า ๑๓ ท่านไปเขียนไว้อย่างนี้ครับว่า วิกฤติความขัดแย้งมีการลอกข้อความบางข้อความของรายงานสถาบันพระปกเกล้ามาว่า เป็นปัญหาที่หยั่งลึกระดับโครงสร้าง ในข้อ ๑ บอกว่าโดยเฉพาะข้อวิจารณ์เกี่ยวกับ ความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่าง ๆ ของรัฐภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านก็ว่าไป และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลการศึกษาของกรรมาธิการในบทที่ ๕ หน้า ๒๙ ก็เขียนถึงสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมเอาไว้ด้วย แต่ในสาเหตุที่ท่านระบุ ในหน้า ๒๙ ท่านไปเขียนเอาไว้บอกว่ากรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกิดจากการเมืองการปกครอง ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจก็ว่าไป ซึ่งทุกด้านมีความอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แต่รายงานของ สถาบันพระปกเกล้าวิจัยเอาไว้นั้นเขาเขียนว่าเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมีความอ่อนแอนั้นเขาพูดถึงหลังจากกรณีที่มีการยึดอำนาจการปกครองแล้ว ข้อความ มันต่างโดยสิ้นเชิงครับ ท่านเขียนว่าปัญหาเรื่องไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาโดยการยึดอำนาจการปกครอง แต่ในรายงานสถาบันพระปกเกล้ากลับเขียน อีกแบบหนึ่งว่าเป็นปัญหาหลังจากยึดอำนาจการปกครองแล้วเหล่านี้เป็นต้น นอกจากนั้น ในข้อ ๕.๓ ท่านเขียนบอกความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ประชาชนกับประชาชนที่แสดงออกโดยการแบ่งออกเป็นกลุ่มสี จึงต้องแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งที่รากเหง้า ขณะที่รายงานของกรรมการ คอป. ซึ่งท่านอ้างถึงด้วยมีการเขียน ข้อความสำคัญเอาไว้ในรายงานฉบับที่ ๒ ซึ่งเป็นปมเหตุของความขัดแย้งในประเทศนี้ ทั้งหมดนี่นะครับ ไม่มีการเขียนถึงเอาไว้ นั่นคือในรายงานหน้า ๑๘ ของ คอป. ชุดที่ ๒ ที่พูดถึงว่าประเด็นที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง คือกรณีซุกหุ้นของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในรายงาน คอป. เขียนไว้ชัดครับ ยังสรุปไว้ด้วยว่ากรณีซุกหุ้นเป็นที่มาของคำวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องหลักนิติธรรมต่าง ๆ มีความกดดันจากภายนอกต่อผลของการตัดสิน เป็นที่มา เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง และในความเป็นจริงถ้าเราพิจารณากลับไปครับ กรณีซุกหุ้นนั้น เป็นที่มา ของการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่ชอบธรรมของการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีความขัดแย้งต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายที่ต่อเนื่องจากเหตุการณ์อันนั้นเป็นต้นมา แต่ในรายงาน กรรมาธิการเจตนาจงใจที่จะข้ามสาเหตุส่วนนี้ไปเสีย ผลที่เกิดขึ้นจะตามมาเยอะเลยครับ ถ้าบอกว่ากระบวนการปรองดองที่เกิดขึ้น รายงานกรรมาธิการเป็นสารตั้งต้น ถ้าสารตั้งต้นมันผิด มันผิดหมดเลย แต่พอไปดูในข้อสรุปของท่าน ในข้อเสนอให้ทำในเรื่องใด ๆ ต่าง ๆ ก็ตาม กลับเป็นข้อเสนอที่ท่านหยิบเอาเฉพาะบางประเด็นขึ้นมาเท่านั้น ผมยกตัวอย่างเช่น ที่มี การวิพากษ์วิจารณ์กันก่อนหน้านี้ อย่างกรณีนิรโทษกรรม กลับไปดูรายงานของกรรมการ สถาบันพระปกเกล้าที่อนุมัติให้นักวิจัยเขาไปทำ ข้อเสนอเร่งด่วนที่สุดอันดับแรกเลยที่เขาพูดถึง อยู่ในหน้าแรก ในรายงานของผู้บริหารด้วยซ้ำไป ในข้อแรกเลยเขาเขียนไว้ว่า ความแตกแยก ทางความคิด สิ่งที่ต้องริเริ่มอย่างรวดเร็ว คือการสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดอง ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสถกเถียงแลกเปลี่ยนในวงกว้าง นี่คือข้อเสนอ อันดับแรกของสถาบันพระปกเกล้าครับ นำมาสู่แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งออกมาเมื่อวานนี้เราพูดกันในสภาว่า เหตุไฉนกรรมาธิการชุดนี้จึงไม่เสนอให้สภารับทราบ ไว้ชั้นหนึ่งก่อนแล้วขยายเวลาออกไป นำไปสู่การเปิดพื้นที่รับฟังทำความเข้าใจ อย่างกว้างขวาง นี่จึงเป็นข้อเสนอครับ แต่ท่านเจตนาข้ามตรงนี้ไปเสีย แล้วไปหยิบข้อเสนอเฉพาะ ที่ท่านอยากจะหยิบขึ้นมา เช่น กรณีนิรโทษกรรมและที่จงใจอย่างที่ผมคิดว่าเป็นเรื่อง น่าอายที่สุด คือกรณีของ คตส. เมื่อวานนี้ท่านนิพิฏฐ์อภิปรายไว้ชัดว่าหลักที่ท่านจะยกเลิก คตส. ในรายงานท่านอ้างคำพิพากษาฎีกากรณีที่ผู้ถูกยึดทรัพย์คือกรณีท่านเสนาะ ประทานโทษเอ่ยนาม มีการฟ้องศาลฎีกา แล้วสุดท้ายมีการยกเลิกคำสั่งยึดทรัพย์นั้นไป ว่าเป็นคนละหลักการกันกับที่กรรมการ คตส. ชุดที่ตั้งขึ้นมาทีหลังและถ้าทำตามนั้นจริง ก็จะกระทบไปถึงหลักที่มีมาก่อนหน้านั้นด้วย นี่คือความจงใจที่หยิบตัดทอนเฉพาะบางส่วน ลงมาในรายงานของคณะกรรมาธิการ ๕๒ หน้า ปัญหาที่จะเกิดก็คือรายงานที่เขียนแบบนี้ พอไปถึงมือรัฐบาลครับ ก็พวกเดียวกัน โจทย์เดียวกัน อย่างที่ท่านชำนิอภิปรายไว้บอกว่า เหมือนคนรับงาน แล้วก็ส่งให้กับคนที่มีโจทย์อยู่แล้วแล้วก็ดำเนินการต่อ นี่คือ ความไม่เหมาะสม แล้วผมคิดว่าถ้ากรรมาธิการเห็นว่านี่คือปัญหาจริง ท่านก็ควรรับทราบไว้ ชั้นหนึ่งก่อน แล้วก็กลับไปเปิดพื้นที่ในการพูดคุยกัน ก็น่าที่จะเป็นทางออกที่ดี นี่เป็นข้อที่ ๑

ในข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ กระบวนการทำงานของกรรมาธิการเองก็ตอกย้ำว่า ทำไมรายงานของกรรมาธิการนั้นจึงมีความผิดปกติ ขาดความรอบคอบ ขาดความรัดกุม หยิบเอาเฉพาะส่วนที่กรรมาธิการเสียงข้างมากอยากจะเขียน อยากจะให้มี เสมือนกับ กำหนดธงไว้แล้ว กำหนดโจทย์ไว้แล้ว แล้วก่อให้เกิดความหวาดระแวงในสังคม ผิดปกติตรงไหนครับ มีข้อผิดปกติเท่าที่ผมเห็นอยู่ ๖ เรื่องด้วยกัน ๑. การบรรจุญัตติ ปรองดองในเดือนพฤศจิกายนครับ เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะปิดสมัยประชุมสามัญ วันนั้น กำลังมีปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ฝ่ายค้านเสนอญัตติเรื่องยางพารา มีข่าวก่อนหน้านั้นว่า ท่านประธานกรรมาธิการชุดนี้ ท่านสนธิไปประชุมร่วมกันกับกลุ่มพรรคเพื่อไทย ต้องการ ดันญัตติปรองดองเข้าสภา เราก็บอกว่าเรื่องชาวบ้านยางพาราราคาตกเดือดร้อนมาก ไปทั้งประเทศ ท่านไม่เอาด้วย ท่านบอกต้องเอาปรองดองเข้า แล้วก็ดันเข้า สุดท้าย ดันเข้ามาแล้วก็พยายามจะจบในคืนนั้น มีการอภิปรายกัน ๒ วันครับ ไปจบในวันรุ่งขึ้น แล้วตั้งกรรมาธิการ แล้วก็ปิดสมัยประชุมสมัยสามัญไป คำถามคือทำไมต้องเร่งรีบกันขนาดนั้น หรือรู้ว่าถ้าเข้าไม่ได้ก็ต้องรอสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งไม่สามารถเสนอญัตติได้ ก็ต้องรอไปอีก ๔ เดือน บวกอีก ๒ เดือน ๖ เดือน รอไม่ไหว ใครรอไม่ไหวครับ ถึงมีคนบอกว่าที่เร่งกันมา อาทิตย์นี้ รวมทั้งรัฐธรรมนูญซึ่งประชุมกันทั้งวันทั้งคืน แปรญัตตินี่ก็พยายามเร่งให้จบเที่ยงคืนคืนนี้ ให้ได้ เพี่อให้ไปสอดคล้องกับการประชุมสภาอาทิตย์หน้า อยากให้เป็นของขวัญวันสงกรานต์ใคร หรือเปล่าครับ ที่มาใกล้ ๆ ประเทศไทย ถึงมาเร่งกระบวนการในสภากัน นี่เป็นคำถามครับ

อันที่ ๒ ข้อผิดสังเกตก็คือว่าในการทำงานของกรรมาธิการนั้นเสมือนกับ มีการตั้งธงไว้แล้วครับ ผมทราบว่าถึงขั้นที่มีหนังสือไปถึงสถาบันพระปกเกล้าขอให้มี การร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมด้วยถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น จริงไหมครับ จดหมาย ซึ่งควรจะเป็นการขอให้สถาบันพระปกเกล้าไปทำวิจัยเรื่องแนวทางปรองดองมีการขอให้ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยถ้าเห็นว่ามีความจำเป็น แต่ที่สุดถูกปฏิเสธเพราะผลการวิจัย ยังไม่ออกมา มันส่อเจตนาของกรรมาธิการเสียงข้างมากไปตั้งแต่ต้นครับ ยังไม่เห็นอะไรเลยครับ บอกให้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเสมือนกับรอไว้แล้ว สุดท้ายเขาไม่เอาด้วย

ความไม่ชอบมาพากล ประการที่ ๓ ก็คือการประชุมและเร่งสรุปรายงาน โดยมีข้อความให้สอดคล้องกับกลุ่มเสียงข้างมากอย่างที่เคยถูกประเด็นในการหยิบยก ขึ้นมาแล้ว ตัวรายงานที่เข้ารัฐสภาครั้งที่แล้วครับที่บอกเถื่อน เพราะไม่มีการรับรอง ของคณะกรรมาธิการตามประเพณีปกติทั่วไป จริง ๆ มันมีก่อนหน้านั้น ฉบับนี้เป็นฉบับที่ เผยแพร่กันอยู่ในห้องอาหารสภา ผมไม่ใช่กรรมาธิการ แต่คนเป็นกรรมาธิการบอกว่า กรรมาธิการยังไม่สรุปเรื่องเลย แต่มีการสรุปเป็นรายงานออกมาเล่มหนึ่งแล้ว แล้วลงชื่อ โดยท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการส่วนอื่นยังไม่มีการรับรู้เลย รายงานฉบับนี้มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มสวยงามครับ ข้อความไม่เหมือนกันหรอกครับ กับฉบับนี้ แต่ในข้อความในนี้มีอันหนึ่งเขียนไว้เลยครับเสมือนกับเป็นธงที่เสียงข้างมาก ในรัฐบาลชุดนี้พูดเอาไว้ในสภาบ่อย ๆ ในข้อ ๖.๕ หน้า ๒๒ คือไปสรุปโดยกรรมาธิการคนอื่น ยังไม่ประชุมกันบอกว่ากรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง ทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นความผิดของรัฐ ซึ่งไม่มีในรายงานชุดปัจจุบันครับ ถามว่ารายงานชุดนี้ออกมาได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่กรรมาธิการไม่มีโอกาสพิจารณากัน ไปเขียน แล้วประธานคณะกรรมาธิการเซ็นรายงานฉบับนี้ออกมาได้อย่างไรครับ สุดท้ายมีการดึงคืนกลับไป มันคือความไม่ปกติในการทำงาน

ข้อผิดปกติประการถัดมาก็คือว่ามีการเร่งนำเข้ารัฐสภา แล้วก็เร่งให้มี การลงมติ วันนั้นการประชุมในรัฐสภาทุกคนเห็นชัด ประทานโทษเลยครับ คนเสนอ ปิดอภิปรายกลายเป็น ส.ว. ซึ่งทุกคนงงมาก

ข้อผิดปกติประการที่ ๕ ถัดมาคือการบรรจุวาระสภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณากัน ๒ วันนี้ ที่คุณหมอสุกิจจากจังหวัดตรัง ประทานโทษเอ่ยนาม ถามว่าเวลาบรรจุวาระ เอาหลักเกณฑ์อะไร กฎหมายบางฉบับเสนอมาก่อน ๒-๓ อาทิตย์ ถูกบรรจุอยู่หลัง ญัตติปรองดองที่เสนอมาทีหลัง ท่านประธานเมื่อวานตอบไม่ได้ครับ ประเด็นคือความเร่งรีบ อย่างไรครับ ประเด็นคือความรวบรัดอย่างไรครับ ประเด็นคือไม่ฟังใครอย่างไรครับ ประเด็น ก็คือว่าใครท้วงคนนั้นขัดขวางความปรองดองอย่างไรครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าถูกใจตัวก็ไปชมเขา แต่ถ้าไม่ถูกใจตัวก็ไปขับไล่เขา วันนี้สถาบันพระปกเกล้าโดนเข้าไปแล้ว วันก่อนยอมรับ ไปปรองดองท่านก็ชื่นชมกัน พอเขาออกแถลงการณ์ออกมาบอกว่ายืดเวลาไปก่อน สร้างบรรยากาศก่อน ไม่อย่างนั้นขอถอนรายงานกลับไปถ้ารัฐบาลยังฝืนใช้เสียงข้างมาก โหวตส่งเรื่องไปยังรัฐบาล เพราะอาจจะเกิดความหวาดระแวงได้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับฉบับอื่น วันนี้ลงเลย ส.ส. พรรคเพื่อไทย ๙ คน ออกมาขับไล่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นี่หรือครับบรรยากาศปรองดอง นี่หรือครับสุนทรียสนทนา มิใช่ครับ

ข้อผิดปกติประการสุดท้ายก็คือ เรื่องข้อขัดแย้งกับสถาบันพระปกเกล้า ต่อข้อเสนอที่เกิดขึ้น วันนี้ไม่ฟังครับ เมื่อวานท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าจะยืดเวลาไหมตามข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ ฟังแล้วก็ชัดครับ แต่ที่ชัดมากคือคำให้สัมภาษณ์ของประธานวิปรัฐบาล ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ บอกว่าคาดว่าใช้เวลา ๒ วันอภิปรายอันนี้ พอสภาลงมติ รับทราบแล้วก็จะส่งเรื่องไปยังรัฐบาลดำเนินการ แล้วรัฐบาลอาจตัดสินใจจัดเสวนา หรือเปิดรับฟังความเห็นฝ่ายต่าง ๆ โดยใช้เครือข่ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรืออาจเสนอให้นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้ามาเป็นวิทยากรให้อีกก็ได้ ก็ได้ ประเด็น ที่เขากังวลมีตรงนี้ครับ เวลาชอบข้อเสนอเขาบางเรื่องก็ชมเขา พอไม่ชอบก็ไม่เอาด้วย พอเขาแย้งก็ไปไล่เขา ข้อกังวลก็เป็นอย่างนี้ครับ วันนี้ท่านชงเรื่องไปยังรัฐบาลลงมติกันเย็นนี้ครับ สมมุติส่งเรื่องไปยังรัฐบาลแล้วไปจัดเปิดให้มีการเสวนารับฟังความเห็นกัน รัฐบาลจัดเอง เสียงข้างมากจัดเอง ก็คือพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดแล้วก็ขนมวลชนมาเอง สมมุติ เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนส่วนมากมานั่งในการประชุมนี้ ใครจะกล้าพูดความจริง อย่างครบถ้วนครับ ท่านก็ได้ข้อสรุปอย่างที่ท่านต้องการ แต่ประธานวิปรัฐบาลพูดต่อไปครับ เหมือนกันเลยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านหนึ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ บอกว่าเขาเชื่อว่ารัฐบาล จะไม่ออกเป็น พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรือนำรายงานนี้ไปใช้เลยทันที เพราะการจะทำอะไร ต้องดูบรรยากาศ บรรยากาศอะไรครับ นี่อย่างไรครับ ที่ผมบอกว่ากระบวนการจัดทำ รายงานและการทำงานกรรมาธิการก็ไม่ปกติ จึงนำมาสู่ข้อ ๓ ว่า ผลของการดำเนินการ ของกรรมาธิการชุดนี้ถ้าทำรายงานแหว่ง ๆ วิ่น ๆ เอาเฉพาะแต่ที่อยากจะเขียนให้รับกับงาน ที่ตัวเองรับธงไว้แล้ว รับโจทย์ไว้แล้ว เพื่อทำสารตั้งต้นชงลูกต่อให้รัฐบาลดำเนินการต่อนี่ มันจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ประเทศอย่างแน่นอนครับ เอาง่ายที่สุดเมื่อวานรายงานนี้ เข้ามา หน้าสภามาแล้วครับ เราอภิปรายเรื่องการปรองดอง ท่ามกลางเสียงปะทะกันข้างนอก แล้วเมื่อวานนี้รุนแรงมาก ดีที่ไม่มีการลงไม้ลงมือกัน ผมเลยถามอย่างไรครับว่าบรรยากาศอย่างนี้ คือบรรยากาศปรองดองหรือเปล่าครับ หรือว่าเราควรจะมีโอกาสที่จะขยายเวลาออกไป ให้พูดให้จา ในการพูดจานั้นเป็นการทำความเข้าใจกันในสังคมว่าเราอยากจะเห็นบ้านเมือง เดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร ผมตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าในการพิจารณาผลของรายงานและมติสภา ต่อสถานการณ์ เราดูความพร้อมสัก ๔-๕ ฝ่ายครับ ๑. ฝ่ายประชาชน ท่านไปดู โพลล่าสุด ของเอแบคโพล (ABAC Poll) ที่ออกมาล่าสุด เขาได้มีการพูดถึงเรื่องของ การปรองดองเอาไว้ เป็นโพลเอแบคโพลของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีการพูดกันถึงว่า สายตาสาธารณชนกับบันทึกเชิงนโยบายเป็นจุดตั้งต้นความปรองดอง พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ ๗๓.๓ คิดว่าเรื่องการปรองดองกำลังเป็นเครื่องมือของการแย่งชิงอำนาจ ทางการเมือง ร้อยละ ๒๖.๗ ไม่คิดเช่นนั้น และ ๖๕.๔ คิดว่าคณะกรรมาธิการปรองดอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ท่านเอาอะไร มายืนยันครับว่าวันนี้บรรยากาศปรองดองใช่แล้ว แล้วต้องรีบดันรายงานฉบับนี้ไปให้รัฐบาล ถ้าปรองดองนี้ไม่ใช่ปรองดองกำมะลอ เป็นความประสงค์ที่จะต้องการความปรองดอง อย่างแท้จริง ต้องทำบรรยากาศให้เป็นบรรยากาศปรองดองก่อน ในเมื่อชาวบ้านยังไม่พร้อม ท่าทีสื่อมวลชนละครับ พร้อมไหมครับ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าเขียนถึงสาเหตุหนึ่ง ของปัญหาความขัดแย้ง สอดคล้องกับทาง คอป. ที่พูดถึงสื่อมวลชนที่มีส่วนในการสร้าง ความขัดแย้งด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ท่าทีสื่อโดยทั่วไปเป็นอย่างไรครับ ตอบรับกระบวนการ ปรองดองหรือไม่ครับ ยังมีไหมครับ ชนิดที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายค้านว่าขัดขวาง การสร้างความปรองดองอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เชียร์ (Cheer) ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ท่าทีของบรรดานักวิชาการ และสุดท้ายก็คือท่าทีของฝ่ายการเมืองเองครับ ๒ วันนี้ในสภา ท่านได้ยินชัดนะครับ การกลับไปตำหนิกระบวนการฝ่ายต่าง ๆ โดยไม่เปิดกว้างมองให้เห็น สภาพความเป็นจริงทั่วไป เหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมนี้นะครับ ฝ่ายหนึ่ง ก็เห็นแต่ว่ามีประชาชนเสียชีวิต แล้วก็ลืมพูดไปว่ามีการเผาบ้านเผาเมืองจริง ๆ แล้วก็มี คนเดือดร้อนจริง ในเวลาที่พูดถึงเยียวยา ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการตั้งเยียวยาให้ร้านค้าซึ่งถูกไฟเผารายหนึ่งไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การพิจารณารายงานฉบับนี้นั้นสุดท้ายที่เรา ไม่อยากเห็นก็คือการปรองดองครั้งนี้มันกลายเป็นการปรองดองบังคับเลือกของเสียงข้างมาก ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นความถูกต้อง เสียงข้างมากเป็นความถูกต้องและประสงค์จะทำอะไร ก็เป็นไปเช่นนั้น ปรองดองบังคับเลือกไม่ได้นำไปสู่ความปรองดองหรอกครับ แต่มันจะนำไปสู่ ความขัดแย้งภายในประเทศให้เกิดมากยิ่งขึ้นอีก ผมจึงคิดว่าถ้าคณะกรรมาธิการไม่ได้รับธง มาจากใคร รับงานมาจากใคร แล้วเห็นกับความปรองดองที่อยากจะเดินหน้าไปอย่างที่เรา สร้างถ้อยคำสวยหรูมากมายนี่นะครับ ปากมันต้องตรงกับใจ ท่านทบทวนรายงานท่าน กลับไปทำงานเพิ่มเติม หาวิธีการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ทำความเข้าใจ กับคนทั้งสังคมอย่างที่เขาเสนอมา ในแถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ชัดว่าถ้ายังมี การลงมติส่งเรื่องไปยังรัฐบาล สถาบันเขาก็ขอถอนรายงานวิจัยนี้ออกไป คำว่าถอนออกไป ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านแก้ไข ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านออกมาแถลงว่าถึงถอนก็ไม่มีผล เพราะรายงานสมบูรณ์แล้ว การถอนออกไปหมายความว่ามันไม่มีรายงานส่วนนั้น ถ้า ๓ ส่วน มีรายงานชุดนี้เป็นส่วนหลักถอนออกไปแล้วรายงานชุดนี้มันเหลืออะไรครับ ท่านดึงดัน ต่อไปข้างหน้าก็เท่ากับว่าปรองดองครั้งนี้ก็เป็นอย่างที่ตั้งข้อสังเกตคือเป็นปรองดองกำมะลอ แล้วรับงานกันมาทำ ชงลูกต่อกันไป คณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นสารตั้งต้น เราก็ไม่อยากเห็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ ผมจึงขอเสนอว่าให้ทางคณะกรรมาธิการกับเสียงข้างมากได้ปรับเปลี่ยนท่าที เสียใหม่ แล้วก็ไปตามแนวที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอเอาไว้ซึ่งน่าจะเป็นทางออก ที่ดีที่สุด นั่นก็คือการขยายเวลาออกไปอย่างน้อยสิ้นสภาสมัยสามัญ วันนี้รับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน หาโอกาสไปสร้างแนวทางการทำความเข้าใจเรื่องการปรองดองให้เกิดขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ