ไชยา พรหมา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

ไชยา พรหมา รายงานผลการศึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยชี้ว่าความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทุกภาคส่วนของประเทศ และเรียกร้องให้สภาเร่งดำเนินการจัดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และระยะเปลี่ยนผ่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้เจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อก้าวข้ามความรุนแรง

นายไชยา พรหมา กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย รายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่มารายงานสภาวันนี้ก็เป็นเรื่องที่สภาแห่งนี้จะมีการถกเถียง แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า ตลอดระยะเวลาที่สภาผู้แทนราษฎรได้มอบภารกิจให้คณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ ไปจัดทำศึกษาหาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ แล้วเมื่อครบระยะเวลาที่สภาได้มอบหมาย ก็เป็นหน้าที่ที่ทางกรรมาธิการมีหน้าที่จะต้องมารายงานสภา เพราะฉะนั้นการพิจารณาวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องของการเร่งด่วนหรือไม่เร่งด่วน แต่เป็นกรอบระยะเวลาที่ทางกรรมาธิการ ได้รับมอบจากสภาและมีหน้าที่มารายงานสภา จากการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มอบภารกิจดังกล่าวนั้นไปศึกษาเพื่อหาแนวทางว่า ในโอกาสต่อไปนี้ประเทศของเรานั้นจะอยู่กันอย่างไร ความขัดแย้งของคนในชาติ เราจะให้ ดำรงอยู่และต้องการอยากจะให้ความขัดแย้งนั้นดำเนินต่อไปอย่างนี้อย่างนั้นหรือ สิ่งหนึ่งที่อยากจะต้องตั้งคำถาม ผมเชื่อว่าคนในสังคมนี้ตั้งคำถามเหมือนกันว่าเราจะก้าวข้าม ความขัดแย้งนี้ไปได้อย่างไร ต้องยอมรับครับ ท่านประธานที่เคารพ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในอดีตที่ผ่านมาได้นำมาซึ่งความสูญเสีย ได้นำมาจนขยายไปสู่ความไม่สงบ เกิดเหตุการณ์ ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมาย ได้ส่งผลกระทบอย่างวงกว้าง กระทบไปยังเรื่องของการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม และความมั่นคงของประเทศ สังคมของประเทศเราจากสังคมที่มีความเอื้ออาทร จากสังคม ที่มีความเมตตาธรรม จากสังคมที่มีวัฒนธรรมและเป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศในโลกนี้ ไม่มีเหมือนประเทศไทย ได้แปรเปลี่ยนจากสังคมเหล่านี้ ซึ่งเป็นสังคมแห่งความสุข ไปเป็นสังคมแห่งความขัดแย้ง เป็นสังคมแห่งความหวาดระแวงและนำไปสู่ความรุนแรง และการทำลายล้าง มีการแบ่งค่าย แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งต้องยอมรับครับว่าที่ผ่านมานั้น องคาพยพในสังคมก็มีส่วนในการทำให้ความขัดแย้งนี้ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้น การหาแนวทางการปรองดองแห่งชาติ วันนี้จึงมีความจำเป็นว่าทุกภาคส่วนในประเทศนี้ จะต้องให้ความร่วมมือ โดยเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎร เริ่มต้นในกระบวนการของรัฐสภานี่ละครับ ผมคิดว่าคนข้างนอกกำลังมองเราอยู่ว่าวันนี้นักการเมือง พรรคการเมือง มีความตั้งใจ มีความแน่วแน่ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติหรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้เราอย่าไปโทษ คนข้างนอกครับ เพราะคนข้างนอกนั้นวันนี้เขาอยู่ในสภาวะที่เขาได้รับรู้ปัญหาความขัดแย้งนั้น ไปลงรากลึกขยายไปยังสังคมเล็ก ๆ ที่เรียกว่าสังคมแห่งครอบครัว วันนี้การพูดคุย เรื่องการเมืองไม่ว่าจะในสังคมทั่วไป ในสังคมแม้กระทั่งในครอบครัว ในญาติพี่น้อง ในเพื่อนฝูง ไม่สามารถที่จะพูดคุยเรื่องการเมืองและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยปกติได้ เพราะมีการแบ่งฝ่าย แบ่งข้างกันอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้ต้องยอมรับครับว่าการเสพสื่อ สื่อทั้งหลายที่มีอยู่ในขณะนี้ก็เป็นการเร่งปฏิกิริยาของความขัดแย้งอย่างรุนแรง และยังจะ เห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้การที่จะแบ่งฝ่าย โดยเฉพาะสังคมของสื่อทั้งหลายนั้นก็เป็น ตัวเร่งปฏิกิริยาและดำรงความขัดแย้งในสังคมในปัจจุบันนี้อยู่ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่า คู่ขัดแย้งและความขัดแย้งนั้นยังมีอยู่ ยังดำรงอยู่ และถ้าหากว่าเราไม่ร่วมมือกันในการจะหา ความปรองดองและให้ความขัดแย้งนั้นได้หายไป นั่นก็คือการก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างไร ความขัดแย้งดังกล่าวนี้จะขยายบานปลายไปสู่ทำให้การพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเรื่อง ของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงได้รับผลกระทบอย่างมากมาย วันนี้ จึงไม่ใช่เป็นการที่จะทำงานแบบรวบรัดหรือเร็วเกินไปที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา ผมบอกว่าระยะเวลาที่กรรมาธิการได้รับมอบจากสภานั้นเพียงพอแล้ว ที่จะต้องเริ่มต้น ในกระบวนการพูดคุยของคนในสังคมนี้ให้ได้เห็นว่าถ้าหากว่าเราไม่จำกัดความขัดแย้ง หรือขจัดความขัดแย้งออกไปนั้นจะทำให้ประเทศชาตินั้นเสียหายอย่างมากมาย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผ่านมาที่เราจะต้องพูดถึงในรายงานของสถาบันพระปกเกล้านั้น พูดถึงเรื่องการให้โอกาสประชาชน ไม่ว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้กระทำและผู้ถูกกระทำนั้น ได้มีโอกาสได้หันหน้ามาเจรจา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสูญเสีย ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่ถูกจำจองอยู่ในเรือนจำอยู่ในขณะนี้ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้ายังพูดถึงเรื่องกระบวนการความยุติธรรมที่บอกว่า เป็นกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ๒ ความหมายนี้คืออะไรครับ ท่านประธานครับ มันเป็นคำพูดที่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไรนัก เพราะเราเห็นว่าในปัจจุบันนี้คนที่ถูกกระทำ และมีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นยังดำรงอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมเอง ก็มีส่วนในการทำให้ขบวนความขัดแย้งนั้นยังดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในกระบวนการดังกล่าวนี้เราพูดถึงกระบวนการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สูญเสีย ผู้ที่ถูกกระทำ และผู้ที่ได้รับผลกระทำดังกล่าวนั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยในการเจรจา ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง และอะไรคือสาเหตุแห่งการกระทำ ความผิด ผู้เสียหายและผู้ถูกกระทำนั้นจะต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกันตามปรัชญาที่บอกว่า นี่คือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะใช้ความยุติธรรมทางอาญาอย่างเดียวที่มุ่งเน้นในเรื่องของการลงโทษว่าวันนี้ คนเผาศาลากลาง คนที่ออกไปชุมนุมทางการเมืองมีความผิด แต่เราไม่ได้มองว่าความผิด ที่เขาเกิดทางการกระทำนั้นเกิดจากมูลเหตุที่มาจากเรื่องของการเมืองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เครื่องมือดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพิ่งจะคิดขึ้นครับ ท่านประธานครับ แต่เป็นเครื่องมือที่มีการคิด กันมาแล้วในต่างประเทศ ในรายงานฉบับนี้ที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอรายงานต่อสภา ได้มีการรวบรวม ได้มีการวิเคราะห์ปัญหา ได้มีการนำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอทางกรรมาธิการว่า เครื่องมือในนานาอารยประเทศที่มีความขัดแย้งเขามีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร แล้วสิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นนั้นก็คือว่ากระบวนการยุติธรรมที่มุ่งเน้นในการลงโทษอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติได้ ดังนั้นกระบวนการยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่านนั้นจึงเป็นกระบวนการในองคาพยพที่ทำให้เกิดกระบวนการของสังคมนี้ ที่จะทำให้สังคมแห่งความขัดแย้งไปสู่สังคมแห่งสันติภาพและสังคมประชาธิปไตย อย่างแท้จริง เราต้องรู้จักการแสวงหาจุดร่วมและสงวนจุดต่าง สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ คือการสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองและบรรยากาศ แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธีในสังคมให้ได้ ดูเหมือนว่ามันจะพูดง่ายครับ แต่ว่าการกระทำ ดังกล่าวนั้นมันต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือการเปิดหัวใจของคน ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรม รวมแม้กระทั่งสื่อสารมวลชนจะต้องไม่สร้าง บรรยากาศที่จะเป็นการจุดประเด็นหรือสร้างความขัดแย้งใหม่เกิดขึ้นในสังคม กระบวนการ ดังกล่าวนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายได้ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ในรายงานฉบับนี้ของสถาบันพระปกเกล้าได้หยิบยกการทำงานของคณะ คอป. ซึ่งมี ดอกเตอร์คณิต ณ นคร และความจริงแล้วการทำงานของคณะ คอป. ก็ได้เสนอวิธีการทำงาน และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไปยังรัฐบาลแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือการเปิดโอกาสให้คนที่ได้รับ ผลกระทบ เปิดโอกาสให้คนที่ได้รับการกระทำและเขามีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ให้เขาได้ต่อสู้บนกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ คนส่วนหนึ่งที่บอกว่าเป็นคนเสื้อแดงเขามีความรู้สึกว่าในกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ให้โอกาส เขาได้ต่อสู้บนกระบวนการยุติธรรมตามสิทธิเสรีภาพของความเป็นคนในสังคมนี้ ในขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าจะเอาความยุติธรรม ต้องการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างเดียว ในมูลฐานความผิดโดยไม่ได้มองว่าสิ่งที่เขากระทำความผิดนั้นมันมีมูลเหตุ มีแรงจูงใจ มาจากความขัดแย้งทางการเมือง ท่านประธานครับ วันนี้กระบวนการดังกล่าวนี้ยังดำรงอยู่ ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นกับเขา ในขณะที่ ผู้ที่กระทำยังลอยนวลและไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวนี้ ในรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้ายังพูดถึงการค้นหาความจริงครับท่านประธาน ก่อนที่จะพูดถึง ความปรองดองต้องบอกว่าความจริงของเหตุการณ์นั้นคืออะไร การค้นหาความจริง ไม่ใช่เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บครับ แต่การค้นหาความจริงเป็นการบอกเหตุการณ์ข้อเท็จจริงให้กับสังคมได้รับรู้ เพื่อเป็นบทเรียนว่า ในอนาคตเหตุการณ์ความขัดแย้ง ความรุนแรง และมูลเหตุดังกล่าวนี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ในอนาคต ดังนั้นการค้นหาความจริงและการเปิดเผยความจริง จะบอกถึงกระบวนการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมว่าผู้กระทำความผิดต้องมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ในสิ่งที่ตนเองกระทำ ในขณะเดียวกันคนที่ถูกกระทำ คนที่ได้รับความเสียหายเขาต้องได้รับ การดูแล ยกตัวอย่างเช่นเขาต้องได้รับการเยียวยา การเยียวยานั้นอาจจะรวมถึงการเยียวยา ในสภาพจิตใจ ทางร่างกายในชีวิตที่เขาสูญเสีย การเยียวยานั้นรวมไปถึงการเยียวยาทางด้าน สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านสถานที่ราชการ ตลอดจนศูนย์ที่เป็นศูนย์เศรษฐกิจ ของจุดที่เกิดปัญหาในสังคมนี้ ดังนั้นในกระบวนการที่รายงานของสถาบันพระปกเกล้า ได้รายงานต่อสภา ยังบอกถึงว่าในระยะเวลาอันมีความเหมาะสม ในระยะเวลาที่มีการสมควร ถึงเวลาที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมนั้นได้เรียนรู้ว่ากระบวนการความขัดแย้งนี้ จะต้องไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้อีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การค้นหาความจริงเป็นการที่ทำให้ สังคมนั้นเกิดการยอมรับ และกระบวนการดังกล่าวนี้จะต้องถูกการยอมรับกับคนในสังคมว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าคนที่กระทำความผิด คนที่สั่งการ คนที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต ทางกฎหมาย ยังเป็นคนที่ได้ถูกสังคมและถูกกฎหมาย และการยอมรับว่าการกระทำนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนกับในข้อความที่อยู่ในรายงานสถาบันพระปกเกล้านี้ที่บอกว่า เป็นชัยชนะและเป็นความยุติธรรมของผู้ชนะ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเกิดว่ายังดำรงอยู่ในสังคมไทย ผมคิดว่าการปรองดองความขัดแย้งนี้ไม่สามารถที่จะ แก้ไขได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ในองคาพยพของสังคมจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ผมคิดว่า ยังไม่สายเกินไปครับ ยังไม่สายเกินไปที่เราจะพูดเรื่องนี้ และเราจะต้องมีการเสวนากันเรื่องนี้ อีกต่อไป ในกระบวนการในการที่จะสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่สถาบันพระปกเกล้า ได้นำเสนอและรายงานต่อสภานี้ ในบทบัญญัติต่อไปซึ่งจะต้องเป็นก้าวต่อไปในการทำให้ ความปรองดองเกิดขึ้นให้เป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องที่องคาพยพในสังคมนี้จะต้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนและสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองให้เกิดขึ้น ความปรองดองที่เรามีความปรารถนาร่วมกันที่อยากจะเห็นสังคมแห่งสันติสุข สังคม แห่งสันติภาพ สังคมแห่งการเคารพความคิดที่แตกต่างบนพื้นฐานอุดมการณ์ทางการเมือง ความคิดที่มีความแตกต่างกันให้อยู่ได้ในสังคมปัจจุบันนี้ ในสังคมอารยประเทศในวิถีทาง ประชาธิปไตย มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ไม่ใช่ ความแตกแยกของคนในชาติ แต่เป็นเรื่องของเคารพถึงความคิดสิทธิขั้นพื้นฐานของแต่ละคน ในสังคมประชาธิปไตย วันนี้เราจะก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างไรเป็นคำตอบและเป็นสิ่งที่ พวกเราในฐานะที่เป็นนักการเมืองในสภาแห่งนี้ จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมือง ร่วมกันครับ ท่านประธานที่เคารพ