สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

ขจิตร ชัยนิคม หารือเรื่องความกระจ่างของการอภิปรายและการเข้าใจของประชาชน และเสนอให้ชาติบ้านเมืองกำหนดความต้องการในอนาคตร่วมกัน โดยเสนอให้ออกกฎหมายให้นิรโทษกรรมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต

นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม ในฐานะกรรมาธิการ หลังจากที่ฟังการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานนี้ เช้านี้มีสิ่งที่ผม ควรจะชี้แจงเพื่อความกระจ่างของที่ประชุม แล้วก็ความเข้าใจของพี่น้องประชาชน

ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะชี้แจงมีการนำไปพูด หลายคน หลายสถานที่ ทั้งในและนอกสภาแห่งนี้ ทั้งที่เคยเป็นกรรมาธิการและไม่เคยประชุมร่วมกรรมาธิการ นั่นก็คือมีความสงสัย แล้วก็อภิปรายว่ารายงานซึ่งคณะกรรมาธิการเสนอเข้ามาในที่ประชุมนี้ ทำนองว่าเป็นรายงานที่ไม่สมบูรณ์บ้าง หรือร้ายแรงก็คือเป็นรายงานเถื่อน ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอชี้แจงผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการประชุม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ มีการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการชุดแรกซึ่งอาจจะเป็นดำริ ของท่านประธานว่าต้องการให้รายงานชุดแรกออกไปสู่สายตาประชาชนก่อน เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจ คณะกรรมาธิการได้พิจารณากันทั้งวันครับ ได้มีความเห็นแตกต่างกัน สุดท้ายวันนั้นผมเป็นคนเสนอท่านประธาน บอกว่า ไหน ๆ ก็อภิปรายกันมาทั้งวันแล้วก็ให้ลงมติเสียว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กรรมาธิการ หลายท่านบอกว่าวันนี้เพิ่งเอารายงานมาให้ขอคืนไปดูก่อนแล้วก็มาพูดกันในครั้งต่อไป ในที่สุดครับมติที่ประชุม ครั้งที่ ๑๔ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ มีมติบอกว่าให้กรรมาธิการ นำรายงานไปดูให้ละเอียดก่อน แล้วค่อยนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นี่คือการประชุม ครั้งที่ ๑๔ ต่อมาเป็นการประชุม ครั้งที่ ๑๕ ในวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ โดยสรุปในวันนี้มติที่ประชุมมี ๔ ข้อ ข้อที่ ๔ บอกว่ามอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการไปจัดทำ รายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป นี่คือมติที่ประชุม ในครั้งที่ ๑๕ วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ มีปรากฏในรายงานการประชุมชัดเจน ท่านประธานครับ ต่อมามีการประชุมอีกในวันที่ ๑๓ มีนาคม ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ก็มีการประชุม แล้วก็มีวาระรับรองรายงานการประชุมในครั้งที่ ๑๕ ผ่านการรับรอง ในวันสุดท้ายที่มีการประชุมกัน ต่อมามีการประชุม ครั้งที่ ๑๗ ซึ่งเป็นครั้งที่ประชุมวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ มติที่ประชุมบอกว่าที่ประชุมเห็นชอบให้กรรมาธิการที่มีความเห็นแย้ง ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยได้บันทึกความเห็นมาเพิ่มเติม แล้วก็ให้นำรายงานของอนุกรรมาธิการ วิสามัญที่ศึกษาเรื่องชายแดนภาคใต้มาประกอบเป็นภาคผนวก ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดมีในรายงานที่ผมได้รับเล่มนี้ครับ แล้วก็ไปเปิดดูมีในชวเลข บันทึกของชวเลขทั้ง ๔ ครั้ง มี ยืนยันว่าการประชุมนี้สมบูรณ์ รายงานการประชุมนี้ประชุมกัน ถึง ๔ ครั้ง แล้วมีมติชัดเจนให้ฝ่ายเลขานุการทำเสนอสภาผู้แทนราษฎร นี่คือเรื่อง การรายงานของคณะกรรมาธิการ ก็อยากจะกราบเรียนเพราะว่าบางครั้งแม้กระทั่ง ท่านที่เป็นสมาชิกสภาฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทยบางท่านก็ยังจะเชื่อไปตามความเชื่อ ที่บางคนมาพูดว่าแม้ในรายงานไม่สมบูรณ์นัก ผมเรียนยืนยันว่ารายงานนี้สมบูรณ์ มีมติ ของคณะกรรมาธิการชัดเจน ส่วนการที่คณะกรรมาธิการบางท่านใช้เป็นเหตุผลในการที่จะลาออก ในภายหลังนั้นก็เป็นความเห็นของท่านที่จะต้องเคารพ กราบเรียนท่านประธานว่า ในวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่กรรมาธิการบางท่านยกเป็นเหตุเอามาอ้างนั้น เป็นการแถลงของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะชี้แจงผลการวิจัยของสถาบันต่อสาธารณะ ท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการบางท่านอาจจะไปร่วม ผมไม่ได้ไปร่วม เพราะว่าไม่ใช่มติของคณะกรรมาธิการต้องไปร่วม เป็นงานของสถาบันพระปกเกล้า ที่จะต้องทำความเข้าใจกับสังคม กับสาธารณะ เพราะขณะนั้นอาจจะมีบางกลุ่มบางท่าน ได้ชี้แจงหรือนำเอาผลการวิจัยในบางประเด็นด้วยความวิตกกังวล ด้วยความห่วงใย ต่อประเทศชาติของกลุ่มท่านเหล่านั้น อาจจะเกินเหตุหรืออาจจะเกินพอดีในความเห็นผม ก็เลยมีการกดดันให้สถาบันพระปกเกล้าออกมาแถลงผลการวิจัยต่อสาธารณะ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ารายงานที่รับมา บางท่านก็บอกว่ารายงานผลการวิจัย นี่ไม่ตอบโจทย์กรรมาธิการจึงเขียนขึ้นมาเอง อันนี้ไม่ใช่ครับ นี่คือรายงานการวิจัย ฉบับแรกของสถาบันพระปกเกล้า เย็บรูปเล่มแบบนี้ครับ กรรมาธิการให้ความเห็นแล้ว สถาบันพระปกเกล้าก็น้อมรับไป แล้วปรับปรุงมาเป็นเล่มนี้ครับ สีนี่สถาบันพระปกเกล้า ก็ยังเอาสีเหลืองกับสีแดงมาผสมกันครับ ทำเป็นปกนี่ครับ เพื่อต้องการให้เกิดความปรองดองครับ นี่คือสิ่งที่ได้รับรายงานมาทั้งหมด แล้วก็มีบรรจุในภาคผนวกให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านแล้ว

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมอีก จากการที่นั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ก็อยากจะกราบเรียนว่าวัตถุประสงค์ของคณะกรรมาธิการ ที่ได้รับมอบหมายไป เราได้รับมอบหมายจากสภานี้ครับ ให้ไปศึกษาใช้เวลา ๓๐ วันครับ พอคณะกรรมาธิการหลายท่านทุกฝ่ายเสนอมีความเห็นตรงกันครับว่าเราจะไม่ให้ ความเห็นเอง เราจะไม่สรุป เราจะไม่ลงไปเรื่องข้อเท็จจริง แต่เราจะแสวงหาทางปรองดอง ตามที่สภาได้มอบหมายไป เราจึงตั้งคำถามให้สถาบันพระปกเกล้าครับ ท่านประธานครับ คำถามที่คณะกรรมาธิการได้ให้กับสถาบัน ก็คือว่าอะไรคือรากเหง้าของความขัดแย้ง ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือท่อนแรกครับ ต่อไปก็คือว่ามีปัจจัยหรือกระบวนการใด ที่ทำให้คนในสังคมสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ สถาบันพระปกเกล้าได้รายงานมา ผมคิดว่าเป็นรายงานที่ละเอียด เขาใช้เวลา ๓๐ วันไม่ได้ แล้วขอกับกรรมาธิการบอกขอ ๑๒๐ วัน จึงเป็นสาเหตุนำมาสู่ การขยายเป็น ๑๒๐ วัน แล้วก็ได้เล่มนี้มาครับ ในเล่มนี้มี ๕ บท รายละเอียด ผมจะไม่กล่าวถึงครับท่านประธาน แต่ผมอยากจะสรุปให้ท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย ที่ท่านจะเป็นคนกลุ่มที่สำคัญที่จะนำความปรองดองกลับมาสู่ชาติบ้านเมืองให้ได้ทราบว่า โดยข้อสรุปที่ผมได้จากรายงาน ที่ผมได้จากรายงานซึ่งผมก็ได้อ่านมาน้อยในเรื่อง การแก้ปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ท่านประธานครับ ในรายงาน สถาบันพระปกเกล้าเราก็ได้พูดกันว่าเราจะเสนอใครบ้าง กรรมาธิการหลายท่าน ทั้งที่ได้ลาออกไปแล้วและยังอยู่ในจำนวน ๒๙ คน แล้วก็ลาออกไป ๙ คน มีความเห็น หลายท่านมีความเห็นในเรื่องการรายงานประชุม หรือในชวเลข เราบอกว่าหลังจากเสนอจบแล้ว มีบางท่านได้พูดชัดเจนว่าในส่วนของสภาต้องทำกี่ข้อ ในส่วนของคณะรัฐมนตรีต้องทำกี่ข้อ ทุกคนในชาตินี้ต้องทำกันกี่ข้อ สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาหลายส่วนหลายตอน หลายข้อเกี่ยวข้องกับคนในประเทศชาตินี้ทั้งหมด และทั้งหมดที่เสนอนั้นเพื่อจะนำไปสู่ ความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ข้อสรุปอันหนึ่งที่ชัดเจนมาก หลังจากฟังรายงานของสถาบันพระปกเกล้า เดิมผมไม่ได้ชัดเจน แล้วผมคิดไม่ถึง ข้อสรุปก็คือว่า ไม่ว่าชาติใด ๆ ก็ตามทั้งกรณีศึกษาทั้ง ๑๐ ประเทศและกรณีที่ไม่ได้นำมาศึกษา ทั้งกรณีศึกษาของประเทศไทยในอดีตซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอต่อสาธารณะแล้ว ข้อจริงอันหนึ่งซึ่งละเลยไม่ได้ แล้วจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าหากต้องการความปรองดอง นั่นก็คือคนในชาติต้องกำหนดความต้องการในอนาคตร่วมกัน ในอนาคตเราต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราต้องการความสามัคคี เราต้องการความสงบ เราต้องการความปรองดอง เป้าหมายไกล คืออย่างนั้น สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นทุกแห่งในโลกก็คือการให้อภัย การถอยมาดู แล้วการให้โอกาส แล้วการให้อภัย และการให้อภัยในทุกกรณีที่ผ่าน ความขัดแย้ง ในโลกนี้ปฏิเสธไม่ได้ต้องออกเป็นกฎหมาย เพราะการให้อภัยด้วยปาก ไม่มีหลักประกันอะไร ไม่มีทางปฏิบัติขึ้นเป็นจริงได้ เคยรบกัน กองกำลังปะทะกัน ฆ่ากันตาย เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน สุดท้ายการยุติก็คือการให้อภัย การให้อภัยในทางเป็นจริงก็คือ ต้องมีกฎหมาย แม้ในประเทศไทยในอดีตซึ่งหลายท่านได้รับประโยชน์จากคำสั่ง ๖๖/๒๓ ก็คือการให้อภัยนั่นเอง แล้วทุกคนก็เข้ามาสู่การสร้างสังคมหรือพัฒนาชาติไทย ในวันนี้ถ้ายอมรับกันว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ ไม่พูดเรื่องบุคคล แต่พูดว่าชาติบ้านเมืองต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนรายละเอียดการนิรโทษกรรม หลัก ๆ ก็คือให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ในทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกล่าวถึง บุคคลหนึ่งอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ผมประทับใจมากคนนั้นชื่อว่า นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่านนิพนธ์ไปให้การในขณะที่ท่านถูกกระทำ ท่านบอกที่ประชุมในที่ผมเป็นกรรมการ กรรมการถามว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ท่านนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ พูดในวันนั้นชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ เป็นเรื่องทางการเมือง แก้ปัญหาด้วยกฎหมายธรรมดาไม่ได้ต้องแก้ปัญหาด้วยกฎหมายในทางการเมือง นั่นก็คือเรื่องที่ผมได้รับฟัง แล้วก็เห็นว่าเป็นความเข้าใจที่ชัดเจนมาก

สุดท้ายครับ ท่านประธานครับ เราไม่อาจหลีกเลี่ยงในการออกกฎหมาย นิรโทษกรรมได้ แต่ว่าสถานการณ์ในการออก จังหวะในการออกกฎหมาย หรือจะดำเนินการ โดยใครนั้นก็ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ว่าประชาชนจะเสนอ ไม่ว่าจะผู้แทนราษฎรเสนอ หรือรัฐบาล คณะรัฐมนตรีเสนอ สุดท้ายถ้าสังคมต้องการ การปรองดองก็ต้องมีกฎหมายนิรโทษกรรมครับ ส่วนใครจะได้รับประโยชน์ ก็คือคน ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมอยากฝากสุดท้ายว่า ทำไมละครับ ประเทศนี้ได้ผ่านความขัดแย้งมาหลายครั้ง แม้แต่การใช้กองกำลัง ฉีกรัฐธรรมนูญก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ แล้วทำไมเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ในอดีต ๔-๕ ปีนี้จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ของการแก้ไขปัญหา ผมมีความหวังว่าการที่มาเป็นกรรมาธิการนี้จะมีส่วนช่วยให้ชาติ บ้านเมือง แล้วผมมีความหวัง มีความเชื่อว่าจะต้องเดินไปสู่การปรองดอง ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถ้าต้องการความสามัคคีและความเจริญของชาติบ้านเมือง ขอบคุณครับ