สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๕ เมษายน ๒๕๕๕

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องการปรองดองของประเทศ โดยบอกว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติทางการเมือง และต้องการการช่วยกันของทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและปรองดอง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมสดับตรับฟัง แล้วก็ให้ความร่วมมือ กับการประชุมของสภานี้ว่าด้วยญัตติสำคัญที่คนไทยสนใจรอคอย แล้วก็ตั้งความหวังไว้ ทั้งประเทศว่า ๖ ปีแห่งความขัดแย้ง แตกแยก รุนแรง สูญเสีย บ้านเมืองนี้จะถึงเวลา พบทางออกไปสู่สันติภาพ ไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีปรองดอง แต่ก็เอาละครับ บรรยากาศตลอด ๒ วันของการประชุมเป็นอย่างไร ใครมีทิศทางแบบไหน พรรคการเมืองใด มีจุดยืนต่อเรื่องนี้ประการใด ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณ เขาบอกว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นต้องอาศัยความจริงเป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่ง ผมเห็นด้วยครับ เพียงแต่ว่าตลอดเวลา ๒ วันที่ผ่านมาความจริงของแต่ละฝ่ายมันยังสวนทางกัน ความจริง ของฝ่ายผมก็เป็นความจริงด้านหนึ่ง ความจริงของเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็เป็นความจริง อีกด้านหนึ่ง แต่ท่ามกลางความจริงที่สวนทางและปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ผมขอเสนอ ความจริงหนึ่งเดียวที่เป็นความจริงแท้ และผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วย และพี่น้องประชาชน ก็เห็นด้วย คือความจริงที่ว่าประเทศนี้จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป บ้านเมืองนี้ต้องมีข้อยุติของความขัดแย้ง แล้วต้องมีทางออกไปสู่การปรองดองโดยเร็วที่สุด เรากำลังเดินมาอยู่ในภาวะวิกฤติที่สุดทางการเมืองนับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้วถ้าหากไม่มี การช่วยกันคนละไม้ คนละมือ คนละใจ วิกฤตินี้จะมีพัฒนาการไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็สูญเสียครั้งใหญ่อีกคำรบหนึ่ง ผมยืนยัน และผมเชื่อว่านี่คือความจริงที่ไม่มีใคร ปฏิเสธได้ เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมก็เข้าไปนั่งทำหน้าที่ ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ไปทำหน้าที่อยู่ได้พักหนึ่งปรากฏว่าได้รับมอบหมาย เป็นรัฐมนตรี แล้วเวลาที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เขาประชุมมันตรงกับการประชุม คณะรัฐมนตรี คือเช้าของวันอังคาร ผมก็ด้วยสปิริต (Spirit) ครับ เนื่องจากว่าไม่สามารถ จัดสรรเวลามาประชุมทำหน้าที่กรรมาธิการได้ก็ตัดสินใจลาออกทั้งที่เข้าไปนั่งมุ่งหวังตั้งใจ อย่างเต็มกำลัง จะช่วยกันผลักดันบ้านเมืองนี้ออกจากกับดักแห่งมหาวิกฤติที่รออยู่ข้างหน้า แต่เมื่อคณะกรรมาธิการได้เดินหน้าปฏิบัติการมาจนถึงนำรายงานเสนอต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร ก็จะขอโอกาสใช้สิทธิ ใช้เวลาอธิบายความแล้วสื่อสารความคิดไปยัง พี่น้องประชาชนผู้ติดตามการประชุมอยู่ทั้งประเทศเวลานี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ครับว่า ทำไมรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รีบร้อน ลุกลี้ลุกลนที่จะปรองดอง บอกว่ามีปัญหามากมาย ปัญหาราคาสินค้า ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาอื่นใดแล้วทำไมจึงตะบี้ตะบันที่จะปรองดอง ก็ไม่ได้ หมายความว่ารัฐบาลจะประกาศหยุดภารกิจทุกอย่างเพื่อทำสิ่งนี้ ไม่ใช่นะครับ ทุกอย่าง ก็ยังคงเดินหน้าอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ผมได้อธิบายความไปแล้วเมื่อคราว อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลยังคงเดินหน้า แล้วคำว่าปรองดอง มันไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้มาลุกลี้ลุกลน มาพยายามคลุมถุงชนปิดประตูตีแมว ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดกันมาตลอด รัฐบาลชุดก่อน ก็พูดเรื่องนี้แต่มันไม่มีความคืบหน้า มีการตั้งกรรมการ ตั้งอนุกรรมการ ตั้งคณะทำงาน โดยอ้างว่าเพื่อจะสร้างความปรองดองในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาสารพัดครับ มีคนเขารวมข้อมูล ผมอ่านให้ฟังก็ได้ ท่านประธานที่เคารพ ว่าในรัฐบาลชุดที่แล้วพอเกิดเหตุขัดแย้งรุนแรง ทางการเมืองที นายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการขึ้นมาทีหนึ่งบอกว่าจะหาความจริง บอกว่า จะหาความปรองดอง แต่มันเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการเหล่านั้นละครับ นับเนื่องจากปี ๒๕๕๒ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเข้าดำรงตำแหน่งจนถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการตั้งคณะกรรมการที่ทำหน้าที่เรื่องค้นหาความจริงในความขัดแย้ง เรื่องการปรองดองดังต่อไปนี้ครับ หลังเหตุการณ์เมษาสงกรานต์เลือด ปี ๒๕๕๒ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมือง และศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว. นนทบุรี เป็นประธาน แต่งตั้งโดย นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาขณะนั้น เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีอนุกรรมการ ๓ ชุดครับท่านประธาน ประธานชุดใหญ่ กรรมการใหญ่ คือดิเรก ถึงฝั่ง สุดท้ายนายดิเรกก็ไม่ถึงฝั่งครับ แล้วก็เงียบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง นี่หมายถึง สงกรานต์เลือด ปี ๒๕๕๒ เพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ มีนายสมศักดิ์ บุญทอง อดีตรองอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะนี้ ผมในฐานะผู้เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ ได้รับเชิญจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวไปให้ข้อมูลด้วย ผมก็ไปทำหน้าที่ มี ส.ส. ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเวลานั้นอยู่ในที่ประชุมเป็นองค์คณะของกรรมการ มี ส.ว. นั่งอยู่ด้วย ทำหน้าที่ ร่วมกัน ก็ไม่เห็นว่าจะมีความคืบหน้าอะไรจากกรรมการชุดนี้เช่นเดียวกัน แล้วรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ปัจจุบันยังคงเป็นความลับดำมืดของจักรวาล ประชาชน ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ประชาชนไม่มีโอกาสได้ยินว่าที่พัทยาก่อนสถานการณ์ ลุกลามบานปลาย คนใส่เสื้อสีน้ำเงิน ชายฉกรรจ์ตัดผมสั้นเกรียนมาพร้อมอาวุธ ไม้ มีด ปืน หนังสติ๊ก ที่มาดักทำร้ายประชาชนคนเสื้อแดงเวลานั้นเป็นใคร ไม่มีครับ ท่านประธานครับ รายงานชุดนี้อยู่ที่ไหน ไหนล่ะครับการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง เท่านั้นยังไม่พอครับ พอมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี ๒๕๕๓ เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย เสียชีวิตเกือบร้อย บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ คน สูญหายนับไม่ถ้วน ทุพพลภาพอีกเป็นจำนวนมาก เกิดความเสียหายทรัพย์สินอาคารบ้านช่อง รัฐบาลชุดที่แล้ว ก็ตั้งกรรมการขึ้นมาอีกครับ ชื่อ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานจะเห็นว่า คำก็สมานฉันท์ ๒ คำก็ปรองดอง ๓ คำก็ค้นหาความจริง คราวนี้คณะกรรมการชุดนี้ชื่อย่อ คอป. ครับ มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการ ปรากฏว่านายคณิต ณ นคร ก็ทำหน้าที่ ของท่านไป ไปเยี่ยมพวกผมที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร ไปพูดไปคุยกัน ตลอดระยะเวลา ที่นายคณิต ณ นคร และคณะทำหน้าที่ในฐานะ คอป. ก็มีเสียงตัดพ้อมาจากกรรมการ คอป. เอง ว่าได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลชุดที่ตั้งมาให้ทำงานน้อยถึงน้อยมาก แทบจะทุกข้อเสนอ ไม่ได้รับการขานรับ ไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ใช่นายณัฐวุฒิพูด นายคณิตและคณะพูดครับ สื่อสารมวลชนเขาลง ประชาชนเขาแลเห็น นี่เป็นความจริงครับท่านประธานที่เคารพ นอกจาก คอป. แล้ว ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการของ คอป. ขึ้นอีก ๖ ชุดครับ ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน ไม่ต้องอธิบายรายละเอียด นอกจากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ โดยมีนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน หนังสือพิมพ์เขาลงข่าวครึกโครมว่าเขาคิด ค่าปฏิรูปประเทศกันเป็นพันล้านบาทครับ งบประมาณมาจากภาษีอากรของประชาชน ไหนล่ะครับผลงานของการปฏิรูประเทศ ไหนล่ะครับบัญชีรับจ่าย ไหนล่ะครับที่หนังสือพิมพ์ ลงว่าเป็นร้อยล้านบาท พันล้านบาทที่เบิกไป ประเทศไทยมีอะไรปฏิรูป มีอะไรเป็นมรรค เป็นผลจากกรรมการชุดนี้บ้าง เท่าที่ผมทราบ ไม่มี แต่ถ้ามีอีกสักครู่จะรอฟัง ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีการตั้งกรรมการปฏิรูปประเทศ ชื่อย่อ คปร. ขึ้นมาอีกครับ นายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการ ๑๙ คนครับ ช่วยกันปฏิรูปครับ นายแพทย์ประเวศก็ปฏิรูป นายอานันท์ก็ปฏิรูป ไหนครับผลงาน ของกรรมการปฏิรูป ที่ผ่านมามันเป็นแบบนี้ครับ แล้วไม่พอ มีการแต่งตั้งคณะทำงานปฏิรูปสื่อ มีรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ยุบล เบญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานครับ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลชุดที่แล้วตั้งในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ก็หลังเหตุการณ์เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ มีการตั้งกรรมการพิจารณา แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีรัฐบาลชุดที่แล้วแต่งตั้งนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า (NIDA) เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้มีผลงานครับท่านประธานครับ จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่หนังสือพิมพ์เขาเอามาลงว่ารายงานข่าวจากที่ประชุม พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงลูกพรรคต่อข้อเสนอของคณะกรรมการ ชุดนายสมบัติที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา หนังสือพิมพ์เขาลงว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกลูกพรรคว่าที่เลือกนายสมบัติ มาเป็นประธานเพราะเห็นว่าแนวทางเดียวกัน แต่เมื่อมีข้อเสนอมาเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ จะทำอย่างไร หมายความว่าแต่ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เคยลงมติไม่แก้รัฐธรรมนูญครับ แต่นายสมบัติบอกว่าต้องแก้บางมาตรา บางประเด็น แล้วก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา คนเขาก็วิพากษ์วิจารณ์เวลานั้น ปฏิเสธก็ปฏิเสธมาครับ แต่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณ คนเขาบอกว่าที่ต้องแก้เพราะไปตกปากรับคำกับพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการพลิกขั้วย้ายข้างทางการเมือง เอาพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล รับปากกันแล้วแกนนำสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล ถึงกับเขียนบทความว่าเขียนด้วยมืออย่าลบด้วยเท้า แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดขึ้น ไม่มีการทำประชามติ ไม่มีการสานเสวนา ไม่มีการสุนทรียสนทนา ตะบี้ตะบันแก้เฉพาะมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเขตเลือกตั้ง จัดระบบเลือกตั้ง แล้วก็ไปแก้มาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เป็นเป้า ที่จะแก้จริงละครับ แต่ว่าแก้เป็นเพื่อนมาตราเขตเลือกตั้ง กันคนเขาว่า แล้วถามว่าประชาชน ได้ประโยชน์อะไรจากการแก้รัฐธรรมนูญให้มีการจัดเขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ให้มีการจัดบัญชีรายชื่อแบบใหม่ ก็ไม่มีแต่ท่านก็ทำครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีการตั้งคณะกรรมการอีก แต่คราวนี้ไม่ใช่รัฐบาลตั้งครับ ส.ว. ท่านก็ตั้ง ก็จะเห็นว่า ทุกคนทุกภาคส่วนพยายามที่จะขับเคลื่อนสถานการณ์ออกจากความขัดแย้งให้เกิด ความปรองดอง นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตาม สถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ มีคณะอนุกรรมการ อีก ๓ ชุด นี่คือบรรดาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ชื่อแตกต่างกันละครับ แต่เป้าหมาย ปลายทางอธิบายความว่าเพื่อจะให้เกิดความปรองดองซึ่งตั้งในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เราไม่เห็น ความคืบหน้าใด ๆ เราไม่เห็นรูปธรรมหรือตัวชี้วัดใดที่อธิบายว่าทุกกรรมการที่เขาทำมาได้รับ การใส่ใจใยดีจากรัฐบาลที่ตั้งขึ้น แล้วก็ไม่เห็นความก้าวหน้าแม้แต่เพียงกระผีกมิลลิเมตรว่า เรื่องนั้น ความพยายามนั้นผลักดันประเทศเคลื่อนย้ายออกจากสถานการณ์วิกฤติ ได้อย่างไร หลังจากมีการเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศตั้งแต่ การปราศรัยปิดเวทีที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ผมยืนอยู่ข้าง ๆ เธอเวลานั้น ผมจำได้ ประกาศเลยครับว่าการสร้างความปรองดองเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทย ได้รับความไว้วางใจ แล้วก็จะเดินหน้าสร้างความปรองดองเป็นวาระเร่งด่วน โดยจะให้ คอป. ชุดของนายคณิต ณ นคร และคณะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป สุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็เดินหน้าตามนั้นครับ แล้วข้อเสนอของ คอป. เพิ่งได้รับการใยดี แล้วก็เอามาปฏิบัติ เอามาผลักดันขับเคลื่อนอย่างจริงจังชัดเจนก็ในรัฐบาลชุดนี้ครับ ในรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรง ในรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบ จากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน แต่เป็นรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีสำนึกและรับผิดชอบ ต่อสถานการณ์ของคนทั้งประเทศ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็แต่งตั้งคณะกรรมการ อิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ ชื่อว่า คอ.นธ. มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๔ ท่านที่เคารพครับ มีการตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตาม ข้อเสนอแนะ คอป. หรือ ปคอป. ให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน แล้ว ปคอป. นี่ละครับ ที่ทำหน้าที่ลำเลียงข้อเสนอของ คอป. มาสู่การปฏิบัติ จนถึงมาตรการเยียวยาที่คืบหน้าชัดเจน ผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิตไปลงชื่อแล้วที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ มีกรรมาธิการ ๓๘ คน ตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ มี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน แล้วความคืบหน้าของกรรมาธิการชุดนี้ก็นี่ละครับ ที่เรากำลังคุยกัน เขาไปตกลงปลงใจกันในที่ประชุมเห็นตรงกันหมดว่าให้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นองค์กรวิชาการที่ที่ประชุมนั้นบอกว่าน่าเชื่อถือ ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์อื่น จะเป็นอย่างไรก็ได้สดับตรับฟังกัน แต่เอาละเมื่อที่ประชุมกรรมาธิการบอกว่าน่าเชื่อถือ ก็ให้สถาบันพระปกเกล้าเขาไปศึกษา เขาก็มีนักวิชาการดำเนินการตามระเบียบวิธีการวิจัย เสร็จแล้วก็นำเสนอผลมาที่กรรมาธิการ กรรมาธิการตกลงเสร็จสรรพลงมติเรียบร้อย ปรากฏว่า หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านบอกว่าไม่พอใจที่ลงมติกันด้วยเสียงข้างมากก็ถอนเสียงข้างมากออก แต่ทำงานเสร็จก็ส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกกระบวนการเป็นไปตามปกติ ไม่มี การลุกลี้ลุกลน ไม่มีการรีบร้อนใด ๆ เป็นแต่เพียงว่าประเทศไทยจะซอยเท้ารออยู่ในมุมอับ แบบนี้ไม่ได้ รัฐบาลนี้มาก็เลยเดินหน้า ถามว่าเป็นรัฐบาลแล้วรีบเลยไหม ไม่ใช่ครับ แต่ว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมามันไม่ไปถึงไหน ไม่ได้ทำ ตั้งแต่กรรมการ กรรมการ กรรมการ ยาวเป็นหางว่าว ราวกรรมการผ้าป่า แต่ไม่มีครับประโยชน์โพดผลที่จะตามมา ทีนี้พอมาถึงสถานการณ์นี้ ท่านที่เคารพครับ แน่นอนครับประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ชื่อ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน คนที่กำลังอภิปราย ชื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคยเผชิญหน้ากับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน มายาวนานครับหลังการยึดอำนาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ คนเขาก็มีถามผมว่าแล้วทำไมวันนี้ณัฐวุฒิเปลี่ยนใจกลืนน้ำลายตัวเองหักหลัง ต่อพี่น้องประชาชนที่ร่วมสู้มาสนับสนุน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หรืออย่างไร ไม่ใช่ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องณัฐวุฒิ ไม่ใช่เรื่อง พลเอก สนธิ แต่เป็นเรื่องของสถานการณ์ ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้า พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ยังดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคณะยึดอำนาจ แล้วท่านประกาศว่าบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ การเมืองเป็นอย่างนี้ ท่านจะยึดอำนาจอีก ผมสู้ทันทีครับ แล้วเจอกันครับ แบบไหน อย่างไร ภายใต้วิถีทาง ของขบวนประชาธิปไตยผมเต็มที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่วันนี้สิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอ คือเรื่องการปรองดอง คือการสร้างสันติภาพให้กับประเทศที่มันขัดแย้ง มันแตกแยก และมันสูญเสีย ผมปฏิเสธสิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมอภิปราย ผมไม่ได้เข้าข้าง พลเอก สนธิ แต่ผมยืนข้างผลประโยชน์ของประเทศว่าบ้านเมืองนี้ถ้าไม่มี การปรองดองเดินต่อก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้ ยืนอยู่กับที่ก็รอวันตายครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เอาให้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล วันนี้ถ้าพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกับผมอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์ บอกว่าณัฐวุฒิเราชวนกันสนับสนุนปรองดอง ผมเอาด้วยครับ ผม ๒ คน ถ้าคนหนึ่งพยักหน้า คนหนึ่งจะไม่ส่ายหัว แต่ถ้านายจตุพร พรหมพันธุ์ บอกว่าณัฐวุฒิบ้านเมืองอย่างนี้เรารอไม่ได้แล้ว ไปยุทหารปฏิวัติดีกว่า ผมกับจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดกันทางการเมืองนับตั้งแต่คำพูดนี้ หลุดออกมาจากปากทันที นี่จึงเป็นเรื่องประเทศ นี่จึงเป็นเรื่องบ้านเรื่องเมือง ท่านจะมีการบ้านอย่างไรกับ พลเอก สนธิ ผมไม่ว่าละครับ แต่วันนี้สิ่งที่ พลเอก สนธิเสนอผมปฏิเสธไม่ได้ เพราะผมหันไปมองข้างหลัง ๗-๘ ชุด อนุกรรมการนี่ครับ หรือกรรมการชุดใหญ่ที่ท่านตั้งกันมานี้ผมไม่เห็นความหวัง ผมไม่เห็นความคืบหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วเรื่องนี้มันต้องเป็นเรื่องที่พูดกันในสภาครับ ที่ทำกันอยู่นี้ถูกทิศถูกทาง ถูกที่ถูกเวลาแล้วครับ เพราะสภานี้เป็นที่รวมของตัวแทน ประชาชนทั้งประเทศ แล้วมันต้องถกเถียงกันครับ ต้องอภิปราย ต้องหาทางออก เพราะทุกคน เห็นตรงกันว่าที่ผ่านมามันเจ็บปวดเสียหายกันอย่างไรแล้วต่อไปมันจะเสียหายใหญ่กว่า รออยู่ข้างหน้า แล้วถ้าเราทั้งหมดไม่ช่วยกันให้บ้านเมืองนี้รอดปลอดภัยจากวิกฤติขัดแย้ง เท่ากับเราทั้งหมดที่นี่ ๕๐๐ คนไม่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศไทยแม้แต่น้อย ผมจึงพยายามชวนทุกคนให้มาช่วยกัน ผมยังไม่ทราบว่าคำว่าปรองดองนี้จะไปจอด สถานีสุดท้ายที่สถานีไหน แต่ผมอยากให้เราช่วยกันรักษารถไฟขบวนนี้ ผมอยากให้เรา ช่วยกันรักษาเวทีนี้เอาไว้ครับ เวทีแห่งการเจรจา เวทีแห่งการพูดคุย เวทีแห่งการถกเถียง หลีกเลี่ยงความรุนแรง หลีกเลี่ยงความสูญเสีย แล้วหาทางลงให้กับประเทศให้ได้ ผมฟัง เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ด้วยความเคารพครับ ผมอภิปรายผมไม่เคยไปกระทบกระทั่ง ปะทะกันรุนแรง ผมไม่เคยทำครับ แต่ผมต้องวิพากษ์ว่าสิ่งที่หลายท่านพูด พูดเหมือนกับว่า บ้านเมืองนี้อยู่กันมาดี ๆ เรียบร้อย แล้วจู่ ๆ คนเสื้อแดงผุดขึ้นมาแล้วก็แตกแยก แล้วก็ สูญเสีย ไม่ใช่ครับ คนเสื้อแดงไม่มี และไม่มีใครเคยคิดว่าจะมี แต่เกิดคนเสื้อแดง เพราะขบวนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เกิดเสื้อแดง เพราะมีการขับไล่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ด้วยวิธีการนอกระบบ คือการรัฐประหาร แล้วพอมีการรัฐประหาร พวกผมก็ออกไปต่อสู้ที่สนามหลวง พลเอก สนธิคงจำผมได้ วันแรกที่ผมขึ้นเวทีทางการเมืองคือวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๐ เวลานั้นคน ๓,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐ คน วันไหนคนได้ ๑๐,๐๐๐ คน ดีใจเกือบตาย ก็ไม่เคยมีใครคิดว่าวันหนึ่ง พี่น้องร่วมขบวนการต่อสู้จะขยายอาณาเขต ขยายพลังไปในขอบข่ายทั่วประเทศ จนเวลานี้ ผมไปไหน จังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน มีพี่น้องร่วมอุดมการณ์ออกมาแสดงตัว ทั่วทั้งแผ่นดิน วันแรก ๆ เราก็ไม่นึกแล้วเราก็ถูกปรามาสว่าพวกนี้พวกแก๊งข้างถนน แก๊งรับจ้างต่าง ๆ นานา แต่เหตุการณ์ก็เดินล่วงเลยมาถึงการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ พรรคพลังประชาชนลงเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ผม นายจตุพร พรหมพันธุ์ และพวกอีกหลายคนเป็นผู้สมัคร นายจตุพรได้รับเลือกตั้ง ผมไม่ได้รับ เลือกตั้ง บ้านเมืองก็เดินหน้ากันไป ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาล ปรากฏว่าก่อนการเลือกตั้ง มีคนเขามาเล่าว่ากลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลเวลานั้นพูดกันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้พรรคพลังประชาชน แพ้แน่ มีเสียงค้านกันในวงว่าถ้าพรรคพลังประชาชนชนะล่ะจะทำอย่างไร เขาบอกว่าถ้าชนะอีก ก็ยุบพรรคอีก แล้วยุบจริง ๆ ครับท่านประธาน ยุบจริงครับ รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ถูกชุมนุมขับไล่มีการยึดทำเนียบรัฐบาล สุดท้ายพ้นจากตำแหน่ง คดีความก็อย่าเล่า ให้เจ็บปวดเลยครับ ทำกับข้าวออกโทรทัศน์หลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ได้เข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาล แม้แต่นาทีเดียว ถูกตัดสินยุบพรรค วันที่ ๒ ธันวาคม ตอนบ่าย แถลงปิดคดีเช้าครับ อ่านคำพิพากษาบ่าย แล้วก็นายกรัฐมนตรีตกจากเก้าอี้ไม่สามารถมาร่วมงานซ้อมใหญ่ พิธีสวนสนามที่กรุงเทพฯ ได้ ตรงตามคำประกาศของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ประกาศบนเวทีชุมนุมเป๊ะครับ ตรงเป๊ะ อ้ายเหล่านี้ละครับมันทำให้ประชาชนที่เขาเฝ้ามองสถานการณ์ เขาก็เลยออกมาแสดงพลัง ก็เลยมีคนเสื้อแดงเต็มธันเดอร์โดม ก็เลยมีคนเสื้อแดงเต็มสนามราชมังคลากีฬาสถาน แล้วก็เลย มีคนเสื้อแดงเป็นดอกไม้บานเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่เวลานี้ ถ้าไม่มีเหลือง ไม่มีแดงครับ ถ้าไม่มีกระบวนการนอกระบบเวลานั้นก็ไม่มี นปช. แดงทั้งแผ่นดินในวันนี้ เพราะฉะนั้น ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไรมันต้องมองกันให้ชัด ต้องให้ความเป็นธรรมกันครับ ท่านประธานที่เคารพ แล้วคนเขาก็พยายามบอกว่าคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยเป็นพวกเดียวกัน ผมก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นคนละพวกนะ เพราะผมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาก่อน ผมตั้งใจจะลงการเมืองในระบบ แล้วผมอยู่ในพรรคไทยรักไทยตอนนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีบทบาทอะไร ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ถ้าบ้านเมืองเดินไปตาม กติกาประชาธิปไตยปกติ อย่าว่าแต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยครับ วันนี้ไม่รู้ได้เป็นผู้แทนราษฎรหรือยัง แต่สถานการณ์มันพาพวกผมมา แล้วผมเติบโต แล้วเดินมาพร้อมกับการต่อสู้ของประชาชน เราคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยจึงไม่เคยปฏิเสธว่า เป็นพวกเดียวกัน เพราะเราคือผู้ถูกกระทำทางการเมืองตั้งแต่ต้น เป็นศูนย์รวมคนช้ำครับ เลือกรัฐบาลมากี่ชุด กี่ชุดเขาล้มหมด ผมลงสมัคร ส.ส. ครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามพรรคชาติพัฒนา อายุ ๒๕ ปี ปี ๒๕๔๔ เขาลง ๗-๘ คน ผมได้ที่ ๒ ครับ แน่นอนครับ พรรคประชาธิปัตย์เขาได้คะแนนมากกว่าในพื้นที่ แข็งแรงทางการเมืองไม่ว่ากัน ปรากฏว่า พรรคชาติพัฒนายุบ ผมมาอยู่พรรคไทยรักไทย ปี ๒๕๔๘ ลงใหม่ในนามพรรคไทยรักไทย ไปหาพ่อเฒ่า แม่แก่ ญาติพี่น้องเขาถามว่าย้ายพรรคหรือ ผมบอกไม่ได้ย้ายครับ เขายุบพรรค มารวมกัน ปี ๒๕๕๐ ไปลงพรรคพลังประชาชน เขาถามว่าย้ายทำไมอีก ผมบอกไม่ได้ย้าย เขายุบของผมอีกแล้ว พอมาอยู่พรรคเพื่อไทยก็ต้องไปอธิบายอีกว่าให้เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะว่าอันเดิมเขายุบของผมอีกทีหนึ่ง นี่คือชะตากรรมครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทยชัดนะครับว่าแบบนี้ แต่ปัญหาคือพันธมิตรกับพรรคการเมืองบางพรรคนี่ ความสัมพันธ์เวลานั้นเป็นอย่างไรครับ ท่านรู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่ ท่านขนคนให้กันหรือเปล่า ท่านสมประโยชน์สมอำนาจในขบวนการเคลื่อนไหวนั้นหรือไม่ ท่านไปมีส่วนร่วมวางแผนคิดอ่าน เตรียมการกันอย่างไรในการโค่นล้มรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ นายสมัคร นายสมชาย ปฏิเสธก็ได้ แต่คนไทยจะใช้วิจารณญาณครับ ก็เห็นเวทีพันธมิตรเขาทวงบุญคุณเหยง เหยง เหยงนี่ ก็เห็นเวลาแกนนำพันธมิตรจัดเลี้ยงฉลองก็มีคนระดับหัวหน้าพรรคการเมือง ไปพินอบพิเทาถึงที่นี่ครับ ก็มันมาอย่างนี้ครับท่านประธาน พวกผมนี่ไม่เคยคิดที่จะออกไปสู้ กลางท้องถนน แต่สถานการณ์มันทำให้พวกผมต้องเดินออกไป ขอความเป็นธรรมผมด้วย พรรคฝ่ายค้านไม่ให้ความเป็นธรรมไม่เป็นอะไร แต่ขอหัวใจประชาชนได้โปรดรับฟังความจริง ที่ผมพูด แล้วไตร่ตรองด้วยสติปัญญาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้นสถานการณ์ ทางการเมืองก็เดินหน้ามาเรื่อย ๆ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าขณะนี้ผมนั่งสังเกต ๒ วันนี่ผมพบความผิดปกติบางอย่าง ผมพบเห็นว่าเหมือนมีบางคนพยายามทำให้ กระบวนการในรัฐสภาปั่นป่วนวุ่นวาย เหมือนมีบางคนพยายามจะทำให้เกมในนี้ดูสับสน เหนื่อยหน่ายในสายตาประชาชน ทำทำไมครับ พูดจา เล่นสำนวนโวหาร โชว์ลีลา คงอธิบายว่า นี่คือลูกเก๋า ลูกเชี่ยวชาญ แต่ไม่ใช่ครับ ประชาชนที่เขาดูนี่เขาไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวด ไม่ได้เออออด้วยละครับ แต่บางทีเขารำคาญ ท่านประธานครับ ถ้าหากนักการเมืองในสภา ไม่ช่วยกันปกป้องระบบรัฐสภา ถ้าหากนักการเมืองในสภาไม่ช่วยกันทำให้เวทีสภามันสง่างาม น่าเชื่อถือ วันหนึ่งประชาชนก็จะสูญสิ้นซึ่งศรัทธา แล้ววันที่ประชาชนสูญสิ้นซึ่งศรัทธา การเมืองในระบบ มันจะเปิดช่องให้อำนาจนอกระบบกลับมา ต้องการอย่างนี้หรืออย่างไร แทงหวยเปล่ากันอีกแล้วหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเพื่อนมิตรพี่น้อง ส.ส. ทุกฝ่ายในสภา ได้รู้เท่าทันแล้วปกปักรักษาระบบรัฐสภานี้ไว้ ท่านประธานครับ ผมฟังดูนี่อภิปรายกันมา ๒ วันส่วนใหญ่ทั่วไปก็เห็นตรงกันหมด ทั้งฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน คือเห็นว่าบ้านเมืองนี้ ต้องปรองดอง นี่เห็นตรงกัน เห็นตรงกันที่ว่าจะต้องมีการเจรจาพูดคุย นี่ก็เห็นตรงกัน เห็นตรงกันว่าสถานการณ์วิกฤติการเมืองเวลานี้ขัดแย้งสูงสุดและจะเกิดผลกระทบสูงสุด นี่เห็นตรงกันครับผมนั่งฟัง แต่ดูเหมือนมีข้อเดียวเท่านั้นที่ยังติดอกติดใจกันอยู่ คือมีการพูดกันว่า ปลายทางของการปรองดองจะเป็นการนิรโทษกรรมให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ แล้วใครคนนั้นชื่อทักษิณ ชินวัตร หรือไม่ เรื่องเดียวเท่านั้นจริง ๆ ครับ ที่พูด ๆ กันมานี่ ทักษิณจะได้อย่างนั้นไหม ทักษิณจะได้อย่างนี้ไหม ทักษิณจะได้อย่างโน้นหรือเปล่า ทำไม เอา พันตำรวจโท ทักษิณเป็นตัวตั้งละครับ ทำไมไม่เอาประเทศไทยเป็นตัวตั้ง อย่าถามว่า ทักษิณจะได้อะไร แต่จงสำนึกว่าประเทศนี้ได้สูญเสียอะไรไปแล้วบ้างจากความขัดแย้งที่ผ่านมา แต่นี่ถามกันอยู่แต่ว่าทักษิณจะได้หรือเปล่า ทักษิณจะเอี่ยวไหม จะมีการนิรโทษกรรมคดี ที่ พันตำรวจโท ทักษิณถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือไม่ ผมยืนยันต่อที่ประชุมนี้ผมไม่เห็นด้วย ถ้าจะมีการนิรโทษกรรมในคดีที่มีการกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชัน โดยประเพณีปฏิบัติ ทางการเมืองทางกฎหมายของประเทศไทยที่ผ่านมาการนิรโทษกรรมเขาทำกันในกรณี ทางการเมืองครับ ส่วนกรณีคดีทุจริตคอร์รัปชันไม่เคยมี เพราะฉะนั้นผมก็มั่นใจว่าคราวนี้ กรรมาธิการก็ดี สภาก็ดี รัฐบาลก็ดี เขาไม่เดินละครับ แต่ท่านไปวาดภาพ ผมไปพูด ในสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ ว่าเรายังไม่รู้เลยว่ารถไฟขบวนปรองดองจะไปจอดสุดท้ายที่สถานีไหน แต่มีคนบางฝ่ายไปสร้างสถานีผีสิงขึ้นมาเอง แล้วก็โวยวายบอกประชาชนว่าอ้ายนั่นสถานีนั้น ผีสิงอย่าเข้าไป อย่างเข้าไป ชาวบ้านเขางง ๆ แต่ตัวเองสร้างเอง กลัวเอง ตกใจกันเอง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านประธานครับ สำหรับกับ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยส่วนตัวผมเคารพ ศรัทธา เชื่อมั่น แล้วผมเชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ประชาชนมหาศาล ในประเทศนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่ใครจะไม่รัก ไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่มีปัญหาครับเราเคารพ แต่ผม ไม่ได้บอกว่ากำลังพูดถึงการล้มคดี พันตำรวจโท ทักษิณ เรากำลังพูดถึงการคืนเงิน พันตำรวจโท ทักษิณ เรากำลังพูดถึงการเคลียร์ (Clear) ทุกอย่างให้ พันตำรวจโท ทักษิณ ภายใต้การปรองดอง ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นและผมแน่ใจว่าเรากำลังไม่ได้พูดกันเรื่องนี้ แต่เรา กำลังพูดว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ควรได้รับความยุติธรรมเหมือนที่คนอื่นได้รับ ใช่หรือไม่ แล้วเรากำลังพูดว่ากระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีกับ พันตำรวจโท ทักษิณ คือความอยุติธรรมอย่างชัดแจ้งใช่หรือไม่ ท่านตอบอย่างไรก็ตอบ อธิบายอย่างไรก็อธิบาย ประชาชนเขาใช้วิจารณญาณ แต่ผมยืนยันว่า ใช่ คตส. อย่างไรครับ การใช้อำนาจ ของคณะรัฐประหารอย่างไรครับ คณะรัฐประหารเวลานั้นยึดอำนาจแล้วว่ามีเหตุผล ๔ ข้อ ๑ ใน ๔ ข้อ ก็คือบอกว่ารัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไปตั้ง คตส. มา ท่านประธานครับ แล้วบอกว่าให้ คตส. ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ถามว่าไปตั้งทำไม ก็ในเมื่อหัวหน้าคณะยึดอำนาจเวลานั้นลงนามแต่งตั้ง ป.ป.ช. ทำหน้าที่แล้วนะครับ เขามี ป.ป.ช. ให้เดินปฏิบัติงานในเรื่องนี้ แล้วไปตั้ง คตส. ขึ้นมาอีก แล้วคุณสมบัติของ คตส. ประการสำคัญอย่างหนึ่งไม่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแต่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ คตส. ที่ทรงเกียรติที่มานั่งทำหน้าที่ต้องลงมาจากเวทีพันธมิตรเท่านั้นครับ ถ้าลงมาจาก เวทีนางสาวไทยหรือเวทีอื่นอาจจะขาดคุณสมบัติ แต่ถ้าลงมาจากเวทีพันธมิตร ดี ๑ ประเภท ๑ ครับ แล้วเอาคนที่เป็นปฏิปักษ์มาเป็นกรรมการ แล้วก็ตั้งต้นกระบวนการยุติธรรมเพื่ออธิบายความว่าทักษิณทุจริต อย่างนี้หรือครับที่จะยัดเยียด ให้ยอมรับว่าคือความยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมเรียนครับ ผมก็ อยากจะทราบเหมือนกันว่าในกระบวนการยุติธรรมปกติที่สังคมเขายอมรับนี่ สุดท้าย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร คือคนทุจริตคอร์รัปชันอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ถ้าทุจริต คอร์รัปชันจริงในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นสากลก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายครับ ตัดสินติดคุกก็ติดคุก ตัดสินยึดทรัพย์ก็ยึดทรัพย์ แต่อย่ามาบังคับให้ยอมรับกลไกของอำนาจ รัฐประหาร แล้วให้เราต้องก้มกราบกรานว่านี่คือกระบวนการยุติธรรม รับไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียกร้องต่อ พันตำรวจโท ทักษิณตลอดเวลาก็คือคืนความยุติธรรม ให้ท่านได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไปตั้งต้นมาจาก ป.ป.ช. ไปตั้งต้นมาจากไหนแล้วก็เดินกันต่อไปถึงโรงถึงศาลครับท่านประธาน ตรงนี้ครับ อย่างที่ คุณจตุพรยกตัวอย่างเมื่อเย็นละครับ ว่าถ้าอธิบายว่า คตส. ชอบธรรมเอาไหมละครับ ที่คุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพจะขึ้นไต่สวนนี่ ตั้งคุณณัฐวุฒิกับคุณจตุพรเป็นกรรมการไต่สวน เอาไหมคดีสั่งฆ่าประชาชน ท่านก็ไม่เอา บอกว่าพวกผมไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ถ้าอย่างนั้น เอาอดีตผู้พิพากษาไหมครับ นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ท่านก็ไม่เอา แล้วทำไมเราต้องไปปกป้องมรดกของคณะรัฐประหาร แล้วอธิบายทั้งบ้านทั้งเมืองว่า นั่นคือความยุติธรรม เท่านี้เองครับ เรื่องที่จะเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับ พันตำรวจโท ทักษิณ มีอยู่เท่านี้ แต่ที่เหลือเป็นเรื่องของคนไทยทั้งแผ่นดิน เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน แสดงความรับผิดชอบต่อประเทศนี้ นำพาบ้านเมืองนี้ออกจากวิกฤติไปให้ได้ ท่านประธานครับ เราอย่ามาพูดว่าใครจะได้ประโยชน์ เสียประโยชน์เลยครับ พูดแล้วมันอายประชาชน อย่ามาบอกเลยว่าถ้าปรองดองพรรคนั้นได้อะไร พรรคนี้เสียอะไร มันพูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ ประชาชนเขาดูเขาเสียใจ แต่ในเมื่อท่านพูดผมก็จะพูดเหมือนกันว่าในวิกฤติแห่งความขัดแย้ง ๖ ปีที่ผ่านมา ทุกคนสูญเสียหมดนะครับ ประชาชนทั้งประเทศสูญเสียโอกาสในการดำรงชีพ ในบ้านเมืองที่สงบสุข นักลงทุนเสียโอกาส นักท่องเที่ยวเสียโอกาส ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษาเสียโอกาสครับ บาดเจ็บล้มตายมากมาย พรรคไทยรักไทย ถูกยุบ ๒-๓ รอบ พรรคชาติไทยถูกยุบ พรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ พรรคการเมืองอื่น ๆ ก็ดูเถอะครับกะปลกกะเปลี้ยทุกฝ่ายสูญเสียทั้งหมด ทุกฝ่ายเสียหายทั้งหมด ปรากฏว่า มีอยู่พรรคการเมืองเดียวที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ๖ ปีที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเดียวเท่านั้น ที่ได้ประโยชน์สูงสุด และมีนักการเมืองคนเดียวที่ได้ประโยชน์แบบดับเบิ้ล ซูเปอร์ แจ็คพอต (Double super jackpot) จากความขัดแย้งนี้ ไม่ต้องชนะเลือกตั้งก็เป็นรัฐบาลได้ พ่ายแพ้เลือกตั้งก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ มันเกิดจากอะไรละครับ ก็เกิดจากผลผลิตแห่งความขัดแย้ง เกิดจากผลพวงการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครับ ท่านประธานครับ ประเทศนี้ ต้องแลกอะไรไปบ้าง ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อเป็นเส้นทางให้พรรคการเมืองหนึ่ง ให้นักการเมืองคนหนึ่งเข้าสู่อำนาจบริหาร ต้องมีการยึดอำนาจ ๑ ครั้ง มีการโค่นล้ม นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ๓ คน มีการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อยุบพรรค และตัดสิทธินักการเมืองที่เป็นคู่แข่ง รวม ๒ รอบ ๒๒๐ คน มีการปลุกระดมมวลชน ออกมาจนกระทั่งมีการยึดทำเนียบรัฐบาล มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีการใช้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวจนคำว่า ๒ มาตรฐานติดปากคนทั้งบ้านทั้งเมือง มีการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มีการสวมกอดกันระหว่างนักการเมืองต่างขั้วที่ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบกันมาตลอดแต่สวมกอดเกือบจูบปากกันครับท่านประธาน มีการใช้กำลังทหาร ออกมาปราบปรามประชาชน จนมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นเกือบร้อยชีวิตเพื่อปกป้อง พรรคการเมืองนั้นและนักการเมืองคนนั้นในอำนาจครับ ท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือความเป็นจริงแล้วนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยสูญเสีย แล้วนี่คือสิ่งที่ พรรคการเมืองหนึ่ง นักการเมืองคนหนึ่งได้ไปจากความขัดแย้งของประเทศไทยครับ