วัฒนา เมืองสุข ชี้แจงเรื่องการปรองดองกับแกนนำนปช. และเรียกร้องให้รัฐสภาให้การนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการดำเนินการของคณะกรรมาธิการศึกษาความเป็นไปได้ในการเลิกสภาที่ปรึกษาทางการเมือง โดยกล่าวอ้างว่าไม่ได้ใช้เสียงข้างมากในการกำหนดผลการวิจัย และเรียกร้องให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสอบสวนในพรรคของตนเอง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กระผมจำเป็นต้องลุกขึ้นชี้แจง แล้วก็ด้วย ความขอบคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาพาดพิงผมหลายครั้ง ผมเคยพูด ในสภาแห่งนี้หลายครั้งว่าผมไม่เชื่อว่าท่านในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีจะมีเจตนาสั่งฆ่า ประชาชน แล้วก็ยังคงเห็นโดยสุจริตว่าไม่มีผู้นำทางการเมืองคนไหนจะมีเจตนาฆ่าประชาชน ผมยอมรับครับ ในวันที่ ๑๐ เมษายน ผมเป็นคนกลางในการหย่าศึก ทำให้เกิดการสูญเสีย น้อยกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็ไม่เคยพูดที่ไหน แต่เมื่อท่านพาดพิง ผมจำเป็นที่จะต้องชี้แจง ผมเคยคุยกับท่านครับในเรื่องของการปรองดอง แต่ไม่เคยพูดในเรื่องการขอนิรโทษกรรม ซึ่งเดี๋ยวจะได้กราบเรียนต่อไป เรียนหลักการนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ข้อตกลง ในเรื่องที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม เป็นที่ยอมรับกัน ผมเป็นคนเจรจา กับท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของท่าน แล้วโดยที่ท่านเป็นคนขึ้นไปประกาศต่อบนเวที เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม จำได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดพลิกผันเพราะมีการผิดบิดพลิ้วข้อตกลง ผมจึงมีข้อตกลงที่ผมกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรีท่านทำกันไว้แล้วก็เซ็นชื่อกันไว้ ข้อตกลงเดิม คือจะมีการปล่อยแกนนำทุกคน แต่หลังจากที่ได้มีการประกาศในวันที่ ๓ แล้วก็แกนนำ นปช. ขึ้นไปตอบสนองว่าจะสลายการชุมนุม ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขว่าจะให้ประกัน ได้เพียงบางคน ส่วนบางคนที่ถูกเรียกว่า ฮาร์ดคอร์ (Hardcore) จะไม่ให้ประกันจะเอาไป ควบคุมตัว นั่นจึงเป็นเหตุที่มาของแกนนำฝ่าย นปช. ได้เรียกร้องให้อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นไปมอบตัวบ้าง เพื่อที่จะได้เป็นบรรทัดฐานในกรณีหากตำรวจให้ประกัน พวกเขาเหล่านั้น ก็ควรจะได้รับประกัน นี่คือข้อเท็จจริงครับ ผมเป็นคนเจรจา เอกสารข้อตกลงดั้งเดิมอยู่ในมือผม ข้อตกลงที่บอกว่าแกนนำทุกคนจะได้รับการประกันตัว ยังอยู่ที่ผมทุกประการ แต่ข้อเท็จจริง มันถูกบิดเบือนไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตอบคำถามของท่านผู้นำฝ่ายค้านว่า ทำไมเหตุการณ์ภาคใต้กับภาคกลางต่างกันไม่ปรองดอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภาคกลางเป็นการใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ โดยเป้าประสงค์เดียวกันครับ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เจรจาได้ ปรองดองได้ครับ แต่เหตุการณ์ทางภาคใต้ เราไม่สามารถจะหาสาเหตุ หาคู่กรณี เราไอเดนทิไฟ (Identify) ไม่ได้ ยังปรองดองไม่ได้ครับ ทำได้เพียงลดความรุนแรง นี่คือความแตกต่าง และการที่กระผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับ การปรองดองในวันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว และทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคย กล่าวหาว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีก็ดี มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียไม่เคยได้ยินจากปากผม เพราะผมมีจิตใจสูงส่งพอที่จะมองว่า ประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าท่านจะเห็นซ้ายมือผม ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ท่านกรรมาธิการขัตติยา สวัสดิผล ท่านสูญเสียคุณพ่อจากเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ท่านมานั่งตรงนี้ด้วยความขมขื่น แต่ท่านต้องการเห็นประเทศชาติก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ ไปให้ได้ ท่านยอมเข้ามานั่งเป็นกรรมาธิการ ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้มีการนิรโทษกรรม บรรดาผู้ที่เข้าร่วมชุมนุม หรือบรรดาคนที่ทำให้คุณพ่อเธอเสียชีวิต แต่เธอก็ยอม ผมยังอดยกย่อง สุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งไม่ได้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับการตายของนักข่าวอิตาเลี่ยน และนักข่าวญี่ปุ่น แต่เธอก็ต้องไปขอโทษครอบครัวนักข่าวทั้งสอง เพื่อแสดงความเป็นอารยะ ของประเทศไทยว่าเรารู้สึกเสียใจที่ให้ความปลอดภัยกับชีวิตของคนต่างชาติที่มาอยู่ ในประเทศไทยไม่ได้ อันนี้เขาเรียกความรับผิดชอบ อันนี้เขาเรียกการแสดงความรับรู้ว่า เป็นความผิดของรัฐ ได้มีการขอโทษหรือที่เรียกกว่าเป็นสเตท อะโพโลจี (Stage apology) ได้ทำไปแล้ว ท่านประธานครับ การปรองดองมันไม่ใช่การผูกขาดครับ ผมเห็นด้วยกับที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอก แต่ความจริงใจที่จะให้มีการปรองดองจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้จากการกระทำ กระผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ข้อเสนอเรื่องที่จะให้มีการนิรโทษกรรมก็ดี ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกผลทางกฎหมาย ของ คตส. ก็ดี ประการแรกเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เรื่องของ คตส. ไม่ใช่เรื่อง การนิรโทษกรรม และทั้ง ๒ เรื่องไม่เคยถูกเสนอจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่เคยหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา หากแต่เป็นข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้ทำขึ้นมา ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่ากรรมาธิการชุดนี้ทำงานเพื่อหลักการ ไม่เคยได้หยิบยกข้อเสนอ ดังกล่าวขึ้นมา กรุณาอย่าได้บิดเบือน ท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เขียนไว้ในหลักเกณฑ์การทำงานว่า เราจะไม่ใช้ดุลยพินิจหรือการทำงานของเราเข้าไปก้าวล่วงกับการทำงานขององค์กรอื่น ที่มีอำนาจอยู่แล้ว ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดถึง คตส. ในยุค พลเอก สิทธิ จิรโรจน์ กับ คตส. ชุดนี้ อ้างว่าชุดนั้นใช้อำนาจพิพากษาจึงไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ หลักนิติธรรมมีหลักเดียวครับ ถ้าท่านจะเอาของสหประชาชาติก็ปรากฏ อ้างอิงอยู่แล้ว หรือถ้าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอยากจะอ่านเป็นหนังสือที่ขายดีมาก ก็เขียนโดยโปรเฟสเซอร์ทอม บิงแฮม อันนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เขียนว่าหลักนิติธรรม คือหลักการปกครองที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ถูกประกาศใช้ ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าในประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๙๕๘-๑๙๖๑ รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส มาตรา ๑๖ เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติให้อำนาจประธานาธิบดีที่จะใช้อำนาจพิเศษหากเกิดภัย กับบูรณภาพทางดินแดนของเขา ได้เกิดกบฏแอลจีเรียขึ้นครับ ประธานาธิบดีเดอ โกล ได้ใช้ อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จัดตั้งศาลพิเศษเพื่อดำเนินคดีกับกบฏ ศาลฝรั่งเศสตัดสินว่าอย่างไร รู้ไหมครับ เขาไม่รับฟ้องครับ เขาบอกการไปตั้งองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นมาซ้อนกับองค์กรปกติ ที่มีอยู่แล้วไม่ชอบด้วยหลักการพิจารณาในคดีอาญา นั่นคือหลักแรก หลักที่ ๒ เป็นการ ออกกฎหมายในทางอาญาย้อนหลังไม่ชอบด้วยกระบวนการทางคดีอาญาและไม่เป็นไป ตามหลักนิติธรรม ซึ่งเขียนไว้ในหลักนิติธรรมของสหประชาชาติครับ ถ้าไม่เคยเห็นหลักนี้ ท่านคลิก (Click) เข้าไปในกูเกิล (Google) เปิดดูแล้วท่านจะเข้าใจครับว่าคำว่า นิติธรรม ของท่านกับของผมมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมกราบเรียนยืนยันครับกระบวนพิจารณา ของ คตส. เป็นกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อหลักนิติธรรมไม่ใช่ผมคิดเองครับ สถาบัน พระปกเกล้าเขาก็เห็นเช่นกันเขาจึงเสนอให้มีการยกเลิกผลเพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการปกติ การเสนอให้ยกเลิกผลการพิจารณาของ คตส. จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากคณะกรรมาธิการ
ประการต่อมาครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพยายามโจมตี ไปกล่าวหลายที่ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามใช้เสียงข้างมากในการกำหนดผลของ คตส. ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับ เมื่อสถาบันพระปกเกล้าเสนอรายงานการวิจัยทางเลือก ให้เลือกผลการดำเนินการของ คตส. คณะกรรมาธิการมีมติให้ส่งรายงานทั้งฉบับให้กับสภา แต่เป็นสมาชิกที่มาจากพรรคของท่านเองครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น เป็นผู้เสนอว่ากรรมาธิการไม่ใช่ไปรษณีย์ กรรมาธิการควรจะมีความเห็นต่อทางเลือก ที่ถูกเสนอมาโดยสถาบันพระปกเกล้าทางใดทางหนึ่ง ความวุ่นวายเริ่มมาจากบัดนั้นละครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะสอบสวนสอบสวนกันท่านไปคุยกันในพรรคเสนอกันเข้ามาได้อย่างไร กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มีใครเสนอในเรื่องนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากเมื่อได้รับ ผลรายงานไม่มีใครวิจารณ์เรื่องรายงานของสถาบันพระปกเกล้าแม้แต่คนเดียว รับแล้วส่งต่อ เพราะเชื่อว่านี่คือความเป็นอิสระทางวิชาการ คงมีเพียงกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่พยายาม จะขอให้แก้ไขรายงานให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไป ท่านประธานครับ กระผมถูกท่านสมาชิก ๓-๔ ท่านวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้เสีย ในเรื่อง คตส. ก็ดี การผลักดันให้มีการเลิก คตส. ก็ดี หรือแม้แต่ว่าการนำคณะผู้วิจัย ไปพบอดีตนายกรัฐมนตรี ผมยอมรับครับกระผมเป็นคนพาหัวหน้าคณะวิจัยไปสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้สัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทุกท่าน แต่กระผมไม่ได้เป็นคนชักชวน กระผมถูกขอร้องในฐานะที่เป็นผู้ถูกสัมภาษณ์คนหนึ่งว่าเขามีความประสงค์จะไปสัมภาษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรีท่านที่อยู่ต่างประเทศ อำนวยความสะดวกให้ได้ไหม ผมดำเนินการเรื่องวีซ่า (Visa) ให้เขาครับ แต่ส่วนเรื่องการเดินทางค่าใช้จ่ายทุกอย่างเขาออกเอง ยอมรับ แล้วก็ระบุเอาไว้ในท้ายรายงานการวิจัยไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องความลับ ไม่ได้ปกปิด อยู่ในรายงานวิจัยมีอยู่แล้วครับผม เหตุการณ์ที่ผมต้องเข้ามาเป็นกรรมาธิการไม่ได้เพราะว่าจะต้อง มาปกป้องส่วนได้เสียของตัวเอง แล้วเรื่องที่พูดกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับครับ คุยเรื่องคุณทักษิณ แต่คุยเรื่องหลักการว่ากระบวนการที่ทำกับคุณทักษิณมานั้น มันไม่ถูกต้อง มันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ผมใช้คำว่าไม่เป็นไปตาม ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ (Due process of law) ท่านยังถามผมว่าแล้วก่อนหน้านั้นมันมีดิวหรือ เราได้มีการคุยกันครับ ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ ภาษาไทยเขาใช้คำว่า ศุภนิติกระบวน แปลว่ากระบวนการ ทางกฎหมายที่ถูกต้องที่ดีงาม ท่านเองก็ยอมรับว่ากระบวนการของ คตส. มันไม่เป็นไปตาม ดิว โพรเซส ออฟ ลอว์ ท่านยอมรับกับผม เพียงแต่ท่านมีข้อสังเกตว่าก่อนหน้านั้นมันก็ไม่มี ไม่ใช่หรือ อันนี้เราคุยกันครับ เหตุที่ผมยอมรับเข้าไปทำงาน ผมต้องการให้เวทีสภาแห่งนี้ เป็นเวทีที่เราได้นำมาคุยกันครับ หาทางออกให้กับประเทศเพราะว่าประเทศมันติดหล่ม ความขัดแย้งกันมานานแล้ว เราสนับสนุนกระบวนการปรองดองเพราะคนในชาติต้องการให้เกิด การปรองดอง ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงที่สุดคือการใช้เสียงข้างมาก เราตามใจเสียงข้างน้อยตลอด แม้แต่การเสนอให้สถาบันพระปกเกล้ามาทำ เกิดจาก กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากไม่ได้เป็นคนกำหนดครับ ผมเป็นคนเสนอในที่ประชุมว่า เนื่องจากกรรมาธิการมีค่าย มีข้าง มีที่มาจากพรรคการเมือง หากศึกษาคิดเห็นกันเอง ก็จะเสียความเป็นกลาง ให้เลือกคนอื่นที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ศึกษา เสียงข้างน้อยก็ชี้ไปที่ สถาบันพระปกเกล้า เราก็ยินยอมตามนั้นและไม่เคยมีความเห็นใด ๆ ต่อผลงานการวิจัย ของเขาเลย ไม่เคยแทรกแซง ไม่เคยแม้กระทั่งไปขอเปลี่ยนข้อเท็จจริง ไม่เคยเปิดดูด้วยซ้ำ เขาเสนอมาอย่างไรก็ส่งต่อไปอย่างนั้น ความสูงส่งทางจิตใจต่างกันตรงนี้ครับผม ในวันที่ สถาบันพระปกเกล้าเสนอผลงานการวิจัยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกทุกท่านที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขออนุญาตเอ่ยนาม ในฝั่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็สรรเสริญว่าทำมาอย่างดีแล้วน่าชื่นชม แต่พอกลับไปพรรคตัวเองแล้ว มันกลับออกมาเป็นอีกอย่าง เป็นแบบนี้ได้อย่างไรผมไม่ทราบ มีการเสนอขอให้เปลี่ยนผลงาน การวิจัย มีการตำหนิการไปใช้เสียงต่อความเห็นของสถาบัน ทั้ง ๆ ที่คนเสนอให้มีเสียง ก็คือคนของพรรคประชาธิปัตย์นั่นละ ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุม มีบันทึกรายงาน การประชุม มีเทป มีชวเลขชัดเจน ดังนั้นปัญหาที่เกิดความวุ่นวายแบบนี้ ถ้าผมจะแนะนำคือ ท่านไปสะสางกันเองในพรรคให้ได้ความครบถ้วนแล้วมาคุยกัน ที่ผิดไปแล้วแล้วมากล่าวหา ว่าผมผิด ผมให้อภัยครับ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ คอป. และสถาบันพระปกเกล้า มีความเห็นตรงกันอยู่เรื่องหนึ่ง เขาเห็นว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นโดย คตส. นี่เป็นกระบวนการ ที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ในส่วนสถาบันพระปกเกล้าเขาเสนอให้ยกเลิกเลย เขาเสนอให้ยกเลิกผล ส่วนยกเลิกแล้วจะไปในช่องทางไหนเขาเสนอมา ๓ ทางเลือก ในขณะที่ คอป. ก็ได้กล่าวไว้ ในรายงาน ครั้งที่ ๑ ซึ่งเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรายงานฉบับแรก ข้อ ๕.๑ ท่านเปิดดูสิครับ เขาบอกว่ากระบวนการต่าง ๆ กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้น ภายหลังการปฏิวัติมีข้อวิจารณ์ถึงความไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม อยู่ในข้อ ๕.๑ เสนอท่านนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นมีใครคิดแก้ไข ผมยอมรับครับว่าท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องความยุติธรรม เรื่องของการสร้าง ความปรองดอง ท่านใช้ถ้อยคำที่ไพเราะมากครับ ใช้หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แต่ผม ไม่ทราบว่าสมานฉันท์กันแบบไหน ตีตรวน ๘ นิ้วกับณัฐวุฒิเพื่อนของผมไป ๘ เดือน มันสมานฉันท์กันแบบไหนครับ กว่าผมจะไปช่วยประกันเพื่อนผมมาได้นี่ติดคุกกันไป ๘ เดือน ตรงนี้ครับ มันแสดงความจริงใจว่าใครอยากให้มีการปรองดอง ใครดิ้นรนที่จะนำพา ประเทศชาติให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปให้ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ผมไม่ต้องการให้เกิดอีก คณะผู้วิจัยเขาเคารพความเป็นหลักนิติธรรมครับ แต่คำว่า หลักนิติธรรม ดูเหมือนจะคิดต่างกัน ระหว่างท่านกับผม วันหลังอาจจะต้องนั่งคุยกัน หาคำจำกัดความนิติธรรมที่เป็นหลักเดียวกัน ผมว่าใช้ของสหประชาชาติก็ได้ครับ ได้หลักเดียวกันนั่นเอง ผมรู้สึกเสียใจที่พรรคการเมือง พรรคหนึ่งที่ผมเคยคิดจะสมัครเป็นสมาชิก เพราะเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าพรรคนี้มีนโยบาย ต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ แต่สิ่งที่ผมได้ยินเมื่อคืนวันที่ ๒๗ ก็ดี เมื่อคืนก็ดี ทำให้ผมรู้สึก ไม่แน่ใจ เสียงที่ผมได้ยินเมื่อคืนวันที่ ๒๗ อันเป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกท่านหนึ่ง ของพรรคที่ผมเคยอยากสมัครบอกว่าการใช้อำนาจ มาตรา ๑๗ ยิงเป้าก็ชอบด้วยหลักนิติรัฐ เพราะวันนั้นเขาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ผมไม่คิดอย่างท่านครับ ความยุติธรรมมีหลักเดียวครับ ถ้าท่านคิดว่าตรงนี้เป็นนิติรัฐ ผมไม่อยู่รัฐเดียวกับท่านหรอกครับ มนุษย์ทุกคน สหประชาชาติ เขามีหลักอยู่หลักหนึ่งครับ เขาเรียกว่า หลักสิทธิมนุษยชน แล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ระหว่างประเทศของเรา ท่านประธานครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านทราบไหมครับว่ากฎเกณฑ์ของศาลอาญาระหว่างประเทศเราขัดต่อกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอันเป็นกฎหมายของสหประชาชาติ เขียนไว้ ในอาร์ติเคิล ๑๔ (Article 14) ข้อ ๕ เขาเขียนว่า ใครก็แล้วแต่ที่ถูกดำเนินคดีอาญาจะต้องมี สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่า จริงอยู่ครับ สมาชิกของท่านคนหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนาม บอกว่า เขาก็ยังให้สิทธิร้องขอพิจารณาใหม่ตามมาตรา ๒๗๘ ท่านกำลังจะบอกผมหรือครับว่า ศาลฎีกาที่ไปพิจารณาใหม่มันเป็นศาลที่ ๔ ประเทศไทยมี ๔ ศาลแล้วหรือ ศาลนั้นก็เป็นศาล ที่ไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติธรรมนะครับ เพราะเป็นศาลที่ตั้งขึ้นโดยขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามความหมายของสหประชาชาติ ส่วนท่าน จะย้อนผมว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีศาลแบบนี้เหมือนกัน ข้อเท็จจริงต่างกันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๔๐ ที่เพิ่งมีศาลเดียว ลักษณะเดียวกันนี้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากกติกาสหประชาชาติกติกานี้เราเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกโดยการภาคยานุวัติเมื่อปี ๒๕๔๐ มันออกมาสวนกันพอดีครับ มันจึงไม่ได้รับการแก้ไข แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกแก้ไข อดทนหน่อยครับ เวลาที่พูดไม่มีใครค้าน ฟังให้ได้ครับ