ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องการปรองดองและเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศปรองดองหลังเหตุการณ์รัฐประหารของพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน โดยไม่ควรเหยียบย่ำความรู้สึกของผู้ที่สูญเสีย
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถอนครับ ท่านประธานครับ เพื่อผมจะได้เดินหน้าต่อ ไม่แตกครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าสถานการณ์บ้านเมืองใน ๖ ปีที่ผ่านมานี้มันเห็นภาพนี้จริง ๆ ครับ เดี๋ยวท่านใดจะชี้แจง จะอธิบาย ผมก็นั่งฟังครับ แล้วประชาชนเขาเป็นกรรมการครับ แต่ผมจะพูดต่อว่าเมื่อท่านและพรรคการเมืองของท่านได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ของบ้านเมืองไปถึงเพียงนี้ วันนี้จะคืนสิ่งที่ท่านได้เพื่อต่อลมหายใจให้กับประเทศไทยหน่อย ไม่ได้หรือ วันนี้จะคืนอำนาจวาสนาบารมี คืนลาภมิควรได้เพื่อให้ประเทศไทยมีช่องทาง เดินไปต่อ ไม่ได้จริง ๆ หรือครับ ผมไม่ได้ขอร้องท่านนะครับ แต่ผมคิดว่าประเทศไทย ต้องการสิ่งนี้ แล้วผมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ผมต้องทำหน้าที่ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่าการปรองดองเกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ ถ้าไม่มีใครเสียสละกันบ้าง เวลานี้เดินหน้าเข้าหากันอัดกันจนไม่มีที่ว่างที่จะให้หายใจแล้ว ถ้าต่างฝ่ายยังเดินหน้าเข้าไปอีกเดี๋ยวก็มีวันระเบิดรออยู่ไม่ไกลครับ แต่ถ้าทุกคนละวาง ถอยกันบ้าง เสียสละกันบ้าง จะพบหนทางของประเทศ ผมจะขอให้ใครเสียสละได้บ้างครับ ท่านประธานครับ แล้วจะให้พวกผมเสียสละอะไรบอกครับ ถ้าเป็นเหตุเป็นผลทำได้เราจะทำ แต่ผมจะคาดหวังการเสียสละจากทางอื่นตรงไหนได้ครับ จะให้เสียสละให้ประเทศ ผมก็ไม่กล้าเรียกร้องใหญ่ขนาดนั้น ก็ขนาดสละสัญชาติอังกฤษเพื่อความสง่างาม ของการเป็นผู้นำประเทศก็สละไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าการพลิกวิกฤติเพื่อสร้างโอกาสนี้มันเป็นเรื่องดีครับ เป็นเรื่องที่ควรยกย่อง แต่การสร้างวิกฤติเพื่อฉวยโอกาสอย่าทำครับ บ้านเมืองนี้มันวิกฤติเกินกว่าใครจะสร้างวิกฤติซ้ำ ได้อีก แล้วบ้านเมืองนี้มันเจ็บปวดจนแทบไม่เหลือโอกาสให้ใครฉกฉวยอีกแล้วนอกจาก โอกาสของคนทั้งประเทศแล้วเป็นเพียงโอกาสเดียวคือโอกาสจากความปรองดองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเดินหน้าแบบนี้ ถ้ารัฐบาลเดินหน้าแบบนี้ มันก็จะเกิดความยุติธรรมของผู้ชนะ เป็นวาทกรรมที่ฟังดูคมคายครับ ฟังดูแล้วขนลุกขนพองน่ากลัว โดยบางทีอาจจะไม่เข้าใจความหมาย มันไม่มีในกรณีนี้ครับท่านประธาน ความยุติธรรมของผู้ชนะ ในการปรองดองมันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการปรองดองของประเทศมันจะไม่มีผู้ชนะ แต่ผู้ชนะ คือคนไทยทั้งแผ่นดินจะชนะด้วยกันเพราะประเทศมันมีทางไป แต่ถ้าไม่ปรองดองนี่สิครับ คือความพ่ายแพ้ของสภานี้ คือความพ่ายแพ้ของนักการเมืองยุคนี้ คือความพ่ายแพ้ ของตัวแทนประชาชนในสมัยนี้ นี่เรากำลังจะพ่ายแพ้ร่วมกันนะครับเพราะเราข้ามพ้น ผลประโยชน์ส่วนตนทางการเมืองไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ด้วยความเคารพเถอะครับท่านประธาน ผมว่าไม่มีครับความยุติธรรมของผู้ชนะ ผมว่าปัญหาวันนี้มันอยู่ที่ความอาฆาตและริษยา ของผู้แพ้ครับ ผมไม่ได้เหยียบย่ำว่าใครชนะ ใครแพ้แล้วมาเสียดสี แต่ผมเห็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ วันนี้จับมือกันแล้วเอาชัยชนะให้ประชาชนสักทีไม่ได้หรือครับ ให้ประชาชนเขาชื่นใจ กับสภานี้สักทีหนึ่ง จะไม่ร่วมกัน ไม่ช่วยกันจริง ๆ หรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการเรียกร้องให้พูดคุยกัน ผมเห็นด้วยครับ ไม่มีปัญหาถ้าเราจะสานเสวนา แต่ประเด็นของผม ก็คือว่าเราจะคุยกันตอนไหน เราจะคุยกันในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภาพรวมเป็นอย่างไร คุยกันตอนนี้หรือครับ ตอนที่คนตายก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา คนพิการก็นอนพะงาบ ๆ อยู่ต่อหน้าญาติพี่น้อง คนบาดเจ็บก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล คนติดคุกก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วจะคุยกันตอนนี้ครับ คุยกันตอนที่คนกลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองยังถูกเหยียบย่ำรังแก คุยกันตอนที่คนกลุ่มหนึ่งยังมีความรู้สึกว่าชะตากรรมของตัวเองยังตกเป็นเบี้ยล่างของอีกฝ่ายหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา มันจะคุยกันได้หรือครับท่านประธาน ทำไมเราไม่ทำให้ความรู้สึกของผู้คน ที่เจ็บปวดสูญเสียได้กลับคืนขึ้นมาบ้าง โอกาสและบรรยากาศในการเจรจา ในการสานเสวนา ก็จะเปิดกว้างและเป็นไปได้มากขึ้น นี่ขัดขวางแม้กระทั่งการเยียวยาคนตายครับ ผมขอความกรุณา ท่านระมัดระวังคำพูดกันเถอะครับขอร้อง แล้วไปบอกว่าการเยียวยาคนตาย ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เป็นการให้เงินพวกมาเผาบ้านเผาเมืองอย่าพูดอย่างนั้นครับ มันไปเหยียบย่ำหัวใจญาติพี่น้องเขา มันไปเหยียบย่ำหัวใจคนที่เขาดูอยู่ทั้งประเทศ คนที่ตายเขาตายก่อนไฟไหม้ทั้งนั้น ที่ถูกยิงมา ตั้งแต่ ๑๐ เมษายน ไล่มาถึงสุดท้าย ๑๙ พฤษภาคม ไฟยังไม่ไหม้ท่านประธาน แล้วท่านประธานครับ การเยียวยามันไม่ได้หมายความเยียวยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกสีเสื้อ ทุกคน ทุกพรรค ทุกภาคส่วนที่เกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายก็ครอบคลุม ในการเยียวยานี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นท่านต้องระมัดระวังคำพูดครับ ไปเหยียบย่ำซากศพเขา ไม่ได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ตอนนี้ครับ สิ่งที่ เราควรทำ คือการข้ามพ้นประโยชน์ตนทางการเมือง แล้วมองไปข้างหน้า มองหาวันพรุ่งนี้ ให้ประเทศครับ ไม่ใช่ไปเอาเมื่อวานมาขวางวันแห่งอนาคต ไม่ใช่ไปบอกว่าเมื่อวาน คุณเป็นอย่างนี้ เดือนที่แล้วคุณเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นข้างหน้าคุณอย่าไป ไม่ได้ครับ จะเอาผิด เอาคดี เอาความกันอย่างไร ไม่ได้มีปัญหานี่ครับท่านประธาน ไม่ได้มีใครกังวล เรื่องนั้นครับ จะมาบอกว่าผมไม่พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เชื่ออย่างที่พูดจริง ๆ หรือครับ ผมมอบตัวทุกคดี ถูกจับขัง ถูกตีตรวน ลูกสาวคลอดก็ไม่ได้อุ้ม ได้แต่มองหน้าแวบหนึ่ง เพราะเขาจะมาจับถึงโรงพยาบาล ไม่มีปัญหา นี่คือชะตากรรมส่วนบุคคล ไม่อุทธรณ์ วิงวอน ขอความเมตตาเห็นใจครับ แต่ว่าเวลานี้จะเอาประเทศไทยทั้งประเทศมาขังรวมไว้กับผมไม่ได้ ต้องการจะขังผมก็ดำเนินคดีครับ ไม่มีปัญหา แล้วเรื่องประกาศว่าเผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง ท่านก็พูดเองนี่ครับ ว่าผมพูดเวทีเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ปลายเดือนมกราคม เปิดเทปทั้งเทปสิครับ ทั้งการปราศรัยสิครับจะทราบเลยว่าผมหมายถึงอะไร ไม่ได้เกี่ยวกับแยกราชประสงค์ ไม่ได้เกี่ยวกับแยกผ่านฟ้า ไม่ได้เกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่เลย เพราะเวลานั้นโลกทั้งโลกก็ไม่รู้ว่าจะมีการชุมนุมใหญ่กันเมื่อไร ไม่รู้ว่ามีแยกผ่านฟ้า มีแยกราชประสงค์หรือไม่ นี่คือข้อเท็จจริง แต่ถ้าจะเอาเรื่องนี้ดำเนินคดีกับผมไม่มีปัญหาครับ ก็พร้อมสู้คดีอยู่ทุกเวลา ตอนนี้อย่างไรครับ แต่มันคนละเรื่องครับ ท่านบอกว่าจะจัดการ พันตำรวจโท ทักษิณ เพราะประชาชนเขาลงโหวตในโพลว่าจำผลงานรัฐบาลชุดที่แล้วได้ กรณีเดียว คือการไล่ล่า พันตำรวจโท ทักษิณ ท่านจะจัดการก็ว่ากัน จะจัดการนายณัฐวุฒิ นายจตุพร หรือใครก็ไม่มีปัญหา แต่อย่าไปผูกพวกเราเอาไว้กับประเทศไทย นี่คือสิ่งที่อยากจะ ขอร้องครับ แล้วพูดจากหัวใจ ผมต้องพูดความจริงครับท่านประธาน เพื่อให้มันสิ้นกระแสความ แล้วหลังจากนี้ก็ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกันอีก หลังจากนี้ท่านใด ของฝ่ายค้านพูด ท่านก็พูดเถอะครับ ผมก็จะนั่งฟัง
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนท่านว่าเวลาเรา เดินหน้าเรื่องการปรองดอง ท่านประธานครับ ผมมีพี่น้องที่ต่อสู้ร่วมกับผมมา ผมมีประชาชน ที่บาดเจ็บล้มตายในการต่อสู้ด้วยกันกับผม ผมมีคนที่รอคอยอิสรภาพอยู่ในเรือนจำ เป็นจำนวนมาก พี่น้องเหล่านั้นเขาไม่พอใจพวกผม ที่ผมมาพูดเรื่องการปรองดอง เพราะเขา ยังเจ็บปวด เพราะเขายังไม่ได้รับการเยียวยา เขาอาจจะกำลังเสียใจพวกผมอยู่ เขาอาจจะ รู้สึกผิดหวังกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่ แต่ผมก็ต้องทำ เพราะผมรู้ว่าเขารักผม แล้วผม ก็รักเขา แต่ผมจะเอาความรักระหว่างเราไปขวางกั้นโอกาสและอนาคตของประเทศไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เราต้องแสดงความกล้าหาญ แล้วเดินผ่านดินแดนแห่งความเกลียดชัง หรือโกรธเคืองของพี่น้องเราเองครับ ท่านประธานครับ เนลสัน แมนเดลา ขณะถูกจองจำออกมาจากคุกไปเจรจากับรัฐบาล ของประธานาธิบดีเฟรเดอริก ดับบลิว เดอ เคลิร์ก มีเพื่อนที่ติดคุกอยู่ด้วยกันกับแมนเดลา ๓-๔ คนครับ ติดคุกอยู่ด้วยกัน ๒๐ กว่าปี แมนเดลาตัดสินใจคนเดียว แอบออกไปคนเดียว โดยเจรจากับผู้บัญชาการเรือนจำ แล้วเขาแอบพาออกไป กลับเข้ามาแมนเดลามาเล่า ให้เพื่อนฟังว่าฉันออกไปเจรจากับรัฐบาล เพื่อนของแมนเดลาโวยวายทุกคน ไม่มีใครเห็นด้วย ไม่มีใครพอใจสักคนเดียว แต่เขาก็เดินหน้า ท่านประธานครับ เนลสัน แมนเดลา ออกจากที่จำขัง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของคนผิวสีเวลานั้น แต่เขาก็ได้ยื่น ๒ มือ ยื่นอ้อมกอดแห่งอำนาจให้กับชนผิวขาวผู้พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง แล้วสร้างการปรองดอง คนผิวสีเป็นพี่น้องร่วมต่อสู้กับแมนเดลาเขาไม่พอใจ เขาต่อต้านครับ เขาวิพากษ์วิจารณ์ แมนเดลาจะไปสนับสนุนทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้ซึ่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนผิวขาวเล่นอยู่ในสนาม คนผิวสีเขาก็ไม่พอใจ แต่สุดท้ายมหาบุรุษคนนี้เขาก็ทำ แล้วเขาทำสำเร็จครับ เขาเดินผ่าน แรงเสียดทานของความไม่พอใจของพี่น้องเพื่อนร่วมรบ เพื่อนร่วมตาย เพื่อกางอ้อมกอด ที่ใหญ่กว่าเดิมแล้วกอดคนทั้งประเทศ กอดเพื่อนร่วมชาติ เพื่อนร่วมแผ่นดินของเขาเอาไว้ ผมไม่ได้พูดว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยกำลังยิ่งใหญ่เหมือนเนลสัน แมนเดลา เราไม่ใหญ่ขนาดนั้นครับ แล้วเราไม่บังอาจไปเทียบเคียง แต่ผมเล่าให้เป็นอุทาหรณ์ ให้คนเก็บเอาไปคิดว่าวันนี้ผมเอง ก็เจ็บปวด พวกผมเป็นฝ่ายถูกฆ่าครับท่านประธาน แล้วพวกผมไม่ได้ทำครับ จะมาบอกว่า คนเสื้อแดงฆ่ากันเอง ท่านก็พูดเถอะครับ แต่ประชาชนจะใช้วิจารณญาณ แต่ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้ทำ ข้อกล่าวหาเผาบ้านเผาเมืองผมก็ยืนยันว่าผมไม่ได้ทำ แล้วผมยินดีพิสูจน์ในทุกกรณี แต่วันนี้มันมาพูดกันแต่เรื่องนี้ไม่ได้ครับ ถ้าเราไม่กล้าพอที่จะเดินทะลุกำแพงแห่งความเกลียดชังไป หรือเราจะขังประเทศไทยไว้ในนี้ แล้วการจะพาตัวเอง พาบ้านเมืองเดินผ่านทะลุกำแพง แห่งความเกลียดชังไปได้เราต้องผ่านกำแพงแห่งความเกลียดชังในใจตัวเองเสียก่อน ผมไม่ยอมรับบทบาทของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านหลายคน แต่ผมไม่เคยเกลียดชังเขา ผมไม่เคยนอนหลับโดยการสาปแช่งเขาก่อนนอน ผมไม่เคยรู้สึกปรีดาปราโมทย์ถ้าหากได้รับรู้ ชะตากรรมว่าเขามีอันเป็นไปบาดเจ็บล้มตาย นี่คือความสัตย์จริงครับ ไม่มีครับ แล้ววันนี้ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่าคุยกันไม่ได้เลยหรือครับ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่า ปรองดองกันไม่ได้หรือครับ บ้านเมืองนี้มันจะถึงขั้นว่ายอมเจ็บปวดกันบ้าง ยอมหักใจกันบ้าง แล้วเอาความสุขไปวางไว้ตรงหน้าประชาชนไม่ได้จริง ๆ หรือครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าพรรคเพื่อไทยอย่าเอาเสียงข้างมากลากไป มีการบอกว่า พรรคเพื่อไทยถือว่าได้ ๑๕ ล้านเสียง แล้วทำอะไรก็ได้หรืออย่างไร รู้ได้อย่างไรว่า คน ๑๕ ล้านเสียงอนุญาตให้ทำอะไรบ้าง แล้วไม่อนุญาตให้ทำอะไรบ้าง ผมไม่ทราบครับ ผมไม่ทราบว่าคน ๑๔-๑๕ ล้านเสียง เลือกพรรคเพื่อไทยมาเพราะอยากหรือไม่อยาก ให้ทำอะไร แต่ผมแน่ใจว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับสิ่งที่ท่านเป็น ไม่ชอบสิ่งที่ท่านทำ แล้วไม่เชื่อสิ่งที่ท่านพูด เขาก็เลยตัดสินใจแบบนั้นในวันที่ ๓ กรกฎาคม แล้วเมื่อพวกผม ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ผมก็จะถือเอาสิ่งนั้นมาเหยียบย่ำ พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ครับ จริงอยู่ครับเราได้รับอำนาจมาจากเสียงข้างมาก แต่เราต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ แล้วนี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำครับ
สุดท้ายจริง ๆ ถึง พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านครับ ผมไม่มีโอกาสสนทนา กับท่านมากนัก แต่วันนี้สิ่งที่ท่านทำ ผมไม่มีทางปฏิเสธท่าน แล้วถ้าท่านจะเดินหน้า ด้วยความจริงใจนำประเทศไทยไปสู่ความปรองดอง ท่านเดินไปไหนผมไปด้วยครับ เอาอย่างไรก็เอากันครับ ให้มันรู้ไปว่าบ้านเมืองนี้ทุกคนทุกฝ่ายช่วยกันแล้วมันจะเกิด สันติภาพขึ้นไม่ได้ เพื่อนสมาชิกครับ ท่านที่พยายามกระแทกแดกดัน พลเอก สนธิ พยายามที่จะเหน็บแนมเสียดสีอะไรต่าง ๆ ท่านดูดี ๆ สิครับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่นั่งนี่ สำหรับผม พลเอก สนธิคือหัวหน้าคณะรัฐประหาร แต่สำหรับท่าน พลเอก สนธิ คือผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีการรัฐประหารโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผมก็ไม่แน่ใจว่า สถานการณ์การเป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองบางพรรคมันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ความจริงนี้ไม่เปลี่ยนแปลงครับ ท่านเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ผมเคยต่อสู้อย่างไร ท่านก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับบางพรรคท่านเป็นผู้มีพระคุณอย่างไร ท่านก็ยังเป็น ผู้มีพระคุณอย่างนั้น ไหว้พี่เขาเสียสิ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ได้พูดเต็มที่ครับ วิปเขาโทรตามมาจากกระทรวง เขาบอกว่าให้เวลาไม่จำกัดก็มาทำหน้าที่ ทำหน้าที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ขอโอกาสให้ประเทศไทย ขอโอกาส ให้เกิดความปรองดอง ไม่ใช่เพื่อผม ไม่ใช่เพื่อท่าน ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อประเทศที่เราทุกคน ร่วมกันเป็นเจ้าของครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ