รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ธงทอง นิพัทธรุจิ ระบุว่า มาตรา ๑๓๒ ให้ความคุ้มครองผู้แจ้งข้อความ และไม่ให้ฟ้องในทางแพ่ง อาญา หรือทางวินัย แม้คณะกรรมการป.ป.ช.จะไม่ดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการบัญญัติหลักความสุจริตไว้ในกฎหมายเพื่อป้องกันการมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลอันเปื้อนเท็จหรือแกล้งสำคัญผิดโดยไม่สุจริต และขอความช่วยเหลือจากที่ประชุมในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับหลักคำพิพากษาศาลฎีกา

นายธงทอง นิพัทธรุจิ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งขอกราบอนุญาต สงวนความเห็นให้คงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ไว้ในร่างมาตรา ๑๓๒ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระบวนการตามมาตรา ๑๓๒ นั้นประกอบอยู่ด้วย ๒ ประการ กล่าวคือ

ประการแรก มีผู้มาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อมูลเบาะแส แสดงความคิดเห็น หรือส่ง พยานหลักฐานแก่ท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปึนคดีหนึ่ง

ประการที่ ๒ กฎหมายมาตรา ๑๓๒ ให้ความคุ้มครองการถูกฟัองป่ดปาก แก่ผู้แจ้งข้อความนั้นเปึนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งหากว่ากรณีได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ เกิดขึ้นย่อมจะไม่ถูกฟัองในทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย แม้ว่าต่อมาท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมิได้ชี้มูลความผิดหรือดำเนินคดีทาง ป.ป.ช. แก่ผู้ถูกกล่าวหานั้น

ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีที่กระผมกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นควร ให้คงคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ไว้ในมาตรา ๑๓๒ นั้น เนื่องจากจะเกิดประโยชน์ อย่างยิ่งในการกำหนดเงื่อนไขหรือองค์ประกอบของกฎหมายหากได้กระทำโดยสุจริตไว้ เพื่อปัองกันการมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลอันเปึนเท็จหรือแกล้งสำคัญผิดโดยไม่สุจริตและนำ ข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายว่าต้น จะได้รับการคุ้มครองไม่ถูกฟัองจากมาตรา ๑๓๒ ซึ่งคุ้มครองการฟัองป่ดปากดังกล่าว ถ้อยคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริตนี้ หากได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ นั้นจะอำนวย ประโยชน์ต่อท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในอนาคตในการออกอนุบัญญัติ เช่น ประกาศ ป.ป.ช. ในการรับรองหลักความสุจริตดังกล่าว อีกทั้งในการใช้ดุลยพินิจของท่าน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังอยู่ในการตรวจสอบหรือการอุทธรณ์ได้ต่อศาล จึงมิใช่การตัด อำนาจศาลในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด ระบบกฎหมายของประเทศไทยนั้นเปึนกฎหมาย แบบลายลักษณ์อักษร จึงควรมีการบัญญัติแจ้งเตือนไว้ในตัวบทกฎหมายหรือกำหนด Guideline ให้ผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การคุ้มครองในเรื่องการไม่ถูกฟัองป่ดปากได้พึง ระมัดระวังในการไม่ใช้ความสำคัญผิดโดยไม่สุจริตเพื่อกลั่นแกล้ง ละเมิดสิทธิ หมิ่นประมาท คนอื่น ซึ่งหลักความสุจริตนี้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑/๑ ซึ่งได้มีการแก้ไขเมื่อไม่นานมานี้ ว่าหากกรณีศาลท่านเห็นว่าพยานหลักฐาน ที่เอามาฟัองของโจทย์นั้นไม่สุจริตหรือเปึนการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้ง หรือเอาเปรียบจำเลยโดยมุ่งหวังผลประโยชน์อื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้โดยชอบ ศาลท่านย่อมมีอำนาจยกฟัองและห้ามมิให้โจทย์นำข้อความนั้นมาฟัองอีก หลักความสุจริต ดังกล่าวนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ดังที่ท่านนพดล และท่านณรงค์ ทับทิมไสย์ ได้กล่าวไว้แล้ว กระผมขอกล่าวสนับสนุนหลักความสุจริตให้บัญญัติไว้ในตัวบทกฎหมายนี้ เพราะหลักความ สุจริตนี้มีอยู่ในทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง มาตรา ๕ ก็ได้บัญญัติไว้ว่าการใช้สิทธิ เสรีภาพแห่งตนก็ดี การชำระหนี้ก็ดี บุคคลย่อมต้องกระทำไปโดยความสุจริต หลักการ ดังกล่าวสอดคล้องกับหลักสากลในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี้ก็มีหลักเรื่องความ ซื่อสัตย์สุจริตและหลักความสุจริตไว้ในกฎหมาย ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๙ วรรคสาม ก็ได้คุ้มครองการติชมโดยสุจริตให้ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๔ ที่การใช้ เสรีภาพในการพูดนั้นจะต้องไม่กระทบไปเกินเสรีภาพของบุคคลอื่น คือเกินส่วนของ บุคคลอื่นอันเปึนการละเมิดบุคคลอื่นไปด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ดังที่ท่านณรงค์ ทับทิมไสย์ ตัวแทนจากสำนักงาน ศาลยุติธรรมได้กล่าวไว้ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้กล่าวถึงหลักคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๕๐๒๖/๒๕๕๒ หลักการดังกล่าวศาลฎีกาท่านได้เคยวางหลักว่า กรณีการร้องเรียนต่อ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ร้องเรียนนั้นอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่หากว่า เขาได้กระทำโดยสุจริตไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากความเปึนจริงก็ย่อมยังถือเปึน การใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่การใส่ความบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้บุคคลอื่น ได้รับความเสียหาย จากที่กระผมได้ขอประทานกราบเรียนท่านที่ประชุมผ่านท่านประธาน รัฐสภามาข้างต้น กระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยจึงขอได้โปรดกรุณาให้คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต อยู่ในมาตรา ๑๓๒ ข้อกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ