ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ หารือเรื่องการปรองดองและขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาสังคม โดยอ้างอิงถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเสนอแนะ 6 ประการในการผ่านวิกฤติ เพื่ออนาคตของชาติที่สงบสุข โดยเริ่มการปรองดองเพื่อก้าวข้ามวิกฤติและไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งดำเนินไปจนถึงอนาคต
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย การอภิปรายของผมวันนี้จะไม่ซ้ำใครเลยครับท่านประธาน และผมมั่นใจว่า ฟังแล้วเราจะเลิกทะเลาะกันเสียที แล้วผมหวังว่าจะมีการปรองดองกันเกิดขึ้น อยากให้ บ้านเมืองเราพ้นวิกฤติ ผมจะใช้เวลาจำกัดนิดหนึ่งแล้วจะไปเร็วหน่อย แล้วขอใช้พาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ตามที่ได้รับอนุญาตแล้วด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังมา ๒ วันสรุปว่า เรายังไม่เข้าใจเลย แล้วเราเข้าไม่ถึงแก่นของการปรองดอง พวกเรากำลังหลงทาง จึงไม่เห็น ทางบรรลุสู่การปรองดองได้เลยถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ ผมรู้สึกสงสารประเทศไทย สงสาร ลูกหลานคนไทยจริง ๆ แล้วเราจะวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอีกนานเท่าไร ตามผมมาดูว่า มันจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะอภิปรายใน ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ทำไมเราต้องปรองดอง
ประเด็นที่ ๒ จะปรองดองอย่างไร
ประเด็นที่ ๓ ถ้าไม่ปรองดองจะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นที่ ๔ เราควรจะปรองดองกันเมื่อไร
แล้วสุดท้ายผมอยากจะสะท้อนว่าถ้าเราจะเลือกได้นั้นคนไทยเขาจะเลือก อะไรกัน
อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอท่านประธานครับ ขอขึ้นสไลด์ (Slide) เลยครับ พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบันท่านตรัสไว้ว่าบ้านเมืองไทยสามารถ ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้โดยดี เพราะว่าจิตใจสามัคคีและแสดงออกซึ่งสามัคคี ถ้าตราบใด เรารักษาความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันไว้ได้เราจะอยู่ได้อย่างมีความสุข สุดตราบนั้นครับ ท่านตรัสไว้เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ ครับท่านประธาน
ขอสไลด์ต่อไปเลย ผมอยากจะถามคนไทยทั้งประเทศว่าท่านรู้จักคำว่า โพลิติคอล มู้ด (Political mood) ไหมครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ มันกำลังสะท้อนว่าอารมณ์คนไทยนี่ จิตวิญญาณคนไทยเขาอยากเห็นอะไร เราต้องดูด้วยว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเขาอยากเห็น การปรองดอง เรามัวทำอะไรกันอยู่ครับ คนไทยเขาคิดว่าความผาสุก ความสงบสุขของสังคมนั้น เป็นสิ่งที่เขาอยากเห็น คนไทยหวังว่าในชีวิตของเขาต้องมีอนาคต คนไทยหวังว่าความยุติธรรม ในสังคมต้องเกิดขึ้น คนไทยหวังว่ามีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ และคนไทยหวังอยากเห็น ประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่คนไทยอยากเห็นครับท่านประธาน ถ้าไม่ได้ล่ะจะเกิดอะไรขึ้น เกิดแน่เลยครับท่านประธาน ถ้าไม่ได้เท่ากับว่าเราบีบให้คนไทยถูกบังคับให้เลือกอยู่ ๓ ทาง
ทางที่ ๑ เขาบอกว่าหนีไปจากสังคมไทยที่สิ้นหวัง เราจะเห็นอย่างนั้นหรือครับ
ทางที่ ๒ บอกว่ายืนหยัดต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เขาอยากเห็นอย่างนี้
และทางที่ ๓ ถ้าเลือกไม่ได้เลยนี่ หากปฏิรูปไม่ได้มันจะต้องเกิดการปฏิวัติ เพียงแต่การปฏิวัตินี้จะเกิดขึ้นโดยใคร โดยประชาชนหรือโดยรถถังที่เห็นในสไลด์นั่น และคนไทยจะยอมให้เกิดหรือครับ
สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนต่อไปก็คือ ในอดีตเราได้ก้าวพ้นความขัดแย้งมาแล้ว หลายครั้งเลย ทำไมเขาทำได้ เราตามไปดูกันดีกว่าว่าเขาทำอย่างไรกัน
ท่านดูนะครับ ปี ๒๔๘๘ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีควง อภัยวงศ์ ท่านออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจลก่อนหน้าทั้งหมดเลย เห็นไหม ครับ มีการนิรโทษกรรมไปแล้ว
ปี ๒๔๙๙ รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในโอกาสครบรอบ ๒๕ ปี พุทธศตวรรษแก่กบฏจลาจลทั้งหมดเลย
ตามดูต่อไป ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ปี ๒๕๑๖ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านไม่ได้ปฏิวัติ แต่ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เขาเรียกวันมหาวิปโยคครับท่านประธาน
ปี ๒๕๒๑ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ วันล้อมปราบ เดี๋ยวผมจะบอกให้ฟังว่าทำไมผมเอาเรื่องนี้ มาเล่าให้สภาฟังให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับทราบ
ต่อไปเลยครับ ปี ๒๕๓๒ รัฐบาล พลเอก ชาติชาย ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ผู้ร่วมพัฒนาทั้งชาติไทย ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นท่านคงจำได้
ปี ๒๕๓๕ รัฐบาล พลเอก สุจินดา คราประยูร ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕
เห็นไหมครับทั้งหมดนั้นมีที่มา ผมจะสรุปเรียนว่าทั้ง ๖ กรณีนั้นบอกอะไร กับคนไทย บอกว่าการปรองดองเพื่อสลายขั้วความขัดแย้งนั้นแม้แต่กบฏยังได้รับ การนิรโทษกรรมเลย อดีตจอมเผด็จการก็ยังได้รับการนิรโทษกรรมตัวเอง ความผิดใดเล่า จะเทียบได้กับการกบฏและการปฏิวัติ ความผิดอันใหญ่หลวงยังนิรโทษกรรมได้ ผมอยากจะให้ พวกเรานี่หยุดหาคนผิดได้แล้ว ก้าวข้ามวิกฤติกันเถอะครับ ผิดกระจิ๊บกระจ๊อย นี่ยังเล็กน้อยกว่าเรื่องที่ผมกล่าวให้ฟังทั้งหมดเลย มาดูประวัติศาสตร์บทเรียน จากต่างประเทศ เขาก้าวข้ามวิกฤติ ก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร
ท่านดูตามผมไป ประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๘๖๕ เกิดความขัดแย้ง เพราะมีการเลิกทาส ฝ่ายหนึ่งจะเลิก ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเลิก ขัดแย้งระหว่างเหนือ-ใต้ สงครามกลางเมืองรุนแรงมาก ฆ่ากันตาย ๒ ฝ่าย ๖๒๕,๐๐๐ ศพ ปรองดองและเขาก้าวข้าม ด้วยประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี เกิดรัฐบุรุษเขาเรียกว่าลินคอล์นในสมัยนั้น
ตามผมดูต่อไป มาดูแอฟริกา ค.ศ. ๑๙๙๙ ขัดแย้งสงครามชาติพันธุ์ เหยียดผิว ปรองดองและก้าวข้ามเหมือนกันด้วยนโยบายการให้อภัย ลืมความเจ็บปวดครับ ท่านประธาน ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำเนลสัน แมนเดลา สู่แอฟริกาใต้ยุคใหม่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ในประวัติศาสตร์โลก
ดูต่อไปคราวนี้ดูสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก กัมพูชา ปี ๒๕๑๘ ขัดแย้งถึงขีดสุด ชักศึกเข้าบ้านด้วย เกิดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คิลลิ่ง ฟิลด์ (Killing field) ปรองดอง และก้าวข้ามด้วยการตั้งนายกรัฐมนตรี ๒ คน ยิ่งกว่าเมืองไทยหลายร้อยเท่าเลยครับ ของเรานี่ยังจิ๊บจ๊อยมากครับ
ขอประทานอภัย ทุกประเทศเขาก้าวข้ามวิกฤติความขัดแย้งไปแล้ว แล้วประเทศไทยละครับ คนไทยละครับ เราจะผ่านวิกฤตินี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะถาม เราจะผ่านวิกฤตินี้ด้วยการทำตามที่ผมกราบเรียนต่อไปนี้ ๖ ประการ
ประการที่ ๑ บอกให้ก้าวข้ามเถอะครับ ก้าวข้ามวิกฤติการชิงอำนาจกัน เลิกได้แล้วเรื่องการชิงอำนาจนี่เราต้องก้าวข้าม
ประการที่ ๒ เขาบอกให้ก้าวข้ามวงจรอุบาทว์ เราอยู่ในวัฏสงสารมานานแล้ว เดี๋ยวก็เวียนว่ายตายเกิด ปฏิวัติแล้วก็แก้รัฐธรรมนูญ มีผ่านมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยไม่จบสิ้นสักที แล้วให้ก้าวข้ามตัวบุคคลได้แล้ว เรามัวแต่ไปพูดถึงตัวบุคคลคนนั้นคนนี้เราก้าวข้ามไปเถอะครับ บ้านเมืองเรายิ่งใหญ่กว่านี้อีกมากเราต้องไปในอนาคต และก้าวข้ามความผิดถูกได้แล้ว มัวแต่ค้นหาคนถูกคนผิด ค้นไปทำไมละครับ มันมีประโยชน์ไหมครับ ค้นแล้วนี่มันไม่เกิด การปรองดอง ไม่เกิดการพัฒนา จะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้วเราก้าวข้ามความเป็นอื่น เป็นสี ก้าวข้ามได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นยังมัวหมกมุ่นอยู่กับสีอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก และก้าวข้ามความเจ็บปวดไปเลย อย่าไปนึกถึงมันอีก เราจะไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ และสวยงามของประเทศไทย
และสุดท้ายผมอยากจะบอกให้ก้าวข้ามความจริง ประเด็นนี้น่าสนใจ ท่านประธาน มีคนชอบถามว่าอยากจะรู้ความจริงเหลือเกิน ท่านอยากรู้ ผมก็อยากรู้ ถ้าผม อยากจะถามว่าใครอยู่เบื้องหลังที่บังคับให้ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ต้องก่อการปฏิวัติ ถามไปทำไม รู้ไปทำไม ไม่มีประโยชน์ ข้ามไปเลยครับ ไม่อยากจะรู้ อย่าไปถามว่า คนนั้นทำอย่างนั้น คนนี้ทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ครับ ผมยังยอมก้าวข้ามเลย แล้วถ้า ไม่ปรองดองจะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ ถ้าประเทศไทยไม่ได้มีการปรองดองจะเกิด อะไรขึ้นครับ จะมีผู้ชนะที่เหี้ยมโหดอ้างความชอบธรรม ท่านไม่เชื่อตามดูต่อไปแล้วกัน แล้วผู้แพ้ก็จะหลบลงใต้ดินด้วยความเคียดแค้นพร้อมที่จะปะทุตลอดเวลา ท่านจะเอาอย่างนั้น หรือครับ เกิดสงครามกลางเมืองปะทะกันรุนแรงอย่างนองเลือดอีกมากมาย เราต้อง ล้มหายตายจากกันไปอีกเท่าไร ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ อธิปไตยของชาติจะสั่นคลอน วันนี้เราอ่อนแอที่สุดในอาเซียนแล้ว เปิดเออีซี (AEC) มานี่ล้มทั้งยืนเลยครับ ท่านประธาน แล้วแผ่นดินเราจะแยก คนไทยจะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป เราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้ววันนี้เราอยู่ในที่สว่าง แต่กำลังจะเดินไปสู่ในที่มืด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราอยู่ในที่มืด มาหลายสิบปีวันนี้เขาออกมาสู่ที่สว่างแล้ว เราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ
ขอสไลด์ต่อไปครับ อันนี้สำคัญมากจะจบแล้วครับ ขงจื๊อเขาได้กล่าวว่า ถ้าท่านถอยหลังเพียง ๑ ก้าว ท่านจะเห็นขอบฟ้าที่กว้างขึ้น เรายอมไหมครับ ที่จะถอยกัน คนละก้าว แล้วเห็นขอบฟ้าที่กว้างขึ้น มันจะเป็นความสวยงามศิวิไลซ์ของประเทศไทย สรุป การปรองดองไม่มีสูตรสำเร็จ ใครอยากจะเสนอแนะสูตร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ มันใช้ไม่ได้ครับ สูตรสำเร็จของการปรองดองก็คือคุณทำอะไรก็ได้ให้มันปรองดองให้สำเร็จเถอะครับ แล้วเลิกถามหาความจริง ผมถามคนไทยคำเดียวนี่ หากต้องเลือกระหว่างความจริง กับอนาคตของชาติที่สงบสุขเราจะเลือกอะไร แล้ววันนี้ผมคิดว่าท่านได้เลือกแล้ว สิ่งที่เรา ต้องเลือกนี่อาจจะไม่ใช่ความจริง แต่ต้องเป็นสิ่งที่พาเราออกจากวังวนวิกฤติของความขัดแย้ง ได้อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่คนไทยต้องตัดสินใจครับ
สุดท้ายนี้ถามว่าจะปรองดองเมื่อไร วันที่ความขัดแย้งยังอยู่ในเวทีที่พูดจากันได้ หรือจะต้องรอให้เกิดสงครามกลางเมืองนองเลือดกันทั้งบ้านทั้งเมืองจึงจะมาปรองดองกัน เราจะก้าวข้ามวิกฤติด้วยการปรองดอง เราต้องเริ่มกันที่นี่ละครับท่านประธาน เริ่มเดี๋ยวนี้ แล้วก็เริ่มทันที หรือจะรอให้วงจรอุบาทว์อยู่ในวัฏสงสาร ปล่อยให้เป็นมรดกตกไปถึง ลูกหลานของเราในอนาคตข้างหน้า ผมขอฝากท่านประธานเอาไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ