กษิต ภิรมย์ วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของพลเอกสนธิในการตั้งรัฐบาลชั่วคราวและพรรคการเมือง โดยชี้ให้เห็นความขัดแย้งระหว่างจริยธรรมกับกฎเกณฑ์ การลาออกของสมาชิกสภา และเรียกร้องให้ทบทวนการตัดสินใจเพื่อป้องกันความเป็นเผด็จการ ต่อมา กษิต ภิรมย์ ชี้แจงประเด็นความเป็นทหารหาญของชาติ โดยเน้นย้ำความซื่อสัตย์สุจริตและเตือนสติผู้นำ ก่อนขอเวลาสั้นๆ เพื่อชี้แจงประเด็นเรื่องการพาดพิงถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ท่านประธานอ้างเมื่อคืนนี้
ขอขอบคุณครับ ผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ก็ขอกล่าวต่อว่าประชาชนชาวไทยสังคมไทยช่วงนั้น ก็รู้สึกโล่งอก แล้วก็เห็นว่าจะมีการล้มกระดานเพื่อจะตั้งโต๊ะการเมือง โครงสร้างการเมืองกันใหม่ แล้วก็หลายคนก็คงจะดีใจที่ว่าทางท่าน พลเอก สนธิไม่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐบาลเสียเอง แล้วก็ได้ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนในการที่จะตั้งรัฐบาลชั่วคราว ก็ได้ทำภายใน ๒ สัปดาห์ มี พลเอก สุรยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี มีการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ก็มาสำเร็จเอาในปี ๒๕๕๐ มีการตั้ง คตส. เพื่อจะเร่งเรื่องคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับนักการเมือง ในขณะเดียวกันทางฝ่ายต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศตะวันตกที่ฝักใฝ่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาก็มีความไม่พึงพอใจ เห็นว่าประชาธิปไตยของไทย ค่อนข้างจะถอยหลังเข้าคลองกับการปฏิวัติ แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการคว่ำบาตร เพียงแต่ได้ ลดระดับความสัมพันธ์ ไม่ค่อยอยากจะข้องแวะกับผู้นำรัฐบาลไทยในขณะนั้น แต่เขา ก็รอความหวังว่าภายในอีก ๑ ปีต่อมา ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่ มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีการมาผ่านการเลือกตั้ง คือให้มีการกลับมาของความเป็นประชาธิปไตย ความก็เป็นไปเช่นนั้น ส่วนผลงาน ของฝ่ายทหารบวกกับรัฐบาลชั่วคราวจะเป็นอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นรัฐบาลขิงแก่ ก็ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปนะ เพียงแต่ว่า มันมีปัญหาคั่งค้างก็ไม่ว่ากัน เรื่องมันได้ผ่านไปแล้ว แต่ตัวท่าน พลเอก สนธิเองนั้นก็ทำ ความแปลกใจให้กับชาวประชากันไปทั่ว เมื่อท่านมาตั้งพรรคการเมือง ตั้งพรรคมาตุภูมิ ลงเลือกตั้ง แล้วก็ในช่วง ๖-๗ เดือนที่ผ่านมาท่านก็มีบทบาทในสภา อาสาเข้ามา ทำการปรองดองมาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ผู้คนก็งุนงง สอบถามแล้วว่า ๔ เหตุผลของการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายนนั้น มันเป็นอย่างไร ก็ไม่ว่ากันก็รอดูต่อไปเพราะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเข้ามา มีการมอบให้สถาบันพระปกเกล้าทำการศึกษาเสนอข้อคิดเห็น แต่ไป ๆ มา ๆ ท่านก็มากล่าวว่า ให้ลืมอดีตที่ผ่านมาเสีย ก็อดคิดไม่ได้แล้วก็พวกที่เขาร่วมเป็นร่วมตายกับท่านมาในการปฏิวัตินั้น เขาหายไปไหน ท่านปรึกษาหารือเขาหรือเปล่า คนที่ลูก เมีย สามี ญาติพี่น้องเสียชีวิต เขาจะคิดอย่างไร แม้กระทั่งเพื่อนทหารของท่าน เช่น พลเอก ร่มเกล้า ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งเสธ. แดง ต่าง ๆ นอกจากนั้นแล้วการดำเนินการของท่านภายในกรรมาธิการ ก็นำไปสู่ความแตกแยก กรรมาธิการที่เป็นพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเดินออก ลาออกกันต่อไป แล้วท่านก็ดำเนินการในการรวบรัดเพื่อจะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้สามารถที่จะพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่มิใช่ร่างกฎหมายได้ การรวบรัด ท่านก็ทำวันศุกร์ ขอให้ท่านประธานสภาเซ็น แล้วทั้ง ๒ ท่านก็มาบอกว่ามันถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์มันก็ใช่ แต่มันควรไม่ควรนี่มันอีกเรื่องหนึ่ง แล้วนี่ก็อยากจะสะท้อนให้ท่าน พลเอก สนธิได้รับฟังด้วยว่าขั้นตอนความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์มันทำได้ แต่มันมีเรื่องของจริยธรรม ศีลธรรม มีเรื่องของความถูกต้อง ก็อยากจะฝากเป็นข้อคิดเห็นไว้ด้วยว่าอะไรควร ไม่ควร แล้วมันก็มีข้อท้วงติงมากมายในรัฐสภา แล้วก็ตั้งแต่เมื่อวานนี้จนถึงวันนี้ว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนเลย ทางสถาบันพระปกเกล้า ก็ได้ออกแถลงการณ์ แล้วเพื่อนสมาชิกผมก็ได้พูดกันหลายท่านแล้วคงจะพูดกันต่อไป ในรายละเอียด ซึ่งทั้งหมดนี่ท่านประธานสนธิ ผมอยากจะขอฝากเป็นข้อคิด ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน เพื่อท่านจะได้มีการทบทวนตัวเอง แล้วก็อย่าไปกับเสียงข้างมากที่จะนำไปสู่ความเป็นเผด็จ การในรัฐสภา
ประเด็นแรก ท่านเป็นทหารหาญของชาติถึงแม้ว่าทหารไทยจะไม่ได้ใส่ กระโปรงคิลท์ (Kilt) แบบทหารสก็อตแลนด์แต่ว่าความเป็นทหารหาญ เป็นสุภาพบุรุษ ความซื่อสัตย์สุจริตคงจะไม่ด้อยไปกว่าทหารสก็อตแลนด์หรือว่าชาติใด ผมอยากจะเตือนสติท่าน ในฐานะเป็นนักเรียนเตรียมทหารผ่าน จปร. มาเป็นแม่ทัพบก มาเป็นผู้นำของชาติ
ประเด็นที่ ๒ ท่านเป็นชาวไทยมุสลิม แล้วคนที่นับถือศาสนาอิสลามนั้น ผมคิดว่าในโลกนี้ใครก็ตามที่นับถือศาสนาอิสลามจะเป็นมวลมนุษย์ที่อยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากที่สุด แล้วก็ต้องสวดมนต์วันละ ๕ ครั้ง วันศุกร์ต้องไปที่สุเหร่า แล้วทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่กับ ความยุติธรรม ความถูกต้อง อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แล้วพูดอะไรแล้วจะต้องทำตามนั้น ผมคงไม่ต้องไปสอนท่าน หรือยกประเด็นต่าง ๆ ของคำสั่งสอนของพระมูฮัมหมัดเจ้ามาบอก เพระว่าท่านรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ท่านต้องรู้ว่าความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ผมยังจะเชื่อว่า ท่านมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ถ้าเผื่อมีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติแล้ว ขอความกรุณาฟังพวกผมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขอฟังทางภาคประชาสังคม ซึ่งเมื่อวาน เขาก็ได้มาประท้วงอยู่หน้ารัฐสภา นำโดยคุณหมอตุลย์ แล้วก็ขอให้ฟังถ้อยแถลง ของเลขาธิ การสถาบั นพระปกเกล้ำ ผมคิ ดว่ำในหมู่ มวลเหล่ำนี้ เป็ นเพื่ อน แล้วเป็นมิตรของท่านครับ ท่าน พลเอก สนธิ แล้วเราก็มีความหวังดีต่อประเทศชาติ ไม่มีนอกมีใน ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ เลยทั้งสิ้นกับการใช้อำนาจที่มิชอบ แล้วเมื่อครู่นี้เพื่อนสมาชิกของผมก่อนอาหารกลางวันท่านชำนิก็ได้วิเคราะห์วิวัฒนาการ ทางการเมืองว่าประเด็นปัญหามันอยู่ที่ไหน แล้วผมก็ไม่อยากจะให้ท่านทหารหาญของชาติ รักชาติรักเมืองอาสาเข้ามาอยากจะช่วยพัฒนาประชาธิปไตยและประเทศชาตินั้น ต้องมาตกเป็นเครื่องมือของเสียงข้างมาก หรือว่าลัทธิบุคคลนิยม ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า เพอร์โซแนลลิตี้ คัลท์ (Personality cult) ทำไมไม่ยืนอยู่กับพวกเราละครับ ที่รักชาติ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุในการที่จะไปเปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า ปรองดอง เพื่อจะล้างความผิดต่าง ๆ ฟอกมลทินที่ได้มีอยู่ของการละเมิดกฎหมาย ละเมิดครรลองแล้วก็จริยธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ผมอยากจะให้ท่านได้ไตร่ตรองคิดอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วก็อย่าทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ แล้วก็จงทำในสิ่งที่ท่านควรจะทำ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ท่านกระโดดมาตั้งพรรคการเมือง มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วย เรื่องปรองดอง ผมยังไม่ได้ยินเพื่อนนายทหารของท่าน ลูกน้องเก่า นายเก่าออกมาชมท่าน สักคนหนึ่งครับ มันมีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเขาผิดหวังกับตัวท่านเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านกำลังพาให้ประเทศชาติฉิบหายไปหรือเปล่า ท่านได้ทำการปฏิวัติสังคมไทยด้วยอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ท่านกำลังปฏิวัติสังคมไทยด้วยเสียงข้างมากที่ปราศจากความถูกต้อง ทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง ศีลธรรม แล้วก็จริยธรรม เป็นการขัดต่อคำสั่งสอนของศาสดา ของทุก ๆ ศาสนา ผมไม่สามารถที่จะเห็นคนอย่างท่านที่เราก็รู้จักกันพอสมควร ผมเคย ไปพบท่านที่บ้านท่านในค่ายทหารก็หลายครั้ง เราได้คุยกันเปิดอกหลายทีว่าจะนำพาประเทศไทย ไปอย่างไร เราต่างมีความมุ่งหวังที่จะทำสังคมไทยให้ดีอยู่ แต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่า ท่านตกอยู่ในแวดวงสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถที่จะทำให้ท่านสามารถช่วยประเทศไทยให้ก้าวพ้น ไปกับความขัดแย้ง ก้าวพ้นไปกับลัทธิการเมืองที่จะปกครองช่วยคนที่ไม่ได้ทำผลประโยชน์ ให้กับประเทศชาติอย่างจริง ๆ จัง ๆ ผมอยากจะให้ท่านหลุดออกมาจากสภาวะอันนี้ครับ กรุณาถอยออกมา ถอยไม่ไหว ท่านก็ถอยตัวออกจากการเมือง แล้วก็กอด ๔ ประการ ที่ท่านได้แถลงไว้เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านต้องกอดอันนี้ไว้และยืนหยัดว่าท่านได้คิดว่าท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และท่าน จะยืนไป ท่านจะไปลบล้างคำพูดของท่านเองเกี่ยวกับ ๔ เหตุผลของการปฏิวัติไม่ได้ ท่านจะทิ้งเพื่อนนายทหารต่าง ๆ ที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายกับท่านไม่ได้ ท่านจะปล่อยให้ญาติมิตรของทหาร ที่เขาจะคิดอ่านอย่างไร ฝ่ายไหน ต้องสูญเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ เพราะท่านไปยอม กับสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล หรือไม่แล้วท่านก็ต้องการที่จะเซฟ (Save) ตัวท่านเอง ท่านก็เห็นแก่ตัว เป็นอย่างยิ่ง ผมไม่สามารถที่จะรับสภาพความเป็นจริงอันนี้ว่าท่านจะเป็นคนอย่างนั้น ผมอยากจะให้ท่านเป็น พลเอก สนธิที่สง่างาม ที่ผมอยากจะไปกราบไหว้เมื่อวันปีใหม่ หรือวันสำคัญทางศาสนา หรือประเพณีวัฒนธรรม ขอเถอะครับ ถอนตัว ถอนเรื่อง อย่าไปร่วมสังฆกรรมกับความชั่วร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย อันนี้พูดกันอย่างมิตรสหาย ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง ผมเป็นเพื่อนทางการเมือง ผมเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของท่าน ในการที่จะพัฒนาแล้วก็นำพาประเทศไทยให้เจริญยิ่งใหญ่ อย่าคบคนที่เป็นโจร ไม่ใช่ วิสัยของท่านครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ส่วนท่านประธานครับ ผมพูดแล้วนี่ เมื่อคืนนี้ท่านประธานยังอ้างว่า ผมจะต้องได้มีเวลาสัก ๑-๒ นาที ที่จะพูดที่ว่าผมได้รับการพาดพิงเมื่อคืนนี้เรื่องสนามบิน สุวรรณภูมิ ขออนุญาตได้ไหมครับ เพียง ๒-๓ ประโยคเท่านั้นเอง ได้นะครับ