นายจตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง โดยเรียกร้องให้ไม่ปรองดองกับฆาตกรและยืนยันว่าประชาชนต้องไม่ยอมรับการยึดอำนาจในอดีต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอเรียน กับท่านประธานตรง ๆ ว่าความจริงแล้วผมได้เตรียมการในการอภิปรายของผมนั้น ไว้อีกรูปแบบหนึ่ง ผมต้องการจะพูดอภิปรายตามความตั้งใจเดิมนั้นว่าในสภานั้น ไม่ได้มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์นั่งร่วมอยู่ด้วย เพราะผมต้องการอธิบายความให้เห็นว่า ประเทศไทยของเรานั้นควรจะเดินหน้ากันไปอย่างไร ผมเรียนกับท่านประธานตรง ๆ ว่า พวกกระผมเองนั้นมีความเจ็บปวดมากมาย และที่สำคัญที่สุดนั้นความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะญาติวีรชนคนที่ตาย พี่น้องประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ พี่น้องประชาชนที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ เขาได้ตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่าเวลานี้เรากำลังจะปรองดองกับฆาตกรใช่หรือไม่ ผมได้เคยจำ วาทกรรมของผู้นำประเทศในเวลาหนึ่งว่าเขาพร้อมจะปรองดองทุกคน แต่จะไม่ปรองดอง กับผู้ก่อการร้าย ผมก็ตอบในขณะนั้นทันทีว่าผมก็พร้อมปรองดองทุกคน ยกเว้นฆาตกร ผมก็ไม่พร้อมจะปรองดองเช่นเดียวกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่าทุกคนต้องการเห็น ความสามัคคีเกิดขึ้นภายในชาติ ผมได้ใช้ความอดทนด้วยความเข้าใจในบริบททุกประการ นับตั้งแต่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งความจริงแล้วในฐานะความเป็นมนุษย์ที่พวกผม ถูกยึดอำนาจ พวกผมจะต้องแสดงความไม่พอใจต่อ พลเอก สนธิมากที่สุด เช่นเดียวกับ อีกพวกหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจ เขาจึงได้จัดตั้ง รัฐบาล แต่พวกกระผมก็แลเห็นว่าในสังคมของความเป็นมนุษย์ในความเป็นชาติของเรานั้น ถ้ามีมนุษย์คนหนึ่งบอกว่าเขาต้องการเดินย้อนรอยไปหาอดีตว่าเหตุผลในการยึดอำนาจ ๔ ข้อนั้น วันนี้มันไม่ใช่เลย ความแตกแยกที่ พลเอก สนธิบอกว่าต้องยึดอำนาจ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ เพราะจะมีการปะทะกันในวันที่ ๒๐ กันยายน ซึ่งผมเวลานั้นก็ไม่รู้ว่า ใครจะปะทะใคร แต่ความแตกแยกที่อธิบายความมานั้นวันนี้ พลเอก สนธิคงประจักษ์แล้วว่า การยึดอำนาจมันไม่ใช่แก้ไขความแตกแยกได้เลย แล้วทันทีที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่สนองอีกฝ่ายหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์จากการยึดอำนาจของ พลเอก สนธิตรง ๆ บันได ๔ ขั้น ท่านประธานที่เคารพ ตั้งแต่ยุบพรรค ยึดทรัพย์ ให้พรรคแตก รัฐธรรมนูญผ่าน จนกระทั่ง ได้นายกรัฐมนตรีในค่ายทหาร ท่านประธานคงจะแลเห็นแล้วว่าพวกกระผมที่ผ่านมา ได้ทนอยู่ในสภาพอย่างไร พันตำรวจโท ทักษิณนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วถูกยึดอำนาจ เหตุผลเรื่องความแตกแยก วันนี้ประจักษ์กันแล้วว่าเวลาเกือบร่วม ๖ ปีนั้น ความแตกแยก ก็ยังดำรงอยู่ แปลความว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ประเทศก็ยังมี ความแตกแยกอยู่ เรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยึดอำนาจเสร็จปรากฏว่าอัยการ ไม่สั่งฟ้อง ๓ คดี คือทุกคดี แต่ได้ยึดอำนาจไปเบ็ดเสร็จหมดเรียบร้อย พันตำรวจโท ทักษิณ ถูกตราบาปยัดเยียดว่าเป็นผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว แต่เมื่ออัยการไม่สั่งฟ้อง ไม่มีใครคืนอำนาจให้กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่มีใครมาบอกว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ควรได้คืนความยุติธรรมเรื่องความจงรักภักดี เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ มีการกล่าวอ้างว่าพรรคการเมืองไปแทรกแซงวุฒิสมาชิกในการสรรหา แต่ท้ายที่สุด เป็นอย่างไรครับ เมื่อ พลเอก สนธิได้ใช้อำนาจของประธาน คมช. ตั้งเพียงคนเดียว แล้วท้ายที่สุดท่านก็แลเห็นแล้วว่าการเลือกคนที่เป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันท่านไม่จำเป็นจะต้อง ไปสั่งว่าเขาทำอะไร แต่เขามีความชิงชัง พันตำรวจโท ทักษิณโดยสายเลือด ท้ายที่สุด ก็สร้างปัญหามากมาย ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมนี่ ถ้ามีการตั้ง คตส. ก็ให้ตั้งกับทุกนายกรัฐมนตรี เลือกคนที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น คตส. ชุดนี้เป็นปฏิปักษ์กับ พันตำรวจโท ทักษิณ ตั้ง คตส. อีกหลาย ๆ ชุดใครเป็นปฏิปักษ์กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นผมเป็นต้น ตั้งมาเป็นคณะกรรมการ คตส. เช่นเดียวกัน ตรวจสอบรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใครเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชวน หลีกภัย ตั้ง คตส. อีกชุดหนึ่ง ใครเป็นปฏิปักษ์ กับท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ใครปฏิปักษ์กับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งทุกชุดของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี นี่ละครับคือความยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพ นายกรัฐมนตรี ๒๘ คน ปรากฏว่าตั้งคณะกรรมการชุดนายกรัฐมนตรี เพียงแค่คนเดียว นี่ละครับคือความไม่ยุติธรรม ที่มีการอธิบายความกันว่า การที่คุณหญิงพจมานไปประมูลซื้อที่รัชดาภิเษก ศาลแพ่งพิพากษาให้การซื้อขายเป็นโมฆะ กองทุนฟื้นฟูคืนเงินให้กับคุณหญิงพร้อมดอกเบี้ย ๗๘ ล้านบาท คุณหญิงพจมานคืนที่ นิติกรรมจบ ท่านประธานที่เคารพ แต่ พันตำรวจโท ทักษิณซึ่งเซ็นในฐานะสามีนั้น ยังมีโทษจำคุกอยู่ ยกกับกรณีเดียวกันครับท่านประธานที่เคารพ แจก ส.ป.ก. ให้กับเศรษฐี ที่จังหวัดภูเก็ต ศาลฎีกาพิพากษาใช้เวลา ๑๐ ปีตัดสินให้คืนที่ตกเป็นของแผ่นดิน นักการเมืองที่ไปมอบที่ให้กับเศรษฐี เอาที่ของแผ่นดิน เอาที่หลวง ศาลฎีกาสั่งให้ตก เป็นของแผ่นดิน นักการเมืองคนนั้นยังลอยหน้าลอยตา แลบลิ้นปลิ้นปากได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ พันตำรวจโท ทักษิณภรรยาไปประมูลซื้อที่ดิน มีการประมูลผ่านอี-ออกชัน (e-Auction) แต่นี่ไปแจกให้กับมือ นี่อย่างไรละครับคือความอยุติธรรม เพราะฉะนั้นความเห็น ที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมายังคณะกรรมาธิการนั้นพวกกระผมไม่ขัดข้อง การจะมีดำรง คตส. เขาก็ทำหน้าที่ไปเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเห็นตัวตนของแต่ละคน บางคนเองก็ต้องมาชดใช้กรรม อย่างที่ปรากฏอยู่ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่เป็นความอยุติธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่ายกเลิก คตส. เอาอย่างนี้ไหมครับท่านประธาน ผมเสนอกลับไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการให้ตั้ง คตส. ขึ้นมากับทุกนายกรัฐมนตรีที่ยังมีชีวิตอยู่ จะแถมนายกรัฐมนตรีที่ตายก็พร้อมและทำเป็นบรรทัดฐานเลย แต่ความอยุติธรรมนี้ เกิดขึ้นกับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ ได้มีการพยายามอธิบาย ด้วยการสร้างกระแสความรู้สึกว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งผมเองเป็น ๑ ใน ๔๗ คน ผมก็เคยเป็นศิษย์เก่าของสถาบันนี้ กลายเป็นว่าถ้านำรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เข้ามาที่สภาส่งไปยังรัฐบาล แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ พยายามสร้างกระแสกดดันจนกระทั่ง สถาบันพระปกเกล้าก็เข้าใจว่ารายงานของตนชักจะเป็นเช่นนั้น ถึงขนาดบอกว่า ต้องขยายอายุสภาในสมัยหน้าแล้วค่อยมาว่ากัน ความจริงจะเอาสถาบันการศึกษาใดก็ตาม ไปตั้งคำถามกับคน ๔๗ คน ก็จะได้ในบริบทคำตอบเดียวกันเพราะใน ๔๗ คน ก็มีความขัดแย้งระหว่างกัน การที่กรรมาธิการนำรายงานส่วนหนึ่งที่เป็นของ สถาบันพระปกเกล้า ที่นำมาพิจารณาความในวันนี้มันเหมือนกับกรณีคณะกรรมาธิการ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกสมัยก็ต้องมารายงาน แล้ว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จบลงหรือไม่ รายงานเรื่องยาเสพติดว่าส่งเข้าไปแล้วทุกอย่างจะจบ ความจริงก็ไม่ใช่ ผมต้องการอธิบายกับท่านประธานก็คือว่าการปรองดองของคนในชาติมันไม่ได้อยู่ใน รายงานฉบับใดฉบับหนึ่ง ถ้าคน ๆ นั้นยังไม่มีพื้นที่หัวใจที่ต้องการสร้างความปรองดอง ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าจะถอนรายงานไป ถอนไปเลยครับ เพราะการพาเดินหน้าไปนั้นผมเองก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศว่าประเทศนี้จะมีความปรองดองกัน ได้อย่างไร แต่นี่เป็นวาระของสภาปกติใครตั้งคณะกรรมาธิการ เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ รายงานผลการศึกษาอธิบายเลยเถิดถึงขนาดว่า จะเกิดสงครามกลางเมือง มันจะเกิดสงครามกลางเมืองได้อย่างไรครับ แค่ไปถามคน ๔๗ คน เรื่องความขัดแย้ง แต่มันปลุกระดมกันถึงขนาดที่ว่านี่จะกลายเป็นปัญหา ทั้งที่แนวทางหลักนั้น ที่ทางคณะกรรมาธิการนำมาใช้และสถาบันพระปกเกล้านำมาปฏิบัตินั้นก็เป็นแนวทาง ของ คอป. ซึ่งเผยแพร่โดยปกติกันไปถ้วนหน้ากว่านี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ อย่าได้เข้าใจว่ารายงาน ๑ ฉบับ มันจะได้พลิกแผ่นดิน มันจะได้สร้างความร้าวฉาน ขึ้นภายในชาติ ผมไม่เห็นว่ามันจะได้มีทรงอำนาจอะไรถึงขนาดนั้น
ประเด็นต่อมาครับ ท่านประธานที่เคารพ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งคิดว่า ตัวเองคงหน้าตาดีที่สุด ผมเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อธิบายว่า ฝ่ายพวกกระผมนั้นต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประธานาธิบดี ต้องการ สถาปนารัฐไทยใหม่ เพราะนายสุเทพเคยกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณว่าจะกลับมาเป็น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีทักษิณใช้สิทธิทางศาลฟ้องแต่ศาลยกฟ้อง แต่ผมเรียน กับท่านประธานว่าการกล่าวหาว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประธานาธิบดีนั้น ก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่ามีการโค่นล้มสถาบันตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์ไปขึ้นป้าย ที่ภาคใต้ ขึ้นได้ภาคเดียวนั่นละครับ ต่อต้านการโค่นล้มสถาบัน ทั้งที่ทุกคนที่เป็นพสกนิกร ไม่ว่าจะเป็น พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และพสกนิกร ๖๔ ล้านคน เขาจงรักภักดี ยึดมั่นในระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การจะไปกล่าวหาใครว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ถ้าผมบอกว่าที่นายสุเทพไปกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณว่าจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีแสดงว่านายสุเทพต้องการทำลาย นายกรัฐมนตรีทักษิณ เพราะตัวเองต้องเป็นประธานาธิบดีเสียเอง คือการกล่าวหาใคร ก็กล่าวหากันได้ครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่บ้านเมืองนี้แนวทางของ คอป. หรือแนวทาง ของใครก็ตาม เขาต้องการยกสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง แต่ความที่ นักการเมืองที่เป็นคนขี้แพ้ ไม่มีความดีเป็นของตัวเอง ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นศัตรู ของคนพวกนี้เพราะอะไร คนพวกนี้ไม่สามารถสู้กับ พันตำรวจโท ทักษิณในสนามการเลือกตั้ง แม้แต่เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นท่านก็คงจะแลเห็นว่าการเลือกตั้ง ๖ มกราคม ๒๕๔๔ แชมป์เก่าเหลือ ๑๒๕ พรรคการเมืองที่ตั้งมาใหม่ได้ ๒๔๘ ผ่านไป ๔ ปี พรรคการเมืองเก่า เหลือ ๙๖ พันตำรวจโท ทักษิณไป ๓๗๗ มันอธิบายความถึงขนาดว่าเลือกตั้งครั้งแรกแพ้ ๒ เท่าตัว เลือกตั้งครั้งที่ ๒ แพ้ ๔ เท่าตัว ต่อให้ยกมือ ๒ ข้างยังแพ้นายกรัฐมนตรีทักษิณเลยครับ นอนลงชูขาอีก ๒ ขายังแพ้ทักษิณ ชินวัตร เพราะฉะนั้นตัวเองจะเอาความดีว่า ข้าพเจ้า เป็นนักการเมืองมีแนวความคิด เอาประเด็นนี้สู้ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้อง เอาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้เพื่อกล่าวหา พันตำรวจโท ทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นนักเรียนนายร้อย มีความจงรักภักดีอย่างครบถ้วน แต่ถ้าบอกว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นคนไม่ดีและข้าพเจ้าเป็นคนดี ล้ม พันตำรวจโท ทักษิณไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องยัดเยียด ข้อกล่าวหาเอาไว้ก่อนว่าไม่จงรักภักดีต้องการโค่นล้มสถาบัน แล้วไปสร้างความเข้าใจผิด ให้เกิดขึ้น แล้วพวกนี้ก็หวังส้มหล่นเหมือนกับที่ได้ไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผมบอกไป ยังใครก็ตามครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานบอกไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างปรองดองแห่งชาติว่าบ้านเมืองนี้พสกนิกร ๖๔ ล้านคน พันตำรวจโท ทักษิณอยู่ในนั้น เขาเป็นผู้จงรักภักดี แต่เขาถูกผลักไสจากอ้ายพวกขี้แพ้ ที่ไม่สามารถสู้ในสนามการเลือกตั้งได้ เอานายกรัฐมนตรีทักษิณไปอยู่ต่างประเทศ แต่ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ได้มา เพียงแค่เงาทักษิณก็แพ้ ๒ ครั้ง เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ มีความหลอกหลอนว่านายกรัฐมนตรีทักษิณจะกลับมาประเทศไทยไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงบอกว่าคดีที่รัชดาภิเษกไม่มีปัญหาครับ แต่ต้องเอาคดี ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่จังหวัดภูเก็ตมาใช้มาตรฐานเดียวกันสิครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานว่าถ้าที่รัชดาภิเษก ซื้อขาย ๒ ปี แล้วยกที่หลวงให้กับพวกพ้อง หน้าห้อง มูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท จะจำคุกกี่ปีครับ ท่านประธาน แต่บ้านเมืองความอยุติธรรม นี่ละครับ ๒ มาตรฐาน นี่อย่างไรละครับความเหลื่อมล้ำ ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่าเหตุผลทั้งหมดนั้น ที่ปรากฏการณ์ของคนเสื้อแดงที่นายสุเทพ พยายามอธิบายว่าทำไมคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมา นายสุเทพได้แถลงหลังจากที่แพ้การเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ชนะตลอดครับ ผมอยู่ในคุกพูดถึงผมทุกวัน เพราะว่าผมเถียงไม่ได้ แล้วก็ประกาศเลยว่า แพ้จะขุดรูอยู่ นายสุเทพแถลงเลยครับท่านประธานที่เคารพ บอกว่าเขาไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทย แต่เขาแพ้คนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นเสื้อแดงมีทีวีช่องแดง นี่ก็มีช่องฟ้าด้วย เสื้อแดง มีโรงเรียนการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีโรงเรียนการเมืองด้วย เห็นสอนวันเดียวแล้วก็เลิกไปเลย แต่ที่เขาไม่เข้าใจครับ เหมือนคนไม่รู้หนังสือเห็นว่าคนใส่แว่นอ่านหนังสือ เข้าใจว่า อ่านหนังสือออกเพราะใส่แว่น เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยรู้จักประชาชนเลย ประชาชนที่เขาเกิดมา เป็นคนเสื้อแดงนั้น เพราะเขาเห็นว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าความอยุติธรรมนั้น เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เขาพบ เห็นว่าคนนั้นถูกรังแก สันดานของความเป็นคนไทย ท่านประธานที่เคารพ เขารู้เต็มอกว่าเขาต้องการความยุติธรรม เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพ คนเสื้อแดงจึงเกิดทั่วทุกหนทุกแห่ง ต่อมาบอกว่าหมู่บ้านเสื้อแดงนี่เลิกได้ไหม พยายามอธิบายพูดเท็จขยายความ ถึงขนาดว่าหมู่บ้านเสื้อแดงนั้นฝึกกำลังอาวุธบ้าง เหมือนที่นายสุเทพเคยตอบผมในสภาครับว่าคนเสื้อแดงไปฝึกอาวุธในการจัดชุดล่าสังหาร สถานที่ฝึกคือสนามหลวง คนบ้ายังไม่กล้าคิดเลยครับ ท่านประธานที่เคารพ หมู่บ้านเสื้อแดงนั้นเป็นหมู่บ้านที่เขาต่อต้านการซื้อเสียง เป็นหมู่บ้านที่เขาต้องการ ต่อต้านเรื่องยาเสพติด ต้องการให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ผมลงไปภาคใต้ ไปเปิดหมู่บ้านที่เขาสู้กับยาเสพติด ขึ้นป้ายศรชี้ไปยังบ้านพ่อค้ายาเสพติด ๕๐๐ เมตรถึงบ้านพ่อค้ายา ทำศรชี้เป็นระยะ แล้วทำศรชี้ประชดรัฐบาลในอดีตว่า บ้านนี้ ค้ายาเสพติด บอกถึงขนาดว่าในหมู่บ้านนี้ใครติดยาเสพติดบ้าง ปรากฏว่าทำท่าชักจะตายกันทั้งภาค ผมเรียนกับท่านประธาน แล้วผมท้าทายหน่วยงานความมั่นคงทั้งหลายไปดูเถอะครับ หมู่บ้านเสื้อแดง นี่เป็นประโยชน์ เป็นหมู่บ้านเสื้อแดงที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครมันจะไปฝึกกำลังในหมู่บ้านละครับ แล้วบอกว่า พอเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงแล้วไปปลดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี นี่ปลุกระดมกันถึงขนาด ข้อเท็จจริงไม่มีสักกรณีเดียว เพราะเขาเหล่านี้มีความหวังว่า ถ้าการพูดเท็จในลักษณะอย่างนี้จะมีคนหลงเชื่อ จะมีคนมาปฏิวัติให้แบบที่ พลเอก สนธิเคยทำ แต่ผมเรียนว่า ณ ขณะนี้ประชาชนเขามาไกลเสียแล้ว เขารู้เท่าทันหมดแล้วครับ พวกกระผม เลือกตั้งทุกครั้งชนะทุกครั้ง แต่พวกผมก็ถูกปล้นทุกครั้งเช่นเดียวกัน ผมจึงบอกว่าถ้าคิด จะเอาชนะพวกผมด้วยวิธีพิเศษเหมือนเดิม ชาติหน้าเถอะ เพราะว่าพวกเรานั้นไม่ต้องการ ให้ประชาชนเขามีความเจ็บปวดอีกแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าทุกอย่างเดินหน้า ตามปกติ ไม่ต้องการนิรโทษกรรม เดี๋ยวผมจะว่าในรายละเอียด แต่ถ้าฝ่ายนั้นสุเทพบอกว่า ไม่นิรโทษกรรม ฝ่ายนี้จตุพรก็ไม่พร้อม ประทานโทษ ก็พร้อมที่จะไม่นิรโทษกรรมเหมือนกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ว่าให้ตั้งต้นทุกคดีครับท่านประธาน หรือจะเอาฝ่ายละ ๒ คนก็ได้ ฝ่ายผมมีณัฐวุฒิอีกคนหนึ่ง ฝ่ายนั้นเอาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาอีกคนก็ได้ ตามที่นิพิฏฐ์ ได้ท้ากับณัฐวุฒิเอาไว้ แต่ให้ตั้งต้นมาครับ คดีใช้บงการฆ่า คดีก่อการร้ายให้จุดสตาร์ท (Start) พร้อม ๆ กัน จุดสตาร์ทที่ว่าก็คือว่าในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นพนักงานอัยการ ในชั้นศาล ท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์เดียวกัน เกิดเหตุการณ์วันเดียวกัน แต่ปรากฏว่าคดีซีกพวกผม บ้างก็ถูกตัดสินแล้ว บ้างก็อยู่ในชั้นศาล แต่คดีสั่งฆ่าประชาชน วันนี้เพิ่งถึงอัยการและเพิ่งไป ไต่สวนสำนวนชันสูตรพลิกศพ ทั้งที่เวลาผ่านไปเกือบ ๓ ปี ท่านประธานก็คงจะทราบว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ เดือน ขยายครั้งละ ๑ เดือนไม่เกิน ๒ ครั้ง แปลความว่า ๓ เดือน ชั้นพนักงานอัยการ ๑ เดือนขยายได้ไม่เกิน ๒ ครั้ง แปลว่า ๓ เดือน รวมทั้งเหตุการณ์ในชั้นพนักงานสอบสวน ในชั้นพนักงานอัยการถ่วงเวลาได้เต็มที่ ๖ เดือนเท่านั้น แต่กรณีสั่งฆ่าประชาชนถ่วงไว้ ร่วม ๓ ปีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมจึงเรียนกับท่านประธานนี่อย่างไรครับ ๒ มาตรฐาน ผมบอกไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก ว่าผมพร้อมทุกกรณี ไม่ต้องนิรโทษกรรมก็ได้ นิรโทษกรรมทุกคนเลยครับ เว้นผม ๒ คน ผมกับณัฐวุฒิ ฝ่ายนั้นเว้นอภิสิทธิ์กับสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเอาหลักประหารไปตั้งปืนยิงเป้ารอก็พร้อม แต่ขอให้ตั้งต้นกระบวนการ ยุติธรรมอย่างเท่ากัน พวกกระผมไม่เคยส่งเสียงบอกว่าให้นิรโทษกรรมผมเถอะ แต่บ้านเมือง มันมีปัญหาจริง ๆ ครับ ยึดสนามบิน ๔ ปีแล้ว นายกษิต ภิรมย์ เพิ่งไปรายงานตัว ในชั้นพนักงานสอบสวน ๔ ปีครับท่านประธานที่เคารพ ยึดทำเนียบรัฐบาลไปทำนาน่ะ ยังไม่ไปถึงไหนเลย ปิดล้อมรัฐสภาที่ปีนกันหัวซุกหัวซุน คดีมันไม่ไปถึงไหน แต่ถ้าเป็นคดี อีกซีกหนึ่งครับ ไปเร็วยิ่งกว่าขึ้นลิฟต์ อีกฝ่ายหนึ่งไปเร็วเหมือนกับเต่าขาขาด แล้วหายกระดองอีก มันช้าถึงขนาดนั้น ผมจึงเรียนกับท่านประธานว่านี่อย่างไรครับประเทศ ที่มันมีปัญหา เพราะฉะนั้นแนวทางที่มีการเสนอกรณีนี้เรื่องการที่จะนิรโทษกรรม เนื่องจากว่า กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นที่มันไม่เท่ากันครับ ทำให้คนบางพวกนั้นมีท่าทียโสโอหัง เหมือนว่า ตัวเองนั้นมีความเป็นต่อเหลือเกินทั้งที่ตัวเองสั่งฆ่าประชาชน ถ้าตัวเองมีจิตใจที่อยู่ใน กระบวนความยุติธรรมที่ว่าไม่ว่าคดีประชาชนตาย ไม่ว่าคดีทหารตายจะต้องได้รับการปฏิบัติ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องนำสำนวนการชันสูตรพลิกศพไปไต่สวนในชั้นศาล แล้วเพื่อหาสาเหตุของการตาย แล้วหาคนร้ายทำให้ตาย ที่บอกว่าครอบครัวของ พันเอก ร่มเกล้า ผมก็บอกไปยังครอบครัว พันเอก ร่มเกล้าทุกครั้งที่มีโอกาสพูดว่า พวกกระผมนั้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้รัฐบาลที่ไปจัดตั้งในค่ายทหาร ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน คืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการยุบสภาเสีย ไม่ต้องการ ให้ใครไปตายเลยครับ แต่เมื่อมีความตายเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ พวกกระผมนี่ เห็นน้ำตาของพี่น้องประชาชนตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน แล้วก็เข้าใจครอบครัวของทหาร เช่นเดียวกันว่าทหารกับประชาชนไม่ควรจะมีเหตุการณ์อันนี้เพื่อจะไปปกป้องให้นักการเมือง คนหนึ่งพวกหนึ่งที่ได้อำนาจมาโดยมิชอบ และถ้าวันนั้นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ วันนี้ ก็รู้ว่ากระบวนการกรณี พันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม นั้นไปถึงไหน อย่างไร ผมเรียน กับท่านประธานด้วยความเคารพว่า วันนี้กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สร้างความยุติธรรมให้เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมอย่าดูหน้าใครครับว่าเขาสีอะไร แต่ความยุติธรรมควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน วันนี้คดีมันไม่เหมือนกันครับ เหตุการณ์วันเดียวกัน บางคดีช้ากว่า ๓ ปี ๔ ปี แต่ความเร็ว ไปไม่เท่ากัน ฝ่ายสั่งฆ่าประชาชนมีเวลาครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะคดีกำลังอยู่ใน เพิ่งกระบวนการยุติธรรมตั้งต้น จึงมีท่าทีที่ว่าตัวเองกำลังเป็นต่อ รัฐบาลนี้มาขอปรองดอง กับเราได้อย่างไร เราคือผู้ชนะ ทั้งที่ถ้ากระบวนการปกติป่านนี้ก็นั่งอยู่ในคุกกันถมเถเหมือนกัน แต่กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นไม่ปกติ แล้วต้องให้ความเป็นธรรมกับศาลว่าคดีนี้ยังไม่ไปถึงศาล เพราะรัฐบาลเวลานั้นกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและดีเอสไอ (DSI) ของกระทรวง ยุติธรรมเวลานั้น ของพวกผมส่งพรวด พรวด พรวด แต่ของพวกนี้ดึงไว้ทำไม ผมจึงบอก ภรรยา พันเอก ร่มเกล้าถ้าคุณจะประณามใครนอกจากประณามคนฆ่าสามีคุณแล้ว คุณต้อง ประณามรัฐบาลที่แล้วที่ไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ผมก็ต้องการรู้ว่า คนร้ายเป็นใคร ว่าข้อมูลที่ประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์กับข้อเท็จจริงนั้นปรากฏอย่างไร พวกกระผมทุกคน ท่านประธานที่เคารพ ชีวิตมนุษย์มันตีเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ ผมได้เรียนมา ตั้งแต่ตอนต้นถ้าท่านประธานได้ฟังความผม ผมอยู่ในเหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ แล้วผมเอง ก็เห็นบรรยากาศว่าปีแรก หลังจากที่มีชัยชนะมีคนเข้าไปร่วมกับญาติวีรชนชุมนุมกันเต็มไปหมด ปีที่ ๒ ก็เริ่มลดลง ปีที่ ๓ ก็เริ่มลดลง ท้ายสุดก็เหลือแต่ญาติวีรชนกับคนที่จำความได้ไม่กี่คน วันนี้ก็เช่นเดียวกันผมจึงบอกว่าทุกศพเขาเป็นประชาชน เขาเป็นพสกนิกรมือเปล่า ไม่มีศพไหนมีอาวุธอยู่ในมือแม้แต่เพียงรายเดียว ท่านประธานลองไปดูเถอะครับ ผมอภิปราย ไม่ไว้วางใจในสภา อภิปรายยืน ๔ ชั่วโมงเต็ม ๆ ไล่สำนวนแต่ละคดีด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ในโชคชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ที่เขามาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ ความยุติธรรมมาช้าแต่ทว่าอุตส่าห์มาเหมือนกัน ถ้าคณะกรรมาธิการ รับข้อเสนอของผมว่าเอามาตั้งต้นให้เสมอ ๆ กัน สำนวนที่ทำพวกผมไปหยุดไว้ก่อน รอฝ่าย สั่งฆ่าประชาชนมาอยู่ที่เส้นเดียวกันก่อนเส้นสตาร์ทเหมือนกัน แล้วเดินไปเลยไม่ต้องนิรโทษกรรม เรื่อง คตส. ตั้งทุกนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องยกเลิกครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านประธานว่า นี่คือสิ่งที่ญาติวีรชนเขาอยู่กับความเจ็บปวด บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมเคยเล่า กับท่านประธานคงจะได้ยินในสภาว่า ๖ ศพ วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ศพที่ ๑ ถูกยิง ศพที่ ๒ คือคนไปช่วยศพที่ ๑ ศพที่ ๒ ถูกยิง ศพที่ ๓ คือคนไปช่วยศพที่ ๒ ศพที่ ๔ ไปช่วยศพที่ ๓ ศพที่ ๕ ช่วยศพที่ ๔ ศพที่ ๖ ช่วยศพที่ ๕ มันเป็นชะตากรรมเดียวกัน เพราะเขา ทนเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกฆ่าในเขตอภัยทานไม่ได้ มีการพยายามไปใส่ร้ายคนตายว่ามีเขม่าดินปืน ผมต้องยันใบชันสูตรพลิกศพของหมอพรทิพย์ว่าไม่มีเขม่าดินปืน และคดีเวลานี้ ท่านประธานที่เคารพ ก็ยังไปไม่ถึงไหนเหมือนกัน นั่นความตายที่ปรากฏ คดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ท่านประธานทราบไหม ที่พยายามสร้างบอกว่าพวกเผาบ้านเผาเมือง มีผู้ต้องหาอยู่ ๒ คน คนหนึ่งถูกจับตอนบ่ายโมงไฟไหม้ในช่วงตอนเย็น ๕ โมง ๖ โมง ห้วงเวลาเดียวกับที่ฆ่า ในเขตอภัยทาน แปลความว่าเมื่อตำรวจจับไอ้หมอนี่ ไอ้หมอนี่ก็แหกคุกมาเผา แล้วมัน กลับไปแหกคุกเข้าไปอยู่ที่เดิม อีกคนหนึ่งไปถูกจับที่ท้องสนามหลวง พวกผมมอบตัว ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่ง ถ้าไฟไม่ไหม้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็ไม่มีคำพูดเรื่องการเผาบ้านเผาเมือง ผมนี่ภาวนาทุกวัน ผมก็เชื่อพระสยามเทวาธิราชมีจริง ขอสาปแช่งไอ้ฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน ขอสาปแช่งไอ้คนเผาบ้านเผาเมือง เผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ผมเรียนกับท่านประธานที่เคารพ เพราะเขาต้องการสร้างวาทกรรม ว่าคนที่ตายสมควรตายแล้ว เพราะเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ทั้งที่ทุกศพเขาตายก่อนที่ไฟจะไหม้ทั้งสิ้น นี่อย่างไรครับ วาทกรรมเหล่านี้มันไปทำร้ายทุกชีวิตที่ถูกฆ่า ท่านประธานที่เคารพ เวลาพวกผมเดินทางไปภาคอีสาน ไปจังหวัดศรีสะเกษตาย ๕ คน จังหวัดสุรินทร์ตาย ๕ คน จังหวัดขอนแก่นตาย ๕ คน เต็มไปด้วยความตายกันไปหมด เรื่องวาทกรรมชายชุดดำท่านประธานที่เคารพ ท่านก็ทราบใช่ไหมครับว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ใช้งบประมาณในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ใช้กำลัง ๖๐,๐๐๐ คน เบิกกระสุนไป ๕๐๐,๐๐๐ กว่านัด เวลาไปคืนจึงรู้ว่าใช้ไป ๑๒๐,๐๐๐ นัด เบิกสไนเปอร์ (Sniper) ไป ๓,๐๐๐ นัด เวลาไปคืนจึงรู้ว่าใช้ไปทั้งหมด ๒,๕๒๐ นัด เอากระสุน ๑๒๐,๐๐๐ นัด ไปยิงอะไรครับ เอาสไนเปอร์ ๒,๕๒๐ นัด ไปยิงอะไร เอางบ ๖,๐๐๐ ล้านบาทคุณไปทำอะไร เวลาที่จะเยียวยาประชาชนคนที่ตาย คุณก็บอกว่าถามประชาชนผู้เสียภาษีแล้วหรือยัง ผมก็ถามกลับว่าเวลาเอา ๖,๐๐๐ ล้านบาทไปฆ่าประชาชน คุณได้ถามประชาชนผู้เสียภาษี แล้วหรือยัง ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึกว่าผมต้องการให้บ้านเมืองนี้เดินหน้า ด้วยการปรองดอง แต่ตราบใดฝ่ายฆาตกรไม่มีความสำนึกบ้านเมืองนี้ยากที่จะเกิด ความปรองดอง พวกผมมีความเจ็บปวด ท่านประธานที่เคารพ ตายก็ฝ่ายผม บาดเจ็บก็ฝ่ายผม ติดคุกก็ฝ่ายผม แล้วก็ถูกฆาตกรกระแนะกระแหนถากถางอยู่ทุกวัน แล้ววันนี้เราก็ต้อง มารับผิดชอบว่าประเทศนี้ต้องเดินหน้าด้วยการปรองดอง ผมพยายามจะเก็บบริบท ด้วยความเข้าใจทุกครั้งว่า ว่าบ้านเมืองมันจะต้องเดินหน้า ถึงขนาดคิดบางช่วงว่าที่นายสุเทพ ลุกขึ้นมาพูดเมื่อครู่นี้บอกว่า ว่านายสุเทพเป็นคนกลัว แต่รู้ว่าคนกลัวทางภาคใต้นั้นเขาจะทำ อย่างไร คนกลัวทางภาคใต้แปลว่าต้องไปยิงเพื่อนเสียก่อน นั่นท่านมาพูดหมายความว่าอย่างนี้ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่านี่ครับวัฒนธรรมทางภาษามันก็ข่มขู่กันได้ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าไม่มีปัญหาอะไรกับผมนะครับ การข่มขู่อะไร พวกผมเลยความตาย มาหมดแล้ว แล้วท่านประธานที่เคารพ การใช้วาทกรรมเหล่านี้ก็เพื่อต้องการกดขี่อีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าเขารู้ไม่เท่าทันผลสุดท้ายก็สามารถที่จะใช้ว่าตัวเองนั้นมีศักยภาพ มีกำลังที่จะทำอะไรก็ได้
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานที่เคารพ เรื่องการยุบพรรคที่มี การวิพากษ์วิจารณ์ มีการพูด มีการหยิบยกขึ้นมาอธิบายความ การยุบพรรคไทยรักไทย วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ท่าน พลเอก สนธินะครับเวลาผ่านเลยมาแล้ว นี่ก็อยู่บันไดขั้นแรก ของท่านก่อนที่จะไปหล่นใส่พรรคประชาธิปัตย์ว่าต้องยุบพรรคไทยรักไทยให้ได้ เวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญ ท่าน พลเอก สนธิคงจะจำความได้ ท่านแต่งตั้งไปทั้งสิ้น วันตัดสิน พิพากษาพรรคไทยรักไทยนั้นไม่มีใครใส่เสื้อครุยสักคนเดียว เพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงตัดสินในนามพระปรมาภิไธยไม่ได้ ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ทำอะไรผิดหมดครับ พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรฟังขึ้น ขนาดพวกผมนี่เอาซีดี (CD) ไปจับ ไปล่อซื้อมาแล้ว กะว่าเป็นไม้ตาย ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญชุดนั้นบอกว่านี่เป็นกระบวนการ ที่ปกป้องประชาธิปไตย ท้ายที่สุดนี่เหลืออีกไม่กี่วันครบ ๕ ปีแล้ว แต่ผลเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากนั้นเวลาผ่านไป ๓ ปี พยานซึ่งเป็นปากสำคัญในคดี ยุบพรรคไทยรักไทย นายชวการ โตสวัสดิ์ นายสุขสันต์ ชัยเทศ ได้ออกมาแถลงเลยครับ เดินทางมาพบ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี บอกมาขอโทษสมาชิกพรรคไทยรักไทย ๑๔ ล้านคน บอกว่าเขาได้รับค่าจ้างจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นี่ละครับว่าให้เป็นพยานใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย แล้วเสร็จแล้วรับปากว่า จ่าย ๒๐ ล้านบาท นายสุเทพจ่ายมา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เบี้ยว ๑๕ ล้านบาท เมื่อมีการเบี้ยวกัน เขาก็มาสารภาพว่า เรื่องนี้โอละพ่อ พรรคไทยรักไทยไม่ได้ทำความผิด แต่เขาเป็นพยานเท็จ แล้วรับค่าจ้างมา แต่พรรคไทยรักไทยมันถูกยุบไปแล้วครับท่านประธานที่เคารพ เอาผิดกับใครครับ คืนมาได้ไหมครับ นี่ละครับ ผมถามว่าพิจารณาใหม่ได้ไหม บอกว่าตัดสินไปแล้ว ตัดสินบนพื้นฐานพยานเท็จ ที่ศาลตัดสินด้วยพยานปากนี้เป็นสำคัญ ว่าหลักฐานชัดเจน เพราะตัวเองเป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ ปรากฏว่าพยานที่ใช้ที่ศาลบอกว่านี่เป็นพยานสำคัญนี่ ศาลที่ใส่เสื้อสูท ปรากฏว่าพิพากษาตามการให้การของพยานเท็จ พอพยานกลับคำให้การ เอาพรรคไทยรักไทยกลับมาไม่ได้แล้ว เหมือนคดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ท่านประธานที่เคารพ คดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน นี่ละครับ ตอนแรกจับแพะไปขัง ตายในคุกก็มี ครอบครัวถูกข่มขืน ลูกได้รับชะตากรรมต่าง ๆ นานา วันหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับคนร้ายตัวจริงได้ แพะก็ถูกปล่อย เป็นกรณีศึกษามากมายกรณีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ปรากฏว่าฆาตกรตัวจริงนั้นศาลยกฟ้องครับ เวลานี้เลยไม่รู้ใครฆ่าเชอร์รี่แอน ดันแคน นี่คือประเทศไทยครับ เราอาจจะจำประวัติศาสตร์ ในแต่ละตอน ๆ กรณีพรรคไทยรักไทย ใครรับผิดชอบสักคนไหม พลเอก สนธิท่านลองนึกดู สิครับว่า ที่ท่านตั้งไปนั้น อีกฝ่ายหนึ่งเตรียมพยานเท็จ แล้วองค์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดนั้นที่ไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ได้เอาหลักฐานจากพยานเท็จมายุบพรรคไทยรักไทย ๑๑๑ คน ๑๔ ล้านคนไม่รู้ชะตากรรมเลยจากความเท็จ พรรคพลังประชาชน ท่านประธานที่เคารพ พันธมิตรยึดสนามบิน หลังจากนั้นพรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย คุณบรรหารขึ้นไปแถลงด้วยน้ำตานองหน้า ท้ายที่สุดก็ไม่มีความเมตตาเกิดขึ้น ไม่มีโอกาส ได้ต่อสู้คดี ผิดกับกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ผมเอง เป็นคนเตือนประธาน กกต. วันที่อธิบดีดีเอสไอส่งสำนวนไปให้กับประธาน กกต. บอกว่า นี่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วัน เพราะคุณทำหน้าที่ เป็นเพียงแค่ไปรษณีย์ ฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเท่านั้น นายอภิชาตทำหน้ามึนใส่ ไม่รู้ไม่ชี้ ท่านประธานที่เคารพ วันหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนที่สี่แยกคอกวัวไปแล้ว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้ว นายอภิชาตและ กกต. มีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์ เราก็ ไชโยโห่ร้องว่าพรรคนี้จะถูกยุบแล้ว ได้มีการไต่สวนในชั้นศาล บางวันผมยังไปนั่งฟัง แล้วผมเห็นการสืบพยาน ผมบอกว่าครั้งนี้ไม่รอดแน่ แต่ปรากฏว่าคนที่ประชาชน ที่ไปตามการพิจารณาคดี ท่านประธานที่เคารพ ท้ายที่สุดเป็นอย่างไรครับ ศาลบอกว่า พิจารณาต่อไปไม่ได้ เพราะขาดอายุความ ฟ้องภายหลัง ๑๕ วันแล้ว ใครผิดครับ ใครผิดครับ กระบวนการไหนผิดครับ กกต. ผิดไหม หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญผิด หรือว่าประเทศไทยมันผิด นี่คือความเจ็บปวดรวดร้าว ท่านประธานที่เคารพ และในคำวินิจฉัยนี่ ว่านายสุเทพคัดมาเป็นคนเดียว ผมก็คัดเป็นเหมือนกัน ในส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยกรณีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าผู้ร้องขอ กราบเรียนว่าการที่ผู้ร้องขอได้รับรองความถูกต้องในครั้งนั้นเป็นการรับรองทางเอกสาร ที่ผู้ถูกร้องยื่นรายงานมา ซึ่งผู้ร้องได้ว่าจ้างบริษัททรัพย์อนันต์เป็นผู้ตรวจสอบให้ บริษัททรัพย์อนันต์ ได้ตรวจสอบงบการเงินโดยตรวจสอบจากระบบเอกสารพรรคที่ถูกยื่นประกอบงบการเงินมา เท่านั้น โดยมิได้ตรวจสอบครอบคลุมถึงการทุจริต และมิได้ตรวจพิสูจน์ว่าเอกสารที่พรรค ผู้ถูกร้องยื่นรายงานประกอบงบการเงินในแต่ละรายการถูกต้องตามความจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามเป็นการทำนิติกรรมลวงหรือไม่ เพราะพรรคผู้ถูกร้องและผู้ประกอบการ ได้ร่วมมือวางแผนกันอย่างแนบเนียน หากไม่มีการแจ้งเบาะแสหรือไม่มีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในเอกสารใบสำคัญจ่ายแต่ละฉบับ รวมตลอดถึงเส้นทางทางการเงิน ของผู้เกี่ยวข้องและการสืบสวน สอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกันในสำคัญจ่ายแต่ละใบ ให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ จึงไม่มีโอกาสตรวจพบการทุจริตของพรรคผู้ถูกร้องเพราะทำได้ แนบเนียน ทำโดยผู้มีความรู้ด้านกฎหมายและด้านบัญชีเป็นอย่างดี มีการวางแผนกันมา อย่างเป็นระบบ ทั้งวางแผนทางระบบบัญชี ระบบการเงิน ระบบความสอดคล้องเชื่อมโยง ทางการบันทึกบัญชี ทั้งนี้คดีขาดอายุความ ผมเรียนกับท่านประธานครับว่า พรรคของพวกผม ยุบได้ยุบดี จนกระทั่งว่าเวลาจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีห้ามเป็นกรรมการพรรคครับ ท่านประธานอยู่กับพวกผมมาคงจะจำได้ สมัยพรรคไทยรักไทยใครไม่ได้เป็นกรรมการพรรค โอ้โฮ มีความเดือดร้อนมากว่าข้าพเจ้ามีความดีไม่พอหรืออย่างไร พอตอนพรรคพลังประชาชน ความอยากน้อยมาหน่อย แต่ตอนจะตั้งให้เป็นกรรมการพรรคเพื่อไทยถามทันทีว่าผมทำผิด อะไรหรือ เพราะมันยุบง่ายกันเหลือเกิน อีกพรรคหนึ่งผิดชัด ๆ ขาดอายุความ เราเตือน กกต. แล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับท่านประธานว่านี่อย่างไรครับการยุบพรรคไทยรักไทย ใช้พยานเท็จ การยุบพรรคพลังประชาชน ท้ายที่สุดใครก็รู้ว่าจัดฉากกัน แต่ว่าคน ๑๐ คน ๙ คน บอกว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่ กกต. เชื่อคนเดียว แล้วยุบพรรคจากคนไป ๑๐ คน ปรากฏว่า ๙ คน ให้การเป็นประโยชน์กับนายยงยุทธ ติยะไพรัช แต่อีกคนหนึ่งให้การเป็นโทษ ปรากฏว่า เชื่อคน ไม่เชื่อ ๙ คน ยุบพรรค เวลานี้ผมเรียนกับท่านประธานว่าเราก็ยังไม่รู้เลยว่าข้างหน้า จะเป็นอย่างไร แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้ไม่ได้มีใครคิดจะต้องไปห้ำหั่นกวาดล้างใคร แต่เราต้องการอะไรครับ เราต้องการให้บ้านเมืองนี้มีหลักนิติรัฐและนิติธรรม และทุกฝ่าย จะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน พรรคประชาธิปัตย์ กกต. ส่งคดีเกินกว่า ๑๕ วัน ศาลรัฐธรรมนูญใช้ช่องทางนี้ไม่ยุบ พรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่านี่ยุติธรรม มาถามพวกผม ผมก็บอกว่านี่ไม่ยุติธรรม นี่มัน ๒ มาตรฐาน แปลว่าใครได้ประโยชน์เขาก็บอกว่ายุติธรรม บ้านเมืองเดินต่อไปอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครมีความเห็นต่างก็ต้องมีการจัดการ ผมจะหลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องผมครับ ผมเรียนไปยังท่านประธานบอกไปยังประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติว่า ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าแม้ว่าวันที่ท่านคืนอำนาจให้มีการเลือกตั้งแล้ว แต่สิ่งที่ ท่านลงคำสั่งแต่งตั้ง ไม่ว่า ป.ป.ช. คตส. กกต. คตง. ท่าน พลเอก สนธิทราบไหมครับว่า ท่านได้ทำสิ่งมหัศจรรย์มาก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ไม่เสียหายอะไร เป็นผู้ว่าการ สตง. ท่านสั่งเลิกคณะกรรมการ คตง. ปรากฏว่าท่านตั้งให้คุณหญิงจารุวรรณ ทำหน้าที่ผู้ว่าการ สตง. ต่อไป แล้วก็ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการ คตง. แล้วก็ให้ทำหน้าที่ เป็นประธาน คตง. แปลว่าเรื่องที่คุณหญิงจารุวรรณจะต้องส่งไปยังประธาน คตง. คุณหญิงจารุวรรณในฐานะผู้ว่าการส่งให้คุณหญิงจารุวรรณในฐานะประธาน คตง. และคุณหญิงจารุวรรณต้องเรียกคุณหญิงจารุวรรณมาประชุมในฐานะกรรมการ คตง. เห็นไหมครับ นี่บ้านเมืองมันไปได้ถึงขนาดนี้ แล้วต่อมาท่านประธานที่เคารพ ส.ว. ที่ท่าน ใช้กลไกท่านบอกว่าถ้าเลือกตั้งเข้ามา เป็นสภาผัวสภาเมียบ้าง ท่านก็ตั้งเองมาทั้งหมด ใช้คน ๗ คน ใช้เซเว่น (Seven) แต่งตั้ง แต่ผลเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานที่เคารพ มันก็ไปคล้อง กับองค์กรต่าง ๆ หมดสิ้น ผมเป็นคนทักท้วงว่าองค์กรเหล่านั้น พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยังไม่ได้เลิก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ เพราะฉะนั้นต้องมีกระบวนการสรรหา ที่ถูกต้อง และจะรับเงินเดือนได้นับวันพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เท่านั้น ปรากฏว่าเขาก็หาทางแก้ เมื่อไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้วก็บอกว่า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ทั้งที่ พ.ร.บ. เงินเดือน ไม่ได้บอกเลยว่าองค์รัฏฐาธิปัตย์ ลงนามและจะจ่ายเงินเดือนได้ พ.ร.บ. เงินเดือนบอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แล้วจึงจะนับเงินเดือน แต่บ้านเมืองก็อยู่กันไปแบบนี้ครับ กฎหมาย ๑๗๗ ฉบับ จาก ๒๑๑ ฉบับ องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง มีคนนำไปกราบบังคมทูล ลงพระปรมาภิไธยทั้งที่กฎหมายนั้นเป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งกฎหมายเป็นโมฆะ แต่ว่าเมื่อมีคนนำความไปกราบบังคมทูล โดยเอากฎหมายที่มีสภาพเป็นโมฆะ ทั้งที่กฎหมายบอกชัดเจนผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ประเทศไทยก็ปล่อยได้ครับ ๑๗๗ ฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายองค์ประชุมไม่ถึงครึ่งผิดรัฐธรรมนูญ แต่บ้านเมืองนี้ใช้ได้ครับ บ้านเมืองนี้จึงไร้หลักครับ ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เราจึงบอกว่าเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยมีปัญหา ด้านบุคคลกับใครแม้แต่เพียงคนเดียว หลายคนที่ผมเอ่ยชื่อถึงในชีวิตจริงบางคนไม่เคยเจอ แม้แต่เพียงครั้งเดียว แต่พวกผมอยู่ในประเทศนี้ต้องการให้ประเทศนี้เดินหน้าด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ที่ยึดหลักเสียงข้างมาก ฟังเสียงข้างน้อย เวลานี้ใช้คำอะไรครับ เผด็จการ เสียงข้างมาก รัฐบาลชุดไหนบ้างไม่เป็นเสียงข้างมากครับท่านประธาน ทุกรัฐบาลในโลก ที่เป็นประเทศประชาธิปไตยเป็นเสียงข้างมากทั้งสิ้น โอบามานี่ก็เผด็จการเสียงข้างมาก ปูตินนี่ก็เผด็จการเสียงข้างมาก ยิ่งลักษณ์เผด็จการเสียงข้างมาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าหลักการนี้ก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมากเช่นเดียวกัน เพราะระบอบประชาธิปไตย เขาให้เสียงข้างมากบริหารประเทศ เสียงข้างน้อยทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แต่ประเทศไทย เป็นประเทศเดียวที่มีเผด็จการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพ วันนี้เผด็จการเสียงข้างน้อย พยายามจะกล่าวหาเสียงข้างมากว่าเป็นเผด็จการ ทั้งที่จริงเขาเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย เผด็จการเสียงข้างน้อยในอดีตก็ไปปล้นสมาชิกพรรคจากเผด็จการเสียงข้างมากก็มี นี่คือสภาพการณ์ของประเทศไทย เราจึงบอกว่ามันเดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น พอคนถามเรื่อง พลเอก สนธิว่าอย่างไร ผมบอกว่าประวัติศาสตร์เหตุการณ์ยึดอำนาจ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่หนทางข้างหน้าที่ท่านต้องการย้อนรอยไปแก้ไข สิ่งที่ท่านทำไว้ในอดีต ที่ท่านเห็นเวลานั้นว่ายึดอำนาจ และจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกได้ เมื่อท้ายที่สุดมันแก้ไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้วถ้าเป็นคนอื่นเขาไม่มาเข้าในสภา ให้คนที่ท่านช่วย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ให้เป็นรัฐมนตรีมากล่าวถากถาง มาเที่ยวล้อมท่านเหมือนกับวันนั้น ที่ท่านบอกว่าท่านรักสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด ท่านไม่บอกเขาก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ทว่าวันหนึ่งที่ท่านไม่สนองให้กับเขา ท่านก็กลายเป็นคนร้ายในสายตาเขาทันที แต่กรณีของผม ไม่ใช่ กรณีของผมก็เห็นว่าพวกผมเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬา คนที่ยอมรับอย่างชายชาติทหาร บอกว่าขอมาแก้ไขปัญหานี้ ผมบอกว่าคุณทำผิดคุณอย่ามายุ่ง ไม่ใช่วิสัยของผม ไม่เคยกระทืบซ้ำใคร แล้วก็บอกว่าเมื่อต้องการอย่างนี้พวกผมไม่เป็นอุปสรรค เพราะว่า พวกผมไปเปลี่ยนเหตุการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ไม่ได้ แต่ประเทศไทยในวันนี้ ประเทศไทยในวันข้างหน้าเราจะเดินไปอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมถามท่านประธานว่า อยู่รบกันแบบนี้ ผมก็รบได้ทุกวันนะครับ แต่ถามว่าประเทศจะอยู่ต่อไปอย่างไร ผมจึงบอกวันนี้ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่รายงานคณะกรรมาธิการไม่ได้อธิบายความก็มีอยู่หลายเรื่อง แต่ผม เรียนกับท่านประธานว่า ณ ขณะนี้ถ้าประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยไม่ยึดเอา ประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว และให้ใช้วิธีการใส่ร้ายด้วยวิธีการที่หน้าด้านแล้วไม่ยึดกติกา แปลความว่าใครหน้าด้านโกหกมากกว่าคนนั้นจะได้รับชัยชนะ ผมไม่เคยคิดเช่นนั้น จริงอยู่ครับคนโกหกคนหน้าด้านอาจจะได้เคยชนะด้วยคนที่ไปเชื่อในสิ่งโกหก แต่ก็ไม่มีใคร ที่สามารถโกหกได้ตลอดไป ได้ทุกเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนก็ประจักษ์ความจริงกันทั้งหมด ผมเรียนไปยังท่านประธานก็คือว่าประเทศนี้บรรยากาศในสภาท่านประธานก็แลเห็น ผมเคยใช้คำในสภาว่ามันมืดเหมือนกับการหามดดำที่อยู่บนหินดำในข้างแรม ๑๕ ค่ำ ปรองดองจริง ๆ ท่านประธาน ท่านประธานคิดว่าปรองดองได้ไหมครับ แล้วพวกผมนี่ ไม่ใช่ไปตื๊อปรองดอง ได้โปรดเถิดปรองดองหน่อยพี่เทพ ไม่มีครับ ผมกลัวแกแลบลิ้นใส่เอา แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าพวกกระผมนี่เจ็บปวดที่สุด เพราะประชาชนซีกที่ตาย เขาฝากความรู้สึกไว้ที่พวกผม ประชาชนที่เขาบาดเจ็บเสียดวงตา เสียแขน เสียขา เขาได้มอบ หัวใจให้กับพวกผม ประชาชนที่สูญสิ้นอิสรภาพจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมจึงบอกทุกครั้งเมื่อมีโอกาสว่าคนที่ถูกรัฐบาลชุดที่แล้วกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ตายไปแล้ว ถ้ารัฐบาลพวกผมมีโอกาสผมต้องอธิบายสิ่งใหม่ให้กับเขา เพราะช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้เด็กชาย เด็กหญิงไปเรียนหนังสือเป็นลูกผู้ก่อการร้าย ตามนิยามของรัฐบาลชุดที่แล้ว พ่อแม่ไปซื้อของในตลาด พ่อแม่ของผู้ก่อการร้าย ลูกเมีย ไปใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านใครก็บอกเมียผู้ก่อการร้าย ทั้งที่เขาเป็นพสกนิกร เป็นประชาชน ผู้รักประชาธิปไตย ผมบอกว่าเราต้องคืนความยุติธรรมให้กับเขาว่าคนที่ตายเขาเป็นวีรชน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และประชาชน ลูกก็ขอเป็นลูกวีรชน พ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่วีรชน เมียก็เป็นเมียวีรชน ไม่ใช่เป็นลูกผู้ก่อการร้าย เป็นพ่อแม่ผู้ก่อการร้าย เป็นเมียผู้ก่อการร้าย ตายแล้วยังไม่ได้รับความยุติธรรม ตายแล้วยังถูกเปิดฝาโลงแล้วยังไปยิงซ้ำ ไปกระทืบซ้ำ บ้านเมืองปรองดองไม่ได้ท่านประธาน ปกติสังคมไทยคนที่ตายแล้วเขาจะอโหสิกรรมให้ แต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ฆาตกรยังไปงัดฝาโลงแล้วไปยิงซ้ำ ไปกระทืบซ้ำ ไปใส่ร้ายซ้ำ ท่านคิดว่าเขาไม่เจ็บปวดกับคำว่าปรองดองหรือ แต่ทุกคนกล้ำกลืนด้วยความรู้สึกทั้งสิ้น ท่านคิดว่าเงิน ๗.๗๕ ล้านบาท ซื้อความตายได้ไหมครับ ผมเคยตอบนายสุเทพในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก นายสุเทพบอกว่าคนเสื้อแดงถูกจ้างให้ไปตาย ผมก็บอกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงมันมีแต่คนจ้างให้ใครไปฆ่าคน แต่ไม่มีใครเคยจ้างใครให้ไปตายได้ แล้วถ้าสามารถทำได้ผมขอจ้างให้นายสุเทพไปตายเสีย บอกมาว่าเอาเท่าไร นี่คือ โลกแห่งความเป็นจริง พอบอกว่าคนเสื้อแดงที่ตายมือเปล่าทุกคน นายสุเทพพูดสวนผมในสภา เพราะเขาเหล่านั้นเป็นมืออาชีพ ตายมือเปล่าบอกว่ามืออาชีพ ผมก็บอกว่าก่อนตายรู้ว่า จะถูกยิงเอาอาวุธไปใส่ในสระวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารใช่ไหม นิยายอันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ตายไปแล้วคนเสื้อแดงก็ถูกยัดเยียดเหมือนกับที่ชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เวลาผ่านไปหลายเดือนพรรคพวกอยู่ในเรือนจำ พวกหนึ่งหลบลี้หนีภัยถูกไล่ล่า ผมอยู่ข้างนอก เขาก็สงสาร นัดแนะผ่านคุณพิชิต ชื่นบาน นี่ละครับ ตามผมกับวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ไปฟัง หัวหน้าชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์เอากรณีศึกษาไฟไหม้ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์มาให้ดู เขาบอกเลยว่าที่มาหาคนเสื้อแดงเพราะเขารู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผา เขาถ่ายภาพได้ทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ จึงมีคนถูกดำเนินคดี ๒ คน ถูกจับบ่ายโมงคนหนึ่ง ถูกจับที่สนามหลวงคนหนึ่ง อ้ายนั่นถูกจับที่สนามหลวงมันโยนไม้ขีดไกลมา แต่ผม เรียนกับท่านประธานว่าชุดผจญเพลิงห้างเซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งเป็นห้างเดียวที่เขาจัดชุดผจญเพลิงเอง อยู่มาเป็นแรมเดือน บันทึกภาพรายละเอียดทั้งหมด เขาได้บอกเลยว่ากองกำลังติดอาวุธเวลานั้นไม่มีคนเสื้อแดงอยู่บริเวณนั้นแล้ว อยู่ใน วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ผมอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พรรคพวกผม ไปค่ายนเรศวรแล้ว ถามว่าทำไมต้องเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างอื่นรู้ว่าไฟจะไม่ไหม้ แต่ห้างนี้ ถูกรับเป้าแล้วใช้กำลังไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเดียวเท่านั้นที่กล้าเข้าไปคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของวังสระปทุม เขาบันทึกภาพบันทึกรายละเอียดทั้งหมด ผมออกมาจากคุก ช่วงนั้น เฮลิคอปเตอร์กำลังตกที่แก่งกระจาน ผมบอกว่านายสุเทพไปสาบานกันที่วัดพระแก้ว ว่าใครเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ขอให้มีอันเป็นไปแล้วนั่ง ฮ. คนละลำไปแก่งกระจาน ด้วยความเจ็บปวดจริง ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะข้อเท็จจริงพวกผมนั้นถูกไล่ยิง ในวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ผมนี่ถูกจับ แต่พรรคพวกไปที่ค่ายนเรศวร ผมเป็น ส.ส. อยู่ในสมัยประชุม อยู่ข้างนอกทวงความยุติธรรม ถูกถอนการประกันทุกอาทิตย์ จนกระทั่ง ยุบสภา ๓ วันก็ถูกจับไปขัง แต่ถามว่าทำไมผมจึงไม่หยุดที่จะต้องทวงความเป็นจริง เพราะผมเห็นศพเขา ผมเห็นความตายที่ปรากฏ ผมเห็นแววตาของลูกเขา เห็นแววตา ของเมียเขา ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ามีเด็กคนหนึ่งถือรองเท้าของพ่อที่เปื้อนเลือด มีสมบัติชิ้นเดียวที่จะได้จากร่างของพ่อไป ภาพอย่างนี้ประชาชนเขาจึงมีความเจ็บแค้น เขาจึงมาระบายออกด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เขาจึงมาเดิมพันชัยชนะ ในการเลือกตั้งด้วย แพ้ก็แพ้ด้วยกัน ชนะต้องชนะด้วยกัน เพราะเขาเห็นความตายเกิดขึ้น ผมจึงเรียนไปยังท่านประธานว่ามาวันนี้อะไรที่หยุดความตายได้ผมพร้อมทุกกรณี ผมไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนมาตายกันอีกแล้ว ผมพูดจากเหตุการณ์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ พอ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ย้อน พ.ศ. ปี ๒๕๓๕ กับปี ๒๕๕๓ ผมอยู่ในบริบทเดียวกัน บนเวทีที่มีความตายเกิดขึ้นทั้งหมด ผมไม่ต้องการความตายอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพ เมื่อมีคนมาเสนอว่าปรองดองเราไม่ต้องมาตายกันอีก ให้บ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย ผมจึงตอบขานรับ แต่ผมรู้ว่าบ้านเมืองนี้มันยากเหลือเกิน มีพวกหนึ่ง ที่ไม่ต้องการปรองดอง เพราะถ้าปรองดองแล้วประเทศจะเกิดความสงบ สงบก็คือ มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยึดมั่นในกติกา ประชาธิปไตย เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ชาตินี้ทั้งชาติเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้น เขาต้องไม่ปรองดองครับ เวลาคดีเหลืออยู่ไม่ต้องปรองดอง เพราะการไม่ปรองดองไปขึ้นป้าย ต่อต้านการโค่นล้มสถาบันเผื่อมีทหารเชื่อแบบ พลเอก สนธิไปยึดอำนาจเอง ต่อต้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อระบอบทักษิณ แล้วพยายามอธิบายว่าระบอบทักษิณ คือระบอบ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีทักษิณก็เป็นนักเรียนนายร้อย เป็นพสกนิกรจงรักภักดี ไม่มีใครเคยคิด แต่เวลานี้ละครลวงโลกฉากนี้ได้ถูกนำมาใช้ทุกครั้งเมื่อเวลาที่จะไปเล่นงาน ในปฏิปักษ์ ผมบอกว่าเอาอย่างนี้ไหม เรานักการเมือง ดีเลวดีชั่วมันอยู่ที่นักการเมือง จะเป็นไพร่ จะหน้าดำแขนคดอย่างไรก็ตาม แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรามีเรื่องระหว่างเรากันได้ ผมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อสู้ก็ให้เป็นการต่อสู้ระหว่างผมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมไม่ดีอย่างไร สุเทพว่ามา สุเทพไม่ดีอย่างไร ผมว่าไป แต่อย่าได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องอีก ไม่ใช่เถียงสู้พวกผมไม่ได้ ชี้ว่าผังล้มเจ้า พวกโค่นล้มสถาบัน ทั้งที่จริงตัวเอง ก็เปล่ากันทั้งนั้น แต่ว่าตัวเองไม่มีความดี ไม่มีเหตุผลในการสร้างความเชื่อให้กับประชาชน ผมเรียนไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติผ่านท่านประธาน ถ้าเราทำสิ่งนี้ได้สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ที่ ความแข็งแรงมากที่สุด นักการเมืองจะละเลงสกปรกกันอย่างไรเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่อย่าได้เอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องใด ๆ
ผมเรียนกับท่านประธานประเด็นเกือบสุดท้ายว่ามีการกล่าวหากันว่า พวกกระผมไม่พอใจต่อศาล และต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเล่นงานศาล ผมเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยังประธานศาลฎีกา พวกกระผมไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กับศาล แต่ที่ผ่านมานั้นความอยุติธรรมที่มันบังเกิดเพราะกระบวนการยุติธรรมตั้งต้นมันบิดเบี้ยว ไม่มีใครไปเสนอยกเลิกศาล ศาลก็มีความคิดเขียนบทความผ่าน แถลงความผ่าน ประชาชน ก็รับทราบ ผมจึงบอกเสมอว่านิติบัญญัติ บริหาร มีทรุด มีฟื้น เหลือสถาบันตุลาการ ซึ่ง พลเอก สนธิจะเข้าใจมากที่สุด และท่านจะมีความรู้สึกผิดเช่นเดียวกันว่าไม่ควรจะเอามา เกี่ยวข้องทางการเมืองเลย ซึ่งผมก็ทราบบรรดาเพื่อน ๆ ผมที่เขาอยู่ในกระบวนการนั้น เป็นเพื่อน ๆ คุยกันฉันเพื่อน เขาก็ต้องการสร้างความแข็งแรงด้วยการดำรงกันแบบเดิม เป็นสถาบันที่มีความเชื่อมากที่สุด ประชาชนก็มีความเชื่อ แล้วภายในก็ไปตัดสินใครแล้ว ตัดสินประหารชีวิตใครแล้ว ไม่ต้องระมัดระวังตัวใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกคนรู้ว่าศาล สถิตซึ่งความยุติธรรม วันนี้การจะมากล่าวหาพวกผม เพราะรู้ว่าพวกผมเองก็อยู่ในชั้นศาลหลายคดี เพื่อต้องการอธิบายกับชั้นศาลให้เข้าใจว่าพวกกระผมต้องการจะเล่นงานศาล เพื่อจะต้องการ ไปสร้างจินตนาการไปหลอกศาลอีกทีหนึ่ง ให้พิพากษาลงโทษพวกนี้ พวกนี้คิดจะล้มศาล เหมือนที่หลอกว่าจะมีการโค่นล้มสถาบัน เหมือนที่หลอกชุดสไนเปอร์ ชุดไปสั่งฆ่าประชาชน ว่าคนเสื้อแดงที่ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้ายมีอาวุธร้ายแรง โค่นล้มสถาบัน ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นสิ่งที่ทำมาต่างกรรมต่างวาระ เพราะฉะนั้นเขาทำสิ่งเหล่านี้ได้ในท่ามกลางบรรยากาศ ของประเทศที่ไม่ปรองดองกัน ผมเรียนกับท่านประธานว่าบ้านเมืองนี้ใครจัดตั้งกองกำลังอาวุธ ไม่ได้ เราต้องสร้างแนวทางสันติวิธีเท่านั้น มือเปล่านี่ละครับ บรรดาโลกต่าง ๆ ท่านประธาน ลองดูสิครับ เลือกตั้งในประเทศพม่า ออง ซาน ซูจีก็ชุดแดง ประชาชนก็แดงแล้ว อาหรับ อะไรก็แล้วแต่ การจุดประกายการต่อสู้ของประชาชนนั้นเกิดขึ้นทุกหัวระแหงถ้าที่ใดมีการกดขี่ วันนี้ผมเรียนกับท่านประธานว่าเรื่องความสมานฉันท์ของคนในชาติ ของคนที่มีความเชื่อ ทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น บ้านเมืองเรายังใช้เวลากันอีกนาน ถ้าตราบใดอีกฝ่ายหนึ่ง ยังมีความเชื่อว่าบรรยากาศแบบไม่ปรองดองเผื่อฟลุ๊ค (Fluke) จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ประเด็นต่อมา ท่านประธานที่เคารพ เรื่องปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนต้องมีความปรารถนา ถ้าท่านประธานจำความผมได้ผมบอกว่าเราต้องเลิกเล่นการเมือง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราผ่านความล้มเหลวกันมาทุกพรรค ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำสำเร็จมันจะมาเหลือถึงพรรคเพื่อไทยหรือ ก็แปลความกันว่าต่างฝ่ายต่างล้มเหลวกันมาทั้งคู่ แก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้สำเร็จ ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ใครจะได้หน้าตา แต่ประเทศไทยได้หน้าครับ เพราะฉะนั้นควรเลิกเล่นกับความตาย กับโชคชะตากรรมของประเทศเสียที ไม่ใช่พอลงพื้นที่ก่อน ข้าพเจ้ามาถึงก่อน นายกรัฐมนตรี มาถึงหลัง ทั้งที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับปัญหาของประเทศ แล้วต้องอธิบายว่าเจ้าหน้าที่ เขาได้จัดการไม่มีเวลามามัวดูแลคุ้มครองนายกรัฐมนตรีจะได้ใช้เวลาในการไปเสาะหาคนร้าย พอสถานการณ์นิ่งจึงลงไป หลักการบริหารประเทศอยู่ตรงนั้น แต่ประเทศเราขนาดความตาย ของใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และขยายมาที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ลงไปก่อน บอกว่านายกรัฐมนตรีลงหลังเอาอย่างเรา เราลงก่อน บ้านเมืองแบบนี้มันปรองดองไม่ได้ ท่านประธาน ผมไม่ต้องการให้บรรยากาศทางการเมืองนั้นมันได้เกิดความรู้สึกที่ว่าอะไรก็ได้ ขอให้ข้าพเจ้าได้ทางการเมืองเอาไว้ก่อน แม้ว่าเรื่องเราอาจจะต้องเสียดินแดนไทย-กัมพูชา พวกกระผมแม้กระทั่งว่าเป็นประชาชนธรรมดายังเดินหน้าแสวงหาสันติภาพ ไม่ว่า กับพี่น้องลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศพม่ามีโอกาสก็จะไป เพราะเราย้ายประเทศ หนีออกจากเพื่อนบ้านไม่ได้ แต่สถานการณ์ในภายภาคหน้าบทเรียนราคาแพงที่สุดก็คือว่า การเล่นการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อได้ประโยชน์ทางการเมืองในประเทศไทยนั้น จะนำพาสู่ประเทศไทยเสียดินแดน ท่านประธานกับผมและสมาชิกในสภาแห่งนี้เราจะมี โอกาสเห็นวันประเทศไทยเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง เราโทษประเทศกัมพูชาไม่ได้เลยครับ แต่เพราะว่าตลอดระยะเวลา ๕๐ ปี คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่บอกว่ามี ๑๐ ช่อง ใช้ช่องอุทธรณ์ได้ ปรากฏว่าทุกนายกรัฐมนตรีไม่เว้นหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ไม่กล้า ใช้สิทธิอุทธรณ์เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าประเทศไทยจะไม่เสียดินแดนมากกว่าเดิม แต่พอไป ประกาศศึกกับประเทศเพื่อนบ้าน นายกรัฐมนตรีทักษิณไปประเทศไหนผู้นำประเทศนั้นดีด้วย ก็ไปวีน (Ween) ใส่ประเทศนั้น ประเทศกัมพูชาดีกับนายกรัฐมนตรีทักษิณ ประเทศนี้ ก็ตามไปรบประเทศกัมพูชา กับประเทศลาวยังเครียดเลย กับประเทศพม่า ประเทศพม่าไม่ให้เข้าประเทศตั้งนาน ลามไปถึงประเทศรัสเซีย มันกลายเป็นอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพ มันกลายเป็นว่าแนวความคิดทางการทูตของประเทศนี้เป็นแนวการทูต ในอดีตนั้นเป็นแนวการทูตเพื่อเอาประโยชน์กับสถานการณ์การเมืองของตัวเอง แต่ไม่ได้ คิดถึงดินแดนของประเทศชาติ สิ่งที่พวกผมเป็นความทุกข์และผมอธิบายกับรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดที่แล้ว ไปก่อเหตุสร้างเรื่องมานั้นศาลโลกจะตัดสินในสมัยรัฐบาลเรา แล้วเราก็จะถูกปลุกระดมใส่ร้าย ทั้งที่พวกเราเองเป็นเหยื่อในสถานการณ์อันนี้เหมือนกับคนไทย ๖๔ ล้านคน คำว่า เราไม่พร้อมจะเสียดินแดนแม้แต่เพียงตารางนิ้วเดียว แต่ไปใช้ความโง่ไปทะเลาะกับเขา จนเขาใช้เป็นช่องว่าง เขาไม่มีทางเลือก เขาประเทศเล็กกว่าส่งไปยังศาลโลก และท่านประธานก็แลเห็นแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ แล้วคนไทย จะรับสถานการณ์อันนี้ได้อย่างไร ผมบอกรัฐบาลเลยว่าเราต้องอธิบายกับพี่น้องเราได้เข้าใจ ผมคุยกับอดีตทหารบอกว่าจตุพรช่วยอธิบายคนไทยให้เข้าใจ ผมบอกเข้าใจทำไม เดี๋ยวคนไทยรู้แล้วจะช็อกแล้วจะทำใจไม่ได้ ผมเล่ากับท่านประธานฟังก็คือว่าความปรองดอง ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ในต่างจังหวัดหรือ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่กับประเทศเพื่อนบ้านเรายังจะต้องปรองดองเลย ผมสรุปความอย่างนี้ครับท่านประธาน ที่เคารพ บ้านเมืองนี้เราเดินมาถึงจุดหนึ่งเราเคยพูดทุกครั้งเวลามีการยึดอำนาจ ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย เราจะพูดทุกครั้งเมื่อเวลารัฐบาลฆ่าประชาชน ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย แต่ทั้งหมดไม่เคยเป็นครั้งสุดท้ายเลย ผมเรียนไปยัง ท่านประธานบอกไปยังพี่น้องประชาชนว่า ประชาชนมีหน้าที่ในการเตรียมตัว ผมเรียนไปยัง บรรดาแม่ทัพนายกองว่าขอให้ท่านทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติ พวกกระผมไม่ได้มีความคิด อคติกันใด ๆ คนที่ผมโกรธคือนักการเมืองที่สั่งท่านให้มาฆ่าประชาชน นักการเมืองที่บอกว่า ประชาชนเป็นคนล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรงเป็นผู้ก่อการร้าย ผมต้องการเอานักการเมืองเข้าคุก แล้วผมต้องการให้ทหารเป็นรั้วของชาติ ลำพังนักการเมืองทะเลาะกันไม่น่าห่วงครับ ต่อให้ ยืนประท้วงยืนกันเป็นตับแบบสนามเด็กเล่นไม่มีปัญหาครับ ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนี้ไม่ได้ ถ้าทหารไม่มายุ่ง วันนี้ทหารต้องรู้ว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพสกนิกร มีความจงรักภักดี ทหารต้องรู้ว่าหมู่บ้านเสื้อแดงเขาเป็นพสกนิกร มีความจงรักภักดี สงสัยลงไปหมู่บ้านเลย อย่าให้ใครมาอธิบายความโดยใช้ประโยชน์ เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถสู้กับรัฐบาลชุดนี้ได้ตรง ๆ แต่จะอภิปรายพูดหลอกล่อให้ทหารหลงเชื่อ ให้คนบางกลุ่ม หลงเชื่อ แล้วท้ายที่สุดผลร้ายตกกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พวกกระผมเรียนกับท่านประธานว่า ถ้ารัฐบาลชุดนี้เขาบริหารไม่ดี ๔ ปีมาวัดกัน ๔ ปีมาพิสูจน์ในสนามประชาธิปไตย บ้านเมืองเวลานี้ ผมเรียนไปยังคณะกรรมาธิการปรองดองว่าประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลมาก นี่ครับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน บางประเทศ ๓๐ ปี บางประเทศ ๒๐ ปี บางประเทศ ๑๐ ปี แต่ประเทศไทยกำลังร้อนแรง ในเวลานี้ สมัยก่อนเราพูดเสมอครับว่าแม้กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายตวนกู อับดุล ราห์มาน ยังมาจบที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โรงเรียนวัดบ้านเรา นายกรัฐมนตรีมาจบมัธยม แต่ท่านประธานลองไปดูประเทศมาเลเซียเดี๋ยวนี้สิครับ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงเขาพัฒนาไปไกลเพราะการเมืองเขามีเสถียรภาพ ประเทศเวียดนาม ผ่านสงครามมามากมาย เวลานี้ถ้าประเทศไทยยังเอากันแบบนี้นะครับ ประเทศเวียดนาม ก็จะแซงประเทศไทย และข้าวไม่กี่วันเขาก็จะแซง ถ้าการเมืองเราไม่มีเสถียรภาพ ประเทศกัมพูชาและประเทศลาวทรัพยากรเขาล้นเหลือ นักท่องเที่ยวเฉพาะเมืองเสียมเรียบ ปีเดียว ๒,๕๐๐,๐๐๐ คน คนที่ไม่รู้จักประเทศกัมพูชาไปเมืองเสียมเรียบ โรงแรมห้าดาว มีเป็นร้อยกว่าแห่ง เป็นถนนแห่งโรงแรม เศรษฐกิจเจริญ ใช้เงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายในกรุงพนมเปญสูงกว่าประเทศไทย กรุงเวียงจันทน์ก็เช่นเดียวกัน แต่ประเทศไทย เข้าใจว่าตัวเองยังเจริญกว่าเขาอยู่ เวลานี้นี่ ประเทศสิงคโปร์เมื่อก่อนแข่งกับเรา สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ๒ ปีสุดท้ายก่อนที่ พลเอก สนธิท่านจะตัดสินใจยึดอำนาจ นายกรัฐมนตรีทักษิณนี้ ได้ทำให้ประเทศไทย ๒ ปีติดต่อกันครั้งแรก คือทำงบประมาณสมดุล คือไม่ต้องกู้ประเทศใด ๆ มาอีก แต่นับตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่านับตั้งแต่นั้นจนกระทั่งบัดนี้หาทางกลับที่เดิมไม่ได้เลย
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยัง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. คดีพวกผมท่านได้ทำไปเถอะครับ แต่คดีทุจริต ใน ปรส. ๖๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จ่ายเงินต้น จ่ายดอกเบี้ยรวมกันกว่าปัจจุบัน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว คดีจะขาดอายุความ อย่าให้ขาดอายุความเหมือนอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ขายยาง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นท่านประธานที่เคารพ มันกลายเป็นว่าถ้าเป็นพวกผมท่านเร่งเลย แต่ว่ากรณีถ้าเป็นอีกพวกหนึ่งความเสียหาย ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินต้น แล้วจ่ายไปจ่ายไป จ่ายมาจ่ายไปจ่ายมาจะปาเข้าไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ไม่มีใครรับผิดชอบเลยท่านประธาน และคดีกำลังจะขาดอายุความ แล้วผมทายเลยว่าคดีนี้ขาดอายุความ เงินที่บอก ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทที่ไปยึด พันตำรวจโท ทักษิณ ถ้าบริษัทในระนาบเดียวกันเติบโตในตลาดหลักทรัพย์เดียวกันยึดทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา แต่ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท มันเทียบไม่ได้กับทุจริต ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นผลพวงลามมา เกือบเท่ากับงบประมาณประเทศไทยปีหนึ่ง แต่เวลาอธิบายไม่เคยพูดสิ่งเหล่านี้เลย ประเทศไทยกำลังจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านี้ ยาวนานมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ๑๕ ปีแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนต่อท่านประธานว่าขบวนการต่าง ๆ ถ้าต้องการจะลบเป้า กับพวกกระผม เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ว่าเต็มที่ครับ แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าบรรยากาศของพวกผมนั้นเราต้องการให้เห็นว่าในช่วงรณรงค์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงของการดำเนินการการปรองดองอะไรก็ตาม เราจะต้อง ทำความจริงให้เกิดเป็นบรรยากาศประชาธิปไตย นั่นต้องเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ ประเทศ ที่มีความเสมอภาค ถ้าไม่มีเสรีภาพ ไม่มีความเสมอภาค ความภราดรภาพมันก็ไม่เกิดขึ้น วันนี้ไม่ใช่เรื่อง ๑๕ ล้านเสียงครับ แต่คนมีสิทธิเลือกตั้ง แล้วเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยกให้พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก ประชาชน ๖๔ ล้านคน เขาคิดอะไรนั้นไม่มีใครทราบ แต่ว่าถ้าต้องการจะพิสูจน์เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีทักษิณแก้ไขปัญหาความยากจนบอกว่า ใครเป็นคนจนให้ไปขึ้นทะเบียนที่อำเภอ คน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนไปขึ้นทะเบียน แล้วก็มี ๑๒ ล้านปัญหา รู้ว่าคนจนเพราะอะไร เพราะฉะนั้นใครไปคิดแทน ๖๔ ล้านคนไม่ได้ เพราะไม่เคยถามประชาชน เพราะฉะนั้นเราก็พร้อมว่าเราจะถามประชาชนกันก็ได้ ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการบรรยากาศการเมืองแบบนี้กันแล้ว แต่ถ้า การเมืองประชาธิปไตยปกติพวกผมก็ชนะตลอด ไม่ปกติพวกผมก็ชนะ แต่ไม่ปกติพวกผม ถูกปล้นได้ เห็นไหมครับ ผมจึงเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพว่าที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติด้วยความเสียสละ ของทุกคนที่พยายามจะทำกัน วันนี้ท่านต้องปล่อยวางทุกอย่าง ขอบคุณในความตั้งใจ แต่มองทุกอย่างอย่างมีสติมากที่สุด บอกไปยังสถาบันพระปกเกล้า อยากจะถอนรายงาน ก็เชิญ ในความเห็นผม เพราะผมไม่เชื่อว่ารายงานฉบับเดียวจะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นหรือเลวลง แต่ทั้งหมดนั้น วันนี้แต่ละคนนั้นจะมองประเทศ มองสังคมประชาชนโดยรวมมากกว่าตัวเอง ได้อย่างไร ถ้าคิดในสังคมที่มันมีความสงบ มีความสมานฉันท์ ซึ่งคำว่า สมานฉันท์ นี่ครับ เวลานี้ก็กลายแปลว่าคำว่า โกหก ไปแล้ว ผมเรียนกับท่านประธานว่าถ้าเราไม่สร้าง ประชาธิปไตย อย่างโลกศิวิไลซ์ทั้งหลาย ประชาธิปไตยภายใต้อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข และดำเนินตามกระบวนการปกติ ประชาชนมอบความไว้วางใจ ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครบ ๔ ปีไปเลือกตั้งใหม่ ถ้าเรายืนอยู่ในระบบนี้ไม่เกิน ๒ สมัยครับ ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราจะพลิกฟื้นคืนสภาพกันมา เพราะถ้าเราไม่พลิกฟื้นอันนี้เราต่อไปอย่าว่าแต่ ตามหลังประเทศสิงคโปร์ อย่าว่าแต่ตามหลังประเทศมาเลเซีย อย่าว่าแต่ตามหลัง ประเทศเวียดนาม เราอาจจะต้องตามหลังประเทศพม่า หน้าไทยนี่นุ่งโสร่ง หน้าไทย เป็นประเทศกัมพูชา หน้าไทยเป็นประเทศลาว ไม่ใช่เราไม่มีศักยภาพ แต่คนบ้านเมืองเรา มันเห็นแก่ตัวจนมากกว่าการเห็นกับประเทศชาติ ผมเรียนกับท่านประธานด้วยความรู้สึก ผมบอกเสมอว่าในการต่อสู้ ชีวิตอิสรภาพเป็นเรื่องเล็กมาก ความตายผ่านกันมาหลายครั้ง และอย่างไรมนุษย์เราหนีความตายไปไม่พ้น แต่การเกิดมาชีวิตหนึ่งเกิดมาเป็นคนไทยแล้ว เราต้องมีหน้าที่ อะไรที่มันไม่ถูกไม่ควร ผมต้องการอธิบายกับท่านประธานว่าทุกคน ที่อยู่ในเวลานี้เหมือนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญพูดคำหนึ่งเป็นปรัชญาว่าปรองดองได้ แต่ต้องให้คนรุ่นนี้ตายหมดเสียก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าตายหมดพร้อม ๆ กันได้อย่างไร นั่นมันก็เป็น ความคิดหนึ่งว่าคนรุ่นนี้ในความหมายของประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งคุยแล้วก็ถูกมากที่สุดว่า คนรุ่นนี้พูดกันไม่ได้แล้ว เพราะคนรุ่นนี้เห็นในมิติส่วนตัวมากกว่าประเทศชาติ ผมอภิปรายวันนี้ เพื่อบอกกับท่านประธานว่าผมไม่ได้มีอะไรติดค้างอยู่ในหัวใจเป็นการส่วนตัว ข้อเท็จจริง ทั้งหมดไม่ว่าเรื่องการยึดอำนาจอยู่ในความทรงจำ เรื่องการสั่งฆ่าประชาชน กระบวนการ กฎหมายอาญาต้องเดินหน้าต่อไป และผมท้าเลยว่าจะนิรโทษกรรมทุกคนก็ได้ เว้นผมกับณัฐวุฒิ ฝ่ายนี้ ฝ่ายนั้นเว้นอภิสิทธิ์กับสุเทพ แล้วตั้งต้นให้เท่ากัน ถ้าบ้านเมืองนี้สงบฝ่ายละ ๒ คน ผมก็พร้อมที่จะเดิน แม้กระทั่งเดินสู่หลักประหารผมก็พร้อม เพราะชีวิต ณ วันนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่เชื่อเลยว่าประเทศไทยมันจะเดินหน้าได้ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ แต่ผมเชื่อว่าประเทศไทยมันจะเดินได้ถ้าเรามาคุยกัน เรื่องคดีว่าตามกระบวนให้มันยุติธรรมจริง ๆ ทุกกระบวนการ เรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมว่าเราจะเดินหน้ากันอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะทำหน้าที่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงจังหวะ ท้าย ๆ ก็ได้ เพราะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ผมได้พูดโดยเอาหัวใจมาตอบ โดยเอาหัวใจมาอธิบาย ความจริงแล้วผมตั้งใจ สิ่งที่ผมมาอภิปรายผมจะไม่พูดถึงใครเลย แต่วันนี้ผมต้องเปลี่ยนสคริปท์ (Script) บางส่วน แต่ผมเรียนกับท่านประธานว่าตราบใดที่บ้านเมืองหาความสงบไม่ได้ประเทศนี้ก็นับถอยหลัง แม้ว่าเราจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพ แต่เราไม่มีวันจะข้ามพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้ จะปรองดองหรือไม่ปรองดองผมพร้อมทุกกรณี จะรบกันก็พร้อมทุกกรณี แต่ว่าถ้าสังคม โดยรวมว่าเราต้องปรองดองกันแล้วก็ควรปรองดองด้วยหัวใจ แต่ว่าไม่ใช่พูดว่าปรองดอง แต่ว่า แล้ววิพากษ์วิจารณ์สาดเสียเทเสีย เพราะว่ามันไม่มีอะไรแล้วท่านประธานที่เคารพ เราแบกความตาย แบกความบาดเจ็บ แบกความสูญเสียอยู่ในทุกค่ำคืนทุกวินาที แต่วันนี้ จะให้ผมเองนั้นมาทนฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายฆาตกรแล้วก็ไปร้องขอการปรองดอง ขอความเมตตาจากฆาตกรนั้น ผมตอบคนตาย คนบาดเจ็บที่เป็นผู้สูญเสียไม่ได้ แต่ถ้าประเทศส่วนใหญ่ช่วยกันคิด คณะกรรมาธิการที่ทำรายงานไปยังรัฐบาล รัฐบาล จะคิดต่อหรือไม่คิดอย่างไรก็ให้เดินหน้าตามกระบวนการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เดินไป เรื่องการปรองดองใครคิดจะทำอะไรกันได้ว่าคิดกันแล้วแล้วเกิดความสงบ พลเอก สนธิ พลตรี สนั่นเจ้าของปรองดองทั้งคู่หันหน้าเข้ามาหากันขอประสานความร่วมมือกับส่วนต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าคนผิดยังต้องเป็นคนผิดไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความเป็นฆาตกร ของใครไปได้ เพราะฉะนั้นคดีความเดินหน้า และทุกอย่างจะยึดหลักใช้กฎหมาย อย่างตรงไปตรงมา นิติรัฐ นิติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าถ้าเสมอภาคกัน บ้านเมือง เกิดความปรองดองได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ