ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องการสร้างความปรองดองในบ้านเมือง โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองและเรียกร้องการแก้ไขปัญหานี้เพื่อไม่ให้ประเทศชาติเผชิญกับความขัดแย้งในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการต่อแนวทางการสร้าง ความปรองดอง ต่อกรณีที่เสนอให้มีการสานเสวนาต่อเป็นข้อเสนอที่ควรรับฟัง แต่น่าจะ เกินหน้าที่ของกรรมาธิการ สภาอาจจะมอบให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการหรือไม่ อยู่ที่สภาแห่งนี้ที่จะพิจารณากันในโอกาสต่อไป ผมได้ฟังการอภิปรายทั้ง ๒ ฝั่งในฐานะที่เป็น กรรมาธิการรู้สึกสบายอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าทุกฝ่ายอ้างถึงเห็นใจพี่น้องประชาชน กรรมาธิการ ได้เชิญภาคธุรกิจเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศมาให้ข้อมูล อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่า ฝ่ายการเมืองของเราเป็นเพียงภาคส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ทั้งประเทศขณะนี้เขาจับจ้อง มองเราอยู่ว่าเราจะร่วมมือกันสร้างความปรองดองแห่งชาติได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า เราได้ใช้เหตุและผลในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยอย่างไร ผมคงไม่ยกตัวอย่าง เพราะเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงความเห็นของภาคเอกชนมามากแล้ว แต่อยากจะให้ความเห็น ของภาคธุรกิจเอกชนต่างประเทศเพียงรายเดียวที่เขาให้ความเห็นไว้แล้วน่ารับฟังมาก นั่นก็คือประธานเจโทร (JETRO) ของประเทศญี่ปุ่น เขาเดินทางมาให้ถ้อยคำ กับคณะกรรมาธิการด้วยตนเอง มีล่ามที่เขานำมาด้วยตนเองด้วยมาแปลเป็นภาษาไทย มีการซักกันอย่างละเอียด เขาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการว่ามีปัจจัยอยู่ ๒ ปัจจัย ที่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นถอนการลงทุนหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับการจัดการภายใน ของประเทศไทย
ปัจจัยแรก คือการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัยซึ่งทำความเสียหายให้กับ ธุรกิจเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ก็ยังโชคดีครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นนำคณะไป ไปชี้แจงจนเขาเข้าใจ นั่นปัจจัยนั้นหมดไป
ปัจจัยที่ ๒ ก็คือเรื่องความขัดแย้งในบ้านเมืองของเรา ซึ่งเขาบอกว่าความจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนเลย แต่ทำไมประเทศไทยพี่น้องประชาชนคนไทย แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เขาสงสัยมาก วันนี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ก็มีกรอบเล็ก ๆ ที่ประธาน ของธนาคารเก่าแก่ธนาคารหนึ่งก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าความขัดแย้งของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ที่จำเป็นที่จะต้องแก้ไข รวมทั้งการพัฒนาทางด้านกฎหมาย ถ้าเราแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เราไม่พ้นกับดักแห่งความขัดแย้ง บ้านเมืองข้างหน้าพี่น้องประชาชนคงสาปแช่งเรา อย่างแน่นอน
สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนในประเด็นต่อไปก็คือว่าในอดีตเรื่องการปรองดองก็ดี การนิรโทษกรรมก็ดี ถูกหยิบยื่นไปจากผู้มีอำนาจเช่นการใช้คำสั่ง ๖๖/๒๓ หรือกรณี มีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วไม่สำเร็จมีการกบฏ ผู้มีอำนาจก็หยิบยื่นไปให้ ผมดูรัฐบาลนี้ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ท่านอาจจะเห็นว่าทำอย่างไร ถึงจะให้สภาซึ่งเป็นที่รวมของทุกพรรคการเมืองมีตัวแทนของทุกพรรคการเมืองอยู่ จะพิจารณาเรื่องนี้ก่อน นั่นล่ะผมคิดว่าการพิจารณาในวันนี้หรือเมื่อวานนี้มาถึงวันนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะหาทางออกให้กับประเทศ มติในวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล จำเป็นที่จะต้องนำไปพิจารณา อาจจะนำข้อเสนอของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปดำเนินการ ในการสานเสวนาต่อก็เป็นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะไม่เคย สานเสวนาในข้อนี้ อยากให้เพื่อนสมาชิกเปิดเอกสารหน้า ๒๔ (๒) การสรุปบทเรียน จากเวทีประชาเสวนาหาทางออกซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้ดำเนินการในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยให้ประชาชนหลายภาคส่วนร่วมกันเสวนาหาทางออกของประเทศไทยในช่วง เดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ นี่ทำตั้งแต่ยังไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ สถาบันพระปกเกล้าก็มีสำนักสันติวิธีซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นอะไร ท่านสมาชิกอาจจะเห็นว่าไม่เพียงพอ ก็เป็นเรื่องที่สภาจะมีมติหรือมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ในการที่จะแก้ไขปัญหา ของชาติบ้านเมืองของเรา ผมมีสิ่งที่อยากจะกราบเรียนเพื่อนสมาชิกในฐานะกรรมาธิการ มีการนำความยุติธรรมเชิงเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง คอป. ก็ดี สถาบันพระปกเกล้าก็ดี มาใช้ ในการศึกษาวิจัย หลักความทรงจำเป็นเรื่องสำคัญ ผมมีประเด็นที่อยากจะเสนอต่อที่ประชุม ผมกลับไปยังพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผมได้รับเลือกตั้งมาจากจังหวัดนครพนม จังหวัดนครพนมโหวตโน (No) สูงสุดของประเทศในการไม่รับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ผมไม่คิดมาก่อนในการอภิปรายเมื่อมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่าผมจะต้องมานั่งคู่กับอดีตประธาน คมช. ซึ่งเป็นผู้ปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กับการทำงานในพื้นที่ของผมที่ต่อต้านในเรื่องนี้มาตลอด กลับไปยังพื้นที่ พี่น้องประชาชนก็สอบถามในเรื่องนี้ และในขณะเดียวกันความขัดแย้งในบ้านเมืองที่ยังดำรงอยู่ อยู่ทุกวันนี้ ผมมองว่านี่ล่ะปัญหาเกิดจากตรงนี้ การที่บ้านเมืองเราไปไม่ถึงไหน ประเด็นสำคัญก็คือการเมืองไม่ต่อเนื่อง ผมเคยอภิปรายในการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกว่าผมมีผู้ช่วย ส.ส. คนหนึ่ง เขาจบการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับประเทศไทยอยู่ในเอเชีย (Asia) เหมือนกัน ประเทศญี่ปุ่นมีพระมหาจักรพรรดิ ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ใกล้เคียงกับประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในสมัยราชวงศ์เมจิ แต่ประเทศญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ของประเทศไทยเรามี ๑๘ ฉบับ กำลังจะมีฉบับที่ ๑๙ ประเทศญี่ปุ่นไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทยมีการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้ง ผมจำไม่ได้แล้ว แต่การเมืองของประเทศไทยไม่ต่อเนื่อง เมื่อการเมืองประเทศไทยไม่ต่อเนื่อง บ้านเมืองเราถึงไปไม่ถึงไหน ในฐานะที่ผมเป็นเลขานุการของคณะกรรมาธิการอีกคณะหนึ่ง คือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังร่างอยู่ในขณะนี้ ผมมีความคิดว่าจะนำเรื่องนี้ให้ผู้ที่จะเป็นว่าที่ สสร. ไปประกาศเป็นเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชน ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารไม่ให้มีในโอกาสต่อไป ไม่ว่าจะไปทำ ประชาพิจารณ์ ณ จุดไหน จังหวัดไหน ภาคไหน ก็ขอให้มีเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ในอันที่จะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ย้อนมาที่ประเทศญี่ปุ่นอีกนิดหนึ่ง ประเทศญี่ปุ่น ครองโดยเสียงของพรรคแอลดีพี (LDP) ๕๐ กว่าปี เขาไม่เห็นถูกต่อว่าว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา แต่เมื่อเขาไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้เพราะถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชันก็ดี หรือบริหารบกพร่องก็ดี ประชาชนของประเทศญี่ปุ่นเขาก็เปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้อง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็เปลี่ยนมาเป็นดีพีเจ (DPJ) คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านสมาชิกว่า ความขัดแย้งในบ้างเมือง การเมืองไม่ต่อเนื่องทำให้บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้ครับ