รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญประจำป้ครั้งที่สอง) เปึนพิเศษ
วันพุธที่ ๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านครับ ขณะนี้ได้มีสมาชิกมาลงชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุม จำนวน ๓๕๕ ท่านแล้วนะครับ ถือว่าครบองค์ประชุม องค์ประชุมของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาขณะนี้ต้อง ๓๔๖ ท่าน เท่ากับกึ่งหนึ่ง ขณะนี้ก็ ๓๕๕ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องด่วนที่อยู่ในระเบียบวาระต่อไป ผมจะขอให้วิปได้แจ้ง ข้อตกลงที่ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ซึ่งเปึนการประชุมร่วมของวิปทั้ง ๓ ฝ์ายและผู้แทนของคณะรัฐมนตรี เพื่อแจ้งข้อตกลงอย่างสั้น ๆ ให้ที่ประชุมทราบนะครับ คุณศรัณย์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต่อเวลาในการชี้แจงและการอภิปรายในแต่ละเรื่องเรามีการพูดคุยกัน แล้วก็ในส่วน ของพิธีสาร ๒ ฉบับแรก เราคุยกันว่าทั้ง ๓ ฝ์ายจะใช้เวลาทั้งหมดร่วมกันประมาณ ๓ ชั่วโมง เพื่อให้จบก่อนเวลา ๑๓.๐๐ นาำิกา เพราะฉะนั้นเมื่อแบ่งแล้วคาดว่าถ้าจะแบ่งเท่ากันก็คือ ต่อเรื่องในพิธีสาร ๒ ฉบับนั้นเราใช้เวลาฝ์ายละประมาณครึ่งชั่วโมง ไม่เกิน ในส่วนของ ตอนบ่ายนั้นเนื่องจากเปึนการพิจารณาร่างที่พิจารณาเสร็จแล้วของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณารายมาตรา เพราะฉะนั้นจึงมีการพูดคุยกันกรอบเวลากว้าง ๆ ว่า ทั้ง ๒ เรื่องในช่วงบ่าย ก็คือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และเรื่อง ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จะใช้เวลาร่วมกันไม่เกินประมาณ ๖ ชั่วโมง ท่านประธานครับ
๖ ชั่วโมงนี้ก็โดยประมาณ ฝ์ายละ ๒ ชั่วโมง ซึ่งรายชื่อผู้ที่จะอภิปรายแต่ละเรื่องนั้นเดี๋ยวให้วิปแจ้งมาข้างหน้าให้ทราบ เพราะจะได้รู้เวลาแล้วใครจะพูด โดยผมจะเรียกไปตามลำดับจากวุฒิสมาชิก สส. ฝ์ายพรรค ร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ์ายค้านตามลำดับที่แจ้งมา คุณปกรณ์วุฒิเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ยืนยันในสิ่งที่วิปรัฐบาลได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นะครับ ในพิธีสาร ๒ ฉบับแรกนี้เราใช้เวลารวมกัน ๓ ชั่วโมง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ฉบับละชั่วโมงครึ่งก็ได้ อาจจะเปึนฉบับแรก ๒ ชั่วโมง ฉบับที่ ๒ ๑ ชั่วโมง ก็ใช้โควตาร่วมกัน เพราะใน ๒ ฉบับ ก็อาจจะมีเพื่อนสมาชิกที่สนใจไม่เท่ากัน ก็เปึนไปตามนั้นครับ แต่ก็คงอยู่ในกรอบเวลาได้ ไม่มีปัญหานะครับ ส่วนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ๒ ฉบับ เราก็อาจจะแค่ ประมาณการกันคร่าว ๆ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าคงไม่ได้มีประเด็นมากนัก ถ้ามีประเด็นใน มาตราไหนหรือข้อไหนที่สมาชิกสนใจเปึนพิเศษก็คงให้ไปตามสิทธิสมาชิก คงไม่ได้ใช้เวลา ที่เกินเลยหรือดึกจนเกินไปครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ มีท่านผู้ใด จะแจ้งเรื่องอื่นอีกไหมครับ ถ้าไม่มีก็ถือว่าเปึนไปตามที่วิปทั้ง ๓ ฝ์ายซึ่งได้ตกลงร่วมกันแล้ว ขอบคุณวิปทั้ง ๓ ฝ์าย ต่อไปนี้ก็จะเปึนการพิจารณา
เรื่องด่วน
๑. พิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง (First Protocol to Amend the ASEAN – Hong Kong, China Free Trade Agreement) (คณะรัฐมนตรี เปึ้นผู้เสนอ)
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในการพิจารณาหนังสือดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง ประกอบกับข้อบังคับ ข้อ ๑๑๒ กำหนดว่า ขอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญา ให้แล้วเสร็จภายในเวลา ๖๐ วัน นับตั้งแต่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน กำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วนะครับ ผมขอให้ผู้แทนของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีได้เสนอพิธีสารฉบับนี้ ไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรีจะให้มีผู้ใดเข้าร่วมชี้แจง ก็ส่งชื่อมา เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้นะครับ ถ้ามีก็เดี๋ยวแจ้งชื่อจะอนุญาตให้ครับ
มีผู้ร่วมชี้แจง ด้วยครับ
เดี๋ยวท่านให้ชื่อมาก็แล้วกัน
ได้ครับ
ตอนนี้ขอเชิญท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงสารัตถะของความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้มา นำเสนอเรื่องพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังนี้
๑. ความเปึนมาของพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง ก่อนอื่นกระผมขอกล่าวถึงภาพรวมของความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิก ๑๑ ภาคี ได้แก่ ประเทศสมาชิกอาเซียน ๑๐ ประเทศและฮ่องกง โดยความตกลงนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๒ และทุกภาคีในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ มีสาระสำคัญครอบคลุม ประเด็นต่าง ๆ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทาง การค้า การค้าบริการ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ทั้งนี้ในส่วนของการค้าสินค้า ไทยได้ทยอยเป่ดตลาดสินค้าที่ไทยได้รับผูกพันการเป่ดตลาดให้ฮ่องกงและอาเซียนที่ร้อยละ ๙๖.๒๔ ของรายการสินค้าทั้งหมด ในขณะที่ฮ่องกงได้ยกเว้นอากรนำเข้าสินค้าทุกรายการ ตั้งแต่วันที่ตกลงมีผลใช้บังคับ ดังนั้นเพื่อพิจารณาภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง ไทยกับฮ่องกงที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบมูลค่าการค้าในช่วงก่อนที่ความตกลงจะมีผล บังคับใช้ในป้ ๒๕๖๒ กับปัจจุบัน จะพบว่าความสัมพันธ์ทางการค้ามีการขยายตัวที่ดี อย่างต่อเนื่อง โดยในป้ ๒๕๖๗ การค้ารวมมีมูลค่า ๑๗,๐๒๒.๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๕.๗ จากป้ ๒๕๖๒ และเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕.๙ จากป้ ๒๕๖๖ โดยเปึนการส่งออก ๑๐,๗๘๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๖,๒๔๑.๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ไทยเปึนฝ์าย ได้ดุลการค้ามูลค่า ๔,๕๓๙.๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๗ การจัดทำพิธีสารฉบับที่หนึ่ง พิธีสารฉบับที่หนึ่งนั้นคือการปรับปรุงความตกลงเฉพาะในส่วนของกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Rules of Origin ซึ่งเดิมภาคียังเจรจาในประเด็นกฎเฉพาะรายสินค้า Product Specific Rules PSRs ไม่เสร็จ แต่ต้องการให้ข้อตกลงทางการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง มีผลใช้บังคับไปก่อน จึงตกลงใช้กฎ ทั่วไป General Rules ไปก่อน สำหรับกฎท้องถิ่นสินค้าและให้ภาคีเร่งเจรจาจัดทำกฎเฉพาะ รายสินค้า ซึ่งอาเซียนและฮ่องกงสามารถสรุปผลการเจรจาจัดทำกฎเฉพาะรายสินค้าใน ป้ ๒๕๖๕ โดยจัดทำเปึ้นพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพิธีสารเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ลงนามเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ และภาคีทั้งหมดได้ลงนามครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗
๓. สาระสำคัญของพิธีสารฉบับที่หนึ่ง พิธีสารฉบับนี้มีสาระสำคัญ ครอบคลุม ๒ ประเด็น คือ ๑. มีกฎเฉพาะรายสินค้า สำหรับสินค้าที่แต่เดิมยังเจรจาไม่เสร็จ และ ๒. การปรับโอนพิกัดศุลกากรเฉพาะ Harmonized System HS ของกฎเฉพาะราย สินค้า จากระบบ HS 2012 ให้เปึ้นระบบ HS 2022 ซึ่งหลังการปรับโอนได้ส่งผลให้มีสินค้า มีกฎเฉพาะรายสินค้าโดยระบบ HS 2022 จำนวน ๕๗๐ รายการ กระผมขอเรียนว่า พันธกรณีภายใต้พิธีสารฉบับนี้มีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยในปัจจุบัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการออกประกาศเพื่อรองรับกฎเฉพาะรายสินค้า รวมถึงเพื่อให้ สิทธิพิเศษทางศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าฉบับนี้ ทั้งนี้พิธีสารจะมีผลใช้บังคับภายใน ๙๐ วันหลังจากที่ทุกภาคีแจ้งเลขาธิการอาเซียนเปึนลายลักษณ์อักษรว่าได้ดำเนินการตาม กระบวนการเรียบร้อยแล้ว
๔. ประโยชน์ของพิธีสารฉบับที่หนึ่ง ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิก รัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผมเรียนว่าพิธีสารฉบับนี้จะส่งผลให้ความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง มีกฎเฉพาะรายสินค้าที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้า โดยผู้ประกอบการมีทางเลือกมากขึ้นในการนำวัตถุดิบจากนอกภาคีมาใช้ในการผลิต และขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งนี้สินค้าที่คาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์จากการมีกฎ เฉพาะรายสินค้า เช่น อัญมณีและเครื่องประดับทอง เครื่องนุ่งห่ม แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และอลูมิเนียม ผลกระทบและมาตรการรองรับพิธีสารฉบับนี้ไม่มีก่อให้เกิดผลกระทบต่อไทย เนื่องจากเปึนการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ ข้อตกลงการค้าเสรีได้มากขึ้นตามที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูล เรื่องนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการได้สามารถใช้ประโยชน์จากกฎเฉพาะราย สินค้านี้
๕. การมีส่วนร่วมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระผมขอเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีสารฉบับนี้ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้าง ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับทุกภาคส่วน โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ขัดข้องต่อ พิธีสารฉบับนี้ และเห็นว่ากฎเฉพาะรายสินค้าจะอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่าง อาเซียนและฮ่องกง รวมถึงจะช่วยปัองกันการสวมสิทธิสินค้าจากประเทศนอกภาคี จึงสนับสนุนให้พิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ทั้งนี้หลังจากที่รัฐสภาได้เห็นชอบพิธีสาร ฉบับนี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งแจ้งหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องก่อนที่ กระทรวงการต่างประเทศจะให้สัตยาบันพิธีสารฉบับนี้แก่สำนักงานเลขาธิการอาเซียน เพื่อเปึนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
สุดท้ายกระผมขอเรียนว่า พิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง จะช่วยให้การค้าระหว่างไทย-อาเซียน และฮ่องกงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืนต่อไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นกระผมจึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่ารัฐสภาจะพิจารณา ให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ที่เสนอมาในวันนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนคนไทยและ ประเทศไทย ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์นะครับ
ในการเข้าร่วมชี้แจงครั้งนี้ทางรัฐบาลได้ขออนุญาตให้ผู้มีชื่อดังต่อไปนี้ ให้เข้าร่วมชี้แจงด้วย ซึ่งผมจะอ่านรายชื่อดังต่อไปนี้ และอนุญาตให้เข้ามาร่วมชี้แจงได้ จากกรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ๑. นายรัชวิชญ์ ป่ยะปราโมย์ รองอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ ๒. นางสาวกฤตินี จักกาบาตร์ ผู้อำนวยการส่วน RoOs (อา - โอ – โอ) ๓. นางสาวดุจเนตร มณีจำนงค์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ ๔. นางสาวุฐานิศา สันตยานนท์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ๑. นางสาวป่ยชาติ สอทิพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า ๒. นางสาวธาราภรณ์ อ่างแก้ว เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จากกรมศุลกากร กระทรวง การคลัง ๑. นางสาวอรนุช ขาวเมืองน้อย หัวหน้าฝ์ายกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่ ๒ ๒. นายเตชธรรม วัศรากิจกุล นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ก็อนุญาตให้ท่านเหล่านี้ เข้ามาร่วมชี้แจงได้นะครับ
ต่อไปก็จะเปึนการอภิปรายของท่านสมาชิกรัฐสภา ขณะนี้ทางวุฒิสภาได้ส่ง รายชื่อมาให้แล้ว ๒ ท่าน ท่านแรกคือคุณพรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ ขอ ๑๐ นาที เชิญครับ
รบกวนขึ้น PowerPoint ได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลง การค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเอฟทีเอนี้เปึนเอฟทีเอที่ถูกลืม หรือเปล่า
สไลด์ถัดไปได้เลยครับ ความเปึนมาของความตกลงที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ให้เกียรติอธิบายไปเรียบร้อยแล้ว จริง ๆ ความตกลงนี้เริ่มเจรจาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๗ แล้วก็ เจรจามาทั้งสิ้น ๑๐ รอบด้วยกัน มาลงนามป้ ๒๕๖๐ แล้วสาระสำคัญของข้อตกลงก็คือทาง ฮ่องกงจะช่วยยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับอาเซียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศไทยก็จะผูกพัน การเป่ดตลาดให้กับฮ่องกงแล้วก็ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมแล้ว ๖๙.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเกือบ ๑๐ ป้จนถึงป้ ๒๕๗๕ ครับ
สไลด์ถัดไปได้เลยครับ สาระสำคัญของข้อตกลงนี้ก็ในส่วนของการลงทุน ฮ่องกงก็จะเป่ดให้ผู้บริการของภาคีสมาชิกไปลงทุนในธุรกิจบริการของฮ่องกงจำนวน ๗๗ สาขา โดยถือหุ้นได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันไทยก็จะให้ผู้บริการของภาคี สมาชิกเข้ามาลงทุนแต่ไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้จำนวน ๗๔ สาขาย่อย ซึ่งก็ครอบคลุมถึงการ ส่งเสริมการลงทุน แล้วก็การคุ้มครองการลงทุนด้วย ส่วนในเรื่องของความร่วมมือทางด้าน เศรษฐกิจฮ่องกงจะให้เงินสนับสนุนทั้งหมด ๒๕ ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ภายในช่วงระยะเวลา ๕ ป้ ตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ จนถึงป้ ๒๕๖๗ สำหรับโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและ วิชาการของ AHKFTA หรือที่เรียกว่า ECOTECT ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งหมด ๑๐ สาขา อย่างเช่น บริการวิชาชีพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้วก็ทรัพย์สินทางปัญญา เปึนต้น
สไลด์ถัดไปครับ เนื้อหาพิธีสารในครั้งนี้ที่เราจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก็เพื่อที่จะปรับปรุงระบบกฎถิ่นกำเนิดใหม่ หรือว่า Rules of Origin ต่อไปนี้กลุ่มสินค้า เกษตรหรือว่าแร่ซึ่งผลิตทั้งหมดในภูมิภาคภาษีก็จะกลายเปึนศูนย์ ในขณะเดียวกันในส่วน ของสินค้าอุตสาหกรรมมันก็จะใช้กฎ Regional Value Content ก็คือถ้าเกิดมีส่วนที่ผลิตใน ภูมิภาคถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถได้รับสิทธิภายใต้เอฟทีเอนี้ แล้วก็จะเปลี่ยนพิกัด ศุลกากรให้เปึนพิกัดที่ใหม่ขึ้นก็คือ HS 2022 ด้วยครับ นอกจากนั้นก็จะมีการยกเลิก Annex 3 3 ทันที ๕๗๐ รายการ มีกลไกแก้ไขข้อพิพาทดิจิทัล แล้วก็ที่สำคัญความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจก็จะต่อไปด้วย โครงการ ECOTECT ก็จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมทุกป้ ป้ละ ๖ ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จนถึงป้ ๒๕๗๒ ครับ
สไลด์ถัดไปครับ ข้อดีที่คาดว่าเราจะได้รับ ก็คือเปึนการขยายโอกาสทาง การค้า ตอนนี้ฮ่องกงเปึนส่วนหนึ่งของโครงการ World Class City Cluster ซึ่งก็จะเชื่อมโยง กว้างตุ้ง ๙ เมือง ฮ่องกง แล้วก็มาเก๊าเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีโครงการสะพานเชื่อมฮ่องกง จูไห่-มาเก๊าด้วย แล้วก็เราสามารถใช้ฮ่องกงเปึนตัวกลางในการขยายตลาดไปในภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเช่น รัสเซีย เอเชียกลาง แล้วก็ยุโรปได้ด้วยครับ ในส่วนการค้าสินค้าแน่นอนว่าสินค้า จากฮ่องกงก็จะมีราคาถูกลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการคำนวณแหล่งกำเนิดสินค้า เพิ่มขึ้น แล้วกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้ามันก็จะรัดกุมยิ่งขึ้น ปัองกันการสวมสิทธิของสินค้า จากประเทศอื่น ๆ ด้วยครับ ในส่วนของการค้าบริการมันก็จะช่วยยกระดับมาตรฐาน ภาคบริการของไทย ทำให้ฮ่องกงได้ผูกพันการเป่ดตลาดบริการกับอาเซียนสูงกว่าที่ได้ผูกพัน เอาไว้ ในส่วนของการลงทุนนักธุรกิจและนักลงทุนไทยก็จะได้รับความสะดวกกรณีที่ เข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการและด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแบบฉบับ ASEAN Connectivity ฮ่องกงก็สามารถมาลงทุนใน EEC เพิ่มขึ้นได้ภายใต้นโยบาย Belt and Road Initiatives แล้วก็เพิ่มความโปร่งใสในด้านกฎระเบียบในการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยครับ
สไลด์ถัดไปครับ แต่คำถามที่ผมอยากจะตั้งเกี่ยวกับเอฟทีเอนี้ ก็คือ AHKFTA ที่ว่านี้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการค้าระหว่างไทยและฮ่องกงจริงหรือ ผมอยากจะให้ ทุกท่านดูกราฟทางด้านซ้ายนะครับ กราฟทางด้านซ้ายจะแสดงให้เห็นการส่งออกแล้วก็ นำเข้าของประเทศไทยตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ ก่อนที่ความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันเลย ก็จะเห็นเลยว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ เปึนต้นมา ไม่ว่าจะเปึนการส่งออกที่เปึนกราฟสีขาว การนำเข้าที่เปึนกราฟสีฟัานี่การส่งออกลดลง คือเราเซ็นเอฟทีเอแล้วเราส่งออกไปยังฮ่องกง ได้ลดลง ในขณะเดียวกันสินค้านำเข้าจากฮ่องกงลดลงบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง ทรง ๆ ทรุด ๆ แต่ว่ามูลค่าการค้าโดยรวมตามกราฟสีเท่าที่เห็นนี่ก็มีแนวโน้มลดลง คำถามก็คือเพราะอะไร เราเซ็นเอฟทีเอแล้วเราถึงค้าขายร่วมกันลดลงครับ
ทีนี้เรามาดูที่ Pie Chart ทางด้านขวานะครับ การใช้สิทธิประโยชน์ส่งออก สินค้าไทยไปฮ่องกงภายใต้ AHKFTA ในส่วนของการส่งออกจะเห็นว่าสัดส่วนการส่งออก ที่ใช้สิทธิเอฟทีเอต่อการส่งออกโดยรวมน้อยมากแค่ ๐.๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ยังไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เลย อันนี้ผมเข้าใจว่าก่อนหน้าที่เราจะลงนามในเอฟทีเอฉบับนี้ ภาษีนำเข้า สินค้าจากไทยไปยังฮ่องกงมันเปึนศูนย์อยู่แล้ว พอเซ็นเอฟทีเอมันก็เปึนศูนย์อีก มันไม่ได้สิทธิ อะไรเพิ่ม คนก็เลยไม่ค่อยใช้ ผมก็เข้าใจตรงนี้นะครับ แต่ไปดูในเรื่องของการนำเข้า ฮ่องกง เวลาเข้าส่งสินค้ามาให้เรานี่ภาษีลดลง แต่ว่าสัดส่วนการนำเข้าที่ใช้สิทธิเอฟทีเอต่อมูลค่า นำเข้าสินค้าที่ได้รับประโยชน์แค่ ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไทยนำเข้าสินค้าจากฮ่องกง ที่ได้รับประโยชน์ถึง ๑๖๕.๖๙ ล้านดอลลาร์ แต่ว่ามีการใช้สิทธิเพียง ๑.๒๕ ล้านดอลลาร์ เท่านั้น ก็เลยเปึนคำถามเช่นกันว่าทำไมการใช้สิทธิถึงน้อยอย่างนี้ครับ
สไลด์ถัดไปครับ แล้วเราก็ต้องตั้งคำถามอีกว่าเอฟทีเอนี้กระตุ้นการลงทุน ได้จริงหรือ ผมไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลฮ่องกง ก็มีข้อมูลว่าตั้งแต่ฮ่องกงลงนามใน เอฟทีเอฉบับนี้ในป้ ๒๕๖๐ จนถึงป้ ๒๕๖๕ ฮ่องกงมียอดลงทุนสะสมในอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ ๓๒ ผมไปดูยอดการลงทุนของฮ่องกงในไทยมันก็เพิ่มขึ้น เพียงแต่คำถามก็คือทำไม การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ AHKFTA ในการขออนุญาตจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย นับตั้งแต่ ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้นี่ถึงได้ยังไม่มีธุรกิจฮ่องกงมาขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ เอฟทีเอนี้เพื่อจัดตั้งธุรกิจบริการเลย เท่ากับว่าเอฟทีเอนี้แทบจะไม่ได้มีผลในการดึงดูด การลงทุนจากสิทธิประโยชน์ของเอฟทีเอเลย เพราะว่าต่อให้มีหรือไม่มีเขาก็มาลงทุนอยู่แล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้มาลงทุนโดยใช้สิทธิประโยชน์ด้วย
หน้าถัดไปครับ AHKFTA สามารถกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้จริงหรือ อย่างที่บอกไปโครงการ ECOTECH มันมีมูลค่า ๒๕ ล้านเหรียญ หรือว่าประมาณ ๑๑๐ ล้านบาท ซึ่งประเทศภาคีต้องทำโครงการไปเสนอให้ได้รับการอนุมัติถึงจะได้เงินทุน ตรงนี้มา เห็นว่าประเทศในอาเซียนได้ยื่นไปแล้วทั้งหมด ๒๘ โครงการ และถึงขนาดนี้ได้ ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ๑๓ โครงการนะครับ แต่ว่าเท่าที่ผมหาข้อมูลมาว่าประเทศไทยมีโครงการอะไรภายใต้ ECOTECH บ้าง ผมเจอแค่ โครงการที่อยู่ในโปสเตอร์ทางด้านขวาครับ ก็คือโครงการ Training ในส่วนของนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ทางอาหาร ซึ่งก็จัดขึ้นในปลายป้ที่แล้ว ช่วงวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๗ พฤศจิกายน เปึนการ Training ๓ วัน ซึ่งประเทศไทยสามารถที่จะส่งผู้แทนไปร่วมได้แค่ ๒ คน คือ ๑๐ ประเทศในอาเซียนมีสิทธิส่งผู้แทนมาได้แค่ประเทศละ ๒ คน ผมก็เลยตั้ง คำถามว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๑๓ โครงการไทยได้มากี่โครงการและมีโครงการแค่นี้จริงหรือ คือไทยสามารถส่งคนเข้าร่วมได้แค่ ๒ คน แล้วการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่ว่านี้มันจะมี ประสิทธิภาพและความยั่งยืนเพียงใด ในอนาคตที่จะมีเงินอุดหนุนอีกป้ละ ๖ ล้านเหรียญ ฮ่องกง ไทยมีแผนจะเสนอโครงการใดเพื่อนำเงินสนับสนุนดังกล่าวมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุดครับ
สไลด์ถัดไปครับ ก็ต้องตั้งคำถามว่าความคาดหวังที่เรามีต่อเอฟทีเอนี้ เอฟทีเอ ที่เราอุตส่าห์เจรจาถึง ๑๐ รอบ เชื่อว่าก็ต้องใช้งบประมาณไปไม่น้อยเลยที่เราได้มา แล้วเรา ได้อะไรจากเอฟทีเอนี้บ้างในความเปึนจริง เราจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มมูลค่าการใช้สิทธิ เอฟทีเอด้านการส่งออก จาก ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๕๖๖ แล้วก็การนำเข้า ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงอัตราการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ตกลงปัญหาของเอฟทีเอนี้มันอยู่ตรงไหน ก็คือความตกลงนี้อย่างที่บอกก่อนหน้านี้เวลาเราส่งออกสินค้าไปฮ่องกงภาษีมันก็เปึนศูนย์ อยู่แล้ว ต่อให้ใช้เอฟทีเอมันก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่ม คนก็เลยไม่ใช้หรือเปล่า ใช้เอฟทีเอนี้ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์ในเชิงภาษี เขาจึงไม่ใช้ หรือว่าปัญหาอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเอฟทีเอนี้อยู่หรือเปล่า หรือว่าต่อให้เขารู้ว่ามีเขาก็ไม่เข้าใจกลไกการใช้งาน เอฟทีเอนี้หรือเปล่า ก็ต้องมาตอบคำถามนี้กันให้ได้
สไลด์ถัดไปครับ ส่วนวิธีส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอนี้ ให้มากขึ้น ผมคิดว่าเราจะต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกมันไม่ใช่แค่ว่า โพสต์ข้อมูลในเว็บไซต์ โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กของทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เราอาจจะต้องดำเนินกิจการอื่น ๆ นอกเหนือจากการสัมมนา ๑ วัน ๒ วันแล้วจบด้วย เราต้องเน้นประชาสัมพันธ์เจาะกลุ่มผู้ที่จะได้ประโยชน์ แล้วก็ความคุ้มค่าจากเอฟทีเอนี้เลย เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ ต้องประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ด้านกฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าด้วย หรือว่าเราอาจจะต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เอาเอไอมาช่วย ทำให้เอฟทีเอฉบับนี้เข้าถึงได้ง่ายและใช้งานได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า ให้คนสามารถใช้เอไอ ในการทำความเข้าใจ หรือว่าเราอาจจะใช้วิธีผ่านร่าง พ.ร.บ. กองทุนเอฟทีเอ ซึ่งขณะนี้ ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผมเข้าใจว่ากำลังพิจารณากันอยู่ ยื่นให้ ครม. พิจารณากันอยู่ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่เสียประโยชน์จาก AHKFTA นี้ หรือเปล่า หรือว่าเราควรจะต้องประสานความร่วมมือ บูรณาการความร่วมมือระหว่าง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่เราจะได้ฟุ๋่นชีวิตของ AHKFTA จากความเปึ้นเอฟทีเอที่ถูกลืม เอฟทีเอที่ไม่ค่อยมีผู้ใช้งาน ให้เปึนเอฟทีเอที่มีประโยชน์กับประเทศไทยจริง ๆ คุ้มกับที่เรา เสียงบประมาณไปเจรจาเพื่อให้ได้มาครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพการสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วาระการ พิจารณาพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ก่อนอื่นผมขอ ประทานกราบเรียนเปึนเบื้องต้นเสียก่อนว่า การที่เราอภิปรายวันนี้ในนามของสมาชิก รัฐสภาแห่งประเทศไทย ซึ่งเปึน ๑ ใน ๑๐ ประเทศของกลุ่มอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟ่ลิปป่นส์ สาธารณรัฐ สิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งกลุ่มสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงนามกับรัฐบาลของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเปึนส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนอื่นผมขอถามท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ว่าการลงนามของประเทศไทย เอกสารของกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ นี่เปึนการลงนามฝ์ายไทย แต่ทำไมในส่วนของรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเปึนส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือจีนแผ่นดินใหญ่ จึงลงนามโดย อัลเจอร์นอน เหยา หยิ่ง-ว่า ซึ่งเปึนเพียงปลัดกระทรวงพาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผมสงสัย ก็เพราะว่าสถานะของผู้ลงนาม ของเราเปึนถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ซึ่งเดิมท่าน เคยเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ของฮ่องกงเปึนเพียงปลัดกระทรวง จะเสมอโดย ศักดิ์ของการลงนามหรือไม่ อย่างไร อันนี้ผมขอถามคำถามที่ ๑ นะครับ
คำถามที่ ๒ หลังจากที่ท่านสมาชิกวุฒิสภา ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพรชัยได้อภิปรายถึงรายละเอียดว่าเราแทบจะไม่ได้อะไรจากกติกาเอฟทีเอระหว่าง เรากับฮ่องกงเท่าไรนัก ผู้ประกอบการได้ประโยชน์น้อยมาก ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ข้อเสนอของท่าน สว. พรชัย จึงเสนอให้รัฐบาลชักชวนโน้มน้าวให้ ผู้ประกอบการไทยได้เข้าร่วมใน AHKFTA นี้ด้วย จึงจะลงทุนคุ้มค่ากับการที่เรามีเอฟทีเอ ฉบับนี้ ท่านประธานดูรายละเอียดต่าง ๆ เราได้เปรียบแค่ไหน เราเสียเปรียบแค่ไหน อันนี้คือ เรื่องสำคัญ สินค้านำเข้า สินค้าส่งออก ใครได้เปรียบ เสียเปรียบ ผมไม่อยากให้การลงนาม ฉบับไหนก็ตาม เราลงนามตามแฟชั่น ก็คือมีการลงนามระหว่างประเทศ เราก็แห่ไปลงนาม โดยที่ว่าผลประโยชน์ได้นั้นไม่ได้คุ้มค่าอะไร เรามีเอฟทีเอไม่รู้กี่ฉบับ แต่ทำไมคนไทย จึงยากจนเหมือนเดิม ท่านรัฐมนตรีออกไปตามต่างจังหวัดดูสิครับ เงียบเหงาซบเซาเหลือเกิน ทำอย่างไรเอฟทีเอที่ท่านลงนามนี้จะเปึนเอกสารที่เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับ ประชาชน เพราะเราก็รู้ว่าฮ่องกงมีเม็ดเงินมหาศาล เราจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินมหาศาล มาอยู่ในกระเปิาคนไทย อันนี้คือผลประโยชน์ของการลงนามเอฟทีเอ ไม่ใช่ลงนามโก้ ๆ แล้วก็ไม่เกิดผลประโยชน์อะไรต่อประชาชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมเรียนว่ามันจะเสียโอกาสไป เปล่า ๆ ผมอยากเสนอเพียง ๒ เรื่องให้ท่านรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เราได้ ประโยชน์คุ้มค่าจากเอฟทีเอ ท่านประธานครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้นำคณะไปที่ประเทศฮ่องกง ไปที่เขตบริหารพิเศษ ฮ่องกง เพื่อไปดูเกี่ยวกับการนำเข้าแรงงานไทย อันนี้ผมถือว่าท่านเก่าถูกที่คันครับ เพราะผม เคยเปึนประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เคยไปช่วยแรงงานไทยที่ไป ทำงานเปึนแม่บ้านที่ฮ่องกงแล้วติดคุกติดตาราง เอาออกจากคุกแล้วส่งกลับบ้าน เพื่อจะให้ อย่างน้อยเปึนขวัญกำลังใจว่ามีคนไทยไปช่วยกันในต่างแดน วันนี้ท่านรัฐมนตรีไปเป่ด ตลาดแรงงานอีกครั้งหนึ่ง ผมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งท่านมาแถลงวันนี้ ท่านก็นั่งอยู่ใน ครม. เดียวกับท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ ท่านจับมือกันได้ไหมครับ อย่าให้เปึนว่ารัฐบาลเดียวกันเอามือไขว้หลังถือดาบคนละเล่ม ไม่รู้จะแท่งหลังกันเมื่อไร อย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ครับ วันนี้รัฐมนตรีแรงงานบุกไปที่ฮ่องกง ไปดูตำแหน่งงานและจะให้ ส่งแรงงานแบบรัฐต่อรัฐ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านทนฟังไม่ได้หรือครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะมันเปึน เรื่องที่จะก่อให้เกิดเม็ดเงินเข้าประเทศไทย สินค้าบริการของเราถ้าพวก Hi Tech เราทำอย่างไรก็สู้ฮ่องกงเขาไม่ได้หรอกครับ เราต้องเน้นสิ่งที่เปึน Hi Touch ก็คือเรื่องของ แพทย์แผนไทย เรื่องของงานบริการแบบไทย ๆ จะเปึนเรื่องของสมุนไพรไทยหรือว่าเรื่องของ การรักษาพยาบาล ซึ่งอาศัยภูมิปัญญาแบบไทย ๆ ฮ่องกงประทับใจคนไทยเพราะเรื่องนี้ครับ เขาไม่ได้นำเข้าสินค้าที่มันเปึนสินค้าอุตสาหกรรมที่เปึน Hi Tech จากเราหรอกครับ เพราะเทคโนโลยีของเราไม่ได้ล้ำหน้าขนาดนั้น ดังนั้นการที่มีการเข้าไปเชื่อมเรื่องแรงงาน ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีขยายผลของการเจรจาความร่วมมือด้านแรงงานให้ไปสู่ภูมิภาค ต่าง ๆ ที่มีแรงงานและรอทำงาน รอเม็ดเงินเข้าประเทศมาชุบชีวิตคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือหรือภาคอีสานของผม พวกเราเปึนคนสู้งานท่านประธานครับ ขอให้มี งานทำครับ ไกลขนาดไหนก็ไป สมัยที่ผมเปึนประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร แทบไม่น่าเชื่อครับ คนไทยไปทำงานถึงอะแลสกา ไปขุดน้ำมันในดินแดน ที่มีอุณหภูมิถึงจุดเยือกแข็ง คนอีสานไปอยู่ได้ถึงขนาดนั้น ขอให้มีสตางค์เข้าประเทศกลับไป เลี้ยงครอบครัว คนอีสานทำได้ครับ แต่ทำอย่างไรฮ่องกงไม่ต้องไปอยู่จุดเยือกแข็ง ไม่ต้องไป ทำงานสู้ชีวิตขนาดนั้น จะสามารถนำเงินเข้าประเทศไทย เข้ามาสู่ประชาชน จะได้ฟุ๋นฟู เศรษฐกิจ ตรงนี้ท่านประธานครับเรื่องบริการอย่างอื่นผมคิดว่าเราได้เปรียบเขา แต่ว่าเรื่อง แรงงานเราเปึนที่ ๑ ทำอย่างไรเราจะได้การนำเข้าแรงงานไปสู่ฮ่องกง หรือหมายถึงว่าคนไทย ส่งออกแรงงานมากขึ้น นักรบแรงงานของไทยเรียนด้วยครับ มีอีกจำนวนมาก ขอให้รัฐบาล เจรจา G to G คือไม่ต้องเสียเงินค่าหัวคิวให้กับบริษัทจัดหางาน ที่ผ่านมามันไม่ใช่ G to G มันเปึนจี๊ทูจี๊ ก็คือต้องมีเงินว่างหัวคิวถึงจะได้ไปเมืองนอก ไปถึงถูกลอยแพ้ ไปถึงมีคดีติดคุก ติดตาราง จนผมได้นำคณะไปช่วยเมื่อ ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา
ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากอีกประเด็นหนึ่ง นอกจากเรื่องแรงงานแล้ว ก็คือเรื่องของบริการสุขภาพ คนที่มาเรียนด้านบริการสุขภาพ ไม่ว่าจะเปึนแพทย์ ทันต์แพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ พยาบาล หรือผู้ให้บริการทางสาธารณสุข คนไทยเอาคนที่ มันสมองเกรด A บวก มาเรียนวิทยาศาสตร์สุขภาพ ดังนั้นตลาดแรงงานถ้าได้คนไทย ไปทำงานจะนำเม็ดเงิน อันนี้เรียกว่า Skill Labor คือเปึนแรงงานที่มีทักษะในการทำงาน มีความสามารถเฉพาะด้านในการทำงาน ก็จะนำเงินตราเข้าประเทศได้อีกตลาดหนึ่ง นอกจากตลาดแรงงานด้านล่างพวกแม่บ้านหรือนวดแผนโบราณ หรือกิจการอื่น ๆ ที่ผมได้ กล่าวมาแล้ว เราต้องทำให้ได้ ๒ ตลาด ตลาดบนก็คือด้านบริการทางการแพทย์ พยาบาล และอาชีพอยู่ในวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว และตลาดล่างก็คืออาชีพแม่บ้าน และบริการนวดแผนไทย สมุนไพรไทย และอื่น ๆ ที่สามารถจะเข้าไปถึงบริการที่คนฮ่องกง เขาชื่นชอบบริการจากคนไทย ท่านประธานครับ ผมหวังว่าเอฟทีเอฉบับนี้ที่เราจะไปทำกับ ทางฮ่องกง ความตกลงการค้าเสรีนี้จะเปึนเพียงเศษกระดาษที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย เท่าที่ควร ผมอยากให้เอกสารพิธีสารฉบับนี้มีชีวิตและเปึ้นเอกสารมาชุบชีวิตพี่น้องคนไทย ที่รอคอยเศรษฐกิจฟุ๋นตัว ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอโอกาสที่จะสนับสนุนพิธีสารฉบับที่หนึ่ง เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ท่านประธานครับ ก็มีท่านสมาชิกรัฐสภา ได้พูดไปแล้วว่ามันเริ่มตั้งแต่ป้ ๒๕๕๗ แล้วก็มาลงนามป้ ๒๕๖๐ ทีนี้ปัญหาวันนี้ก็คือมันเปึน Amend คือมีการแก้ไขข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง-ไชน่า ตัวย่ออาเซียนก็ A ฮ่องกง ก็ HK แล้วเอฟทีเอแค่นั้นเอง ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วประเทศไทยก็ไม่มีสตางค์ การค้าขายเจรจาเอฟทีเอจึงเปึนเรื่องสำคัญ ที่ยุโรปก็มีสงครามรัสเซียกับยูเครน แล้วกระทบ EU แล้วยิ่งอเมริกามาเปลี่ยนท่าที่ต่าง ๆ ยุโรปก็ต้องการสร้างตัวเองขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่ ท่านรัฐมนตรีพิชัยไปเจรจาที่ยุโรปนั้นเปึนสิ่งที่ดี เราจะได้หาเงินเข้าประเทศ แล้วทางเอเชีย เรามีอะไรบ้างครับ ก็มีฮ่องกงนี่ละครับ ฮ่องกงเปึนศูนย์การค้า เปึนศูนย์การเงินด้านเศรษฐกิจ อยู่แล้ว แล้วก็เปึนส่วนหนึ่งของประเทศจีน ตามนโยบายของจีนคือ One Belt One Road มันจำเปึน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีการเจรจาอยู่แล้วก็เปึนช่องที่จะทำให้เราขยายต่อ ผมพยายามจะอธิบายให้ฟังว่าอาเซียนที่มีหลาย ๆ ประเทศที่ท่านสมาชิกได้พูดไปแล้ว เมื่อไปเจรจาก็คือ Agreement ว่าเราจะมีการทำอะไรกันในเรื่องการค้าการลงทุน ฮ่องกง เปึ้นประตูเขาเรียกว่า Gateway ที่จะเข้าไปค้าขายกับจีน จีนมีพลเมืองเยอะแล้วก็มีหลาย มณฑล แต่ละรัฐก็เปึนตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้นฮ่องกงเขาค้าขายกับจีนอยู่แล้ว แล้วยัง ไม่พอฮ่องกงก็ยังค้าขายกับที่อื่นทั่วโลกด้วย แล้วที่สำคัญคือในช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้อง ประชาธิปไตยในฮ่องกง ประเทศจีนก็มีนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้คนมีสตางค์ ในฮ่องกงออกจากประเทศ นี่ละครับเสียดายว่าทำอย่างไรถึงจะให้ชาวฮ่องกงเหล่านี้มาลงทุน ในประเทศไทยทั้งที่มีเอฟทีเออยู่แล้ว การที่เราจะไปค้าขายกับเขาส่วนใหญ่ก็เปึนสินค้า ทางการเกษตร ท่านประธานครับ เขายกเว้นทำอยู่ ๓ เรื่อง ก็คือเรื่องสินค้า การค้าขาย การค้าบริการ การลงทุน สินค้าที่เราส่งไปเขาก็ยกเว้นภาษีให้เรา ส่วนใหญ่ที่ต้องมาแก้ไข ตอนนี้ก็คือมีกฎเขาเรียกว่า Rules of Origin ก็คือถิ่นกำเนิดของสินค้านั้น ของเราก็คงจะ เปึนสินค้าทางเกษตรกรรมหรือว่าเพชร พลอย เครื่องใช้ไฟฟัา ผลไม้สด อะไรก็ว่ากันไป นำเข้าก็คงเปึนวัสดุอย่างอื่นที่เข้ามา แล้วก็สินค้าที่เข้าแปรรูปส่งมาให้เรา แต่ที่มันสำคัญก็คือ เราได้เปรียบดุลฮ่องกงมาตลอด ฮ่องกงเอฟทีเอในช่วงนี้ประเทศไทยจนมาก เพราะว่ารัฐบาล ที่ผ่านมาค้าขายไม่เปึน แล้วก็ไปกู้หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น ก็มีการกู้กัน ทำอย่างไรรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยต้องรีบหาเงินเข้าประเทศ ให้ได้ครับ ไม่ว่าจะชวนเข้ามาลงทุนหรือส่งสินค้าที่เรามีอยู่ออกไป
ท่านประธานครับ มันมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องเปลี่ยนแก้ไขในช่วงนี้ก็คือ เขาเรียกว่า Harmonized System ก็คือระบบ HS ที่เขาว่านั่นละครับ มันเริ่มตั้งแต่ ป้ ๒๐๑๒ เราก็มีข้อตกลงระดับหนึ่งในเรื่องสินค้าต่าง ๆ แล้วตอนนี้ก็มีข้อตกลงใหม่เรียกว่า HS 2002 ซึ่งจะทำให้รายการสินค้าที่เราเจรจากันมันมีการเปลี่ยนแปลง ก็สรุปได้ว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงสินค้าไปทั้งหมด ๗๙๔ รายการ แล้วสรุปได้แล้ว ๒๓๗ รายการ แล้วจะมาแก้ไข เพิ่มอีก ๓๐๙ รายการ รวมทั้งหมด ๔๔๖ รายการ อันนี้ต้องทำให้ดีนะครับ อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องแก้ไขในเรื่องเอฟทีเออันนี้คือปรับปรุงพิกัดศุลกากร อันนี้ละครับที่จะทำ ให้เราต้องไปดูจริง ๆ ว่าเปึนอย่างไร ปรากฏว่ามันมีทั้งมีการไม่เปลี่ยนแปลงเลย ๔,๐๐๐ กว่า เปลี่ยนแปลงเฉพาะ PSRs ๓ เปลี่ยนแปลงทั้งคู่ ๖๑๙ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้แล้วในพิธีสาร ท่านต้องไปดูในรายละเอียดว่าข้อผนวกต่าง ๆ และหมายเหตุให้นำมาเปึนส่วนหนึ่งของ สัญญาด้วย เพราะฉะนั้นต้องมีการลงไปในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศเราอาจจะไม่ทันเขา ข้อตกลงต่าง ๆ ผมว่าต้องให้ ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญมาอภิปราย เพราะว่าถ้าเราตกลงไปแล้ว ผมก็คุยกับแป็ะยิ้ม บอกว่าท่านทำโรงสี ทำการค้าข้าว ไม่ว่าข้อตกลงอะไรต่าง ๆ ต้องไปดูในรายละเอียดว่า เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แล้วที่สำคัญก็คือเวลาไปตกลงอะไร อย่าไปเพิ่มภาระให้ ผู้ด้อยโอกาสหรือที่จะมาทำธุรกิจด้านนี้ของประเทศไทย เพราะว่าเราไม่มีสตางค์ แล้วความรู้ ต่าง ๆ เราก็สู้เขาไม่ได้ ต้องดูอันนี้ให้ละเอียด เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยเฉพาะในเรื่อง ที่เราจะไปลงทุนที่ฮ่องกงนี่เงินเยอะนะครับ เมื่อมีเอฟทีเอเราอาจจะเข้าไปใกล้แหล่งทุน แล้วก็สามารถที่จะกู้ได้ แล้วก็สามารถติดต่อพรรคพวกเข้าไปค้าขายในจีน ในขณะเดียวกัน ผมก็ยั่งย้ำว่าขอให้รัฐบาลชวนนักลงทุนจากฮ่องกงมาลงทุนที่เรา ทีนี้พูดไปอีกนิดหนึ่ง ไปลงในรายละเอียดนะครับ เขาก็จะมีสาขาต่าง ๆ เรื่องบริการที่ประเทศไทยจะมีโอกาสที่จะ ไปร่วมได้ในบริการวิชาชีพ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องทางการแพทย์หรือด้านวิศวกรรม อันนี้ก็น่าจะมี การสนับสนุนต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ขอสนับสนุนพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความ ตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง อย่างเต็มที่ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ เปึนต้นมา มาจนถึงปัจจุบัน การค้าเสรีระหว่างอาเซียนและฮ่องกงที่จะทำการค้า โดยเฉพาะระหว่าง ประเทศไทยและฮ่องกง ได้รับประโยชน์ในด้านการนำเข้าส่งออกมาโดยตลอดตามพิธีสาร ดังกล่าว แล้วก็มีสินค้าที่มีศักยภาพมากมาย อย่างเช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟัา เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณี และเครื่องประดับ ผลไม้สดและข้าว เปึนต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมไทยเราจะมีการค้าที่เปึนบวกหรือว่า Trade Surplus หรือว่าเกินดุลการค้า กับฮ่องกงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ ถึงป้ ๒๕๖๖ และป้ ๒๕๖๗ แต่เมื่อพิจารณาสถิติการ ส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกงก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเล็กน้อย จาก ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์ สหรัฐในป้ ๒๕๖๑ ลดลงไปเหลือ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๖ ส่วนมูลค่า การค้ารวมเรากับฮ่องกงลดจาก ๑๕,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๑ ลดเหลือเพียง ๑๓,๐๐๐ กว่าดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๖ สะท้อนถึงปัญหาของความสามารถในการแข่งขัน ทางการค้าของ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยถึงขนาดกลาง ในระดับหนึ่งที่รัฐบาลควร จะต้องสนับสนุนและส่งเสริม SMEs และศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกของไทย นี่เปึนตารางการส่งออกและนำเข้าในหน่วยล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะเห็นว่าเรายังเปึน Trade Surplus อยู่ หรือว่าดุลการค้าเรายังคงเปึนบวกอยู่กับฮ่องกง
ขอสไลด์ถัดไปค่ะ ดังนั้นดิฉันเห็นว่าเปึนแนวทางที่จะพัฒนาศักยภาพด้าน การแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการและผู้ผลิตที่เปึน SMEs หรือเปึนผู้ประกอบการ ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ผลิตสินค้าส่งออกที่ดิฉันได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ รวมถึงแรงงานที่เปึน ผู้บริโภคสามารถทำได้โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มแรงงานของ คนไทยที่เปึนช่างฝ้มือถึงแม้จะมีค่าแรงสูงกว่าแรงงานข้ามชาติ แต่สามารถเน้นการพัฒนาที่มี ความละเอียด ประณีต เพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง เพราะตลาดฮ่องกงมีกำลังจ่ายค่อนข้างสูง หรือว่า Power of Expend เขาสูงกว่าเรา เครื่องใช้ไฟฟัามักจะใช้แรงงานสายอาชีพ ตลอดจนแรงงานไทยทั่วไปได้เช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็สามารถเพิ่มมูลค่าโดยการพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้วิศวกรคนไทยเรานี่ละค่ะ อย่างเช่น การพัฒนาประสิทธิภาพความสะดวกในการใช้งาน รูปลักษณ์ในการใช้งาน และสามารถ พัฒนากับนักออกแบบไทย เพื่อสร้างความแตกต่างหรือ Differentiate ในตลาด แต่ก็ควร เข้าไปศึกษาวิจัยตลาดในฮ่องกงอย่างละเอียดด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เคมีภัณฑ์สามารถใช้ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้านเคมี และแหล่งมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ในประเทศเรา เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ค่ะ แรงงานไทยมีความสามารถ ในด้านความละเอียดในขั้นตอนการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพหรือ QC โดย SMEs อาจจะร่วมมือกับสถาบันอาชีวะต่าง ๆ ในการจัดทำหลักสูตรใช้เปึนเครื่องมือเครื่องจักร ในการผลิตและใช้เครื่องมือวัดสำหรับการผลิตจำนวนมาก หรือ Mass Production เพื่อให้มี ความพร้อมที่จะทำงานได้ เนื่องจากเครื่องจักรสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายชนิด มีความซับซ้อนและต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการใช้งาน รวมถึง การแก้ไขและปัองกันข้อผิดพลาดในระหว่างการผลิตที่ต้องควบคุมคุณภาพตลอดเวลา ต่อมาอัญมณีและเครื่องประดับ ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องจัดสรรเวลาให้พนักงานได้ เรียนรู้พัฒนาเทคนิคต่าง ๆ และศิลปะเพิ่มเติม หมั่นศึกษาตลาดเพื่อสร้างเอกลักษณ์และ อัตลักษณ์ของไทยเราเอง และตราสินค้าของตนเอง ผลไม้และข้าวในความเปึนจริงสินค้า การเกษตรก็ต้องใช้องค์ความรู้ในการปลูก ในการใส่ปุิย ในการเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีรายได้เหลือ เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิต จำเปึนต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการ หรือด้านพัฒนา เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความรู้ด้านการตลาด ดูเหมือนจะต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้าไป ดำเนินกิจการมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารบางร้านที่ต้องอาศัยบุคลากรปริญญา ด้านการเกษตร อีกคนก็จบวิศวกรรมด้านเครื่องยนต์ อีกคนจบด้านการบริหารจัดการ มารวมตัวกันดำเนินธุรกิจเปึนบริษัทเดียวกัน เปึนต้น
ขอสไลด์ที่ ๓ ในส่วนของภาค SMEs นับเปึนร้อยละ ๙๙ ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และโลจิสติกส์ จะมีส่วน ช่วยในด้านฐานเศรษฐกิจนับเปึนร้อยละ ๓๕ ของจีดีพีในป้ ๒๕๖๕ รวมแล้วเปึ้นส่วนแบ่ง SMEs จะอยู่ราว ๆ ๖.๑ ล้านล้านบาท นอกจากนี้จากแหล่งข้อมูลในป้ ๒๕๖๓ การสร้าง งานของ SMEs นั้นอยู่ที่ประมาณ ๑๔ ล้านงาน นับเปึ้นราว ๆ ร้อยละ ๘๖ ของอัตราจ้างงาน ทั้งประเทศ อีกทั้งแหล่งข้อมูลในป้ ๒๕๖๖ SMEs ก็นับเปึนร้อยละ ๙๙.๕ ของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างเยอะ แล้วก็มีอัตราการจ้างงานอยู่ที่ร้อยละ ๗๐ ของแรงงานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราควรจะสนับสนุนธุรกิจรายย่อย เพราะว่าเปึนธุรกิจส่วนมากในประเทศไทย แล้วก็เพิ่มอัตราการจ้างงานด้วย หากมีการผลักดันให้ SMEs โตจากร้อยละ ๓๕ เปึนร้อยละ ๔๐ เราก็ควรให้ความสำคัญในการปรับปรุงการเข้าถึง Input พร้อมทั้งปรับระบบการจ้างงาน ของแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะและมีฝ้มือ อีกข้อหนึ่งก็คือประเทศไทยไม่ควรไปแข่งขัน ในสนามราคา แต่ไปแข่งขันในสนามคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน เราสามารถทำได้ในระดับ Niche Market หากเราหันไปพัฒนาทักษะของพี่น้องแรงงาน และนำเข้าแรงงานที่มีฝ้มือ ลดขั้นตอนการเข้าถึงงาน มีนโยบายที่อำนวยความสะดวก อีกทั้ง SMEs ก็ยังส่งเสริม ศักยภาพการส่งออกอีกด้วย ดังนั้นหากเราเห็นว่าการส่งออกไปฮ่องกงภายใต้สัญญาการค้า เสรีตามพิธีสารฉบับนี้ที่ว่าฐานเศรษฐกิจฮ่องกงนั้นส่วนมากจะเปึนวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม จึงไม่กระทบต่อดุลการค้า ก็จะเปึนประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในประเทศเรา ถ้าหากว่าการเจรจาไม่เปึนการนำสินค้าสวมสิทธิของสินค้าประเทศอื่น ๆ เข้ามา และต้องรับประกันให้แน่ใจว่า Benchmark การค้าของเรากับฮ่องกงจะไม่ไปมากกว่า Benchmark ของอาเซียนกับจีน เนื่องจากว่าการเจรจาด้านการลงทุนฮ่องกงขึ้นอยู่กับ รัฐบาลกลางในปักกิ่งอย่างที่ทุกคนทราบดี และตัว AHKFTA ที่เราต้องปกปัองการลงทุน ทุกระดับ แม้ว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๖๓ การส่งออกของไทยไปฮ่องกงจะมีมูลค่าประมาณ ๑๒.๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญอย่างระบบวงจรร่วมชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักร สำนักงานและอัญมณีและเครื่องประดับ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ ด้านที่ทำให้ภาคสำคัญ SMEs ไทยเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ
ขอสไลด์สุดท้ายแล้วค่ะ อย่าลืมนะคะว่าสภาพ SMEs ของประเทศไทย เปึ้นอย่างไรในตอนนี้ นโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เห็นผลเปึนรูปเปึนร่าง เท่าที่ควร ในศูนย์ข่าวกระทรวงพาณิชย์จะเห็นว่ารัฐบาลเองก็ประสงค์ที่จะผลักดันภาค SMEs หรือธุรกิจรายย่อยเช่นเดียวกัน ๑. การสร้างและขยายตลาดการบริโภคภายในประเทศ ๒. ส่งเสริมให้ธุรกิจรายย่อยและขนาดกลางสามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อนำไป พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กับผู้บริโภค เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุนให้ผลักดันหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจ SMEs หรือตลาดรายย่อย ส่งเสริมการขยายตลาดในต่างประเทศ ข้อจำกัดที่เราต้องตระหนัก คือเรื่องการแข่งขันของประเทศไทยต่อฮ่องกง ที่ฮ่องกงเขามีทั้งทุน มีทั้งเทคโนโลยี รวมถึงประสบการณ์ระดับนานาชาติมากกว่าของไทย แถมในภาค Finance โลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถที่จะครองตลาดไทยเช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้ SMEs ไทยนั้น เติบโตยากค่ะ ดังนั้นนอกจากดุลการค้าเราควรจะสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและขนาดกลาง ไปพร้อม ๆ กัน เน้นเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี โดยน้ำฝ้มือดิจิทัลมาใช้มากยิ่งขึ้น พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปึนที่ต้องการของโลก พัฒนาความรู้ด้านเศรษฐกิจโลก ผ่านการวิจัยการตลาด และเข้าใจต่างวัฒนธรรม แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ในการตลาดที่เราต้องส่งออกหรือไม่ก็ดึงทักษะเข้ามาสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงได้ พัฒนาด้าน Finance และทุนให้กับ SMEs ได้เติบโตได้จริง ๆ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณอดิศร เพียงเกษ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรากำลังพิจารณาพิธีสาร ฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ผมทราบว่าฮ่องกงนี้ทางจีน ยกให้แก่ประเทศอังกฤษไป แล้วก็พ้นระยะเวลา ๑๐๐ ป้ การพัฒนาฮ่องกงก็พัฒนาเปึนแบบ สหราชอาณาจักร ต่อมาฮ่องกงกลับมาอยู่ภายใต้ผืนแผ่นดินใหญ่ คือประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ๑ จีน ๒ ระบบ การที่มีพิธีสารอย่างนี้ผมเข้าใจว่าเปึนพิธีสารระหว่างอาเซียน ๑๐ ประเทศของเรากับเกาะฮ่องกง ซึ่งเปึนสาธารณรัฐประชาชนจีน ๑ แต่เปึนระบบที่ได้ มาจากการเปึนฮ่องกงเดิม ข้อตกลงทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น เราจำเปึน เรานี้หมายถึง อาเซียน จำเปึนจะต้องไปปรึกษาหารือกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเปึนประเทศแม่หรือเปล่า จะคิดแบบ ๑๐ ประเทศของอาเซียนต์กลงกันอย่างอิสระ ผมคิดว่าก็คงจะเปึนไปไม่ได้ ฮ่องกง ชั่วแป็บเดียว ชั่วไม่กี่ชั่วโมงเราก็ไปท่านอาหารกลางวันที่นั่น คนไทยก็เปึนหมูสยามไปที่ ประเทศฮ่องกง เจอหน้ากันร้านค้าพูดภาษาไทยหมดเลยครับ คือหมู่จากไทยไปแล้ว อู๊ด ๆ มาแล้ว ส่วนฮ่องกงนั้นมาลงทุนอะไรที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ ถ้าปรับ ความเข้าใจกันในทางการเมือง เข้าใจระบบการเมืองของฮ่องกงให้ดี เขาใช้เงินดอลลาร์ ฮ่องกงนะครับ เขาไม่ได้ใช้เงินหยวน เราจะได้ประโยชน์อะไรจากอาเซียนกับฮ่องกง อาเซียน เฉพาะอาเซียน ๑๐ ประเทศ มีทั้งประเทศที่เจริญแล้ว นับถือศาสนาต่างกัน มาฮ่องกง ฮ่องกง มาเคารพศาลพระพรหมู่บ้านเรา เราก็ไปมาหาสู่เปึนพุทธศาสนาแต่ลัทธิมหายานกับหินยาน ต่างกัน ผมจึงอยากให้ที่ประชุมแห่งนี้โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้กรุณาอธิบายว่าพิธีสาร ฉบับดังกล่าวจะมีอะไรขัดข้องในทางการเมือง จีนเดียวหรือเปล่านะครับ จีนเดียว เพราะว่า จีนยังไม่ได้เปึนสมาชิกสมาคมอาเซียน เขาจะได้รับผลประโยชน์อะไร หรือประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์อะไรจากฮ่องกง เพื่อโยงีไปที่ปักกิ่งให้เปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อยกประเทศไทย เพื่อยกอาเซียนในการ ทำมาค้าขายกับประเทศ ไม่เฉพาะฮ่องกง ฮ่องกงบวกจีนมันก็เปึน ๑,๕๐๐-๑,๖๐๐ ล้าน ทำอย่างไรเศรษฐกิจอาเซียนจะดีขึ้น จึงอยากให้สนใจเรื่องสถานะในทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน ที่คล้ายกัน ที่ต่างกัน ระหว่างฮ่องกงกับอาเซียนซึ่งเปึนประเทศเอกราช ฮ่องกงไม่ใช่ประเทศ เอกราช แต่เปึนหนึ่งของการปกครองของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงลุกขึ้นมา อภิปรายในเชิงตั้งคำถามหรือเปล่าไม่ทราบ ขอให้ผู้ตอบคิดเอาเองก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด น่าจะเปึนสมาชิกท่านสุดท้ายที่อภิปราย แล้วก็ขอให้ทางรัฐบาลได้เตรียมชี้แจง ด้วยนะครับ เชิญท่านอนุสรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมฟังถ้อยแถลงน้ำของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็เห็นความตั้งอกตั้งใจ และผมฟังแล้วก็มีความมั่นใจ ประกอบกับมาดูเอกสารประกอบการพิจารณาเรื่อง AHKFTA นี้ ก็เห็นว่าเปึนเรื่องที่เปึนประโยชน์ทั้งต่ออาเซียนแล้วก็ต่อประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกต ๕ ประการที่จะได้มีข้อเสนอแนะและรวมถึงกลยุทธ์การเฝั้าระวังและ การตั้งตนอยู่บนความพร้อมที่จะปรับแก้สถานการณ์ หากสถานการณ์การค้าโลกและการค้า อาเซียน - ฮ่องกง เปลี่ยนแปลงไป ผมมีข้อสังเกต ๕ ประการครับ
ประการที่ ๑ เอฟทีเอฉบับนี้เปึนการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ซึ่งเขาทำอยู่แล้ว และฉบับนี้ก็มาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ที่ว่าปรับปรุงให้ดีขึ้น ปรับปรุง เรื่องอะไรครับ ปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องที่ ๑ ก็คือเงื่อนไขทางการค้าเพื่อให้เอื้อต่อการ ส่งออกและเอื้อต่อการนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ก็คืออาเซียนกับฮ่องกง ส่วนที่ ๒ ส่งเสริม การลงทุนข้ามพรมแดน เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขยายตัว ท่านประธานทราบเปึนอย่างดีละครับว่า ฮ่องกงเปึนประเทศที่มีนโยบายเสรีทางการค้าการลงทุน นักลงทุนในฮ่องกงสามารถที่จะไป ลงทุนในทุก ๆ ประเทศ รวมถึงอาเซียนและประเทศไทยนั้นก็เปึนจุดหมายปลายทาง หรือเปึน Destiny ที่ดีที่นักลงทุนของฮ่องกงต้องการจะมา ดังนั้นพิธีสารฉบับนี้จึงตอบโจทย์
ประการที่ ๒ เปึนการลดอุปสรรคการค้าระหว่างกัน แก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เปึนอุปสรรค์ เช่น มาตรการทางศุลกากร และมาตรฐานสินค้า เพิ่มความ โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน นี่ก็เปึนเรื่องดีครับ
ประการที่ ๓ เปึนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โครงสร้าง พื้นฐานก็ครอบคลุมไปถึงมิติของการพัฒนาการเชื่อมโยงด้านมิติโลจิสติกส์ระหว่างฮ่องกง และประเทศอาเซียน รวมถึงไทยด้วย ที่สำคัญครับ สนับสนุนโครงการหรือโครงสร้างการ ลงทุนในประเภทธุรกิจดิจิทัลและนวัตกรรม พวกลงทุนเอไอ ลงทุน Cloud ซึ่งจะสอดรับกับ Trend การลงทุนระดับโลกในอนาคต ก็รองรับไว้ครบถ้วน
ประการที่ ๔ เปึนการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม หรือ SMEs เราอาจจะเคยตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ว่ากฎระเบียบบางประการนั้น เอื้อเฉพาะกลุ่มทุนผูกขาดหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่ว่าเอฟทีเอฉบับนี้ครับคนที่เปึน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง เปึน SMEs สามารถเข้าถึงการทำธุรกิจจากไทยไปฮ่องกง เอื้อ SMEs ให้ได้ประโยชน์ในการเข้าถึงตลาดฮ่องกงได้กว้างขึ้นและง่ายขึ้น ถ้าเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับว่าไม่ต้องไปโดยสารต่อเรือหลายทอด SMEs ไทยสามารถพุ่งตรงไปยังฮ่องกงได้ ภายใต้เอฟทีเอฉบับนี้ครับ
ประการที่ ๕ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมร่วมกัน และที่สำคัญไปกว่านั้น คือการเป่ดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เราเคยได้ เห็นการร่วมกันในการที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเปึนโซน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศกับประเทศในอาเซียน และไทยนั้นมีลำดับ ขั้นตอน มีสัญญาณ มีวิวัฒนาการที่ดี แต่ว่าในฝัืงฮ่องกงก็สามารถจะพัฒนาได้ ถ้าเราไปดู บริษัท Tech ชั้นนำของโลกในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่เขาเรียกว่า ๗ หุ้นนางฟัา เปึนหุ้นที่ ลงทุนในเอไอ เขาว่ากันว่าบริษัทใดที่ครอบครองเอไอ หรือครอบครองนวัตกรรมการพัฒนา เอไอมากที่สุด บริษัทนั้นมีโอกาสในการลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเปึนบริษัท Apple ไม่ว่าจะเปึน Microsoft กู้เกิล หรือแม้แต่ Tesla ก็ตามแต่ ดังนั้นพิธีสารฉบับนี้ครับ จะสนับสนุน จะส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรมร่วมกัน และแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่างกัน นี่ที่พูดไม่ได้หมายความว่าเราจะไปรอรับความรู้จากเขา เพราะอธิบายไว้ ชัดว่าเปึนการแลกเปลี่ยนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง
ประการที่ ๖ มองไปถึงอนาคต ก็คือการส่งเสริมความร่วมมือในมิติเศรษฐกิจ ระหว่างกันเปึนมุมมองระยะยาวครับ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน และฮ่องกงแน่นแฟันยิ่งขึ้น และจะปูทางไปสู่ความร่วมมือในมิติอื่น ๆ พูดถึงเอไอ พูดถึง เทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงเฉพาะด้านนวัตกรรมนะครับ แต่ในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่ออยู่ได้ในสภาวะโลกร้อนหรือโลกรวน ทำให้คุณภาพชีวิตในมิติสิ่งแวดล้อม ของคนไทย คนอาเซียนดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ท่านประธานที่เคารพครับ ๖ ประการที่ผมยกมาเห็นได้ชัดเลยว่าพิธีสาร ฉบับนี้จะช่วยปรับปรุงข้อตกลง จะเติมเต็มส่วนที่บกพร่องให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้า หรือเศรษฐกิจของโลก การเปลี่ยนแปลงของผู้นำในประเทศมหาอำนาจของโลก เขาบอกว่า เปึนการนับ ๑ สงครามการค้าโลกระหว่าง ๒ มหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเปึนฝัืง สหรัฐอเมริกาแล้วก็ฝัืงจีน แต่พิธีสารฉบับนี้ไม่ใช่การนับ ๑ แต่จะเปึนการต่อยอดคือการนับ ๒ ๓ ๔ ๕ ไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเอฟทีเอจึงไม่ใช่แค่ Free Trade Area แต่ฮ่องกงนั้นจะเปึ้น Safe Zone ให้กับไทยและอาเซียน แต่สำคัญว่าเราต้องใช้และอยู่ใน Safe Zone อย่างมี กลยุทธ์ควบคู่ไปกับการตั้งรับและประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด รวมถึงตั้งตนอยู่บน ความพร้อมในเอฟทีเอฉบับนี้ที่จะสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงศึกษาแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันที่จะเกิดขึ้น ผมจึงขอสนับสนุนเอฟทีเอฉบับนี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปจะให้ฝ์าย ผู้ชี้แจงได้ชี้แจง เชิญคุณรัชวิชญ์ ป่ยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เชิญครับ ขอเวลานิดหนึ่งก่อนที่ผู้ชี้แจงจะชี้แจงนะครับ
วันนี้รัฐสภาขอต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา พนักงานส่วนตำบล และพนักงานจ้างจากองค์การบริหารส่วนตำบลสิงห์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกำลังฟังประชุมอยู่ชั้นบน ขอต้อนรับทุกท่านครับ ขอบคุณครับ เชิญผู้ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม นายรัชวิชญ์ ป่ยะปราโมทย์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาต ตอบแล้วก็ชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง นะครับ
ประการแรก ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายทุกท่าน ท่านพรชัย ท่านนายแพทย์เปรมศักดิ์ ท่านเชิดชัย ท่านธิษะณา ท่านอดิศร แล้วก็ท่านอนุสรณ์ที่ให้ความรู้ แล้วก็ให้คำแนะนำกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในส่วนของทั้งเอฟทีเอ อาเซียน - ฮ่องกง แล้วก็พิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ผมฟังแล้วก็มีความดีใจอย่างยิ่งว่าท่านต้องเปึนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเอฟทีเอ อาเซียน - ฮ่องกง รวมถึงพิธีสารฉบับที่หนึ่งแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ด้วยนะครับ แล้วก็การค้าการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง ผมขอตอบในภาพรวมก่อน การค้าระหว่างไทยกับฮ่องกงในป้ ๒๕๖๗ มีมูลค่ารวม ๑๗,๐๒๒ ล้านเหรียญดอลลาร์ เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๕.๗ ถ้าเทียบจากป้ ๒๕๖๒ ซึ่งเปึนป้ที่เอฟทีเออาเซียน - ฮ่องกง มีผลใช้บังคับ สำหรับการส่งออกนะครับ เราส่งออกไปฮ่องกงมูลค่า ๑๐,๗๘๑ ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้า ๖,๒๔๗ ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเราได้ดุล ๔,๕๓๙ ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสาระสำคัญของ พิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง ก็มี ๒ ส่วน อย่างแรก เลยเปึนการจัดทำกฎเฉพาะรายการสินค้า หรือว่า Product Specific Rules เรียกสั้น ๆ ว่า PSRs สำหรับสินค้า ๕๗๐ รายการ ภายใต้ความตกลง ส่วนที่ ๒ เปึนการปรับพิกัดศุลกากร จากระบบ HS 2012 เปึน HS 2022 การที่เราแก้ไขกฎเฉพาะรายการสินค้าก็จะทำให้ ผู้ประกอบการของไทยมีทางเลือกในการที่จะใช้ประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน - ฮ่องกง สามารถที่จะใช้วัตถุดิบจากประเทศนอกภาคีความตกลงมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกไป ฮ่องกงภายใต้เอฟทีเอได้มีทางเลือกมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอได้มากขึ้นนะครับ เปึนการอำนวยความสะดวก แล้วก็เปึนการปัองกันการส่วมสิทธิสินค้าจากประเทศนอกภาคี เอฟทีเอด้วย การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับ ไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับพิธีสาร แต่ว่าหน่วยงานคือกรมการค้าต่างประเทศ แล้วก็กรมศุลกากรจะต้องออกประกาศของกรม มารองรับ อยู่ระหว่างการดำเนินการอยู่นะครับ
ตอบคำถามของท่านเรื่องที่ว่าฮ่องกง เขาเรียกว่าเปึน Free Port คือเปึน ประเทศที่ภาษีเปึนศูนย์อยู่แล้ว ทำไมอาเซียนถึงทำเอฟทีเอกับฮ่องกง เพราะว่าอาเซียน มีนโยบายสำคัญก็คือการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนกับประเทศ นอกกลุ่มนะครับ ซึ่งอาเซียนมีเอฟทีเอกับทั้งญี่ปุ์น กับจีน กับเกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แล้วล่าสุดเราก็มีเอฟทีเอกับฮ่องกง โดยที่ประเทศจีนสนับสนุนให้ฮ่องกง มีเอฟทีเอกับอาเซียน ในประเด็นที่ว่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเออาเซียน - ฮ่องกง ของไทยในการส่งออกค่อนข้างน้อย อันนี้ก็เปึนความจริง เพราะว่าถ้าเปรียบการส่งออก เหมือนกับเปึ้นถนน ปกติถ้าเราไม่มีเอฟทีเอถนนก็เหมือนกับเปึ้นถนน ๑ เลน หรือ ๒ เลน ถ้ามีเอฟทีเอมันก็เหมือนกับเปึนทางด่วน มันจะส่งออกได้ภาษีศูนย์ ภาษีลดลง แล้วก็ลด อุปสรรคในการส่งออก ส่งออกได้สะดวกมากขึ้น การค้าภายใต้เอฟทีเอของประเทศไทย มีสัดส่วนขยายตัวสูงกว่าการค้ากับประเทศที่ไม่มีเอฟทีเอ แต่ว่าสำหรับกรณีของฮ่องกง ความที่ว่าฮ่องกงปกติเข้าภาษีศูนย์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ก็เลยมี ๒ ทางเลือก ก็คือว่าจะส่งออกภายใต้ช่องทางของเอฟทีเอ หรือว่าจะส่งออกภายใต้ ช่องทางปกติก็ได้ อันนี้ก็เปึนสาเหตุที่ผู้ประกอบการมีทางเลือกการใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอ จึงไม่มากนะครับ แต่ว่าการมีเอฟทีเอกับฮ่องกงของอาเซียนเปึนเหมือนกับการทำประกัน เพราะว่าภาษี ที่เรียกว่าเปึนภาษี Affiliate ที่ฮ่องกงเก็บจริง ที่ไม่ใช่ว่าผูกพันไว้ในดับเบิลยูทีโอ เขาสามารถ ที่จะขึ้นภาษีได้ถ้ามีความจำเปึน การที่ทำเอฟทีเอก็ทำให้เรามีหลักประกันว่าฮ่องกงจะไม่ขึ้น ภาษีสูงกว่าที่ตกลงกันไว้ในเอฟทีเอ ก็เปรียบเหมือนกับเปึนการทำประกัน การซื้อประกัน ให้กับผู้ประกอบการไทยที่จะทำการค้าส่งสินค้าออกไปฮ่องกงนะครับ
สำหรับเรื่องของโครงการ ECOTECH ความร่วมมือที่ท่านพรชัยได้กล่าวมา ประเทศไทยเราเปึนประเทศที่เสนอขอให้มีโครงการความร่วมมือทางวิชาการมากที่สุด ในอาเซียน โดยไทยเราเสนอไป ๑๔ โครงการ จากทั้งหมด ๖๓ โครงการของอาเซียน รวมถึง ไทยด้วย แต่ว่าเราได้รับเลือกจากคณะกรรมการ ๕ โครงการ รวมมูลค่าของทั้ง ๕ โครงการ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการที่ได้รับเลือกเปึนเรื่องที่เกี่ยวกับ SMEs การเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของโลก เรื่องของสิ่งทอแล้วก็เรื่องของดิจิทัลนะครับ
ขอตอบคำถามของท่านนายแพทย์เปรมศักดิ์ว่าการลงนามของฮ่องกงนะครับ คือการลงนามในส่วนของประเทศไทย ท่านภูมิธรรมเปึนผู้ลงนาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ส่วนของฮ่องกงจะเปึนท่านอัลเจอร์นอน เหยา หยิง-ว่า ตำแหน่งเปึน Secretary for Commerce and Economic Development นะครับ ก็คือจริง ๆ ฮ่องกง เขาใช้คำว่า Secretary ไม่ได้ใช้คำว่า Minister เหมือนประเทศไทย แต่ว่าตำแหน่งเปึน รัฐมนตรี คือเปึนรัฐมนตรีด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง ก็คล้าย ๆ กับสหรัฐที่รัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐไม่ได้ใช้ Minister ใช้คำว่า Secretary นะครับ
ในเรื่องการลงทุนเอฟทีเออาเซียน – ฮ่องกง มีการเพิ่มมูลค่า มีการอำนวย ความสะดวกให้กับนักลงทุน ก็จะเปึนการอำนวยความสะดวกเพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้ามา ลงทุนในประเทศไทย ในฮ่องกงหรือว่าอาเซียนได้มากขึ้น แต่ว่าเรื่องของการคุ้มครอง การลงทุนยังมีการเจรจากันอยู่ ยังไม่ได้ข้อสรุป ขออนุญาตกราบเรียนตอบคำถามแล้วก็ ข้อชี้แนะจากท่านผู้บริหารแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ถ้าไม่มีสมาชิก ท่านใดติดใจก็ถือว่าจบ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ
เชิญคุณหมอเปรมศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ฟังคำตอบของท่านผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ ผมอยากให้ท่านไปเป่ดดูเอกสาร อันนี้เปึ้นเอกสารประกอบการขอความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลง การค้าเสรีอาเซียน – ฮ่องกง เปึนของกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ท่านพิมพ์ไว้ในหน้า ๖๔ สำหรับรัฐบาลแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ท่านพิมพ์ไว้ว่า อัลเจอร์นอน เหยา หยิง-วา ปลัดกระทรวงพาณิชย์และ การพัฒนาเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่ท่านได้อภิปรายว่ามาจากคำว่า Secretary เหมือนกับอเมริกา ซึ่งใช้คำนี้เสมือนหนึ่งเปึนรัฐมนตรี แต่เปึนเอกสารกระทรวงพาณิชย์เองครับ ที่ท่านแปลเปึน ปลัดกระทรวง เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่ผิด ท่านต้องไปแก้หนังสือนี้ ถ้าท่านอ้างว่า Secretary แปลว่ารัฐมนตรี ท่านต้องไปแก้เอกสารนี้ เพราะเผยแพร่ไปทั่วประเทศมันอับอายขายหน้า ประชาชี ในฐานะที่เปึนเอกสารทางราชการของกระทรวงพาณิชย์ ท่านประธานครับ ผมก็อภิปรายจากเอกสารนี้ละครับ ขอบคุณครับ
ถ้าไม่มีคำชี้แจงเพิ่มเติมถือว่า จบการอภิปรายในญัตตินี้ ต่อไปจะเปึนการลงมติให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่หนึ่ง เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – ฮ่องกง ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามาในห้องประชุมครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาในห้อง ประชุมแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ท่านสมาชิกกำลังทยอยเดิน เข้ามาครับ เมื่อเข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ทินพล ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๑ แสดงตนครับ
สส. ๑๕๑ แสดงตนนะครับ
ขอแสดงตนครับ ผม พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๓๕๑ ครับ
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เครื่องมั่นใช้ไม่ได้ท่านประธานครับ ขอความเมตตา ผม ๔๔๒ ครับ
บวกไปอีก ๑ ท่านครับ เจ้าหน้าที่จดด้วย เครื่องมีปัญหาครับ เจ้าหน้าที่ไปดูหน่อย
ท่านประธานครับ สส. ๓๗๐ แสดงตนครับ
สส. ๓๗๐ แสดงตนครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนกรุณาไปแสดงตนได้นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ รอสักครู่ครับ เพราะว่าสมาชิกอยู่ที่ห้องกรรมาธิการหลายท่านครับ
กำลังรอทยอยมาครับ ที่เข้ามาแล้วมีท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ถ้าแสดงตนครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่กรุณาแจ้ง ผลด้วยครับ ที่แสดงตนโดยกดบัตร ๕๑๕ ท่าน แล้วก็แจ้งมาเพิ่มเติม ๔ ท่าน เปึ้น ๕๑๙ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอถามมติ จากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้าเสรี อาเซียน - ฮ่องกง หรือไม่ ท่านผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ลงมติได้ครับ
ท่านประธานครับ สส. ๓๗๐ เห็นด้วยครับ
สส. ๓๗๐ เห็นด้วยครับ เจ้าหน้าที่จดด้วยครับ
ท่านประธานครับ ปรีติ เจริญศิลปี ๒๒๒ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยอีกท่านหนึ่งครับ ลงมติทุกท่านแล้วหรือยังครับ ถ้าลงมติทุกท่านแล้ว เจ้าหน้าที่กรุณาแสดงผลด้วยนะครับ
ท่านประธานคะ รำพูล ตันติวณิชชานนท์ เห็นด้วยค่ะ
เห็นด้วยเพิ่มอีก ๑ ท่าน ขณะนี้มีผู้มาลงมติ จำนวน ๕๑๘ ท่านนะครับ
ประธานครับ สส. ๒๖๗ เห็นชอบครับ
เจ้าหน้าที่กรุณาจดบันทึกไว้ ด้วยก็แล้วกัน เพราะว่าป่ดการลงคะแนนแล้ว เดี๋ยวบันทึกไว้ แจ้งเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ๒๕๒ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๓๕๑ เห็นด้วยครับ
บันทึกไว้นะครับ
ท่านประธานครับ สิทธิพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๑๘ เห็นด้วยครับ
๔๑๘ เห็นด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ฉลาด ขามช่วง เห็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่บันทึกไว้นะครับ
ท่านประธานครับ ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๗๗ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ พิทักษ์เดช เดชเดโช ๒๕๒ เห็นด้วยครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผม พิศูจน์ รัตนวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๙๙ เห็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยครับ
ท่านประธานคะ ๒๗๐ เห็นด้วยค่ะ
๒๗๐ สส. หรือ สว. เจ้าหน้าที่จะได้จดให้ สส. ใช่ไหมครับ
สส. ค่ะ
ท่านประธานคะ กานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๙ เห็นด้วยค่ะ
บันทึกไว้นะครับ
ท่านประธานครับ ผม วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ สว. ๑๓๔ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม ณพล เชยคำแหง ๑๒๑ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ จักรวาล ๐๔๖ เห็นด้วยครับ
๔๗๓ อภิชาต แก้วโกศล เห็นด้วยครับ
๐๑๘ กานสินี โอภาสรังสรรค์ เห็นด้วยค่ะ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา เห็นด้วยครับ
ผม โสภณ มะโนมะยา สมาชิก วุฒิสภา ๑๘๒ เห็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่บันทึกทันนะครับ ไม่มีแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๕๖ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ
กานสินี โอภาสรังสรรค์ ๐๑๘ เห็นด้วยค่ะ
๐๑๘ สว. ใช่ไหมครับ มีอีกไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว เมื่อสักครู่ผมอ่านแล้วจากที่เราป่ดการลงมติแล้ว มีผู้มาลงมติ ๕๑๘ ท่าน เห็นด้วย ๕๑๔ บวก ๓ เปึน ๕๑๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน ส่วนผู้แจ้งภายหลังเจ้าหน้าที่จะบันทึกไว้หมด เพราะฉะนั้นถือว่า ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้มีมติเห็นชอบกับพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงการค้า อาเซียน - ฮ่องกงนะครับ
จบวาระนี้นะครับ ต่อไปเปึน วาระเรื่องด่วนที่ ๒
๒. ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) (คณะรัฐมนตรี เปึนผู้เสนอ)
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้เสนอความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความ ปลอดภัยอาหารอาเซียน ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ในการพิจารณาหนังสือสัญญาดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ วรรคสอง และข้อบังคับ ข้อ ๑๑๒ กำหนดไว้ว่า ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับตั้งแต่ได้รับเรื่อง หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จ พ้นระยะเวลาดังกล่าวก็ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบนะครับ
ในการนี้ผมจะอนุญาตให้หน่วยงานเข้ามาร่วมชี้แจงด้วย ๑. นางสาวปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ๒. นายพิทักษ์ ชายสม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสุขอนามัยสัตว์ สำนักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ขอเชิญคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก คณะรัฐมนตรีให้มานำเสนอความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่่อไปนี้
ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแนวทางการดำเนินการทั้งหมดที่ครอบคลุมและมี บูรณาการเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ของผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยภายใน อาเซียน โดยประกอบด้วยตัวข้อบทสำคัญ จำนวน ๑๘ ข้อด้วยกัน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง คณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Coordinating Committee) การดำเนินการจัดทำพิธีสารและการกำหนดให้ความตกลง มีผลบังคับใช้เมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ มอบสัตยาบันแก่เลขาธิการ อาเซียน ทั้งนี้เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๗ ความตกลงได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรี เศรษฐกิจของอาเซียนครบทั้ง ๑๐ ประเทศแล้ว เมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว จึงมีการ จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทน ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดจากหน่วยงานด้านการเกษตร ด้านการค้า และด้านสุขภาพ จำนวน ๑๐ ประเทศด้วยกัน โดยคณะกรรมการนี้จะมีหน้าที่ในการกำกับดูแลและทบทวน การดำเนินงานของความตกลง การประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องของอาเซียน รวมถึง พิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอสำหรับการจัดทำพิธีสารในประเด็นที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะ นำเสนอเข้าสู่การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ด้านการเกษตรและป์าไม้ ด้านเศรษฐกิจอาเซียนและด้านการพัฒนาสาธารณสุข ทั้งนี้อาเซียนได้พิจารณารายการเริ่มต้นของพิธีสารที่มีความเปึนไปได้ภายใต้ความตกลง ซึ่งครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้าอาหาร ปลอดภัยภายในอาเซียน อาทิเช่น การแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยอาหาร รวมถึงการ ดำเนินการของระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยอาหาร รวมไปถึงอาหารสัตว์ของอาเซียน ASEAN Rapid Alert System for Food and Feed มีการกำหนดค่าปริมาณสารพิษ ตกค้างสูงสุด Maximum Residue Limit หรือ MRL ของวัตถุอันตรายทางการเกษตร การกำหนดค่าปริมาณสูงสุดของสารปนเปุ๋่อนและค่า ML ของวัตถุเจือปันอาหาร การจัดทำ ความตกลงใช้เปึนเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและการ บูรณาการด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างหน่วยงานทั้ง ๓ ด้านด้วยกัน คือด้านเกษตร ด้านการค้า และด้านสุขภาพของอาเซียน และประเทศสมาชิก โดยมีเปัาหมายหลักในการ คุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคและการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอาหารปลอดภัย ในภูมิภาค โดยการส่งเสริมการปรับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชให้สอดคล้องกัน ทั้ง ๑๐ ประเทศ ลดอุปสรรคทางเทคนิคด้านการค้าอาหารและลดความแตกต่างของระบบ การควบคุมอาหารของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ประเทศไทยเปึนประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารลำดับต้น ๆ ของโลก และของอาเซียน โดยหลายประเทศในอาเซียนมีการนำเข้าสินค้าอาหารจากประเทศไทย เปึ้นตลาดหลัก ฉะนั้นการจัดทำพิธีสารภายใต้ความตกลงจะช่วยลดมาตรการทางการค้า ที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี ซึ่งจะส่งผลดีให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยที่มีคุณภาพและ ความปลอดภัยสามารถไปขยายตลาดในตลาดอาเซียนได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรี จึงขอเสนอความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนมาเพื่อให้ รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ ขณะนี้มีผู้ประสงค์จะอภิปรายทั้งหมด ๙ ท่าน โดยผมจะ เรียกสลับกันไป เริ่มจากท่านวุฒิสมาชิกก่อนแล้วก็ไปรัฐบาล แล้วก็ฝ์ายค้านครับ ท่านแรก ขอเชิญท่านวุฒิสมาชิก ท่านพรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ ทุกท่านก็แจ้งมา ๗ นาที ยกเว้นฝ์ายค้าน ท่านแรกขอ ๕ นาที ก็จะเปึนไปตามที่วิปเขาจัดไว้ เชิญคุณพรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ ครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาตฉาย PowerPoint เอาไว้ ขอให้ขึ้น PowerPoint ได้เลยครับ
อนุญาต เชิญเลยครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรัฐสภา วันนี้ผมขอ อนุญาตอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียน โดยผมอยากจะให้เร่งพิจารณา พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน เพื่อสนับสนุนกลไก ภายใต้ความตกลงดังกล่าว
สไลด์ถัดไปครับ กรอบข้อบังคับนี้ก็มีเนื้อหาหลัก ๆ ด้วยกัน ๔ ประการ ก็คือ การคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การสร้างระบบการ ตรวจสอบแล้วก็รับรองร่วมกัน ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความ ปลอดภัยอาหารอาเซียนครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ พันธะที่ไทยต้องปฏิบัติตามที่อยู่ภายใต้กรอบความ ตกลงนี้ก็คือจะต้องมีการจัดให้มีระบบการควบคุมความปลอดภัยอาหาร นำระบบนั้นไปใช้ ดำเนินการตลอดห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนกำหนดมาตรการพร้อมบทลงโทษในกรณีที่มีการ ละเมิดกฎหมายและข้อบังคับ ตลอดจนอาหารที่ส่งออกหรือว่าส่งกลับออกไปยังตลาดของรัฐ สมาชิกอื่นก็จะต้องเปึนไปตามความตกลงนี้ด้วย แล้วก็ต้องยอมรับการตรวจสอบ การรับรอง และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของรัฐสมาชิกอื่นด้วย อย่างที่บอกไปจะต้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนด้วย แล้วก็ระบุ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ ว่าแต่ผมอยากจะตั้งคำถามว่าอาเซียนพร้อมแล้วจริงหรือ เพราะ With Greater Harmonisation Comes Greater Responsibility ยิ่งเราพยายาม จะหลอมร่วมมาตรฐานในอาเซียนมากเท่าไร เรายิ่งจะต้องมีความรับผิดชอบมากเท่านั้น แล้วระบบความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยนี่ เราพร้อมรับประกันสินค้าอาหารที่จะ ออกไปจากประเทศอย่างสมบูรณ์แล้วหรือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร มีเพียงพอแล้วหรือไม่ มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของเรามีศักยภาพมากพอที่จะตรวจสอบ ความปลอดภัยอาหารจากต่างประเทศ อันนี้ผมหมายถึงทั้งเจ้าหน้าที่ อย. แล้วก็ มกอช. ด้วย ตลอดจนระดับการพัฒนาด้านความปลอดภัยอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ในอาเซียนนี่ มันอาจจะก่อให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายได้หรือเปล่า ยกตัวอย่าง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียเขามีกฎหมายที่ควบคุมแล้วก็ตรวจสอบอาหารที่เข้มงวดมาก แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการในกัมพูชาแล้วก็พม่าก็ประสบปัญหาในการจัดหาเงินทุน เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอยู่ เราจะลดความแตกต่าง ระหว่างกฎระเบียบของแต่ละประเทศ รวมทั้งปรับให้สอดคล้องกันได้อย่างไร อันนี้ก็เปึน ประเด็นสำคัญมาก เพราะว่าการที่เราเข้าไปเปึนส่วนหนึ่งของกรอบความตกลงนี้มันก็ย่อม เพิ่มภาระในการตรวจสอบ รับประกันตลอดจนการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในทุกประเทศภาคีครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือปัญหาในเรื่องของการ ส่งต่อข้อมูลความปลอดภัยอาหารในภูมิภาคอาเซียน หลังจากเราเข้าร่วมในกรอบความตกลง นี้แล้วอาหารที่ประเทศไทยรับรองว่าปลอดภัยมันก็จำเปึนจะต้องผ่านมาตรฐานความ ปลอดภัยในประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนด้วย แต่ผมดูข้อมูลจากรัฐไทยในช่วงแค่เดือน ๒ เดือน ที่ผ่านมา ประเทศเรายังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการปลอมปน แล้วก็อาหารปลอม มากมายเลย ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเนื้อวัวปลอม การพบกรดออกซาลิกในผักขม เชื้ออีโคไล ในน้ำส้ม พบสารกำจัดศัตรูพืชในหัวไชเท้า พริกจินดา สต่อร์เบอรี่ พบโซเดียมในหมาล่า เสียบไม้ที่เราชอบ ๆ กินกัน สารฟอกขาวในถั่วงอกดิบ พบสีผสมอาหารในฝรั่งแช่บ๊วย สารหนูในแอปีเป่ลแดง ต่อไปนี้เราจำเปึนจะต้องกระจายข้อมูลเหล่านี้ให้ประเทศทุกอาเซียน เขาทราบด้วยหรือเปล่าก่อนที่เราจะทำการส่งออกสินค้าอาหารไป นอกจากนี้เราก็จำเปึน จะต้องรับรู้ด้วยว่าในประเทศอาเซียนมันมีการระบาดของโรคจากอาหารอะไรบ้าง อย่างเช่น เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่เวียดนามมันมีการระบาดของเชื้อ Salmonellosis ในขั้นมปัง แล้วก็เนื้อในเวียดนาม ตัวขนมปังเวียดนามที่เวลาไปเราชอบไปท่านกันที่เห็นในรูป ในสไลด์ เราอาจจะต้องเตือนนักท่องเที่ยวประเทศไทย ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ที่ไปเวียดนามด้วย หรือเปล่าว่าตอนนี้มันประสบปัญหาของเชื้ออยู่ ตลอดจนที่ฟ่ลิปป่นส์เองก็มีปัญหาของ เนื้อเต่าทะเลปนเปุ๋่อน เราก็จำเปึนจะต้องรับทราบปัญหาตรงนี้ด้วย ในส่วนเดียวกันในเรื่อง ของการเรียกคืนสินค้า ข้อมูลเหล่านี้ก็จำเปึนอย่างยิ่งที่ทุกประเทศภาคีจะต้องรับทราบทั่วกัน อย่างไทยเองก็เพิ่งประสบปัญหาที่ทุเรียนจากไทยใช้สีย้อมทุเรียนให้ดูสีเหลืองเขียวน่ากิน ซึ่งสีก็ส่งมาจากจีนเอง ย้อมเองก็ไม่ได้ฟรี ต้องย้อมตันละตั้ง ๑๓,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าส่งทุเรียนย้อมสีไปจีนแล้วโดนตีกลับ เพราะจีนเขาบอกว่าสีนี้ต้องห้าม ก็ไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าทุเรียนที่ตีกลับมานี่ประเทศไทยกินทุเรียนที่มีสีตกค้างซึ่งจีนเขาบอกเปึ้นสี ต้องห้ามกันไปเท่าไรแล้ว ต่อไปก็ยังมีเชื้อ Listeria Monocytogenes ใน Cheese แล้วก็ แต่งกว่า ยังมีปัญหาของการที่เราไม่ได้ระบุฉลากของสาร Allergen อย่างเช่น กลูเทน หรือว่าส่วนประกอบจากนมที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ตลอดจนในช่วงหลังก็มีปัญหา เรื่องการปนเปุ๋่อนของโลหะในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สินค้าของเราโดนตีกลับด้วยครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะต้องพยายามทำให้มันเปึน มาตรฐานต่อไปในระดับอาเซียน ก็คือการประชาสัมพันธ์มาตรฐานใหม่ของความปลอดภัย อาหาร อย่างที่เราเพิ่งมีร่างประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ฉบับที่ ๕ ไป ซึ่ง ณ ตอนนี้มีการรับฟังความคิดเห็น จนกระทั่งวันที่ ๑๗ มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งในร่างประกาศที่ว่านี้ก็มีสารต้องห้าม มีตัวมาตรฐานใหม่เพิ่มขึ้นอีก ๒๐๐ สารเลยทีเดียว เราจำเปึนจะต้องประชาสัมพันธ์ประกาศตัวนี้ออกเปึนหลาย ๆ ภาษาให้ทุกประเทศ ในอาเซียนที่จะส่งอาหารเข้ามาในประเทศไทยได้รับรู้หรือไม่ว่าต่อไปนี้ในสินค้าอาหารที่จะ ส่งมามันจะมีสารต้องห้ามเหล่านี้ได้ไม่เกินค่ามาตรฐานเท่าไร อีกเรื่องหนึ่งก็คืออย่างที่มี ประกาศเกณฑ์ผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพใหม่ที่เปึนโลโกที่เห็นอยู่ในสไลด์นี้ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็น ด้วยมาก ๆ เลยว่าสินค้าที่มีโลโกเหล่านี้จะถือว่าเปึนสินค้าที่ดีต่อสุขภาพเพราะว่ามีโซเดียมต่ำ มีน้ำตาลต่ำตามมาตรฐาน เรื่องนี้เราก็ควรจะประชาสัมพันธ์ให้ทั่วทั้งอาเซียนทราบเลย หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเวลาสินค้าที่มีโลโกเหล่านี้ไปทำตลาดในอาเซียน คนทั่วอาเซียนเขาจะได้ รู้เลยว่าสินค้าเหล่านี้ดีต่อสุขภาพครับ
สไลด์ถัดไปครับ เพื่อที่เราจะบรรลุพันธะแล้วก็เปัาหมายตามกรอบข้อบังคับนี้ ผมขอเสนอให้ทางคณะรัฐมนตรีควรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อาหาร ฉบับที่สภาผู้บริโภค รวมทั้งประชาชนอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนร่วมกันยื่น เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. อาหาร จะช่วย ปรับเปลี่ยนนิยามในกฎหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพิ่มอำนาจให้ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุข สามารถกำหนดกลุ่มอาหารที่จะต้องควบคุมได้ ตลอดจนเพิ่มเติมให้ผู้รับอนุญาตส่งออก ทำข้อมูลเกี่ยวกับอาหารได้ด้วย
สไลด์ถัดไปเลยครับ ร่าง พ.ร.บ. อาหารนี้ มันก็มีหลายมาตราเลยที่จะช่วย สนับสนุนหลักการในกรอบนี้ได้ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการควบคุมอาหารตามระดับความเสี่ยง ตามที่เห็นในสไลด์นี้นะครับ
สไลด์ถัดไปครับ ตลอดจนการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบอย่าง ข้อ ๕ บทบัญญัติทั่วไป ข้อ ๒ ตามกรอบนี้ เขาก็เน้นให้มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร มาตรา ๔๓ ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน ก็จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถ ตรวจสอบสถานที่ผลิต เก็บ รักษา จำหน่าย ขนขึ้นพาหนะเพื่อตรวจสอบอาหารและวัสดุ ที่เกี่ยวข้องได้ครับ
สไลด์ถัดไปครับ ในส่วนของการปรับปรุงข้อกำหนดด้านการโฆษณา และฉลาก ข้อ ๕ ตามบทบัญญัติทั่วไปข้อย่อย ๓ ของกรอบนี้ก็มีการบอกว่าต้องแสดงฉลาก แล้วก็ห้ามมีข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดแล้วก็หลอกลวงที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด ๆ มาตรา ๔๒/๑๑ ภายใต้ พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน ก็มีข้อความ ที่สอดคล้องกันคือการโฆษณาอาหารต้องหลีกเลี่ยงข้อความที่ไม่เปึนธรรมต่อผู้บริโภค และอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณหรือว่ารูปลักษณะของอาหาร
สไลด์ถัดไปครับ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าภายในอาเซียนก็ตรงกัน เหมือนกัน ในร่าง พ.ร.บ. อาหาร ตลอดจนในส่วนของบทบัญญัติภายใต้กรอบอาเซียนตรงนี้ ก็ตามที่เห็นในสไลด์นี้เลย ผมอาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดนะครับ
สไลด์ถัดไปครับ ผมก็เลยอยากจะให้เราเร่งพิจารณา พ.ร.บ. อาหารฉบับ ประชาชน ซึ่ง ณ ตอนนี้กำลังเป่ดทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนส่งความเห็นมาได้อยู่ เพื่อสนับสนุนกลไกภายใต้กรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารเอเซียนให้เปึนความจริง ขึ้นมาได้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปขอเชิญท่าน ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ครับ
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน หรือว่า AFSRF วันนี้ ก็อยากจะถามผู้เข้ามาชี้แจงว่า ๑. ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากข้อตกลงนี้ ๒. ประเทศ สมาชิกกลุ่มอาเซียนได้อะไรจากข้อตกลงนี้เช่นกันครับ ๓. ข้อตกลงนี้ด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียนเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร ขั้นตอนการเกิดมีอย่างไร นี่คือคำถามที่เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรต้องการคำตอบ ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนก่อนที่จะลงมติ ในประเด็นนี้ในวันนี้ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ เปึ้นผู้ส่งออก สินค้าเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลกครับ เปึนคนส่งอาหารที่สำคัญของโลก ที่สำคัญเปึนกลุ่มที่ ส่งสินค้ามีความหลากหลาย แต่กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงประสบปัญหาความไม่มั่นคงทาง อาหาร ๑. เรื่องอะไรครับ เรื่องความปลอดภัย ๒. คุณค่าทางโภชนาการยังไม่เพียงพอ ท่านประธานครับ วันนี้เราอภิปรายไปเอกสารฉบับนี้มีคนอภิปรายเยอะ แต่ผมจะพา ท่านประธานไปดูดัชนีความมั่นคงทางอาหารโลก หรือว่า Global Food Security Index (GFSI) ของนิตย์สาร Economy พิจารณา ๓ ประเด็น ๑. ความสามารถในการซื้ออาหาร ๒. ความเพียงพอของอาหาร ๓. คุณภาพและความปลอดภัยทางด้านอาหาร ๓ ตัวนี้ที่เข้าไป สำรวจปรากฏว่าป้ ๒๕๕๙ จาก ๑๑๓ ประเทศ พบว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ๑. คือสิงคโปร์ อยู่ในลำดับที่ ๓ ลำดับสูงมาก ประเทศต่อไปคือประเทศมาเลเซีย ลำดับที่ ๓๕ ประเทศไทย ของเรา ลำดับที่ ๕๗ ครับ ครึ่งหนึ่งของทั้ง ๑๑๓ ประเทศ ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันเราไปดูประเทศ ๓ ประเทศ ประเทศเมียนมาซึ่งมีชายแดน ติดกับประเทศไทย ลำดับที่ ๘๐ ประเทศกัมพูชา ลำดับที่ ๘๙ ประเทศลาว ลำดับที่ ๑๐๓ เราจะได้เห็นว่าช่องว่างของกลุ่มประเทศอาเซียนในเรื่องของอาหาร การซื้ออาหาร ความเพียงพออาหาร และความปลอดภัยทางอาหาร กลุ่มประเทศอาเซียนเรายังให้ ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางอาหารค่อนข้างน้อย จากรายงานขององค์กร ความร่วมมือของประเทศเยอรมันครับ ทำไมผมยกตัวอย่างนี้ เพื่อจะเปรียบเทียบให้เรา ได้เห็น ปรากฏว่าได้มีการศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศเมียนมา ปรากฏว่าผู้บริโภคมีความกังวลใน ๓ ประเทศดังกล่าว ประเด็น ดังต่อไปนี้ ๔ ประเด็น ๑. การใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณสูง อันนี้เปึ้นที่รับรู้กัน ๒. จำนวนผู้ตรวจสอบอาหารมีจำนวนจำกัดใน ๓ ประเทศนี้ ๓. ขาดโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางอาหาร คือมีน้อยครับ ๔. การปฏิบัติการด้าน สุขอนามัยไม่ดี ระหว่างผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย นี่คือปัญหาใน ๓ ประเทศที่มีการวิจัย
ท่านประธานครับ ประเทศกลุ่มอาเซียนจึงจำเปึนต้องมีข้อตกลงฉบับนี้ เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา นั่นคือจุดเริ่มต้นของข้อตกลงนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กรอบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางด้านอาหารของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารฉบับนี้เปึนข้อบังคับความปลอดภัยของอาเซียน ปรากฏว่า หลังจากมีข้อตกลงในเบื้องต้นเมื่อป้ ๒๕๕๘ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ เปึนเวลา ๔ ป้ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปึนตัวแทนของรัฐบาลนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ เมื่อปลายป้ที่ผ่านมา เห็นด้วยครับ เพราะฉะนั้นได้ส่งให้กับรัฐสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบในวันนี้ ตามไหนครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ป้ ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้น วันนี้ประเทศที่ยื่นข้อตกลงสมบูรณ์แบบแล้วมี ๒ ประเทศ คือประเทศเมียนมากับประเทศ มาเลเซีย ได้ผ่านข้อตกลง ได้ผ่านรัฐสภา และส่งให้กับเลขาธิการอาเซียน วันนี้ประเทศไทย ก็จะเปึนประเทศที่ ๓ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบก็จะยื่นให้กับเลขาธิการอาเซียน ท่านประธาน สุดท้ายผมขอสนับสนุนกรอบข้อตกลงฉบับนี้ ๑. เพื่อความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย ๒. เพื่อความปลอดภัยทางอาหารของกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ เราไม่ได้คำนึงถึง ไทยครับ เราคำนึงถึงกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย ๓. เพื่อความปลอดภัยของคนทั้งโลก ที่บริโภคสินค้าจากกลุ่มอาเซียน หวังเปึนอย่างยิ่งครับว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะเห็นชอบ กับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดอาหารภัยอาเซียน AFSRF เพื่ออาเซียน ในการค้าการลงทุนในตลาดโลกไม่ถูกกีดกันทางการค้าเอาข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย ทางอาหารมากีดกันสินค้าจากกลุ่มอาเซียน ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านจรยุทธ์ จตุพรประสิทธิ์ ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม จรยุทธ์ จตุรพรประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร เขต ๓ ยานนาวา บางคอแหลม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สำหรับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ผมต้องบอกเลย ว่าผมเองเห็นด้วยและเห็นชอบและพร้อมที่จะลงมติให้กับข้อตกลงนี้ แต่ผมมีข้อสังเกตครับ ท่านประธาน ผมมีข้อสังเกตสั้น ๆ เพราะว่าถ้าเรามาดูในเนื้อหาของมัน ดูในเนื้อหาของข้อตกลงนี้ เรื่องหลักการนโยบายความปลอดภัยอาหารอาเซียน หลักการที่ ๑ แนวทางห่วงโซ่อาหาร แบบบูรณาการ หรือถ้าเรามาดูในคำแปลครับ ข้อ ๕ บทบัญญัติทั่วไป (๒) เรื่องข้อกำหนด ทั่วไปสำหรับความปลอดภัยอาหาร (๔) มั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจอาหารในทุกขั้นตอน การผลิต ทุกขั้นตอนของการผลิตนะครับ การแปรรูปและการกระจายสินค้าได้ถือปฏิบัติตาม ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในกฎหมายและข้อบังคับของรัฐสมาชิกด้านความปลอดภัยอาหาร ท่านประธานครับ คำว่า ห่วงโซ่อาหาร คำว่า ทุกขั้นตอนการผลิต ผมอยากให้เราคำนึงถึง ด้านหนึ่งครับ คือด้านสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ปัญหาที่เราเจอเรื่องฝุ์น PM2.5 ที่เรากำลังประสบ ปัญหาในทุกวันนี้ ต้องยอมรับส่วนหนึ่งก็คือเกิดมาจากอุตสาหกรรมการอาหาร ไม่ว่าจะเปึน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมเอง หรือว่าในเชิงเกษตรที่มีการเผา คราวนี้ครับ เมื่อเรามาดูข้อบข่ายของข้อตกลงนี้ ข้อ ๓ (๒) เรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพอาหาร อาหารอินทรีย์ สวัสดิภาพสัตว์ ความยั่งยืน ความมั่นคงอาหาร การปกปัองสิ่งแวดล้อม ขอ Close เลย การปกปัองสิ่งแวดล้อมอยู่นอกขอบข่ายของความตกลงนี้ นี่คือข้อกังวลของผม เปึนข้อสังเกต ของผม ถ้าวันนี้เรายังบอกว่าการปกปัองสิ่งแวดล้อมอยู่นอกขอบข่ายของข้อตกลงนี้ ผมเชื่อว่าหลังจากนี้ในการเจรจา ไม่ว่าจากประเทศรัฐสมาชิกอะไรก็ตาม ในประเด็นของฝุ์น PM2.5 ตรงนี้จะกลายเปึนช่องว่าง จะกลายเปึนช่องว่างทางกฎหมายว่ามันอยู่นอกขอบข่าย ของความตกลงนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการเจรจาในด้านอื่นก็ตาม
ท่านประธานครับ เราลองย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์เองของข้อตกลงนี้ ข้อ A มีความคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค ผมอยากให้มองว่าสุขภาพของผู้บริโภค ถ้าเรามองแล้วนี่ ไม่ว่าจะเปึนการบริโภคอาหารเองหรือว่าสุขภาพจากการ Process ของอาหารเอง จากอุตสาหกรรมของอาหารเอง ควรที่จะรวมอยู่ด้วยกัน ถามว่ามันมีความเปึนไปได้ไหมครับ เปึ้นไปได้ครับ เพราะว่าข้อ ๑๕ มีอยู่แล้ว ระบุอยู่แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมความตกลง (๑) ความตกลงนี้อาจแก้ไขเพิ่มเติมโดยการตกลงของกลุ่มรัฐสมาชิกเปึนลายลักษณ์อักษร ในเมื่อตัวข้อตกลงเองเป่ดโอกาสแล้วว่ามันสามารถแก้ไขได้ ในเมื่อเราเองเราก็ยังเปึนรัฐ สมาชิกที่ยังไม่ได้ลงนาม ผมอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีเสียดายที่ท่านได้ลุกออกไปแล้วนะครับ อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าในการเจรจาเราอาจจะต้องแก้ไขข้อ ๓ ขอบข่ายและอาจจะต้อง เอาตรงนี้ เอาเรื่องการปกปัองสิ่งแวดล้อมออกจากข้อตกลงตรงนี้ เพื่ออะไร อย่างน้อยที่สุด เพื่อให้มีความยั่งยืนทั้งห่วงโซ่จริง ๆ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เริ่มทุกอย่างจนมาถึง ผู้บริโภคเองที่มีผลกระทบแน่นอน แล้วเราเห็นอยู่แล้วทุกวันนี้ปัญหาฝุ์น PM2.5 ที่เกิดขึ้น ในประเทศของเรา เปึนไปได้หรือไม่ว่ามีผลกระทบมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศ เพื่อนบ้านเองที่เปึนอยู่ในกลุ่มรัฐสมาชิกของข้อตกลงนี้ อยากจะฝากท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรี ฝากไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยว่าถ้ามีความเปึนไปได้ในการเจรจา อยากจะให้ลองปรับตรงนี้ดูครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปเชิญท่านวิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภาจากกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันได้ขออนุญาตฉาย PowerPoint ด้วยนะคะ อภิปรายในเรื่อง ของความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับความปลอดภัยอาหารอาเซียน ท่านประธานคะ ความปลอดภัยของอาหารนั้นถือได้ว่าเปึนเรื่องใหญ่ แล้วก็เปึ้นเรื่องที่ใกล้ตัวของเราทุก ๆ คน วันนี้ถ้าเราอยากจะท่านอะไร เราสามารถสั่งได้เพียงปลายนิ้ว อาหารนั้นก็จะมาถึงเรา แต่เราไม่รู้เลยว่าอาหารที่มาถึงเรานั้นมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ท่านได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดเราจะพบว่าหลายครั้งที่เราสั่งอาหารมารับประทาน โดยเฉพาะการสั่งจาก ต่างประเทศไม่มีแม้กระทั่งฉลากภาษาไทยระบุให้ทราบว่านี่คืออาหารที่มีความปลอดภัย แล้วเราสามารถรับประทานได้หรือไม่ อย่างไรนะคะ
สไลด์ถัดไปได้เลยค่ะ เราต้องยอมรับว่าความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ในวันนี้คือความร่วมมือในการที่จะบูรณาการของอาเซียน ในกรอบของความปลอดภัยทางอาหาร โดยมีความเชื่อมโยงในเรื่องของการเกษตร เรื่องของ เศรษฐกิจ รวมถึงเรื่องของสาธารณสุข เพื่อที่จะดำเนินตามนโยบายความปลอดภัยอาหาร อาเซียน ซึ่งวัตถุประสงค์ของกรอบนี้ก็ว่าด้วยเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็รวมถึง เรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยในอาเซียน
สไลด์ถัดไปค่ะ ซึ่งในส่วนนี้เปึนการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย อย่างเสรีของอาหารปลอดภัยในอาเซียน ก็เพื่อที่จะส่งเสริมมาตรการด้านสุขอนามัย ด้านสุขอนามัยพืช ด้านมาตรฐานของอาหาร สิ่งหนึ่งก็เพื่อที่จะลดอุปสรรคในการที่จะเปึ้น การค้าอาหารปลอดภัยในอาเซียน แล้วก็สร้างมาตรฐาน ลดความแตกต่างในรัฐสภาสมาชิก
สไลด์ถัดไปค่ะ สิ่งหนึ่งประเทศไทยเราถือได้ว่าอาหารนั้นเปึน Soft Power ด้วยเรามีวัตถุดิบมีมาตรฐานทางการผลิตที่เปึ้นที่ยอมรับในสากล เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรม อาหารก็จึงเปึนเปัาหมายที่มีศักยภาพสูง เปึนโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งนอกจากความปลอดภัยทางอาหารที่เราจะมองข้ามไม่ได้เลยนั่นก็คือ เรื่องของอันตรายที่อยู่ในอาหารหรือว่าสิ่งปันเปุ๋่อน วันนี้ประเทศเราส่วนใหญ่แล้วจะให้ ความสำคัญกับสิ่งปันเปุ๋อน ๓ อย่างด้วยกัน
ประการแรก อันตรายที่มาจากชีวภาพ นั่นก็คือพวกเชื้อจุลินทรีย์ พยาธิ ไวรัส ต่าง ๆ ที่ปันเปุ๋่อนมากับอาหาร
ประการที่ ๒ อันตรายทางเคมี ซึ่งมาตั้งแต่กระบวนการปลูก กระบวนการ เก็บเกี่ยว การผลิต การแปรรูป มาจนถึงการบรรจุหีบห่อถึงผู้บริโภค
ประการที่ ๓ ทางด้านกายภาพ ซึ่งสิ่งนี้พบได้มากที่สุด เปึนอันตรายที่มาจาก การปนเปุ๋่อนในอาหาร ซึ่งเราจะพบว่าผู้บริโภคค่อนข้างร้องเรียนในเรื่องนี้มากที่สุด ล่าสุด เมื่อวานนี้ประเทศจีนเองเขาก็ได้มีการประกาศยกเลิกการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐ ด้วยมีการพบเชื้อราปนเปุ๋อนในอาหาร ซึ่งเชื้อร้านี้เองเปึนสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ตรงนี้ ถือได้ว่าเปึนมาตรการความปลอดภัยทางอาหารที่ประเทศจีนนั้นเขามีความรับผิดชอบต่อ ประชาชนในประเทศ
ดิฉันคิดว่าประเทศไทยเราเองก็เช่นเดียวกัน ควรที่จะให้ความสำคัญแล้วก็ คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในการบริโภค สิ่งที่ดิฉันจะขออนุญาตเพิ่มเติม ในวันนี้ซึ่งเปึนสิ่งที่สำคัญ นั่นก็คือสารก่อภูมิแพ้ ในยุโรปค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับสาร ก่อภูมิแพ้ในอาหาร เขาจะมีอาหาร ๑๔ ชนิดที่เมื่อไรก็ตามที่มีการจำหน่ายจะต้องมีการ ติดฉลาก หรือแม้แต่ในร้านอาหารถ้ามีการปรุงอาหารที่มีสารที่ทำให้ก่อภูมิแพ้เขาจะมีธงหรือ สัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคได้ทราบว่ามีสารชนิดนี้อยู่ด้วย ซึ่งสารเหล่านั้นก็พบได้ทั่วไป เช่น พวกขึ้นฉ่าย กุ้ง หอย กุ้งมังกร หรือว่าธัญพืชที่มีกลูเทน เหล่านี้เปึนสิ่งที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะทางยุโรปเองเขาได้ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ดิฉันเชื่อว่าถ้าประเทศไทยเราเอง หรืออาเซียนเราเองนำสิ่งนี้สารก่อภูมิแพ้มากระตุ้นให้ผู้บริโภคนั้นได้รับทราบและรับรู้ ก็จะเปึนสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคนั้นมีความเชื่อมั่นในการบริโภคอาหารมากขึ้น สิ่งหนึ่งก็จะ ทำให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาบริโภคอาหารไทย เห็นอาหารไทยคือ Soft Power ได้มีความ เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
สไลด์สุดท้ายเลยค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งจะเปึนกลยุทธ์ในการที่จะผลักดัน เรื่องของ Soft Power อาหารไทย ซึ่งดิฉันคิดว่าข้อตกลงนี้เปึนสิ่งที่ดีแล้วก็เราเองยินดี ที่จะสนับสนุนในการที่จะยกระดับผลผลิตทางด้านการเกษตร ส่งเสริมเกษตรกรไทย ไม่ใช่เพียงแค่ว่าส่งเสริมทางด้านกำลังทุน แต่ว่าควรจะส่งเสริมในเรื่องขององค์ความรู้ก็สำคัญ สิ่งหนึ่งคือการยกระดับภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการตลาดแล้วก็การส่งออกด้วยเช่นเดียวกัน ความท้าทายที่สำคัญในการที่จะสร้างมาตรฐานแล้วก็การกำหนดยุทธศาสตร์ รวมถึงการ ดำเนินงานให้มีความสอดคล้องมีทิศทางอันเดียวกัน ทั้ง Ecosystem รวมถึงการทำการตลาด อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะต่อกย้ำความเด่นชัดของอาหารไทยซึ่งเปึน Soft Power ตัวนี้ไปใน ตลาดอาเซียน ตลาดโลก ก็จะทำให้ความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย ของประเทศไทย เปึ้นที่ยอมรับในระดับสากล แล้วก็มีชื่อเสียงเปึนที่ยอมรับทั่วโลก ขอบคุณท่านประธานค่ะ
ต่อไปเชิญท่านปทิดา ตันติรัตนานนท์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน หรือ AFSRF ด้วยความมั่นใจว่าความตกลงฉบับนี้ จะนำมาซึ่งประโยชน์อย่างมหาศาลต่อภาคเกษตรกรรมของไทย แล้วก็เศรษฐกิจของ ประเทศไทยของเราค่ะท่านประธาน
ประการแรก โอกาสทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นจากการให้ความตกลงว่าด้วย กรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนนั้นมีอย่างมาก มาตรฐานความปลอดภัย อาหารร่วมกันในระดับอาเซียนจะช่วยเพิ่มพูนโอกาสในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ของไทย โดยเฉพาะข้าวซึ่งเปึนผลผลิตหลักของประเทศไทยของเรา หรือแม้กระทั่ง ข้าวหอมมะลิขึ้นชื่อว่าเปึนข้าวที่มีคุณภาพสูง เมื่อเรามีมาตรฐานกลางด้านความปลอดภัย อาหารที่ได้รับการยอมรับจากทุกประเทศแล้ว ผลผลิตข้าวและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของไทย ก็จะสามารถส่งออกได้ง่ายมากขึ้น และสามารถขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การมีมาตรฐานกลางของอาเซียนภายใต้ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้าน ความปลอดภัยอาหารอาเซียน จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินการของภาคเกษตรของเรา แล้วก็ผู้ส่งออกของประเทศไทยของเรา เพราะเราไม่ต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่แตกต่างกัน อย่างมากของแต่ละประเทศอีกต่อไป ในปัจจุบันหากผู้ส่งออกของไทยต้องการส่งสินค้า ไปหลายประเทศ ก็จำเปึนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้วก็มาตรฐานที่แตกต่างกัน อย่างหลากหลายของแต่ละประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความซ้ำซ้อน แล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่ม มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อเรามีมาตรฐานเดียวกันในภูมิภาค ผู้ประกอบการของเราจะสามารถ เตรียมสินค้าตามเกณฑ์เดียวและได้รับการยอมรับในทุกประเทศอาเซียน ลดภาระทั้งทางด้าน เวลาแล้วก็ค่าใช้จ่าย อันจะเปึนประโยชน์โดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกร แล้วก็ภาคธุรกิจส่งออก ของประเทศไทยของเรา ที่สำคัญมาตรฐานอาเซียนด้านความปลอดภัยอาหารที่เปึนหนึ่ง เดียวกันนี้ยังเป่ดโอกาสในการขยายตลาดของประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านและตลาด ของโลกเราได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานที่เปึ้นที่ยอมรับร่วมกันเมื่อสินค้าเกษตรไทย ของเรามีตราประทับมาตรฐานความปลอดภัยระดับภูมิภาค ก็ย่อมจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ คู่ค้าในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเปึนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเองหรือประเทศนอก ภูมิภาคก็ตาม ความตกลง AFSRF จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้สินค้าเกษตรไทยของเรา สามารถแข่งขัน แล้วก็เข้าถึงตลาดโลกได้อย่างกว้างขวางและมากยิ่งขึ้น
ประการที่ ๒ มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการค้าชายแดน เรามีการค้าขายชายแดนแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรข้ามพรมแดนมาอย่าง ยาวนาน การมีมาตรฐานเดียวกันด้านความปลอดภัยของอาหารจะช่วยลดอุปสรรคด้าน กฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนในการค้าชายแดนเหล่านี้ลงได้อย่างมาก เนื่องจากทุกประเทศ จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการกำกับดูแลความปลอดภัยของสินค้า ทำให้ไม่เกิดความสับสน หรือความล่าช้าในการตรวจสอบสินค้าระหว่างกันและกัน การค้าขายชายแดนจะได้รับการ อำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น สินค้าเกษตรของไทยจะสามารถส่งข้ามแดนได้อย่างรวดเร็ว มากขึ้น โดยไม่ติดขัดจากความแตกต่างของมาตรฐานการตรวจสอบของแต่ละประเทศ พร้อมกันนี้มาตรฐานความปลอดภัยอาหารร่วมกันยังช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปุ๋่อน ในสินค้าเกษตรที่จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศด้วยข้อกำหนดและการ ตรวจสอบที่เคร่งครัดเปึนมาตรฐานเดียวกัน เกษตรกรของไทยเราจะตระหนักและระมัดระวัง ในการใช้สารเคมี หรือกระบวนการผลิตที่อาจจะเปึ้นอันตรายมากขึ้น สินค้าเกษตรไทยจะมี คุณภาพและมีความปลอดภัยสูงมากยิ่งขึ้น ยกระดับมาตรฐานผลผลิตของเราให้เปึ้นที่ยอมรับ ในระดับอาเซียน และในที่สุดเราก็จะก้าวไปสู่มาตรฐานสากล ผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศจะเกิดความมั่นใจในผลผลิตการเกษตรของไทยว่าสะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่เราตกลงร่วมกัน ซึ่งจะเปึนผลดีต่อสุขภาพของประชาชนด้วย
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ท่านสมาชิกจากเหตุผลข้างต้นที่ดิฉันได้กล่าวถึง จะเห็นได้ว่าความตกลง AFSRF นับเปึนก้าวสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยเรา อย่างแท้จริง การให้ความตกลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติความเปึนพันธกรณีระหว่างประเทศ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในเวที การค้าโลกและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรคนไทยของเรา รวมถึงความปลอดภัย ของผู้บริโภคของคนไทยด้วยกันทุกคน ดังนั้นดิฉันจึงขอสนับสนุนการให้ความตกลง AFSRF ฉบับนี้ เพื่อร่วมกันเป่ดประตูแห่งโอกาสให้กับภาคเกษตรกรของไทย และเพื่อให้เกษตรกร ของไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการค้าภายในอาเซียนและตลาดโลกที่กำลังรอคอยสินค้า ไทยด้วยความเชื่อมั่น ดิฉันหวังเปึนอย่างยิ่งว่าสมาชิกรัฐสภาทุกท่านจะเห็นถึงคุณค่า และประโยชน์ตามข้อตกลงฉบับนี้ และพร้อมใจกันลงมติให้ความตกลง AFSRF เพื่อนำมาซึ่ง ภาคการเกษตรของไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งในประชาคมอาเซียน ขอบคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ที่จะมีส่วนร่วมในการอภิปรายความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียน ทั้งในฐานะส่วนตนแล้วก็ในฐานะเปึนตัวแทนของพรรคร่วมฝ์ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร แน่นอนว่าในเชิงหลักการนั้นเราเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุน ถึงแม้เราเองก็มี ข้อสงสัยต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการลงนาม ตลอดจนการเข้าเปึนส่วนหนึ่งของการให้ สัตยาบันต่อกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถ้าดูจากกรอบความตกลงอาเซียนนั้นเสมือนว่าเราใช้เวลาถึง ๑๐ ป้ในเรื่องที่เรากำลังจะบอกต่อพี่น้องประชาชนว่าเรามีความสำคัญยิ่ง แน่นอนด้านหนึ่ง อาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความล่าช้าดังกล่าวนั้น อาจจะมีเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งเราเองก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ ผมอยากจะแบ่งให้เห็นแบบนี้ครับว่าในแง่ ของความตกลงฉบับนี้โดยวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายนั้นมันต้อง Balance กันครับ ระหว่างประเด็นเรื่องการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค และประเด็นเรื่องของความสะดวก ของการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของอาหารปลอดภัยในอาเซียน เราเข้าใจและตระหนักดีครับ แต่อย่างไรก็ตามเราคงต้องพูดในฐานะตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนชาวไทยเช่นเดียวกันว่ามันมีเหตุผลมีประเด็นใดที่ท่านผู้ชี้แจงควรจะให้ความ กระจ่าง หรือให้ข้อมูลที่เปึนประโยชน์ต่อการลงมติ ตลอดจนเปึนประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชน ผมยกตัวอย่างบางเรื่อง บางเรื่องเช่นกรณีเมื่อสักครู่ที่ท่านจรยุทธ์ จตุรพรประสิทธิ์ เพื่อนสมาชิกกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชนท่านได้พูดถึง เราอ่านอย่างไรก็แล้วแต่ เราเองก็สงสัยว่าข้อ ๓ ที่พูดถึงขอบข่ายหรือข้อจำกัดว่าความตกลงนี้จะไม่ครอบคลุมถึง เรื่องใดบ้าง เพราะเหตุใดถึงมีการระบุว่า ไม่ว่าจะเปึนเรื่องคุณภาพอาหาร อาหารอินทรีย์ สวัสดิภาพสัตว์ ความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร การปกปัองสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดประเด็นเรื่องอาหารที่เปึนอันตรายหรือไม่เหมาะต่อการ บริโภคอยู่นอกขอบข่ายของความตกลงนี้ เพื่อนสมาชิกก็สงสัย พวกผมก็สงสัย มันสามารถ เขียนในเชิงบวกได้ครับ ภาษาในทางการทูต ท่านประธานก็เปึ้นนักการทูต จบรัฐศาสตร์ โดยตรง ท่านทราบดีว่า จริง ๆ แล้วมันมีภาษาในเชิงบวกที่เขียนได้ว่า กรณีของเงื่อนไข เหล่านี้นั้นสามารถออกอยู่ในพิธีสาร เช่น ในข้อ ๑๐ ซึ่งผมยังไม่แน่ใจว่าในข้อ ๑๐ ที่พูดถึง พิธีสารนั้นคือพิธีสารแบบใด อย่างไร และจะทำให้เวลาเลื่อนออกไปอีกหรือไม่ หรือมัน อาจจะพูดในเชิงบวกก็ได้ว่ากรณีเหล่านี้ที่อยู่นอกขอบข่ายความตกลงนี้นั้นก็สามารถอยู่ใน เงื่อนไขความตกลง ไม่ว่าจะเปึนพันธกรณี อนุสัญญา หรือเงื่อนไขความตกลงอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พวกเราห่วงกันมากเรื่องการผลิตห่วงโซ่อาหาร ผมเองข้ามชายแดน ไทยไปในประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็ทราบดีว่ามีการทำเรื่องอาหารจำนวนมากที่นำมาสู่อาหาร เลี้ยงสัตว์หรืออาหารที่ให้ต่อสัตว์ แล้วส่งผลกระทบต่อ PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ พี่น้องประชาชนคนไทย แต่เราเขียนเงื่อนไขว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่นอกขอบข่ายความตกลงฉบับนี้ นั่นเปึนประเด็นที่ ๑ ที่ผมเองมีข้อสงสัย ก็ยังอยากให้ท่านได้กรุณาชี้แจงให้พี่น้องประชาชน คนไทยได้ทราบ
ประเด็นที่ ๒ กรณีของความตกลงฉบับนี้จะไม่เกิดผลถ้าความปลอดภัย อาหารนั้นไม่มาพร้อมกับความมั่นคงทางอาหาร วันนี้ยังมีพี่น้องประชาชนอยู่หลายส่วน ในช่วงโควิดที่ผ่านมาพี่น้องชาติพันธุ์ที่อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนจำนวนไม่น้อยเลย ไม่มีแม้แต่ข้าวสาร ร้องเรียนมาที่สภาผู้แทนราษฎร พวกผมจะต้องส่งสิ่งเหล่านี้ไปให้ความ ช่วยเหลือ ผมขอถามท่านแบบนี้ครับ เอากรณีในปัจจุบันก็ได้ท่านประธานเองก็ใกล้ชิดกับ พี่น้องชาวอ่างทอง น้องชายท่านก็อยู่เทศบาลเมืองอ่างทองมาก่อน เรื่องข้าว ท่านเห็นไหมครับ ว่าเรื่องข้าวขณะนี้ราคาข้าวตกลงมาอยู่ที่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท บางที่ขายกัน ๕,๐๐๐ บาท แต่เรากำลังพูดถึงการเปึนครัวของโลก เรากำลังพูดถึง ๑๐ ประเทศอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าในการ ผลิตข้าว มีจำนวนในการผลิตข้าวเปึนจำนวนไม่น้อยแน่นอน ไม่พูดถึงผลกระทบจากอีก ประเทศหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาข้าวตกลง แต่ความมั่นคงด้านอาหารแบบนี้ละครับ ความมั่นคง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่บางข้อ บางประการ ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก แต่ผมเห็นว่า มันสามารถชี้ประเด็นในเรื่องของจุดติดต่อ ชี้ประเด็นในเรื่องของคณะกรรมการ ชี้ประเด็น ในเรื่องที่เรียกว่า ภาวะฉุกเฉินความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งท่านดูแต่ความปลอดภัย แต่ความมั่นคงนั้นคือส่วนหนึ่งของความปลอดภัย เราสามารถใช้กรณีของข้าวเปึนตัวอย่าง ได้ไหมครับ ในรายละเอียดที่พรรคประชาชนได้ทำในกรณีของศูนย์นโยบายของพรรค พูดแม้กระทั่งว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการหุงข้าวสุกเพื่อส่งไปช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ในประเทศตนเองและประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ด้วยซ้ำ แต่ไม่เห็นรายละเอียดในความตกลง ฉบับนี้ หรือมีจุดใดในความตกลงฉบับนี้ที่เอื้ออำนวยให้เกิดกรณีแบบนี้หรือไม่ นั่นเปึ้น ประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะนำเรียนท่านประธานก็คือในเรื่องของคณะกรรมการ คณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ข้อ ๗ เราไม่เห็นรายละเอียด เรื่ององค์ประกอบ ท่านอาจจะพูดถึงการประสานงานอย่างเดียว แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้อง กับประชาชนที่อยู่ในประชาคมอาเซียน คณะกรรมการนั้นเปึนรูปแบบของรัฐต่อรัฐ เปึ้นรูปแบบของข้าราชการต่อข้าราชการ หรือเปึนรูปแบบที่เป่ดให้มีการมีส่วนร่วมของภาค ประชาสังคมต่าง ๆ เรื่องอาหารเปึนเรื่องใหญ่มาก เรื่องอาหารไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง Ant-SLAPP Law หรือกฎหมายที่ปัองกันการผูกขาดจากการถูกฟัอง ซึ่งเราเองก็ยอมรับว่า ในปัจจุบันนั้นมีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปมีส่วนผูกขาดทางด้านอาหาร และอาจจะนำไปสู่ การฟัองร้องต่อคนที่ลุกขึ้นมาปกปัองสิทธิต่าง ๆ คณะกรรมการชุดนี้มีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชนหรือภาคประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวข้องบ้างหรือไม่
ประเด็นที่ ๔ คืออำนาจต่อรองในทางระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเชิงรัฐศาสตร์มันมีการพูดถึงกลุ่มประเทศ ผมย่อเรียกง่าย ๆ ว่า Pack Asiana ก็แล้วแต่ กรณีของประชาคมอาเซียนนั้นถือว่ามีอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจเปึน จำนวนหนึ่ง อาจจะไม่ได้มากนัก เพราะว่าหลายข้อตกลงนั้นเปึนข้อตกลงที่เราไม่ค่อยได้ ประโยชน์ ผมก็ต้องถามท่านว่าอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศไปไกลกว่าแค่ใน ประเทศไทย อำนาจต่อรองในเชิงครัวของโลก อำนาจต่อรองในเชิงความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร ทางสุขภาพของโลกนี้ สถานะของความตกลงนี้อยู่ในระดับไหน มีอำนาจต่อรองในเชิงเศรษฐกิจ มีอำนาจต่อรองในเชิงสังคม มีอำนาจต่อรองในทางการเมือง ระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งอันนี้มีส่งผลกระทบเยอะถึงการเลือกในการสนับสนุนด้านใด ด้านหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เปึนประเด็นที่ทางพรรคร่วมฝ์ายค้านเองถึงแม้ในเชิงหลักการนั้น จะสนับสนุนการลงมติเห็นด้วยกับความตกลงฉบับนี้ แต่อยากได้ยินจากท่าน อยากได้ยินจาก ตัวแทนกระทรวง อยากได้ยินจากตัวแทนท่านรัฐมนตรี อยากได้ยินจากตัวแทนกระทรวงอื่น ช่วยตอบคำถามของพี่น้องประชาชนว่าเราจะได้อะไรจากความตกลงนี้ เราจะได้อะไรในเชิง ระหว่างประเทศจากความตกลงนี้ด้วยครับ ก็เปึนกรอบใหญ่ ๆ ที่ผมอยากตั้งคำถามไปยัง ท่านผู้ชี้แจง ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านนายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้รัฐสภา เราได้มีโอกาสพิจารณาความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งวันนี้ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกรัฐสภาก็คงจะเล็งเห็นประโยชน์ของประเทศไทยของเรา แล้วก็คงผ่านความตกลงนี้ไป หลังจากนี้ก็จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้าน ความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนรัฐสมาชิกอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือจะมีหน่วยงานทั้งทางด้านเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหาร หน่วยงานทาง สาธารณสุขในฐานะที่ดูแลความปลอดภัยของอาหาร และหน่วยงานทางการค้า ซึ่งประกอบ ไปด้วยทั้ง ๓ ฝ์ายนี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมห่วงใย ผมห่วงใยว่าหน่วยงานของกระทรวง ที่เกี่ยวข้องมีความเปึนเอกภาพ หรือมีการแบ่งงานชัดเจนกันอย่างไร คำว่า ความปลอดภัย ของอาหาร มีหน่วยงานหนึ่งซึ่งสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชื่อว่าสำนักงานมาตรฐาน สินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เปึนหน่วยงานหลัก แต่อย่างไรก็ตามในเรื่อง ของสุขภาพเราก็มีหน่วยงานหนึ่ง คือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ที่เราคุ้นหูกันดี อันนี้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้ง ๒ กระทรวงนี้จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อจะได้มาตรฐานสินค้าที่ปลอดภัยไปสู่ต่างประเทศ ปัญหาขณะนี้ก็คือมันมีรูปธรรม ที่เกิดขึ้นจากกรณีที่เปึนข่าวมาก่อนหน้านี้ นั่นก็คือการที่น้ำตาล Premixed ของประเทศไทย ไม่สามารถนำเข้าประเทศคู่ค้าได้ โดยสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทยได้รายงานว่า ปกติสินค้าน้ำตาลซึ่งมาจากอ้อยที่เกษตรกรเราปลูกกันทั่วประเทศจะมีรูปแบบการนำส่ง สินค้าอยู่ ๒ แบบ ก็คือเปึนน้ำตาลทรายและเปึนน้ำตาล Premixed หรือน้ำเชื่อม มีการส่ง สินค้าจากประเทศไทยไปถึงประเทศเปัาหมาย ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ลอยอยู่กลางทะเล ไม่สามารถนำเข้าประเทศคู่ค้าได้ถึงเวลา ๖๕ วัน จนถึงวันที่ ๕ มีนาคมที่ผ่านมา น้ำตาล Premixed ดังกล่าวถูกตีกลับ แล้วต้องนำไป ขายที่ประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่าประเทศคู่ค้า ๕๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ไม่ต้องถามว่าจะคุ้มทุนไหมครับ ขาดทุนกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ข้อที่เขากีดกันสินค้าจาก ประเทศไทย กีดกันโดยหน่วยงานที่เรียกว่า GACC ก็คือการตรวจสอบความปลอดภัยทาง อาหาร นี่คือความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำไมผมมาพูดเรื่องนี้ครับ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับ เกษตรกร เพราะจะเปึนน้ำตาลที่เปึนน้ำตาลทรายหรือน้ำตาล Premixed ก็ตาม ก็จะต้อง ผลิตจากอ้อย และราคาอ้อยก็เกี่ยวพันกับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ท่านประธานก็เปึนเกษตรกร คนหนึ่งแล้วก็อยู่ที่ภาคอีสานเหมือนผม ท่านประธานก็คงจะเห็นปัจจุบันนี้ชาวไร่อ้อยเขาร้อง อ๋อยกันแล้วครับ เพราะว่ามันไม่มีความคุ้มทุน ขณะนี้ราคาอ้อยที่ซื้อลดต่ำลงตันละ ๓๐๐ บาท จากราคาป้ที่แล้ว ๑,๔๖๐ บาทต่อตัน มาเปึนวันนี้ ๑,๑๖๐ บาทต่อตัน เกษตรกร เสียหายอย่างต่ำ ๒๐๐,๐๐๐ รายทั่วประเทศอย่างนี้จะทำอย่างไร รูปธรรมของการที่เรา เผชิญปัญหาที่สินค้าเราออกไปล่อยคอกลางทะเลนี้เกิดขึ้นปลายป้ ๒๕๖๗ ต่อเนื่องไปจนถึง ต้นป้ ๒๕๖๘ ผู้เดือดร้อนไปร้องทุกข์ทุกหน่วยงาน ไปร้องที่ มกอช. ก็ไปร้อง ว่าผ่านออกไปได้ ทำไมถึงส่งออกไม่ได้ ไปร้องที่กระทรวงพาณิชย์ก็ไปร้อง ในฐานะที่เปึนการค้าระหว่าง ประเทศ ก็ตีกลับไปตีกลับมาจนสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทยไม่รู้จะไปไหน ไปที่ศูนย์ดำรงธรรมของทำเนียบรัฐบาล ก็ปรากฏว่ามีบุคลากรของทำเนียบรัฐบาลมารับ เรื่องราวร้องทุกข์อย่างเรียบร้อย เลขที่หนังสือลงรับ ๐๐๘๐๑ วันนี้หนังสือนี้ไปอยู่ที่ไหน ปล่อยให้เกษตรกรและสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทยขาดทุนยับเยิน
ท่านประธานครับ อย่างนี้เมื่อมีความตกลงระหว่างประเทศเกิดขึ้นจาก สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบแล้วจะแก้ปัญหานี้ได้ไหม อกหักครั้งแรกไม่เท่าไร อย่าให้อกหัก ซ้ำส่อง มันจะหนักกว่าเดิมและจะกระทบต่อผู้ผลิตและเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ผมจึงขอฝากปัญหานี้ให้ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในฐานะท่านเปึน สุภาพสตรีที่เก่งคนหนึ่งของประเทศไทยและเปึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านลองจี้ไปที่ มกอช. หน่อยครับว่าเรื่องนี้มีสายสนกลในอย่างไร เรื่องนี้ได้รับการแถลงข่าว ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ๕๐ ครั้ง ทั้งข่าวเล็ก ข่าวใหญ่ แต่ไม่มีที่พึ่งจนต้องขายน้ำตาลให้อินเดียถูกกว่า ราคาตั้งต้น ๕๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ผมจึงขอฝากเรื่องนี้ว่าถ้าเราจะให้ความ ตกลงมีความศักดิ์สิทธิ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกันด้วยครับ ไม่ว่าจะเปึน มกอช. สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ อย. สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องทำงานร่วมกันว่าสินค้าเหล่านี้จะเปึนประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรซึ่งเปึนชาวไร่อ้อย ต่อไปอย่างไร ผมพูดรูปธรรมปัญหาเดียว เพราะจริง ๆ มันมีมากกว่านี้ แต่ผมขอจบด้วย คำกล่าวเกี่ยวกับอาหารซึ่งเปึนความมั่นคงที่ประเทศไทยเราอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปรับมาตรฐานอาหาร จะต้องไม่ให้ผู้บริโภคเสี่ยงดวง จะต้องให้ ผู้บริโภคมั่นใจได้ในสินค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากฟาร์มหรือเกิดขึ้นจากไร่ จากส่วน From Farm to Table คือจากฟาร์มมาสู่จานอาหาร จะได้ปลอดภัยและเปึนมาตรฐานที่เราได้เปรียบ ต่างประเทศสักที อาหารปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เปึนเรื่องของอนาคตของ คนไทยทั้งประเทศครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ต่อไปเชิญท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนนั้น เปึนข้อตกลงที่น่าสนับสนุนครับ เหตุผลเพราะว่าประเทศอาเซียนของเรามีความร่วมมือกัน อยู่ในหลายระดับอยู่แล้ว แต่ว่าในเรื่องของอาหารความร่วมมือยังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเปึน เรื่องของกฎกติกาต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ในเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร อาหารสัตว์ก็ดี หรือเรื่องอาหารอินทรีย์ก็ดี ยังขาดมาตรการที่เปึนส่วนร่วมที่จะยึดใช้อาเซียนด้วยกัน ถ้าหากมีมาตรการที่เปึนมาตรการที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วเวลาที่ประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศจะร่วมมือกันในเรื่องของอาหารก็จะทำได้ดียิ่งขึ้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ประมาณ ๒ เรื่องสำคัญ ๆ ที่จะทำให้มองเห็นภาพว่าการร่วมมือกันของ ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement หรือ AFSRF มันมีผลดีอย่างไร
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของข้อ ๕ จะมีการพูดถึงเรื่องการตามสอบอยู่ คืออาหาร ต่าง ๆ ตั้งแต่ปลูกเปึนพืชอยู่ หรือเปึนสัตว์อยู่ แล้วก็ผ่านกระบวนการผลิต จนกระทั่งเปึน อาหาร จนกระทั่งมีการกระจายถึงลูกค้า จะต้องตามสอบได้ คำว่า ตามสอบได้ ก็คือถ้าเกิด ผู้บริโภคนำสินค้าไปบริโภคแล้วพบปัญหาจะต้องตามสอบไปได้ว่ามาจากโรงงานไหน แหล่งผลิตใด และถ้าหากมีความจำเปึนจะต้องเรียกกลับ ก็จะต้องสามารถเรียกกลับได้ ซึ่งสิ่งนี้เปึนสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาหารไทยเวลาที่ไปส่งออกหรือไปให้บริการกับในตลาดโลก ก็จะเปึนสิ่งที่มีประโยชน์ แต่เบื้องต้นเราก็ทำให้ได้ในอาเซียนก่อนก็เปึ้นเรื่องดีครับ ท่านประธาน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่เปึนเรื่องที่สำคัญเ์ช่นเดียวกันก็อยู่ใน Article ๖ หรือข้อ ๖ ก็จะเปึนการพูดถึงเรื่องของการยอมรับในเรื่องของการตรวจสอบต่าง ๆ เปึนเรื่องของการ ยอมรับผลของการตรวจสอบ ความหมายก็คือถ้าหากว่ามีการตรวจสอบในประเทศไทย แล้วก็สามารถนำผลการตรวจสอบนั้นไปใช้บังคับได้ในประเทศอาเซียนที่เหลืออีก ๙ ประเทศ การรับรอง Certification ต่าง ๆ อย่างเช่น การรับรองในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ต่าง ๆ ถ้าหากว่าได้รับการรับรองในประเทศไทยก็สามารถนำไปใช้ในอีก ๙ ประเทศได้ เช่นเดียวกัน แล้วก็มาตรการในเรื่องของสุขอนามัยของทั้งอาหารแล้วก็พืชก็สามารถนำไป ใช้ได้เช่นเดียวกัน ถามว่าข้อดีเปึนอย่างไร เราคงจำกันได้ว่าเรามีการส่งสินค้าที่เปึนอาหาร หรือเปึนพืชไปยังต่างประเทศ แล้วก็จะมีข่าวอยู่เนื่อง ๆ ว่าบางครั้งถูกกักกัน บางครั้งถูก ตีกลับ ที่เปึนเช่นนั้นเพราะว่าการตรวจสอบคุณภาพเปึนการตรวจสอบคุณภาพที่ปลายทาง พอเปึนการตรวจสอบคุณภาพที่ปลายทาง ผลการตรวจสอบอาจจะไม่ตรงกันหรือวิธีการ ตรวจสอบไม่เหมือนกัน หรือมาตรฐานคนละมาตรฐานกัน ทำให้เกิดปัญหาว่าสินค้าที่ส่งไป ไม่ว่าจะเปึนพืชก็ดี หรือจะเปึนอาหารก็ดี ถูกกักกันหรือถูกตีกลับ ซึ่งการส่งไปในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะสูงมาก ถ้าถูกกักกันหรือถูกตีกลับนี่เกิดความ เสียหาย บางครั้งเกิดความเสียหายจนกระทั่งทำลายทิ้งที่ปลายทางยังอาจจะคุ้มค่ากว่าที่จะ เอากลับมา ดังนั้นการที่มีความร่วมมือในข้อ ๖ ที่ให้มีการยอมรับผลการตรวจสอบ ยอมรับ ในเรื่องของใบรับรอง ยอมรับในเรื่องของมาตรฐานสุขอนามัย มาตรฐานสุขอนามัยพืช สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้กระบวนการค้าขายในเรื่องของอาหารหรือพืชที่เราประสงค์จะให้มี ความเจริญก้าวหน้า แล้วก็สามารถทำให้ประเทศไทยเปึนครัวโลก ทำให้เกษตรกรไทยลืมตา อ้าปากได้มากขึ้น ขายสินค้าได้ดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายน้อยลง ได้รายได้มากขึ้น ลดค่าใช้จ่ายลง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัยอาหารของอาเซียนสามารถช่วยได้ ถึงแม้ในเบื้องต้นจะเปึนเฉพาะในอาเซียน แต่ในอนาคตก็จะทำให้เราสามารถที่จะแข่งขัน ในตลาดโลกได้ในเรื่องของอาหาร อาหารสัตว์ อาหารอินทรีย์ รวมทั้งพืชผลการเกษตรด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านต่อไป ท่านสกล สุนทรวาณิชย์กิจ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ จากพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนครับ ความตกลงฉบับนี้เปึนเอกสารที่กำหนดพันธกรณีของสมาชิก รัฐสมาชิกเกี่ยวกับมาตรฐาน ความปลอดภัยของอาหาร ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ ผมจึงอยากให้รัฐบาลไทยศึกษา ผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหารและของผู้บริโภคในการปรับมาตรฐานและ กฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหารในประเทศสมาชิกอาเซียน มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวย ความสะดวกทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตามผมหวังว่ารัฐบาล จะต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบ อย่างไรต่อการค้าอาหาร การเข้าถึงตลาดของผู้ประกอบการในประเทศและความปลอดภัย ของผู้บริโภคครับ
ในด้านการค้าครับ ผมหวังว่าการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในอาหาร ของประเทศสมาชิกอาเซียนจะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้า อาหารอย่างเสรี แต่ต้องไม่ละเลยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ผลิตรายย่อยและเกษตรกร ในท้องถิ่นซึ่งเปึนผู้ผลิตอาหาร ในข้อ ๒ ได้กำหนดนิยามใน (D) กำหนดว่าความปลอดภัย ในอาหาร หมายถึง การทำให้เชื่อมั่นว่าอาหารจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคเมื่อนำ อาหารมา (๑) จัดเตรียม ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตรายย่อยและเกษตรกรในท้องถิ่นอาจต้องเผชิญ การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ รัฐบาลได้มีแนวทางช่วยเหลือให้ความรู้ถึงมาตรฐาน ความปลอดภัยกับผู้ผลิตรายย่อยต้องปฏิบัติตามแล้วหรือยัง ตรงนี้รัฐบาลอาจจะต้องไปทำ การบ้านถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ครับ
ในด้านการเข้าถึงตลาดครับ รัฐบาลต้องตรวจสอบว่ามาตรฐานใหม่นี้ เป่ดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถเข้าถึงตลาดในภูมิภาคอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ หรือว่ามีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ในขณะที่ผู้ประกอบการ รายย่อยถูกทิ้งขว้างไว้ข้างหลัง ที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของผู้บริโภค เราต้องมั่นใจว่า มาตรฐานไม่ได้ลดทอนระดับความปลอดภัยของอาหาร แต่เปึนการยกระดับการคุ้มครอง สุขภาพของประชาชนทุกคนในประเทศให้สูงขึ้นครับ
ในด้านผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ซึ่ง SMEs นับเปึนส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน SMEs มีบทบาทสำคัญในการผลิต และจำหน่ายอาหาร แต่ SMEs มักเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความรู้ในการปฏิบัติ ตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่ซับซ้อน รัฐบาลจึงต้องให้ความสนใจในผลกระทบ ของความตกลงต่อ SMEs ในภาคอาหารมากขึ้น และรัฐบาลอาจต้องสนับสนุน SMEs เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยอาหาร โดยรัฐบาลอาจช่วยเหลือด้านการฝ๊กอบรม การให้ คำปรึกษา หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุนสำหรับ SMEs ที่ต้องใช้เงินทุนในการปรับ มาตรฐานความปลอดภัยอาหารใหม่ โดยภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ความ ช่วยเหลือที่จำเปึ้นแก่ SMEs ให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่และแข่งขันได้อย่าง เปึนธรรมครับ ที่สำคัญครับรัฐบาลอาจต้องมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับและการเฝั้าระวังอาหารที่มี ประสิทธิภาพในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและปัองกันการแพร่กระจายของอาหาร ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่าง ประเทศสมาชิก เพื่อให้การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการเฝั้าระวังอาหาร มีประสิทธิภาพครับ
จากที่ผมได้อภิปรายมาข้างต้น ผมหวังว่ารัฐบาลจะศึกษาผลกระทบของ ข้อตกลงนี้อย่างละเอียดและดำเนินมาตรการสนับสนุนที่จำเปึ้นเพื่อให้การปรับมาตรฐาน ความปลอดภัยอาหารนี้ส่งผลดีทั้งด้านการค้า การลงทุน การคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย และคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศและในภูมิภาคอาเซียนให้มีความปลอดภัยทางอาหาร มากยิ่งขึ้น จึงขอเสนอแนะในส่วนที่ผมอภิปรายให้รัฐบาลไปศึกษาเพิ่มเติม ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านอังคณา นี่ละไพจิตร ครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน อังคณา นี่ละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ในเรื่อง ของความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน เปึนเรื่องที่มี ความสำคัญมาก เนื่องจากว่าเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สมาชิกอาเซียน แล้วในกรอบนี้ก็ยังเปึนเรื่องของการคุ้มครองห่วงโซ่การผลิตอาหาร ที่ปลอดภัย และเคารพต่อสิทธิของประชากรอาเซียน เพื่อที่จะให้กรอบข้อบังคับเหล่านี้ เปึนไปอย่างมีประสิทธิผล ดิฉันมีข้อสังเกต ๒ ๓ ประการที่อยากจะเรียนท่านประธานทราบ
ข้อ ๑ ในเรื่องของวัตถุประสงค์ ดิฉันเห็นว่าควรที่จะให้มีองค์กรภาค ประชาชนที่ทำงานในด้านของการคุ้มครองผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นต่ออาหารที่ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงให้มีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินกรณีที่อาหาร บางอย่างอาจจะไม่ปลอดภัย หรือว่าแม้จะมีการนำอาหารนั้นมาบริโภคแล้วแต่ถ้ามีการพิสูจน์ ทราบว่าอาหารเหล่านั้นจะไม่ปลอดภัยต้องมีระบบเตือนภัยที่ให้สาธารณชนทราบได้ในทันที
ข้อ ๒ ในเรื่องของหลักการ ดิฉันมีข้อสังเกตด้านการประเมินความเสี่ยง ในเรื่องของความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งดิฉันเห็นว่าการประเมินความเสี่ยงมีความจำเปึน ที่จะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งดิฉันคิดว่าเปึนความท้าทายอย่างมากต่อ ประเทศไทยเอง แล้วก็สมาชิกอาเซียนในการที่จะจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์กร โดยเฉพาะ การคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในการที่จะดำเนินการ
ข้อ ๓ เรื่องของ General Provision โดยเฉพาะในข้อ ๒ General Requirement For Food Safety ถ้าหากว่าเราดูในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จะพบว่า พ.ร.บ. อาหาร ยังไม่ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจอาหารทั้งหมด นอกจากนั้น ในเรื่องของ
ข้อ ๔ ในเรื่องของ Food Safety Emergency ก็ยังอาจจะมีปัญหาในทาง ปฏิบัติ กรณีที่มีข้อสงสัยว่าอาหารบางประเภทอาจจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ เนื่องจากว่า ใน พ.ร.บ. อาหาร ยังไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องของข้อบังคับนี้ ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าน่าจะมีการ ปรับปรุงกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อ ๕ ข้อนี้มีความสำคัญเช่นกัน เพราะว่าเปึนการตั้งคณะกรรมการ ดิฉัน เห็นว่ารัฐบาลอาเซียนควรให้ความสำคัญในการพิจารณาให้ผู้ที่มีความเหมาะสมในการปฏิบัติ หน้าที่ในการร่างพิธีสาร หรือ Protocol ต่าง ๆ เพื่อเสนอให้การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านการเกษตรและป์าไม้ของรัฐมนตรีอาเซียน รวมถึงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้าน เศรษฐกิจ แล้วก็การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพัฒนาสุขภาพด้วย
ท่านประธานค่ะ สุดท้ายดิฉันอยากจะเรียนว่าเนื่องจากประเทศไทยได้รับรอง หลักการชี้แนะของสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และประเทศไทยก็ถือเปึน ผู้นำอาเซียนในการดำเนินธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม จึงควรให้กรอบความร่วมมือนี้ สอดคล้องอย่างเต็มที่กับแนวทางการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านนะคะ หรือ Human Rights Due Diligence เพื่อให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารดำเนิน ธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเปึนความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชน เพราะเราก็ยังพบว่าประเทศ ในอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วยบางครั้งก็ยังมีการเผาอ้อย เผาไร่ข้าวโพดอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดมลพิษด้วย ดังนั้นดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเปึนอย่างมากที่จะต้องเอากรอบ เรื่องของธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนมาใช้
อีกประเด็นที่ดิฉันอยากจะพูดถึงคือเรื่องของแรงงาน ต้องมีการทบทวนว่า ในการผลิตอาหารต้องไม่มีการใช้แรงงานเด็ก พร้อม ๆ กันก็ต้องเคารพการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในบริเวณที่มีการ ผลิตอาหาร และทั้งนี้หากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อม ก็จำเปึนต้องมีการชดใช้เยียวยาความเสียหายอย่างรวดเร็วและเปึนธรรม โดยยึดหลักการยับยั้งปัองกันและเยียวยาตามกรอบของสหประชาชาติ เพื่อให้กรอบ ข้อบังคับนี้คุ้มครองผู้มีส่วนได้เสียทุกคนอย่างเปึนธรรมและรับผิดชอบ ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ
เชิญท่านปรเมษฐ์ จินา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ปรเมษฐ์ จินา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในบทบาท ของสมาชิกรัฐสภา ก็ขอร่วมอภิปรายในส่วนของความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้าน ความปลอดภัยอาหารอาเซียน สืบเนื่องจากว่านโยบายของรัฐบาล แล้วก็ในหลายพื้นที่ของ ประเทศไทย เรามีอาหารพื้นเมืองแล้วก็เราตั้งเปัาไว้ว่าจะเปึนครัวโลก เพราะฉะนั้นเราก็ จะต้องมีการทำให้มันมีคุณภาพ มีความมาตรฐาน มีความปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดก็คือ ในเรื่องของความเพียงพอ ทีนี้ถามว่าอาเซียน ๑๐ ประเทศเราสามารถสร้างความร่วมมือกัน ได้หรือไม่ ก็คงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรง สืบเนื่องจากว่าเราก็ได้ดำเนินการมาแล้วหลายเรื่อง แต่ด้วยวัฒนธรรมประเพณีแล้วก็ในส่วนของข้อตกลงต่าง ๆ นั้นมันก็จะมีเงื่อนไข แล้วก็ ข้อจำกัดมากมาย ก็เห็นด้วยที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญตรงนี้ แต่ก็จะตั้งข้อสังเกตแล้วก็ตั้ง ข้อห่วงใย เนื่องจากว่าอาหารเปึนเรื่องของสุขภาพ แล้วก็สุขภาพเปึ้นเรื่องที่สำคัญที่สุดของ ชีวิตมนุษย์ ถ้าสุขภาพไม่ดี เราจะมาทำการเมืองก็คงจะไม่ได้ มาทำเรื่องเศรษฐกิจก็คงจะ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญเกี่ยวข้องกับสุขภาพก็คืออาหารที่เรากินเข้าไป ทีนี้ถามว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรงในฐานะที่เปึน ๑๐ ชาติในอาเซียน เพราะว่าถ้าเราศึกษาดูในส่วนของ สหภาพยุโรปหรือว่ากลุ่ม EU ก็พบว่าเขามีถึง ๒๗ ประเทศ เขาสามารถที่จะทำหลาย ๆ เรื่อง ให้มันมีคุณภาพ มีมาตรฐาน แล้วก็เปึนสังคมเดียวกัน เปึนครอบครัวเดียวกัน อันนี้ก็เปึ้นส่วน ที่สำคัญนะ็ครับ
ทีนี้ถามว่าในเรื่องของข้อห่วงใย สืบเนื่องจากว่าในส่วนของอาหารเหมือนที่ได้ กล่าวข้างต้นว่าถ้าดูเฉพาะในด้านของการเกษตร ไม่ว่าจะเปึนในส่วนของสารเคมีนะครับ โลหะหนักเมื่อก่อนเราเคยได้ยินเฉพาะคำว่า แคดเมียม หรือตะกั่ว แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็เกิดวิกฤติอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาในส่วนของผู้ที่ค้าทุเรียนนะครับ ได้ยินคำว่า BY2 นั่นก็คือ Basic Yellow 2 อันนี้ก็เปึนอีกตัวหนึ่งที่จะต้องระมัดระวัง ์แล้วก็มั่นคงจะไม่หยุดแค่นี้ ในเรื่องของอาหารหรือว่าสารเคมี เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีองค์กรในการเฝั้าระวัง แล้วก็ ๑๘ ข้อที่จะลงนามความตกลงกันนี้ เราก็ต้อง List แล้วก็ดูในเรื่องของรายละเอียดว่าจะทำ อย่างไรให้สามารถที่จะทันเหตุการณ์ที่สารเคมีตัวใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ทั้งนี้ทั้งนั้นสารเคมี ตัวเก่าในฐานะที่เคยเปึนบุคลากรด้านสาธารณสุข เรามีการรณรงค์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในเรื่องของสารปันเปุ๋อน ๖ ชนิด ไม่ว่าจะเปึนในเรื่องของสารเร่งเนื้อแดง ประเทศไทยเราก็ จะมีพ่อค้าหัวใสที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง ถามว่ามันมีอันตรายหรือไม่ แน่นอนว่าสารเร่งเนื้อแดง ถ้าเราใช้ปริมาณเยอะแล้วก็บ่อย แล้วก็นำเข้าสู่ร่างกายด้วยความรวดเร็วก็จะทำให้กล้ามเนื้อ กระตุ๊ก แล้วสุดท้ายก็จะทำให้เปึนสารก่อเกิดมะเร็ง แล้วก็ทำให้ตายได้นะครับ
ตัวที่ ๒ ที่รณรงค์กันมาตลอด นั่นก็คือในส่วนของสารกันรา เราได้ยินคำว่า Aflatoxin ที่อยู่ในอาหารที่เปึนเชื้อรา เราก็เลยมีสารกันราขึ้นมา ถามว่ามันอันตรายมาก หรือไม่ มันก็เช่นกัน มันจะทำลายตับแล้วก็สารก่อเกิดมะเร็งเช่นกัน แล้วก็จะทำให้ตายได้ เช่นกันครับ
ตัวที่ ๓ เราเคยได้ยินคำว่า สารฟอกขาว อันนี้ก็มีการใช้สารฟอกขาว ในอาหารที่ต้องการให้สีมันข่าวขึ้น สีมันสดใส่ขึ้น ไม่ว่าจะเปึนในส่วนของถั่วงอก หรือว่า อาหารอื่น ๆ ที่ใช้ในการฟอกขาวก็อันตรายเช่นกัน สารตัวนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข เขาก็ได้กำหนดไว้เช่นกันว่ามันจะเปึนอันตรายต่อไต่ แล้วก็เปึนสารที่ทำให้หมดสติ แล้วก็ จะทำให้ตายได้เช่นกัน
ตัวที่ ๔ สารที่เราเคยได้ยินก็คือในส่วนของบ่อแรกซ์ Sodium Borate ตัวนี้ก็จะเปึนสารที่อันตราย อันนี้ที่นำมาเรียนท่านก็คือว่าอยากจะให้ทบทวนตรงนี้ แล้วก็ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น กระทรวง สาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ ก็จะต้องจับมือร่วมกันว่าตัวไหนที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ตัวไหนที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ ตัวไหนที่จะต้องใช้มาตรการทางการค้าหรือว่าในส่วนของ กระทรวงการต่างประเทศก็จะต้องมีการจับมือร่วมกัน ข้อกังวลก็คืออยากจะให้มีการ ประสานงานแล้วก็ทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ของไทยเรามีหน่วยงานเยอะแยะมากมาย แต่ว่าพอทำงานร่วมกันก็อาจจะติดขัดโน่น ติดขัดนี่ ก็อยากจะให้คณะกรรมการที่จะทำตรงนี้ แล้วก็ดูในรายละเอียด แล้วก็พยายามที่จะดึงความร่วมมือนะครับ
สารตัวต่อไปที่ทำมาตอนสมัยที่รับราชการอยู่กระทรวงสาธารณสุข นั่นก็คือ ในส่วนของฟอร์มาลิน เมื่อก่อนเราไม่มีหีบแอร์ ไม่มีโรงแอร์ ก็จะต้องใช้สารฟอร์มาลิน เพื่อฉีดศพ เพื่อที่จะให้ศพสามารถตั้งบำเพ็ญกุศลศพไว้ได้ ๕ วัน ๕ คืน ๗ คืน ๙ คืน ก็ว่ากันไปเพื่อไม่ให้ศพมันเน่าเป๋ือย อันนี้ก็เปึนอันตราย แต่ถามว่าสารทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะ มีทั้งประโยชน์แล้วก็โทษ เหมือนไฟฟัาเช่นกัน คุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าเรา เอามาใช้ในเรื่องที่ผิดหรือว่าเรื่องที่มันไม่ตรงตามวัตถุประสงค์มันก็จะมีอันตรายต่อสุขภาพ ก็จะทำให้ตายได้เช่นกัน
สุดท้ายในเรื่องของสารฆ่าแมลง ได้นำเรียนไปแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงจะไม่ เพียงพอเฉพาะ ๖ สารนั้น เพราะว่าปัจจุบันเรายังมีเรื่องของจุลินทรีย์ เรื่องของเชื้อโรค มีอาหารเปึนพิษ มีอุจจาระร่วง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ณ ปลายป้ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าประเทศ เพื่อนบ้านเรามีอุจจาระร่วงหรือว่าอหิว่าตกโรคระบาด อันนี้ก็เปึนส่วนที่สำคัญ เราจะไม่โทษ ว่าประเทศใดเก่งกว่า ประเทศใดด้อยกว่า แต่เรามาทำความร่วมมือกันให้เหมือนกับ EU ๑๐ ประเทศที่มาลงนามข้อตกลงร่วมกัน จะได้มีจิตสำนึก แล้วก็มีความรับผิดชอบต่อสินค้า ที่จะนำเข้าสู่ร่างกาย นั่นก็คืออาหารของมนุษย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ที่จะต้องให้รัฐสภาผ่านความเห็นชอบ แล้วก็อยากจะนำเรียนว่าในฐานะที่เปึน พรรคร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วยที่จะให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ได้เร่งมือ เราจะได้มีผลในเรื่องของการคุ้มครองสุขภาพของพี่น้องทั้ง ๑๐ ประเทศ แล้วก็มวลมนุษยชาติในทั่วโลกด้วย ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สส. แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือ เขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชน ขออนุญาตสไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
จากที่ดิฉันได้อ่าน รายงานการประชุมของคณะรัฐมนตรีที่ลงมติให้เสนอความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน โดยข้อตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียนก็มีการคำนึงถึงการส่งเสริมด้านความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งรวมอยู่ใน แผนงานประชาสังคมเศรษฐกิจอาเซียนในป้ ๒๕๖๘ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการคุ้มครอง สุขภาพของผู้บริโภค อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายอาหารเสรีและความปลอดภัย ของอาหารในอาเซียนค่ะ
ขอสไลด์ที่ ๒ สนธิสัญญาที่ต้องเน้นย้ำจุดยืนเพื่อพี่น้องประชาชน ดิฉันเห็นว่า เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความปลอดภัยทางด้านอาหาร ลดอุปสรรคด้านการค้าปกปัอง สุขภาพของพี่น้องประชาชน ดิฉันอยากให้ทั้งภาคการเกษตร ปศุสัตว์ การผลิต การแปรรูป และภาคการส่งออก หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกภาคส่วนคำนึงถึงค่ะ
๑. การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่สอดคล้องกันโดยส่งเสริมให้ ประเทศสมาชิกนำมาตรฐานสากล เช่น Codex Alimentarius คือชุดมาตรฐานหลักปฏิบัติ แนวปฏิบัติ และคำแนะนำอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจัดพิมพ์โดยองค์การ อาหารและเกษตรกร และองค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร การผลิตอาหาร การติดฉลากอาหาร และความปลอดภัยทางอาหาร มาใช้เปึนแนวทางในการ กำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัยทางอาหารค่ะ ลดความแตกต่างของมาตรฐานและ กระบวนการตรวจสอบระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อปัองกันอุปสรรคทางการค้า
๒. เพื่อความโปร่งใสและการแบ่งปันข้อมูล การส่งเสริมระบบแลกเปลี่ยน ข้อมูลความอันตรายทางชีวภาพ เคมี และทางกายภาพที่ปันเปุ๋่อนในอาหาร การพัฒนาระบบ แจ้งเตือนและการตอบสนองต่อสภาวะฉุกเฉินด้านความปลอดภัยอาหารระหว่างประเทศ สมาชิก
๓. การตรวจสอบย้อนกลับแล้วก็จัดการความเสี่ยง สร้างกลไกให้สามารถ ตรวจสอบย้อนกลับไปยังสินค้าทางอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถควบคุมและ เรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาได้ และการประเมินความเสี่ยง การดำเนินมาตรการปัองกัน ที่เหมาะสมโดยใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เปึนพื้นฐาน
๔. การกำกับดูแลสารปนเปุ๋่อนและสารต้องห้ามในอาหาร การควบคุมการใช้ เคมี วัตถุเจือปนอาหาร ยาปฏิชีวนะในอาหารที่ต้องเปึนไปตามมาตรฐานที่ปลอดภัยค่ะ การตรวจสอบการใช้สารต้องห้าม อย่างเช่น สารเร่งเนื้อแดง เปึนต้น หรือยาฆ่าแมลงที่เปึ้น อันตรายและเปึนสารก่อมะเร็ง
๕. การพัฒนาขีดความสามารถของห้องแล็บปฏิบัติการและตรวจสอบอาหาร พัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบอาหารของแต่ละประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกัน สนับสนุน การฝ๊กอบรมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการด้านการตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร
๖. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สนับสนุนความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรผู้บริโภคในการกำกับดูแลความปลอดภัย ของอาหารและการสร้างความตระหนักให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคเกี่ยวกับมาตรฐาน ความปลอดภัยทางอาหาร อันนี้สำคัญมากนะคะ
๗. การรับมือกับความท้าทายจากเทคโนโลยีและการค้าโลกค่ะ คือการ ประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น อาหารแปรรูปจากเชลล์หรือที่เรียกว่า Lab-grown foods เทคนิคการดัดแปลงพันธุกรรมหรือปรับกฎระเบียบให้สามารถรองรับ การเปลี่ยนแปลงด้านการค้าและการผลิตอาหารระหว่างประเทศ
ขอสไลด์ที่ ๓ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากให้เน้นย้ำในบทบัญญัติทั่วไปข้อ ๒ F ระบุว่าให้พิจารณากรณีพิเศษแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้วิสาหกิจนั้น สามารถยกระดับระบบประกันความปลอดภัยอาหารได้ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขของวิสาหกิจนั้น และไม่เปึนการทำให้ความปลอดภัยของอาหารลดลง ดิฉันอยากให้เน้นย้ำข้อความดังกล่าว และให้มีแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง เช่น การโฆษณาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการเข้าถึง แหล่งทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ได้เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อเปัาหมาย ดังกล่าวได้ เนื่องในปัจจุบันเกิดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการขนาดย่อยและขนาดใหญ่ อย่างมาก ทำให้วิสาหกิจขนาดใหญ่อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วได้เปรียบทางการค้าระหว่าง ประเทศมากจนเกินไป ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมทางการแข่งขัน แล้วอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ภาคการเกษตรและปศุสัตว์นั้นสร้างมลภาวะและทำลายสิ่งแวดล้อม พอสมควรค่ะ การปกปัองสิ่งแวดล้อมจำเปึนที่จะต้อง Add Cost หรือมีเงินทุนเพิ่มขึ้นสำหรับเกษตรกร ที่อาจจะมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุน รัฐจึงจะต้องใส่ใจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มาทดแทน วิธีการแบบเดิม ๆ ที่อาจจะสร้างมลภาวะและทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น วิธีการเผา ให้มีเครื่อง กำจัดขยะทางการเกษตรแทนการเผาในทุกตำบล เพื่อลดการเผาและลดมลภาวะที่จะ มาจากภาคการเกษตรในการผลิตอาหาร และสิทธิของแรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ดังกล่าว เกษตรกรที่ผลิตแล้วก็ผู้ผลิตสินค้าแปรรูป และร้านอาหารอื่น ๆ ที่เปึนห่วงโซ่ ที่เปึน ผู้ประกอบการรายย่อยก็ควรจะได้รับการสนับสนุนทั้งสิ้น
ท่านประธานคะ เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน คนไทยแล้ว ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ดิฉันขอ สนับสนุนการลงนามของสมาชิกรัฐสภาในประชาคมอาเซียน แต่ดิฉันมีข้อกังวลเรื่องธุรกิจ ขนาดเล็กและขนาดกลาง และเกษตรกรรายย่อยที่รัฐบาลควรต้องคำนึงถึงและต้องส่งเสริม เพราะธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง เกษตรกรรายย่อย และทุกห่วงโซ่ที่อยู่ในอุตสาหกรรม การอาหารไม่มีต้นทุนมากพอที่จะไปแข่งขันในตลาดโลกเท่ากับธุรกิจขนาดใหญ่ การทำ ข้อตกลงดังกล่าวก็อาจจะเผชิญอุปสรรคและปัญหาได้ ดิฉันจึงอยากให้การแข่งขันทางการค้า อย่างเปึนธรรมเกิดขึ้นในอาเซียน ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเชิญท่านร่มธรรม ขำนุรักษ์์ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนความตกลง ว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน หรือว่า ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement ประเทศไทยและอาเซียนของเราพยายามผลักดัน ให้เราเปึนครัวของโลก ด้วยเรามีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพที่จะผลิตอาหาร ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตามเราก็จะเห็นว่าในปัจจุบันความปลอดภัยทางอาหารก็ยังคงเปึน ความท้าทายที่สำคัญในไทยและหลายชาติในอาเซียน โดยยังมีปัญหาหลายประการ เช่น
ประการแรก ก็คืออาหารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย ยังมีสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน
ประการต่อมา ก็คือว่าจากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัด ศัตรูพืช หรือว่า Thai-PAN ซึ่งทำการสุ่มตรวจทุกป้ เราก็จะเห็นว่ายังมีการพบสารเคมีตกค้าง ในพืช ผัก ผลไม้ และอาหารของเรา ทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือในตลาดที่เกินมาตรฐานครับ แม้กระทั่งสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย่างเช่น Organic Thailand หรือว่า GAP ก็ยังมีการพบสารเคมีตกค้างเช่นเดียวกันครับ
ประการต่อมา ก็คือว่าเรายังมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานอาหารปลอดภัยที่ยัง ไม่มีเอกภาพ มีหลายมาตรฐานในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้มีข้อจำกัดในด้านการตลาดในระดับ สากล ในระดับโลก
ประการสุดท้ายในความท้าทายก็คือว่า ปัจจุบันเรามีการแข่งขันการส่งออก อาหารในระดับอาเซียน แล้วก็ในระดับโลกที่สูง แล้วก็มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น เราจำเปึนอย่างยิ่งที่จะยกระดับมาตรฐานอาหารของเราเพื่อให้ไทยและอาเซียนเปึนครัว ของโลกและมีความสามารถในการแข่งขั้นได้อย่างมั่นคง
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างในจังหวัดพัทลุงของผมเองครับ ปัจจุบันเราได้ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์อาหารที่ปลอดภัย แล้วก็ไร้สารพิษมากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการ เกษตรกร แล้วก็ราชการ เราพยายามผลิตสินค้าหลาย ๆ ประเภท ทั้งข้าว พืช ผัก ผลไม้ ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีความท้าทายเยอะครับ โดยเฉพาะเรื่องขององค์ความรู้ของพี่น้องเกษตรกร เรื่องระยะเวลาในการปรับตัว การรับรอง มาตรฐาน ปัจจัยการผลิต และอาหารปลอดภัยที่สูง ไปจนถึงโรคและแมลง ไปจนถึงแหล่ง พื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเปึนปัญหาความท้าทายที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตอาหารปลอดภัย มีอยู่อย่างจำกัด แล้วก็ยากในปัจจุบันนะครับ
สำหรับเรื่องที่เรากำลังพิจารณาในวันนี้ก็คือความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน เปึนเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งโดยในกรอบความตกลงนี้ มีเปัาหมายเพื่อจัดทำแนวทางการบูรณาการด้านความปลอดภัยอาหารในกลุ่มรัฐสมาชิก อาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย อาหาร ไม่ว่าจะเปึนการนำเข้าและส่งออก โดยจะส่งเสริมการปรับมาตรฐานอาหาร ให้สอดคล้องกัน แล้วก็ลดอุปสรรคต่อการค้าอาหารและลดความแตกต่างของระบบควบคุม อาหารในอาเซียน ซึ่งผมมองว่าความตกลงนี้เปึนความตกลงที่มีประโยชน์และดีอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคของเรา และเปึนโอกาสให้ประเทศเราได้ส่งเสริม แล้วก็ยกระดับมาตรฐานอาหารของเราไปจนถึงการค้า การส่งออก และสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนที่มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนนี้บังคับใช้แล้วจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน ด้านความปลอดภัยอาหารของอาเซียนขึ้นมา มีการประสานงานกัน มีการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน โดยจะมีกลไกการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยของอาหาร มีการ กำหนดค่าปริมาณสารพิษและสารปนเปุ๋่อนในอาหารขึ้นมา ผมจึงขอสนับสนุนความตกลงนี้ แต่ก็ยังมีคำถามแล้วก็ข้อเสนอแนะหลายประการที่อยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไป พิจารณาต่อไปนะครับ
ประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะฝากแล้วก็ถามถึงหน่วยงานทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องด้านของอาหาร อยากเรียนถามว่าวันนี้ประเทศไทยของเรามีความพร้อมหรือยัง ที่จะยกระดับให้อาหารของเรามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะเราก็จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ เรายังพบสารตกค้าง สารพิษปันเปุ๋่อนต่าง ๆ ในอาหารของเราในปริมาณที่เกินมาตรฐาน เราจะทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรผู้ประกอบการมีองค์ความรู้และสามารถปรับตัวเข้ากับ มาตรฐานของอาเซียน มาตรฐานของประเทศไทยให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเราจำเปึ้นที่จะต้อง ยกระดับการบริหารจัดการอาหารของเราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำครับ บูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อทำให้อาหารของเรานี้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการจัดระเบียบพื้นที่ของอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งเปึนหนึ่งในความท้าทาย แปลงนี้ ทำอาหาร Organic แต่แปลงถัดไปข้าง ๆ ใช้สารเคมี มันจะไม่เกิดขึ้นได้หรอกครับ รวมถึง แหล่งน้ำที่เราใช้เช่นเดียวกัน เราควรจะมีการรณรงค์ให้ความรู้แล้วก็จัดการระเบียบแหล่งน้ำ เพื่อที่จะส่งเสริมอาหารที่ปลอดภัยนะครับ
ประการที่ ๒ ผมดูจากความตกลงนี้ในข้อ ๓ เรื่องของขอบข่ายความตกลง ผมขออนุญาตเป่ดสักครู่ เมื่อเราไปดูในขอบข่ายของความตกลงนี้ใน (๒) เราก็จะเห็นเขียนไว้ ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพอาหาร อาหารอินทรีย์ สวัสดิภาพสัตว์ ความยั่งยืน ความมั่นคง อาหาร การปกปัองสิ่งแวดล้อม หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ทำให้อาหาร เปึ้นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่เหมาะสมสำหรับการบริโภคของมนุษย์อยู่นอกขอบข่าย ความตกลงนี้ ผมขอเน้นย้ำในเรื่องที่เรียนว่าเรื่องการปกปัองสิ่งแวดล้อมอยู่นอกขอบข่าย ความตกลงนี้ อันนี้เปึนเรื่องที่เพื่อนสมาชิกของผมบางท่านก็ได้พูดไปแล้ว เปึนเรื่องที่ผมกังวล แล้วก็ผมคิดว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งเราควรจะใช้โอกาสตรงนี้ การทำความตกลงตรงนี้แก้ไข ปัญหาเรื่องการผลิตอาหารที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเราจะเห็นว่ามีความเกี่ยวโยง กันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันหลายประเทศของเรามีปัญหาด้านการผลิตอาหาร ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการปนเปุ๋่อนของสารเคมีต่าง ๆ ในดิน ในน้ำ มีการเผา ในภาคการเกษตรทั้งในประเทศของเราแล้วก็เพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน เราควรจะใช้โอกาสตรงนี้ที่จะขับเคลื่อนการผลิตอาหารที่ปลอดภัยทั้งต่อสุขภาพและ สิ่งแวดล้อมในระดับอาเซียน ขอเวลาอีกนิดท่านประธานใกล้จะจบแล้วครับ
ประการที่ ๓ การขับเคลื่อนความปลอดภัยด้านอาหารผ่านกลไกของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ควบคู่กับการทำงานของผู้นำและรัฐบาลในอาเซียน รัฐสภาของ เราเองก็เปึนหนึ่งในกลุ่ม เขาเรียกว่า สมาชิกสมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือว่า AIPA ซึ่งผม แล้วก็ท่านเท่าพิภพ แล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็เปึนกรรมการหน่วยนี้ ในการประชุม สมัชชารัฐสภาอาเซียน ผมขอเสนอว่าเราควรจะผลักดันร่างข้อมติด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียนเปึนหนึ่งในร่างข้อมติหลักที่เราจะนำเสนอในการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียน ครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย เพื่อที่เราจะได้ขับเคลื่อนวาระด้านความปลอดภัย อาหารในระดับรัฐสภาของทุกชาติในอาเซียน รวมถึงในรัฐสภาของไทยเราเองด้วย กลไกอื่น ๆ ที่เราสามารถผลักดันผ่านรัฐสภาของเราก็คือเรื่องของการสนับสนุนการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. อาหาร ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว เพื่อที่เราจะได้ควบคุมคุณภาพอาหารของเรา ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กลไกอื่น ๆ ก็อย่างเช่นเรื่องของการศึกษาหาข้อเสนอแนะต่าง ๆ ผ่านกลไกของกรรมาธิการหรือกลไกของการประชุมรัฐสภาของเราต่อไปนะครับ
สุดท้ายนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนความตกลง ว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้อง ประชาชนคนไทยและพี่น้องในอาเซียน และคนทั้งประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล เชิญครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภา กระผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สมาชิกรัฐสภา ผมว่าในหลักการที่เราพูดถึงตัวข้อตกลงที่เราจะทำร่วมกับอาเซียนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ทั้ง ๑๐ หลักการที่ร่างอยู่นี้ ผมคิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธในเรื่องหลักการเหล่านั้น โดยเฉพาะ ในตัวความปลอดภัยของสินค้าที่เปึนอาหาร แล้วก็สินค้าที่เปึนการเกษตรเพื่อการบริโภค รวมถึงเรื่องสิ่งที่มันมีสารเจือปนอยู่ในอาหาร แต่ว่าในข้อทั้งหมดทั้ง ๑๐ ข้อนี้ผมคงไม่ลง รายละเอียดแต่ละข้อ แต่ผมอยากเห็นในบางข้อที่เราอาจจะต้องพิจารณาเพิ่มมากขึ้น คือข้อ ๔ ในหลักการที่ ๔ ที่บอกว่าความรับผิดชอบกับหลักการของการประกอบธุรกิจอาหาร ซึ่งเรื่องนี้มันเปึนเรื่องห่วงโซ่ความยาวมาก ตั้งแต่เริ่มต้นจากผู้ผลิต จากต้นทางของผู้ผลิต อาหาร จนปลายทางจนกลายเปึนตัวอาหารที่ส่งไปถึงผู้บริโภค ในขบวนการเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามันผ่านความปลอดภัย มันผ่านความซื่อสัตย์ มันผ่านขบวนการต่าง ๆ เพื่อทำให้ เราสามารถตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารเหล่านั้นได้ แล้วหลักการที่ ๘ ก็คือระบบ การตรวจสอบย้อนกลับที่มันเชื่อถือได้ ซึ่งเมื่อมันประสบปัญหาเกิดขึ้น มันสามารถย้อนกลับ ตรวจสอบได้ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันทั้งหมด ซึ่ง ๒ ข้อนี้ผมคิดว่ามันจะมีปัญหา ที่ตามมาอีก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในการบังคับใช้ กฎหมายในประเทศไทยเรานี่ เรามีตัวกฎหมาย มีพระราชบัญญัติอยู่หลายตัวมากที่เรา อาจจะต้องจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ เช่น คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ คณะกรรมการที่ดูแล ควบคุมอาหารและสินค้าการเกษตร พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พระราชบัญญัติควบคุมอากาศสะอาด ตัว อย. เอง เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายที่จะ ดูแลขบวนการเหล่านี้เพื่อให้ได้ห่วงโซ่ของอาหารที่มีคุณภาพเปึ้นเรื่องสำคัญ ไม่อย่างนั้น เราคงไม่เห็นเรื่องที่มันปรากฏต่อหน้าหนังสือพิมพ์เยอะแยะเต็มไปหมด เช่น ผักสดในตลาด ที่ลงไปตรวจสารอาหารตกค้าง ท่านทราบใช่ไหมครับว่า ๖๗ เปอร์เซ็นต์ของการไปตรวจสอบ ผักสดในตลาดมันมีสารตกค้างเกินมาตรฐาน หรือแม้กระทั่งเรามีประชากรที่มีสุขภาวะ ด้อยโภชนาการอยู่ ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะเนื่องจากตัวอาหารในการบริโภคก็ดี การเข้าถึง อาหารก็ดี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญ
ประเด็นที่ ๓ ที่เปึนเรื่องสำคัญ ก็คือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร หลายท่าน คงมีความเข้าใจว่าเราเปึนแหล่งครัวโลก เราเปึนประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหาร เราเปึน แหล่งส่งออกอาหารที่เปึนต้น ๆ ของโลก แต่พอเรากลับมาดูใน Global Index ของ Food Security ความจริงมีท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เรากลับมาดูอันดับ ผมลงรายละเอียดนิดหนึ่ง ในป้ที่แล้วในป้ ๒๕๖๔ เรายังอยู่ในอันดับที่ ๕๑ แต่พอมา ป้ ๒๕๖๕ เราตกไปอีก ๑๓ อันดับ เราตกไปอยู่ที่อันดับที่ ๖๔ สถานการณ์มันยิ่งเลวร้าย เพิ่มมากขึ้น เราเปรียบเทียบในประเทศอาเซียน ประเทศที่เขาไม่ได้เปึนผู้ผลิตอาหาร อย่างสิงคโปร์ อันดับเขาอันดับที่ ๒๘ ซึ่งเปึนอันดับที่ ๑ ในอาเซียน มาเลเซียอันดับที่ ๔๑ เวียดนามที่บอกแข่งกับเรา แข่งกันไปแข่งกันมานี่ ความมั่นคงทางอาหารเขาดีกว่าเราเกือบ ๒๐ อันดับ เขาอันดับที่ ๔๖ อินโดนีเซียอันดับที่ก่อนหน้าเรา ๑ อันดับ เราแปลกใจไหม ว่าทำไมความมั่นคงทางอาหารเรานี่ด้อยกว่าเขา พอไปดูปัจจัยชี้วัดตัวย่อย ๆ เช่น มันมี อาหารเพียงพอไหม เราอาจจะมีอาหารเพียงพอข้อ ๑ แต่การเข้าถึงอาหารในทางด้าน กายภาพและเศรษฐกิจ คุณภาพของการเข้าถึงอาหารผมคิดว่าถ้าเราเข้าถึงเราจะไม่พบภาวะ ของคนด้อยสุขภาพ สุขภาวะถึง ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ของประชากร หรือการใช้อาหารที่เราพิจารณาถึงตัวคุณภาพ ชนิด ประเภท เช่น อาหารที่มันมีโปรตีนสูงนี้ ในเด็กมีโอกาสที่จะได้รับบริโภคต่ำมาก หรืออันสุดท้ายก็คือเสถียรภาพของอาหารที่เรามี ความหลากหลายและสามารถเข้าถึงอาหารใน ๕ หมู่ของกลุ่มอาหารของเรานี้ เราไม่มี ความสามารถในการเข้าถึงอาหารในกลุ่ม ๕ หมู่กับกลุ่มคนที่ประสบภาวะอาหารขาดแคลน
ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าเปึนเรื่องสำคัญของบ้านเรานะครับ ก็คือจากการ ขาดแคลนอาหารในกลุ่มของประชากรที่ขาดแคลนคุณภาพอาหารที่บอกว่าประมาณเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมอยากเสนอให้รัฐบาลมีเรื่องสวัสดิการของอาหารของคน กลุ่มนี้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กที่อยู่ในวัยการศึกษาในชั้นประถม แล้วก็กลุ่มคนชรา กลุ่มผู้สูงอายุ ที่ไม่มีความสามารถในการที่จะเข้าถึงแหล่งอาหารได้ เพราะฉะนั้นการสร้าง สวัสดิการทุกโภชนาได้ก็จะเปึนสิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้าน ความปลอดภัยอาหารอาเซียน ของเรามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปเชิญท่าน รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อมีส่วนร่วมในการอภิปราย สนับสนุนความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ท่านประธาน Food Safety มันก็เปึนเรื่องที่สำคัญ ปัจจัย ๔ อย่างที่ทำให้มนุษย์อยู่ได้ ก็คืออาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย ทีนี้อาหารแถวอาเซียนก็เปึนอู่ข้าวอู่น้ำอยู่แล้วและเปึนครัวโลก อันนี้จะเปึนภาพจริงหรือเปึนภาพอะไรก็ไม่ทราบ เราก็พูดไปเรื่อย จนกระทั่งพบว่า ในอาเซียนก็มีสมาชิกอยู่ ๑๐ ประเทศ แล้วแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน ประเทศไทยยังต้อง ไปพึ่งจากล่าว เขมร หรือพม่าปลูกก็ยังมีเลย เพราะฉะนั้นจำเปึนอยู่ว่าต้องรักษามาตรฐาน ว่าเราอาเซียนจะไปด้วยกัน เหตุที่เรามาประชุมวันนี้ทุกท่านก็คงทราบแล้ว มติ ครม. ป้ ๒๕๖๔ ได้บอกว่าจะมาทำสัตยาบัน ก็เผอิญมีการยุบสภา รัฐบาลปัจจุบันนี้ก็เลยต้อง นำเสนอเข้ามาเพื่อผ่านรัฐสภาแล้วจะได้ประกาศใช้เสียที ท่านประธานครับ ความมั่นคงกับ ความปลอดภัยของอาหาร ความมั่นคงนี่ก็อันหนึ่ง ความปลอดภัยก็คือ Security อันนี้มัน มักจะไปด้วยกันแล้วก็พูดสับไปสับมา ผมดีใจว่ามีความตกลงเปึนกรอบข้อบังคับนี้เปึนทั้ง ภาษาอังกฤษแล้วมีแปลให้เราด้วย อันนี้ก็จะฝ๊กให้พวกเราได้ทราบว่าเวลาจะทำอะไร อยู่ในโลกนี้คนเดียวไม่ได้ ต้องมีการร่วมมือกันบูรณาการ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เปึนหลักว่า ในแต่ละประเทศที่อยู่ในอาเซียนต้องนำไปปฏิบัติ ก็มีท่านสมาชิกได้พูดไปเยอะ แต่ผมพูดถึง ใน Concept ที่เขาเขียนไว้อันแรกเลยครับ ต้องคำนึงถึงวิสัยทัศน์ ส่งเสริมความปลอดภัย อันที่ ๒ ต้องยอมรับความร่วมมือบูรณาการ ประเด็นนี้ไม่ว่าด้านการเกษตร เศรษฐกิจ หรือสาธารณสุข อันที่ ๓ ต้องทราบว่ากรอบข้อบังคับนี้มีข้อบังคับที่จะใช้ต่าง ๆ แล้วใครเปึ้น คนรับผิดชอบ แล้วก็มีความปรารถนาที่จะหาแนวทางที่จะเชื่อมโยงบูรณาการอันนี้มันสำคัญ จริง ๆ ท่านประธานทราบไหมครับ ดัชนี Global Food Security Index ที่เขาสำรวจกันนี้ เขาดูอยู่ ๔ อย่าง ก็คือเรื่องการจะเข้าซื้อได้ไหม Affordability หรือว่าให้ Availability หรือเปล่า คือจะมีอยู่หรือเปล่า แล้วก็ Quality และ Safety เปึนส่วนหนึ่ง อันที่ ๔ ก็คือ Sustainability และ Adaptation อันนี้มันจำเปึนต้องไปด้วยกันหมดนะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าป้ ๒๐๒๒ Index ที่ว่านี้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๖๔ ร่วงลงมา จากอันดับที่ ๕๑ แล้วประเทศไทยมีความอ่อนแอด้านอาหาร โดยเฉพาะด้านคุณภาพ ท่านประธานไม่ต้องเปึนห่วงนะครับ ที่ทำให้มีคุณภาพดีก็มีที่ไปขายต่างประเทศ แล้วก็ เขามั่นใจที่จะซื้อสินค้าไทย ยกตัวอย่างเช่นที่ผ่านมาท่านนายกแพทองธารก็ได้ไปเยี่ยมทาง ตะวันออกกลาง ก็มีผู้นำแล้วก็นักธุรกิจมาเยอะแยะ เราก็สามารถที่จะนำอาหารที่มีคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับเรียบร้อยไปขายเขาก็สนใจกันเยอะแยะ ทำอย่างไรครับ เขายังบอกเลยว่า ของเราเวลามีผลกระทบต่าง ๆ ขึ้นมาเราจะรับได้ไหม โดยเฉพาะถ้ามีภาวะโรคระบาด ร่วมด้วย หรือมีความขัดแย้งกัน หรือแม้กระทั่งภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปพวกนี้ เพราะฉะนั้น ข้อตกลงต่าง ๆ มั่นควรจะมีข้อยืดหยุ่นและปรับตัวเองได้เสมอ ความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร มั่นคงนะครับ เช่น อาหารขาด เมื่อสักครู่มีท่านสมาชิกได้กล่าวถึงว่าคนไทยบางกลุ่มก็ยังไม่มี โอกาสได้เข้าถึงอาหารเลยจากความยากจน อันนี้ก็ต้องคำนึงเปึ้นเรื่องภายในนะครับ
อีกอันหนึ่งประเทศไทยก็มีเห็นไหมครับ เดี๋ยวก็น้ำแล้ง น้ำมาก ภัยพิบัติ ธรรมชาติก็มีเยอะแยะ อันนี้เปึนเรื่องของประเทศไทยต้องปรับตัว แต่อีกอันหนึ่งที่ผม อยากจะเสนอนิดหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ก็กำลังพูดถึงเรื่องคุณภาพอาหาร ที่ประเทศไทย ตอนนี้ไปเสพอาหารเค็ม หวาน ทำให้เกิดมีโรคอ้วนขึ้นเยอะแยะ แล้วที่สำคัญก็คือมีโรค ที่เรียกกว่า NCDs เกิดขึ้น อันนี้ก็เกี่ยวกับคุณภาพทางอาหาร ท่านก็สนับสนุนให้มีการ ทำอาหารเพื่อปัองกันโรคที่เรียกว่า NCDs ก็คือโรคที่ไม่ระบาดแต่เปึนเรื้อรัง ดังนั้นข้อตกลงนี้ ผมอยากให้ท่านสมาชิกดูให้ละเอียด แล้วก็มาช่วยกันตรวจสอบว่าประเทศเราได้ทำไปตาม กติกาที่เราไปลงนามกับเขาไหม ไม่ว่าจะเปึนตั้งแต่เรื่องผลิต จนกระทั่งผลผลิต แม้กระทั่ง เกิดภาวะฉุกเฉินเราจะทำอย่างไร แล้วมีใครเปึนเจ้าภาพ มันชัดเจนก็จะทำให้อาเซียนของเรา ก็จะได้เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องมีการเตรียมตัว มีข้อมูล แล้วเขา เน้นจริง ๆ ทางนี้คือด้านวิทยาศาสตร์ว่าทุกอย่างต้องมีข้อมูลวิทยาศาสตร์ Backup ถ้ายังไม่มี ก็ฟังไว้ก่อนแล้วก็ทำไป แต่ถ้าเมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์พัฒนาขึ้นก็ให้เปลี่ยนไปตามนั้น เพราะฉะนั้นผมจึงขอสนับสนุนที่จะรับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียน ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอร่วมอภิปรายในความตกลงว่าด้วยกรอบ ข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสในการทำงานเกี่ยวกับ สมัชชารัฐสภาอาเซียน หรือ AIPA มาจะ ๕ ป้แล้ว ก็จะมีกรอบการตกลงอย่างนี้พอผ่านตา มาบ้างอยู่แล้ว ซึ่งอันนั้นเปึนส่วนของสมาชิกสภาในแต่ละประเทศที่ได้คุยกัน ซึ่งโดยหลักแล้ว ก็จะมาจากกรอบความตกลงจากการประชุมใหญ่ของอาเซียนที่เปึนของฝ์ายบริหาร แล้วก็ อีกเดือนหนึ่งก็จะมาประชุมใหญ่กันเปึนประจำทุกป้ ซึ่งป้หน้าก็ตามเดิมเปึนประเทศมาเลเซีย ซึ่งต้องบอกอย่างนี้ผมไม่มีปัญหาด้านเนื้อหาเลย เพราะว่าจริง ๆ แล้วอาเซียนเราก็ได้ก่อตั้ง และรวมกันจากโลโกแล้วก็เปึนฟางข้าว และข้อตกลงแรก ๆ ตั้งแต่ป้ ๑๙๗๙ ก็เปึนเรื่อง เกี่ยวกับ Food Security หรือว่าความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่ความปลอดภัย เพราะอันนี้เปึน เรื่องของความปลอดภัย ซึ่งตอนนั้นก็จะให้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้ลงขันกันครับ ลงขันเก็บข้าวไว้ในโกดังเพื่อว่ายามฉุกเฉินประเทศไหนขาดแคลนหรืออะไรต่าง ๆ ก็จะได้เบิก ข้าวนั้นมาใช้ได้ ประเทศไทยเปึนก็ประเทศแรก ๆ ตอนนั้นมีประมาณ ๔ ๕ ประเทศที่เปึนสมาชิกก่อตั้ง ก็ได้ลงไป ๑๕,๐๐๐ ตัน แล้วก็ประเทศอื่น ๆ ตามลำดับ อันนี้ก็เปึนความร่วมมือกันที่ต่อยอด และผมมองว่าเปึนความท้าทายสำหรับโลกใบใหม่ที่ตอนนี้ก็จะเริ่มมีการวางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องอาหาร เรื่องสนามบินเอย อะไรเอยที่จะเปึนเรื่องเกี่ยวกับว่าต้องมีมาตรฐาน คาร์บอนเครดิตต่าง ๆ เรื่องอาหารก็คือเรื่องความปลอดภัย
ทีนี้ผมว่ามันมีปัญหาอยู่นิดหนึ่งในการทำข้อตกลงต่าง ๆ เหล่านี้ มักจะมาถึง สภาในขั้นตอนตามกฎหมายเรียกว่า Consent to Be Bound ก็คือจริง ๆ วันนี้เราโหวต อย่างอื่นไม่ได้ เราต้องโหวตผ่านอยู่แล้วครับในสภาแห่งนี้ เพราะว่าเปึนหลักการระหว่าง ประเทศที่ทุกคนมอบอำนาจให้ฝ์ายบริหารไปไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครคุยกับฝ์ายบริหาร เพราะว่าไปตกลงอะไรมาแล้วก็ไม่แน่ใจว่าตกลงนั้นมันใช้ได้จริงหรือเปล่า มันจะผ่านสภา หรือไม่ แต่ผมเอาอย่างนี้ เข้าใจในหลักการสากลนั้นแต่เรามาทำกระบวนการภายในเรา ให้ดีขึ้น เปึนข้อเสนอดังนี้ ก็อยากเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วตอนนี้ผมเองหรือ ท่านร่มธรรมเอง แล้วก็ท่านข้าวฟ์างที่เปึนสมาชิกรุ่นใหม่หลาย ๆ ท่านที่มีความสนใจเกี่ยวกับ การทูตรัฐสภา หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับรัฐสภา ก็ได้คุยกับท่านรอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านภราดร ปริศนานันทกุล ก็ได้มีการจัดตั้งกรรมการยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของสภาขึ้นมาครับ แล้วก็หวังใจว่าในอนาคตพอเราได้พูดคุย ถึงกรอบและหลักการแล้วก็อยากได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกด้วย ยกตัวอย่าง เรื่องนี้ เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องเกษตร เรื่องอาหารล้วน ๆ เลยครับ จริง ๆ แล้วมันควรจะนำ เรื่องนี้มาผ่านคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องก่อนหรือไม่ อาทิเช่น คณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ เปึ้นต้น ให้เขาได้รับทราบก่อน อยากให้ทางฝ์ายเลขาของสภาและรัฐสภาดู เรื่องนี้ด้วย อยากให้เข้าทั้ง สส. และ สว. เลยให้ได้รับทราบก่อน เพราะไม่อย่างนั้นไม่มี Comment เลย ไปตกลงอะไรมาก็มัดมือชกเราก็มากันอย่างนี้ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว ปกติแล้วจะมีสมาชิกอภิปรายเยอะมาก เพราะเปึนเรื่องของการเกษตร เพราะผมเชื่อว่า สส. เขตหลายท่านมาจากพื้นที่ที่มีการทำการเกษตร ข้าวของราคาพืชผลตกต่ำใด ๆ จริง ๆ แล้ว บางครั้งเราอย่าไปดูเรื่องอื่น บางครั้งเราอย่าไปโทษดิน ฝน มันเปึนเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างเรื่องของต่างประเทศเหล่านี้ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเราไม่ได้รับรู้และเปึนตัวแทน ของประชาชนเราในการไปทำข้อตกลงนั้นเลย ก็ฝากไว้ว่าในอนาคตก็มาร่วมกันทั้ง ๒ สภา ทุกพรรคการเมือง แล้วก็จะได้มากำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐสภาเราในการทู้ตระหว่าง ประเทศ และทวงคืนสิทธิในการที่จะเจรจาและปกปัองผลประโยชน์ของประชาชนคนไทย แล้วก็พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่ของพวกท่านให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการทำงานของ พวกเราในอนาคต ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เหลืออีก ท่านหนึ่งครับ คือท่านอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ขอเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายร่วมตั้งข้อสังเกตแล้วก็ สนับสนุนในกรอบความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนหรือ ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement ต้องขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ Trend อาหารปลอดภัยนั้นเปึน Trend ของโลก และไม่เฉพาะประเทศไทย หลายประเทศในอาเซียนก็ปวารณาตัวเองขอเปึนครัวของโลก เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ บอกว่าไทยไม่ใช่เปึนเบอร์ ๑ ของอาเซียนในมิติของการมีอาหาร มั่นคงหรือมีความมั่นคงทางอาหาร เราก็อยู่ตามหลังสิงคโปร์ ตามหลังมาเลเซีย ตามหลัง อินโดนีเซีย โดยเฉลี่ยสถิติแต่ละป้ก็อยู่ประมาณอันดับ ๓-๕ ประเทศในอาเซียนมี ๑๐ ประเทศ ก็ถือว่าเรากลาง ๆ ครับ ค่อย ๆ ไป ค่อย ๆ มา นั่นเปึนมิติเรื่องความมั่นคง ทางอาหาร แต่ถ้าเจาะลงไปเรื่องความปลอดภัยของอาหาร หรืออาหารปลอดภัย โดยเฉพาะ อาหาร Plant Based ต้องเรียนเลยครับว่าประเทศไทยคือมหานครอันดับ ๑ ของอาหาร เพื่อสุขภาพแห่งอาเซียน ดังนั้นความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับนี้จะเปึนพาหนะสำคัญที่จะเปึนเครื่องมือนำพา เราไปสู่เปัาหมายที่จะไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและอาหารปลอดภัย ท่านประธานครับ วันนี้ไม่ลำพังแต่ From Farm to Table อาหารปลอดภัยต้องสามารถสืบค้นย้อนหลัง กลับไปได้ว่าผลิตจากฟาร์มไหน เกษตรกรผู้ปลูกคือใคร และต้องรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ ต้นทางยันถึงปลายน้ำ เมื่อผู้บริโภคปลอดภัย ผลิตอาหารปลอดภัย เกษตรกรผู้ผลิต ก็ต้องปลอดภัยด้วย เราไม่ต้องพูดผลิตภัณฑ์อื่นละครับ เอาสินค้าเกษตรตัวหนึ่งก็คือราชา ผลไม้โลกอย่างทุเรียน ผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากอำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอสิชล จังหวัด นครศรีธรรมราช ก็พบปัญหานี้ว่าการดูแลทุเรียนในยุคปัจจุบันนี้ทุเรียนดูแลยาก ตั้งแต่ราก ทุเรียนเปึนพืชที่ต้องการใช้น้ำมาก แต่มากเกินไปรากเน่า ขาดน้ำทุเรียนตาย บางคนบอก ปลูกทุเรียน ๓ ป้ ถ้ารอดคือรอด ไม่ใช่นะครับ ๔ ป้ก็สามารถตายได้ ใบถ้ามีปัญหาก็ต้องมียา ทางใบ ลูกต้องการให้ได้เปึน ๔ ป้ก ๔ พู สวยงาม ก็ต้องฉีดยา ฉีดสารเข้าไปในลูก จนเกิด กรณีของ BY2 หรือสารเหลือง สมัยก่อนนี่โบร่ำโบราณชาวสวนทุเรียนเขาจะใช้ขมิ้นในการที่ จะทำให้ทุเรียนนั้นสีเหลืองทองสวยงาม แต่ปัจจุบันนี้ขมิ้นไม่พอแล้วครับ ต้องใช้สารพิเศษ จนมีสารตกค้างทั้งมิติของแคดเมียม แล้วก็มิติของ BY2 นี่เปึ้นเพียง ๑ ตัวอย่างว่าไม่ลำพัง ประเทศไทย แต่อาเซียนต้องลุกขึ้นมาตระหนักรู้ไปพร้อม ๆ กันในการสร้างกลไกอาหาร ปลอดภัยเพื่อคนไทย เพื่อคนอาเซียน และเพื่อชาวโลก ผมมีข้อสังเกต ๕ ประการ ในความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนนี้ว่าจะมีผลดีต่อเรา อย่างไรบ้างครับ
ประการที่ ๑ เปึนการยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยในอาเซียน ส่งเสริม ให้มวลหมู่สมาชิกอาเซียนมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหารที่สอดคล้องและเปึน มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่พอเกิดเหตุมาต่างฝ์ายก็จะตีกรอบประเทศตัวเองว่า พืช ผัก ผลไม้ ที่ไม่ปลอดภัยนี้ไม่ได้มาจากประเทศเรา มาจากประเทศโน้น ชี้กันไปชี้กันมา สุดท้ายเสียหาย ทั้งระบบครับ มีคำกล่าวว่าความเชื่อมั่นนั้นสามารถใช้เวลานานมากกว่าจะสร้างได้ แต่ทำลาย ได้ง่ายครับ ดังนั้นการมีและการรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นนั้นเปึนสิ่งสำคัญ
ประการที่ ๒ ส่งเสริมการค้าและลดอุปสรรคทางการค้า จะต้องไม่มี ประเทศใดนำข้ออ้างหรือข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัยทางอาหารนั้นมาเปึนข้อกีดกัน ทางการค้าระหว่างกัน เพราะทุกประเทศปลอดภัยหมดจะไม่มีใครใช้ข้ออ้างนี้ไปกีดกันสินค้า จากประเทศเพื่อนบ้าน
ประการที่ ๓ เพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภค ผู้บริโภคสามารถจะไปสืบค้นได้ว่า วัน เดือน ป้ ที่ผลิตเมื่อไร อย่างไร ต้นทางฟาร์มอยู่ที่ไหน เข้ามาในอาเซียนอย่างไร มีความ ปลอดภัยตามมาตรฐานอาหารปลอดภัยที่กำหนด
ประการที่ ๔ สนับสนุนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครับ วันนี้เปึนสิ่งสำคัญครับ ผมยกตัวอย่างต่อเนื่องจากเรื่องของทุเรียน ก่อนที่จะเกิดปัญหา ราคาทุเรียนสูงกว่านี้ แต่ปรากฏว่าพอทางจีนบอกว่ามี BY2 เราจะต้องไปเข้าแล็บในการ ตรวจสอบ ปรากฏว่าแล็บทั้งประเทศไทยไม่พอตรวจครับ จะต้องไปรอเข้าคิวในการตรวจ ทางนครศรีธรรมราชบอกว่าก็อยากจะได้เพิ่มอีก ๒-๓ จุด หลายจังหวัดก็อยากได้เพิ่ม ดังนั้นถ้าเรามีการสร้างนวัตกรรม มีเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสามารถตรวจสอบได้และเปึน มาตรฐานที่เปึนสากล ก็จะช่วยให้อาหารปลอดภัยเกิดขึ้นและเปึ้นที่ยอมรับได้ในวงกว้าง
ประการที่ ๕ เสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในอาเซียน จะไม่มี ปรากฏการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือปรากฏการณ์ปลาเล็กเสียเปรียบปลาใหญ่อยู่ร่ำไป ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเข้าถึงโอกาสในการแข่งขันนี้ ในการผลิตอาหารปลอดภัยเข้าไปในอาเซียน เนื่องจากว่าทุกคนต้องเข้าถึงมาตรฐานอาหาร ปลอดภัยที่เปึนที่ยอมรับในระดับสากล ถามว่าถ้า SMEs ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเงินลงทุน ทำอย่างไร เราก็สนับสนุนส่งเสริมเพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานที่เปึนหนึ่งเดียว ต้องยอมรับว่าวันนี้อย่างที่ผมเรียนว่าอาหารปลอดภัยเปึน Trend ของโลก ความมั่นคงทาง อาหารมีดี แต่ว่ามั่นคงแล้วต้องปลอดภัยด้วย ดังนั้นความตกลงนี้จึงเปึนก้าวย่างสำคัญในการ จะพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยและของอาเซียนให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ที่สำคัญครับ ปลอดภัยแล้วต้องปลอดภัยอย่างยั่งยืน
ดังนั้นผมจึงขอเรียนว่าข้อสังเกต ๕ ประการที่ผมเรียนในวันนี้ไม่ใช่ก้าวแรก แต่ต้องต่อยอดไปเรื่อย ๆ และสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในอาเซียน อาเซียนต้องเปึนหนึ่งเดียวและมิติอาหารปลอดภัย ความมั่นคงทางอาหารนั้นจะเปึนใน ๑ มิติ ที่สร้างบรรทัดฐานและเปึ้นที่ยอมรับร่วมกันในอาเซียน ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนความตกลง ว่าด้วยกรอบข้อบังคับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกได้อภิปรายครบ ทุกท่านแล้ว ขอเชิญท่านรัฐมนตรีตอบชี้แจงครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร แห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ชี้แจงเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับ ด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน ดิฉันขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้อภิปราย ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อสังเกต รวมถึงข้อห่วงใย ท่านพรชัย ท่านณัฏฐ์ชนน ท่านจรยุทธ ท่านวิธาวีร์ ท่านปทิดา ท่านณัฐวุฒิ ท่านเปรมศักดิ์ ท่านจิตติพจน์ ท่านสกล ท่านอังคณา ท่านปรเมษฐ์ ท่านธิษะณา ท่านร่มธรรม ท่านอภิสิทธิ์ ท่านเชิดชัย ท่านเท่าพิภพ และท่าน อนุสรณ์ ก่อนอื่นดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าในเรื่องของการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหาร ของประเทศไทยดำเนินการโดยหลายภาคส่วน แต่หลัก ๆ แล้วตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ก็็จะเกี่ยวข้องกับ ๒ กระทรวงหลัก ์ก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง สาธารณสุข และยังมีบางส่วนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรม ดิฉันขอเรียน ให้ทราบในหลักการว่าในส่วนต้นน้ำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการส่งเสริม การสนับสนุน การควบคุมกำกับตามกฎหมาย ตามภารกิจ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของความปลอดภัยอาหารให้เกษตรกรสามารถที่จะผลิตอาหารได้อย่าง ถูกต้องและปลอดภัย ในเรื่องของการส่งเสริมมาตรฐานต่าง ๆ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในเรื่องของการกำกับดูแลการผลิต ไม่ว่าจะเปึนพืช ประมง ปศุสัตว์ โดยกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ ก็จะทำหน้าที่ดังกล่าวในการดูแลเรื่องของต้นน้ำนะคะ
ในส่วนของกลางน้ำและปลายน้ำก็จะถูกกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมี พ.ร.บ. อาหาร และมีประกาศที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่ ๔๒๐ ว่าด้วยเรื่องของ GMP ซึ่งผู้ผลิตอาหารจะต้องดำเนินการให้เปึ้นไป ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว นอกเหนือจากนั้นกลไกในการกำกับดูแลของ แต่ละหน่วยงานก็จะมีการเฝั้าระวัง มีการสุ่มตัวอย่าง มีการตรวจสอบรับรองในแหล่งผลิต และโรงงานด้วย อันนี้เปึนกลไกของประเทศไทยซึ่งมีการพูดคุยหารือกันผ่านทางกลไกต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ท่านสมาชิกรัฐสภาอภิปรายว่าน่าจะต้องมีความใกล้ชิดมากไปกว่านี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ขอน้อมรับในข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังกล่าวนะคะ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าในกระบวนการเรื่องของระบบควบคุมความปลอดภัยอาหาร มีเจ้าหน้าที่ทั้ง ๒ กระทรวงหลัก ๆ ในการกำกับดูแล เพราะฉะนั้นมีเจ้าหน้าที่เปึนจำนวนมาก ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการควบคุมอาหารนำเข้าก็จะมีทั้งด่านตรวจพืช ด่านปศุสัตว์ ด่านประมง และด่านอาหารและยา ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็จะดำเนินการควบคุม กำกับ ดูแลตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง แต่ท่านให้ข้อเสนอแนะเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เรื่องของความตระหนักรู้ ของผู้บริโภคทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ก็จะขอน้อมรับ ในเรื่องของการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
ในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลในประเทศไทยหากมีการตรวจพบปัญหา ความไม่ปลอดภัยจะต้องมีการเผยแพร่หรือไม่ อันนี้ดิฉันเรียนให้ทราบว่าในความตกลง ดังกล่าวจะครอบคลุมเรื่องของการค้าสินค้าข้ามประเทศ เพราะฉะนั้นในเรื่องกลไกการเฝั้า ระวังการตรวจพบเปึนเรื่องของประเทศสมาชิกที่จะต้องจัดการดูแล แต่ให้ความมั่นใจแก่ ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ว่าสินค้าที่จะส่งออกจะต้องมีมาตรฐานในเรื่องของความปลอดภัย เปึ้นหลัก และมีเรื่องของเอกสารที่จะแนบท้ายตัวความตกลงนี้หนึ่งในนั้นก็จะเปึนเรื่องของ ASEAN Rapid Alert System for Food and Feed หรือว่าระบบแจ้งเตือนภัยอาหารและ อาหารสัตว์ ซึ่งสามารถที่จะสื่อสารให้กับผู้บริโภคในอาเซียนได้ทราบว่ามีการตรวจพบ เรื่องของความไม่ปลอดภัยอย่างไรนะคะ
ในประเด็นถัดไปเรื่องของข้อสังเกตของท่านสมาชิกรัฐสภาที่หยิบยก เรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องของอาหารอินทรีย์ มาตรฐานอินทรีย์ที่เขียนบอกเอาไว้เปึน ข้อยกเว้น ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเรื่องของฝุ์น PM2.5 ที่ท่านได้กล่าวถึง ซึ่งอาจจะมาจากการเผา ในประเด็นสิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะอยู่ในขอบข่าย งานของรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม และมีการจัดทำความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษ จากหมอกควันข้ามแดน ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution มีการจัดทำความตกลงดังกล่าวไปแล้ว จึงเปึนเรื่องของกรอบความตกลงอาเซียนในด้านอื่น ซึ่งความตกลงนั้นจะมีเรื่องของมาตรการที่อยู่ภายใต้ความตกลงเรื่องของการเฝั้าระวัง และการติดตามสถานการณ์ไฟป์า การปัองกันและควบคุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดหมอกควัน ซึ่งประเทศสมาชิกจำเปึ้นที่จะต้องดำเนินการให้เปึนไปตามความตกลงดังกล่าว ในเรื่องของ เกษตรอินทรีย์ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการร่างความตกลงว่าด้วย เกษตรอินทรีย์ของอาเซียน เพราะฉะนั้นความตกลงดังกล่าวก็อยู่นอกเหนือเรื่องของความ ตกลงความปลอดภัยด้านอาหารนะคะ
ในประเด็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยของ อาเซียน จะประกอบด้วยหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเปึนภาครัฐของแต่ละ ประเทศ ทางด้านเกษตร ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านสุขภาพ แต่ละประเทศก็จะมีกลไก ในการเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมของตัวเอง เพราะฉะนั้นก็จะมีการรับฟังความเห็น ก่อนที่จะมาดำเนินการเข้าสู่ที่ประชุม สำหรับเรื่องของมาตรฐานที่จะใช้ในอาเซียนแน่นอนว่า มาจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น CODEX หรือว่าองค์การสุขภาพสัตว์ หรือเรื่องของ IPPC จะเปึนหน่วยงานสากลที่อยู่ภายใต้ดับเบิลยูทีโอเปึนหลักที่อาเซียนเองจะรับเอา มาตรฐานเหล่านั้นมาบังคับใช้
ในเรื่องของผู้ผลิตรายย่อยตามที่ท่านได้กรุณาหยิบยกในเรื่องของข้อ ๕ บททั่วไป ให้มีการพิจารณาเปึนพิเศษแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้ยกระดับ ระบบประกันความปลอดภัยอาหาร เรื่องนี้อาเซียนได้คำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อย แล้วก็จะต้องนำมาพิจารณาแนวทางในการดำเนินการที่เปึนรูปธรรมต่อไป โดยสรุปแล้วดิฉัน ก็มีข้อชี้แจงตามที่ได้เรียนท่านสมาชิกรัฐสภาให้ทราบแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ยังมีสมาชิกท่านใดจะ เสนอแนะอีกไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะขอให้ทาง มกอช. ได้เอากรณีของสมาคมอุตสาหกรรมน้ำตาลแปรรูปไทย ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน สินค้าไปแล้ว แต่ถูกตีกลับจากประเทศคู่ค้าเปึนกรณีตัวอย่างว่า เมื่อพี่น้องซึ่งเปึนนักธุรกิจ น้ำตาล ซึ่งก็กระทบถึงชาวไร่อ้อยในที่สุดประสบปัญหาอย่างนี้ควรที่จะมีตั้งศูนย์รับเรื่องราว ร้องทุกข์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข อย่างเปึนระบบ ไม่อย่างนั้นผู้เสียหายซึ่งเสียหายนับ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ทราบจะอยู่ได้ อย่างไร เพราะว่าเปึนธุรกิจที่ถือว่าตั้งต้นมาจากธุรกิจอ้อยและน้ำตาล ซึ่งก็เกี่ยวพันกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมจึงอยากฝากในขั้นตอนปฏิบัติ เมื่อเราผ่านความตกลง ไปแล้ว ผมคิดว่าการปฏิบัติส่วนที่สำคัญก็คือเมื่อสินค้าที่เราเชื่อว่าปลอดภัย ผ่านมาตรฐาน จาก มกอช. ออกไปแล้ว ประเทศคู่ค้ามีปัญหาจะทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุนยับเยินเหมือนกรณี ที่ผ่านมา จึงกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้จะต้องคิดให้ครบวงจรด้วย อย่าคิดเพียงแค่ ส่งออกได้ ถูกตีกลับมาจะแก้ปัญหาอย่างไรให้เกษตรกรและผู้ค้าอ้อยและน้ำตาลในประเทศ ไม่กระทบอย่างที่เปึนอยู่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ในนามของรัฐสภายินดีต้อนรับ คณะอาจารย์และนักศึกษาวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต อำเภอเมือง ปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๕๐ คน วันนี้เข้าฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันพุธที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๘
ท่านผู้ชี้แจงจะชี้แจงไหมครับ ท่านผู้ชี้แจงไม่ชี้แจง ก็เปึ้นอันจบการชี้แจงแล้ว ต่อไปจะเปึนการลงมติให้ความเห็นชอบความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แ๊สดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ
ชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๒๙ ขอแสดงตนครับ
ชวภณ ๒๙ แสดงตนครับ ยังมีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนอีกไหมครับ
ท่านประธานครับ สิทธิพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๑๘ แสดงตนครับ
ท่านสิทธิพล ๔๑๘ แสดงตน ยังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนอีกไหมครับ ถ้าไม่มีข้อป่ดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น ๕๔๕ บวก ๒ เปึ้น ๕๔๗ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะขอถามมติจาก ที่ประชุมว่า จะให้ความเห็นชอบความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Framework Agreement) หรือไม่ ขอเชิญ ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย
ท่านประธาน ผมรบกวนให้ฝ์ายเลขาขึ้นจอซ้ายมือให้หน่อยครับ ตอนนี้ยังค้างอยู่ที่แสดงตนอยู่ครับ
ฝ์ายเลขาขึ้นจอหน่อยครับ
ถูกต้องแล้ว ท่านประธาน ขึ้นจอถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง เชิญครับ
ท่านประธานครับ พรรคประชาชน หมายเลข ๔๒๐ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม ชวภณ วัธนเวคิน สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๒๙ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วย ๒ ท่าน ยังมีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนนครับ เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๕๐ บวก ๒ เท่ากับ ๕๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๕๔๕ บวก ๒ เปึ้น ๕๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๓ ท่าน เปึ้นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียน (ASEAN Food Safety Regulatory Farmwork Agreement)
ก็จะเข้ามาสู่
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๑. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ขออนุญาต ให้ นางสาวอนัญ ยศสุนทร นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ สำนักงานกฤษฎีกา เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุมด้วย ผมอนุญาตนะครับ
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะเปึนการ พิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งจะเริ่มพิจารณาเริ่มตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ์ และเรียงลำดับมาตรา จนจุบร่าง โดยมีคำแปรญัตติอยู่ในรายงานการประชุมนี้แล้ว โดยผมจะให้กรรมาธิการที่สงวน ความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายนะครับ ต่อจากนั้นถ้ามีการแก้ไข ท่านสมาชิกก็จะอภิปรายได้ในส่วนที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนะครับ ขอเชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการได้แถลงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิก รัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตท่านประธานได้แถลงรายงานของ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ขออนุญาตท่านประธาน ที่จะอ่านถ้อยแถลง
ตามที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญประจำป้ครั้งที่สอง) วันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปึนผู้เสนอ และที่ประชุมแห่งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา โดยกำหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วัน มีผู้เสนอคำแปรญัตติ ๒ ท่าน คือนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ขอแปรญัตติแก้ไขความในมาตรา ๓ และนางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา ขอแปรญัตติแก้ไขความในมาตรา ๔
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จำนวน ๑๔ คน และมีการประชุมทั้งสิ้น ๗ ครั้ง โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วม ประชุมเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเปึ้นผู้เสนอ โดยข้อเสนอแนะของทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีจำนวนทั้งหมด ๗ มาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากร่างที่คณะกรรมาธิการรับมาจาก ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในชั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่ง จำนวน ๓ มาตรา คือแก้ไข เพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ๒. แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๓๒ ๒. แก้ไข มาตรา ๔ แก้ไขมาตรา ๑๓๒/๒ และมาตรา ๑๓๒/๓ และแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๖ ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบกับการแก้ไขนี้ มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวน ความเห็นไว้ในมาตราดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้แก้ไขถ้อยคำในรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเ์ปึนถ้อยคำที่ไม่สมบูรณ์ ดังต่อไปนี้
การแก้ไขถ้อยคำนี้เปึนการแก้ไขถ้อยคำซึ่งเติมคำว่า พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ เข้าไปจากร่างรายงาน แก้ไขในเรื่องที่ ๑ คือหน้าที่ ๔ ข้อ ๗ จากความเดิม ๗. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผู้เสนอคำแปรญัตติ จำนวน ๒ คน ขอแก้ไขเปึ้น ๗. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผู้เสนอคำแปรญัตติ จำนวน ๒ คน คือ ๒. ในหน้าที่ ๔ ข้อ ๘ ผลการพิจารณาความเดิม ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข ขอแก้ไขเปึ้น ชื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข
ดังนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จึงขอเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญตามที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมและมีข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเพื่อให้ที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ กำหนดให้พิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๘๐ วัน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ท่านประธานได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระจะสิ้นสุดใน วันที่ ๙ มีนาคม เปึนวันสุดท้าย ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุระเบียบวาระในวันนี้ ซึ่งทันกับกำหนดเวลา จึงขอรายงานมาเพื่อให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาตาม ข้อบังคับและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการครับ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๓๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
มีกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นจะขออภิปรายในเบื้องต้นนี้มี ๓ ท่าน ผมจะเรียกตามลำดับไป ขอเชิญท่านนพดล ปัทมะ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้สงวนความเห็น ในมาตรา ๓ ที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กราบเรียนท่านประธานผ่านไป ยังสมาชิกรัฐสภาอย่างนี้ครับ ความเดิมนี้มาตรา ๑๓๒ ระบุว่าผู้ให้ถ้อยคำแก่ ป.ป.ช. ถ้ากระทำโดยสุจริตจะได้รับความคุ้มครองทั้งทางแพ่งและทางอาญา Concept ของมันคือ กระทำโดยสุจริต แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดถ้อยคำ ก็คือกระทำโดยสุจริตออกไป ซึ่งกระผมร่วมกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านได้สงวนความเห็นไว้ แล้วก็มีสมาชิก สงวนคำแปรญัตติไว้ว่าควรจะต้องมีคำว่า กระทำโดยสุจริต ท่านประธานที่เคารพครับ ผลของการตัดคำว่า กระทำโดยสุจริต ออกไป มันมีนัยทางกฎหมายอย่างไร มันมีนัยคือคน ที่ให้ข้อมูลแจ้งเบาะแสหรือส่งพยานหลักฐานให้กับทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง แม้กระทำโดยไม่สุจริตก็ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งเรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ นัยของการตัดข้อความนี้ออกไป ความจริงแนวคิดกระทำโดยสุจริตหรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า Act In good Faith หรือ Concept ของกฎหมายโรมันเมื่อ ๒,๐๐๐ ป้ที่แล้วก็คือ Bona Fide มันเปึน Concept ที่อยู่ในหลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ผมยกตัวอย่าง อุปมาอุปไม่ยเหมือนเครื่องแก๊งไทยกับอาหารไทยนั่นละครับ มันอยู่ด้วยกันมา ท่านนึกสภาพ แก๊งไทยที่ไม่มีเครื่องแก๊งไทยมันก็คงไม่เปึนเครื่องแก๊ง เพราะฉะนั้นเหมือนกันครับถ้าหลัก กฎหมายไม่มีหลักสุจริตในการเขียนกฎหมาย ก็เปึนปัญหาในทางปฏิบัติและเปึนการขัดกับ หลักนิติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการกระทำโดยสุจริตมันไม่ได้มีเพื่อปกปัอง ผู้กระทำเท่านั้น มันมีเพื่อปกปัองผู้ที่ถูกกระทำด้วย มันทำงาน ๒ ทาง มันเหมือนกับการ กลั่นกรองว่าคนที่จะกระทำการใดจะต้องมีความรับผิดชอบส่วนบุคคลตามมาด้วย ถ้าท่านประธานไปดูมาตรา ๔๒๑ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ท่านจะเห็นนะครับ เขาเขียนว่าการใช้สิทธิที่มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายถือเปึนการกระทำที่มิชอบด้วย กฎหมาย และแนวคิดของการกระทำโดยสุจริตในมาตรา ๓๒๙ ประมวลกฎหมายอาญา บอกว่าถ้าท่านกระทำโดยสุจริตแสดงความคิดเห็นติชม ท่านไม่ต้องมีความผิดตามกฎหมาย มาตรา ๓๒๙ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เพราะฉะนั้นแนวคิดหลักสุจริต กระทำโดย สุจริต มันไม่ได้อยู่ในกฎหมายแพ่งอย่างเดียว แต่มันอยู่ในกฎหมายอาญาด้วย ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นชัดอีกอันหนึ่งในกรณีสมมุติว่ามีเพื่อนบ้าน ๒ คน ก กับ ข ก ไปแจ้ง ป.ป.ช. บอกว่า ข ร่ำรวยผิดปกติน่าจะทุจริตมา ทั้ง ๆ ที่ ก ก็รู้ว่า ข นี่เพิ่งไปถูกร่างวัลที่ ๑ มา ๕ ใบ แล้วก็ไป เลี้ยงฉลองในการถูกร่างวัลมาด้วย รู้ว่าความร่ำรวยของ ข มาจากการถูกร่างวัล ไม่ได้มาจาก การฉ้อโกงหรือการทุจริต ทั้ง ๆ ที่รู้ก็ไปแจ้งความ อันนี้ถือว่าไม่สุจริตครับ เพราะฉะนั้น หลักการกระทำที่กระทำโดยสุจริตมันเปึนหลักการที่สำคัญอย่างยิ่ง มันไม่ใช่แค่การเขียน กฎหมายในเชิงธุรการ แต่เปึนการประคับประคองหลักการทางกฎหมายที่ต้องมีนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานที่เคารพผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านเพื่อขอการสนับสนุน ในแนวคิดของเสียงข้างน้อยอย่างนี้ครับ ถ้าท่านโหวตสนับสนุนการสงวนความเห็นของผม และกรรมาธิการอีกหลายท่าน สิ่งซึ่งจะเปึนผลตามมามีอย่างไรบ้างครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือเรารักษาหลักการเดิมที่มีอยู่ในมาตรา ๑๓๒ เดิม ก่อนที่ ครม. จะแจ้งเข้ามา เพราะร่างเดิมก็มีหลักการกระทำโดยสุจริตจึงจะได้รับความคุ้มครอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่กระทำโดยสุจริตจะไม่ได้รับความคุ้มครอง
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานต้องเข้าใจว่าประเทศไทยมันเต็มไปด้วยนักร้องครับ เต็มไปด้วยนักร้อง ผมไม่ได้พูดถึงคุณลำไย ไหทองคำ ผมหมายถึงคนที่ร้องเรียนร้องทุกเรื่อง ร้องบางเรื่องมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง นักร้องจะต้องถามตัวเองครับว่าเขากระทำโดยสุจริต หรือไม่ที่ไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. หรือไปร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นมันเปึน กฎเกณฑ์ที่เขาต้องรักษามาตรฐานนี้ไว้ ร้องมั่วไม่ได้ครับ ต้องกระทำโดยสุจริต
ประเด็นที่ ๓ การคงหลักการกระทำโดยสุจริต มันเปึนการรักษาสมดุลของ การเขียนกฎหมาย สมดุลคืออะไรครับ คือเราต้องคุ้มครองคนที่ถูกกระทำก็คือถูกร้องเรียน แต่ขณะเดียวกันเราก็เป่ดโอกาสให้คนไปร้องเรียนด้วย เพราะฉะนั้นเปึนการเขียนกฎหมาย ที่ไม่ได้เอียงไปเข้าข้างหนึ่งข้างใด ตราบใดที่ท่านกระทำโดยสุจริต ท่านได้รับความคุ้มครอง ถ้าไม่สุจริตก็ไม่ได้รับความคุ้มครอง
ประเด็นที่ ๔ มีบางคนบอกว่าถ้าเราไปเขียนเงื่อนไขกระทำโดยสุจริตมันเปึน การป่ดกั้นการตรวจสอบ มันเปึนการทำให้การไหลเวียนของข้อมูลมาสู่ ป.ป.ช. ไม่มาก เท่าที่ควร ทำให้การปราบปรามการทุจริตอาจจะมีอุปสรรค์ อันนี้ผมขอเถียงว่าไม่จริงครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าการนำข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานของรัฐมันทำได้หลายวิธี รวมทั้งบัตรสนเท่ห์ ไม่ต้องใส่ชื่อ ไม่ต้องแจ้งด้วยซ้ำไป ว่าท่านใดเปึนคนที่จะนำข้อมูลไปยัง ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นถ้าท่านเลือกที่จะใช้มาร้องเรียน ท่านก็ต้องมีความรับผิดชอบโดยกระทำโดยสุจริตนะครับ
ประเด็นที่ ๕ ความยุติธรรมในเรื่องนี้เราน่าจะปล่อยให้กับกระบวนการ ยุติธรรมก็คือให้ผู้พิพากษาท่านได้ไปพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดีว่าผู้ที่มาร้องเรียน ผู้มาให้เบาะแส ผู้มาแจ้งความ ผู้มาส่งพยานหลักฐานให้ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงมันสรุปได้หรือไม่ ว่าท่านกระทำโดยสุจริต การที่ให้ผู้พิพากษาอำนวยความยุติธรรมแต่ละคดีตามข้อเท็จจริง มันเปึนการอำนวยความยุติธรรมที่ละเอียดอ่อนกว่าการที่ตัดออกไปโดยสิ้นเชิง
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมคิดว่ากฎหมายที่จะผ่านรัฐสภาควรจะต้องมี มาตรฐาน ต้องมีมาตรฐาน ประเทศอังกฤษมีหลัก เขาเรียกว่าหลัก Supremacy of Parliament ก็คือความสูงสุดของรัฐสภา ผมอยากจะให้ประเทศไทยมีหลักของ Quality of Parliament ก็คือรัฐสภาที่มีคุณภาพ ออกกฎหมายที่มีคุณภาพ โดยคงหลักสุจริตไว้ใน มาตรา ๑๓๒ ก็คือมาตรา ๓ ที่แก้ไข ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญคุณณรงค์ ทับทิมไสย์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ทับทิมไสย์ กรรมาธิการวิสามัญและผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรม จะขอกราบเรียนต่อท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่เคารพครับว่าสิ่งที่ท่านนพดล ปัทมะ ได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่นี้ทางศาลยุติธรรมขอยืนยันแล้วก็เห็นด้วยนะครับ เพราะว่าแนว บรรทัดฐานเดิมของศาลแม้จะยังไม่มีความชัดเจนในกฎหมายในส่วนของ มาตรา ๑๓๒ เดิม ที่ศาลยังไม่เคยวางแนวมาตรฐาน แต่ในทางปฏิบัติศาลได้ยึดถือหลักสุจริตในการพิจารณา พิพากษามาโดยตลอด เนื่องจากว่าหลักสุจริตอย่างที่ท่านนพดลได้กล่าวถึงว่าหลักสุจริต มีหลักการพื้นฐานอยู่ในกฎหมาย แทรกซึมอยู่ในกฎหมายแทบจะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทางแพ่ง ทางอาญา แล้วก็ทางมหาชนด้วยนะครับ ในปัจจุบันเปึ้นที่ยอมรับกันว่าหลักสุจริตนี้ได้นำมาใช้ครอบคลุมในกฎหมายแทบจะทุกสาขา ไม่เพียงแต่กฎหมายแพ่ง เพราะฉะนั้นในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มองว่า หลักสุจริตใช้เฉพาะในกฎหมายแพ่งนั้น จึงไม่เปึนความจริงทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ทั้งกฎหมายต่างประเทศและกฎหมายไทย ผมขอเรียนอย่างนี้ว่าหลักสุจริตนี้เรารับรองไว้ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าหมายถึงหลักแห่งความ ซื่อสัตย์และความไว้วางใจนะครับ แต่จริง ๆ แล้วในหลักสุจริตที่อยู่ในบทบัญญัติมาตราอื่น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เปึนข้อยกเว้นต่าง ๆ ของเรื่องหลัก ผู้รับโอนไม่มีสิทธิ ดีกว่าผู้โอน ได้ใช้หลักว่าบุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองจากหลักทางแพ่งตรงนี้ ต้องสุจริตและเสียค่าตอบแทน คำว่า สุจริต นี้ก็เปึ้นที่เข้าใจตรงกันมาตลอดของศาลไทยว่า คือความไม่รู้ เพราะฉะนั้นแล้วความไม่รู้ตรงนี้ก็เทียบได้กับมาตรา ๑๓๒ ซึ่งบัญญัติไว้เดิม อยู่แล้ว แล้วพอมามีการแก้ไขตรงส่วนนี้กลับถูกตัดออกไป ดังนั้นแล้วแนวทางของศาล ก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย แล้วก็หลักสุจริตมีความสำคัญอย่างไรครับ มีความสำคัญมาก เพราะว่าเปึนการรักษาไว้ซึ่งหลักของมาตรฐานและความแน่นอนของกฎหมายในการใช้ กฎหมายของผู้บังคับใช้กฎหมาย หลักความแน่นอนของกฎหมายที่เรียกว่า legal Certainty ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางมหาชนเหมือนกัน จะต้องใช้กฎหมายด้วยความสุจริต หากใช้โดยไม่สุจริตเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่นก็จะเปึนมาตรา ๑๕๗ ใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ดังนั้นแล้วหลักสุจริตจึงไม่ได้อยู่ในเพียงกฎหมายแพ่ง แต่อยู่ในกฎหมายอาญาด้วย และ วิ.อาญา ด้วย ในอาญาก็อย่างเช่น มาตรา ๗๐ การทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยสุจริต หรือมาตรา ๓๒๙ เรื่องหมิ่นประมาท ถ้ากล่าวข้อความโดยสุจริตก็จะไม่มีความผิด เปึ้นบทตัดความรับผิดทางอาญา หรือที่เรียกว่า Justification ไปเลย ฉะนั้นแล้วหลักสุจริต จึงอยู่ในกฎหมายอาญาด้วย และรวมถึงอยู่ในกฎหมาย วิ.อาญา ด้วย ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๑๖๑/๑ ถ้าเกิดว่าบุคคลใดนำคดีอาญามาฟัองบุคคลอื่นโดยไม่สุจริตนะครับ เปึนการ กลั่นแกล้งบุคคลอื่นเพื่อต่อรองผลประโยชน์ในบางอย่าง ศาลก็มีอำนาจยกฟัองในชั้นไต่สวน มูลฟัองได้ตามมาตรา ๑๖๑/๑ ดังนั้นแล้วหลักสุจริตถ้าจะถูกนำมาใช้ในมาตรา ๑๓๒ ก็จะหมายถึงเพียงการรู้หรือไม่รู้ของผู้แจ้งเบาะแสหรือแจ้งข้อเท็จจริงเท่านั้น นี่คือแนวบรรทัดฐานของศาลที่ใช้ทั้งทางแพ่งแล้วก็ทางอาญา แล้วก็ทางวินัยด้วย โดยมี คำพิพากษาฎีกายืนยันหลายเรื่อง ยกตัวอย่างที่มีการ Raise ขึ้นในที่ประชุมของกรรมาธิการ มาก่อนหน้านี้แล้วคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๐๒๖/๒๕๕๒ ดังนั้นแล้วในส่วนของฎีกานี้ หากผู้แจ้งเบาะแสได้กล่าวข้อความไปโดยสุจริต แจ้งข้อความต่อ ป.ป.ช. หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายไปโดยสุจริต แม้ภายหลังจะมีการผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหากไม่มีเจตนา ที่จะกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายบุคคลอื่นก็จะไม่มีความผิด ดังนั้นแล้วหลักซื่อสัตย์สุจริต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งครับ ในส่วนของหลักสุจริตนี้จึงคิดว่าเปึนพื้นฐานสำคัญในการใช้ กฎหมายของทุกองค์กรของภาครัฐ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ อัยการ แล้วก็ศาล ด้วยเหตุนี้ หลักสุจริตจึงต้องอยู่ในมาตรา ๑๓๒ เพื่อเปึ้นเกณฑ์มาตรฐานในการใช้กฎหมายขององค์กร ผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งจะสอดคล้องกับหลัก Rule of Law ทำให้ประเทศเรามีมาตรฐานในการใช้ กฎหมายมากขึ้น
ในส่วนของวรรคสองนะครับ วรรคสองในส่วนแรกที่ตัดคำว่า ความใน วรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่จะได้รับการ กันไว้เปึนพยาน ในส่วนนี้ทางที่ประชุมได้ตัดข้อความนี้ออกไป ซึ่งกระผมขอชี้แจงว่ามีเหตุผล เพราะว่าถ้าการตัดวรรคสองในส่วนแรกออกไปจะทำให้มีคนกล้ามาแจ้งเบาะแสแก่ ป.ป.ช. มากขึ้น ทำให้การปราบปรามการทุจริตของเรามีประสิทธิภาพ มีผลต่อคะแนน CPI ให้มีมากขึ้น เพราะว่าประเทศเราไม่เคยผ่านเกณฑ์ CPI เลย เนื่องจากว่าโดยความเปึนจริงแล้ว คนที่จะมาแจ้งเบาะแสก็คือคนที่อยู่ในขบวนการทุจริตนั่นละครับ ตัวเล็ก ตัวน้อยที่เขาร่วม ทุจริตด้วย แต่เขาอยากออกจากวงจรการทุจริตก็จะได้กล้ามาแจ้งเบาะแสตรงส่วนนี้
ประเด็นที่ ๒ คือที่ตัดออกไปในมุมของศาลเองมองว่าการให้ ป.ป.ช. กันไว้ เปึนพยานแล้วขึ้นอยู่กับการคุ้มครองหรือไม่เปึนการตัดอำนาจศาล เพราะว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กระบวนการยุติธรรมหรือกฎหมายได้มาตรฐาน การวินิจฉัยว่าบุคคลนั้น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจะรับผิดด้วยหรือไม่จะเปึนอำนาจของศาลในการจะ วินิจฉัยว่าการให้ข้อมูลของเขานั้นเปึนข้อมูลสำคัญและเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในการ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ ซึ่งผมยกตัวอย่างประเทศเยอรมันจะบัญญัติอยู่ใน มาตรา ๔๖b ให้เปึ้นอำนาจของศาล ส่วนการกันไว้เปึนพยานในปัจจุบันนี้แทบจะมีน้อยมาก ในประเทศในยุโรปนี้ไม่มีเลย เพราะขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษชนยุโรป ในกระบวนการ ทางนิติรัฐที่ไม่อนุญาตให้มีการกันไว้เปึนพยานแล้ว หลายประเทศจึงยกเลิกไป ผมคิดว่า การตัดตรงนี้ออกไปจึงเปึนประโยชน์ในการออกกฎหมายและทำให้กฎหมายบ้านเรามี มาตรฐานเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศครับ
สุดท้ายครับ วรรคสองที่เพิ่มเข้ามามีเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะว่าเราไม่ได้ คุ้มครองเฉพาะคนที่มาแจ้งเบาะแสหรือข้อความต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่านั้น เราขยาย ไปถึงหน่วยงานที่ ป.ป.ช. มอบหมายด้วย เพราะว่าในความเปึ้นจริงแล้วคงไม่ได้มาแจ้งความ ต่อ ป.ป.ช. เท่านั้น อาจจะไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน ต่อ ป.ป.ท. หรือในเรื่องวินัยก็อาจจะ แจ้งต่อผู้บังคับบัญชา ดังนั้นแล้วถ้า ป.ป.ช. มอบหมายตามมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ และมาตรา ๖๔ ก็จะครอบคลุมด้วย และยังให้รวมถึงกรณีที่ไปแจ้งต่อพนักงาน สอบสวน ป.ป.ท. แล้วก็ผู้บังคับบัญชาในทางวินัยโดยตรงด้วย จึงเห็นว่าวรรคสองการขยาย ความคุ้มครองจะเป่ดกว้างให้บุคคลที่รู้ข้อมูลในการทุจริตคอร์รัปชันนี้กล้ามาแจ้งเบาะแสต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และหน่วยงานที่ ป.ป.ช. มอบหมาย หรือหน่วยงานที่มีอำนาจรับเรื่อง ตรงนี้ให้มากยิ่งขึ้น ก็จะเปึนประโยชน์ในการปราบปรามการทุจริตได้ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปกรรมาธิการที่สงวน คำแปรญัตติไว้มีอีกท่านหนึ่งครับ คือคุณชัชชัย แจ่มจันทร์ เชิญครับ คุณชัชชัย แจ่มจันทร์ ที่มีความประสงค์จะอภิปราย ส่วนกรรมาธิการท่านอื่นที่ท่านสงวนความเห็นจะอภิปรายก็ได้ ช่วยแจ้งด้วยนะครับ เชิญคุณชัชชัยก่อน เพราะว่าผมอ่านตามชื่อนี้ คุณชัชชัยอยู่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กระผม นายชัชชัย แจ่มจันทร์ กรรมาธิการ วิสามัญ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ขอสงวนความเห็นเกี่ยวกับคำว่า หากได้กระทำ โดยสุจริต ในมาตรา ๑๓๒ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. ในฐานะ ที่การดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปราบปรามการทุจริตเปึ้นหน้าที่สำคัญของรัฐ การให้ความ คุ้มครองแก่ผู้ที่ให้ข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตจึงเปึ้นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอย่างมาก กระผมขอเสนอต่อที่ประชุมให้คงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ในมาตรา ๑๓๒ ของร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ การคุ้มครองบุคคลที่มีเจตนาดี คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต เปึนการคุ้มครองบุคคลที่ให้ข้อมูลหรือเบาะแส้แก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อย่างสุจริต ด้วยเจตนาที่ดีในการช่วยเสริมสร้างกระบวนการตรวจสอบการทุจริต แม้ข้อมูลที่แจ้ง อาจผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ การคงคำนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ซึ่งจะช่วยให้บุคคลเหล่านั้นสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การทุจริตโดยไม่กลัวการถูกลงโทษเกิดจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ประเด็นที่ ๒ เปึนการส่งเสริมการให้ข้อมูลที่เปึนประโยชน์ การคุ้มครอง บุคคลที่กระทำโดยสุจริตยังส่งเสริมให้ผู้อื่น บุคคลอื่นกล้าที่จะให้ข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับ การทุจริตโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีหากข้อมูลนั้นผิดพลาด นั่นจะช่วยให้เกิดการ กระตุ้นกับประชาชน เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเป่ดเผยข้อมูลที่เปึนประโยชน์ และเสริมสร้างกระบวนการตรวจสอบการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่ ๓ การปัองกันการใช้ข้อมูลเพื่อทำลายผู้อื่น ประเด็นนี้สำคัญครับ ท่านประธาน มันหมายถึงการที่เปึนเงื่อนไขสำคัญ คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต จะช่วย ปกปัองไม่ให้บุคคลใช้การแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสในเชิงลักษณะการโจมตีหรือกล่าวหาที่ไม่ เปึนความจริงเพื่อทำลายผู้อื่น หากตัดคำนี้ออกไป บุคคลที่มีเจตนาทุจริตอาจใช้ช่องทางนี้ ในการสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวบุคคลหรือองค์กรอื่นได้
ประเด็นที่ ๔ ความยุติธรรมในการพิจารณาคดี การพิจารณาคดีต้องคำนึงถึง ความสุจริตที่ช่วยให้กฎหมายไม่ลงโทษบุคคลที่กระทำโดยไม่ตั้งใจและไม่เจตนาโดยทุจริต โดยเฉพาะกรณีที่เปึนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจผิดพลาดหรือจากข้อมูล ที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้เจตนาทุจริต การพิจารณาความสุจริตจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมาย เปึ้นธรรมเกิดขึ้น และไม่เปึนการลงโทษผู้ที่มีเจตนาทุจริตกับผู้ที่มีเจตนาดีเพียงแค่พลาดพลั้ง เท่านั้น
ประเด็นที่ ๕ การลดความเสี่ยงจากการฟัองร้องหรือดำเนินคดีหากไม่มี การพิจารณาถึงความสุจริต บุคคลที่ให้ข้อมูลอาจเสี่ยงต่อการถูกฟัองร้องได้ หรือถูก ดำเนินคดีได้ แม้จะทำการแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีเจตนาทุจริต ดังนั้นการคงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ช่วยลดความเสี่ยงนี้จะทำให้บุคคลนั้นกล้าเข้ามา มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือในการปัองกันปราบปรามการทุจริตได้ด้วยครับ
ประเด็นที่ ๖ การเสริมสร้างความร่วมมือจากประชาชน การมีเงื่อนไข คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต จะช่วยสร้างขความมั่นใจให้กับประชาชนในการให้ข้อมูลหรือ เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริต โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีหากข้อมูลที่ให้ไปมีข้อผิดพลาด หรือไม่สมบูรณ์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกับประชาชนในการต่อสู้การทุจริต ดังนั้น กระผมจึงขอเสนอในที่ประชุมพิจารณาคงคำนี้ต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ไม่ให้เกิด ความเสียหายต่อบุคคลที่มีเจตนาดีในการร่วมมือกับรัฐบาลหรือรัฐในการปราบปราม การทุจริต ขอบคุณครับ
ขอเชิญคุณนรเศรษฐ ปรัชญากร ครับ คุณนรเศรษฐ์อยู่ไหมครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๓ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ในกรณีที่ตัดข้อความ หากได้กระทำโดยสุจริต ออกไป คือหลักการสำคัญของ ร่าง พ.ร.ป. นี้ก็คือการส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและการ คุ้มครองผู้ให้ข้อมูล เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความโปร่งใส แล้วก็เปึ้นธรรมนะครับ การออกกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะช่วยสนับสนุนการเป่ดเผยข้อมูลและตรวจสอบการทุจริต และคุ้มครองผู้กระทำโดยสุจริต เพื่อลดความเสี่ยงของการฟัองร้องโต้ตอบกันแล้วยังช่วย สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเพิ่มมากขึ้น และจะช่วยปัองกันการใช้กฎหมายเพื่อเปึนเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้เป่ีดเผยข้อมูลอีกด้วยนะครับ แต่ว่าท่านประธานครับ เนื่องจากประเทศของเราเองอย่างที่ท่านสมาชิกท่านนพดลบอกว่า เราเปึนประเทศของนักร้อง การกำหนดเงื่อนไขหากได้กระทำโดยสุจริตจะเปึนหลักสำคัญ ที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและการปัองกันการใช้สิทธิ โดยมิชอบ ซึ่งผมมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ การบัญญัติคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต จะเปึนการช่วยปัองกันการใช้กฎหมายในทางที่ผิด แล้วถ้าเกิดตัดเงื่อนไข หากได้กระทำโดย ทุจริต ออกไป อาจจะทำให้บุคคลใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการให้ข้อมูลเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง ผู้อื่นได้ และอาจจะเกิดกรณีที่ผู้แจ้งเบาะแสมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เช่น ใช้เปึนเครื่องมือทาง การเมือง หรือใช้เพื่อกลั่นแกล้งกันทางธุรกิจ ทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหา โดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ผมขอยกตัวอย่าง นาย ก เปึนนักการเมืองพรรคหนึ่ง ได้รับแจ้งจาก ผู้สนับสนุนว่า นาย ข ซึ่งเปึนคู่แข่งทางการเมืองมีพฤติกรรมทุจริต ก็เลยรีบน้ำข้อมูลนี้ไปแจ้ง ต่อ ป.ป.ช. โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็รีบเผยแพร่ต่อสื่อเพื่อโจมตีฝ์ายตรงข้าม ต่อมา ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วและพบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และเปึนการให้ข้อมูล โดยมีเจตนาไม่สุจริต ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ นาย ข ถูกสังคมประณามไปเรียบร้อยแล้ว เสียชื่อเสียง แล้วก็อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองด้วย นอกจากนี้กระบวนการตรวจสอบ ของ ป.ป.ช. ก็ต้องสูญเสียทรัพยากร เสียเวลาไปกับการสอบสวนเรื่องที่ไม่ได้มีมูลความจริง ถ้าเราไม่กำหนดเงื่อนไข หากได้กระทำโดยสุจริต นาย ก ก็จะได้รับความคุ้มครองแม้ว่าจะใช้ สิทธิโดยไม่ชอบก็ตาม
อีกตัวอย่างหนึ่ง บริษัท A และบริษัท B เปึนคู่แข่งกันในโครงการประมูลงาน ภาครัฐ บริษัท A ส่งตัวแทนไปแจ้งเบาะแสกับ ป.ป.ช. ว่าบริษัท B ใช้วิธีการทุจริตเพื่อให้ชนะ ประมูล ป.ป.ช. ก็ดำเนินการสอบสวน แล้วก็พบว่าข้อมูลที่บริษัท A แจ้งก็เปึนข้อมูลที่ บิดเบือน โดยมีเจตนาให้บริษัท B เสียชื่อเสียง แล้วก็ถูกตัดสิทธิออกจากการประมูล ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คล้ายกัน ก็คือบริษัท B เสียโอกาสทำธุรกิจ เสียความน่าเชื่อถือ แม้ว่าสุดท้ายจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำความผิด และ ป.ป.ช. ก็ต้องเสียเวลา แล้วก็ทรัพยากรในการตรวจสอบเรื่องที่เปึ้นเท็จอีกด้วย แล้วก็ถ้า พ.ร.ป. นี้ไม่มีเงื่อนไข หากได้กระทำโดยสุจริต บริษัท A ก็จะไม่ต้องรับผิดชอบต่อการให้ข้อมูลที่มีเจตนาที่ไม่ บริสุทธิ์เช่นกัน ท่านประธานครับ เหตุผลที่เราควรจะคงไว้ซึ่งเงื่อนไข หากกระทำโดยสุจริต เพื่อปัองกันการใช้กฎหมายเพื่อเปึนเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง และถ้าหาก พบว่าผู้แจ้งเบาะแสกระทำการโดยไม่สุจริต เราก็ควรมีมาตราให้มีความรับผิดรับชอบด้วย ต่อการกระทำของตัวเอง แล้วก็เช่นเดียวกันเราควรจะบัญญัติคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต เอาไว้ เพื่อปัองกันไม่ให้บุคคลหรือว่าองค์กรใดใช้ช่องว่างตรงนี้ในการทำลายคู่แข่งทางธุรกิจ เช่นกัน หลักสุจริตเปึ้นเสาหลักของกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนกฎหมายเอกชนหรือว่า กฎหมายมหาชนก็ตาม การคงไว้ซึ่งคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต นอกจากจะเปึนการยืนยัน หลักการนี้ ยังเปึนการสร้างความสมดุลให้กับกฎหมาย โดยช่วยให้ผู้แจ้งเบาะแสที่มีเจตนาดี ได้รับความคุ้มครอง ขณะเดียวกันก็ช่วยปัองกันการใช้กฎหมายในทางที่ผิดเพื่อทำลาย ชื่อเสียงหรือว่าแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวซึ่งก็จะช่วยให้ระบบการตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพแล้วก็เปึนธรรม ขอบคุณครับ
ต่อไปกรรมาธิการที่สงวน ความเห็น เชิญคุณธีระพงศ์ มีลักษณ์์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระพงศ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่กระผมได้สงวนความเห็นไว้ในร่าง มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๒ ร่างมาตรา ๑๓๒ เปึนบทยกเว้นความรับผิดตาม กฎหมาย ซึ่งจะยกเว้นความรับผิดให้แก่บุคคลที่มีลักษณะเข้าลักษณะองค์ประกอบตาม กฎหมายให้ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ซึ่งการที่ คณะกรรมาธิการฝ์ายข้างมากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา ๑๓๒ กระผมเห็นว่าการแก้ไข เพิ่มเติมดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในหลายประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ตามที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเงื่อนไขในการได้รับ ความคุ้มครองประการหนึ่งก็คือเพิ่มเรื่องของการส่งพยานหลักฐานเข้ามา แล้วก็มีการตัด ถ้อยคำ คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออก การแก้ไขดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้ผู้ที่แจ้ง ถ้อยคำหรือว่าส่งพยานหลักฐานอันเปึนเท็จต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรานี้ไปด้วย ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่จะต้องการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีฟัองป่ดปากโดยอาศัย กระบวนการยุติธรรมเปึนเครื่องมือ แต่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะส่งผลให้มาตรานี้ เปึนเครื่องมือผู้ที่จะใช้ช่องทางของกฎหมายฉบับนี้เปึนเครื่องมือในการกล่าวหาบุคคลอื่นต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยที่ไม่ต้องรับผิด นอกจากนี้การแก้ไขดังกล่าวจะขัดต่อมาตรา ๑๘๔ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะกลั่นแกล้ง บุคคลอื่นให้ถูกไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผลของการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการจะทำให้ผู้ที่แจ้งข้อความอันเปึนเท็จ หรือผู้ที่ส่งพยานหลักฐานอันเปึ้นเท็จ ดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๒ ทำให้ไม่ต้องรับผิดทางอาญา ตามมาตรา ๑๘๔ ด้วยเหตุผลสำคัญดังกล่าวกระผมจึงเห็นว่าในประเด็นนี้ควรจะคงไว้ตาม ร่างที่ทางรัฐสภาได้กรุณารับหลักการในวาระที่หนึ่งครับ
ประการที่ ๒ กรณีที่คณะกรรมาธิการได้ตัดข้อความเดิมในวรรคสองที่กำหนด ว่าความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่ จะได้รับการกันไว้เปึนพยานและได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๕ กระผมขออนุญาต เรียนว่าหลักการดังกล่าวเปึนหลักการเดิมที่มีอยู่ในมาตรา ๑๓๒ ปัจจุบัน เนื่องจาก มาตรา ๑๓๒ ไม่ประสงค์จะให้คุ้มครองไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่จะเปึนกรณีที่ผู้นั้นได้ให้การเปึนประโยชน์ต่อทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีความ จำเปึนต้องใช้ข้อมูลจากบุคคลดังกล่าวเพื่อจะเอาผิดกับผู้กระทำความผิดรายสำคัญ จึงจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ แต่การที่คณะกรรมาธิการได้ตัดข้อความ ดังกล่าวไป จะเกิดผลก็คือแม้ผู้นั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือเปึนผู้ที่ถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่ส่วนดำเนินคดี กรณีที่ผู้นั้นไปถูกฟัองคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับต้องใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปช่วยเหลือคนที่กระทำความผิด แล้วทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการกับคนนั้นอยู่นั่นเองนะครับ
ประการที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวอาจจะมีปัญหาว่าผู้ที่ได้รับการกันไว้ เปึ้นพยานตามมาตรา ๑๓๕ ซึ่งเปึนกรณีที่มีความสำคัญ เพราะว่าทางรัฐต้องการจะได้ข้อมูล ในการมาลงโทษผู้กระทำความผิดรายสำคัญจึงได้มีการกันไว้เปึนพยาน บทบัญญัติในส่วนนี้ จึงได้กำหนดให้บุคคลดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ด้วย ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ว่าการตัดข้อความในส่วนนี้ออกไปก็จะแปลความได้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามมาตรานี้ไปด้วย ซึ่งกระผมเห็นว่ามีความลักลั่นกัน เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้ให้ ถ้อยคำที่เปึนประโยชน์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ที่ไม่ได้ถูกกันไว้เปึนพยานก็จะได้รับ ความคุ้มครองตามมาตรานี้ แต่ว่าผู้ที่ถูกกันไว้เปึนพยานกลับไม่ได้รับความคุ้มครอง จะทำให้ เกิดความลักลั่นกัน
ประการที่ ๓ คณะกรรมาธิการได้แก้ไขให้ความคุ้มครองตามมาตรานี้ รวมไปถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้หน่วยงานอื่นดำเนินการในเรื่องที่อยู่ใน อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ในชั้นของการตรวจพิจารณาร่างของ ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้ เห็นว่าในการพิจารณา คุ้มครองบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ นั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ช. จำเปึนต้องใช้ข้อมูลในสำนวนที่อยู่ในความครอบครองของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะ พิจารณาว่าบุคคลนั้นเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ แล้วจะได้เข้าไปให้ ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีต่อไป แต่กรณีสำนวนคดีที่อยู่ในความครอบครองของ หน่วยงานอื่น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะมีปัญหาในการดำเนินการว่าจะเข้าไปให้ ความช่วยเหลือได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้หรือไม่ นอกจากนั้นการแก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวก็จะกระทบต่อการใช้งบประมาณของกองทุน ป.ป.ช. ที่จะต้องไปใช้สนับสนุน เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไว้ในส่วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประการที่ ๓ ในการแก้ไขกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีกฎหมายเฉพาะ ก็คือพระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ในการที่จะกำหนดกระบวนการในการคุ้มครอง ก็สมควรไปพิจารณาแก้ไขในกฎหมายเฉพาะของทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะกำหนด กระบวนการให้สอดคล้องกับกลไกตามกฎหมายดังกล่าว
ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านว่าตามร่างเดิมที่ทางรัฐสภาได้กรุณารับหลักการใน วาระที่หนึ่งมีความครบถ้วนแล้ว จึงขอกราบเรียนยืนยันร่างเดิมที่รัฐสภารับหลักการมาครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปครับ เชิญท่าน ธงทอง นิพัทธรุจิ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งขอกราบอนุญาต สงวนความเห็นให้คงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ไว้ในร่างมาตรา ๑๓๒ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระบวนการตามมาตรา ๑๓๒ นั้นประกอบอยู่ด้วย ๒ ประการ กล่าวคือ
ประการแรก มีผู้มาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูลเบาะแส แสดงความคิดเห็น หรือส่ง พยานหลักฐานแก่ท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปึนคดีหนึ่ง
ประการที่ ๒ กฎหมายมาตรา ๑๓๒ ให้ความคุ้มครองการถูกฟัองป่ดปาก แก่ผู้แจ้งข้อความนั้นเปึนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งหากว่ากรณีได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ เกิดขึ้นย่อมจะไม่ถูกฟัองในทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย แม้ว่าต่อมาท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมิได้ชี้มูลความผิดหรือดำเนินคดีทาง ป.ป.ช. แก่ผู้ถูกกล่าวหานั้น
ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่กระผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นควร ให้คงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ไว้ในมาตรา ๑๓๒ นั้น เนื่องจากจะเกิดประโยชน์ อย่างยิ่งในการกำหนดเงื่อนไขหรือองค์ประกอบของกฎหมายหากได้กระทำโดยสุจริตไว้ เพื่อปัองกันการมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลอันเปึนเท็จหรือแกล้งสำคัญผิดโดยไม่สุจริตและนำ ข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายว่าต้น จะได้รับการคุ้มครองไม่ถูกฟัองจากมาตรา ๑๓๒ ซึ่งคุ้มครองการฟัองป่ดปากดังกล่าว ถ้อยคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริตนี้ หากได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ นั้นจะอำนวย ประโยชน์ต่อท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในอนาคตในการออกอนุบัญญัติ เช่น ประกาศ ป.ป.ช. ในการรับรองหลักความสุจริตดังกล่าว อีกทั้งในการใช้ดุลยพินิจของท่าน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังอยู่ในการตรวจสอบหรือการอุทธรณ์ได้ต่อศาล จึงมิใช่การตัด อำนาจศาลในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด ระบบกฎหมายของประเทศไทยนั้นเปึนกฎหมาย แบบลายลักษณ์อักษร จึงควรมีการบัญญัติแจ้งเตือนไว้ในตัวบทกฎหมายหรือกำหนด Guideline ให้ผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การคุ้มครองในเรื่องการไม่ถูกฟัองป่ดปากได้พึง ระมัดระวังในการไม่ใช้ความสำคัญผิดโดยไม่สุจริตเพื่อกลั่นแกล้ง ละเมิดสิทธิ หมิ่นประมาท คนอื่น ซึ่งหลักความสุจริตนี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑/๑ ซึ่งได้มีการแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้ ว่าหากกรณีศาลท่านเห็นว่าพยานหลักฐาน ที่เอามาฟัองของโจทย์นั้นไม่สุจริตหรือเปึนการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบจำเลยโดยมุ่งหวังผลประโยชน์อื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้โดยชอบ ศาลท่านย่อมมีอำนาจยกฟัองและห้ามมิให้โจทย์นำข้อความนั้นมาฟัองอีก หลักความสุจริต ดังกล่าวนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ดังที่ท่านนพดล และท่านณรงค์ ทับทิมไสย์ ได้กล่าวไว้แล้ว กระผมขอกล่าวสนับสนุนหลักความสุจริตให้บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายนี้ เพราะหลักความ สุจริตนี้มีอยู่ในทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง มาตรา ๕ ก็ได้บัญญัติไว้ว่าการใช้สิทธิ เสรีภาพแห่งตนก็ดี การชำระหนี้ก็ดี บุคคลย่อมต้องกระทำไปโดยความสุจริต หลักการ ดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสากลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี้ก็มีหลักเรื่องความ ซื่อสัตย์สุจริตและหลักความสุจริตไว้ในกฎหมาย ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ วรรคสาม ก็ได้คุ้มครองการติชมโดยสุจริตให้ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๔ ที่การใช้ เสรีภาพในการพูดนั้นจะต้องไม่กระทบไปเกินเสรีภาพของบุคคลอื่น คือเกินส่วนของ บุคคลอื่นอันเปึนการละเมิดบุคคลอื่นไปด้วย
ท่านประธานที่เคารพครับ ดังที่ท่านณรงค์ ทับทิมไสย์ ตัวแทนจากสำนักงาน ศาลยุติธรรมได้กล่าวไว้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้กล่าวถึงหลักคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๕๐๒๖/๒๕๕๒ หลักการดังกล่าวศาลฎีกาท่านได้เคยวางหลักว่า กรณีการร้องเรียนต่อ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ร้องเรียนนั้นอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากว่า เขาได้กระทำโดยสุจริตไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความเปึนจริงก็ย่อมยังถือเปึน การใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่การใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้บุคคลอื่น ได้รับความเสียหาย จากที่กระผมได้ขอประทานกราบเรียนท่านที่ประชุมผ่านท่านประธาน รัฐสภามาข้างต้น กระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจึงขอได้โปรดกรุณาให้คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต อยู่ในมาตรา ๑๓๒ ข้อกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปมีผู้สงวน คำแปรญัตติ ขอเชิญคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย ครับ
เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสื่อสารมวลชน จังหวัดสมุทรสงคราม ผมขอสงวนคำแปรญัตติ ในเรื่องของการเพิ่มการคุ้มครองผู้ให้ถ้อยคำแจ้งข้อมูลเบาะแส หรือแสดงความคิดเห็นกับ สื่อมวลชน กับสื่อสาธารณะ ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับอำนาจของ ป.ป.ช. เพื่อให้รัฐมีหน้าที่ หรือกลไกในการคุ้มครองประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติ มิชอบในทุกรูปแบบ โดยให้เหตุผล ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ถ้าหากเราพิจารณาจากหลักการและเหตุผลของการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ครั้งนี้ ก็อ้างตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ซึ่งอยู่ในหมวดของหน้าที่ ของรัฐ ผมไม่แน่ใจว่าสามารถเป่ดสไลด์ได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)
ก็จะเปึนมาตรา ๖๓ โดยเฉพาะ ในส่วนท้ายของวรรคแรกที่ระบุถึงการที่จะต้องมีกลไกในการคุ้มครองการที่ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ ถ้าหากว่าไปดูในความมุ่งหมาย ในเอกสาร ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ในหมวด ๕ ก็ย้ำว่าเพื่อให้รัฐ ต้องดำเนินการหรือกำหนดให้แก่ประชาชนทุกคนหรือทุกชุมชนเปึนการทั่วไป หรืออาจกล่าว ได้ว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะทำให้สิทธิเปึนจริง รวมถึงในกรณีที่จำเปึ้นจะต้องมีการกำหนดกลไก เพื่อทำให้หน้าที่ของรัฐบรรลุเปัาหมาย ทีนี้เรามาดูเปัาหมายและความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓
ขออนุญาตสไลด์ต่อไปครับ ที่ระบุไว้ในเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบาย ประกอบรัฐธรรมนูญรายมาตรา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ก็ระบุไว้ว่าเพื่อให้มีกลไกสนับสนุน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนั้น มาตรา ๖๓ ซึ่งเปึน เจตนาของมาตรานี้ แล้วก็เปึ้นที่มาของตัวการแก้ไขหรือว่า พ.ร.ป. ตัวนี้ ก็คือมุ่งหมายให้มี กลไกในการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือสร้างระบบนิเวศ โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้แจ้ง ผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้เบาะแส ให้ความเห็น ไม่ต้องรับผิดทางอาญา ทางแพ่ง หรือทางวินัย เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่มาตรา ๖๓ ตามร่างฉบับนี้จำกัดเฉพาะขอบเขตของคนที่แจ้งเบาะแส ให้ข้อมูลหรือให้ ความเห็นแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วก็พนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่สามารถ ที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนได้เต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการขจัดการทุจริต และประพฤติมิชอบ แน่นอนว่าหลายท่านอาจจะกังวลนักร้อง แต่ว่าในหลักการภาพรวม ภาพใหญ่คือสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบ ในการถ่วงดุล อาจจะมีนักร้องบ้าง และนักร้อง อาจจะเข้าไปในที่ทาง ป.ป.ช. บ้าง แต่ว่าบางครั้งเขาก็อาจจะไปให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน กับสื่อสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลเหล่านั้นถ้าหากว่าอยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ ของ ป.ป.ช. ก็จะเปึนประโยชน์ในการที่จะขจัดการทุจริตซึ่งเปึ้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน แน่นอนครับ การมีส่วนร่วมของประชาชน เราอาจจะไปออกแบบได้บ้างบางส่วน แต่บางที่ต้องเปึนไปตามธรรมชาติบ้าง
ประการที่ ๒ โดยข้อเท็จจริงบางครั้งประชาชนเองอาจจะเข้าไม่ถึง ป.ป.ช. อาจจะกังวลต่อ ป.ป.ช. หรืออาจจะเปึนผู้ขัดแย้งกับ ป.ป.ช. ด้วยซ้ำไป แต่กลไกเหล่านี้ ถ้าหากว่าสามารถที่จะมีตัวกลางตัวอื่นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุล อย่างเช่น สื่อมวลชน ซึ่งวันนี้ก็เปึนวันสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยด้วยซ้ำไป เพื่อให้ตระหนัก ถึงความสำคัญของสื่อมวลชน ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้การที่เป่ดโอกาสให้สามารถที่จะ คุ้มครองคนที่ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนก็จะเปึนประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่การฟัองป่ดปากมีสถิติจำนวนมากขึ้นทุกที แล้วก็เปึนการฟัองป่ดปากในเชิงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีด้วยซ้ำไป แน่นอนหลาย ๆ ครั้งการที่มีการฟัองป่ดปากศาลอาจจะไม่ลงโทษหรืออาจจะยกฟัองนะครับ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงระหว่างทางที่มีการฟัองร้องดำเนินคดี ผู้ที่ออกมาแฉ้ ผู้ที่ออกมาเป่ดโป่ง ผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน หลายครั้งหลายคราวต้องเสียเวลา ต้องเสียค่าเดินทาง ต่าง ๆ ดังนั้นการที่มีกลไก อันนี้ไม่ได้ให้สิทธิโดยสมบูรณ์ว่าพอมีเรื่องเกี่ยวกับ ป.ป.ช. หรือว่า การให้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว ถ้าหากว่าเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. แล้วจะไม่ผิด โดยสมบูรณ์โดยทันทีไม่ใช่ครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๓ กลไกเหล่านี้ก็ยังอยู่ในกระบวนการตาม มาตรา ๑๓๒/๑ มาตรา ๑๓๒/๒ และมาตรา ๑๓๒/๓ อยู่ดี ก็คือต้องให้ ป.ป.ช. หาทรัพยากรของ ป.ป.ช. เข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือคนที่ถูกฟัองร้องดำเนินคดี ไม่ว่าจะเปึนทางอาญา ทางวินัย หรือทางแพ่งก็ดี ให้สามารถสู้คดี หรือพื้น หรือได้รับสิทธิการประกันตัวอยู่ดี ดังนั้นมันไม่ได้ ไปให้สิทธิแบบว่าเปึ้นอภิสิทธิ์ชนหรือว่าให้สิทธิโดยสมบูรณ์โดยทันที แต่มีกลไกในการ ช่วยเหลือ ผมก็หวังว่าการที่เพิ่มในส่วนของสื่อสาธารณะเข้าไปในข้อความตรงนี้ก็จะเปึนการ เอื้ออำนวยทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๓ ที่ต้องการทำให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ สามารถที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ซึ่งอันนี้ก็เปึนหลักการในหมวดนี้อยู่แล้วว่าเปึนหน้าที่ของรัฐ ก็หวังว่าในวันนักข่าว แห่งประเทศไทย วันนี้เราจะได้เฉลิมฉลองว่าจะได้มีกลไกคุ้มครองคนที่มีส่วนร่วมในการที่จะ ให้ข้อมูลกับนักข่าว และผมคิดว่าถ้าหากท่านเห็นด้วยกับผมสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออะไร นักข่าวก็จะกล้าที่จะทำข่าวที่เปึนประเด็นเชิงสืบสวนสอบสวนมากขึ้น คนก็จะมาให้ ข้อมูลกับนักข่าวมากขึ้น ยังผลอะไรครับ ยังผลก็คือการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ มากขึ้น และจะเปึ้นผลประโยชน์ต่อสาธารณชนมากขึ้นด้วยซ้ำไป ขอให้สมาชิกทุกท่าน ได้โปรดพิจารณากับการสงวนคำแปรญัตติของผมในเรื่องของการบรรจุข้อความว่า หรือสื่อสาธารณะ เข้าไป เพื่อเพิ่มกลไกช่องทางที่จะสนับสนุน ไม่ได้ให้สิทธิร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สนับสนุนเพื่อสามารถที่จะใช้ทรัพยากรของ ป.ป.ช. นั้นมาช่วยอำนวยความสะดวก หรืออำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่กล้าออกมาเป่ดโป่ง กล้าออกมาแฉ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
รัฐสภาขอต้อนรับ คณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประจำประเทศไทย และประจำประเทศ ต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งกำลังเข้ารับฟังการประชุมของรัฐสภาอยู่ด้านบน ขอต้อนรับ ทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปก็จะเปึนสมาชิกที่ขอร่วมอภิปรายนะครับ ท่านแรกขอเชิญท่านนันทนา นันทวโรภาส ครับ
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีข้อติดใจ ในร่าง พ.ร.ป. นี้เช่นเดียวกับท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย นั่นก็คือในมาตรา ๓ ที่มีประโยค ที่เปึนปัญหาเพราะถูกตัดออกไป นั่นคือประโยคที่ว่า หากได้กระทำโดยสุจริต มาตรานี้ มีข้อความว่าอย่างไรคะ ผู้ใดให้ถ้อยคำแจ้งข้อมูลหรือเบาะแส ส่งพยานหลักฐานหรือแสดง ความคิดเห็นแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ที่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ตรงนี้ตัดคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออก ต่อไปไม่มีคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ผู้นั้นย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ท่านประธานคะ เราตัดประโยคเดียวมันส่งผลอย่างไร ดูเผิน ๆ เหมือนเปึนการ คุ้มครองพยานที่มาให้การเปึนพยานหรือมอบหลักฐานแก่ ป.ป.ช. ซึ่งดูเหมือนว่าคุ้มครอง ครอบคลุมเปึนการดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าประเทศไทยเรามีนักร้องรับงานมากมายเหลือเกิน กระดาษแผ่นเดียว คนคนเดียวส่งไปรษณีย์ร้องได้แล้ว มีทั้งร้องเพื่อหาแสง ร้องแล้วดัง บ้างก็ร้องแล้วรวย บ้างก็ร้องแล้วได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งใหญ่โต ดังที่พวกเราเห็นกันอยู่ บรรดานักร้องเหล่านี้เปึ้นที่ เอื้อมระอาเบื่อหน่ายของสังคม แต่เราก็ไม่มีวิธีการที่จะกำจัดนักร้องเหล่านี้ให้หมดไปจาก สังคมได้ บัดนี้สังคมมีทางออก เราทั้งหลายได้โอกาสในการที่จะจัดการกับนักร้องที่ไม่สุจริต เหล่านี้แล้ว ตามร่าง พ.ร.ป. ฉบับนี้ในมาตรา ๓ โดยไม่ให้ความคุ้มครองผู้ที่ให้ข้อมูล โดยไม่สุจริต ซึ่งตามร่างเดิมของคณะรัฐมนตรีที่เสนอเข้ามาก็ระบุที่จะคุ้มครองพยานเฉพาะ ผู้ที่ให้ข้อมูลที่กระทำโดยสุจริตเท่านั้น จึงเปึ้นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ด้วยความสงสัยเปึนอย่างยิ่งว่า เหตุไฉนกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงตัดข้อความดังกล่าวออกเสีย หมายความว่าท่านกำลังจะ คุ้มครองปกปัองผู้ให้ข้อมูลที่ไม่สุจริตหรือมีวาระซ่อนเร้นด้วยหรือค่ะ เรื่องนี้เปึ้นเรื่องใหญ่ มากค่ะ เพราะถ้าเราเห็นชอบให้บรรด้านักร้องรับงานมากลั่นแกล้งใครแล้วได้รับความ คุ้มครอง กิจการนักร้องรับจ้างก็จะเฟ๋ืองฟู สังคมการเมืองก็จะเปึนวังวนอยู่ในอิทธิพลของ นักร้องเหล่านี้ นอกจากเราไม่ควรจะคุ้มครองคนพวกนี้แล้ว ยังควรที่จะต้องให้นักร้องเหล่านี้ ได้รับการลงโทษด้วยซ้ำ มีประชาชนฝากดิฉันมาว่าถ้ามีโอกาสท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกกฎหมายจัดการนักร้องเหล่านี้ ไม่ให้มีโอกาสที่จะมาร้องเพื่อกลั่นแกล้งใคร ๆ ได้ ถ้าเผื่อว่าจะมาร้องต้องมีประชาชนมาลงชื่ออย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ คน อันนี้ดิฉันมอบให้ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อเลย แต่ ณ วันนี้ที่เรากำลังพิจารณา พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา ๓ นี้ ก็น่าจะเปึนจุดเริ่มต้นในการยุติวงจรนักร้องรับจ้างที่เปึนกาฝากของ การเมืองไทยลง โดยข้อร้องท่านสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายโปรดลงมติให้คงข้อความที่ว่า หากกระทำโดยสุจริต ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนไว้ การลงมติของท่านจะเปึน การคุ้มครองให้การเมืองไทยสุจริตและเอากาฝากออกจากสังคมการเมืองไทยตลอดไป ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐวุุฒิ บัวประทุม ครับ
ขอบพระคุณครับ ผมเพิ่งทราบว่าถ้าผมต่อท่าน สว. นันทนา ผมดูจืดลงไปทันที ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรณีของมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๓๒ ของ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น ถ้าดูการพิจารณาในเนื้อหา มีเนื้อหาที่เราจำเปึนต้องพิจารณาจากการแก้ไข อยู่ทั้งหมด ๓ ส่วนด้วยกันครับ
ส่วนที่ ๑ ก็คือการเพิ่มประเด็นเรื่องการส่งพยานหลักฐาน แน่นอนก็คงต้อง มาพิจารณาข้อเสนอของท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย ว่ากรณีเรื่องของสื่อสาธารณะนั้นควรจะอยู่ใน เงื่อนไขนี้หรือไม่ แต่เอาเปึนว่าพวกผมก็เห็นด้วยในหลักการว่าการคุ้มครองนั้นจะต้อง คุ้มครองไปถึงผู้ที่ส่งพยานหลักฐานให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย
ส่วนที่ ๒ เปึนประเด็นเรื่องของการที่พูดกันและถกเถียงกันเยอะ ก็คือ ประเด็นเรื่องของการตัดถ้อยคำในเรื่องที่ใช้คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออกไป
ส่วนที่ ๓ ก็คงไม่มีประเด็นที่จะอภิปรายกันมากนัก เพราะเราเองก็เห็นด้วย ในกรณีของการคุ้มครองในกรณีบุคคลที่มีการให้ข้อมูล ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปึ้นผู้มอบหมายให้มีการดำเนินการ และเขาเองนั้นก็ควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง อันนี้ เราเองก็เห็นชอบ
แต่ประเด็นเรื่องการตัดถ้อยคำ ประเด็นเรื่องการกระทำโดยสุจริต ประเด็นนี้ ที่ผมคิดว่าจำเปึนต้องขอคำอธิบายจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก และด้านหนึ่งนั้น ก็จำเปึนต้องสนับสนุนกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ที่ได้พูดไปแล้ว และอีกหลายท่านที่ได้กรุณานำข้อเสนอเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าเราต้องแยกให้ชัด ในขั้นตอนของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต มีหลายขั้นตอน เรื่องการมาให้ข้อมูลนั่นเปึ้นเรื่องหนึ่ง เรื่องการกันบุคคลไว้เปึนพยาน ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยว่าควรจะมีหรือไม่ในหลักการที่เรียกว่า Plea Bargaining นั้น ก็เปึ้นอีก เรื่องหนึ่ง มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันแต่รอบนี้ไม่ได้มีการไปแตะหรือแก้ไขในกฎหมายฉบับนั้น จะมีกลิ่นอายอยู่บ้างก็อยู่ในร่างกฎหมายลำดับรอง ซึ่งท่านกรรมาธิการก็คงทราบดีว่า กฎหมายลำดับรองที่ยกร่างไว้เขียนไว้ว่าอย่างไร เรื่องการให้ความช่วยเหลือเปึนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเปึนกรณีการที่ถูกฟัองร้องหรือการใช้ข้อมูลนั้นเปึ้นอีก เรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน และมาตรานี้พูดถึงเฉพาะกรณีเรื่องของเหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุ ยกเว้นโทษต่อบุคคลที่กระทำการตามมาตรา ๑๓๒ เท่านั้น ผมเองมีความเห็นหลายประการ แต่ความเห็นผมคิดว่าจำเปึ้นที่จะต้องยืนยันว่าในกรณีของบุคคลพื้นฐานที่สุดในการกระทำ ไม่ว่าจะเปึนทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง หรือแม้กระทั่งการกระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่นั้น เจตนาที่เราจำเปึนต้องคุ้มครองพื้นฐานที่สุดก็คือหลักสุจริต หลักสุจริตในนักเรียนกฎหมาย ป้ ๑ เทอมแรก คาบแรกก็ทราบครับ ก็ทราบไปด้วยซ้ำว่ากรณีที่จะลงโทษใครในการปฏิบัติ หน้าที่นั้น ถึงขนาดต้องเขียนต่อไปว่า ถ้าได้กระทำการโดยทุจริต แล้วเหตุใดเราถึงไม่ใส่สุจริต ในแง่ของการที่จะใช้กฎหมายในเรื่องของการคุ้มครองคน ถ้าหากว่าเขียนแบบนี้ไม่ตัด คำนี้ออกใครจะมาให้การ ใครจะมาให้ข้อมูล อย่างที่ผมย้ำไปนั่นคนละประเด็น ท่านบอก ถ้าเขียนแบบนี้ปุ็บ ถ้าตัดถ้อยคำแบบนี้จะนำไปสู่การคุ้มครอง ถ้าท่านเชื่อแบบนั้นจริง แต่เพราะเหตุใดละครับ ในท้ายที่สุดมาตรา ๔ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๑๓๒/๑ ท่านเองก็ยังใช้ ถ้อยคำว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดตาม มาตรา ๑๓๒ หรือไม่ ถ้าท่านบอกว่านี่คือหลักสั้นนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าจะต้องได้รับการ คุ้มครอง คำว่า การที่จะได้รับการคุ้มครอง อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้ คำว่า หรือไม่ ก็ขัดหรือแย้งกันเอง ถ้าท่านบอกว่าต้องไปพิสูจน์ในศาล ศาลจะเปึนคนดูเจตนา ว่ากรณีเหล่านี้ทุจริตหรือไม่ กระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ท่านก็อย่าลืมมันมีความรับผิด แยกออกขาดจากกันอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือส่วนแพ่ง ส่วนอาญา ส่วนวินัย ในกรณีทางวินัย ก็มีข้อสันนิษฐานไว้ในกรณีมาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ที่พูดชัดเจนว่าให้มีการยุติการดำเนินการ ทางวินัย ก็ไม่ได้ไปถึงศาลอยู่ดี ในกรณีที่ท่านบอกว่าท้ายที่สุดถ้าไม่ใส่ไว้ศาลอาจจะไม่ใช้ หลักการนี้ในการพิจารณา พูดง่าย ๆ ก็คือต้องตัดออกศาลจะได้มีดุลยพินิจ ดุลยพินิจนี้ก็ไม่ใช่ ดุลยพินิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะว่าในท้ายที่สุดเรื่องเหล่านี้ก็ต้องติดไปในสำนวน ไม่ว่าจะเปึนชั้นพิจารณาไต่สวนมูลฟัองหรือชั้นพิจารณาพิพากษา ก็เปึนหลักประกันพื้นฐาน ที่ง่ายที่สุดที่ศาลควรจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าบุคคลที่ ป.ป.ช. ให้การคุ้มครองนั้นก็เปึนการคุ้มครอง จากการกระทำโดยสุจริต ฉะนั้นในประเด็นที่ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ แบบนี้ให้ท่านเห็นเปึ้น เบื้องต้นนั้น ผมเองและทางพรรคประชาชนถึงแม้เราสนับสนุนว่าการปราบปรามการทุจริต จำเปึน การปราบปรามการทุจริตจำเปึ้นที่จะต้องได้รับข้อมูลที่หลากหลาย การปราบปราม การทุจริตหลายครั้งไม่อาจได้ข้อมูลโดยตรงถ้าไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ใครจะกล้าให้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปสู่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวเขา ไม่ว่าจะเปึ้นทางใดก็แล้วแต่ แล้วแบบนี้ประเทศชาติจะเดินได้อย่างไร แบบนี้เราเห็นด้วย แต่หลักการที่สำคัญที่สุดในแง่ ของการคุ้มครองตรงนี้จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ได้มีการกระทำการโดยสุจริต ฉะนั้นด้วยเหตุและผลดังกล่าว ผมคิดว่าวันนี้เราจำเปึนครับ และสภาแห่งนี้น่าจะใช้ดุลยพินิจ อย่างมีเหตุมีผลในการพิจารณาคล้อยตามไปทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านได้อภิปราย กันเปึ้นส่วนใหญ่ว่าควรจะใส่ การกระทำโดยสุจริต กลับคืนมา แต่อย่างไรก็ตามครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีผู้สงวนหลายแบบ มีผู้แปรญัตติไว้แบบหนึ่งต่างหาก ฉะนั้นในกรณีของ การพิจารณาลงมติ ก็ต้องขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อการลงมติ อย่างไรเสียหลักสุจริตควรเปึนหลักพื้นฐานที่สุดที่ควรจะอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้ ปัองกันทุกระดับ ปัองกันคนใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ในขณะเดียวกันก็จะนำไปสู่ การปราบปรามการทุจริตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยมิใช่เปึนเครื่องมือ ในการกลั่นแกล้งใครเหมือนอย่างที่พวกผมเจออยู่ครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญคุณวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกรัฐสภา ผมฟังคำชี้แจงอยู่ฝ์ายเดียวนะครับ คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วตั้งแต่ฟังท่านแรกจนท่านสุดท้ายนี้ผมก็เห็นตามท่าน ทั้งหมด ก็ยังแปลกใจว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากนี่มาจากไหน ถึงไปตั้งหลักคิดเอาคนทุจริต ที่ให้การเท็จไปคุ้มครองเปึนพยาน ไปเอาวิธีคิดมาจากไหน ผมเข้าใจว่าเขาไม่รู้จัก ป.ป.ช. ป.ป.ช. เปึ้นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เราเกิดองค์กรอิสระ เยอะมาก และองค์กรอิสระ ณ วันนั้นก็เปึนองค์กรที่ให้ดาบ ให้ป๋น ให้ทุกอย่างไป ให้ทั้ง อำนาจในทางบริหาร แถมอำนาจตุลาการไปด้วยสำหรับองค์กรอิสระ เราตั้ง กกต. ขึ้นมาครับ ท่านประธาน ก่อนหน้านั้นท่านประธานกับผมสมัคร สส. มหาดไทยจัดการทั้งนั้น ใครแพ้ ใครชนะ ใครโกงก็ไปฟัองศาลเอา ชนะแล้วก็มาเลือกตั้งกันใหม่ เราเลยคิดองค์กรพิเศษขึ้นมา ก็คือไม่ต้องใช้ศาล ให้ กกต. ทำหน้าที่แทนมหาดไทยกำกับการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง จัดหีบ จัดอะไรทุกอย่าง รวมทั้งวินิจฉัยเลือกตั้งว่าสุจริตหรือไม่สุจริต ออกใบเหลือง ใบแดง เราก็คาดหวังว่าตั้งองค์กรอย่างนี้แล้วประเทศชาตินี้ก็จะมีการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม แต่มาถึงวันนี้รับรู้กันทั้งแผ่นดิน ยิ่งเลือกตั้งไปยิ่งซื้อเสียงมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งเลือกตั้งบ่อยขึ้น ยิ่งทุจริตยิ่งกว่าเดิม นี่ยังคาเรื่องอยู่อีกครับ ท่าน สว. ยังมีค่าเรื่องอยู่อีก ไม่รู้ใครกี่คนครับ มันสะท้อนอะไรครับ สะท้อนว่าการที่เราตั้งองค์กรอิสระมาให้ทั้งอำนาจบริหารและตุลาการ ไม่ประสบความสำเร็จ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน อำนาจท่านไต่ส่วนเพื่อกำกับข้าราชการไม่ให้ ทุจริตคอร์รัปชัน แต่วันนี้ท่านไปเขียนให้อำนาจ ป.ป.ช. ไปคุ้มครองพยานเท็จ พยานที่ให้การ เปึ้นเท็จ พยานโกหก หลักคุณธรรม หลักศีลธรรมหายไปไหน ท่านทราบไหมว่า ป.ป.ช. วันนี้ ท่านไต่สวนเสร็จ ท่านวินิจฉัยเสร็จ คำวินิจฉัยของท่าน ถ้าท่านไต่สวนข้าราชการคนใด คนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนี้ว่าทุจริตหรือมีมูล คำไต่ส่วนของ ป.ป.ช. ส่งไปถึงผู้มีอำนาจบริหาร อาจจะส่งไปถึงท่านประธานว่าตรงนี้ทุจริต ท่านประธานไม่มีสิทธิไปตั้งกรรมการใหม่เลย เอาตามที่วินิจฉัยของ ป.ป.ช. ทั้งหมดและดำเนินการ ถ้าบอกว่าข้าราชการคนใดทุจริตไล่ออก ก็ต้องเอาออกเลยครับ แล้วก็ว่าจะไปสู้เสร็จจนถึงศาลฎีกา โดนคดีตั้งแต่ ป.ป.ช. ชี้มูล แล้วก็ออกตั้งแต่อายุ ๕๐ ป้ ๖๕ ป้ศาลเพิ่งยกฟัอง ถามว่าคืนอะไรเขาได้บ้างหรือเปล่า อันนี้คือข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น ทีนี้ผมคิดว่าแล้วกรรมาธิการเสียงข้างมากคิดได้อย่างไรว่าให้ ป.ป.ช. ไปปกปัองพยานที่มายืนยันเรื่องเท็จ เพื่อเอาคนดี ๆ หรือคนที่ไม่ควรจะผิดเข้าคุก เข้าตะราง ผมเลยอยากฟังว่าใครคือกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านมีตรรกะเหตุผลอย่างไร ในการที่ไปแก้อย่างนั้น ท่านทราบไหมว่า ป.ป.ช. ไต่สวนตั้งข้อหาคนลับหลัง ๑๐ ป้โดยไม่เคย แจ้งเลย สอบอยู่ ๑๐ ป้ ผมโดนมาแล้วครับ ผมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในวันที่มีงบอยู่ในมือ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังไม่ได้ใช้สักบาท สำนักนายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการสอบผมหมดทุกคน ยืนยันมันยังไม่มี เพราะงบประมาณ ๘๖,๐๐๐ ล้านบาทยังอยู่ครบไม่จ่ายสักบาท แต่แพทย์ชนบทเขาเคลื่อนไหวก็เรื่องของเขา ท่านเชื่อไหมครับว่าป้ที่แล้วผมเพิ่งทราบว่า ป.ป.ช. แอบสอบผมอยู่ ๑๐ กว่าป้ ป้ที่แล้ว นี่ใครมี ป.ป.ช. นั่งอยู่ตรงนี้ไปตามมาให้ผมหน่อยครับ ทำหนังสือถึงผมว่าเรื่องที่ถูกกล่าวหา ว่าทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งไม่มีมูลความจริง ไม่เคยบอกผมสักคำ แอบไต่ส่วนขึ้นมา ท่านประธาน และมีหน้ามีตามาบอกผมด้วยครับไม่มีมูล ๑๐ กว่าป้ผมออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมา มันยังมีหนังสือตามหลังผมมา เพราะฉะนั้นผมคิดว่า หลายเรื่องที่ผมจำเปึนจะต้องทบทวนบทบาทขององค์กรอิสระ ผมเคยให้ กกต. ตัดสินใจ ว่าคุณจะเอาอำนาจจัดการเลือกตั้งหรือคุณจะเอาอำนาจวินิจฉัยการเลือกตั้ง เลือกเอา สักอย่าง ถ้าอยากจัดการเลือกตั้ง อยากจัดหีบเลือกตั้งไปทำหน้าที่เลย เหมือนมหาดไทย เมื่อก่อน แต่ถ้าคุณอยากจะเอาอำนาจวินิจฉัยการเลือกตั้ง คุณต้องวินิจฉัยการเลือกตั้ง ให้สุจริต เที่ยงธรรม ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วโกงกันทั้งประเทศ สุดท้ายไม่มีสักเรื่องหนึ่ง กลายเปึน องค์กรตลกในสายตาประชาชน อันนี้ สว. ก็คิดบัญชีกันเองแล้วกันครับ ไม่รู้ทั้งฝ์ายสี อะไรก็ตาม ไปคิดบัญชีกันเอง เพราะคุณก็จะโดนด้วย คราวนี้มาถึง ป.ป.ช. เหมือนกัน ข้าราชการแต่ละคนที่โดนชี้มูลโดย ป.ป.ช. ถ้านักการเมืองเราโดนชี้มูล ป.ป.ช. ก็แสดง Spirit ลาออกจากตำแหน่ง ทำมาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านโดน ชี้มูลว่าแจ้งบัญชีทรัพย์สินเปึนเท็จ ท่านก็ลาออกจากตำแหน่ง ยุติตำแหน่งทั้งหมด แต่คนที่ เปึ้นข้าราชการคำชี้มูล กกต. ผู้บังคับบัญชาต้องถือเปึนคำวินิจฉัยและต้องปฏิบัติตาม ละเว้นไม่ได้ ถ้าข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยคนใดคนหนึ่งถูกชี้มูล อธิบดีถ้าไม่เอาออก อธิบดีเตรียมตัวโดนด้วย แต่สุดท้ายเมื่อสู้คดีกันไปถึงศาลสูงสุด ศาลยกฟัอง โดนไล่ออกตั้งแต่ ซี ๖ ถ้าเขาอยู่อีก ๑๐ ป้ เขาอาจจะเปึนข้าราชการซี ๙ หรืออาจจะเปึนอธิบดี แต่จบชีวิตทาง ราชการ ใครคืนอะไรเขาได้ และถ้าเกิดพยานประเภทอย่างนี้ไปยืนยันเขาในคดีอย่างนั้น ใครจะคืนความเปึนธรรมให้ แถมเรายังต้องเสียงบประมาณไปคุ้มครองประเภทพยานที่ให้ การเปึนเท็จ ไม่สุจริตด้วยซ้ำไป ซึ่งมันขัดหลักนิติธรรมโดยทั้งหมด ผมอยากฟังคำชี้แจง ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ หลักคิดของใครที่ไปคุ้มครองพยานที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต หลักคิดของใครที่ไปปกปัองคนชั่ว คนไม่สุจริต แล้วก็สภานี้เอาด้วยไม่ได้ครับ ผมยืนยันว่า ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเห็นว่าจำเปึนต้องยืนยันตามร่างที่เสนอผ่าน สภาไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ์ครับ
ขอบคุณท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ นักกฎหมายเรารู้กันว่าเวลาอ่านกฎหมายอย่าอ่านมาตราเดียว ขณะเดียวกันเช่นเดียวกับการร่างกฎหมายเหมือนกัน อย่าร่างกฎหมายดูเพียงมาตราเดียว ผมขออภิปรายในมาตรา ๑๓๒ กรณีที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ตัดคำว่า หากได้กระทำโดย สุจริต ออก ผมขออนุญาตท่านประธานเท้าความไปถึงมาตรา ๑๓๒/๑ และมาตรา ๑๓๒/๒ ซึ่งเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนของผมคือท่านณัฐวุฒิ บัวประทุม ได้อภิปรายไป บางส่วนแล้วนะครับ ในมาตรา ๑๓๒/๑ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยังคงข้อความเดิมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะโดยทางใดว่าบุคคลตามมาตรา ๑๓๒ ถูกร้องทุกข์ ถูกกล่าวโทษ ถูกฟัองคดี หรือถูก ดำเนินการทางวินัยอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามมาตรา ๑๓๒ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ พิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดตามมาตรา ๑๓๒ หรือไม่ คำถามผมคือถ้ามาตรา ๑๓๒ เราตัดคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออกแล้ว แล้วทำไม มาตรา ๑๓๒/๑ จึงจะต้องมาพิจารณาอีกว่าจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ อ่านโดยง่าย ๆ คือไม่ว่าสุจริตหรือทุจริตแปลว่าอะไร ก็แปลว่าจะต้องได้รับความคุ้มครองทั้งนั้นใช่ไหมครับ ผมไม่ขออภิปรายคำว่าเรื่องสุจริตหรือทุจริตอีกแล้ว เพราะมีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมกำลังพูดถึง Logic ของกฎหมาย ผมพูดถึงการอ่านกฎหมายที่อย่าอ่านมาตราเดียว เวลาเราร่างกฎหมายอย่าร่างแล้วดูมาตราเดียวเท่านั้น เลยไปอีกหน่อย มาตรา ๑๓๒/๒ เปึ้นเรื่องที่ ป.ป.ช. ต้องให้ความช่วยเหลือผู้ที่มายื่นหลักฐาน มีหลายข้อเลยที่ ป.ป.ช. จะช่วย แต่ถ้าเราไปตัดคำว่า หากได้กระทำการโดยสุจริต ออก แปลว่าอะไร แม้คนที่กระทำการ โดยทุจริต ป.ป.ช. ก็ต้องมาช่วย เพราะกำหนดไว้แล้วตามมาตรา ๑๓๒/๒ พูดง่าย ๆ คือถ้าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ตัดคำว่า หากได้กระทำการโดย สุจริต ออก แปลว่าถึงแม้แต่ทุจริต ป.ป.ช. ก็ต้องให้ความช่วยเหลือตามมาตรา ๑๓๒/๒ เพราะฉะนั้นแล้วผมไม่คิดว่าจะเปึนเจตนารมณ์ของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็ต้องขอ เรียนย้ำถึงนิติวิธีอีกทีหนึ่งว่า ไม่ว่าจะอ่านหรือร่างกฎหมายเราต้องดูมาตราตามมาด้วย ว่ามันเปึนอย่างไร ผมขอสนับสนุนเพื่อนสมาชิกท่านอื่น คืออยากจะฟังกรรมาธิการ เสียงส่วนมาก ลองให้เหตุผลดูว่าทำไมท่านถึงให้ความคุ้มครองผู้ที่มายื่นหลักฐานที่กระทำ การโดยทุจริตด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไปขอเชิญคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมก็อยู่สภาแห่งนี้มานานพอ ๆ กับท่านประธาน ก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกที่กรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงเหตุ แสดงผลที่น่าศึกษา มีแต่ตัวหลัก ๆ ทั้งนั้นครับ กฤษฎีกาบ้าง ทางตัวแทนผู้พิพากษาบ้าง จบเนติบัณฑิตอังกฤษบ้าง ผมขอถามเปึนความลับ หน่อยครับว่าในการประชุมมาตรานี้พวกท่านเข้าห้องน้ำหรือครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่มีเหตุมีผลทั้งหลาย ท่านไม่อยู่ในที่ประชุมหรือครับ ถึงได้กลายเปึนเสียงข้างมาก ตัดคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออกไป ผมก็อยากฟังเหมือนกันว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดอย่างไร เปึนศัตรูกับคำว่า สุจริต ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ผู้ใดเอาทรัพย์ ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเปึนเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้อภิปรายบอก ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระ หนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต นี่หลักกฎหมายทั่วไป ผมได้โอกาสที่จะเล่า ประสบการณ์ผม ผมจบกฎหมายจากท่าพระจันทร์ ป้ ๒๕๑๗ ป้ ๒๕๑๘ ก็ไปสอบเข้าที่ สามย่านครับ สอบเรียนปริญญาโทนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มีศาสตราจารย์ดอกเตอร์อุกฤษ มงคลนาวิน เปึนคณบดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน มีผู้ไปสอบเข้า ๘๓ คนเรียนปริญญาโท ข้อสอบที่ท่านดอกเตอร์อุกฤษออกข้อสอบมีข้อสอบเพียงข้อเดียวใช้เวลา ๓ ชั่วโมงครับ ท่านดอกเตอร์อุกฤษ มงคลนาวิน ท่านถามว่า คำว่า สุจริต ในประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ท่านเข้าใจว่าอย่างไร อธิบาย ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงครับ ปรากฏว่าทั้งห้องไม่เกิน ๑๕ นาทีเดินออกมาหมดเลยครับ เพราะมันมีความรู้แค่นั้น ปรากฏว่า ๘๓ คน ดอกเตอร์อุกฤษรับไปหมดเลยครับ มีความรู้ทัดเทียมกัน คือแทบจะไม่รู้ อะไรเลย คำว่า สุจริต ผมถึงว่าเปึ้นเรื่องหัวใจของการกระทำไว้ว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายอาญาในการที่คนจะไปเปึนพยานเกี่ยวกับ ป.ป.ช. ต้องอาศัยหลักสุจริตอย่างนี้ ผมก็ไม่อยากพูดมาก ผมอยากฟังเหตุผล ผมยังไม่ได้ว่าท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ แต่ยังไม่เคยพบเห็นว่ากรรมาธิการเสียงข้างน้อย คือน้อยขึ้นมาพรึ่บ ๆ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด แล้วท่านจะตอบอย่างไรละครับ ผมว่าถัดจากผมไปขอฟังเสียงข้างมากสักคนได้ไหม เผื่อผมจะได้มีใจเอนเอียง เผื่อผมจะไม่ได้เชื่อศาล เผื่อผมจะไม่ได้เชื่อกรรมาธิการกฤษฎีกา หรือเผื่อผมจะไม่ได้เชื่อเนติบัณฑิตอังกฤษรุ่นน้องผมที่ธรรมศาสตร์ ฟังอย่างไรวันนี้ครับ ถ้าลงคะแนนเสียงข้างมากไม่มีประตูออกจากรัฐสภาเลย จะไปทางเรือก็ไม่ได้ ทางบกก็ไม่ได้ จึงอยากอภิปรายสนับสนุนเรื่อง ป.ป.ช. เรื่องเบาะแสต่าง ๆ มีความสำคัญ เพราะในประเทศนี้ มีการทุจริตคอร์รัปชันกันมากเรายอมรับ ป.ป.ช. ต้องทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เบาะแสหลักฐานต่าง ๆ ที่บุคคลอื่นมาให้แก่ ป.ป.ช. จึงเปึ้นเรื่องสำคัญ มาศาลต้องมาด้วยมือสุจริต ต้องมาด้วยมือสะอาด จะมากลั่นแกล้งเขาที่ ป.ป.ช. ก็ไม่สมควร จึงขออนุญาตโดยศาลพูดเรื่องนี้ หลักสุจริตเปึนเรื่องที่กฎหมายทุกประเทศเขายึดถือกัน จึงขออนุญาตท่านประธานก่อนที่จะให้คนอื่นอภิปราย ผมอยากฟังเสียงข้างมากสักคนมีไหม กรรมาธิการเสียงข้างมากสัก ๑ คนมีไหมครับ เพื่อจะเอาเหตุผลของท่านมาหักล้าง ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่เปึนเสียงข้างน้อย และบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ข้างล่าง อภิปราย ร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นด้วยกับเสียงข้างน้อย ก็คงจะคาดเดาได้ว่ามติออกมาเปึนอย่างไรครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านอดิศรครับ มีสมาชิกที่จะขออภิปรายอีก ๓ ท่าน ผู้ชี้แจงเสียงข้างมากจากกรรมาธิการ ๒ ท่านเท่านั้น ผมจะเอาให้จบสมาชิกที่ขออภิปรายก่อนนะครับ เหลืออีก ๓ ท่าน ท่านแรกขอเชิญ คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิทักษ์เดช เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากลุ่มน้ำ ปากพนัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ ที่ขอแก้ไขมาตรา ๑๓๒ ตามความคิดและแนวทางของ กระผมและเพื่อนสมาชิกที่ได้ทราบถึงข้อมูล ผมก็มีความเห็นด้วยตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย เพราะการร่างกฎหมายด้วยหลักการร่างเราต้องร่างให้เกิดความเปึนธรรมและ ความยุติธรรม เมื่อมีการบังคับใช้แล้ว การร่างกฎหมายเมื่อมีความยุติธรรมแล้วและเราขาด คำว่า สุจริต ไปได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดอย่างไรในการตัดคำว่า หากได้กระทำการโดยสุจริต หลักของความสุจริต การปฏิบัติยึดถือ ความถูกต้อง ความดีงาม ปฏิบัติด้วยความชอบและความเหมาะสมต่อตนเอง ต่อบุคคลอื่น และสังคม ซื่อตรงต่อหน้าที่ และต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุกองค์กรต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริต ท่านประธานครับ และวันนี้ในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัดคำว่า หากได้กระทำการโดยทุจริต ผู้ใดที่ให้ถ้อยคำแจ้งข้อมูลเบาะแสส่งพยานหลักฐานหรือแสดง ความคิดเห็นแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันได้ไหมครับว่า ผู้ให้ถ้อยคำทุกคนมีความสุจริต ผู้ให้ถ้อยคำทุกคนมีความเปึ้นธรรม วันนี้ในการร่างข้อกฎหมายเราต้องให้ความเปึ้นธรรม ทั้งผู้ให้ถ้อยคำและผู้ถูกร้อง ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าทุกคนที่เข้าสู่กระบวนการถูกกล่าวหาของคณะกรรมการ การปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กว่าจะจบกระบวนการเฒ่าชี้แรแก่ชราครับ บางครั้ง ก็หมดภาระงาน ภาระหน้าที่ ต้องจบชีวิตราชการไปแล้ว แต่วันนี้ในเมื่อเราร่างกฎหมาย ขาดหลักการกระทำการโดยสุจริต ผมเชื่อว่าไม่เปึนธรรมทั้งผู้ใช้และผู้ปฏิบัติ พื้นฐานแห่ง ความยุติธรรม คือความยุติธรรมต้องว่าด้วยทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อย่างเท่าเทียมกัน และได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากระบบยุติธรรม แต่เมื่อหลักการ และข้อกฎหมายที่ท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตัดไป ผมไม่รู้ว่าท่านใช้ตรรกะไหน ตรรกะทางความคิดไหน ใช้หลักอะไรในการร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ในการร่างข้อนี้ขึ้นมา แล้วเมื่อเราร่างแล้วไม่เกิดความเปึนธรรม เราจะแก้ปัญหาอย่างไร อันนี้เปึนสิ่งที่ คณะกรรมาธิการต้องคิด หลักการของพรรคประชาธิปัตย์ ผมและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ในพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการปราบปรามการทุจริต เห็นด้วยว่าทุกคนที่จะต้องเข้ามา รับผิดชอบต่อหน้าที่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรมเปึ้นที่ตั้ง แต่เพื่อความยุติธรรม แก่ทุกฝ์าย ทั้งผู้ให้ถ้อยคำและผู้ถูกกล่าวหา วันนี้เราต้องใช้ความสุจริตเปึ้นที่ตั้ง ดังนั้น ผมเชื่อว่าการขาดความสุจริตมาตั้งแต่ต้นของข้อกฎหมาย แล้วข้อกฎหมายนั้นจะได้มา ซึ่งความสุจริตและความยุติธรรมได้อย่างไร ผมและพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เห็นด้วยกับร่างเดิมที่คงคำไว้ว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ขอบคุณท่านประธานครับ
ตอนนี้ก็มีสมาชิกที่อภิปราย เหลือเพียงท่านเดียวแล้วนะครับ ต่อไปกรรมาธิการจะได้ตอบ เชิญท่านสมาชิกท่านสุดท้าย ที่อภิปรายครับ ท่านรองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ผมขอโอกาสที่จะ ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ท่านประธานครับ ตามเหตุผลที่ร่าง พ.ร.ป. นี้ขึ้นมาตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญนี้เพื่อเป่ดโอกาสให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ต่อต้านชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจาก กฎหมายเพื่อปัองกันและขจัดการทุจริต ใน พ.ร.ป. นี้ก็มีการแก้ไขอยู่ในมาตรา ๓ ซึ่งแก้ไข มาตรา ๑๓๒ เพื่อเป่ดโอกาสให้ ผมคิดว่าคนที่จะไปร้องหรือไปชี้ข้อมูลอะไรต่าง ๆ เปึนผู้ที่รัก ความเปึนธรรมจะให้ข้อมูล ความเปึนธรรมมันต้องคู่กับความเปึนจริง เมื่อเข้าไปให้ข้อมูลแล้ว ก็ต้องมีการคุ้มครองตามมาตรานี้ด้วย ความไม่เปึนธรรมมันเปึ้นอย่างไรครับ เรามีคำว่า สุจริต มันก็ตรงกันข้ามกับคำว่า ทุจริต ทุจริตก็คือไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่เปึนธรรม หรือเรียกว่า คิดไม่ดีหรือชั่วอย่างนั้น สุจริตก็คือถูกต้อง เปึนธรรม หรือว่าดี มันตรงกันข้ามกันอยู่แล้วครับ แล้วสุจริตมันต้องคู่กับคำว่า ซื่อสัตย์ มาก่อนครับ ซื่อสัตย์สุจริต นั่นละครับ แล้วอยู่ในสังคม มนุษย์เราต้องอยู่ร่วมกัน ถ้าทำไปโดยไม่ขัดศีลธรรมอันดีก็เปึนเรื่องเปึนธรรมอีกเหมือนกัน มาตรา ๖๘ รัฐธรรมนูญยังบอกว่า รัฐต้องพึงจัดระบบบริหารงานกระบวนการยุติธรรม ทุกด้านให้มีประสิทธิภาพและเปึนธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ก็เปึนธรรมอีกอยู่ดีเหมือนกันละครับ แล้วในรัฐธรรมนูญก็จะอ้างการปฏิบัติที่ไม่เปึนธรรม อ้างไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อ้างจริยธรรมบ้าง แล้วก็แม้กระทั่งทำผิดไปแล้วยังข้อความ เปึนธรรมหรือถูกกลั่นแกล้งก็ขอความเปึนธรรม ขออุทธรณ์ เพราะฉะนั้นความเปึ้นธรรม สุจริตมันเปึนพื้นฐานของระบบกฎหมายที่บุคคลที่จะใช้สิทธิ ที่ต้องทำหน้าที่ที่จะได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธา แล้วจะเปึนการผดุงความยุติธรรมในสังคม ที่จะเอื้อเฟุ๋อต่อกัน เพราะฉะนั้นเปึนมาตรฐานของคุณค่าของคนในสังคม ต้องรู้ดี รู้ชั่ว เปึนมาตรฐานของวิญ็ูชนที่พึงทราบ มันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรครับ บางคนก็ว่าเปึนไป ตามกรรม ท่านหว่านพืชชนิดใดก็จะได้ผลผลิตชนิดนั้นออกไป การสุจริตถ้าจะพูด จริง ๆ แล้วมันคลุมไม่หมดหรอกครับ ทั้งกาย ว่าจา ใจ ผมก็ไม่ใช่พระ ผมก็ว่าไปอย่างนั้น กระบวนการยุติธรรมก็ต้องไม่ถูกบิดเบือนด้วย เพราะจะทำให้เปึ้นเหตุให้เกิดความไม่ เปึ้นธรรม เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่จะให้คงไว้ตามร่างเดิม ไม่ให้ตัดคำว่า โดยสุจริต ออกไป ท่านประธานครับ ผมก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่พูดก็อยาก ฟังเสียงข้างมากท่านคิดได้อย่างไร แล้วก็มันเปึนอย่างไร ก็ขอสนับสนุนกรรมาธิการเสียง ข้างน้อยขอให้ชนะนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปกรรมาธิการ จะขอชี้แจงครับ ท่านแรกขอเชิญคุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ ยังไม่อยู่นะครับ ขอเชิญ กรรมาธิการอีกท่านหนึ่งครับ นาวาโท กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ เชิญครับ
เรียนท่าน ประธานที่เคารพ กระผม กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ กรรมาธิการ จะขออภิปรายใน มาตรา ๑๓๒ เพื่อชี้แจงเหตุผลในการตัดคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออก ในมาตรา ๑๓๒ ในการคงไว้ซึ่งคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต นั้น จะทำให้เกิดประเด็นปัญหาในการบังคับใช้ อย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน คือ
ประการที่ ๑ ในกรณีที่ผู้ร่วมกระทำความผิดมีเจตนาจะนำส่งหลักฐาน ต่อ ป.ป.ช. แต่ไม่ได้ถูกกันไว้เปึนพยานตามมาตรา ๑๓๕ คนกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้รับความ คุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ เพราะอาจมองได้ว่าการนำส่งหลักฐานมีเจตนาไม่สุจริต เพราะตัวเองเปึนผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย และเปึนเหตุผลที่มีการตัดข้อความในวรรคสอง เดิมออกเพื่อคุ้มครองคนกลุ่มนี้ ซึ่งตามข้อมูลของ ป.ป.ช. คนกลุ่มนี้จะเปึนแหล่งข้อมูล ที่มีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินการของ ป.ป.ช. เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะเข้าถึงเอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นได้โดยตรงนะครับ
ประการที่ ๒ ในการบังคับใช้กฎหมายก็คือปัญหาในการฟัองป่ดปาก การระบุ ว่าหากได้กระทำโดยสุจริตจะเปึนช่องว่างให้ผู้ถูกดำเนินคดีใน ป.ป.ช. จะไปพิสูจน์เจตนาของ ผู้นำส่งหลักฐาน ซึ่งถ้าเกิดว่าหาก ป.ป.ช. พิสูจน์ได้ว่า หรือคนที่ถูก ป.ป.ช. ดำเนินคดีพิสูจน์ ได้ว่าการนำส่งหลักฐานนั้นมีเจตนาที่ไม่สุจริต เช่น พิสูจน์ในเจตนาเพื่อต้องการกลั่นแกล้ง หรือทำลายชื่อเสียง ทั้งที่หลักฐานนั้นเปึนความจริงและมีน้ำหนัก ซึ่งในการฟัองร้อง ดำเนินคดีนั้นคนที่นำส่งพยานหลักฐานนั้นก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง แล้วก็จะถูกฟัองป่ดปาก ในภายหลังนะครับ
สำหรับข้อกังวลในกรณีที่บอกว่าจะใช้ช่องว่างทางกฎหมายในเรื่องของการ คุ้มครองในการกลั่นแกล้งหรือเหตุผลอื่นใดที่อาจจะมองได้ว่าไม่สุจริตต่อข้อกังวลดังกล่าว จะขอแยกอภิปรายเปึน ๒ กรณี ดังนี้
กรณีที่ ๑ หลักฐานและข้อมูลที่นำส่งต่อ ป.ป.ช. เปึนความจริง กรณีนี้ผู้นำส่ง ควรได้รับความคุ้มครองไม่ว่าเจตนาของผู้นำส่งจะเปึนอย่างไร เนื่องจากหลักฐานและข้อมูล ที่ ป.ป.ช. ได้รับไปนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินคดีซึ่งเปึ้นเจตนารมณ์หลัก ของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ในครั้งนี้
กรณีที่ ๒ หลักฐานและข้อมูลที่นำส่ง ป.ป.ช. นั้นเปึ้นเท็จ กรณีนี้ ป.ป.ช. ยังสามารถพิจารณากลั่นกรองในเรื่องของการใช้หลักฐานข้อมูลหรือเบาะแสได้อีกชั้นหนึ่ง และหากผู้นำส่งมีเจตนาที่จะสร้างพยานหลักฐานอันเปึนเท็จก็จะเปึนการผิดกฎหมายอาญา ซึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีต่อไปนะครับ
จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ กรณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุจริตของเจตนาผู้นำส่ง หลักฐานแล้วก็ข้อมูล ป.ป.ช. ซึ่งเมื่อพิจารณาตามนี้แล้วจะเห็นได้ว่าการคงไว้ซึ่งคำว่า หากได้ กระทำโดยสุจริต นั้นก็จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี กล่าวคือก็จะลดความคุ้มครองของผู้ที่มี เจตนาจะนำส่งข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งกรณีที่เปึนผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือว่ากรณีที่ มีผู้อื่นจะถูกฟัองป่ดปาก และอาจเปึนช่องว่างในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายต่อไป และในอีกด้านหนึ่งในเรื่องของเจตนาดังกล่าวก็แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้กฎหมาย เพื่อฟัองร้อง เพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นด้วย เพราะว่าในเรื่องของข้อเท็จจริงทางกฎหมายหรือ ข้อเท็จจริงเรื่องของพยานหลักฐาน อย่างไรเสีย ป.ป.ช. ก็จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อนำ หลักฐานไปใช้ในชั้นศาลต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีแล้วนะครับ เชิญท่าน ประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิก รัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ทั้งกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นในฐานะเสียงข้างน้อย ผู้สงวนคำแปรญัตติ และเพื่อนสมาชิก ที่ได้ใช้สิทธิอภิปรายกรณีที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไขทุกท่านนะครับ ผมเองในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการมีความจำเปึ้นที่ต้องลุกขึ้นตอบชี้แจง เนื่องจากท่านอดีตรัฐมนตรีวิทยา ได้กรุณาเอ่ยชื่อผมขึ้นมา ให้ประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณามาชี้แจง ก็ต้องขอบพระคุณ ท่านครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น ประเด็นหลัก ๆ เรื่องของการกระทำโดยสุจริต มีท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งเปึนตัวแทน ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนาวาโท กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ ได้กรุณาชี้แจงในประเด็นที่ได้ นำเสนอในชั้นการพิจารณากรรมาธิการ มีความเห็นแตกเปึน ๒ ฝ์าย ผมเองในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการก็ต้องอาศัยมติที่จะพิจารณาว่าจะเห็นชอบกับด้านใด ในขณะที่เราลงมติ ต้องยอมรับด้วยความเคารพครับ เสียงที่เห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมากขณะนี้ ๑๑ เสียงเห็นชอบ เพราะอะไรครับ เพราะว่ากรรมาธิการสามารถโน้มน้าวชักจูงว่าการแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๒ เพื่อเป่ดโอกาสให้มีผู้คนที่กฎหมายใช้คำว่า ผู้ใด ได้มาให้ถ้อยคำ มาให้ข้อมูล มาแจ้งเบาะแส มาส่งพยานหลักฐาน หรือแสดงความคิดเห็น ให้มากที่สุด ถ้ามีถ้อยคำที่เขียนลงไปเท่าที่ผมฟังจากคำชี้แจง เช่น เขียนว่าหากกระทำ โดยสุจริต มันอาจจะเปึ้นเงื่อนไขทำให้บุคคลหลาย ๆ บุคคล โดยเฉพาะตัวอย่างที่ท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยกในการส่งพยานหลักฐาน ซึ่งกรรมาธิการเพิ่มเข้ามาครับ เพิ่มขยายความให้มากขึ้น ครอบคลุมให้มากขึ้น โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่ได้จากผู้ร่วม กระทำ ตัวเล็ก ตัวน้อยทั้งหลายที่มีความคิดที่จะกลับตัวกลับใจเห็นว่าการกระทำตรงนี้ มันจะเสียหาย ตัดสินใจมาเปึนผู้ให้ข้อมูล อาจจะถูกเหมารวมความว่าเปึนผู้กระทำความผิด คุณมาโดยไม่สุจริต มันก็จะเปึนการป่ดกั้นการให้ถ้อยคำ การให้ข้อมูล หรือให้เบาะแส้ ตรงนั้นได้ อันนี้เปึนสิ่งที่กรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นว่าถ้าเป่ดช่องอย่างนี้แล้วมันจะเป่ดโอกาส ให้ ป.ป.ช. ได้ข้อมูลมากขึ้น และการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรานี้เปึนการกำหนดบทบัญญัติยกเว้น ความผิดให้สำหรับผู้ที่มาให้ข้อมูล เพื่อที่จะแจ้งเบาะแสหรือแสดงความเห็นต่อกรณี การทุจริต แต่การให้ข้อมูลนี้มิได้หมายความว่าผู้มาให้ข้อมูลจะได้รับความคุ้มครองทันที ขอบคุณท่านสมาชิก ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ได้กรุณายกมาตรา ๑๓๒/๑ ขึ้นไป ได้มากล่าวอ้าง การดูลักษณะกฎหมายที่ท่านพูดถึง จริงอยู่ครับ มาตรา ๑๓๒ เปึ้นบทยกเว้น ฐานความผิด มีเงื่อนไขเขียนไว้ชัดเจนในกรณีหากโดยสุจริต แต่ถ้าไม่เขียนไว้ก็ไม่ได้ หมายความว่าคนทุจริตจะได้รับความคุ้มครอง เพราะในมาตรา ๑๓๒/๑ ได้เขียนชัดเจนว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีดุลยพินิจ มีกฎหมายลำดับรองออกมาใช้บังคับในการพิจารณาว่า จะคุ้มครองผู้ใด เพราะเขาเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และวินัย มันก็เลยเปึนที่มาของเสียงข้างมาก ผมเองในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมเองก็ลุ้น ด้วยความเคารพจริง ๆ ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ ลุ้นว่าโดยสุจริตจะชนะหรือไม่ เพราะว่า ทุกครั้งที่ผมพูดในการนำเข้าสู่การประชุม ผมจะเน้นคำนี้ตลอด ผมจะเน้นคำนี้ตลอด แต่เสียงแพ้ครับ ผมก็รอว่าถ้าเสียง ๑๐ เท่ากัน ผมจะออกเสียง ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการผมงดออกเสียง แต่เผอิญ ๑๑ ต่อ ๙ ผมออกเสียงอย่างไรก็ไม่ชนะ อันนี้เล่า บรรยากาศในการประชุมให้ทุกท่านฟัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการก็ต้องรับผิดชอบว่า มันต้องเปึนไปตามเสียงข้างมาก แต่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการไม่ได้เปึ้นบทสิ้นสุด สภาแห่งนี้ครับ ที่ประชุมแห่งนี้จะเปึนผู้มีอำนาจสูงสุดในการที่จะพิจารณาว่าการแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๓๒ ควรจะเปึนไปในลักษณะใด ซึ่งเปึนสิทธิของสมาชิก แล้วเรามีทางเลือกเยอะมาก แน่นอนมาตรานี้มีการแก้ไข เสียงข้างมากก็แก้ไข เสียงข้างน้อย สงวนความเห็นเอาไว้ ๑ ท่านที่คงร่างเดิม ท่านกรรมาธิการที่มาจากกฤษฎีกา และเสียง ข้างน้อยกลุ่มใหญ่เลยครับที่สงวนความเห็นที่คลุมทั้งร่างเดิม แก้ไขเพิ่มเติมโดยกรรมาธิการ เสียงข้างมาก็คือส่งพยานหลักฐาน และแก้ไขวรรคสองที่เพิ่มความคุ้มครองครอบคลุมไปถึงผู้ที่ ป.ป.ช. มอบหมายให้ไปดำเนินการในหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการทุจริต ไม่ว่าจะเปึนพนักงานสอบสวนในมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ มาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. คณะกรรมการ ป.ป.ท. ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. หรือคนที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับเรื่องวินัย เราขยายความคุ้มครองไปถึงระดับ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช. ที่เข้ามอบอำนาจไป ถ้าไปแจ้งตรงนั้นเองได้รับความ คุ้มครองครับ อันนี้ก็เปึนสิ่งที่ผมก็ยืนยันกับท่านประธานและกรรมาธิการว่าเสียงข้างน้อย กลุ่มใหญ่เขาสงวนความเห็นได้คลุมทุกประเด็นไว้ และมีเสียงข้างน้อยมีผู้สงวนความเห็น บางท่านที่ได้สงวนความเห็นไว้ ผู้แปรญัตติ ขออภัยท่านประธานครับ ซึ่งผมเองต้องขอ อนุญาตชี้แจง โดยเฉพาะท่านเทวฤทธิ์ มณีฉ่าย ท่านได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อสงวนของท่าน คำแปรญัตติท่านคือเพิ่มคำว่า สื่อสาธารณะ เข้าไป ตรงนี้เองกรรมาธิการเราพิจารณาอย่าง ถี่ถ้วน กรณีแจ้งเบาะแสต่อสื่อสาธารณะ ในหลักการนี้มันควรเปึนครับ โดยเฉพาะการแก้ไข ปัญหาการฟัองป่ดปากกรณีทั่ว ๆ ไปนะครับ กรณีทั่ว ๆ ไปที่เราเรียก Anti-SLAPP Law ขออภัยท่านประธานที่ใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าอยู่ในกฎหมายฉบับนั้นมันสามารถเติมเต็มเข้าไปได้ เพราะมันมีมาตราอื่น ๆ รองรับเข้ามา แต่กรณีเปึนกฎหมาย ป.ป.ช. ถ้าไปแจ้งต่อสื่อ สาธารณะประโยชน์ที่จะได้รับมันน้อยมาก มันจะเปึนข้อกังวลกับทุก ๆ ท่านว่านักร้อง มันเยอะมาก แล้วสื่อสาธารณะปัจจุบันนี้ สื่อออนไลน์ สื่อทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันเยอะมาก จะเกิดผลเสีย เกิดความวุ่นวายกับประเทศ เราก็เลยยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับ ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย และประเด็นหนึ่งที่ท่านได้เสนอคำแปรญัตติ ตัดความคุ้มครองเรื่องของ การให้ข้อมูล ให้เบาะแส ให้ความคิดเห็นออกไป ความหมายก็คือว่าให้ความคุ้มครองไปทุกด้าน ประเด็นนี้กรรมาธิการต้องยืนยันว่าการตัดออกของท่านมันเปึนการตัดหลักการออกที่เรา รับมาจากสภาแห่งนี้ มันเปึนถ้อยคำที่อยู่ในหลักการข้อที่ ๑ เลย ขออนุญาตท่านประธาน ด้วยความเคารพ เราไม่เห็นด้วยกับผู้เสนอคำแปรญัตติ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณานำเสนอ แล้วก็ชี้แจงในสภาแห่งนี้ไปหมดแล้ว โดยเฉพาะท่านผู้แทนจาก ศาลยุติธรรม ท่านได้ให้ข้อมูล ได้ให้ความเห็นที่ครบถ้วนครอบคลุม ดุลยพินิจของ ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้จะมีความเห็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ เมื่อกรรมาธิการชี้แจงแล้วก่อนจะขอมติก็อยากจะถามกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่สงวนความเห็นยังติดใจไหมครับ เชิญครับ ยังติดใจใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายธีระพงศ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะเรียนยืนยันเสนอให้คงไว้ตามร่างเดิมที่ทางรัฐสภา ให้รับหลักการไว้ในวาระที่หนึ่งครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
คือไม่แก้ไขนะครับ สำหรับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหรือที่มีท่านนพดลถือว่าเปึนหัวหน้าคณะยังติดใจไหมครับ ที่จะแปรญัตติซึ่งคนละอันกับที่คณะกฤษฎีกาที่คงไว้ร่างเดิมคือไม่แก้ไข แต่ส่วนของท่าน นพดลรู้สึกจะมีการแก้ไข แต่ว่ายังมีคำว่า หากได้กระทำโดยทุจริต อยู่ ถ้าติดใจผมจะต้องถาม ก่อนว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข ถ้าไม่เห็นด้วยก็คงร่างเดิมก็จะได้จบไปร่างเดิม เอาตรงนี้ก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวม ไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยนะครับ พอดีท่านนพดลยืนพอดี คือคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยยังติดใจอยู่ ถูกต้องนะครับ ท่านนพดลครับ
ท่านประธานครับ นพดล ปัทมะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยยังติดใจครับ
ติดใจนะครับ ก็ตกลงว่า กรรมาธิการเสียงข้างน้อยยังติดใจ ในส่วนของคุณเทวฤทธิ์จะถามทีหลัง ในขั้นแรกนี้ ก็จะขอถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยที่กรรมาธิการแก้ไขหรือไม่ คำว่าแก้ไขนี้ คือเดี๋ยวจะต้องถามอีกที่ถ้าให้แก้ไข ก็จะถามว่าจะเห็นด้วยแก้ไขกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือข้างน้อยอีกที เดี๋ยวท่านจะเข้าใจผิด อันแรกคือจะถามเนื่องจากมีผู้สงวนคำแปรญัตติว่า ให้คงร่างเดิม เพราะฉะนั้นก็จะต้องถามอันแรกนี้ก่อนว่า จะเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการ แก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับกรรมาธิการแก้ไข จึงจะถามต่อไปว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือข้างน้อย พอไปข้างน้อยก็ต้องถามอีกที่ว่าถ้าเผื่อคุณเทวฤทธิ์ ยังติดใจก็จะต้องถามว่า อย่างของคุณนพดล กับคณะ หรือตามคุณเทวฤทธิ์แก้ไข มันมี ๓ ขั้นตอน ก่อนที่จะมีการลงมติผมจะขอให้แสดงตนก่อนเพื่อจะดูว่าครบองค์ประชุมหรือไม่
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอกเข้ามาแสดงตน ท่านสมาชิกที่เข้ามาในห้องนี้แล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้ว กรุณากดบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ มีไหมครับที่มีปัญหาเรื่องแสดงตน กำลังเดินเข้ามาอีก ๑ ท่าน เชิญครับ
ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าระนี้จะเปึนการลงมติแบบหลายครั้ง ก็อาจจะขอท่านประธานว่าไปช้านิดหนึ่ง แล้วรอเพื่อนสมาชิกนิดหนึ่งครับ แล้วก็อาจจะต้องใช้ความชัดเจนในการอธิบายนิดหนึ่ง ก็เลยเรียนท่านประธานจะได้เปึนที่เข้าใจร่วมกันทุกฝ์ายครับ
ขอบคุณมากครับ ก็รอครับ กำลังทยอยมาครับ กำลังรอครับ แล้วก็ลงมติแต่ละครั้งผมจะชี้แจงให้ชัดเจน เดี๋ยวจะสับสน เพราะว่ามันต้องลงมติอย่างน้อยก็ ๓ ครั้ง แล้วก็ถ้าท่านสมาชิกไม่ชัดเจนก็ถามได้ มีไหมครับ ท่านสมาชิกที่เข้ามาแล้วยังไม่ได้แสดงตน ไม่มีนะครับ ขอป่ดการแสดงตน อีกท่านหนึ่ง แสดงตนหรือยังครับ เดี๋ยวรอนิดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อย่าเพิ่งแจ้งอีก ๒ ท่าน เดี๋ยวรอนิดหนึ่ง เพิ่งเข้ามา ถ้าป่ดแสดงตนแล้วก็ต้องบันทึกเท่านั้น มีไหมครับที่เข้ามาแล้วยังไม่แสดงตน ไม่มีนะครับ ขอป่ดการแสดงตน แสดงผลนะครับ มีผู้มาแสดงตนขณะนี้ ๕๑๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ท่านฟังให้ดีหน่อยจะถาม ตอนนี้ให้ออกเสียงแล้วครับ คือคำถามแรกเนื่องจากมาตรานี้กรรมาธิการแก้ไขก็จะขอถาม คำถามแรกก่อนว่าเห็นด้วยให้มีการแก้ไขหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขผมจะถามต่อไปว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือข้างน้อย แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับการ แก้ไขก็เปึนไปตามร่างเดิม ก็ไม่มีอะไร เข้าใจนะครับ เข้าใจตรงกันครับ อันนี้เปึนคำถามแรก ท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขขอให้กดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คือเปึนร่างเดิมกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย และถ้าเห็นว่าควร งดออกเสียงกดปุ์ม งดออกเสียง เข้าใจตรงกันนะครับ ลงมติได้ครับ อาจารย์นันทนา เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา ดิฉันเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่บนจอไม่ค่อยจะ ชัดเจน ดิฉันไม่แน่ใจว่าเห็นควรให้มีการแก้ไขนี่แก้ไขจากร่างไหน แล้วก็ไม่เห็นควรให้มีการ แก้ไขตามร่างเดิมนี่คือร่างไหน ร่างของกรรมาธิการหรือว่าเปึ้นร่างที่เรารับกันในวาระที่หนึ่ง อันนี้ดิฉันว่ายังสับสนอยู่ ท่านประธานช่วยกรุณาอธิบายให้นิดหนึ่งก็จะเปึนพระคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ
ได้กรุณาฟังอีกครั้งหนึ่งครับ การลงมติในครั้งแรกนี้ให้ลงความเห็นอย่างนี้คือว่า ท่านเห็นด้วยให้มีการแก้ไข คือเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่แก้ไข อาจจะเสียงข้างมากหรือข้างน้อยก็ได้อันนั้นค่อยว่ากันอีกที คำว่า แก้ไขนี้ก็คือว่าแก้ไขจากร่างที่เรารับหลักการ คือร่างเดิมร่างที่เรารับหลักการ เข้าใจตรงกัน ให้มีการแก้ไข คือแก้ไขจากร่างเดิมที่เราเคยรับของกรรมาธิการมาแล้วในวาระแรก ส่วนการ แก้ไขอันนี้้มีผู้ขอแก้ไขแยกเปึน ๒ ส่วน ๓ ส่วนด้วยซ้ำ ผมเอา ๒ ส่วนก่อน แก้ไขตามเสียง ข้างมากกับการแก้ไขตามเสียงข้างน้อยที่มีคุณนพดลเปึนหัวหน้าคณะกับกรรมาธิการ อีกหลายท่าน รวมทั้งคุณเทวฤทธิ์ด้วย เพราะฉะนั้นอันแรกนี้ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการไม่ว่าคณะไหนก็ให้ลงเห็นว่าควรแก้ไขกดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าเห็นว่าคงร่างเดิม ที่เคยผ่านวาระแรกแล้วก็กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วยก็กลับไปร่างเดิม ท่านผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงกดปุ์ม งดออกเสียง ผมว่าเข้าใจแล้วนะครับ มีไหมครับที่ยังไม่เข้าใจ ถ้าไม่มี ก็ลงคะแนนได้ครับ
ท่านประธานครับ ผม หมายเลข ๔๒๐ เห็นด้วยครับ
๔๒๐ เห็นด้วย มีไหมครับ ที่ลงคะแนนไม่ได้ครับ
ผม พรเพิ่ม ทองศรี สว. ๐๙๔ เห็็นด้วยครับ
เจ้าหน้าที่จดไว้ด้วยนะครับ เห็นด้วยเพิ่ม ๒ ท่านแล้ว ยังมีอีกไหมครับ ถ้าไม่มีก็ป่ดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วย มีผู้มาลงมติ ๕๒๐ ท่าน เห็นด้วยคือเห็นด้วยกับการแก้ไข ๕๐๙ บวก ๒ เปึ้นเห็นด้วย ๕๑๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๔ ท่าน เพราะฉะนั้น ที่ประชุมของท่านสมาชิกเห็นด้วยให้มีการแก้ไข
ท่านสมาชิกอย่าเพิ่งออก ไปไหน เพราะจะต้องถามอย่างน้อยก็สัก ๒ ครั้งก่อน จะต้องลงมติต่อ เอาอันนี้ก่อนก็ได้ คุณเทวฤทธิ์ยังติดใจใช่ไหมครับ คุณเทวฤทธิ์อยู่ไหมครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา
ของท่านมีสื่อเข้าไปด้วย ท่านยังติดใจไหมครับ ผมจะถามเปึนคำถามที่ ๓
ก็ยังติดใจอยู่ครับ เพราะเดิมที่ ก็หวังว่าจะอยู่ในข้อสังเกตครับ
ยังติดใจครับ ขอบคุณครับ ตอนนี้ก็จะถามว่าท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือ เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกรุณากดปุ์ม เห็นด้วย ให้เสียบบัตรอีกครั้งหนึ่งใช่ไหมครับ โอเคครับ ขอลบคำถามไปก่อน เพราะว่าจะลงมติอีกครั้งหนึ่ง ความจริงสมาชิกก็ยังไม่ได้ ไปไหน แต่ว่าตามข้อบังคับต้องถามอีกครั้งหนึ่ง ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ตอนนี้ก็ขอให้ท่านสมาชิก กดบัตรเพื่อแสดงตนอีกครั้งหนึ่ง กดบัตรแสดงตนนะครับ อย่างเพิ่งลงคะแนน
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอก ก็เข้ามาแสดงตนอีกครั้งแล้วก็จะลงคะแนนอีกที มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ ไม่มีแล้ว ก็ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ มีผู้มาแสดงตน ๕๒๑ ท่าน ครบองค์ประชุม
ก็จะขอถามมติต่อไปนะครับ ว่าท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยนะครับ ถ้าท่านเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากกดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วย กับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย คือกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้แปร ญัตติกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง ครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
ช่วยดูตามปัายที่บอกด้วยครับ
ท่านประธานครับ ๔๒๐ ไม่เห็นด้วยครับ
๔๒๐ เห็นด้วยหรือไม่ เห็็นด้วย
ไม่เห็นด้วยครับ
ไม่เห็นด้วย มีสมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ไม่มีนะครับ แสดงผลได้ครับ มีผู้มาลงคะแนน ๕๒๒ ท่าน เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย คือเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๔๖๒ บวก ๑ เปึน ๔๖๓ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนน เสียง ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นมติที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างน้อย
ต่อไปเนื่องจากว่าการ แปรญัตตินี้เสียงข้างน้อยมี ๒ รูปแบบ คือคณะของคุณนพดลชุดหนึ่ง แล้วก็มีของเทวฤทธิ์ อีกท่านหนึ่ง ซึ่งข้อความไม่เหมือนกันทีเดียว คณะของคุณนพดลก็ยังติดใจอยู่นะครับ ของคุณเทวฤทธิ์เมื่อสักครู่ยังติดใจอยู่ ก็จะต้องถามอีกคำถามหนึ่ง จะเห็นด้วยกับการแก้ไข เสียงข้างน้อยซึ่งคุณนพดล กับคณะ หรือจะเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อยของคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย ชัดเจนนะครับ ผมนี่ใจร้อนเห็นไม่มีใครลุกขึ้นก็เลยนึกว่าองค์ประชุมเหมือนเดิม ขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เพราะฉะนั้นตามข้อบังคับ ก็ต้องเ์สียบบัตรแสดงตนอีกครั้งหนึ่งนะครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยนะครับ ตอนนี้แสดงตน ๔๙๑ ท่าน ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ก็จะขอถามว่าท่านเห็นด้วย กับการแก้ไขของคุณนพดล กับคณะ หรือเห็นด้วยกับการแก้ไขของคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไขของคุณนพดล กับคณะ กรุณากดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับการ แก้ไขของคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย กรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ถ้าต้องการงดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง เข้าใจนะครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วย เข้าใจนะครับ ผมอาจจะอ่านไม่ตรงกับที่ขึ้นปัาย แต่คงเข้าใจตรงกันนะครับ ถ้าเห็นด้วยกับความเห็นของ คณะกรรมาธิการที่มีคุณนพดล ปัทมะ กับคณะ ก็กดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคุณเทวฤทธิ์ มณีฉาย กรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง
ท่านประธานครับ ผม ๔๒๐ เห็นด้วยครับ
ตอนนี้ลงคะแนนกันหมด หรือยังครับ ลงคะแนนหมดแล้วนะครับ ป่ดการลงคะแนน มีผู้มาลงคะแนน ๕๒๖ ท่าน เห็นด้วย ๕๐๓ บวก ๒ เปึน ๕๐๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๗ ท่าน งดออกเสียง ๖ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มี เพราะฉะนั้นมาตรา ๓ เห็นด้วยกับการแก้ไขของคุณนพดล ปัทมะ กับคณะ
เชิญเลขาธิการต่อนะครับ
มาตรา ๔ เพิ่มมาตรา ๑๓๒/๑ มาตรา ๑๓๒/๒ และมาตรา ๑๓๒/๓ มีการแก้ไข
เดี๋ยวผมตามไปไม่ทัน ท่านเลขาธิการมาตราเท่าไรนะครับ
มาตรา ๔ ครับ
ตอนนี้มาตรา ๔ เพิ่ม มาตรา ๑๓๒/๑ มาตรา ๑๓๒/๒ และมาตรา ๑๓๒/๓ มีการแก้ไข เนื่องจากมาตรา ๔ นี้ เพิ่มมาตราที่ผมอ่านเมื่อสักครู่แล้ว ขอท่านเลขาธิการชัดเจนอีกทีหนึ่งครับ ผมขอหารือ ท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๑๓๒/๑ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
เมื่อสักครู่ได้ยินว่าผู้แปรญัตติ ขอถอนแล้วใช่ไหมครับ ก็ผ่านไปเลย มาตราต่อไปเลยท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๑๓๒/๒ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ขอรายชื่อผู้สงวนความเห็น ด้วยนะครับ ขอเชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ คุณธีระพงศ์ มีลักษณ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายธีระพงศ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากที่ประชุมแห่งนี้ ได้มีการเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้มีการตัดความในร่างมาตรา ๑๓๒ วรรคสองเดิมออก ซึ่งเปึนหลักการเกี่ยวกับการไม่ใช้บังคับบทยกเว้นความรับผิดกับผู้ที่มีส่วน เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่จะได้รับการกันไว้เปึนพยานตามมาตรา ๑๓๕ ซึ่งหลักการดังกล่าวจะกำหนดอยู่ในมาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ด้วย ในกรณีนี้เมื่อทางสภาแห่งนี้ ได้กรุณาแก้ไขแล้วทางกระผมก็ไม่ได้ติดใจในประเด็นดังกล่าว สำหรับประเด็นมาตรา ๑๓๒/๒ (๒) ค ที่ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาเพิ่มถ้อยคำว่า เมื่อทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังศาลแล้วให้มีการ นำมติดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณา ทั้งในชั้นไต่สวนมูลฟัองและในชั้นพิจารณา พิพากษานะครับ เนื่องจากหลักการตามร่างเดิมที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาประสงค์จะไม่ให้ความในส่วนนี้กระทบต่อการใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษา แต่เนื่องจากได้รับคำยืนยันจากท่านกรรมาธิการซึ่งเปึนตัวแทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมว่า การเพิ่มถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อการใช้อำนาจของผู้พิพากษาในการพิจารณาอรรถคดี กระผมจึงไม่ติดใจในประเด็นที่ได้สงวนความเห็นไว้ทั้ง ๒ ประเด็น ขออนุญาตกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการที่สงวนความเห็น ไม่ติดใจทั้ง ๒ ประเด็น มีท่านอื่นอีกไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ทับทิมไสย์ ผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมและในฐานะ กรรมาธิการ กระผมขออนุญาตชี้แจงในส่วนของร่างมาตรา ๑๓๒/๒ (๒) ค เฉพาะในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากร่างเดิมเปึนบทบัญญัติที่ต่อเนื่องจากมาตรา ๑๓๒/๑ ที่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในการจะให้การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส้หรือให้ข้อมูล หรือไม่ หากลงมติแล้วโดยเสียงข้างมากให้คุ้มครองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลก็จะให้แจ้งมายัง ศาลด้วย ความเดิมในร่างที่สภารับหลักการในวาระแรกนั้นให้แจ้งมาเพื่อให้ศาลทราบ ในข้อความจะกำหนดไว้เท่านี้ สั้น ๆ ว่าให้ศาลทราบ ซึ่งทางศาลมองว่าการแจ้งให้ศาลทราบ อาจจะไม่ชัดเจน แล้วก็ไม่ได้บ่งหรือชี้ว่าให้ศาลทำอะไรต่อ
ผมขอเรียนประการแรกว่าในกรณีที่มีการฟัองป่ดปาก ส่วนใหญ่จะเปึนกรณีที่ ราษฎรฟัองเอง ซึ่งแน่นอนว่าการฟัองป่ดปากก็จะเปึนการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หลักสุจริต ที่ได้อภิปรายกันไปแล้วในมาตรา ๑๓๒ วรรคแรก ผมขอเรียนท่านประธานประการแรกว่า ปัจจุบันคดีที่ราษฎรฟัองเองมีจำนวนมากในศาล ทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ล่าช้า ผู้พิพากษาต้องทำงานหนักมากขึ้น หลายคดีถ้าท่านใดที่เกี่ยวข้องไปศาลจะเห็นว่าคดีที่ ราษฎรฟัองเอง แม้จะไม่ได้มีการทำสถิติหรือศึกษาวิจัยโดยตรงในทางวิชาการหรือสถิติของศาล ก็พอมีอยู่บ้าง มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่มีข้อจำกัด เพราะว่า วิ.อาญา มาตรา ๒๘ (๒) ให้ราษฎรฟัองเองได้โดยไม่มีข้อจำกัดหากเปึนผู้เสียหาย ก็จะมีการฟัองแก้เกี้ยวกัน รวมทั้ง ฟัองป่ดปากรวมหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งเปึนกรณีใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ ไม่ใช่ฟัองรอบเดียว มีการฟัองกลับไปกลับมา บางคดีเปึนสิบ ๆ รอบ แล้วก็ศาลไม่มี ทางออกอื่น จนกระทั่งมีการบัญญัติมาตรา ๑๖๑/๑ ขึ้นมาโดยใน วิ.อาญา ว่าหากราษฎร คนใดฟัองโดยไม่สุจริต ฟัองเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฟัองโดยหวังผลประโยชน์อย่างอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อได้รับความยุติธรรมนั้น ให้อำนาจศาลสามารถที่จะยกฟัองในชั้นไต่สวนมูลฟัอง ได้เลย แต่ต้องมีหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนของศาลแล้ว ซึ่งโดยปกติศาลก็จะมีการไต่สวน มูลฟัอง แต่เนื่องจากการไต่สวนมูลฟัองเปึนเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล จำเลยจะไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้อง จำเลยก็เลยไม่มีสืบพยานนะครับ ตามกฎหมายเดิมจะให้เพียงแค่ตั้งทนายความเข้ามาถามค้าน แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ ที่เพียงพอที่จะทำให้ศาลเห็นข้อโต้แย้งหรือหลักฐานที่หักล้างได้ ก็เลยเพิ่มเปึนมาตรา ๑๖๑/๒ ให้สามารถชี้แจงหลักฐานได้ แต่ไม่มีอำนาจสืบพยานได้ นั่นจึงเปึ้นเหตุผลที่ว่าคดีก็ยังมี จำนวนมากอยู่ เนื่องจากว่ามาตรา ๑๖๑/๑ ที่แก้ไขใหม่ศาลยังไม่กล้าใช้มากนัก เพราะว่า ไม่มีบทที่จะคุ้มครองศาลโดยตรง ผู้พิพากษาหลายท่านถูกฟัองเปึนคดีเยอะแยะ ฉะนั้น มาตรา ๑๖๑/๑ จึงยังไม่มีประสิทธิภาพอยู่ ทำให้ในกรณีฟัองป่ดปากกรณีตามร่างแก้ไข พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริตฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒/๒ (๒) ค จึงเปึนโอกาสอันดีที่ศาลเห็นว่าจะให้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลไว้ด้วยว่านอกจาก จะแจ้งมติของ ป.ป.ช. ให้ศาลทราบแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะนำมตินี้รวมไว้ในสำนวน และประกอบการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟัองและในชั้นพิจารณาพิพากษาได้ ตรงจุดนี้ ชี้ให้เห็นว่าหลักสุจริตตามมาตรา ๑๓๒ วรรคแรก ไม่ได้ใช้เฉพาะในคดีแพ่งอย่างเดียว สามารถใช้ในคดีอาญาและ วิ.อาญา ได้ด้วยดังที่กล่าวไปแล้ว เปึนการยืนยันหลักนี้ ประเด็นที่ สำคัญคือศาลได้ชี้แจง ทางศาลได้ยืนยันว่า หากบัญญัติข้อความนี้เข้ามาจะทำให้ศาลกล้าใช้ มาตรา ๑๖๑/๑ มากขึ้น เพราะว่ามีกฎหมายรองรับและให้อำนาจไว้ ฉะนั้นการบัญญัติ ข้อความเพิ่มเติมเข้ามาจะเปึนการทำให้การใช้มาตรการในการปัองกันการฟัองป่ดปาก มีประสิทธิภาพมากขึ้น มากขึ้นเพราะอะไรครับ เพราะว่าศาลสามารถยกฟัองในชั้นไต่สวน มูลฟัองได้เลยหากปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงว่าเปึนการฟัองป่ดปาก แล้วก็ ป.ป.ช. ได้มีมติยืนยัน มาแล้ว ถ้าศาลเห็นชอบด้วยไต่ส่วนเบื้องต้นแล้วเห็นไปในทำนองเดียวกัน ศาลก็สามารถ ยกฟัองในชั้นไต่สวนมูลฟัองได้ด้วย ไม่ทำให้ผู้ที่มาแจ้งเบาะแสหรือมาให้ข้อมูล หรือส่ง พยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นต้องบอบช้ำต่อไปในชั้น Main Trial หรือชั้น พิจารณาพิพากษาคดี ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ มีกรรมาธิการ จะขอชี้แจงไ์หมครับ เชิญครับ
เรียนท่าน ประธานที่เคารพ กระผม กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ กรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงการแก้ไข มาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ซึ่งได้มีการตัดข้อความบางส่วนในร่างเดิมออก ดังนี้ครับ เพื่อให้การ คุ้มครองแก่ผู้นำส่งหลักฐานและข้อมูลแก่ ป.ป.ช. สอดคล้องกับการตัดเงื่อนไขการคุ้มครอง ตามมาตรา ๑๓๒ วรรคสองเดิม ซึ่งจะไม่คุ้มครองกรณีที่ผู้นำส่งหลักฐานและข้อมูล มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด เว้นแต่จะได้รับการกันไว้เปึนพยานตามมาตรา ๑๓๕ ในการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๓๒ จะทำให้การคุ้มครองกรณีดังกล่าวก็จะครอบคลุม มากขึ้น เพื่อให้การแก้ไขกฎหมายมีความสอดคล้องกันในทั้ง ๒ มาตรา จึงจำเปึ้นที่ต้องตัด ข้อความบางส่วนในมาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ในส่วนที่บอกว่าแต่ในกรณีที่ผู้มีอำนาจดำเนินการ ทางวินัยมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ถูกดำเนินการทางวินัยมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย ให้แจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และดำเนินการทางวินัยต่อไป เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติให้บุคคลนั้นได้รับกันไว้เปึ้นพยานตามมาตรา ๑๓๕ ก็ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการ ทางวินัยยุติการดำเนินการทางวินัย ซึ่งในมาตรา ๑๓๒ วรรคสองเดิมที่ถูกตัดออก ก็จะสอดคล้องกับมาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ดังนั้นจึงต้องแก้ไขข้อความทั้ง ๒ ส่วนให้มีความ สอดคล้องกัน ขอบคุณครับ
กรรมาธิการชี้แจงไปแล้ว เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ก็จะขอถามความเห็นจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขหรือไม่ หรือจะเห็นด้วยกับร่างเดิม ก่อนที่จะถามมติในมาตรานี้ ก็ขอให้ท่านสมาชิกมาแสดงตนก่อนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ
(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกที่เข้ามาใน ห้องแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนเลยครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ แสดงตนครับ
มีสมาชิกเข้ามาอีกหลายท่าน ท่านสมาชิกเข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตน ที่เข้ามาแสดงตนด้วยนะครับ มีสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้แสดงตนบ้างครับ ถ้าไม่มีก็ป่ดการแสดงตน แสดงผลครับ มีผู้มาแสดงตน ๔๙๐ บวก ๑ เปึน ๔๙๑ ท่าน ก็ถือว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ก็จะขอถามมติจากที่ประชุม เนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไข ก็จะถามว่าเห็นชอบกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าเห็นชอบกับที่กรรมาธิการแก้ไขกดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบกับกรรมาธิการแก้ไข คือคงไว้ตามร่างเดิมที่มีผู้สงวนความเห็นไว้กรุณากดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ถ้าเห็นว่าสมควร งดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง เชิญลงมติได้ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม ๔๒๐ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยนะครับ สมาชิกท่านใด ยังไม่ได้ลงคะแนนบ้างครับ ไม่มีนะครับ ป่ดการลงคะแนน แสดงผลด้วยครับ มีผู้มาลงคะแนน ๔๙๓ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๙ บวก ๒ เปึน ๔๘๑ ท่าน เพราะฉะนั้นมติถือว่าเห็นด้วยกับการแก้ไข ของคณะกรรมาธิการนะครับ
เชิญเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๑๓๒/๓ มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ
ท่านผู้แปรญัตติไม่ติดใจ ใช่ไหมครับ เมื่อผู้แปรญัตติไม่ติดใจแล้ว กรรมาธิการจะตอบชี้แจงไหมครับ กรรมาธิการ ไม่ตอบชี้แจงนะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะขอถามมติ จากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการ แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือของผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคำแปรญัตติ ต่อไปผมจะขอถามมติจากที่ประชุม ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ก่อนการลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ แ๊สดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ์มลงคะแนนครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ ขอแสดงตนครับ
๑๐๐ แสดงตนครับ ยังมี สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๔๗๙ บวก ๑ เท่ากับ ๔๘๐ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขให้กดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควร ให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิมให้กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง ให้กดปุ์ม งดออกเสียง เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิฐ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธานครับ ผม สิริน ๔๒๐ เห็นด้วยครับ
เห็นด้วย ๒ ท่านครับ มีสมาชิก ท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนน ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๔๘๙ บวก ๒ เปึน ๔๙๑ ท่าน เห็นด้วย ๔๗๓ บวก ๒ เปึน ๔๗๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๑๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน เปึนอันว่าที่ประชุม มีมติเห็นด้วยให้มีการแก้ไข
เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการ ต่อไปครับ
มาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๖๒ (๒) ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ขอเชิญท่านผู้สงวนความเห็น อภิปรายครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับมาตรา ๖ เปึ้นบทบัญญัติที่เหมือนกับบทเฉพาะกาลที่ให้มีผลใช้บังคับในกรณีที่ ป.ป.ช. ให้ความ ช่วยเหลือแก่ผู้ให้ถ้อยคำ ผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้แสดงความคิดเห็นโดยสามารถย้อนหลังได้ตัวนี้ เว้นแต่คดีถึงที่สุดถือว่ามีการลงโทษทางวินัยแล้ว ในกรณีอย่างนี้มันมีความเห็นแตกต่างจาก ร่างที่กรรมาธิการแก้ไขอยู่แค่ประเด็นเดียว ประเด็นเดียวคือประเด็นของกรรมาธิการเสียง ข้างมากที่ได้แก้ไขไว้แล้ว ระบุไว้เพียงว่าที่จะให้ย้อนหลังไปช่วยเหลือได้ก็คือผู้ให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแสและแสดงความคิดเห็น หรือแสดงความคิดเห็นเท่านั้นเอง แต่เนื่องจากว่าตาม พระราชบัญญัตินี้ได้แก้มาตรา ๑๓๒ มันขยายไปมากกว่าเดิม ก็คือขยายถึงผู้ให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูลหรือเบาะแส ส่งพยานหลักฐานหรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งตามหลักประมวล กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังในเชิงเปึนโทษ แต่กรณีนี้เมื่อเปึนการคุ้มครองผู้ให้ถ้อยคำ อย่างนี้ ปัองกันการป่ดปากอย่างนี้ในการช่วยเหลือ แต่ไม่ห้ามในการย้อนหลังในเชิงเปึนคุณ ประเด็นคือมีข้อสงสัยตัดสินใจอยู่ว่าจะคุ้มครองน้อยหรือคุ้มครองมากตามที่กฎหมายใหม่ บัญญัติ ในความเห็นส่วนตัวของผมว่าในเมื่อเราให้ความคุ้มครองแล้วทำไมไม่คุ้มครองทั้งหมด เมื่อตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ดังนั้นผมจึงสงวนอย่างนี้ ซึ่งทั้ง ๒ กรณีนั้นเปึนกฎหมายที่ดี อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคุ้มครองมากหรือคุ้มครองน้อยเท่านั้น ผมอยู่ในข้างของว่าคุ้มครองมาก ก็จึงขอให้ทางสมาชิกรัฐสภาได้โปรดให้ความคุ้มครองทั้งหมดของผู้ให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส ข้อมูล ส่งพยานหลักฐาน หรือแสดงความคิดเห็นให้ครบถ้วนด้วยครับ
มีสมาชิกท่านใดจะอภิปราย อีกไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายธีระพงศ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะ กรรมาธิการครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะชี้แจงเหตุผลของ คณะกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขถ้อยคำในร่างมาตรา ๖ เนื่องจากว่ามาตรา ๑๓๒ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติซึ่งเปึนการยกเว้นความรับผิดแก่ผู้แจ้งถ้อยคำแก่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่แล้ว สำหรับร่างมาตรา ๑๓๒ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ได้ผ่านการ พิจารณามาแล้วได้มีการแก้ไของค์ประกอบซึ่งเปึนเงื่อนไขในการได้รับการยกเว้นความรับผิด เพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมซึ่งดำเนินการอยู่ในชั้นศาล ซึ่งจะมีผลกระทบเปึน อย่างมากนะครับ ในร่างมาตรา ๑๓๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมใหม่จึงได้กำหนดให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันที่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับบทเฉพาะกาลในร่างมาตรา ๖ได้กำหนดให้นำ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้การช่วยเหลือคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒/๑ ถึงมาตรา ๑๓๒/๓ ไปใช้กับบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง โดยผลของกฎหมายปัจจุบันอยู่แล้วด้วย เพื่อให้เกิด ความเปึนธรรมแก่บุคคลดังกล่าว ในส่วนนี้ก็เปึนการแก้ไขถ้อยคำตามที่ได้มีข้อสังเกตจากทาง สำนักงานอัยการสูงสุดว่าถ้อยคำตามร่างเดิมอาจจะทำให้เกิดการตีความหรือแปลความได้ว่า บทบัญญัติในร่างมาตรา ๖ จะมีผลใช้บังคับย้อนหลังกับบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตาม กฎหมายอยู่แล้วทำให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ในการนี้ทางคณะกรรมาธิการจึงได้ เพียงแต่แก้ไขถ้อยคำโดยใช้ถ้อยคำให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๓๒ ซึ่งเปึนกฎหมายปัจจุบัน เพื่อให้ถูกต้องตามหลักกระบวนการของการร่างกฎหมาย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ยังมีท่านกรรมาธิการที่ขอ สงวนความเห็นยังคงติดใจหรือไม่ครับ เชิญครับ
ยังติดใจครับ
ท่านกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็นยังคงติดใจอยู่ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะขอถาม มติจากที่ประชุมก่อนว่า จะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควร ให้มีการแก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก หรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นครับ เข้าใจ ตรงกันนะครับ ต่อไปผมจะขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ แ๊สดงตน เสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ ขอแสดงตนครับ
๑๐๐ แสดงตนครับ
ท่านประธานครับ จะรบกวนท่านประธานกดออดสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ เผื่อเพื่อนสมาชิกไม่ทราบครับ
เชิญท่านสมาชิกเสียบบัตร และกดปุ์มแสดงตนครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตน เชิญแสดงตนได้ครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ๔๙๒ บวก ๑ เท่ากับ ๔๙๓ ท่าน เปึ้นอันว่าผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมครับ
ตอนนี้ก็จะขอถามนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผมจะถามว่าผู้ใดเห็นควรให้มีการ แก้ไขโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข ก็คือให้คงไว้ตามร่างเดิมให้กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงให้กดปุ์ม งดออกเสียง เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ เห็นด้วยควรให้มีการแก้ไขครับ
๑๐๐ เห็นด้วยครับ มีสมาชิก ท่านใดยังไม่ได้ออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีผู้มาลงมติ ๔๙๔ บวก ๑ เท่ากับ ๔๙๕ ท่าน เห็นด้วย ๔๘๔ บวก ๑ เท่ากับ ๔๘๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เปึ้นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะขอถามมติ จากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือของ คณะกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ
(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ แ๊สดงตน ได้เสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ
ท่านประธานครับ สมาชิก หมายเลข ๔๒๐ แสดงตนครับ
๔๒๐ แสดงตน ๑ ท่านครับ
ท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ ขอแสดงตนครับ
แสดงตน ๒ ท่านครับ สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนครับ ถ้ามีข้อเชิญแสดงตนนะครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ด การแสดงตน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ๔๗๙ บวก ๒ เท่ากับ ๔๘๑ ท่าน เปึนอันว่ามีผู้เข้าร่วม ประชุมครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้ สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง เชิญสมาชิกออกเสียงครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ๑๐๐ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการครับ
๑๐๐ เห็นด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผม ๔๒๐ ไม่เห็นด้วยครับ
๔๒๐ ไม่เห็นด้วยครับ มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ มีจำนวนผู้ลงมติ ๔๙๑ บวก ๒ เปึน ๔๙๓ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๖ บวก ๑ เปึ้น ๓๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒๗ บวก ๑ เท่ากับ ๑๒๘ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๓ ท่าน เปึ้นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ครับ