สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หารือเรื่องการปรองดองระหว่างพรรคทั้งสองฝ่าย โดยมองว่าโอกาสปรองดองมีความเป็นไปได้ แต่ต้องปรองดองในลักษณะที่ถูกวิธีและหาข้อตกลงร่วมกัน และเสนอทฤษฎีการเจรจาเพื่อความปรองดองที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของคณะรัฐมนตรีและความสามารถในการเจรจาของพลเอก สนธิ และการเจรจาต่อรองในสภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทุกฝ่ายเข้ามาในการเจรจา และการเจรจาที่เป็นความลับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ผมจะไม่ใช้เวลามาก ที่ว่าไม่ใช้เวลามากเพราะฟังมา ๒ วันแล้วครับ ฟังมา ๒ วันก็เห็นว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ใช้โวหารสู้กัน ก็มีความรู้สึกคล้าย ๆ นั่งฟังที่สนามหลวง แล้วก็พูด อันนี้จริง ๆ แล้วอย่างที่ท่านจุติ ไกรฤกษ์ พูดก็คือว่าอาจจะเป็นประโยชน์ เพราะว่าทุกฝ่าย ก็ได้ระบายความรู้สึกลึก ๆ ออกมาเสียให้หมดก่อนที่จะมีการปรองดองกัน อาจจะเป็นจริง แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าพี่น้องประชาชนที่เขาฟังหรือชมทีวี (TV) ทางบ้านเขาจะไม่สบายใจ มีความรู้สึ กว่ำผู้แทนราษฎรซึ่ งเป็ นตั วแทนของเขามีแต่ ทะเลาะเบาะแว้ ง แล้วมันจะปรองดองกันได้อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมก็อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าจริง ๆ ผมเชื่อและผมได้สัมผัสทั้ง ๒ ฝ่าย ลึก ๆ ของผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ฝ่ายอยากจะปรองดอง ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา หัวหน้าพรรคยืนยันจะปรองดอง ท่านสุเทพได้พูดไปถือเป็นคำพูดของพรรคเลย พร้อมที่จะ ปรองดอง หลังจากมีการเจรจาเสวนาหาจุดร่วมกัน ทางพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะปรองดอง ไม่ใช่ไม่พร้อมจะปรองดอง ลึก ๆ ในหัวใจของพวกเขาเขาก็อยากจะปรองดอง เมื่อวานคุณจตุพร กับคุณณัฐวุฒิมาพบผมที่ประตูบอกอยากกินข้าวกับพี่ บอกได้เดี๋ยวพี่หาเวลาให้ เขาก็อยาก ปรองดอง อยากให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจลึก ๆ ว่าผู้แทนราษฎรทุกคน อย่านึกว่า เราทะเลาะกันแล้วโอกาสที่จะปรองดองมันจะไม่มี มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ผมคิดว่าโอกาสปรองดองเรามีสูง จิตใจของพวกเราทุกคนนี้อยากจะปรองดอง แต่ว่ามันต้อง ปรองดองให้ถูกวิธีมันถึงจะหาข้อตกลงร่วมกัน ทีนี้ข้อตกลงที่จะร่วมกันมันต้องให้ถูกวิธี ผมต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธาน พลเอก สนธิที่นำเรื่องนี้เข้ามา ผมคิดว่า มันก็ถือว่าถูกทิศ ถูกเวลา เพราะว่าคณะกรรมาธิการเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็ชอบที่ต้อง รายงานที่ประชุม นี่ก็เป็นประเพณีปฏิบัติก็ใช้เวลาประมาณ ๑๒๐ วันเท่าที่ทราบ ก็ได้ไป ศึกษา แล้วก็ให้สถาบันพระปกเกล้าเขาศึกษา สถาบันพระปกเกล้าก็ได้เสนออะไร มาเยอะแยะ เล่มเบ้อเร่อเท่อ แต่ว่ามันก็มีจุดผิดพลาด ต้องยอมรับจุดผิดพลาดว่าคณะกรรมาธิการ ได้ไปสรุป คือในข้อเสนอผมไม่อยากพูดเพราะเขาพูดกันเยอะแล้วผมฟังมา ๒ วัน จนจำกันได้หมดแล้วผมว่าทั้งประเทศ แต่ว่าในระยะสั้นสถาบันพระปกเกล้าเขาเสนอว่า นิรโทษกรรมมี ๒ วิธี เรื่อง คตส. สำนวน คตส. จะทำอย่างไรกับสำนวน คตส. ก็มี ๓ วิธี ใน ๑ วิธีแรกที่คิดว่าผู้แทนราษฎรหรือพี่น้องประชาชนจะไม่สบายใจก็คือว่านิรโทษกรรม ทั้งหมดทุกคดี นี่เป็น ๑ ใน ๒ วิธีที่เสนอ ส่วนกรณี คตส. ที่ร้ายที่สุดก็คือว่าเจ๊ากันไปให้หมด ที่พิพากษาไปแล้วก็ยกเลิกไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องยึดทรัพย์ สำนวนทั้งหมดก็ยกเลิกไม่ต้อง ดำเนินคดีต่อ อันนี้ละครับที่ทำให้ผู้แทนราษฎรคิดว่าที่ทำให้บรรยากาศ อารมณ์ต่าง ๆ ค่อนข้างจะ รุนแรงเท่าที่ผมฟังมา ๒ วัน เพราะมีความรู้สึกเสมือนว่าคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง ท่าน พลเอก สนธิตกเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะไปออก ๒ อย่างนั่นละ ที่เสนอทางเลือกมานี้ นิรโทษกรรม ๒ อย่าง เรื่อง คตส. ๓ อย่าง ก็เสนอไปอย่างนั้นละ จริง ๆ แล้วมันมีเป้าอยู่แล้วว่าจะเอาอย่างที่ผมว่า ยกเลิกให้หมด นี่คือจินตนาการ ทางฝ่ายนี้ ก็บอกว่าพวกที่ไม่พอใจ พวกที่คัดค้านเพราะว่าจินตนาการกันไปเอง จินตนาการในทางการเมือง มีความจำเป็น คนจะมาเล่นการเมืองถ้าไม่มีจินตนาการผมว่าบ้านเมืองพัฒนาไม่ได้หรอก ไปไม่รอด ก็ต้องจินตนาการล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น และการจินตนาการจะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของประสบการณ์บนพื้นฐานของเหตุผล โลกนี้มีตัวอย่างให้เห็นเยอะว่าเมื่อไม่มีการเลือกตั้ง ผมเอาง่าย ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา ที่จริงมันมีหลายประเทศ เอาแค่ประเทศเยอรมัน สมัยฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้ยึดอำนาจเหมือนท่านสนธิทำ ฮิตเลอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วก็ มีเสียงส่วนใหญ่ในสภา เมื่อมีเสียงส่วนใหญ่ในสภาวิธีที่ฮิตเลอร์ทำก็คือให้สภาออกกฎหมายมา ๑ ฉบับ เรียกว่าเอนาบลิงแอคท์ (Enabling Act) กฎหมายฉบับนี้คือให้ยุบตำแหน่ง ประธานาธิบดีที่ จอมพล ฮินเดนเบอร์ก เป็นประธานาธิบดีที่คนรักมาก แต่ท่านสู้ไม่ได้ เพราะท่านไม่มีกำลังในสภา ยุบตำแหน่งประธานาธิบดี ยุบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลย เหลือตำแหน่งเดอะฟูลเลอร์ (The Fuller) คือผู้นำ คือตัวท่านเอง นั่น ๑ ข้อ

ข้อที่ ๒ คือว่าให้ฟูลเลอร์หรือตัวผู้นำสามารถจะออกกฎหมายได้โดยไม่จำเป็น ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก็มีเสียงส่วนมากก็อนุมัติไปให้ มันชอบธรรมไหมล่ะ ผมถามดู มันชอบไหมอย่างนี้ มันก็ไม่ชอบธรรม แต่ว่าออกกฎหมาย เมื่อออกมาหลังจากนั้นฮิตเลอร์ ก็ออกคำสั่งที่เป็นกฎหมายให้ยุบพรรคการเมืองอื่นให้เหลือแต่พรรคการเมืองที่เป็น พวกของตัวเอง แล้วหลังจากนั้นก็ประกาศสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ตายไปร่วม ๑๐ ล้านคน เฉพาะยิวเองก็ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน มันเคยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวอย่างเหล่านี้มันทำให้ นักการเมืองที่เขารู้เรื่องการเมืองมันถึงต้องมีจินตนาการว่าจะเกิดเหตุอย่างนั้นอีก ถึงกลัวกันว่า รัฐบาลก็จะใช้อันนี้อ้างความชอบธรรมแล้วก็ไปออก พ.ร.บ. พ.ร.ก. นิรโทษกรรมทั้งหมด ทุกคดี คดี คตส. ก็เจ๊ากันให้หมด ใครถูกยึดทรัพย์ก็คืนเขาไป ที่ตัดสินจำคุกแล้วก็ไม่ต้องจำคุก นี่คือ สิ่งที่เขากลัว มันถึงรุนแรง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าคณะกรรมาธิการเสนอเรื่องนี้เรียกว่าถูกทิศ ถูกเวลา แต่ว่าที่มันเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นมาเพราะว่าผิดวิธีครับ นี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าจะปรองดองอย่าใช้วิธีนี้ และไม่มีประเทศไหนเขาใช้วิธีนี้ ผมยืนยัน ไม่มีหรอกครับปรองดองใช้วิธีนี้ มีภาษาอังกฤษเขาบอกว่า ดอนท์ โธรว์ เดอะ ฮอท โพเตโต ทู เดอะ ฟลอร์ (Don’t throw the hot potato to the floor) เอาปัญหาใหญ่ ๆ โยนลงมา แล้วให้ทุกคนมานั่งวิจารณ์กันอย่างนี้มันจะหาข้อสรุปได้อย่างไร ต่างคนต่างก็มีเหตุผล เอาข้อเท็จจริงมาหักล้างกันว่าใครแน่กว่าใคร ใครมีโวหารมากกว่าใคร ข้อกฎหมาย เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก็สู้กัน ก็เถียงกันอย่างนี้ แล้วยิ่งเถียงกันมันยิ่งหมางกัน ยิ่งเถียงก็ยิ่งหมางกันแทนที่จะปรองดอง มันสร้างบรรยากาศความไม่ปรองดองมากยิ่งขึ้น นี่คือวิธีที่ผิดครับ แล้วผมไม่เห็นประเทศไหนเขาทำกัน ผมไปศึกษามานะครับ วิธีที่จะทำนี่ครับ ที่ถูกทฤษฎี เป็นทฤษฎีที่ผมจะเล่าให้ฟัง แล้วผมเสนอให้สภาพิจารณา เป็นทฤษฎีที่เขาสรุป วิธีการเจรจาเพื่อความปรองดองทั่วทั้งโลกมากกว่าที่สถาบันพระปกเกล้าศึกษา แล้วผมไป เรียนมา เขาให้ทำอย่างนี้ครับ ทฤษฎี เขาเรียก เธียรี บีไฮน์ เดอะ แพรคทิซ (Theory behind the practice) หมายความว่าทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัติที่มีความสำเร็จของโลก อันแรกก็คือว่าผู้ที่เจรจาและผู้ที่เป็นกลาง เราเรียกว่ามอดดะเรเตอร์ (Moderator) ก็ได้ เหมือนกับแบบของท่านสนธิอย่างนี้ ต้องเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อขัดแย้งนั้น ๆ ตั้ง พลเอก สนธิเราตั้งผิดนะครับ ยอมรับตั้งผิด เราไม่ควรตั้งนักการเมืองด้วยกัน เพราะ พลเอก สนธิ ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่านเป็นนักการเมืองแล้วตอนนี้ ท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เพราะทุกคนก็ระแวง ไม่เฉพาะแต่ผู้แทนราษฎร ผมฟังคนข้างนอกเขาก็ระแวง เขาระแวงว่า ท่านจะไม่เป็นกลาง การพิจารณาของกรรมาธิการไม่เป็นกลาง

ข้อที่ ๑ เขากลัวอะไร กลัวว่าท่าน พลเอก สนธิก็ต้องพยายามเอาใจรัฐบาล เพราะกลัวว่าจะถูกเช็กบิล ถูกไล่เบี้ย เพราะไปทำเขาไว้เยอะกับพรรคเพื่อไทยนี่ กับคนที่ เป็นรัฐบาลเดี๋ยวนี้ อันนี้คนเขาคิดนะครับ ผมไม่ได้คิดนะ

ข้อที่ ๒ เขาบอกว่า พลเอก สนธิคงหวังว่าถ้าปรับปรุง ครม. คงอาจจะได้เป็น รัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง อาจจะได้เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยึดอำนาจแล้ว ควรจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ว่ารัฐบาลคราวนั้นใจดำไม่ให้เป็น ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น นี่คือคนเขาคิดห้ามไม่ได้ ผมไม่ได้คิด ผมไม่นึกว่า พลเอก สนธิ ผมรู้จัก เพราะว่าเป็นนายทหารที่น่ารักคนหนึ่ง ก๋ากั่นไหมคับ หยิ่งยโสไหม จองหองไหม ไม่มี พลเอก สนธิไม่มี รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วเคยปรึกษาหารือผม เรื่องนี้ท่านก็เคยมาปรึกษาหารือ เรื่องปรองดอง ผมก็เล่าให้ฟังไปสั้น ๆ ว่าน่าจะเป็นอย่างไร อันนี้ผิด เขาต้องตั้งคนที่เป็นกลาง ที่ไม่เกี่ยวข้องคือไม่ใช่พวกนักการเมือง แต่เป็นคนที่ต้องมีคาริสมา (Charisma) คาริสมา แปลยากมาก เป็นภาษาไทย แต่ผมสั้น ๆ ว่ามีบุญญาบารมี คือสามารถจะโน้มน้าวให้คนอื่น เชื่อถือได้และเป็นกลาง เพราะการเจรจามันไม่มีใครได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันต้องหาคอนเซนซัส (Consensus) หรือว่าหาความเห็นพ้องต้องกันให้ได้ เรียกว่าเจรจา นี่ผิดข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ องค์ประกอบของกรรมาธิการนี่ผิด เพราะว่าส่วนใหญ่ก็เป็นตัวแทน จากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็จากพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐบาล แล้วก็มีหัวหน้าราชการ ไม่ได้ครับ เพราะว่าความแตกแยกในสังคมมันไม่ได้มี ๒ กลุ่มนี้ มันมีตั้งหลายกลุ่ม ภาษาอังกฤษ เขาเรียกไม่อินคลูซีฟ (Inclusive) คุณต้องเชิญตัวแทนต่าง ๆ มาให้ครบ ไม่ใช่ครบทั้งหมด เอาเฉพาะกลุ่มที่สำคัญ ๆ เพราะถ้าเจรจากันเอง เราตกลงกันเอง กลุ่มอื่นไม่มีตัวแทน มาเจรจาด้วย ปัญหานี้ก็ไม่จบ เหมือนอย่างที่มีข่าวว่ามีนักการเมืองผู้ใหญ่คนหนึ่งไปพบกลุ่ม ที่ประเทศมาเลเซีย มีข้าราชการผู้ใหญ่พาไปพบกลุ่มมาเลเซีย ซึ่งไปจริง ผมรู้ ผมอยู่แถวนั้น มันถึงระเบิด กลุ่มอื่นก็เรียกร้องความสำคัญ มึงไปเจรจากลุ่มโน้น กูมีความสำคัญกว่า กูเลยระเบิดให้ดูเสียเลย เพราะการเจรจาต้องอินคลูซีฟครับ ที่เขาสำเร็จทั่วโลกต้องอินคลูซีฟ ต้องเชิญหลาย ๆ กลุ่มเข้ามา อันนี้ผิด

ข้อที่ ๓ วิธีเจรจาในการปรองดอง ต้องทำเป็นความลับ ไม่ใช่มายืนเถียงกัน อย่างนี้ มันจะปรองดองได้อย่างไร มายืนด่ามึง ด่ากูกันนี่ มันไม่มีทางปรองดอง เขาต้อง เจรจาลับ ๆ มอดดะเรเตอร์ คนที่เป็นกลาง ซึ่งมีคาริสมาที่ผมว่าเป็นผู้ใหญ่ เขาจะค่อย ๆ เจรจา ตั้งขึ้นมาแล้วเป็นชุดหนึ่ง เขามีมอดดะเรเตอร์ ไม่จำเป็นต้องเป็น ๑ คน ๒ คน ๓ คนก็ได้ ที่เป็นผู้ใหญ่เขามาเจรจา เขาก็เจรจาทีละกลุ่มว่าคุณต้องการอย่างนี้แล้วไปถามอีกกลุ่ม แล้วเขาก็มาต่อรองว่าคุณลดลงมาแค่นี้ได้ไหม เพราะด้านโน้นเขา ถ้าคุณลดได้แค่นี้ ผมจะไปขอกลุ่มโน้นว่าเขาให้แค่นี้คุณได้ไหม เขาเจรจาอย่างนี้ เจรจาเป็นความลับ แล้วเขา ไม่แถลงข่าวหรอกครับ นอกจากที่ตกลงกันได้หมดแล้วเขาถึงจะแถลง

ข้อที่ ๔ คือว่าตัวแทนในการเจรจา หมายความตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ต้องมี มารยาท มารยาทในที่นี้หมายความว่าอย่างไร จะไม่มีการทั้งต่อหน้าและลับหลังที่จะพูด ใส่ร้าย เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เพื่อน บอกว่าการเจรจามันไม่ได้ผลเพราะว่ากลุ่มนั้นมันเห็นแก่ตัว กลุ่มนี้มันใจแคบ กลุ่มนี้มันอย่างนั้นเขาไม่มีพูดครับ ตัวแทนกลุ่มต้องเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ เขาจะพูด ถ้าจะให้สัมภาษณ์เขาจะชมบอกว่าได้ความร่วมมือดีตัวแทนพรรคนั้นตัวแทนกลุ่มนี้ดี ให้ความร่วมมือ พัฒนาไปก้าวหน้าครับ เขาพูดอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างที่เราทำกัน เอาตัวแทน ๒ พรรค มานั่งดวลกันในทีวีผมนั่งดู อย่างนี้มันไม่ใช่เจรจากัน อย่างนี้มันจะฟาดปากกันอยู่แล้ว เขาไม่ทำกัน นี่ทฤษฎี เขาไม่ให้ทำ เมื่อตกลงเอาตัวแทนกลุ่มนี้ต่างคนต่างก็ลดลงมา ไม่มีใครนั่น ทุกคนยืนยันจะเอา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของตนเอง อันนั้นมันไม่ใช่การเจรจาปรองดองนะครับ ถ้าเราจะเอา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงส่วนใหญ่ มีอำนาจมากกว่า มีกำลังมาก กูจะต้องเอาให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พวกมึงตามกูว่าอย่างนั้นเขาไม่เรียกปรองดอง อย่างนั้นเขาเรียกว่าข่มเหงน้ำใจกัน ผมพูดกับท่านสนธิท่านมาปรึกษา ว่านี่หลักท่านต้องดูดี ๆ มันต้องมีการเจรจาต่อรอง เมื่อต่อรองได้แล้วในข้อนี้ก็คือว่าตัวแทนจะต้องมีความจริงใจกัน เมื่อตกลงกลุ่มมาแล้วก็ลดมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือว่า ตัวแทนกลุ่มจะต้องไปเจรจากับสมาชิกกลุ่มที่อยู่เขาเรียกว่า อาณาจักรของตนเอง หรือเทอร์ริทอรี (Territory) ที่อยู่ในเทอร์ริทอรีของตนเอง หรือในอาณาจักรของตนเอง ทางพรรคเพื่อไทย ก็ต้องไปเจรจากับสมาชิกพรรคเพื่อไทยพวกสีแดงก็ว่าไป พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องว่าไป พวกสีเหลืองก็ไปพูดกับสมาชิกสีเหลืองว่านี่เขาตกลงกันได้แค่นี้ เราต้องยอมรับมัน มันจะเอาให้เหมือนที่เราต้องการทั้งหมดไม่ได้ แค่นี้ก็พอแล้ว พูดกับสมาชิกให้เขาเข้าใจ เสียก่อน สมาชิกส่วนใหญ่แล้วเป็นธรรมชาติในทางการเมืองคือสมาชิกมีแนวโน้มที่จะเชื่อ ผู้นำอยู่แล้ว ผู้นำอธิบายแค่นั้นเอง พอพูดกับเทอร์ริทอรีได้ทั้งหมดแล้ว อาณาจักรทั้งหมด เขาเข้าใจกันแล้วถึงจะมาทำสัญญาลงชื่อกัน ลงชื่อว่าตกลงกันอย่างนี้ เพราะว่ามันมี คอนเซนซัสแล้ว มีความเห็นชอบตรงกันแล้วก็มาเซ็นชื่อกัน รับรองอันนี้ หลังจากเซ็นชื่อ รับรองแล้ว หลังจากนั้นก็ออกกฎหมาย ออกกฎหมายตามนั้นละครับ ก็เอามาเข้าในสภา จะไม่มีคนเดินขบวนหน้าสภาเลยถ้าทำอย่างนี้ เพราะว่าทุกเทอร์ริทอรีรับทราบหมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว เรื่องที่เขาทำสำเร็จเขาทำอย่างนี้ครับ ที่สำเร็จทั้งโลกเขาทำอย่างนี้ พอมาถึง ตอนนี้ผมบอกแล้วผมจะไม่พูดนาน แต่ผมต้องการเสนอทางออก ผมเสนอทางออกว่า เราควรจะทำอย่างไรต่อไปนี้ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือว่าอย่ารวบรัดเหมือนอย่างที่เสนอ ผมเป็น ห่วงมากเลยครับที่กรรมาธิการเขียนขึ้นมา บอกคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับแนวทาง การสร้างความปรองดองระยะสั้นอย่างที่ผมว่า แล้วจึงนำเสนอสภาเพื่อพิจารณา และยัง เรียกร้องให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่น อันนี้คงหมายถึงรัฐบาลด้วย นำความคิดดังกล่าว ไปดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด นี่ปิดเลยครับ ปิดเลยถ้าพูดอย่างนี้ อันนี้ ไม่ใช่ปรองดองแล้วครับ อย่างนี้ไม่มีวันเกิดการปรองดองถ้าเสนอแนะอย่างนี้ ผมจะ ยกตัวอย่างให้ฟังว่าที่ประเทศอื่นเขาทำกันนี่ ในประเทศอินโดนีเซีย พวกเรารู้ ท่านประธานรู้ รัฐอาเจะห์ กบฏอาเจะห์รบกับรัฐบาลอินโดนีเซียมาตั้งแต่ได้เอกราชจากอินโดนีเซีย รัฐอาเจะห์ก็ทำสงครามกับรัฐบาลเพราะว่าต้องการเอกราช เพราะตัวเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ของประเทศเนเธอร์แลนด์มาก่อน รบมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ในที่สุดก็เจรจากัน ใช้เวลาเจรจาทั้งหมด ๑๕ ปี จึงเซ็นสัญญาสันติภาพกันได้ เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๕ คนที่มีส่วน อย่างยิ่งที่นำให้ทั้ง ๒ ฝ่ายมาเจรจากันคือนายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดน และตอนที่ตกลงกันได้ เริ่มเจรจากันตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ ที่นายกรัฐมนตรีสวีเดนเป็นคนให้มาเจรจากัน แล้วตกลงกันได้ ปี ๒๐๐๕ ที่ตกลงกันได้ปี ๒๐๐๕ เพราะอดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์เป็นคนเรียกมาเจรจาและต่อรอง เพราะท่านมีคาริสมา ท่านมีบุญบารมีถึงตกลงกันได้ ใช้เวลา ๑๕ ปีครับ ไม่ใช่จะทำได้เสร็จภายใน ๒ เดือนนี้ อย่างนี้มันไม่มีวันหรอกครับ ได้ยิงกันแน่ประเทศนี้ แตกกันแน่ถ้าทำอย่างนั้น นี่ยกตัวอย่าง ในประเทศอังกฤษท่านประธานรู้ใช่ไหมรัฐบาลอังกฤษกองทัพอังกฤษยิงอยู่กับกบฏไออาร์เอ (IRA) นอร์ธเทิร์น ไอร์แลนด์ (Northern Ireland) กบฏไอร์แลนด์เหนือ ยิงกันมาเกือบ ๓๐๐ ปี เพราะคนอังกฤษส่วนใหญ่เป็นโปรแตสแตนท์ แต่มีชนกลุ่มน้อยอยู่ที่นอร์ธเทิร์น ไอร์แลนด์ เป็นแคทอลิกไม่ต้องการที่จะอยู่กับรัฐบาลอังกฤษ ก็รบกันยิงกันมาเกือบ ๓๐๐ ปี และในที่สุดก็เจรจากัน เริ่มเจรจากัน ค.ศ. ๑๙๙๓ สงบ เซ็นสัญญาสันติภาพเรียบร้อย ปัจจุบันนี้เมื่อปี ๒๐๐๖ ใช้เวลาทั้งหมด ๑๓ ปี ใครเป็นคนเจรจาท่านประธานทราบไหมครับ มูลนิธิที่เป็นกลางที่เขาทนดูการฆ่ากันไม่ไหวแล้วเขาอาสาสมัครมาเจรจา และมูลนิธิที่เป็นกลางนี้ เขาก็ไปเชิญหรือว่าจ้างโปรเฟสเซอร์ (Professor) จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด คือ โปรเฟสเซอร์ลินสกี้ คนที่เขียนทฤษฎี เธียรี บีไฮน์ เดอะ แพรคทิซ ที่ผมไปเรียนกับท่านมา ท่านเป็นคนสอนผมเรื่องนี้และผมสนิทกับท่าน ท่านยังแนะนำมาต้องทำอย่างนี้ ท่านเป็นคน ไปร่วมเจรจา แต่ไม่ใช่ท่านคนเดียว หลังจากเซ็นสัญญาสันติภาพกันแล้วในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ ความจริงก็เปิดเผยว่าคนที่เป็นหัวหน้าเจรจาจริง ๆ คือประธานาธิบดีบิล คลินตัน เห็นไหมครับ ที่ปักษ์ใต้ก็เหมือนกันครับ ถ้าเผื่อยังคิดอยู่อย่างที่ท่านวิรุฬห์พูด คือยังไม่เปลี่ยนพาราไดม์ (Paradigm) กรอบความคิดของเรา พูดซ้ำกันอยู่อย่างนี้ พัฒนาอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มีวันแก้ได้ หรอกครับ ถ้าไม่ใช้วิธีการเจรจา ไม่มีวันแก้ได้ ผมคุยกับโปรเฟสเซอร์พวกนี้บอกไม่มีวันแก้ได้ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้ายังทำอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันครับ ต้องเจรจาครับ ผมเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยข้าราชการทุกคนมาบอกท่านพูดไม่ได้ ถ้าบอกจะเจรจา กับกลุ่มต่าง ๆ เท่ากับยกสถานภาพของกลุ่มพวกนั้นขึ้นมา ยังเชื่อ กรอบนี้ยังยึด อยู่ในหัวข้าราชการทั้งหมดนี่ครับ ผมว่าต้องเลิกพาราไดม์อันนี้ กรอบความคิดนี้ต้องเลิกแล้ว มาเริ่มกันใหม่ ต้องเจรจา ต้องไปหามาสเตอร์มายด์ (Mastermind) คนที่อยู่เบื้องหลังต้องหา ให้ได้ แล้วเอาคนกลางมาเจรจา อย่าเอาคนของรัฐบาลมาเจรจาเพราะเขาไม่เชื่ออยู่แล้ว ต้องไปเอาคนนอกมาเจรจาที่มีบารมีอย่างที่เกิดขึ้นอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องทำ คืออย่ารวบรัด อย่ารวบรัดไปช่วยคุณทักษิณ คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่มีแต่ความไม่ดี ท่านมีความดี เยอะแยะเลย มันเป็นไปได้อย่างไรคนเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้ง ๒ สมัยไม่มีความดีเลยหรือ ในประเทศนี้ เขาต้องมีครับความดี แต่ว่าอะไรที่เขาทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายสิครับ แต่ประชาชนในประเทศนี้พร้อมที่จะอภัย พร้อมที่จะลดราวาศอกให้กับคุณทักษิณ แต่ท่านอย่าไปเร่ง อย่าเร่ง ยิ่งช่วยคุณทักษิณไม่ได้เลยบ้านเมืองยิ่งหายนะ อย่าไปเร่ง

อันที่ ๒ ก็คือว่าเปลี่ยนมอดดะเรเตอร์ วันนี้กรรมาธิการนี้ควรจะหมดสภาพ ไปเลยครับ และตั้งคนที่เป็นกลางในการเจรจาใหม่ ท่านสนธิไม่ต้องรับนะครับ เพราะว่า ถูกด่าพอแล้วครับ ไม่ต้องไปรับอีก แค่นี้ก็ขอบคุณมากได้ทำงานให้แค่นี้ก็ขอบคุณ แต่ต้อง หาคนอื่น คนที่เป็นกลางที่ไม่ใช่นักการเมือง เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน หมอประเวศ วะสี คุณคณิต ณ นคร ๒-๓ คนอย่างนี้ ผมนึกไว ๆ ก็ได้แค่นี้ แล้วก็มาแต่ละกลุ่มก็เลือกตัวแทน ที่เป็นผู้ใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมแนะนำข้อที่ ๓ คือว่าตัวแทนต้องเลือกคุณสมบัติกับที่ดี มีคุณสมบัติที่ไม่ควรเลือกแข็งเกินไปมี ๑๑ ข้อ อ่อนเกินไปมี ๑๑ ข้อ ห้ามเลือกคนประเภทนี้ เจรจาไม่ได้ผล ต้องเลือกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วไม่พูดมาก ไม่ใช่นักโต้วาที พวกที่พูด ๆ พวกนี้ อย่าให้ไปเจรจาพวกนี้ต้องไว้บนหลังคารถ อย่างผมนี่ต้องอยู่หลังคารถ มันไม่เหมาะในการเจรจา มันต้องเลือกคนให้ถูกกับงาน คนเป็นผู้ใหญ่พูดค่อย ๆ ช้า ๆ ไม่ใช่เถียงน้ำลายไม่ตกฟาก อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ คือพร้อมที่จะปรองดองจิตใจเขาเรียกมีไมด์เซ็ท (Mindset) มีจิตใจ พร้อมที่จะปรองดอง ค่อย ๆ เจรจา ค่อย ๆ พูด ต้องหาคนพวกนี้ละครับ ที่กร้าว แข็งเกินไป ก็ไม่เอา อ่อนเกินไปก็ไม่เอา มันมีบุคลิกอยู่ ที่จริงผมสอนวิชานี้ปริญญาเอกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ไม่อยากโฆษณา มาปรึกษาผมได้ต้องการความปรองดอง แต่ไม่ต้องเอาผมไปเจรจา เพราะผมเป็นคนใจร้อน

ข้อที่ ๔ ก็คือว่าให้สถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาต่อ ท่านแนะนำแล้วมันต้อง ศึกษาต่อ แค่นี้มันไม่พอ ศึกษาแค่นี้ ต้องศึกษาต่อไปเพื่อจะหาประเด็นว่าให้ยกประเด็นย่อย แล้วในประเด็นย่อยนั้นก็ปรึกษาทุกกลุ่มว่ามีประเด็นอะไรรับได้บ้าง ยกตัวอย่าง กรรมาธิการ หรือว่าสมาชิกเราพูด ผมจำไม่ได้แล้วไม่รู้ใครพูดอ้างบอกว่าการเผาตึก การเผาศาลากลาง ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้คนเดือดร้อน แต่ว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะเขาเรียกว่าเจตนาทางการเมือง เพราะฉะนั้นควรจะนิรโทษกรรม อันนั้นก็อ้างผิด อันนั้นมันอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเขาจะเขียนไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศว่า เวลามีผู้ร้ายข้ามแดนหนีไปประเทศหนึ่งประเทศใดปกติต้องจับส่งให้กับประเทศที่ร้องขอ ยกเว้น ๖ กรณี ห้ามจับส่ง ๖ กรณี ความผิดทางศาสนา ความผิดทางทหาร ความผิด ทางอะไรก็ว่ามา ผมไม่นั่นหรอก แล้วเอาตัวนี้ไปหาอ่านได้ในตำรากฎหมายระหว่างประเทศ แต่ว่าข้อที่ ๖ ที่ผมดูว่าสำคัญที่สุดคือว่านักโทษทางการเมืองเขาห้าม นักโทษทางการเมือง มีความผิดแล้วหนีไปประเทศหนึ่งประเทศใดจะไปร้องขอให้เขาส่งตัวมาพิจารณาคดี เขาห้ามส่ง กฎหมายระหว่างประเทศ ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง อันนั้นเขาห้าม เพราะแม้ว่า นักโทษคนนั้นจะทำความผิดอะไรร้ายแรง ทำคนตายหรือว่าอะไรต่าง ๆ เผาตึก เผาอะไร เขาก็ไม่จับส่งมาให้ อันนี้เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ประเทศเรามีตัวอย่างเรื่องของนายพล เถามา นายพล เถามาของประเทศลาวเอาเครื่องบินไปบอมบ์ (Bomb) คณะรัฐมนตรีของนายภูมา หน่อสวรรค์ กำลังนั่งทอดกฐินอยู่ที่วัด แต่ว่าแกเป็นขวาจัด แกไม่พอใจที่ว่าท่านสุวรรณ ภูมา ไปเอาใจพรรคคอมมิวนิสต์มากเกินไปในการจัดตั้งรัฐบาล แกไม่เห็นด้วย ขณะที่ทอดกฐินอยู่ แกก็เอาเครื่องบินไปโยนระเบิดใส่ลงไปในโบสถ์เลย จะฆ่าให้ตายหมดล่ะ ครม. ทั้งชุด แต่ว่า ระเบิดมันไม่แม่น มันลงข้าง ๆ โบสถ์ มันเลยไม่มีใครตาย พวกอยู่ในโบสถ์อาจจะดีใจนึกว่า ชาวบ้านยิงพลุฉลองกฐิน อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ไม่มีใครตาย แต่เมื่อไม่มีใครตายแกรู้ว่า แกเสียท่าแล้วเพราะไม่มีใครตาย แกก็เอาเครื่องบิน ๑๑ ลำหนีมาในประเทศไทย รัฐบาลลาว ก็ขอตัวให้เราส่งไป ในหนังสือที่ขอมาว่าได้ทำลายชีวิตคน ได้ฆ่าคนหลายคน และลักทรัพย์ เพราะเอาเครื่องบินมาตั้ง ๑๑ ลำ ศาลประเทศไทยได้พิพากษาว่าไม่ส่งตัวให้ เพราะเรา วินิจฉัยว่าเป็นนักโทษทางการเมือง วิธีจะวินิจฉัยว่าใครเป็นนักโทษทางการเมืองมี ๔ ทฤษฎี ทฤษฎีของประเทศชิลี ทฤษฎีของประเทศเยอรมัน ทฤษฎีของประเทศฝรั่งเศส ทฤษฎี ของประเทศอังกฤษ เรายึดถือทฤษฎีของประเทศอังกฤษ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้บังคับว่าให้ประเทศไหนยึดถือระบบของใคร แต่เรายึดถือของอังกฤษ รัฐบาลลาว ก็อุทธรณ์มายังศาลฎีกาของประเทศไทย ศาลฎีกาพิจารณาแล้วก็อ้างทฤษฎีของอังกฤษ และพิพากษาว่า นายพล เถามาเป็นนักโทษทางการเมืองเราไม่ส่งให้ เราก็ไม่ส่งให้ นายพล เถามาก็อยู่ในประเทศไทยจนตาย แต่ว่ารัฐบาลลาวก็ไม่เคยออกนิรโทษกรรมให้กับ นายพล เถามา และไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศอันไหนที่จะบังคับว่าให้ประเทศนั้น ให้นิรโทษกรรมต่อคนที่ทำลายชีวิตหรือว่าทำลายทรัพย์สมบัติของชาติในกรณีอย่างนี้ ในคดีการเมืองก็ไม่มี ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับ แต่ว่าเราจะทำกันเองเป็นเรื่องของเรา คือต้องอ้างอย่าให้ผิด ถ้าอ้างผิดอย่างนี้ ทีนี้ต่อไปนี้ใครต้องการอะไรจากรัฐบาลแล้วไม่ได้เหมือนใจ ก็ต้องเผาศาลากลางสิครับ เผาศาลากลางตอนนี้ก็เผากันเป็นว่าเล่นสร้างกันไม่ทัน เพราะเวลาเผามันไวกว่าสร้าง สร้างไม่ทันท่านประธาน เพราะอันนี้ก็ยกตัวอย่างอันนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยแนะนำว่าให้สถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาเหมือนกรณีอย่างนี้ มาดูสิว่า เผาอะไรบ้างที่ยกโทษไม่ได้ เผาศาลากลางเราปรึกษาตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ อาจจะไม่ยอม เผาตึกใหญ่ ๆ อาจจะไม่ยอม แต่ถ้าเผารถ ๑ คันอาจจะยอม เพราะมันไม่ลามไปที่อื่น เผาอยู่กลางถนน ก็เอานิรโทษกรรมให้มันถือว่ามันก็โมโหตอนนั้น รายละเอียดอย่างนี้ต้องให้ สถาบันพระปกเกล้าก็ไปแจกลูกแจกดอกออกมาให้ละเอียด แล้วมอดดะเรเตอร์ คนที่เป็นกลาง ก็มาปรึกษากลุ่มต่าง ๆ ว่ามีอะไรบ้างที่จะยอม ไม่ว่าจะเรื่อง คตส. หรือเรื่องอะไร อันนี้ ผมก็แนะนำ ผมไม่พูดมาก ผมแนะนำอย่างนี้ครับ ผมแนะนำว่าให้สภานี่ให้ชุดนี้จบก็จบ ขอบคุณครับที่ได้ทำหน้าที่ดีแล้วท่าน พลเอก สนธิกับคณะกรรมาธิการ ขอบคุณที่ทำแทน พวกเราทุกคน ต้องขอบคุณนะ เพราะท่านทำแทนพวกเราทุกคน แต่ว่าอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องให้สถาบันตามที่สถาบันเสนอมาขอให้ทำต่อ และไปเจรจาปรองดอง ทั้งในระดับพรรคการเมืองและพี่น้องประชาชนอย่างที่ผมอธิบายทฤษฎีให้ฟัง ให้ตกลงกัน เรียกว่าหาคอนเซนซัสให้ได้ หาความเห็นพ้องต้องกันให้ได้ อาจจะไม่จำเป็นต้องทำ เรฟเฟอเรนดัม (Referendum) ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ทำ พอตกลงกับกลุ่มต่าง ๆ แล้วมาออกกฎหมายแล้วไม่มีใครคัดค้าน เพราะมันรู้เรื่องกัน ทุกเทอร์ริทอรีทุกกลุ่มทุกอาณาจักรมันรู้เรื่องกันหมดแล้ว และเข้าใจหมดแล้ว ผมแนะนำ ท่านประธานครับ ผมแนะนำสภาเผื่อเป็นประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับ