สุเทพ เทือกสุบรรณ หารือเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการ โดยระบุว่า สภาสถาบันพระปกเกล้าเสนอให้ปรองดองกัน แต่ไม่ควรเร่งรีบออก พ.ร.ก.หรือพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพราะจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในเรื่องรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เพื่อน ๆ ผมได้อภิปรายกันไปมาก และผมขออนุญาตท่านประธานว่า ผมขอถือเอาคำอภิปรายของดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ คุณพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล คุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และคุณอาคม เอ่งฉ้วน เป็นส่วนหนึ่งของคำอภิปรายของผมเพื่อที่จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปอภิปรายในสิ่งที่ ท่านเหล่านั้นได้อภิปรายไปแล้ว
ท่านประธานครับ ผมได้ติดตาม ศึกษารายงานของคณะกรรมาธิการ โดยละเอียด แล้วก็ไปศึกษารายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ของสถาบันพระปกเกล้าอย่างละเอียด ขีดเส้นใต้เอาไว้ในส่วนที่สำคัญ ทำคั่นเอาไว้ เพื่อที่จะอ้างอิงได้ และผมได้ไปศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งผมขออนุญาตท่านประธานไว้ก่อน ว่าเวลาจะอ้างถึงสิ่งเหล่านั้น ผมขออนุญาตเอาเอกสารเหล่านั้นอ่านเพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ ไม่ต้องถูกคิดว่าไปบิดเบือนหรือไปคิดเอาเอง ผมดูข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ อ่านเสร็จมีข้อเสนอที่เป็นประเด็นอยู่ ๕ ประเด็น ในประเด็นแรก คณะกรรมาธิการก็บอกว่า สภาพความขัดแย้งยังคงมีอยู่ ต้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักในเรื่องนี้ แล้วเสนอให้ นำเอาหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์มาศึกษา แล้วก็ปรับใช้ให้เหมาะสม ใช้หลักเมตตาธรรมดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการได้เสนอในข้อ ๒ ว่าให้รัฐบาลใช้อำนาจบนพื้นฐาน ของหลักนิติธรรมชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รับฟังความเห็นทุกฝ่ายและเคารพ ในความเห็นต่าง คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเสนอข้อที่ ๓ และในข้อที่ ๔ คณะกรรมาธิการบอกว่าคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่เสนอโดยสถาบันพระปกเกล้า ส่วนที่ ๕ ผมไม่ต้องพูดถึง เพราะว่า กรรมาธิการบอกว่ามีหน้าที่เพียงนำรายงานผลการศึกษามาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมถือโอกาสนี้เรียนกับท่านประธานเลยเป็นเบื้องต้น เรียนไปถึงคณะกรรมาธิการด้วยครับว่า ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ผมเห็นด้วยกับรายงานการวิจัยการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเห็นด้วย กับข้อเสนอของสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้ออกเป็นแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ที่ผ่านมานี้ เพราะฉะนั้นให้กรรมาธิการสบายใจเสียก่อนว่าผมเห็นด้วยกับการที่จะมีการปรองดองกัน ในประเทศไทยนี้ ผมใฝ่ฝันที่จะเห็นการปรองดองนี้เกิดขึ้นจริง เหมือนกับที่คนไทยทั้งหลาย ในประเทศนี้ ในขณะนี้กำลังใจจดใจจ่ออยากเห็นการปรองดอง เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูด เรื่องปรองดองมันฟังดูดีไปหมด คนเขาเอาด้วย นี่เป็นกำลังใจให้ท่านกรรมาธิการเสียก่อน แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายครับ มันมีขั้นตอน มันจะต้องมีวิธีการที่จะต้องทำร่วมกัน อย่างพิถีพิถัน สถาบันพระปกเกล้าโดยสภาสถาบันพระปกเกล้าเขาจึงได้เสนออย่างไรครับว่า อย่ารีบร้อนเอารายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาวันนี้ส่งไปให้รัฐบาล แล้วก็ ดำเนินการออก พ.ร.ก. หรือออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกันทันที เพราะนั่นจะนำไปสู่ สงครามแห่งความขัดแย้ง ความปรองดองจะไม่เกิด สภาสถาบันพระปกเกล้าเขาถึงได้เสนอว่าให้กรรมาธิการได้รับงานนี้ไปทำต่อ หรือถ้า ไม่อยากทำ ท่านประธานบอกไม่อยากทำแล้ว น่วมแล้ว หมดท่าแล้วตั้งแต่จับงานมานี้ ราคาหล่นแล้ว จากพลเอกเหลือราคาน้อยกว่าพลทหารแล้ว ก็ไม่เป็นไร วันนี้ก็ทำข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสนอกับรัฐบาลไปว่า ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า หรือสภาสถาบันพระปกเกล้าที่จะให้ไปดำเนินการเพื่อที่จะตั้งเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกันให้กว้างขวางทั่วประเทศนั้น ขอให้ดำเนินการ แล้วผมคิดอย่างนี้อีกครับ ท่านประธานครับ ชนิดที่เรียกว่าไปตั้งเวทีเปิดแสดงความคิดเห็นกันให้อย่างกว้างขวาง สั่งผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งนายอำเภอไปทำ ท่านอาจจะเหลว คือได้แต่ภาพ แต่ว่าไม่ได้ของจริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการต้องเสนอรัฐบาลไปด้วยว่า ขอให้ทุกองค์กร จะเป็นองค์กรเอกชน จะเป็นสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันพระปกเกล้า เขายืนยันมาแล้วครับว่า เขามีเครือข่ายอยู่ ๔๘ จังหวัด พร้อมที่จะเปิดเวทีการเมืองภาคพลเมืองของเขา แม้แต่ พรรคการเมืองครับ พรรคเพื่อไทยก็ไปเดินสายเลย จัดเวทีทำ พรรคประชาธิปัตย์ของผม ก็ไปจัดเวทีเลยรับฟังความคิดเห็น ฟังเรื่องอะไรครับ ท่านประธานครับ ฟังเรื่องแนวทาง ที่จะสร้างความปรองดองนี่ล่ะ ไปซักซ้อมทำความเข้าใจกับประชาชนเขาให้ชัดว่าเราจะทำ กระบวนการการปรองดองแห่งชาติขึ้นแล้ว มีปัญหาอะไรที่ข้องใจกันอยู่ ที่ต้องการคำอธิบาย กันอยู่ ถามมา อธิบายกัน เอาให้ชัด ชัดเจนกันทั้งประเทศ ทำประชามติว่าเอาไหมแนวทางนี้ วิธีนี้ จะแถมยกร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไปโชว์กับประชาชนเสียด้วยเลยก็ยังได้เลยครับ ถ้าทำได้อย่างนี้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองแน่นอน การปรองดองอย่างที่เราตั้งใจไว้ เป็นผลสำเร็จแน่นอน แต่ถ้าไม่ได้ทำอย่างนี้ ผมเรียนกับท่านประธานไว้เลยว่า เกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน จะต้องมีหลายคนที่จะต้องตามเจ้านายไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าเป็นผู้แพ้ หรือไม่ก็ต้องเป็นพวกผมที่จะถูกพวกท่านจับเข้าไปอบรมสัมมนาใหม่ แล้วส่งกลับไปทำนาตามที่พวกท่านได้วาดอนาคตของประเทศไทยในแบบของท่านเอาไว้ แต่เหตุร้ายเกิดแน่ และไม่คุ้มกับเรื่องที่สภานี้จะต้องอนุญาตหรือรับทราบหรือเห็นด้วย กับสิ่งที่ท่านได้เสนอมา ผมถึงเรียนกับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับเรื่องแนวความคิด ในการปรองดองของท่านคณะกรรมาธิการ แต่จะต้องรับเอาข้อเสนอที่ผมกราบเรียนนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มาจากสถาบันพระปกเกล้า แล้วผมเพิ่มเรื่องการทำประชามติเข้าไปด้วย ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นครับ เพราะว่าทันทีที่ท่านทั้งหลายพูดกันเรื่องปรองดองนี่ครับ ประชาชนเขาก็ตั้งคำถามเลยครับว่า เรื่องการปรองดองที่จะทำมันเป็นการปรองดอง ระหว่างใครกับใคร ใครคือคู่กรณีที่เราจะต้องจับมาปรองดองกัน นี่เป็นเรื่องแรกที่อยู่ ในใจประชาชน เรื่องที่ ๒ ก็มีคำถามว่าแล้วคู่กรณีที่เราจะจับให้ปรองดองกันนั้น เขาโกรธกัน เรื่องอะไร เขาไม่พอใจกันเรื่องอะไร เขาทะเลาะทุบตีฆ่าฟันกัน เขามีสาเหตุโกรธเคืองอาฆาตกัน ด้วยเรื่องอะไร เคยมีพฤติกรรมของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะต้องจับให้มาปรองดองที่ก่อให้เกิด ปัญหากับประเทศกับบ้านเมือง แล้วเราจะต้องมาตกลงพูดคุยกันเพื่อให้คนยอมรับ ในพฤติกรรมเขาทำนั้น ในประการที่ ๓ การจะที่จะบรรลุซึ่งความปรองดองอย่างที่เราตั้งเป้าไว้นี่ครับ ไม่ได้มาฟรี ๆ ครับ ท่านประธาน ต้องลงทุน ต้องลงทุนครับ ต้องเสียสละ คู่กรณีแต่ละฝ่ายแต่ละคนต้องเสียสละ พี่น้องประชาชนก็ต้องเสียสละ ประเทศชาติก็ต้องเสียสละ คำถามจึงมีว่าแต่ละฝ่าย ต้องเสียสละอะไรบ้าง ประชาชนต้องเสียสละอะไรบ้าง ประเทศจะต้องเสียสละอะไร จะต้องขาดทุนอะไรบ้างเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นมาในคราวนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ประชาชนเขาก็จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือว่าถ้าจะต้องเสียสละอย่างนั้นแล้วตัวเขาเอง ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบต้องเสียสละ ประชาชนทั้งหลายต้องเสียสละ บ้านเมืองต้องเสียสละ ถึงวันนั้นเขาจะชั่งใจได้ว่าคุ้มกันไหม ถ้าเขาบอกว่าคุ้ม แน่นอนครับ ผลประชามติ ออกมาท่วมท้นสนับสนุนแนวทางนี้ ถ้าเขาบอกว่าไม่คุ้มก็ต้องจบครับ ประชามติ ของประชาชนไม่เอา ผมคิดว่ามีแต่วิธีการนี้เท่านั้นครับที่จะทำให้กระบวนการปรองดอง ที่เราพูดกันในวันนี้เป็นจริงขึ้นได้ ในคำถามแรกครับที่ถามว่าจะต้องปรองดองระหว่างใครกับใคร ใครคือคู่กรณี ผมยืนยันได้ว่าคู่กรณีไม่ใช่ พันตำรวจโท ทักษิณ กับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะว่าถ้าเป็นคู่กรณีเฉพาะ ๒ คนนี้สบายครับ ผมไม่ต้องลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะว่าวันนี้ พลเอก สนธิก็นั่งอยู่ในหัวใจของคุณทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาเลยครับ ๒ คนนี้ คุยกันได้เมื่อไรก็ได้ ถ้าวันนี้ตกลงปลงใจว่าเป็นเรื่องแค่ ๒ คนนี้ก็ไม่ต้องไปไกลถึงดูไบ หรือประเทศจีนอย่างที่เคยไป ไปแค่ประเทศเพื่อนบ้านตอนสงกรานต์นี่ก็จบ ซดไวน์ (Wine) กันได้แล้ว คุณสนธิก็บอกว่าที่เคยกล่าวหาว่าท่านได้บริหารประเทศเพราะไปบริหารประเทศ ชนิดที่ทำให้เกิดปัญหาผมจึงต้องปฏิวัติ เพราะท่านเป็นต้นเหตุทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ท่านบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ท่านทำให้การดำเนินการทางการเมืองเกิดปัญหาอุปสรรค หลายประการ หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ๔ ข้อที่ท่านอ้างนั้น วันนี้คุณสนธิ บอกว่าผมอภัยให้หมดแล้วสำหรับคุณทักษิณ คุณทักษิณก็อาจจะบอกกับคุณสนธิว่า ๔ ข้อนี้ ไม่ทำแล้ว อย่างนี้ง่ายครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น คู่กรณีไม่ได้มีเฉพาะ ๒ ท่าน คู่กรณีวันนี้มันมีมาก ไปกันทั้งประเทศ ถ้าจะแบ่งซอยกันไปคู่กรณีฝ่ายแรก คือฝ่ายของคุณทักษิณ พูดถึงคุณทักษิณบ่อย ๆ จะบอกว่าไม่ก้าวข้ามคุณทักษิณสักที ก้าวข้ามไม่ได้ครับ ไม่มีวันปรองดองได้ถ้าข้ามทักษิณไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าที่ต้องบอกว่าคุณทักษิณเป็นตัวเหตุเป็นตัวการสำคัญ เป็นต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองทั้งหมด ไม่ผิด เพราะในรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้าเขียนเอาไว้ ไม่ต้องประท้วง เพราะว่าเขียนไว้ในรายงาน ผมจะบอกว่า อยู่หน้าไหน ท่านประธานที่เคารพครับ คุณทักษิณ