สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

จิรายุ ห่วงทรัพย์ เสนอเปรียบเทียบประเทศไทยในรอบ ๕ ปี โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาการเมืองและความขัดแย้ง จิรายุ ห่วงทรัพย์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของพม่า และผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๑๘ คลองสามวา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตเปรียบเทียบประเทศไทยในรอบ ๕ ปี แล้วเราค่อยไปดูว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสามารถเดินไปข้างหน้าได้มากน้อยขนาดไหน เพื่อให้พี่น้องคนไทยได้ตระหนักครับว่าตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรามีปัญหาอะไรกับประเทศต่าง ๆ ในสมาชิกอาเซียน (ASEAN) และประเทศในภูมิภาคนี้บ้างครับ ท่านประธานครับ

เรื่องแรกที่ผมอยากจะให้ท่านประธานได้ชม แล้วก็ติดตามต่อก็คือว่า กลุ่มมวลมหามิตรในประเทศแถบนี้ เอาใกล้ ๆ ก่อนท่านประธานครับว่าถ้าประเทศไทย ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ได้คะคานกันไปคะคานกันมาอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็พูดกันเรื่องเสียงข้างมาก สมัยท่านเป็นรัฐบาลผมไม่เห็นท่านพูดเรื่องแบบนี้กันเลย ท่านก็โหวตกฎหมาย ท่านก็ยกมือยกไม้ก็เสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นอะไรท่านประธานครับ พูดไปเดี๋ยวจะบอกว่าบรรยากาศปรองดองมันจะไม่เข้าท่า แต่ถ้าจะให้เข้าที ท่านประธานครับ เรามาดูประเทศเวียดนามหน่อยครับว่าวันนี้เขาพัฒนาถึงไหน ๕ ปีที่เรามัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน วันนี้ทางทหารประเทศเวียดนามเขามีการพัฒนา ยานไร้คนขับแล้ว ท่านประธานครับ นอกจากนี้ ๕ ปีที่ผ่านมา รถไฟความเร็วสูง เราก็ยังถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่างต่อไปครับ พี่น้องคนไทยต้องคิดตามครับว่าเราจะเข้าโหมด (Mode) ปรองดองกันได้ หรือยัง ผมเฝ้ารอตั้งแต่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านตั้ง คณะกรรมการ ๔-๕ ชุดโน้นนี่นั่น ดีครับ แต่อะไรที่ปฏิบัติได้บ้าง ท่านทำบ้างหรือเปล่าละครับ ถ้าท่านทำนั่นคือการเริ่มต้นของการปรองดองครับ

ขยับไปที่ประเทศอินโดนีเซีย ไกลหน่อยต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ๕ ปีที่ผ่านมา ที่เรามัวแต่มีเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อสารพัดสีกันนี่ เขาพัฒนาไปไกลครับท่านประธาน เหตุผลก็คือเขาบอกว่าการเมืองเขานิ่ง หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนระบบอะไรต่าง ๆ ในประเทศของเขา เขาทำอะไรท่านประธานครับ ทำสะพานเชื่อมเกาะสุมาตราไปเกาะชวา ที่ช่องแคบซุนดา แล้วก็ขยายท่าเรือ วันนี้พี่น้องประเทศอินโดนีเซียในสมาชิกอาเซียนครับ สบายใจ การเมืองนิ่ง ผู้บริหารประเทศเดินหน้าต่อไป เคารพในเสียงข้างมากซึ่งไม่ใช่มาพูดกันทีหลัง เสียงข้างมากคือเผด็จการอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่จบท่านประธานครับ ปรองดองกันไม่ไหว เราต้องเคารพครับ ผมเรียนเด็ก ๆ ห้องผมมี ๕๐ คน เลือกหัวหน้าห้อง ๒๖ คน พวกผม ๒๔ คน ยังต้องเคารพเลยครับท่านประธานครับ นับประสาอะไรกับสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมาก ในระบอบประชาธิปไตยชัดเจนไม่ต้องอธิบาย และไม่ต้องพูดตีกินกันครับท่านประธาน

ต่อมาท่านประธานครับ ผมไปโควท (Code) คำพูดของผู้บริหารบริษัทหนึ่ง ในประเทศลาวครับ ผู้บริหาร บริษัทลาวเทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาคอมเพลน (Complain) ประเทศไทย คอมเมนท์ (Comment) มาอีกต่างหาก เขาบอกว่า ประเทศไทยถึงเวลาที่ควรจะมี ๓ จี (3G) ได้แล้ว ๕ ปี ไม่มี ๓ จี ประเทศลาวหัวเราะกัน ท่านประธานครับ ต่อมาประเทศลาวกำลังจะทำรถไฟความเร็วสูงจากประเทศลาวไปประเทศจีน ผ่านหลวงพระบางวิ่งเข้ามาที่เวียงจันทน์ แล้วถ้าข้ามมาสู่จังหวัดหนองคายวิ่งผ่านประเทศไทย สู่ประเทศมาเลเซีย หรือถ้าจะออกไปอ่าวไทยก็ไปประเทศทางใต้ได้ครับ ประเทศไทยทำอะไรครับ แก้ปัญหา เดี๋ยวมีม็อบ (Mob) เดี๋ยวมีกลุ่มชุมนุม เดี๋ยวฝ่ายค้าน เดี๋ยวฝ่ายรัฐบาลกันอยู่อย่างนี้ละครับ ท่านประธาน

ขยับมาใกล้บ้านเราหน่อย คัมโบเดีย ประเทศเขมร เร็ว ๆ นี้คนจะแห่กันไป เยอะแยะ มีประเทศไหนในโลกอยู่ดี ๆ มีคนไทยเอาสตางค์ไปให้ใช้ในช่วงสงกรานต์ ปกติ เขาไปบ้านกันครับ คนอีสานก็กลับบ้าน คนใต้ก็กลับบ้านไปเล่นสงกรานต์กันครับ เดี๋ยวนี้ คนไปเล่นสงกรานต์ประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาบอกสบายเลย เอาเงินคนไทยมาเยอะแยะ มากมาย เพราะการเมืองเขานิ่งครับ ก็เสียงข้างมากในสภาตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ๕ ปีที่ผ่านมานี่ ปี ๒๕๕๒ ต่างชาติไปเที่ยวที่ประเทศกัมพูชาประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ปีที่ผ่านมาท่านประธานทราบไหมครับ เสียมราฐอันเป็นที่ตั้งของนครวัด กัมพูชา สตึงแตรง เกาะกง ต่าง ๆ มากมาย คนไปเที่ยวประเทศกัมพูชา ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน การเมืองนิ่ง ปรองดองกันได้ พูดจากันดี นอกจากนี้ท่านแตะ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าคิดคนละหมื่น ก็ไม่รู้เงินเท่าไร คนกัมพูชาก็มีความสุข เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ หลายท่าน ไปประเทศกัมพูชามาแล้ว เขากำลังสร้างตึกสูงแข่งกับตึกใบหยก ๑ แล้วก็ใบหยก ๒ ของไทยครับ สูง ๕๓ ชั้น เอาละเพื่อนฝ่ายค้านอาจจะบอกว่าแหมพูดแต่เรื่องทางกายภาพ เดี๋ยวสร้างตึก เดี๋ยวสร้างรถไฟ แน่นอนครับประเทศเจริญ คนพอมีสตางค์ ประชาชนก็ไม่เดือดร้อนครับ ราคาข้าว ราคาการเกษตร ความเป็นอยู่มันก็ดีขึ้นครับ ขโมยมันก็ลดลง

ประเด็นต่อมาขยับไปประเทศใกล้ ๆ เราครับ ประเทศพม่า เลือกตั้งที่ผ่านมา เราเห็นอยู่แล้วว่าเขาเริ่มจะเป็นประชาธิปไตยครับ ก็แสดงว่าเขาเคารพเสียงข้างมาก ในระบอบรัฐสภา เดี๋ยวคนโน้นขึ้นมาพูดเผด็จการรัฐสภา พวกมากลากไป เสียงเยอะ อย่างโน้นอย่างนี้ เอาอย่างไรครับ สรุปมี ๕๐๐ คน คน ๒๔๙ คนเป็นรัฐบาล หรือเป็นเสียง ข้างมากในการโหวตกฎหมายต่าง ๆ เอาให้ชัดนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศพม่าตอนนี้ ประชากร ๖๐ ล้านคนเท่าประเทศไทยครับ แต่ประเทศของเขาถ้าเราเจาะผ่านได้ ตั้งแต่ อำเภอแม่สอดไปจนกระทั่งจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ชายแดนพุ่งทะลุเข้าไปประเทศอินเดีย ท่านประธานครับ ที่ยูนนานในเมืองจีน เขาไม่มีทางออกทะเล ติดทั้งประเทศอินเดีย ติดประเทศปากีสถาน ติดประเทศพม่า ติดประเทศไทย ติดประเทศลาว ถ้าเราผ่านเส้นทางนั้นได้ เกิดอะไรขึ้นครับ เศรษฐกิจดีครับ ประเทศพม่าที่เราดูถูกดูแคลนเขาว่าจน อีกหน่อย จะหาแรงงานไม่ได้ครับ เพราะเขากำลังหัวเราะประเทศไทย เขากำลังเข้าสู่โหมดปรองดอง ฝ่ายค้านก็เป็นอิสระ ออง ซาน ซูจีออกมาเลือกตั้ง ประเทศไทยตั้งหน้าตั้งตาก็จะขัดแย้งกัน อยู่ร่ำไปครับ อย่างนี้พี่น้องประชาชนเสียประโยชน์ ท่านประธานครับ

ผมไม่ได้พูดถึงประเทศจีนเลยนะครับท่านประธานครับ แต่เอานิดเดียว ประเทศจีนถ้าท่านย้อนกลับไปดู ๕ ปีที่ผ่านมาครับ ประเทศจีนไม่มีรถไฟความเร็วสูง แม้แต่เซนติเมตรเดียว เซนติเมตรเดียว ท่านประธานครับ วันนี้ผ่านไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ หลังการปฏิวัติรัฐประหารประเทศไทยครับ รถไฟความเร็วสูงก็ยังไม่มีครับ วันนี้ประเทศจีน มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งได้ ๓๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะทำสถิติ วิ่ง ๕๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง หมายความว่ากรุงเทพฯ-เชียงใหม่ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ประเทศไทย ยังทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไปครับ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายในโอกาสอย่างยิ่งท่านประธานครับ

ขยับไปทางใต้เสือเหลืองประเทศมาเลเซีย สมัยก่อนผมไปโควทคำพูดของท่านนี้ครับ ผมจำได้ว่าเคยเป็นรัฐบาลในสมัย ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็คือ คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปค้นหนังสือท่านครับ ท่านเขียนเรื่องที่น่าสนใจก็คือประเทศไทยทำไมพัฒนาช้ากว่าสมาชิกอาเซียน ขออภัย ที่โควทคำพูดท่านครับ เขาบอกว่าไปที่ประเทศมาเลเซียครั้งแรก ผมไม่ตื่นเต้นเมื่อ ๒๐ ปีที่ แล้วเพราะเขาเจริญช้ากว่าประเทศไทย แต่พอไป ๒๐ ปีหลัง ชักไม่แน่ใจ กัวลาลัมเปอร์ก็เจริญ ปุตราจายาเมืองใหม่ก็เจริญ ยะโฮร์บาห์รูติดประเทศสิงคโปร์ก็แทบจะเท่ากับประเทศสิงคโปร์ ไม่ต้องไปพูดถึงเกาะปีนัง ไม่ต้องไปพูดถึงชายแดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ท่านประธานครับ ผ่านด่านสะเดาไปนี่อย่างกับไปเมืองนอกแบบยุโรปอะไรอย่างนั้นเลย ท่านประธานครับ ประเด็นที่คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร พูดไว้ เขาบอกอย่างนี้ครับ เขาบอกว่า ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศมาเลเซียพัฒนาเร็วกว่าประเทศไทยก็คือ การเมืองประเทศมาเลเซียนิ่ง อย่างนี้ประชาชนทั่วโลกไม่ต้องตำหนิหรือครับว่าดอกเตอร์มหาเธร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียปกครองประเทศตามระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยมา ๒๐ ปี เป็นเสียงข้างมากลากไปอย่างที่ฝ่ายค้านพูดบ่อย ๆ หรือครับ ท่านประธานครับ ผมถึงบอกอย่างไร วาทกรรมทางการเมืองใช้กันพร่ำเพรื่อ อะไรก็เสียงข้างมาก ถ้าอย่างนั้น ระบอบรัฐสภาทำอย่างไรครับ ถ้าดูต่อมาครับ ประเด็นหนึ่งที่เขาเขียนไว้น่าสนใจครับ เขาบอกว่า ประเทศมาเลเซียมีเสถียรภาพมาก มีคะแนนเสียงในสภาสูง มีฝ่ายค้านน้อยทำให้มีเวลาเต็มที่ สามารถแก้กฎหมายสำคัญ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและสามารถวางแผนระยะยาวได้ครับ ที่สำคัญ มีโอกาสทำงานต่อเนื่อง ทำให้ทุกโครงการถูกสานต่อจนเกิดโครงการใหม่แล้วก็สอดรับ กับโครงการเก่าจนสำเร็จ ผมไม่ได้หมายความว่าประชาชนเลือกพรรคใดก็แล้วแต่ ถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เลือกท่าน ๘ ปีท่านทำไปเลย รถไฟตั้งแต่อำเภอสุไหงโก-ลก ถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จัดหนักจัดเต็มไปเลยครับ ท่านประธานครับ คนไทย มีความสุขครับ แต่ทำไมที่ผ่านมาพอใครเป็นรัฐบาลชักไม่ชอบใจ ชักบอกเสียงข้างมากในสภา ชักบอกเผด็จการรัฐสภา ท่านประธานครับ คุณกรพจน์ อัศวินวิจิตร ไปพูดคุยกับนักธุรกิจ ประเทศมาเลเซียครับ พอคุณกรพจน์ชมคนมาเลเซียอย่างนี้นะ เขาบอกว่าผมชมคนมาเลเซีย ว่าเป็นคนฉลาด คิดเก่ง คนมาเลเซียเขาตอบอย่างไรท่านประธานรู้ไหมครับ เขาบอกว่า ไม่จริงหรอก คนไทยฉลาดแล้วก็คิดเก่งกว่าคนมาเลเซียเยอะ เขาหัวเราะต่อครับท่านประธาน คนมาเลเซีย แล้วเขาบอกว่าเขายอมรับว่าคนไทยเป็นคนฉลาด มีความคิดดี ประเทศไทย มีคนมีความรู้ความสามารถทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และองค์กรต่าง ๆ ทั้งประเทศไทยครับ มีคนประเภทนี้ค่อนข้างเยอะในประเทศไทย แล้วเขาเขียนต่อท่านประธานครับ เขาบอกว่า แต่ประเทศไทยนี่อกอีแป้นจะแตก คือมันโชคร้ายตรงไหนรู้ไหมครับ ท่านประธานครับ มันโชคร้ายตรงที่ว่ามีฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านเก่งและขยันเกินไป อันนี้รัฐมนตรีในสมัย อดีตท่านนายกรัฐมนตรีชวนครับ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าขยันเกินไปซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ เขาอธิบายว่าเวลาประเทศไทยมีโครงการดี ๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล ก็ถูกเสนอเข้ามา ฝ่ายค้านหรือนักวิชาการเอ็นจีโอ (NGO) ประชาชน นักประท้วงก็จะร่วมกัน คัดค้านถกเถียงกันไปมา ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร เก่งกันหมดทุกคน โครงการต่าง ๆ ในประเทศไทยกว่าจะหาข้อสรุปได้อย่างน้อย ๕ รัฐบาล หรืออย่างน้อย ๑๐ ปี

ท่านประธานครับ ผมจำได้ตั้งแต่ผมเด็ก ๆ ผมเกิดกรุงเทพมหานคร บ้านอยู่ลาดพร้าว จะทำทางด่วนเส้นดินแดง ท่านประธานครับ ขั้นที่ ๑ ๑๐ กว่าปีกว่าได้ใช้ วงแหวนรอบนอกท่านสมัคร ท่านกว่าจะทำได้ใช้เวลานานครับ นี่คือปัญหาประเทศไทยครับ

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจท่านประธานครับ ในช่วง ๒-๓ วันมานี้เราพูดกัน เยอะเหลือเกินว่าประเทศไทยจะเอากันอย่างไร วันนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมองเห็นหลุมดำอยู่ข้างหน้าครับ

ประเด็นที่ ๑ เรากอดคอกันด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แล้วเดินลงหลุมดำ หรือว่าเหว ก็ตายกันทั้งประเทศครับ ท่านประธานครับ แต่ถ้าเราหายใจลึก ๆ แล้วจับไม้จับมือกัน เอาล่ะอโหสิกรรมกันบ้างตามศาสนาพุทธ หรือตามศาสนาใด ๆ ก็แล้วแต่ในโลกใบนี้ ก็รู้จักการให้อภัยกันครับ เราจับมือกันได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ถอยหลังสัก ๑๐ ก้าวได้ไหม แล้วก็วิ่งพร้อมกันเพื่อที่จะข้ามหลุมดำอันนี้ไปให้ได้ในช่วงปีนี้ มันไม่มีอะไรเร่งรีบไป เท่ากับการปรองดองครับ อะไรจะแพง อะไรจะถูกปัญหาความขัดแย้งในส่วนต่าง ๆ การแก้ไขปัญหาทั้งกฎหมาย ทั้งอะไรก็แล้วแต่ในประเทศนี้ ๗๗ จังหวัด แก้ได้ ด้วยการปรองดองเท่านั้น ถ้าตราบใดที่ยังมีข้าราชการคนนี้เสื้อเหลือง คนนี้เสื้อแดงอย่างนี้ไม่ได้ คุยกันไม่จบ คนภาคใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์เยอะ พวกนี้เสื้อเหลืองหรือเปล่า บางคนไม่ใช่ อย่างนี้สร้างความขัดแย้งครับ เราต้องละลายพฤติกรรมของประชาชนให้ได้ ด้วยการปรองดองครับ เร่งรีบมากครับ ตอนแรกผมนึกว่าจะทำตอนสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เสียด้วยซ้ำ ยังดีใจครับที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งวันหนึ่งผมก็อ่านข่าวอยู่ตอนนั้นท่านก็กรุณาจัดทหารผูกผ้าพันคอสีเหลืองขึ้นไป บนกองบรรณาธิการผม ผมจำได้ครับ แต่อดีตมันต้องลืมท่านประธานครับ

ประเด็นต่อมาครับ ในเรื่องของรายงานต่าง ๆ แล้วแต่คนอ่านครับ คนอ่านละครถ้าชอบตัวโกงก็ชมครับ ตบสวย เดินตลาดก็ชื่นชมครับ คนเกลียดตัวโกง เดินตลาดก็ด่าครับ มันสุดแท้แล้วแต่ ท่านประธานครับ ช่องเดียวกันหลายคนก็ยล ก็ตอบไม่เหมือนกันครับ ฝ่ายค้านเห็นแล้วก็บอกว่าไม่ชอบ ฝ่ายรัฐบาลเห็นบอกก็ดีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องให้เกียรติระบบ ท่านต้องเอาไปดูว่าเขาพิจารณาตรงไหน ไม่ดีก็ช่วยกัน แก้ไขปรับปรุง ผมไม่พูดถึงสถาบันพระปกเกล้าครับ แต่ผมจะพูดประเด็นที่น่าสนใจ ในเรื่องของ คตส. คนซีกฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้วท่านไปพูดบอกว่าประชาชนคนไทยจะสนใจ ทำไม คตส. ที่ตั้งในสมัยปี ๒๕๕๐ สมัยรัฐบาลยุคที่มีการปฏิวัตินั้น ถ้าเปรียบเสมือน ก็เหมือนตำรวจปลอม ผมก็ถามต่อแล้วตำรวจปลอมเป็นอย่างไรครับ ฝ่ายนั้นก็ตอบต่อ ท่านประธานครับ บอกว่าเป็นตำรวจปลอมท่านก็อย่าไปสนใจ เพราะตำรวจปลอม ได้จับผู้ร้ายส่งไปศาลและศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว เรียกร้องให้ประชาชนคนไทย อย่าได้สนใจว่าตำรวจนั้นก็หมายความถึง คตส. จะเป็นตำรวจปลอมหรือจริง อย่างนี้พูดเอาแต่ได้นี่ครับท่านประธานครับ ทำไมผมพูดอย่างนี้ครับ แล้วทำไม ท่านไม่ใช้ตำรวจจริงล่ะครับ ในสมัยปฏิวัติท่าน พลเอก สนธิท่านก็นั่งอยู่ ท่านก็รู้ว่ามีมือ มีแขน มีเท้า มีเยอะแยะมากมายที่ท่านจะทำงาน แต่เมื่อท่านตั้ง คตส. ขึ้นมาแล้วท่านบอกว่า เป็นตำรวจปลอมอย่าได้สนใจจับคนร้ายส่งศาล ศาลพิพากษาจำคุกแล้วถือว่าใช้ได้ อย่างนี้ พูดเข้าข้างตัวเองครับ ถ้าผมตั้งคำถามกลับไปยังท่านประธานบ้างละครับว่า แล้วตำรวจปลอม ท่านจะไม่ใช้หลักฐานปลอมบ้างเลยหรือ หรือท่านจะไม่ใช้อคติอะไรที่มันเป็นทางลบ กับฝ่ายตรงข้ามเลยหรือ หรือท่านใช้ของจริงอย่างเดียวก็คืออคติ ผมถึงบอกอย่างไรครับ เราไม่ต้องไปพูดว่า คตส. จะทำแล้วใครจะได้ประโยชน์อย่างไร ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่จบหรอกครับ ท่านก็วนเวียนอยู่กับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณอยู่ ชีวิตมันก็ไม่ไปไหนหรอกครับ ๕ ปีอีกหน่อยก็ต้องตามหลังเพื่อนบ้านใกล้ ๆ กันแล้วละครับ หลายท่านอาจจะบอก ฝ่ายค้านอาจจะบอกพูดอย่างนี้มันก็เอาเข้าข้างของตัวเอง พวกว่าเสียงข้างมากลากไป พูดกันไม่จบ ท่านประธานครับ ผมขอสักทีเถอะครับ ได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับเรื่องเสียงข้างมากลากไป แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่ากรณีที่ผ่านมาพวกผมหรือว่ากรรมาธิการต่าง ๆ ที่ยกมือโหวต ให้นำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาเป็นพวกสารตั้งต้น ผมถามกลับเถอะครับแล้วที่ผ่านมาวันนี้ มีพวกสารพิษไหมครับ อะไรไม่ถูกใจฉันค้าน อะไรถูกใจสุดยอด วันหนึ่งผมแปลกใจ วันหนึ่ง ท่านเรียกร้องเหลือเกินกับสถาบันพระปกเกล้า แต่วันนี้พอสถาบันพระปกเกล้าทำออกมา กลับกลายเป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ แต่ประเด็นอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านประธานครับ ความปรองดองบางทีมันก็ต้องถอยหลังกันบ้าง มันไม่มีอะไรถูกใจไปเสียทุกอย่างหรอกครับ ดูหนังเรื่องหนึ่งตั้งแต่นาทีแรกจนนาที ๑๒๐ มันก็ไม่ถูกใจทุกเรื่องครับ แต่ทำอย่างไรครับว่า จะให้บ้านเมืองนี้ก้าวไปข้างหน้า ผมชอบศึกษาเรื่องของอินโดจีน แล้วก็ศึกษา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่วันนี้เรารู้สึกว่าเราถอยหลังเหลือเกิน ขอร้องเถอะครับ ท่านประธานครับ จับมือจับไม้ก้าวไปข้างหน้าแล้วเอาเนื้อหาพิจารณากันทีละประเด็น ๆ ถ้ากรรมาธิการท่านเห็นว่าถูกท่านก็อธิบายครับ แต่ท่านอย่ามาใช้วาทกรรมกันบ่อย ๆ ครับว่า เสียงข้างมากอย่างโน้นอย่างนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ