สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

วิเชียร ขาวขำ บอกว่า ตั้งใจจะอภิปรายในบรรยากาศที่ปรองดอง แต่ฟังคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณแล้วรู้สึกอึดอัด จึงต้องปรับแนวการอภิปรายให้มีความสมดุลมากขึ้น และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจการพัฒนาประเทศ

นายวิเชียร ขาวขำ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขำ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตั้งใจที่จะอภิปรายในบรรยากาศที่ปรองดองจริง ๆ แต่ว่า มาฟังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายไปแล้วค่อนข้างจะอึดอัดเหมือนกัน ก็ต้องปรับแนวการอภิปรายสักนิดหนึ่ง

เริ่มแรกก็คือว่าต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่คิดถึงพี่น้องประชาชนในการที่จะ สร้างความปรองดองขึ้นในแผ่นดินนี้ ถึงแม้พวกเราเองหลายคนจะปฏิเสธประธาน คณะกรรมาธิการชุดนี้ หลายคนจะยินดียินร้ายกับประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมเอง ก็มองในหลายมุมว่าเดิมทีเดียวท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นี้ปฏิบัติหน้าที่ ณ เวลานั้น เชื่อว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสามัญสำนึกของตัวเอง ต้องถูกบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ เหนือกว่าตัวเองได้บังคับหรือชี้นำให้ทำการปฏิวัติ แล้วก็เขียนเหตุผลในการปฏิวัติไว้มากมาย หลายข้อ แต่สุดท้าย ณ วันนี้ พลเอก สนธิก็ได้ยอมรับเลา ๆ ว่าเหตุผลเหล่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่นำการปฏิวัติจริง ๆ แต่จะตอบความจริงได้ในวันกระดูกของตัวเอง ขึ้นสู่เชิงตะกอน นั่นหมายความว่าขณะนี้ท่านคงได้เขียนประวัติศาสตร์ในหน้านั้นไว้กับคนใดคนหนึ่งแล้ว ซึ่งถ้าพวกเราไม่ตายเสียก่อนหรือท่านไปก่อนพวกเรา พวกเราก็จะได้อ่าน แต่ถ้าผมไปก่อนท่าน ผมก็ไม่ได้อ่าน ก็เป็นที่น่าเสียดาย แต่ชนรุ่นหลังของเราต้องได้อ่านแน่นอน แต่ในวันนั้น ที่ท่านพูดยืนอยู่ตรงนั้นที่ถูกทั้ง ส.ว. ทั้ง ส.ส. ไปรุมด่าท่าน ไปรุมบังคับท่าน ชี้หน้าด่าทอ ให้ถอนญัตตินี้กลับคืนไป ท่านได้ลุกขึ้นพูดแล้วว่าท่านรักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ เหลือเกิน คนทั้งประเทศได้ฟังแล้วบีบหัวใจครับ ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เอาล่ะครับ ในเมื่อกระบวนการปรองดองได้เริ่มนับ ๑ แล้ว ต้องยอมรับว่ามีประชาชนในประเทศนี้ อยู่ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเชียร์ฝ่ายเสื้อแดง ส่วนที่ ๒ เชียร์ฝ่ายเสื้อเหลืองและหลากสี ซึ่งมีพรรคการเมืองยืนอยู่ข้างหลังทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วส่วนที่ ๓ คือส่วนที่เขาเป็นกลาง เขาไม่ได้ อยู่ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ส่วนอยู่เป็นกลางวันนี้เขายกมือแซ่ซ้องสรรเสริญคณะกรรมาธิการ และสภาไทยของเราให้เดินหน้าสู่กระบวนการการปรองดองให้ได้ แต่ท่านประธานครับ คนที่ไม่อยากให้ปรองดองนั้น พูดตรง ๆ ว่ามีอยู่ ๓ ส่วนเช่นเดียวกัน ส่วนที่ ๑ คือประชาชน อยู่ฝั่งด้านหนึ่ง ส่วนที่ ๒ อีกด้านหนึ่ง และส่วนหนึ่งคือคนอยู่ในสภานี้ ซึ่งโกรธกันมา เกลียดกันมาหลายปีด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ผมอยู่ในสภามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ผมไม่เคยเห็น บรรยากาศเช่นนี้ บรรยากาศที่ต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย ข้างนอกก็สู้ ข้างในก็สู้อย่างนี้ไม่มีครับ ผมกับจุติ ไกรฤกษ์ สมัยเป็นฝ่ายค้าน เป็นรัฐบาลนั่งข้างกันเป็นเพื่อนกันอายุเท่ากัน คุณพ่อโกศล ไกรฤกษ์ ยังฝากบอกวิเชียร ไก่กลับจากอเมริกามาไม่มีเพื่อนเลย ฝากไก่ ไว้เป็นเพื่อนสักคนนะ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วันนั้น เจะอามิง โตะตาหยง อีกหลาย ๆ คน เป็นเพื่อนกัน กินข้าวหม้อเดียวกันมา แล้ววันนี้เดินสวนกันยังแทบไม่ทักทายกันเลยครับ ท่านประธาน มันเกิดอะไรขึ้นในสภาแห่งนี้ ท่านประธานลองคิดดู แล้วบรรยากาศอย่างนี้ จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอีกกี่ปี กี่ชาติ เราไม่รู้ แต่เอาล่ะ แต่สภาพภายนอกของบุคคลที่อยู่ตรงกลาง เขาต้องการให้ประเทศเดินหน้า นักธุรกิจที่จะมาลงทุนหรือนักธุรกิจที่อยู่ในประเทศไทยนี่ เขากดดันให้นักการเมืองสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นเพราะเราเป็นเฮด (Head) ของพี่น้องประชาชน ก็คือเป็นหัวกระบวนในการพาพี่น้องประชาชนเดินนำไปสู่ การพัฒนาประเทศ สุดยอดของการบริหารชาติบ้านเมืองอยู่ที่นี่ สุดยอดของการออกกฎกติกา ของประชาชนอยู่ที่นี่ แต่พวกเรากันเองวันนี้นอกจากต่อสู้นอกสภาแล้วมาต่อสู้ในสภา อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่นึกถึงพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรา เอาใจเราใส่ใจเขา ใส่ใจพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างนอก เราต้องกล้ำกลืนฝืนทน อดทน ในสิ่งที่เราสูญเสียแล้วก็พอใจในสิ่งที่เราได้รับเพียงเล็กน้อย ผมเองได้ถูกดำเนินคดีจากรัฐบาล ชุดก่อนอยู่ ๖ คดี คดีหมิ่นเบื้องสูงก็โดน คดีผู้ก่อการร้ายก็โดน จะติดคุกติดตะรางก็ยอม ถ้าเหตุการณ์วันนี้ อย่างพวกผม พวกจตุพรได้รับโทษทัณฑ์อะไรไป แล้วให้ประเทศชาติเดินหน้า แล้วปรองดองได้นี่พวกเรายอม ภาวนาว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการให้เลือกแนวทาง ที่อย่านิรโทษกรรมพวกผม แล้วใครผิดก็ให้เดินสู่กระบวนการยุติธรรมให้เลือกแนวทางนั้น แล้วให้ประเทศชาติเดินหน้าให้ได้ ต้นเหตุของปัญหาเกิดขึ้นจากพวกเราที่แย่งชิงอำนาจ มาปกครองประเทศ ต้องยอมรับ แล้วฝ่ายคุณสุเทพก็บอกว่าเกิดขึ้นจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร กับญาติพี่น้องและบริวาร คุณทักษิณจะเปลี่ยนแปลงประเทศ คุณทักษิณคอร์รัปชันอย่างนั้นอย่างนี้ คุณสุเทพพูดได้ครับ แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร รวยมาก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรี คุณสุเทพพูดไปเถอะครับ ไม่มีใครเชื่อ ถ้าเขาเชื่อคุณสุเทพตอนคุณเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐต่าง ๆ ทุกอย่าง เลือกตั้งนี่พวกผมแพ้แล้ว คุณจตุพรอยู่ในคุกครับ ไม่ได้ออกมาปราศรัย พวกผมไปไหนขึ้นเวทีนี่ ศาลห้ามไว้ตั้งเยอะตั้งแยะ เพราะฉะนั้นการพูดในวันนี้ บรรยากาศในวันนี้จะเป็นการระบาย ความอัดอั้นตันใจของแต่ละฝ่าย ผมเชื่อว่าคุณสุเทพได้ระบายเต็มที่วันนี้สุดขีด เราได้ขอร้อง พี่น้องพรรคพวกเพื่อนฝูงในฝ่ายรัฐบาลแล้วบอกว่าให้ท่านพูดเต็มที่ ไม่ต้องประท้วง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครประท้วงท่านอีกเลย คุณจตุพรก็เหมือนกัน ผมเห็นด้วยกับคุณจุติ ไกรฤกษ์ ว่าถ้าไม่พูดความอึดอัด อัดอั้นตันใจอยู่ในอกนี่มันแน่นแล้วมันไประบายข้างนอก ถ้าระบายที่นี่จบ ทุกอย่างมันก็โล่ง แล้วเดินหน้าสู่ความปรองดอง ท่านประธานที่เคารพ การจะมาบอกว่าถ้าจะปรองดองต้องเอา พันตำรวจโท ทักษิณเข้าคุก ต้องถูกยึดทรัพย์ ต้องยกเลิกหมู่บ้านเสื้อแดง ต้องนั่นต้องนี่ตามใจตัวเองทุกอย่างนี่ไม่มีทางปรองดองได้ ท่านประธานที่เคารพ พวกผมคิดเรื่องความปรองดองแตกต่างจากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่าความปรองดองต้องถูกฝ่ายหนึ่งกดขี่ข่มเหง มันไม่ใช่ ที่ผมพูดนี่ ผมเขียนจากคุณสุเทพได้พูด เพราะฉะนั้นถ้าหากบอกว่าความปรองดองว่าฝ่ายหนึ่ง ต้องได้เปรียบ ฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบนี่ไม่ได้ ความปรองดองจะเกิดขึ้นต้องทุกฝ่าย ได้รับความยุติธรรมเท่ากัน ก็คือว่าฝ่ายนั้นได้บ้างเสียบ้าง ฝ่ายนี้ต้องได้บ้างเสียบ้างถึงจะเกิด ความปรองดองขึ้นมาได้ มิฉะนั้นแล้วถ้าฝ่ายนี้มองว่าตัวเองสูญเสียได้น้อยกว่า ฝ่ายนั้นบอกว่า ตัวเองสูญเสียได้น้อยกว่า อย่างนี้ความปรองดองไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์ทั้งหลายในสภาวันนี้จะเป็นเครื่องชี้ให้ประเทศไทย เดินหน้าสู่ความปรองดองได้หรือไม่ ผมไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ ก้าวย่างทุกก้าวย่างของรัฐบาลในอดีตที่ทำกับพวกผม เอาปืนไล่ยิงไล่ฆ่าพวกผมนี่ ยังหาว่าพวกผมไปทุบรถอีก อย่างพัทยานี่ต้องยอมรับ ท่านประธานครับ มีรองนายกรัฐมนตรีนี่ล่ะ กับผู้มีบารมีบางพรรคไปคุมคนเสื้อแดงที่พัทยา เอากองกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบ ไปนอนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แล้วให้ใส่เสื้อสีน้ำเงินไป มีคนหนึ่งนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ พลตำรวจตรีขับมอเตอร์ไซค์ แล้วใครไปยืนบงการอยู่หลังรถปิกอัพรู้กันหมดแล้วครับ แต่ถ้าทำอย่างนั้น พูดอย่างนั้นฟื้นฝอยหาตะเข็บมันได้อะไร ผมถามว่าได้อะไร แล้วบางคน ก็กล่าวหาว่าช่วงตัวเองเป็นรัฐบาลนี่สถานการณ์ภาคใต้สงบ พอพวกเรามาเป็นรัฐบาล สถานการณ์ภาคใต้ลุกฮือขึ้นมา สถานการณ์ภาคใต้ไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เพราะท่านชวน หลีกภัย พูดไว้ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข็มตกเล่มเดียวในพื้นที่ต้องรู้หมด นี่ผมไม่ได้พูดเอง ท่านชวน หลีกภัย พูดครับ เพราะฉะนั้น ส.ส. พรรคเพื่อไทยไม่มีเลยในภาคใต้ วันนี้และอดีตที่ผ่านมา ๒-๓ ปีรัฐบาลชุดก่อนแก้ปัญหา ภาคใต้ได้ไหมครับ ถ้าพูดอย่างนี้ก็ต้องประท้วงกันว่าคุณก็พูดเรื่องนี้ไม่มีความปรองดองเลย ก็ผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าถ้าจะกล่าวหากันทั้งหมดนี่กล่าวหาเรื่องท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ อยากสร้างรัฐไทยใหม่ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นระบอบประธานาธิบดี ไม่มีหรอกครับ จะเปลี่ยนพวกผมก็ไม่เอาด้วย นั่งอยู่นี้ก็ไม่เอาด้วยครับ แล้วประชาชนคนเสื้อแดงทั้งหลาย ๒๐-๓๐ ล้านคนเขาก็ไม่เอา เขายังคงต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอยู่ แล้วการกล่าวหากันนี่ ท่านประธานครับ มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมปรองดอง วันนี้คนกลุ่มไหน ท่านประธานก็ทราบ แต่เราไม่พูด ผมก็ไม่พูด คนกลุ่มนี้ตื่นเช้าขึ้นมา มองลงไปน้ำในถ้วยแกง มองเห็นหน้า พันตำรวจโท ทักษิณแล้วก็ตกใจทุกวันครับ แล้วก็พูดทุกวันครับ เพราะอะไรครับ ต้นเหตุของปัญหาไม่ใช่เพราะทักษิณ ถ้าจะบอกว่าเพราะทักษิณก็ถูกส่วนหนึ่ง คือเขาตกใจ เพราะมีคนเก่งอย่างท่านทักษิณขึ้นมา แล้วประชานิยมทั้งหลายไม่มีใครคิดออกเลย ท่านประธานกับผมเป็น ส.ส. มาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๑ แล้ว เป็นมาแล้วไม่มีใครคิดออกเลยว่า มีกองทุนหมู่บ้านเท่านี้ทำอย่างทุกวันนี้ไม่มีใครคิดออก แม้กระทั่งพรรคเก่าแก่หลายพรรคขึ้นมา ก็ไม่มีใครคิดออก ไม่มีใครทำ พอทำลงไปประชาชนนิยมชมชอบเขาเรียกว่าประชานิยม ทุกประเทศเขาก็ทำเหมือนกัน อย่างประเทศซาอุดิอาระเบียเขาให้ค่าบำรุงแม้กระทั่งต้นไม้ คุณปลูกต้นไม้ในบ้านเท่าไร คุณมีบ่อน้ำเท่าไร เขามีค่าบำรุงรักษาให้ด้วย นั่นคือประชานิยม เหมือนกัน เราจะเปรียบเทียบกับประเทศอย่างประเทศพม่าไหมละครับ ประชาชนคนพม่า ปัจจุบันเขารักประชาธิปไตย อย่างท่าน พลเอก สนธิถ้าไปนี่เขาไม่จับมือหรอกครับ เพราะนำการปฏิวัติมา แต่ว่ายังดีที่ท่านหันกลับเข้ามาสู่ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ยังชื่นชมอยู่ ยังมาโดนพวกเราด่า พวกโน้น พวกนี้ด่าอยู่ทุกวัน ท่านยังทนได้ โอเคบั้นปลายชีวิต ยังกลับเข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ ประเทศพม่าทุกวันนี้ท่านไปดูสิครับ ออง ซาน ซูจีไปไหน อุ้มลูกจูงหลาน เพียงแต่อุ้มลูกชูไปให้ออง ซาน ซูจีแตะหัว แตะไหล่ แตะแก้ม แตะปาก เขาพอใจมาก เขามีความสุขมาก นี่คือจิตวิญญาณทางประชาธิปไตยของประเทศพม่า กระบวนการต่อสู้ทางรัฐสภาของประเทศไทยมันต้องเดินไปยาวนานอย่างนั้น อย่างกรณี ที่จะกล่าวหาว่าระบอบประธานาธิบดีเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วคนนั้นคนนี้ชื่นชอบนี่ เลิกเสียเถอะครับ เลิกเสีย แล้วเลิกอีกอันหนึ่งสำคัญที่สุดท่านประธานครับ เลิกดึงสถาบัน พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเอาชนะคะคานฝ่ายตรงข้าม แล้วสถาบันสูงสุดของเราก็จะถูกทำร้ายโดยพวกท่านเองใครก็ตาม แล้วทุกวันนี้ต้องการ เอาชนะคู่ต่อสู้ ต้องสร้างความดี ต้องออกนโยบายประชานิยมของพรรคตัวเองให้ประชาชน ชื่นชอบ สร้างความดี แล้วเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างนี้อย่างนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ใครจะด่า ใครจะว่าอย่างไร อดทนครับ อึดครับ สู้งานอย่างเดียว เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ ต่อมิตรประเทศ เขาตื่นตระหนกเรื่องน้ำท่วมก็ไปหาเขาเชิญเขามาลงทุน สร้างบรรยากาศ ให้เขามั่นใจว่าประเทศไทยรับมือเรื่องอุทกภัยได้ เขาก็มาลงทุน คนจะย้ายฐานการผลิต เขาก็ไม่ไป อย่างนี้ครับ ไม่กระแนะกระแหน ใครจะว่าอย่างไร แม้กระทั่งอ้าย ๓ เกลอที่ใส่เสื้อสีน้ำเงิน ไปออกรายการไปบอกเรื่องน้ำโน้นน้ำนี้ กล่าวหาพูดสองแง่สองง่ามให้ผู้หญิงเสียหาย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ยังไม่ตอบโต้เลยครับ นี่คือผู้นำประเทศ ไม่ใช่ว่านิด ๆ หน่อย ๆ ลุกขึ้นมาตอบโต้ กระแนะกระแหน เมื่อเช้าผมก็ฟังบอกว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ถ้าจะเชิญเขาไปนี่ต้องบอกนายกรัฐมนตรีด้วย เอานายกรัฐมนตรีไปด้วย แล้วไปบอกพี่ชายคุณด้วย อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้มันไม่เหมาะ บรรยากาศของประเทศไทยวันนี้พวกเราอยู่ในสภา มีเงินเดือนเป็นแสนบาท ประชาชนบางคนวันหนึ่ง ๒๐๐ บาทยังหาไม่ได้เลยครับ เราต้องสร้างความเข้มแข็งความเป็นปึกแผ่นของประเทศเดินหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรือง ให้พี่น้องอยู่ดีกินดี ไม่ใช่ว่าคนนี้เป็นรัฐบาลกูต้องล้มมึง คนนั้นเป็นรัฐบาลกูต้องล้มมึง ทุกวิถีทาง ล้มทางระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ เลือกตั้งไม่ได้ ก็ดึงศาลเข้ามาไปบอกศาลว่า พวกผมนี่ทำร้ายทำลายอย่างนั้นอย่างนี้ ไปบอกทหารว่าพวกผมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ ไปกล่าวอ้างว่าพวกผมจะล้มเจ้าล้มราชบัลลังก์ อย่างนี้เอาคนอื่นมาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ถ้าโบราณเขาบอกว่าหมาต้องการเอาหนังราชสีห์มาห่มตัวเอง เขาเรียกอย่างนั้น เพราะว่าตัวเองไม่ใหญ่ ตัวเองไม่เก่ง ตัวเองไม่ดีก็เอาหนังเอาเสื้อคลุมคนอื่นมาใส่ ลักษณะอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเลิกพฤติกรรมเหล่านี้เสีย หันหน้าเข้ามา เรากันเองนี่ ให้พวกเรา ทำเรื่องปรองดองเองนี่มันไม่ได้ ต้องหาคนกลาง สถาบันพระปกเกล้าผมเรียนท่านประธาน ตรง ๆ เลย เชิญผมไปเรียน ๑๐ ครั้งแล้ว ผมไม่เคยไปครับ เพราะอะไรครับ เพราะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไม่เป็นกลางทางการเมือง ดอกเตอร์บวรศักดิ์ เขาไม่เป็นกลางทางการเมืองด่าพวกเสื้อแดงตลอด แสดงความคิดเห็นทางด้านวิชาการ ออกทางด้านเสื้อเหลืองตลอดเลยครับ แต่ว่าวันนี้เขาเสนอผลงานทางวิชาการมาแล้วส่งต่อให้ คณะกรรมาธิการของเราซึ่งมีหลายพรรคการเมือง แต่มีบางพรรคการเมืองลาออกก็ไม่เป็นอะไร เพราะนั่นมันสำเร็จแล้ว เขาเสนอมานี่เราจะเอาความคิดของพวกเราใส่เข้าไปอย่างไร ประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็สภาพวกเรานี่จะเป็นผู้ดำเนินการภายหลัง แต่ถามว่า เห็นด้วยไหม วิธีการนี้ เห็นด้วย ๑. สถาบันพระปกเกล้า ๒. คนกลางเอาเข้ามาดำเนินการ จัดการเรื่องความปรองดองให้เรียบร้อย ถ้าพวกเราไปนั่งเถียงกันระหว่างฝ่ายอยู่นี่ เอาคู่กรณีไปสู้กันอยู่ ไม่มีทางสำเร็จหรอกครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหลายเราเอาเข้ามาให้พวกเราดูก่อนใน ๒ ฝ่าย ถ้าฝ่ายนั้นบอกว่าไม่ได้เราเสียเปรียบ ฝ่ายนี้ดูว่าเราเสียเปรียบ ถ้าพูดอย่างนี้ก็จบไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นเราเอาพอเหมาะพอควร คือฝ่ายพวกเราบอกว่าเอาล่ะ วิเชียรติดคุก จตุพรติดคุก ณัฐวุฒิติดคุก แล้วคนอื่นรอดเอาไหม ทางโน้นคนโน้นติดคุกคนนี้ติดคุก คนอื่นรอดเอาไหม คนยึดสนามบินติดคุกเอาไหม คนยึดทำเนียบรัฐบาล ๓ เดือน ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย ไม่ได้นั่งที่ทำเนียบรัฐบาลสักวันหนึ่งเลยเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไร พวกนี้ติดคุกเอาไหม มันก็ต้องอย่างนี้ละครับ คือมันต้องมีฝ่ายหนึ่งยอมถอยบ้าง ฝ่ายหนึ่งยอมถอยบ้าง มันถึงจะ ปรองดองกันได้ ไม่อย่างนั้นจะยืนหลักตัวเองแข็งทื่ออยู่ ผมก็ไม่ยอม ทางโน้นก็ไม่ยอม ไม่มีทางปรองดองได้ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่าน พลเอก สนธิ ว่าแนวที่ท่านเดินมาวันนี้ แนวนี้คือแนวที่จะเดินเรื่องความปรองดองได้ ถ้าจะให้พวกเรา ๒ ฝ่ายนี่มาเริ่มต้นความปรองดองไม่มีทางได้ แล้วต้องเอาคนกลาง คนกลางจริง ๆ คนกลางจริง ๆ คืออย่างไร ท่านประธานครับ คนกลางจริง ๆ เราจะดูประวัติความเป็นมา การให้สัมภาษณ์ ให้ทัศนะทางการเมืองในอดีตเป็นกลางหรือไม่ เรารู้อยู่แล้ว พวกเราอายุ ผมใกล้ ๖๐ ปี ท่าน พลเอก สนธิ ๖๐ ปีกว่า เรารู้อยู่แล้วว่าใครสัมภาษณ์อย่างไร เขียนผลงานทางวิชาการของตัวเองอย่างไรออกมา มีทัศนคติอย่างไรกับกลุ่มไหนบ้าง เราจะรู้เลยครับ เราอย่าเอาคนกลุ่มนั้นที่แสดงออกทางด้านซ้ายหรือด้านขวามาเป็นคนกลาง เอาคนกลางจริง ๆ มาเป็นผู้คิดเรื่องปรองดองให้เรา แล้วกราบเรียนสุดท้ายว่า คำว่าคนกลางไม่รวมเฉพาะเรื่อง ปรองดองอย่างเดียว ท่านผิดนิดหนึ่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านไปตั้งคู่อริ ของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร มาเป็น คตส. ทั้งหมดทุกคน ผมเข้าใจท่านวันนี้ ท่านถูกบังคับให้ทำ ท่านถูกคนอื่นชี้นำให้ทำ แล้วผมจะรอดูคำเปิดเผยของท่านว่า การปฏิวัติของท่านวันนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วใครอยู่เบื้องหลัง วันนั้นทั้งโลกจะรู้ว่าใครดี ใครเลว ขอบคุณครับ