นายสุเทพ เทือกสุบรรณชี้แจงสาเหตุความขัดแย้ง ๒ ประการ คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างและพฤติกรรมผิดกฎหมาย พร้อมเตือนภัยระบอบทักษิณที่จะยึดอำนาจ จากนั้นได้เสนอทางเลือก 3 แนวทางในการจัดการคดีทุจริต โดยวิเคราะห์ข้อดีและผลกระทบของแต่ละแนวทางต่อผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
ยินดีครับ ไม่มีปัญหากับผมเลยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมได้กราบเรียนเมื่อสักครู่เพื่อให้ท่านประธานได้ยินใหม่ อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของสาเหตุของความขัดแย้งที่ทำให้เราจะต้องมาปรองดองกันนี่ สำหรับผมเอง ผมแบ่งเป็น ๒ กลุ่มสาเหตุ
กลุ่มแรก เป็นเรื่องของอุดมการณ์แนวความคิดทางการเมืองของคน ในประเทศนี้ซึ่งไม่เหมือนกัน
กลุ่มความคิดที่ ๒ ที่ผมบอกว่าที่เป็นสาเหตุ นั่นก็คือว่าพฤติกรรมของคน ที่ทำผิดกฎหมาย แล้วก็เป็นเหตุให้คนฝ่ายอื่น ๆ เขาโกรธเคืองเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งมี ๒ ประการนี้ครับ ในส่วนที่ผมบอกว่าเป็นอุดมการณ์ เป็นแนวความคิดทางการเมืองซึ่งไม่เหมือนกันนั้น ผมได้เรียนกับสภาแห่งนี้ว่าแนวความคิด ของ พันตำรวจโท ทักษิณและสมุนบริวารทั้งหลายนั้น มีแนวความคิดอุดมการณ์ ทางการเมืองที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในแผ่นดินนี้ แตกต่างอย่างไร ผมก็ได้เรียนไปว่า ฝ่ายของ พันตำรวจโท ทักษิณคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองประเทศไทย สร้างรัฐไทยใหม่ขึ้น เปลี่ยนเป็นระบบประธานาธิบดี แล้วก็ให้มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ปกครองประเทศ ถูกหรือผิดไม่ใช่เรื่องที่ผมจะวิจารณ์ แต่บอกว่ามีความคิดอย่างนี้ นี่คือแนวความคิด ต่างจากแนวความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าเราจะปรองดอง เราก็ต้องเอาเรื่องนี้มาพูดกัน จะพูดที่ไหน พูดอย่างไร พูดเมื่อไร อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ ประชาชนทั้งหลายเขาไม่มีความสุข เขากังวลใจ วันนี้ประชาชนอย่างผม ยกตัวอย่างจะได้ ไม่ต้องไปถามที่อื่น ผมนี่กลุ้มใจครับ กังวลใจ กลัวว่าระบอบทักษิณ แนวความคิดแบบทักษิณ หรือว่าพรรคเสื้อแดงนี่จะยึดประเทศไทย กลัวว่าจับผมไปสัมมนาใหม่ ล้างสมองผมใหม่ เพราะผมคิดไม่เหมือนเขา กลัวว่าถ้าล้างสมองผมไม่ได้ สัมมนาแล้วไม่ได้ก็จะส่งผม กลับไปทำนา เพราะผมเคยเห็นตัวอย่างตอนที่เขมรแดงยึดกัมพูชา ทำอย่างนี้ ผมมีความเชื่อ อย่างนี้ว่าพรรคเสื้อแดงนี่เป็นอันตรายต่ออนาคตของชีวิตผม ของลูกหลานผม เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดเวทีให้ได้พูดจากันอย่างนี้ก็จะได้เอามาพูดกันให้ทั่วแล้วประชาชนทั้งหลายเขาก็ได้ พินิจพิจารณา ถ้ากระบวนการทักษิณ กระบวนการเสื้อแดงบอกว่าไม่ได้คิดแบบที่สุเทพพูด ไม่ได้คิดจะสร้างระบอบประธานาธิบดี ไม่ได้คิดจะพูดรัฐไทยใหม่ ที่พูดไปแล้วนั่นถือว่า ผายลม ก็จบ แต่ต้องแสดงให้ประชาชนเขาเห็น เลิกการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เปลี่ยนสมาชิก หมู่บ้านเสื้อแดงทั้งหลายกลายเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วต่อสู้ตามกระบวนการ ประชาธิปไตย แต่ถ้าตราบใดไม่เลิก มีทั้งพรรคการเมืองสู้กับพวกผมในสภา มีทั้งมวลชนจัดตั้ง ด่าผมอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลโน่น หน้าสภาโน่น ตอนนี้ก็ยังด่าอยู่ แล้ววันดีคืนดี ก็มีกองกำลังชุดดำฝึกอาวุธมาอย่างดีมายิงพวกผมอีก มายิงตำรวจ มายิงทหารอีก อย่างนี้ ผมบอกว่าไม่ปรองดองด้วย ต้องเลิก ต้องยืนยันก่อนว่าเลิก กลับเข้าสู่วิถีปกติ เหมือนที่ นานาอารยประเทศเขาสู้กันทางการเมือง เพราะผมไม่มีกองกำลังติดอาวุธ ผมไม่ได้ไป จัดหมู่บ้านสีเสื้อต่าง ๆ ผมไม่ได้เอามาล้อมสภา ผมไม่ได้เอามาล้อมทำเนียบรัฐบาล ผมไม่ไล่ทุบรถฆ่าพวกคุณ มีแต่เขาที่ทำกับผม เพราะฉะนั้นอย่างนี้ก็ต้องอธิบายกัน ท่านประธานที่เคารพครับ นี่ผมพูดเพื่อให้เห็นภาพ ให้เห็นของจริงว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในใจ และเกิดได้ ถ้าไม่ทำสิ่งเหล่านี้ให้กระจ่าง ไม่มีใครกล้าปรองดองด้วย เพราะปรองดอง หมายถึงสยบต่ออำนาจของคุณ ปรองดองหมายถึงต่อไปนี้ผมและลูกหลานผมต้องกลายเป็น ข้าทาสให้คุณจิกกบาลใช้สอย ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสรีภาพ สูญเสียความเป็นไทย สูญเสีย ความสวยงามของขนบธรรมเนียมประเพณีการปกครองที่เราได้ดำเนินการมาโดยตลอด ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญครับ ต้องเปิดโอกาส ผมถึงบอกว่าผมเห็นด้วยกับสถาบันพระปกเกล้า ไหน ๆ จะปรองดองกัน เปิดใจกัน พูดกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่จะปรองดองคราวนี้ คณะกรรมาธิการเสนอรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามาแล้ว มีทางเลือก ๑ ๒ ๓ ๔ ซึ่งผมจะพูดต่อไป ก่อนจะไปตรงนั้นก็ต้องถามว่าแล้วอะไรล่ะคือสาเหตุ สาเหตุก็คือว่าขณะนี้ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๑ คุณทักษิณไม่ปรารถนาจะติดคุก หนีคดีนี้ไปอยู่ต่างประเทศ ไล่มาด้วยอะไรครับ ไปดูไบ ไปอะไร มาประเทศเขมร มาประเทศลาวว่าไป แต่ว่าเข้าประเทศไทยไม่ได้ ไม่มีใครห้ามเลยว่าอย่าเข้าประเทศไทย เข้าได้ทุกวัน แต่เข้าเมื่อไรจะต้องถูกนำตัวไปจำคุกเพราะศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเอาไว้ คุณทักษิณวันนี้อยู่ในฐานะผู้หนีคดี นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ สำคัญตรงไหนครับ คุณทักษิณและบริวารทั้งหลายโกรธศาล ตัดสินไม่เป็นธรรม ๒ มาตรฐาน วิจารณ์กัน อย่างเปิดเผยบนเวทีทุกแห่งทั่วประเทศ คนก็ได้ยิน เพราะฉะนั้นวันนี้นอกจากคุณทักษิณ และฝ่ายคุณทักษิณซึ่งมีอุดมการณ์ความคิดแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมเจอคู่กรณีของคุณทักษิณอีกรายหนึ่งแล้ว ก็คือระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทย ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทยที่เป็นคู่กรณีของคุณทักษิณ ก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทั้งหลายเหล่านี้ ได้สร้างความโกรธแค้นไม่พอใจให้กับคุณทักษิณและสมุนบริวารมาแล้วทั้งสิ้น แล้วก็เป็น ปัญหาครับ คำตัดสิน คำพิพากษา คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายนิยม คุณทักษิณโกรธเคืองไม่พอใจ อ้างทุกวันว่าทักษิณถูกข่มเหง ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ฝ่ายประชาชนคนอื่นทั่วประเทศเขาฟังแล้วเขาบอกว่ามีเหตุผลสมควรแล้ว ถ้าโกงขนาดนี้ ไม่ติดคุกก็เหลือเกินแล้ว ถ้าโกงขนาดนี้ไม่ถูกยึดทรัพย์ก็เกินไปแล้ว อยากให้ยึดทรัพย์มากกว่านั้นอีก นี่เป็นสาเหตุความขัดแย้งเราต้องคลี่คลายสาเหตุนี้ด้วยกันเสียก่อน ท่านประธานครับ ผมไปดูคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เขาพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ และใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีกระทำการต่าง ๆ เอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่นและบริษัทในเครือรวม ๕ กรณีด้วยกัน
๑. แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
๒. อนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่เรียกว่า เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ให้ประเทศพม่ากู้เงินไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้ กระทรวงการคลังของประเทศไทยรับความเสี่ยงแทนถ้าเกิดความเสียหาย แล้วแถม ชำระดอกเบี้ยแทนประเทศพม่าด้วยในส่วนที่เป็นส่วนต่าง
๓. การปรับลดส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบบัตรจ่ายเงินล่วงหน้า
๔. การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมแล้วให้นำค่าใช้เครือข่ายร่วม หักออกจากส่วนแบ่งค่าสัมปทานที่จะส่งให้รัฐ แล้ว
๕. การสนับสนุนโครงการดาวเทียมไทยคมโดยบอร์ดของกรมการส่งเสริมการลงทุน ที่นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นผู้สั่งการ
นี่เป็นคำพิพากษาของศาลว่าใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบใน ๕ เรื่องนี้ล่ะ แล้วทำให้ พันตำรวจโท ทักษิณร่ำรวยจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใน ๕ กรณีนี้ เป็นเงิน ๔๖,๓๗๓ ล้านบาทเศษ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าดูจากพยานหลักฐานทั้งหมด แล้ว พันตำรวจโท ทักษิณก็ได้ตั้งทนายมาสู้คดีแล้ว ศาลก็พิพากษาตามหลักการว่าให้ยึดทรัพย์ ๔๖,๓๗๕ ล้านบาทนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะได้มาโดยมิชอบ เป็นการได้มาโดยมิชอบเพราะใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในฐานะ นายกรัฐมนตรี ผมยกตรงนี้มาพูดท่านประธาน ไม่ใช่ไปเอาความเก่ามาบอก แต่ว่าเรื่องที่ ศาลพิพากษาจำคุกคุณทักษิณ ๒ ปีก็ดี เรื่องที่ศาลยึดทรัพย์คุณทักษิณ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษก็ดี มันอยู่ในเรื่องที่เราจะต้องทำปรองดองกัน อยู่ตรงไหนท่านประธานครับ อยู่ตรงรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้าที่รายงานต่อกรรมาธิการ และกรรมาธิการเอามารายงานต่อสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกเฉพาะพฤติกรรมของ พันตำรวจโท ทักษิณที่กลายเป็นสาเหตุ พฤติกรรมอย่างนี้ ถูกศาลพิพากษาอย่างนี้ ฝ่ายคุณทักษิณก็โกรธศาล บอกว่า๒ มาตรฐาน ไม่ยุติธรรม ประชาชนบอกสมแล้ว ควรแล้ว ๒ อันนี้ต้องปรับครับ ถ้าจะปรองดองกันต่อไป เราต้องมาปรับเรื่องนี้กันก่อน เท่านั้นไม่พอตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน ๒ พรรคนี้เป็นพรรคของคุณทักษิณ แน่นอนครับ สมาชิกพรรคผู้สนับสนุนต้องโกรธศาลละ สั่งยุบพรรค แถมขึ้นเวทีปราศรัย ยังพูดต่อว่านี่๒ มาตรฐาน เพราะทีพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยุบ ยุบพรรคไทยรักไทย ยุบพรรคพลังประชาชน เรียกว่าโดนยุบมา ๒ หนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ โกรธเคืองกันมากเลย อ้างกันมากเลยว่าประเทศไทย๒ มาตรฐาน แต่ว่าไปดูคำวินิจฉัย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลตอนที่ยุบพรรคไทยรักไทยว่า พรรคไทยรักไทยเข้าแทรกแซงบิดผันกระบวนการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ามีการแข่งขันกันตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่โดยเนื้อแท้ มิได้เป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องสั่นคลอน ไม่มั่นคง ทำให้ประชาชนที่รู้ข้อเท็จจริงเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง อันนำไปสู่การต่อต้าน การใช้อำนาจการปกครองโดยไม่ชอบธรรมของพรรคการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังให้เหตุผลต่อไปครับว่าการกระทำของพรรคไทยรักไทยเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน การกระทำ ของพรรคไทยรักไทยเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่ผมพูดเองนะครับ นี่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าพรรคไทยรักไทยทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงแบบพิธี ที่จะนำไปสู่การผูกขาดอำนาจทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปนั้นเป็นช่วงจังหวะเวลาและกระบวนการ ทางการเมืองที่มีความสำคัญยิ่งในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาส อย่างกว้างขวางที่สุดแก่ประชาชนที่จะได้ร่วมกันใช้สิทธิแสดงเจตจำนงและตกลงที่จะกำหนด ทิศทางทางการเมือง และคัดสรรผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร พรรคไทยรักไทยมิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้น พรรคไทยรักไทยได้แสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีอุดมการณ์ ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้าดังที่ได้รณรงค์ หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นอกเหนือไปจากครรลองที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตลอดจนบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนยากที่จะหาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรค ให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่าเมื่อเป็นรัฐบาลมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ หรือบริหารราชการแผ่นดิน โดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง นี่คือเหตุผลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงต่อประชาชนทั้งประเทศในวันที่มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย เหมือนกันครับ ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เขาก็ได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งประกาศให้ประชาชนทั้งหลายได้รับรู้ ได้รับทราบ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่า รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ที่ผมเอา ๒ เรื่อง ๒ คำวินิจฉัย ๒ คดีนี้มากราบเรียนต่อสภา เพราะผมเห็นว่านี่เป็นสาเหตุ กระทบกระเทือนมากครับ แล้วทำให้คนกังวลใจไปครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการข้อ ๓ รายงานกรรมาธิการบอกให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้คนไทยกลัวอะไรครับ ว่าคุณจะแก้ รัฐธรรมนูญเรื่องอะไรบ้าง ตกลงคุณจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องศาลด้วยใช่ไหม คุณยังโกรธศาลกันไม่เลิกใช่ไหม คุณหวังว่าต่อไปนี้การแต่งตั้งศาลต้องอยู่ในอำนาจ ในอุ้งมือของคุณใช่ไหม นี่เขากังวลใจ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนกับท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยกับความคิดของสถาบันพระปกเกล้า ต้องเอาเรื่องนี้ไปตั้งเวทีพูดกัน การตั้งเวที พรรคเพื่อไทยก็มีโอกาสที่จะแสดงข้อเท็จจริง ความเห็น พูดจากับประชาชน ฝ่ายอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะตั้งข้อสงสัย เอากันให้ชัดเจน แล้วก็ทำประชามติ ประชาชนเขาก็จะได้ตั้งใจได้ครับ ว่าถ้าเอาตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ยอมเสียสละเรื่องเหล่านี้ไป แล้วจะได้สิ่งดี ๆ คืนกลับมาคุ้มค่า แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นต้องบอกเขาให้ชัดครับ ท่านประธานครับ ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า พูดกันชัด ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่างานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ทำมา มีอยู่ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นที่สำคัญ
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยกเลิกผลการสืบสวนสอบสวนของ คตส. หรือคณะกรรมการ ไม่ต้องอ่าน ยาว เอา คตส. ก็แล้วกัน นี่เป็นหัวใจใหญ่ของเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งเวทีครับ อธิบายกับประชาชนให้ทราบว่า ที่กรรมาธิการไปทำมา เห็นว่าหลักของการให้อภัย หลักเมตตาธรรมที่จะต้องทำกัน ก็โดยการนิรโทษกรรม ซึ่งมี ๒ ทางเลือก
ทางเลือกที่ ๑ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีกระทำความผิดตามพระราชกำหนด คดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สินของวัด ของเอกชน การทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย นี่ทางเลือกที่ ๑ ในทางเลือกนี้ ต้องบอกประชาชนครับว่าถ้าทำอย่างนี้ใครได้ใครเสีย ประชาชนต้องทำใจ ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายต้องรู้ว่าเพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวมต้องยอมเสียสละ จะเป็นภรรยาของ พลเอก ร่มเกล้า จะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต ต้องทำใจว่าเขาจะเอากันอย่างนี้ คนที่ฆ่าลูกเขา คนที่ฆ่าสามีเขาต้องไม่ติดคุกนะ ที่กำลังถูกจับตัวดำเนินคดีก็ต้องปล่อยนะ ที่ตัดสินไปแล้วก็ต้องถือว่าไม่ผิดนะ เพราะการนิรโทษกรรมถือว่าลบล้างความผิด แน่นอนครับบรรดาผู้ที่ถูกข้อหาผู้ก่อการร้าย ที่มานั่งอยู่ในสภานี้หลายคนก็จะได้รอดไปด้วยอย่างไรครับ แต่ว่าต้องบอกกับประชาชนว่าใครบ้าง ประชาชนเขาก็ได้ชั่งใจว่าดีเหมือนกัน ยกความผิดให้เสียคราวนี้คราวหน้ามันจะได้ไม่ก่อการร้ายอีก แต่ว่าใครละครับจะไปบอกประชาชนว่าจะแก้ไขนิสัยคนเหล่านี้ได้ ฝ่ายระบอบคุณทักษิณนี่ละครับ ต้องให้คำยินยอมยืนยันกับประชาชนว่าแล้วมาก็แล้วไปยกโทษเถอะคราวนี้ คราวหน้า ไม่เผาบ้านเผาเมืองแล้ว ไม่เอาเอ็ม ๑๖ (M16) อาก้า (AKA) เอ็ม ๗๙ (M79) มายิงตำรวจ ทหาร ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ ยิงแม่ค้าข้าวแกงอีกแล้ว ก็ต้องบอกมา แล้วให้ ประชาชนเขาชั่งใจ เพราะทางเลือกที่ ๑ เป็นอย่างนั้น
ส่วนทางเลือกที่ ๒ เขาบอกว่าจะนิรโทษกรรมโดยออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองเฉพาะคดีกระทำความผิดตามพระราชกำหนด โดยคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น การทำลายทรัพย์สิน การทำให้เกิดอันตราย แก่ร่างกายและชีวิตจะไม่ได้รับการยกเว้น ผมดูรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ผมก็ไม่รู้ว่า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะ เขาจะเอาทางเลือกที่ ๑ หรือจะเอาทางเลือกที่ ๒ เพราะท่านเสนอมาทั้ง ๒ ทางเลือก แล้วไปไหนครับทีนี้ ไปรัฐบาล แล้วท่านประธานเดาได้ไหม รัฐบาลเอาทางเลือกที่ ๑ หรือทางเลือกที่ ๒ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทำเสียให้ตกผลึก เอากันเลยครับ ฟันธงกันเลย แล้วก็ไปบอกประชาชนเลยว่าเอาทางเลือกที่ ๑ ล่ะหมดเรื่องเลย ทุกคนได้รับอภัยโทษหมด ได้รับนิรโทษกรรมหมดไม่ต้องมีความผิด แต่ถ้าเลือกทางเลือกที่ ๒ มีปัญหาครับ บางคนที่นั่งเป็นผู้แทนราษฎรได้ยกมือทางเลือกนี้ไม่ติดคุก แล้วพวกที่เผาศาลากลาง ที่ติดคุกเขายอมไหม ศาลพิพากษาไปแล้วนี่ครับ อ้ายพวกที่กำลังจะถูกติดคุกเพราะข้อหา ฆ่าคนตาย เขาจะยอมด้วยไหม ถ้าไม่ยอมทีนี้ยุ่งละครับ ท่านประธานครับ คุณไม่ต้อง ปรองดองกับซีกนี้แล้ว คุณต้องไปปรองดองฝ่ายเดียวกันเสียก่อนแล้ว เพราะว่าแตกกัน ในหมู่เสื้อแดงด้วยกันแล้ว แล้วยิ่งไม่บ้าหนักเข้าไปเลยหรือครับถ้าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ต้องทำให้กระจ่างจะมุบมิบส่งไปให้รัฐบาลทั้ง ๒ ทางเลือกนี้ผมว่าไม่ถูกต้องแน่นอนครับ ไปคุยกันให้ครบหมดทุกวงเอาอย่างไร นี่เรื่องใหญ่ครับ
เรื่องถัดไปใหญ่กว่านั้นอีกครับท่านประธาน เรื่องของ คตส. ที่บอกว่าจะต้องทำ โดย ๓ ทางเลือกเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับคนที่ถูก คตส. สอบสวนแล้วเอาไปดำเนินคดี ที่จริงมีคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ท่าน พลเอก สนธิคงลืมไป คุณวัฒนาซึ่งควบคุม อยู่ใกล้ชิดท่านนะครับ เป็นหนึ่งในเหยื่อของ คตส. ผมพูดเอาใจเสียหน่อย แต่พูดง่าย ๆ ก็คือว่า คตส. เขาสอบสวนคุณวัฒนาอยู่ในข่ายที่จะเป็นผู้ต้องหาที่จะต้องถูกดำเนินคดี ทั้งเรื่อง บ้านเอื้ออาทร ทั้งเรื่องซื้อรถดับเพลิงของ กทม. หลายเรื่อง ไม่ควรเป็นกรรมาธิการเสียด้วยซ้ำ เพราะผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าอย่างนี้ครับ คณะกรรมาธิการ เอามาทั้งดุ้นเลยที่สถาบันพระปกเกล้าทำวิจัยเอาไว้ บอกเลยว่าเรื่องที่จะยกเลิก ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ พลเอก สนธิเป็นคนตั้งไว้ตอนเป็นประธาน คมช. ให้เอา ๓ ทางเลือก
ทางเลือกที่ ๑ เขาบอกว่าดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการ ยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส. สิ้นสุดลง โอนคดีทั้งหมด ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบกระเทือนคดีที่ถึงที่สุดแล้ว อ่านอย่างนี้ผมยังต้องไปนั่งคิดเลยครับว่า ใครได้ประโยชน์บ้าง ใครที่ไม่ได้อานิสงส์จากข้อนี้ แน่นอนครับ ถ้าเอาตามข้อนี้ คุณทักษิณกลับบ้านไม่ได้ กลับไม่ได้ ยังกลับไม่ได้ เพราะว่าไม่หลุด คดีที่ถึงที่สุดแล้วไม่ยกให้ คุณวัฒนาหลุด คุณวัฒนาอาจจะผิดใจกับคุณทักษิณได้ในเรื่องนี้ถือว่าทิ้งนาย เอาตัวรอดคนเดียว มีหลายคนหลุด นี่ทางเลือกที่ ๑ ต้องบอกกับประชาชน ประชาชนอาจจะชอบทางเลือกนี้ก็ได้
ทางเลือกที่ ๒ บอกว่าให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ อันนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ทันทีทันใด ซื้อเวลาลุ้นเอานับ ๑ กันใหม่ แต่ว่าไม่เป็นอะไร ตอนนี้พวกเราเป็นรัฐบาลตำรวจก็อยู่ในมือ อัยการก็เกรงใจ ศาลก็เห็นบอกว่าพูดกันได้ เห็นพูดมาทางโฟนลิ้งค์ (Phone link) ก็ไปลุ้นเอา
ทางเลือกที่ ๓ บอกว่าให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส. ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ในระหว่างกระบวนการและตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง หมายความว่าจะเอาหมดเลย เลิกหมดทุกคดี โกงเล็ก โกงน้อย คตส. สรุปแล้ว ไปอยู่ ป.ป.ช. แล้ว หรือไปอัยการแล้ว หรือไปศาลแล้ว หรือศาลตัดสินแล้วลบหมดเลย ถือว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน
ทางเลือกที่ ๓ นี่พอใจทุกคน คนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายพอใจทุกคน จะไม่มีใคร มาบ่นแล้วว่าไม่ได้รับความยุติธรรม สังคมคืนความยุติธรรมให้ แต่เราต้องอธิบายประชาชนว่า ถ้าทำอย่างนี้หมายความว่าจบนะ ทุกคนปลอดภัย ท่านประธานครับ ถ้าเราตัดสินใจกันเสีย เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาประชาชนทั้งประเทศว่าคุณจะเอาทางเลือกที่ ๑ เอาทางเลือกที่ ๒ หรือเอาทางเลือกที่ ๓ ถ้าประชาชนเลือกแล้วไม่ต้องออกมาเดินขบวนคัดค้านกันอีก ไม่ต้องมาประท้วงกันอีก ไม่ต้องใส่เสื้อสีต่าง ๆ มาชุมนุมกันอีก ผ่านกระบวนการพูดคุยกันหมด ลงประชามติกันเสร็จ รัฐบาลก็ทำตามนั้น ไม่เช่นนั้นเขาก็ต้องมาขับไล่รัฐบาล รบกันอีก แน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงทำงานข่าวมา ผมรู้ว่ามีคนบางพวก มีคนบางฝ่ายต้องการให้บ้านเมืองเกิดกลียุค ให้เกิดสงครามกลางเมือง เขาจะทำการปฏิวัติโดยประชาชน แต่ผมไม่อยากเห็นอย่างนั้น เพราะว่าถ้าเกิดเหตุอย่างนั้น ไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ ชาติเสียหายแน่นอน ยับเยินแน่นอน เราไม่ต้องการเห็นสงครามกลางเมือง นี่ละคือหัวใจผมที่อยากเห็นการปรองดอง ผมเรียนกับท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่อง ที่เราจะละเลยมองข้ามไป นี่ผมพูดทั้งหมดนี้เป็นเรื่องแค่ความขัดแย้งกับศาลยุติธรรม กับกระบวนการยุติธรรม ยังมีความขัดแย้งกับฝ่ายอื่นอีกครับ ที่เราจะต้องเอาไปพูดคุยกัน ผมไปดูคู่ขัดแย้งของทักษิณและสมุนบริวารทักษิณว่ามีใครอีกบ้างก็ไปเจออำมาตย์ครับ ไปเจอเพราะว่าผมต้องฟังวิทยุเสื้อแดง โทรทัศน์เสื้อแดงเป็นประจำอยู่แล้วได้ยินทุกวัน อำมาตย์ อำมาตย์ อำมาตย์ มีคนตั้งโรงเรียนการเมือง โรงเรียนเสื้อแดง นปช. ตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง แล้วปลุกปั่น ปลุกระดม ปลูกฝังแนวความคิดให้ประชาชนเชื่อว่าที่มีความทุกข์อยู่นั้น ที่จนอยู่นั้น ที่ไม่ได้รับการศึกษานั้น เพราะคนชนชั้นบนกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบรังแก แล้วก็เรียกคนชั้นบนว่า อำมาตย์ แบ่งชนชั้นคนในประเทศไทยเป็น ๒ ชั้น คือชนชั้นอำมาตย์กับชนชั้นไพร่ ผมวางตัวไม่ถูกว่าเป็นไพร่หรือเป็นอำมาตย์ เพราะพ่อป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรี วันนี้เป็น ส.ส. ผมก็ไม่รู้ว่าคนอย่างจตุพรเป็นไพร่หรือเป็นอำมาตย์ แต่น่าจะเป็นไพร่มากกว่าเพราะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ณัฐวุฒินั่นเปลี่ยนจากไพร่เป็นอำมาตย์ไปแล้ว นี่ผมพูดตามที่เขาว่า ท่านประธานครับ ที่ผมพูดอย่างนี้เพื่อจะยืนยันกับท่านประธานว่า อำมาตย์ไม่ใช่มีเฉพาะ พลเอก เปรม อำมาตย์ไม่ใช่มีเฉพาะนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ หรือ พลเอก สุรยุทธ์ตามที่เขาเริ่มจั่วหัวกล่าวหาตอนแรก ๆ แต่พอผมฟังไปนาน ๆ มันกลายเป็น ๒ ชนชั้นในประเทศไทย อันนี้ก็อันตรายครับ อันนี้ก็ต้องสะสาง ต้องเอาความคิดนี้ มาพูดกันว่าตกลงมันเป็นจริงอย่างนั้นไหมในประเทศไทย หรือว่าตกลงในประเทศไทยไม่มี แต่ว่าตอนนั้นต้องต่อสู้ก็ต้องสู้ไปแนวนี้ วั นนี้สู้ชนะแล้ว ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว ผมไม่เอาแล้วแนวนี้ก็บอกกับประชาชน เขาก็จะได้สนับสนุนได้ แต่ถ้าประชาชนบอกว่า ผมยอมเข้าสู่กระบวนการปรองดองตามที่คณะกรรมาธิการเสนอด้วย ผมยอมเสียสละ อดทนว่าผมทำผิดกฎหมายติดคุก ทักษิณทำผิดกฎหมายไม่ติดคุก ลูกผมโกงติดคุก วัฒนาโกง ไม่ต้องติดคุก ทำใจ เพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบ แต่ถ้าทำใจเรื่องนั้นแล้วปรากฏว่า ความคิดเรื่องแบ่งแยกชนชั้นในประเทศไทยยังไม่เลิก ยังคิดที่จะล้มล้างพวกอำมาตย์อยู่ ยังคิดที่จะล้มล้างคนชั้นบนที่ไม่ใช่ไพร่อยู่ ผมว่าไม่มีทางปรองดองได้ ไม่มีใครเอา ผมไม่เอาคนหนึ่งละเพราะผมกลัวถ้าพวกไพร่ขึ้นมายึดประเทศไทยได้มันจะจับผมไปไถนา มันจะเอาผมไปสัมมนา ผมไม่เอาแน่นอน แต่ถ้ายืนยันกับผมว่าไม่เอาแล้ว ที่แล้วมาจบแค่นั้น ขีดเส้นปั๊บ ต่อไปนี้เดินตามแนวทางปกติ อย่างนี้ฟังดูน่าชื่นใจ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ ต้องเอาไปพูดกับประชาชน ที่ผมพูดไม่ได้เลยเถิดนะท่านประธานอยู่ในนี้หมดเลย อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าหมดเลย หน้า ๑๕๓ บอกเลยว่าจะต้องหยุดการกระทำ การพูด การปฏิบัติในทางการเมืองที่อาจเป็นปฏิปักษ์ เช่น การตั้งกลุ่มการเมือง การจัดตั้ง หมู่บ้านเสื้อแดง คณะกรรมาธิการไม่เอามาบอกผมผมต้องไปอ่านเอาเอง ซ่อนเอาไว้ หรืออย่างไรครับ แต่เรื่องนี้ซ่อนไม่ได้ต้องบอกกับประชาชน ว่าถ้าเราจะปรองดองกันข้างนี้ เขาจะหยุดแล้วเรื่องที่พูดจาไม่ได้เรื่องทั้งหลาย พูดจาแล้วชวนทะเลาะ มาเที่ยวท้าทาย ที่จะรบกับคนโน้นคนนี้ หมู่บ้านเสื้อแดงก็หยุดแล้ว ต่อไปนี้ไม่เอาผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงแล้ว เลิก เปลี่ยนหมด ต้องบอกครับ ท่านก็ต้องเสียสละบ้าง เพราะท่านได้เยอะ แค่ได้ทรัพย์สินคืน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทก็เยอะแยะแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างอื่น ก็ต้องคืน อันนี้ต้องแลกกันกับประชาชน แต่ท่านประธานครับถ้าไม่เลิก ถ้ายังพูดจาปราศรัย แบบมีปัญหา นี่ครับแล้วลูกน้องก็ไปพูดจาเอาไว้เมื่อครู่ที่เพื่อนผมเอามาอ่านให้ฟังว่า ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนชาวบ้านเคยนับถือมีรูปติดฝาบ้านทุกบ้าน เดี๋ยวนี้ถูกปลดลงหมดแล้ว อันนี้บาดหัวใจคน ต้องไม่พูด หรือว่าตัวลูกพี่ใหญ่ เช่นคุณทักษิณเองก็เคยพูดอยู่ในงานวิจัย ของสถาบันพระปกเกล้า พูดเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๙ สถาบันพระปกเกล้าเขาบันทึก เอาไว้ คุณทักษิณไปพูดในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่ไปแอบพูด บอกว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่ทำตาม กติกา กรรมาธิการไม่เอามาบอกนี่ครับว่าสถาบันพระปกเกล้าเขามีความเห็นเรื่องนี้ ว่าอย่างไร สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าการที่คุณทักษิณพูดอย่างนี้เป็นการแสดงไม่เคารพต่อบุคคลที่คนไทย เคารพเทิดทูนอย่างสูง ต้องเลิก ลูกพี่ใหญ่ พ่อเสื้อแดงตัวใหญ่เลิก ลูกน้องก็ต้องเลิก ทั้งกระบวนการเลิกเรื่องเหล่านี้ อย่างนี้ปรองดองได้ แต่ว่าถ้าไม่เลิกความคิดเรื่องนี้ ไม่เลิกอุดมการณ์การเมืองอย่างนี้ ยังเดินหน้าตั้งเสื้อแดง สถานีวิทยุแดงปลุกระดมทุกวัน สถานีโทรทัศน์แดงปลุกระดมทุกวัน แล้วท่านมาบอกผมว่าออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ทักษิณกลับประเทศอย่างเท่เถอะ ไม่ต้องติดคุกเถอะ คืนทรัพย์สมบัติเขาเถอะ ผมว่าไม่มีใครเอา ท่านประธาน มันไม่คุ้ม เพราะให้ไปก็ตีกันอีก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมถึงได้กราบเรียนว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทำมานั่นน่ะดีแล้ว ทางน่ะถูก ผมเรียนยืนยันเลยว่าผมให้กำลังใจ พลเอก สนธิพยายามพูดจาลับ ลวง พราง ให้คนตีความไปเรื่อยว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์เคยพูดคุยกัน ผมก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ล่ะ แต่ผมเคยคุยกับ พลเอก สนธิ แต่เรื่องที่คุยไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ผมจะเรียนว่าผมให้กำลังใจ พลเอก สนธินะ มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการคราวนี้คนตำหนิทั้งเมือง เสียราคาไปเยอะ ผมก็เห็นใจ แต่ว่ามันยังไม่ครบ จบลงเฉย ๆ อย่างนี้ท่านขาดทุนลูกเดียวไม่มีกำไรเลย แต่ว่าถ้าท่านทำต่อ ตามที่สถาบันพระปกเกล้าเขาร้องขอ ผมคิดว่าวันหนึ่งท่านจะชื่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำเป็น ผลสำเร็จ มิฉะนั้นไม่สำเร็จครับ นี่ผมพูดเฉพาะคู่กรณีของคุณทักษิณเพียงคน ๒ คน ราย ๒ ราย แต่ว่าที่มากกว่านั้นครับ ที่เกินอำมาตย์ ที่เกินไปจากระบบยุติธรรม ประชาชนครับ ตั้งแต่ประชาชนเสื้อเหลือง ประชาชนเสื้อหลากสี ประชาชนที่ยังอยู่ที่บ้านที่เขาไม่พอใจคุณทักษิณ ที่เขาเห็นว่าคุณทักษิณฉ้อราษฎร์บังหลวงใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม มีปัญหา คอร์รัปชัน ละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี ยุบสภา เอาเปรียบเพื่อนอะไรต่างๆ ที่สถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ในหน้า ๘๙ หน้า ๙๐ หน้า ๙๑ หน้า ๙๒ ผมไม่ต้องเอามาบรรยายทั้งหมด อย่างนี้ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเหล่านั้น ว่าถ้าเข้าสู่กระบวนการปรองดองคราวนี้ประชาชนยินยอมให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม คุณทักษิณได้กลับประเทศไทยอย่างเท่ ไม่ต้องติดคุก ได้ทรัพย์สินคืน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คุณทักษิณจะกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เป็นชายในดวงใจของประชาชน ไม่ทำสิ่งเลวร้าย ที่เคยทำมาแล้วทั้งหมดที่อยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน ไม่แทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ติดสินบนศาล ไม่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ ไม่ข่มเหงรังแกข้าราชการ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป เอาให้ชัดเลย แล้วให้ประชาชนเขาเชื่อ ทดสอบได้ว่า เขาลงประชามติให้ไหม ถ้าเขาเห็นพ้องอย่างนั้น เรียบร้อยครับ ปรองดองได้ ผมนี่ คุณทักษิณหลอกมาหลายหนแล้ว แต่ว่าถ้าคราวนี้คุณทักษิณออกมาประกาศกับประชาชน ทั้งแผ่นดินว่าจะทำอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ผมโหวตให้คนหนึ่ง เอ้าปรองดอง คุกไม่ต้องติดก็ได้ ทรัพย์สินเอาคืนไปก็ได้ รัฐบาลอาจจะต้องผ่อนนะเพราะว่าใช้หมดแล้ว ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท แต่ต้องให้ประชาชนเขารู้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากประชาชนทั่วไป ยังมีพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง แน่นอนละครับ ตอนนี้ก็ไปสยบสวามิภักดิ์กันมากแล้ว คุกเข่าเอาธูปเอาเทียนไป กำลังต่อรองเรื่องกระทรวงกันอยู่ก็มี นี่ผมพูดตามรายงานข่าวของผม เสียผู้เสียคนตั้งแต่หนุ่มจนแก่ก็มี แก่แล้วก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ ก็มี ไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร วิถีใครวิถีมัน แต่ว่าที่ผมจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่าระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคอื่น ๆ ที่ไม่ได้นิยมชมชอบพรรคเพื่อไทยต้องมาปรับกระแสความคิดกัน พรรคการเมืองที่อยู่ในซีก ระบอบทักษิณนับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น ๆ กับพรรคการเมืองที่ไม่ได้อยู่ในซีก ของระบอบทักษิณต้องมาคุยกัน สถาบันพระปกเกล้าเขาถึงได้เสนออย่างไรครับ ผมถึงชื่นชม สถาบันพระปกเกล้าที่ท่านประธานเป็นประธานสภาสถาบัน เขาถึงเสนอว่าต้องไปพูดคุยกัน ให้ตกผลึกทั้งในระดับพรรคการเมือง นักการเมือง และประชาชนทั่วไป ที่เห็นตั้งหน้าตั้งตา ถมึงทึงใส่กัน หรือพยายามที่จะเล่นงานกันทุกโอกาสที่มีนั้น ผมเรียนกับท่านประธานว่า ผมพร้อมที่จะลืมเลย แล้วไม่เก็บมาฝันถึงด้วย เพราะหน้าอย่างจตุพรไม่ใช่หน้าที่ผมจะฝันถึงอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ มาคุยกันเลย มาตกลงกันเลยว่าผมเคยทำอะไรให้คุณเจ็บใจ พฤติกรรมของผม ตรงไหนบ้างที่ทำให้พวกคุณต้องอาฆาตแค้น ผมก็ได้จะบอกว่าพฤติกรรมอะไรบ้างของคุณ ที่ทำให้ผมเจ็บปวด ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วผมไม่ต้องนอนฝันเหมือนคุณพิเชษฐ เพราะผมเจอของจริง ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ไปไหนไปด้วยกัน เกือบตายด้วยกันมาแล้ว เขาจะฆ่าจริง ๆ ผมก็ต้องมาตกลงกันว่า ต่อไปนี้เล่นการเมืองเล่นแบบฆ่ากันต่อหรือเปล่า หรือว่าไม่เอา ไม่มีแล้ว พฤติกรรมอย่างนั้น ไม่มีแล้ว ประเภทฆ่ามัน ๆ ไม่มีแล้ว ไม่ต้องขึ้นมาไล่ล่าผมในรัฐสภานี้อีกนะ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายมาพูดคุยกันให้สัตยาบันต่อกันว่าต่อไปนี้ เล่นการเมืองกันอย่างใสสะอาด เคารพกฎหมาย เคารพกฎเกณฑ์กติกา เอาระบอบ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ไม่เอาระบอบประธานาธิบดี สู้กัน แบบพรรคการเมืองต่อพรรคการเมือง ชนะเป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมืองไป ผมแพ้นี่ไม่เคยเดินขบวนนะ ท่านประธาน ผมแพ้นี่ไม่เคยไปล้อมทำเนียบนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นะครับ ผมแพ้นี่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปไหนผมไม่เคยโห่ไล่นะครับ ผมยินดีท่านประธาน เพราะว่านี่คือการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด รับได้ มาสู้กันอย่างนี้ แต่ว่า ทั้งสู้แบบนี้ ในรูปแบบด้วย เอาปืนมายิงกันด้วย เอามวลชนมาไล่ทุบกันด้วย อย่างนี้ก็ไม่ต้อง ปรองดองกัน คุณทุบผมได้ผมก็ไปหาพวกมาทุบคุณบ้าง เมื่อครู่คุณจตุพรลุกขึ้นมาท้าทายผม บอกว่ากล้าหรือเปล่านายสุเทพ กลัวที่สุด กลัวคุณฆ่าผม แต่ว่าคนกลัวบ้านผม คุณต้องระวังนะ ถ้าเมื่อไรผมกลัวคุณจตุพรมาก ๆ คุณจตุพรเดือดร้อนนะ คนกล้าไม่น่ากลัว คุณจตุพรคนขี้ขลาดคุณต้องกลัวให้มากเข้าไว้ ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าพรรคการเมืองก็ต้องมาคุยกัน ผมคุยได้ครับ นี่ละ คุณจตุพรจะเป็นอย่างไรก็ตามผมก็คุย หรือคนอื่น ที่ต้องพูดถึงคุณจตุพรเพราะว่า แกยังไม่ได้รางวัล ผมรอลุ้นอยู่คุณทักษิณบอกว่าจะให้รางวัลสมที่สุด ผมก็รอลุ้นอยู่ว่าได้เป็น รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเลยหรือเปล่า แต่ว่าพร้อมที่จะคุยครับ อยากปรองดองด้วย เบื่อแล้วรบกันนี่ สงสารประชาชน สงสารตำรวจ สงสารทหาร ประชาชนวันนี้ไม่มีใครมีความสุขเลยครับ ไม่รู้อนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไรถึงอยากให้มี การปรองดอง ผมก็อยากให้มีการปรองดอง พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะปรองดองถ้ามีเหตุมีผลและคุ้มค่ากับการปรองดอง คู่กรณีอีกรายหนึ่งที่ไม่พูดถึง ก็ไม่ได้ครับคือกองทัพ น่าสงสารที่สุด ผมไม่ได้ไปพูดจาเพื่อเอาใจครับ แต่ว่า ฝ่ายระบอบทักษิณโจมตีกองทัพยับเยินเลย ตลอดเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมาโกรธเคืองว่า กองทัพไม่ได้ประพฤติตัวว่านอนสอนง่ายเหมือน พลเอก สนธิวันนี้ ก็เลยตั้งแง่ตั้งงอนกับเขา กล่าวหาเขาว่าจะปฏิวัติ กล่าวหาว่าเขากระด้างกระเดื่อง สารพัด แล้วก็พยายามที่จะ ปลุกระดมประชาชนว่าทหารฆ่าประชาชน ไม่มีหรอกครับ ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยออกคำสั่งให้ทหารไปฆ่าประชาชน ทหารเป็นลูกชาวบ้าน เป็นลูกประชาชน คนบ้าที่ไหนไปสั่งให้ทหารฆ่าประชาชนแล้วเขาจะทำตาม ไม่มีครับ ท่านประธาน แต่เหตุที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายก็รู้ ทุกฝ่ายก็เห็น เขาถ่ายทอดทีวีปรากฏไปทั่วประเทศ จะมาบิดเบือนกันทำไม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ชัด มันเป็นเหตุ มันเป็นปัจจัย มันขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ช่วงจังหวะเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ผมไม่พูดให้บาดหัวใจกันมากกว่านี้ แต่ผมก็บอกกับท่านประธานเลยว่าผมคบคลุกคลีอยู่กับทหารในกองทัพ ผู้นำกองทัพทั้งหลาย เขาทำหน้าที่ของเขา เขารักชาติ เขารักประชาชน เขารักพระมหากษัตริย์ เขารักประเทศไทย เขาทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจว่าเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลเป็นคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อย่าคิดไปใส่ร้าย กลั่นแกล้งเขาเลยครับ เล่นงานผมนี่ก็พอแล้ว ถ้าผิดผมนี่เป็นคนผิดและผมออกคำสั่ง ผมบอกแล้วผมสั่งการเองทุกคำสั่ง จะเอาผมขึ้นศาลในประเทศก็ได้ เอาขึ้นศาลไหน ผมก็สู้คดีทั้งนั้น แล้วไม่หนีไปไหน คราวนี้ถ้านิรโทษกรรมแล้วยกเว้นสุเทพไว้ผมก็ยินดี พร้อมที่จะยกมือให้ แต่ว่าอย่าไปกล่าวหาคนเขาผิด ๆ ไม่ต้องไปกังวลใจครับเขาไม่คิดปฏิวัติหรอก เขาไม่คิด มาทำอันตรายบ้านเมือง เขาอยากให้นักการเมือง พรรคการเมืองคุยกันเอง ตกลงกันเอง ทำการเมืองให้สุจริต ให้สวยงาม ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ทหารเขาไม่เข้ามาวุ่นวาย แม้แต่ พลเอก สนธิวันที่เขาปฏิวัติ วันที่เป็น คมช. เพราะเขาเห็นว่าคุณทุจริต คุณทำ สิ่งชั่วร้ายกับบ้านเมือง เขาถึงออกประกาศครั้งแล้วครั้งเล่า ประกาศแล้วก็บอก โปรดฟัง อีกครั้งหนึ่ง เขาย้ำให้เห็นเลยว่า ๔ ข้อนั้นทหารคนไหนก็รับไม่ได้ วันนี้ถ้ารัฐบาลของท่านทั้งหลาย ยังประพฤติ ยังปฏิบัติรุนแรงเลวร้ายเหมือนวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คุณก็ต้องเจออะไร สักอย่างแน่นอน มันอยู่ที่เรา มันอยู่ที่พรรคการเมือง มันอยู่ที่พวกเรา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะสรุปกับท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมและเพื่อน ๆ สนับสนุนแนวทางการปรองดองแห่งชาติ อยากจะเห็นการปรองดองเกิดขึ้นจริง ในประเทศนี้ ในแผ่นดินนี้และอย่าหลอกกัน ขอร้องก็คือว่าอย่าข่มเหงน้ำใจประชาชนคนไทย เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยซึ่งเขาเป็นเจ้าของประเทศได้มีโอกาสแสดงความคิดความเห็น เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางให้เขาได้ตัดสินใจ ให้เขาได้ยินยอมพร้อมใจด้วย ผมขอร้อง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการและเพื่อนกรรมาธิการทุกท่าน ให้โอกาสคนไทยเถอะครับ ให้โอกาสประเทศไทยเถอะครับ ท่านช่วยลุกขึ้นให้สง่างาม แล้วขอกับท่านประธานสภา ขอกับสภานี้ว่าคณะกรรมาธิการขออนุญาตสภาเอาข้อเสนอ ของสถาบันพระปกเกล้าไปดำเนินการ แล้วแถมด้วยว่าดำเนินการให้มีการตั้งเวทีแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางตามที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอแล้ว แล้วจะเสนอรัฐบาล ให้ทำประชามติ ท่านทำมาอย่างนี้กฎหมายนิรโทษกรรมจะเอาข้อไหนผมยกมือให้แน่นอน แต่ว่าถ้าท่านไม่ทำอย่างนี้ผมประกาศกับท่านเลยว่าผมสู้ท่านแน่นอน ผมไม่มีทางเลือก ผมทนเห็นลูกผมต้องเป็นข้าทาสบริวารพวกท่านไม่ไหว ผมไม่มั่นใจในอนาคตของประเทศไทยว่า ถ้าท่านยังไม่ลด เลิกขบวนการเสื้อแดง ความคิดที่สถาปนารัฐไทยใหม่ ลูกหลานผมมีความทุกข์ ผมสู้คุณแน่นอน สู้ทุกอย่างแล้วจะเดินสายชักชวนพี่น้องประชาชนคนไทยว่าอย่ายอมเป็นทาส ไอ้พวกนี้ ลุกขึ้นมาสู้กัน ไหน ๆ มันก็จะเจ๊งอยู่แล้วนี่ครับ ถ้าต้องเป็นทาสคอยถูบ้านให้จตุพร ผมก็สู้มันเสียตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ โปรดช่วยบอก ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการว่าโปรดรับเอาความคิดเห็นของผม ซึ่งได้พูดด้วยใจบริสุทธิ์ พูดด้วยใจที่หวังจะเห็นการปรองดองเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ไปพิจารณา แล้วตัดสินใจร่วมกัน ไหน ๆ จะปรองดองกันแล้วเอาข้อเสนอของผมเป็นข้อพิสูจน์ ของความตั้งใจที่จะปรองดองระหว่างพวกเราได้ไหมครับ ผมขอเสนอเท่านี้ครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ