อภิสิทธิ์ ยันกระบวนการปรองดองต้องตอบโจทย์อนาคต สร้างชาติเข้มแข็ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องความปรองดองแห่งชาติ โดยยืนยันว่ากระบวนการนี้ต้องอยู่บนหลักการที่ตอบโจทย์อนาคตเพื่อสร้างประเทศให้เข้มแข็ง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าตนเองหรือพรรคได้ประโยชน์จากความขัดแย้งในอดีต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะให้เราเข้าใจตรงกัน ในวันนี้ว่า ความพยายามในการสร้างความปรองดองแห่งชาติ มันไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผูกขาดได้ แล้วผมสนับสนุนเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ขึ้นมาอภิปรายก่อนหน้านี้และปรารถนาที่จะเห็น ความปรองดอง แล้วผมไม่อยากจะให้เราตั้งข้อสงสัยซึ่งกันและกันว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้น มีความปรารถนาในการที่จะปรองดองจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องพูดกัน ก็คือว่าเนื้อหาสาระของการปรองดอง กระบวนการของการปรองดองที่จะต้องเดินไปนั้น ที่จะเดินหน้าประเทศได้ต้องอยู่บนพื้นฐาน อยู่บนหลักการอะไร เพราะสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไป ไม่เพียงแต่บอกว่าเราตอบโจทย์คนคนใดคนหนึ่ง คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่เฉพาะพวกเรา ในห้องนี้ กระบวนการปรองดองต้องตอบโจทย์ไปถึงอนาคต ถึงลูกถึงหลาน ถึงสิ่งที่จะทำให้ ประเทศไทยนั้นมีความเข้มแข็ง มีความแข็งแกร่งและมีระบบที่ดีที่จะทำให้เราไม่ย้อนกลับ เข้ามาสู่สถานการณ์อย่างนี้อีก วันนี้ผมจำเป็นที่จะต้องพูดหลายเรื่อง เหมือนกับ สมาชิกหลายท่านครับ ต้องปรับคำอภิปรายเนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย และมีการพาดพิงขึ้นมา เดิมไม่ตั้งใจจะพูดถึงอดีต แล้วก็ไม่เคยคิดจะเอาการพูดคุย กับหลาย ๆ ท่านที่อยู่ในห้องนี้ต้องมาเปิดเผย แต่เมื่อสักครู่มันมีข้อกล่าวหาที่หนักมาก ที่บอกว่าความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันมีผม และมีพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ประโยชน์ ไม่จริงหรอกครับ ผมต้องลำดับเหตุการณ์หลายอย่าง แล้วชี้ให้เห็นว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์ถ้าพูดถึงเรื่องปรองดองนั้นพยายามทำกันมาอย่างไร ในอดีต และยืนยันครับพวกกระผมก็พูดด้วยความภาคภูมิใจเสมอว่าเราเป็นนักการเมือง เราเป็นรัฐบาลก็ได้ เราเป็นฝ่ายค้านก็ได้ พวกเราที่นั่งอยู่ซีกนี้ไม่มีใครได้ดิบได้ดี จากความขัดแย้งหรอกครับ ผมก็เป็นนักการเมืองอย่างนี้มาท่านประธานก็ทราบ ๒๐ ปี จะอยู่ข้างบน จะอยู่ข้างล่าง ผมก็ทำงาน ทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของผม ตามอุดมการณ์ ของพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ได้ประโยชน์ช่วงความขัดแย้ง ๔-๕ ปีที่ผ่านมาท่านต้องไปดูครับ ใครบ้างละครับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย ความขัดแย้งทั้งหมด ที่จะได้รับการปูนบำเหน็จ ในวันนี้ จะด้วยเงินทอง จะด้วยตำแหน่ง ท่านไปตรวจสอบเอาเองครับ แล้วก็ไม่ต้อง ประท้วงผมแล้วครับ พูดกันคนละครั้งพอ แต่ผมประหลาดใจจริง ๆ เพราะว่าคำกล่าวหาผมนั้น ออกมาจากปากคนที่ผมถือว่าได้ดิบได้ดีที่สุดในช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้ง และอย่าให้ผม พูดว่าแม้แต่คนในพรรคท่านเองยังเคยมาพูดว่าทำอย่างไรเราหยุดพวกพ่อค้าความขัดแย้ง ที่ได้ดิบได้ดีทั้งตำแหน่งและเงินทองจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า พวกผมไม่มีใครเป็นผู้ค้าความขัดแย้ง ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมไม่ต้องการที่จะไปกล่าวหา พาดพิงใครให้เกิดความเสียหาย แต่รายงานของสถาบันพระปกเกล้าซึ่งได้อ้างอิง คอป. ได้เท้าความไปถึงปี ๒๕๔๔ ทราบกันดีครับว่าเราหมายถึงเหตุการณ์คดีความซุกหุ้น ผมไม่กล่าวหาพูดถึงตัวบุคคลครับ แต่ผมบอกว่าการเมือง ซึ่งท่านประธานก็ดี ผมก็ดี เพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้จำนวนมากที่เคยอยู่การเมืองกันมานาน ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ทราบดีครับว่าในอดีตการเมืองที่มันไม่รุนแรงมากเพราะพวกเรานักการเมืองรู้จักขอบเขต ของอำนาจที่เราพึงจะใช้ ผมเป็นคนหนึ่งครับ ท่านไปตรวจสอบได้เลยตลอด ๒๐ ปี แทบไม่เคยพูดคำว่า เผด็จการรัฐสภา หรือ เผด็จการเสียงข้างมาก ตรงกันข้าม แม้เป็นฝ่ายค้าน ในวันนี้ หลายครั้งผมถูกสัมภาษณ์จากผู้สื่อข่าวว่าถ้ารัฐบาลมีเสียงข้างมากแล้วจะไปทำอะไรได้ ผมก็ยังยืนยันว่ารัฐบาลในระบบรัฐสภาจะอยู่ได้ ทำงานได้ก็ต้องมีและต้องใช้เสียงข้างมาก แต่การใช้เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเป็นเผด็จการหรือไม่มันอยู่ที่ว่าเราใช้ทำอะไร จะอ้างกี่ล้านเสียงว่าตามจริงก็แทบไม่มีพรรคการเมืองไหน ที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของคนที่มาลงคะแนน อาจจะมีเฉพาะปี ๒๕๔๘ เที่ยวนี้ก็เหมือนกันครับ แต่เสียงข้างมาก เมื่อท่านได้ไปแล้วทำไปเถอะครับนโยบายที่ไปหาเสียง คำมั่นสัญญาต่าง ๆ ที่เคยบอกไว้ กับประชาชน เขาอยากให้ท่านแก้ความยากจน แก้ยาเสพติด แก้ของแพงทำไปเถอะครับ แล้วท่านประธานสังเกตไหมล่ะครับว่าทำไมตั้งแต่เลือกตั้งมาจนถึงวันนี้ ๒ สมัยประชุม เวลาเราพิจารณาเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินบรรยากาศสภาไม่เคยมีปัญหาเลยครับ สัปดาห์ที่แล้วตอนที่รัฐบาลเอาข้อตกลงระหว่างประเทศจะมาผ่านสภาเป็น ๑๐ ฉบับ ภาษีซ้อน บรรยากาศสภาดีมากครับ แล้วหลายข้อตกลงท่านไปดูสถิติได้ครับ พรรคฝ่ายค้านลงคะแนน ให้รัฐบาล เมื่อวานนี้ตอนพิจารณากฎหมายเรื่องสารต้องห้ามที่นักกีฬาใช้ก็ไม่มีปัญหาครับ นอกสภาวันนี้ท่านมีอำนาจแล้ว ท่านเดินหน้าผลักดันนโยบาย ท่านไปสัญจรที่ไหน พวกผม ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยเคยทำอะไรท่านบ้างไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไปจังหวัดภูเก็ต ท่านนายกรัฐมนตรีไปจังหวัดพังงาไม่ได้มีปัญหาเลยครับ แต่เมื่อไรที่การใช้เสียงข้างมากมันไปเรื่องอื่น มันมีปัญหา เพราะประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยซึ่งเกือบทั้งหมดเขาจะเรียกตัวเองว่า เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปก้าวล่วง ก้าวก่ายอำนาจของตุลาการ เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปทำให้ระบบราชการซึ่งจะต้องมีความเป็นกลาง กลายเป็น เครื่องมือทางการเมือง เขาจะไม่เอาเสียงข้างมากไปแทรกแซงก้าวก่ายคุกคามการทำหน้าที่ ของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ๗ เดือนที่ผมเป็นฝ่ายค้าน ผมไม่เคยยุยงให้ประชาชนมาทำอะไร รัฐบาลเลย น้ำท่วมพวกเราเป็นฝ่ายค้านก็ไปช่วยกันทำงาน อะไรที่ต้องตรวจสอบก็ตรวจสอบ ผมไปต่างประเทศท่านไปเปิดเทปดูได้เลยครับ ไม่มีพูดจาอะไรที่จะให้ประเทศหรือแม้แต่ รัฐบาลเสียหายเลย เกิดเหตุเมื่อตอนเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็ยังมาขอบคุณผม ที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ลงไปดูเหตุความรุนแรง แต่ตรงกันข้าม มีแต่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ใช้คำว่า เด็ก ๆ แต่ก็มีสถานะ มีตำแหน่งเป็นกระบอกเสียงทางการของรัฐบาลที่ไล่ตามด่าผมตลอด ทั้ง ๆ ที่ผมทำงานแบบนี้ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าจะพูดถึงการปรองดอง บรรยากาศ โดยทั่วไปของประเทศมันเดินได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีประเด็นที่เราจะไม่ทำกันเลย เพราะมันยังมีเรื่องหลายอย่างที่มันค้างคาใจกันอยู่จากความขัดแย้งในหลายปีที่ผ่านมา ผมอยากจะเห็นการปรองดองที่ทุกฝ่ายมาร่วมกันจริง ๆ วันนี้ผมก็ไม่กล้าจะวิจารณ์อีกนะครับ แต่ว่าไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีกับ ครม. จะกรุณามาฟังได้ไหม โดยเฉพาะถ้าเสียงข้างมาก กำลังจะบอกว่าส่งเรื่องนี้ให้กับรัฐบาล รัฐบาลจะมาฟังได้ไหมครับว่าที่รับไปแล้ว จะเอาความเห็นของสมาชิกของทั้งสภาเพื่อความปรองดองไปทำกันอย่างไร ไม่ใช่บอกว่า สถาบันพระปกเกล้าจะถอน สภาจะว่าอย่างไรไม่สำคัญหรอกครับ มีสิ่งที่จะต้องทำ อยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว ๖ มาตรา คนเซ็นชื่อไว้เรียบร้อย รอจังหวะเวลาที่จะยื่นเข้ามาสู่สภา แค่นั้น อันนี้ละครับที่จะเป็นตัวที่เป็นบทพิสูจน์ว่าใครจะปรองดอง ใครจะไม่ปรองดอง ผมกราบเรียนครับว่าการเมืองซึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขต ประมาณปี ๒๕๔๔ ไล่มาเรื่อยจนถึง ประมาณปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ มันจึงเป็นตัวที่ผลักให้เกิดการเมืองเข้าไปสู่ท้องถนน ผมไม่ปฏิเสธเลยเมื่อสักครู่ตอนที่คุณณัฐวุฒิพูดว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เรียกตัวเองว่า เป็นเสื้อแดงมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม แล้วท่านไปเปิดเทปผมพูด ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมก็พูดเสมอว่า พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ไม่ชอบผม ที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดงเขารู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ แล้วเขา อยากมาแสดงออก แต่ท่านก็ต้องย้อนกลับไปละครับว่าการเมืองที่ลงไปสู่ท้องถนน ปี ๒๕๔๘ มันก็มาจากความรู้สึกเช่นเดียวกัน จากการใช้อำนาจเกินขอบเขต แล้วเราจะมาเรียนรู้สิ่งนี้ กันไหมละครับ ถ้าเราเรียนรู้ แล้วเราหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ วันข้างหน้าการปรองดองก็เกิดขึ้นได้ง่าย ปัญหาก็ไม่เกิดซ้ำ แต่ถ้าเราไม่เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดบทนี้ แล้วเอาเสียงข้างมาก ใช้เกินขอบเขตอีกเราไม่ได้ปรองดองครับ เรากำลังสร้างวิกฤติซ้อนวิกฤติ หลายสิ่งหลายอย่าง เกิดขึ้นในบ้านเมืองวันนี้อาจจะไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดหรอกครับ ผมเป็นนักการเมือง มาประชุมใหญ่พรรคทุกปี ปีนี้ปีแรกครับสถานีโทรทัศน์ไม่อนุญาตให้ออกอากาศ ทั้ง ๆ ที่ ขอเช่าเวลาถูกต้อง ผมเล่นการเมืองมาจะเดินทางไปไหน ผมจะไปพบนางออง ซาน ซูจี มีการไปสกัดกั้นไม่ให้ผมไป โดยอ้างว่ารัฐบาลพม่าไม่ให้ไป ซึ่งต่อมาสถานทูตพม่าบอกกับผมว่า ไม่จริง หยุดเถอะครับ อยากจะปรองดองเปิดใจมาพูดกัน ลำดับเหตุการณ์ทั้งหลาย ซึ่งเมื่อสักครู่พาดพิงผมต่าง ๆ นานา ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้เห็นครับว่า พวกกระผมพยายามปรองดองอย่างไร วิกฤติเกิดขึ้นปี ๒๕๔๘ มีการปฏิเสธการใช้ กระบวนการของรัฐสภา ยุบสภา แล้วมีความผิดปกติในการไปแทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ใช่ เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นะครับในวันนั้น พรรคการเมืองในสภาอื่นทุกพรรคต้องปฏิเสธ ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วต่อมาก็มีคดีความที่พิสูจน์ว่าเกิดความไม่เป็นกลางจาก กกต. อย่างไร แล้วเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการเลือกตั้งไม่ชอบ แล้วมีการแก้ไขปัญหา มีการกลับเข้าสู่ กระบวนการของการเลือกตั้งใหม่ พวกกระผมก็ลงสมัครครับ จริง ๆ เลือกตั้งครั้งนั้นอาจจะ เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินมากกว่าพรรคคู่แข่ง เพราะเราตั้งใจหาเสียงจริง ๆ จนท่านประธานกรรมาธิการยึดอำนาจครับ ผมถึงหยุดหาเสียง วันก่อนผมไม่อยากถูกเบี่ยงเบนประเด็น ในเรื่องรายงานฉบับนี้ว่าเป็นอย่างไร แต่ท่านประธานก็ใช้วิชาลับ ลวง พราง อ้างความรักที่มีต่อผม ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับว่า ผมกับท่านเคยสนทนาทางการเมืองบ้างไหมก่อนการรัฐประหาร ไม่มีหรอกครับ ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับว่าผมเคยแสดงความชื่นชมท่านไหมเมื่อท่านยึดอำนาจ ผมชื่นชมท่านครั้งแรกถ้าท่านจำได้ วันที่ท่านตัดสินใจว่าท่านจะเข้าสู่เส้นทางการเมือง ประชาธิปไตย ตั้งพรรคเป็นหัวหน้าพรรค เข้าอบรมหลักสูตรของ กกต. นั่นเป็นครั้งแรกครับ ที่ผมไปบอกว่าผมชื่นชมที่ท่านได้ตัดสินใจมาเส้นทางนี้ ท่านลุกขึ้นมาบอกสิครับ ผมเคยเรียกร้องอะไรบ้างไหมครับ จากการรัฐประหารของท่าน ไม่มีละครับ เพียงแต่ว่า พวกผมต้องการเห็นความสงบในบ้านเมือง เมื่อท่านยึดอำนาจท่านอ้างเหตุผล ๔ ข้อ เป็นหน้าที่ท่านต้องทำ ต้องพิสูจน์ แล้วท่านก็ต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่จะบอกว่า รีบกลับมาสู่กระบวนการของการมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ก็ว่ากันไป เลือกตั้งเสร็จ ผมไม่ได้เป็นรัฐบาล รัฐประหารเสร็จผมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เลือกตั้งเสร็จผมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเข้าสู่ตำแหน่ง วันแถลงนโยบายผมยืนตรงนี้พูด ๓ ชั่วโมงครับ ผมกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีสมัครว่าเหมือนที่ผมพูดวันนี้ครับ หรือเมื่อ ๗ เดือนที่แล้วว่า ถ้ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเดินหน้าตั้งหน้าตั้งตาบริหารประเทศ อย่าไปแตะ เรื่องที่เป็นเรื่องร้อน ๆ ความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ได้แน่นอน ๔ ปี อย่าไปทำผิดกฎหมาย อย่าไปทำอะไรก็แล้วแต่ แต่บ้านเมืองวุ่นวายครับ วุ่นวายก็ด้วยเหตุว่ามีการตั้งประเด็น เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลบล้าง เพื่อนิรโทษกรรมนี่ละครับ ไม่ค่อยต่างอะไรจากที่ มีการมาวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในทุกวันนี้ แล้วเพื่อให้ท่านไปตรวจสอบ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ คนที่เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากเป็นคนที่สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่แปลกอะไรครับ แต่ทุกครั้งที่พันธมิตรทำอะไรซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมพูดว่า ผมไม่เห็นด้วย รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมควรจะจำได้ไปจังหวัดกระบี่ถูกพันธมิตรปิดล้อม ผมให้สัมภาษณ์ว่าผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ ผมยังถูกพันธมิตรด่า วันที่พันธมิตร ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินผมก็ให้ข่าวว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะผมเห็นว่าเป็นการกระทำ ที่ผิดกฎหมาย ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครเปิดสภาผมไม่เคยเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ลาออก เพราะผมรู้ว่าถ้าผมเรียกร้องให้ลาออกก็จะกล่าวหาว่าผมอยากจะเข้าไป ดำรงตำแหน่งแทน ผมบอกว่าวันนั้นท่านยุบสภาไปเถอะครับ เพราะท่านได้เปรียบอยู่แล้ว หลายคนอาจจะจำได้ หลายคนอาจจะจำไม่ได้ สุดท้ายคดีที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร พ้นไป ท่านจะสรุปประโยคสั้น ๆ ของท่านอย่างไรก็ตาม แต่มันมีข้อกฎหมายรองรับ และที่ สำคัญครับ มันไม่ได้ห้ามให้ท่านเลือกท่านนายกรัฐมนตรีสมัครกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ กล้ายอมรับความจริงกันไหมละครับ ท่านที่เคยอยู่พรรคพลังประชาชนว่ามีการชิงไหวชิงพริบกัน ในพรรคเอง แล้วก็ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีสมัครก็ต้องเจ็บปวดเหมือนกันครับ กับผลที่ตามมา ไม่นับถึงความขมขื่นที่อดีตเลขานุการของท่านนายกรัฐมนตรีสมัครมาพูดต่อ ว่าหลังจากนั้นท่านต้องประสบกับอะไร ใครดูแลท่านบ้าง นี่คือข้อเท็จจริงครับ ส่วนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เกิดขึ้นหลังจากเกิดการยุบพรรคพลังประชาชน ก็ลงมติกัน ในสภานี่ครับ ก็ชิงไหวชิงพริบกันพอสมควร แล้วผมก็ไม่ได้มีคู่แข่งที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ที่มีขนาดใหญ่กว่าพรรคผมด้วย ผมก็เข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และท่านประธาน ก็คงจำได้ ผมเข้าไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี่ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องการที่จะเอา เสียงข้างมากที่มีในสภาไปทำในเรื่องที่จะทำให้มันมีปัญหามากขึ้น ผมยอมรับการตรวจสอบ ทุกอย่าง ผมมาตอบกระทู้ถามทุกสัปดาห์ ผมขอให้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีพื้นที่ในสภา มีพื้นที่ในสื่อ ตรวจสอบรัฐบาลได้ เพราะผมหวังว่าการเมืองแบบนั้นจะทำให้เราสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ และเหตุการณ์ ก็เกิด ชุมนุมปี ๒๕๕๒ ก็มีปัญหา สมาชิกบอกว่าแล้วผมทำอะไร ผมให้ท่านประธานชัย ท่านตั้งคณะกรรมการชุดท่าน ส.ว. ดิเรก ชุดค้นหาความจริง ท่านครับ ผมไม่เคยใช้เสียงข้างมาก มาชี้ว่าจะต้องทำอะไร ผมนั่งอยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทย มีการไปกล่าวหาว่าผมไม่อยู่ในรถ คณะกรรมการที่จะประมวลข้อเท็จจริงต่าง ๆ ยังไม่มีการลงมติเลยด้วยซ้ำครับว่าตกลงผมอยู่ หรือไม่อยู่ในรถ ใครอยากสงสัยก็ตั้งข้อสังเกตไป เราก็รวบรวมประมวลไว้ รายงานก็หลายเล่มครับ ก็อยู่ที่ท่านประธานชัย แล้วข้อเสนอที่เป็นข้อเสนอให้มาดำเนินการคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ๖ ประเด็น อย่าตัดตอนประวัติศาสตร์สิครับ ผมเชิญวิป ๓ ฝ่ายไปตกลงกัน บอกว่า ๖ ประเด็นนี่ถ้าแก้ไขมันจะถูกคนกลุ่มหนึ่งในสังคมกล่าวหาว่าเราแก้เพื่อตัวเราเอง ก็ไปทำประชามติเสีย แล้วทำประชามติเสร็จ ผมรับปากว่าผมจะยุบสภาให้ ตกลงกันหมดครับ แต่ภายหลังไม่ทราบใคร ความจริงก็ทราบละครับว่าใคร บันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนใจ จากพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นว่าไม่เอาข้อตกลงนั้น เหตุการณ์ก็ผ่านมาสู่คดียึดทรัพย์ เข้าสู่ เหตุการณ์ ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ กรรมาธิการบางท่านคุยกับผมส่วนตัว ท่านก็ยอมรับ ท่านก็เชื่อผมบอกว่าท่านไม่เชื่อหรอกครับมีใครไปสั่งฆ่าประชาชน เอาความจริงมาพูดกัน เถอะครับ เหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ถ้าไม่มีคนติดอาวุธอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ผมเชื่อว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ไม่ทราบ ผมก็ไม่แน่ใจว่าแกนนำคนไหนทราบ คนไหนไม่ทราบ แต่แกนนำบางคนประกาศ โดยเปิดเผยว่ามีกองกำลังติดอาวุธที่มาช่วย ท่านรองประธานกรรมาธิการท่านทราบดี เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน ท่านสนทนากับรัฐมนตรีที่ดูแลความมั่นคงท่านหนึ่ง เริ่มปฏิบัติ หน้าที่กันตั้งแต่ประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ จนถึงค่ำ ไม่มีความสูญเสียครับ ความสูญเสียเกิดขึ้น เมื่อมีการยิงเอ็ม ๗๙ (M79) แล้วหลังจากนั้นมันก็สับสนอลม่าน ก็ต้องค้นหาข้อเท็จจริงกันต่อไป ถามว่าพอเหตุการณ์จบลง มีความพยายามปรองดองอีกไหม ที่จริงก็ทำกันมาตลอดครับ ก่อนวันที่ ๑๐ เมษายนก็นั่งเจรจากัน ๖ ชั่วโมง ๒ วัน ผมก็เสนอว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปี ก็ถูกปฏิเสธ แล้วเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น ความสูญเสียของประชาชนที่ท่านนับรวมกัน เป็น ๙๑ ราย หรือ ๙๒ รายก็ตาม หลายรายก็เกิดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๐ เมษายนทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งพี่น้องประชาชน หลังจากนั้นประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็โดนครับ จำได้ไหมครับ มีการยิงระเบิดเข้าใส่ประชาชนที่บีทีเอส (BTS) ที่ถนนสีลม อันนี้ไม่มีทางเลยครับที่จะไปบอก ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครไปสั่งยิงระเบิดเข้าไปสู่สถานีรถไฟฟ้าและประชาชนผู้บริสุทธิ์ตาย เอาความจริงมาพูดกันสิครับ แล้วสุดท้ายพอเกิดเหตุอย่างนี้ มีแรงกดดัน มีเหตุ เกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถามว่าจิตใจของผมอยากปรองดองไหม ต้นเดือนพฤษภาคม ผมเสนอแผนปรองดองอย่างไรครับ

ข้อที่ ๑ เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่ากล่าวหาซึ่งกันและกัน มาร่วมกันทำ อย่าบอกเพียงแค่ว่าที่มีการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวกับผม ไม่เกี่ยวกับฉัน ไม่เกี่ยวกับกลุ่มนี้ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนี้ มาช่วยกันทำเลยว่าทำอย่างไรอย่าให้มีการละเมิดสถาบัน นั่นข้อ ๑ ที่ผมเสนอ

ข้อที่ ๒ เคลื่อนไหววันนั้นท่านประธานก็จำได้ปลุกระดมกันเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในสังคม ผมก็บอกว่าต้องมีการมาตั้งกรรมการที่จะปฏิรูประเทศโดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำ

ข้อที่ ๓ ผมบอกว่าสื่อมีบทบาทมากในการนำเสนอข่าวสารนำไปสู่ ความขัดแย้ง มาคิดเรื่องปฏิรูปสื่อ

ข้อที่ ๔ ผมบอก ๑๐ เมษายน ต้องค้นหาความจริงด้วยกรรมการอิสระ และ

ข้อที่ ๕ ผมยังบอกเลยครับว่ากรณีสิ่งที่เป็นความผิดทางการเมืองจริง ๆ เช่น คดียุบพรรคมาตั้งโต๊ะคุยกันเรื่องนิรโทษกรรม

ผมถามท่านว่าที่ท่านไปศึกษามา ๑๒๐ วันมีอะไรนอกกรอบนี้ไหมละครับ ที่จะปรองดองประชาชนในประเทศทุกกลุ่มจริง ๆ ถ้าพูดถึงประชาชน พูดถึงส่วนรวม มันครอบคลุม เมื่อสักครู่พูดกันมาก หลาย ๆ ท่านพูดกันมากว่าจะปรองดองคนมีอำนาจ ต้องยื่นมือออกไป ต้องยอมที่จะไปชี้แจงกับผู้สนับสนุนฝ่ายตนเอง ผมนี่ละครับยากที่สุด ประชาชนที่เขาไม่ต้องการให้ยุบสภาแล้ววันนั้นเป็นเสียงข้างมาก จะสำรวจโดยโพลไหนก็ตาม ทันทีที่ผมประกาศว่าจะให้เลือกตั้ง ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก่นด่าผมทั้งนั้นละครับ ผมบอก ไม่เป็นอะไร ถ้าผมจะเสียเสียงสนับสนุนแต่ประเทศเดินได้ หยุดยั้งความสูญเสียได้ ผมยินดีทำ และผมก็ขอให้แกนนำผู้ชุมนุมทำบ้าง เลขาธิการนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือคุณกอร์ปศักดิ์ ติดต่อแกนนำบ่อยครับ ไม่จริงลุกขึ้นมาปฏิเสธ บางครั้งโทรศัพท์อยู่ในห้องผมนี่ครับ ผมได้ยินกับหู พูดว่าอะไรครับ คุณ จุด จุด จุดที่เป็นแกนนำ คุณเลิกเถอะ ๑๔ พฤศจิกายนเลือกตั้ง มันไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราขอร้องเพราะว่าคุณน่ะไม่ตาย แต่มันจะมี คนตายเพิ่ม เพราะปัญหาของคนที่มีอาวุธเข้ามาโจมตี ทหารก็ป้องกันตัว แล้วก็ไม่รู้ว่าใคร จะเป็นเหยื่อ ใครจะโดนลูกหลง ใครจะสูญเสีย นี่คือความจริงครับ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ อย่าพูดเรื่องว่าตั้งเงื่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางเทคนิค คุณสุเทพมอบตัวถูกที่หรือเปล่า ไม่ใช่ละครับ เอาของจริงมาพูดกันว่ามีคนไม่ยอมให้จบก็ต้องนำไปสู่การรักษากฎหมาย ความพยายาม กระชับพื้นที่ทุกอย่างก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งทุกฝ่ายก็เสียใจ และพอเหตุการณ์สงบถามว่าผมยังเดินหน้าพยายามทำตามแผนปรองดองผมไหม ความเหลื่อมล้ำ ผมตั้งกรรมการมา ๒ ชุด คุณหมอประเวศกับคุณอานันท์ อยากถามผลงาน หรือครับ เขาเสนอต่อทุกพรรคการเมืองครับ ก่อนเลือกตั้งว่าอยากลดความเหลื่อมล้ำที่ท่านพูด ไพร่ อำมาตย์ ถ้าสนใจคนยากคนจนจริงทำบางเรื่อง ตัวอย่างง่าย ๆ ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ที่พวกผมเสนอค้างไว้และรัฐบาลชุดนี้ประกาศแล้วว่าจะไม่ทำ ไม่เกิดจะโทษใครครับ รัฐบาลชุดนี้เป็นคนประกาศหยุดเรื่องนี้เอง โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่นชุด ของคุณหมอประเวศทำงานต่อ เขาเพิ่งจัดสมัชชาไปเมื่อประมาณปลายเดือนนี้ จริง ๆ ท่านเป็นรัฐมนตรีท่านน่าจะสนใจสนับสนุนกระบวนการของเขา ส่วนชุดของคุณอานันท์ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ท่านบอกว่าท่านลาออกเพราะเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ ตอนนั้นยังไม่ทราบใครจะมาเป็น เลือกคนที่จะทำงานนี้ต่อตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จะเปลี่ยนตัวบุคคล อยากให้ใครมาทำต่อจะได้มีอิสระในการตั้ง ก็มันจะไปไหนละครับ เพราะ ๗ เดือนที่ผ่านมาท่านไม่ตั้ง งานเขามีอยู่หมดครับ เรื่องหมวดทรัพยากร เรื่องหมวด กระจายอำนาจ สนใจบ้างสิครับ อย่าใช้ปลุกระดมเป็นเงื่อนไข แต่เวลาจะแก้ไขไม่ทำ ปฏิรูปสื่อ เสร็จครับ มีกฎหมายส่งไปที่กฤษฎีกาขอให้ทำต่อจริงก็แล้วกันท่านจะได้ แทรกแซงสื่อไม่ได้ ทุกเรื่องเดินหน้าได้ถ้าอยากจะทำ และรัฐบาลอยู่ในฐานะที่ทำได้ สานต่อได้ สำคัญที่สุดค้นหาความจริงครับ คอป. ที่เกิดขึ้นมาและวันนี้รัฐบาลก็บอกว่ายอมรับ กรรมาธิการก็อ้างอิง ถ้าไม่ใช่เจตนาอันบริสุทธิ์ที่จะปรองดองให้คนที่เป็นอิสระมาทำงาน ผมจะตั้งขึ้นมาอย่างนั้นหรือครับ ทำไมผมไม่ทำแบบสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมชายละครับ เหตุการณ์ ๗ ตุลา ตั้งผู้ตรวจในสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการ เป็นคนที่รัฐบาล ควบคุมได้ทั้งหมดมาและบอกว่าประมวลเหตุการณ์เอา นี่อย่างไรครับความแตกต่าง การค้นหาข้อเท็จจริงและประเด็นอื่น ๆ ที่อาจารย์คณิตเสนอมาไม่ใช่ไม่มีความคืบหน้าครับ เสนอมาบางเรื่องผมยอมรับ หน่วยงานต่าง ๆ ไม่เห็นด้วย เช่นการตีตรวนอะไรต่าง ๆ ก็เข้าใจว่า กำลังเสนอรัฐบาลนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่บางเรื่องทำครับ ที่บอกสิทธิในการประกันตัว ผมทำครับ ท่านไปอยู่ที่ไหนไม่ทราบ แต่ผมมีคณะทำงานไปกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ใครติดเงื่อนไขไม่มีสตางค์จะประกันตัวผมให้กระทรวงยุติธรรมใช้กองทุนของกรมคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพทำ รัฐมนตรีพีระพันธุ์ทำครับ ท่านมัวแต่สนใจแกนนำด้วยกันเอง ท่านเลยไม่ทราบว่าคนเสื้อแดงหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่แล้ว เช่นเดียวกับ การเยียวยาครับ ก่อนเรื่อง ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลที่แล้วก็ได้ทำแล้วครับ เพียงแต่ว่า มีบางรายไม่ได้รับ เช่นถ้าไปยิงระเบิดกระทรวงกลาโหม กำลังประกอบระเบิดอยู่ในอพาร์ทเมนท์ (Apartment) อย่างนี้ไม่ให้ แต่ที่เหลือได้แล้วก็ได้เกณฑ์เดียวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ท่านจะให้เพิ่มเป็นนโยบายของท่าน อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะบอกรัฐบาลที่แล้ว ไม่เยียวยา ไม่จริงครับ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ คือคุณอิสสระ สมชัย ก็ยังได้ใช้เวลาไปเยี่ยมครอบครัวต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่สูญเสีย ทั้งในส่วนที่บาดเจ็บ นี่อย่างไรครับการปรองดอง ผมเดินหน้าทำจริง ๆ แต่มันยังไม่เสร็จotครับ แล้วเลือกตั้งผมก็ต้องการให้เรียบร้อยที่สุด ผลออกมา ยังไม่ทันออกมาหมดก็รีบประกาศให้ไม่ต้องวิตกกังวลกันครับว่าท่านได้เป็นรัฐบาลแน่ บรรยากาศก็จะได้ดี แล้วก็เดินหน้าเข้าสู่การปรองดอง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าใช้ความคิดในเรื่องการปรองดองแบบนี้ เอาประชาชน เอาสังคมเป็นตัวตั้ง เดินได้ กรอบแบบนี้ทั้งหมด ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีคนไหนคัดค้าน นั่งอยู่ข้างบนนี่ ที่เป็นกรรมาธิการ ถ้าท่านประกาศว่าทำเท่านี้ วันนี้ไม่ต้องอภิปราย ๒ วันหรอกครับ ไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็ยกมือกันให้ เดินหน้ากันได้เลย แล้วมันติดขัดเรื่องอะไร มันก็ติดขัดความผิดปกติที่มีประเด็นที่ตั้งขึ้นมา เรื่องนิรโทษกรรมกับเรื่อง คตส. เอากันง่าย ๆ ถ้าท่านบอกว่าก้าวข้ามตรงนี้ ก้าวข้ามบุคคล ได้ไหม ขออนุญาตนะครับ มีท่านที่เป็นกรรมาธิการ เป็น ส.ส. ของพรรครัฐบาลเคยเปิดอก คุยกับผมเรื่องนี้ เมื่อท่านกล่าวหาว่าผมจะเป็นอุปสรรคหรือเห็นแก่ตัว ไม่อยากให้ปรองดอง ผมต้องเอาความจริงมาเล่า คนที่มาพบผมบอกว่าจำเป็นต้องตอบโจทย์คุณทักษิณ เพราะถ้า ไม่ตอบโจทย์คุณทักษิณบ้านเมืองก็จะปั่นป่วนต่อไป ท่านไปตีความเอาเองแปลว่าอะไร ผมก็บอกว่าผมไม่ได้มีอะไรกับคุณทักษิณ แต่จะทำอะไรคุณทักษิณได้หรือไม่ได้ประโยชน์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าหลักของบ้านเมืองเสียหรือไม่ แล้วคุยกันได้ ไม่เคยปิดกั้น เอาเรื่องนิรโทษกรรมก่อน นิรโทษกรรม เรื่อง พ.ร.ก. แทบไม่ต้องพูด นี่ก็พูดกันตรง ๆ ตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตรงไหนผมมอบนโยบายได้ ผมบอกว่าเรื่องไปดำเนินคดีกับคนที่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ไม่ควรทำ เพราะถ้าทำมันมีคนเป็นหมื่นที่ต้องไปดำเนินคดีมันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ มีดำเนินคดีไป ผมก็เห็นว่าคนเหล่านี้สมควรจะได้รับการนิรโทษกรรม ผมไม่เคยปฏิเสธ ถามว่าเกินเลย พ.ร.ก. นายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ บอกห้ามนิรโทษกรรมไหม ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ครับ ผมเข้าใจดีว่าเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมการต่อสู้ทางการเมืองมีได้ ในอดีต เราก็เคยเห็น ชุมนุมกันอยู่ เกิดมีอะไรชุลมุนกับเจ้าหน้าที่ มีทำร้ายร่างกาย มีทำลายทรัพย์สิน อาจจะมีการเผารถ เผาอะไร ผมว่าอันนี้ก็มาพูดคุยกันสิครับ ตรงไหนเห็นได้ชัดว่ามันเป็น ปัญหาเกี่ยวเนื่องกับการใช้สิทธิอันชอบธรรมทางการเมือง แต่สถานการณ์พามันเกินเลยไป พวกกระผมไม่มีปัญหาเลยครับ ที่จะบอกว่าให้อภัยหรือนิรโทษกรรม แต่ต้องแยกแยะให้ดี เหมือนกัน ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งบอกว่าเรื่องเผาเป็นเรื่องซึ่งคนทำเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะ ทำร้ายประชาชน ขณะที่คุณจตุพรยังยืนยันว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายเผา ผมก็เลยไม่ทราบว่า มันจะตรงกันได้อย่างไรครับ ที่จริงศาลตัดสินไปแล้วหลายคดีครับ แล้วถ้าท่านไปอ่าน คำพิพากษาของศาล ท่านจะพบความจริงว่าศาลได้ใช้หลักกระบวนการยุติธรรม แบบสมานฉันท์ คือมีการอธิบายว่าบุคคลซึ่งถูกลงโทษนี่ได้รับการลดโทษเพราะการกระทำดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมือง และอาจถูกชักจูงทางการเมืองให้มา กระทำความผิด ศาลเขียนเลยครับในคำพิพากษา แสดงให้เห็นว่าศาลท่านก็คำนึงถึงหลัก ของการที่จะให้ความยุติธรรมในสถานการณ์แบบนี้ที่เป็นสถานการณ์พิเศษ ที่ตัดสินไปแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยที่บ่งบอกว่าฝ่ายรัฐบาลเผา ส่วนที่ยังไม่ตัดสินที่กรุงเทพฯ ในคดีหลักจริงครับ แต่ผมไม่เชื่อล่ะครับ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปเผาเพื่อให้คนเสื้อแดงบางคนสามารถลักทรัพย์ ออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เอาไปขายได้ แต่จะบอกว่าการกระทำแบบนี้ไม่ได้มุ่ง ต่อการทำร้ายประชาชน ท่านครับ เอาสักตัวอย่างหนึ่งได้ไหมครับ วันนั้นไม่ใช่มีเฉพาะห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่ได้มีเฉพาะ สยามสแควร์ ไม่ได้เฉพาะเซ็นเตอร์ วัน มีการยกขบวนไปที่ช่อง ๓ ครับ วางเพลิงอาคาร ซึ่งมีผู้สื่อข่าวคนทำงานช่อง ๓ อยู่เป็นจำนวนมาก บังเอิญอาคารนั้น ฮ. ลงไม่ได้ครับ เขาติดต่อร้องขอมาผมก็บอกว่า ฮ. ไปลงได้ก็คืออาคารที่อยู่ข้าง ๆ ปรากฏว่าพอ ฮ. ไป คนที่อยู่ในอาคารซึ่งไม่มีลานจอดจะต้องข้ามไปอาคารที่ ฮ. จอดได้ คนเหล่านั้นถูกผู้ชุมนุม ที่ไปเผาไล่ยิงครับ ผมถามว่ากรณีอย่างนี้มุ่งทำร้ายประชาชนหรือไม่ ผมไม่เหมารวม ผมยินดี ให้แยกแยะ ตรงไหนเป็นเหตุชุลมุนวุ่นวายต่อเนื่องอภัยกันเถอะครับ แต่ตรงไหนที่ไม่ใช่อย่างนั้น มีเจตนา มีการวางแผนพกเครื่องยิงระเบิดมาจากบ้าน มันยากครับที่จะไปนิยามว่าอันนั้น เป็นเรื่องของเจตนาการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ ไม่ได้ละครับ วันข้างหน้าบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าจัดทำใหม่ก็ยังจะเขียนอยู่ว่าการชุมนุมที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานนั้น จะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ จะมีความหมายอะไรถ้าเรายอมรับว่าสามารถ วางแผนไปก่อเหตุความรุนแรงได้ถ้าเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง เราอยากจะวางประเพณีหรือครับว่า ใช้ความรุนแรงได้ ขอให้ในที่สุดชนะ ก็ลบล้างความผิดได้ เรากำลังส่งสัญญาณหรือครับว่า คนที่มีความขัดแย้งกัน ฝ่ายท่านบอกมีความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าคนที่ ไม่อยู่ฝ่ายท่านอีกจำนวนมากก็บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วเขาไม่ใช้ความรุนแรงเขาเลยไม่มีสิทธิใช่ไหมครับ ไม่ต้องไปตอบโจทย์เขาใช่ไหมครับ เราจะปรองดองกันบนข้อสมมุติฐานว่าเราจะตอบโจทย์เฉพาะคนที่ใช้ความรุนแรงหรืออยู่ในฐานะ ที่จะมาข่มขู่ได้ว่าถ้าไม่ตอบโจทย์แล้วจะปั่นป่วน ผมไม่มีประโยชน์เรื่องนี้ครับ จะนิรโทษ คนในเหตุการณ์ชุมนุมหรือไม่ มีประโยชน์เรื่องนี้ผมไม่มีครับ แต่ผมต้องการให้ลูกหลานผม อยู่ในบ้านเมืองซึ่งมีขื่อมีแป และบอกกับลูกหลานของเราว่าต่อสู้ทางการเมืองสงบ ปราศจากอาวุธเท่านั้น ผมถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการครับ ใช้ตรรกอันนี้ของท่านนี่ ความจริงท่านก็อยากจะใช้คำว่าเอาเรื่องภาคใต้เข้ามาผนวกแบบเสียไม่ได้ ผมเพิ่งเคยเห็น กรรมาธิการ ตั้งอนุกรรมาธิการแล้วก็เอารายงานเขาแล้วก็มาแปะไว้เฉย ๆ ผมถามท่านว่า เหตุที่อำเภอหาดใหญ่กับจังหวัดยะลาต่อสู้ทางอุดมการณ์ไหมครับ ท่านเสนอนิรโทษกรรม ไหมครับ หรือไปไล่จับอยู่ตอนนี้ ทำไม ๒ มาตรฐานละครับ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำที่จังหวัดยะลา ที่อำเภอหาดใหญ่ ไม่มีเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง แต่จะเป็นอุดมการณ์ถูกผิดอีกเรื่องหนึ่ง ผมถามท่านว่าบิลลาเดนที่ทำ อัลกออิดะห์ที่ทำนี่ เรื่องส่วนตัวหรือครับ หรืออุดมการณ์ นิรโทษกรรมไหมครับ ไปเสนอในยูเอ็น (UN) ดีไหมครับ เราต้องคิดถึงอนาคต ถึงระบบ ถึงหลักการ ส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมที่บอกว่าให้นิรโทษกรรม ฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะมีประชาชนเสียชีวิต ที่จริงผมและคุณสุเทพยืนยันไม่มีการสั่งฆ่าใคร และยิ่งที่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหารไม่มีเหตุผล การชุมนุมสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่จะไปไล่ยิง อาสาสมัคร จะไปไล่ยิงประชาชนทำไม ต้องค้นหาความจริงกันต่อครับ ถ้าผมมีประโยชน์ส่วน ตนก็จะมีเรื่องนี้ละครับ เพราะขณะนี้กำลังทำทุกวิถีทางว่าทำอย่างไรผมกับคุณสุเทพขึ้นศาล กระบวนการยุติธรรมตั้งต้นฝ่ายบริหารก็พอเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ นิรโทษกรรมผมก็ไม่ต้องมากังวล เรื่องนี้ แต่ผมไม่เห็นด้วยครับ จะเป็นภรรยาคุณร่มเกล้า จะเป็นแม่คุณกมลเกดหรือท่านอื่น ๆ รวมทั้งเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้เขาต้องมีสิทธิที่จะรู้ก่อนว่าอะไรเกิดขึ้นกับคนที่เขารัก กับคนที่อยู่ในครอบครัวของเขา ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงครับ ได้ข้อเท็จจริงออกมาว่าไปตาม กฎหมาย ถ้าว่าไปตามกฎหมายแล้วสังคมเห็นว่าควรจะให้อภัยกันเป็นเรื่องที่สังคมตกลงกันได้ แต่ไม่ทำวันนี้ครับ มีการสร้างวาทกรรมเมื่อสักครู่ว่าถ้าใครบอกไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ก็จะไม่ปรองดองกับฆาตกร ระวังนะครับผู้ก่อการร้ายกับฆาตกรคนเดียวกันครับ พิสูจน์เลยครับ แล้วที่มาท้าบอกเอา ๒ ต่อ ๒ ไหม ณัฐวุฒิ จตุพร อภิสิทธิ์ สุเทพ ไม่นิรโทษกรรม ผมไม่เอา ๒ ต่อ ๒ ครับ ผมต่อให้ท่าน ๒ ต่อ ๑ อย่านิรโทษกรรมผม อย่านิรโทษกรรมนายสุเทพ และอย่านิรโทษกรรม พันตำรวจโท ทักษิณ จบเลยครับ ยืนขึ้นมาเลยครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาเลยครับ บอกนิรโทษกรรมให้ทุกคน เว้น ๓ คนนี้ ผมเอาครับ แล้วผมถามว่ามีประชาชนคนไหนล่ะจะเสียประโยชน์จากเรื่องนี้ ให้มีกันแค่ ๓ คนนี้นี่ละครับ พวกผมจะรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อความถูกต้อง ต่ออนาคตของประเทศ บ้านเมืองจะเดินได้ แต่ถ้าท่านตั้งโจทย์อย่างนี้ความผิดปกติที่มันเกิดขึ้นมันจึงทำให้เกิด ความขัดแย้งต่อเนื่องต่อไปอย่างไรครับ เพราะอะไรครับ เพราะพอทางสถาบันพระปกเกล้า เขาทำรายงานเสร็จ เรื่องอื่นท่านไม่ถามกรรมาธิการ ท่านถามเฉพาะ ๒ เรื่องเลย จะนิรโทษกรรม แบบ ก แบบ ข แบบ ค คตส. จะเอาแบบ ๑ แบบ ๒ แบบ ๓ นิรโทษกรรมผมพูดไปแล้วนะครับ คตส. ก็กรุณาอย่าบิดเบือนพวกกระผม ตรงนี้ไม่เคยบอกว่า คตส. มาโดยชอบ บอกแต่เพียงว่า ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร เช่น คตส. ยุคท่าน พลเอก สนธิไม่เหมือนกับ คตส. ยุค รสช. เพราะยุคนั้นใช้อำนาจตุลาการ ผิดต่อหลักนิติธรรมต้องถูกลบล้าง คตส. ยุค พลเอก สนธิ ต้องทำงานภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ก่อน คือกฎหมาย ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และไม่สามารถ ตัดสินคดีได้ คดีขึ้นศาลครับ ท่านจะลบล้างอย่างไร แล้วสุดท้ายบอกให้ทุกอย่างไปเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมปกติก็คือจบที่ศาล ดังนั้นคดีที่สิ้นสุดแล้วมันเป็นเรื่องของศาลครับ ทำไมต้องมีความคิดว่าจะลบล้างคำพิพากษาของศาล จำเลยก็ต่อสู้คดีตลอดทางเลยครับ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ความชอบของ คตส. ต่อสู้หมดเลยครับ แล้วคนที่ชนะก็ไม่บอกว่า กระบวนการนี้ไม่ชอบธรรม หลุดไปก็มีหลายคนหลายคดี คนที่โดนก็มาบอก ๒ มาตรฐาน แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาคำพิพากษาของกระบวนการนี้ไปใช้ประโยชน์เวลาไม่ต้องเสียภาษี อ้ายที่ได้ ไม่ ๒ มาตรฐานครับ เฉพาะที่แพ้เป็น ๒ มาตรฐาน แล้วที่บอกไม่ล้างผิดให้ไปพิสูจน์ ตามกระบวนการยุติธรรม แล้วข้อเสนอที่บอกว่าห้ามดำเนินคดีหลังจากลบล้าง คตส. แล้วมันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าอะไรครับ แล้วแปลกไหมครับเขาก็พยายามบอกว่า อย่าลงคะแนนกัน ออกแบบสอบถามเสร็จจำนวนกรรมาธิการ ๒๐ กว่าคนมันคิดตรงกันหมดเลยครับ แล้วก็เอาอย่างที่เราคิดละครับก็คือนิรโทษทุกอย่างยกเว้น ๑๑๒ บวกกับว่าล้มทุกคดี ของ คตส. แล้วอย่าดำเนินคดีใหม่ จะไม่ให้คิดถึงความผิดปกติได้อย่างไร บังเอิญผมได้พูด เรื่องนี้ปรากฏต่อสาธารณะทำให้ผู้วิจัยเองเขาก็ตกใจ สังคมก็เริ่มสนใจเรื่องนี้จึงมีการมาถอด เรื่องตัวเลขออกจากรายงานอย่างไรครับ แต่พอเขาขอให้ประชุมกรรมาธิการกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสรุป ไม่ครับ ท่านเซ็นเลยครับ แทนที่จะประชุมกรรมาธิการวันที่ ๒๗ ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาแทน บอกจะเอาเรื่องนี้มาเข้าเมื่อวานนี้ มันไม่ใช่จินตนาการด้วยซ้ำครับ ท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ท่านก็อาจจะพูดใจดีไปหน่อย มันมีเหตุที่ทำให้เราเชื่อและเข้าใจได้ว่า มันมีกระบวนการแบบนี้ ผมถึงบอกว่าวันนี้ที่ผมเรียกร้องท่านประธานคณะกรรมาธิการ ลุกขึ้นมาตอบผมหลายครั้งมันเป็นโอกาสของท่านอย่างไรครับ ปรองดองเดินต่อได้ครับ ถ้าบอกว่าปรองดองเอาเรื่องหลักการ เรื่องประชาชน ผมบอกแล้วไม่มีตรงไหนติดขัด แต่ถ้าบอกว่าปรองดองต้องไปตอบโจทย์คุณทักษิณด้วยไม่อย่างนั้นบ้านเมืองไม่หยุดปั่นป่วน วางลงมาให้สังคมคุยกัน ถ้าสังคมบอกว่าประเทศนี้ต้องยอมคุณทักษิณ เพื่อความสงบมาคุยกัน ผมไม่มีอะไรไปต่อรองหรอกครับ ผมขอเพียงแค่ว่าจะตอบโจทย์คุณทักษิณอย่าถึงกับทำลาย ระบบของประเทศได้ไหม คดีที่พิพากษาแล้วยอมรับได้ไหมว่ากระทำความผิด รับโทษจะน้อยนิด เท่าไรก็แล้วแต่ครับผมเชื่อสังคมให้อภัย มันยากเกินไปหรือครับที่จะเสียสละกันเท่านั้น พวกผมไม่มีปัญหาเลยไม่ได้คิดว่าใครเป็นปฏิปักษ์ ไม่ได้คิดว่าใครเป็นศัตรู กราบเรียน มาทั้งหมดเกือบทุกเรื่องแสดงให้เห็นว่าถอยอะไรได้บ้างแล้ว แต่กับคนคนเดียวที่จะยอมรับ คดีที่ศาลตัดสินว่าตัวเองผิดว่าผิด ทำไม่ได้หรือครับ แล้วถ้ายิ่งไม่วางให้สังคมคุยเดินหน้า ทำกันเลยทันทีด้วยความรวดเร็วหรืออะไรก็แล้วแต่ นั่นละครับมันจะเกิดเรื่องที่สังคม ยอมไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับคนที่พยายามมาเจรจาเป็นคนกลางมีหลายกลุ่ม บางคนมาถามผมบอกว่าถ้าสมมุติคุณทักษิณสัญญาว่าไม่เล่นการเมืองอีก ขอตรงนี้ได้ไหม ผมบอกท่านประธาน ผมบอกคนคนนั้นว่าคุณทักษิณต้องมีสิทธิได้เล่นการเมืองเหมือนกับ คนไทยคนอื่น มีคุณสมบัติครบเมื่อไรเล่นครับ ไม่ควรห้าม ไม่มีสิทธิไปห้ามคุณทักษิณกลับมา เล่นการเมือง เพราะเมื่อผมเรียกร้องว่าคุณทักษิณอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเหมือนคนไทยคนอื่น คุณทักษิณก็ควรจะมีสิทธิเท่ากับคนไทยคนอื่นเช่นเดียวกัน ผมไม่ต้องการเลือกปฏิบัติ ผมไม่ต้องการเห็นวันนี้สภาลงมติ ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าตกลงข้อเสนอข้อสังเกตส่วนไหน อย่างไรที่บอกว่าสภาเห็นชอบ แล้วหลุดไปอยู่กับฝ่ายบริหาร แล้วบอกว่าที่จะสานเสวนากัน ไปให้นายอำเภอฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทยทำ ผมว่าไม่ใช่ ท่านประธานนั่งประชุม อยู่กับผมเมื่อช่วงบ่าย ท่านคงจำได้ แล้วท่านก็เป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าด้วย ผมกราบเรียนท่าน ผมบอกวันนี้ท่านพูดกับที่ประชุมเลยครับ เดินหน้าบ้านเมืองกันเถอะ ไม่ตัดสิทธิใคร ไม่ตัดทางใด ขอแต่เพียงว่าเอาสถาบันพระปกเกล้าทำกระบวนการนี้ต่อเนื่อง ร่วมกับสภา จะไม่เอากรรมาธิการชุดนี้ก็ได้ครับ จะเอาก็ได้ วันนั้นท่านบวรศักดิ์บอกถ้าจะเอาชุดนี้ ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งคนกลับเข้าไปใหม่ ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าจะไม่เอาก็ได้ จะเอาชุดอื่นก็ได้ แต่มาทำอันนี้ด้วยความจริงใจ อย่าบอกว่าวันนี้จะใช้เสียงข้างมาก ท่านประธานขอเองเลยครับ แล้ววันนี้ท่านประธานจะสง่างามมากในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจุดยืนของฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ท่านประธานคณะกรรมาธิการลุกขึ้นมาก็ได้ เมื่อท่านปวารณาตัวว่า จะมาทำปรองดองของจริง ทำแบบนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่จะคัดค้าน ไม่ได้ต้องการให้ช้า ไม่ได้กล่าวหาว่าการปรองดองขณะนี้ลุกลี้ลุกลนที่จะเร่งรีบโดยตัวของเนื้อของปัญหา ไม่ใช่ แต่อย่าลากสภาหรือใครไปรองรับการตอบโจทย์ของคนซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องการปรองดอง อย่างแท้จริงและสร้างปัญหาในอนาคต อย่าทำให้คำว่า ปรองดอง ถูกปล้น อย่าให้ นายปรองดองถูกลักพาตัวเปลี่ยนไปเป็นนายนิรโทษกรรมแล้วเอาเสื้อปรองดองมาคลุมใส่ พวกกระผมไม่ได้เรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้เลยครับ ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ความถูกต้อง ของบ้านเมือง เห็นใจคนที่คิดว่าตัวเองยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการแต่อย่าสร้างปัญหา อย่าสร้าง เงื่อนไข อย่าสร้างความขัดแย้ง เพราะนั่นไม่ใช่การปรองดอง ผมใช้เวลาของสภา มาพอสมควร สิ่งทุกอย่างที่ผมพูด ผมยืนยันในข้อเท็จจริง และเหตุผลทั้งหมดมาจากความคิด ที่บริสุทธิ์ มุ่งสู่การตอบโจทย์ให้กับส่วนรวมและสังคมเท่านั้น พวกกระผมไม่มีผลประโยชน์ อื่นใด และถ้ามีการปรองดองที่แท้จริง พวกกระผมเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ