สุเทพ เทือกสุบรรณ แถลงว่าเห็นด้วยกับแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และขอเสนอให้คณะกรรมาธิการขยายอายุเพื่อนำรายงานไปพูดคุยหาทางออกอย่างกว้างขวาง โดยเน้นย้ำความสำคัญในการกำหนดชัดเจนปัญหาที่เกิดขึ้น และให้โอกาสทั้งสองฝ่ายเข้ารับรู้และรับฟัง เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ต้องรายงานตัวใหม่นี่เพราะว่าคนฟังคงลืมไปแล้ว ผมพูดได้ไม่กี่นาทีก็ประท้วงมา ๑ ชั่วโมง กับ ๑๕ นาทีแล้วครับ ผมจะขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ครับ ว่าผมมีจิตใจอยากจะปรองดอง ผมเห็นด้วยกับแนวทางความคิดของคณะกรรมาธิการที่จะให้ ปรองดอง ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดตามรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ทำวิจัย เรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ผมเรียนเสียก่อนท่านประธานว่าผมเห็นด้วย ผมอยากจะปรองดอง และตลอดเวลา ๓๐ กว่าปีที่เป็นนักการเมืองมานี่ผมพูดจริง ผมตั้งใจจริง วันนี้ถ้ามีหนทางที่จะทำให้ประเทศไทยปรองดองกันได้ผมยินดี ผมตั้งใจ จะร่วมมือ แต่ว่าในรายงานของสถาบันพระปกเกล้านี่ท่านประธานครับ ที่คณะกรรมาธิการ เสนอมานี่ ข้อ ๔ คณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่เสนอโดย สถาบันพระปกเกล้า ผมก็เห็นด้วย แต่ผมบอกว่ามันมีที่เป็นข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ที่มาหลังจากรายงานของคณะกรรมาธิการ ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ สถาบันพระปกเกล้าได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ที่จริงผมไม่จำเป็น ต้องอ่านให้ท่านประธานฟัง เพราะว่าท่านประธานเป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า แต่ว่าเกี่ยวพันกับสิ่งที่ผมจะพูด ผมจึงขอเรียนว่าสถาบันพระปกเกล้าเขาได้ทำแถลงการณ์ เพื่อเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ซึ่งเป็นคนไปขอให้เขาทำวิจัย สถาบันพระปกเกล้า เขาบอกว่าให้คณะกรรมาธิการเสนอสภาว่ารายงานของคณะกรรมาธิการนี่ขอเพียงให้ สภารับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วให้ขอขยายอายุคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ออกไป เพื่อนำรายงานนี้ไปพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับประชาชน ทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ผมเอาตรงนี้มาพูดเพื่อย้ำครับท่านประธานครับว่าผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เพราะผมต้องการเห็น การปรองดองเกิดขึ้นจริงในประเทศนี้ ผมหลับตานึกเห็นเลยครับว่าถ้าเราโดยคณะกรรมาธิการ ได้ไปเป็นแม่งานเชิญชวนภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดเวที ทั่วประเทศให้กว้างขวาง พรรคการเมืองก็ไปได้ ไปอธิบายกับประชาชนเลยว่า เราต้องปรองดองกัน แล้ววิธีการปรองดองจะทำอย่างไร ซึ่งผมยังไม่ทันได้อธิบายลงไปถึงวิธีเลย ประท้วงกันเสียแล้ว ทีนี้ผมก็เรียนกับท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ครับว่าแม้ว่าผมจะมี ความปรารถนาที่จะเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข แต่มันมีเรื่องหลายเรื่องที่เราจะต้องทำให้เกิดความชัดเจน มีเรื่องหลายเรื่องที่เราต้องพูดจากัน ระหว่างพวกเรา เราจะต้องพูดกับประชาชน ผมก็บอกแล้วว่าเรื่องที่จะต้องพูดก็คือ
๑. ต้องให้ชัดเจนว่าการปรองดองคราวนี้ปรองดองระหว่างใครกับใคร คู่กรณี เป็นใครบ้าง ต้องให้ชัด และต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีเหล่านั้นเขารับรู้ รับทราบ รับฟัง
๒. ต้องให้ชัดเจนว่าคู่กรณีที่เราจับเอามาปรองดองกันนี่เขาโกรธกันเรื่องอะไร เขาทะเลาะกันเรื่องอะไรมาก่อน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ในบ้านเมือง เพราะคู่กรณีมีพฤติกรรมอย่างไร
๓. ต้องบอกให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าการปรองดองไม่ใช่เดินเข้าไป ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) แล้วก็หยิบนมมากล่องหนึ่งแล้วก็จบ มันแพงกว่านั้น
การปรองดองวันนี้ถ้าเพื่อหวังให้ประเทศชาติมีความสงบสุขทุกฝ่าย ต้องเสียสละ ก็ต้องบอกครับว่าใครจะต้องสละอะไรบ้าง พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทย ต้องสละอะไรบ้าง พรรคประชาธิปัตย์ต้องสละอะไรบ้าง สถาบันทั้งหลายต้องสละอะไรบ้าง ประชาชนต้องเสียสละอะไรบ้าง ต้องบอกเขา อธิบายให้เขาเข้าใจชัดว่าการปรองดองที่ว่านี้ ทำตามวิธีที่กรรมาธิการเสนอเรามาวันนี้ใครได้ประโยชน์อะไรไปบ้าง ใครเสียประโยชน์อะไร ไปบ้าง แล้วให้เขาชั่งใจ เราต้องฟังเสียงประชาชนครับ ให้ประชาชนเขาได้รู้ให้ละเอียด แล้วให้เขาชั่งใจว่าสิ่งที่เขาต้องเสียสละ สิ่งที่ประเทศชาติต้องเสียสละ คุ้มกันไหม แล้วก็ ทำประชามติครับ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นว่าคุ้ม เอาด้วย เราก็เดินกระบวนการ ปรองดอง แล้วก็มั่นใจได้ว่าประชาชนทั้งหลายเชื่อแล้วว่าถ้าเดินตามกระบวนการนี้ ไม่เกิดวิกฤติขึ้นอีกในประเทศ ไม่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นอีกในประเทศ นี่คือกรอบที่ผมได้นำเรียน ตั้งแต่ต้นและยืนยันว่าผมปรารถนาที่จะเห็นความปรองดองแต่ต้องเป็นไปลักษณะนี้ ไม่ใช่ รวบรัด มัดหัวมัดหางแล้วบอกว่าปรองดองทนเอาก็แล้วกัน ไม่มีใครทนครับ ถ้าประชาชน ไม่ยินยอมไม่มีวันที่ใครจะทนแล้วเกิดสงครามกลางเมืองแน่นอน ร้ายแรงครับ แล้วเสียหาย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมพูดมาเพื่อให้สติแล้วก็ช่วยกันคิด มีคนที่มีสิทธิไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ท่านกรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับความคิดผม ท่านก็ลุกขึ้นมาโต้แย้งด้วยเหตุด้วยผลของท่าน ผมก็จะได้ฟัง แต่ผมคิดอย่างนี้ ทีนี้ผมก็บอกว่าเมื่อผมพูดถึงคู่กรณีผมก็ต้องดูว่าคู่กรณีเป็นใคร คู่กรณีคนแรก กลุ่มแรก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นคู่กรณีแน่นอน ไม่ใช่ผมพูดเองครับ ท่านประธานครับ อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาเป็นคู่กรณีที่ต้องจับมาปรองดอง แล้วก็ไม่ได้มีเฉพาะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพราะจาก พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้พัฒนาเป็นระบอบทักษิณ ในระบอบทักษิณนี่ก็ได้กลายมาเป็นเรื่องของแก้ว ๓ ประการ ซึ่งมีพรรคการเมือง มีมวลชนเสื้อแดง มีกองกำลังติดอาวุธ ถ้าพูดอย่างนี้แล้วก็ครบเลยครับ ซีกข้าง พันตำรวจโท ทักษิณ แล้วเดี๋ยวผมจะได้ไปพูดถึงคู่กรณีคนอื่น ก็ต้องถามกันต่อไปครับว่า พันตำรวจโท ทักษิณและระบอบทักษิณนี่มันเป็นปัญหาตรงไหนถึงทำให้เกิดความขัดแย้ง