ธีระพงศ์ มีลักษณ์ แสดงความเห็นคัดค้านการแก้ไขร่างมาตรา 132 และ 135 ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพยานต่อ ป.ป.ช. โดยเห็นว่าการตัดถ้อยคำอาจทำให้ผู้ที่ถูกกันไว้เป็นพยานไม่ได้รับความคุ้มครอง ขณะที่ผู้ไม่มีส่วนร่วมกลับอาจได้รับ ส่งผลให้ขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 จึงเสนอให้คงร่างเดิมที่รัฐสภารับหลักการไว้ และพิจารณาแก้ไขในกฎหมายเฉพาะของ ป.ป.ช. แทน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระพงศ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมขออนุญาตชี้แจงในประเด็นที่กระผมได้สงวนความเห็นไว้ในร่าง มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๒ ร่างมาตรา ๑๓๒ เปึนบทยกเว้นความรับผิดตาม กฎหมาย ซึ่งจะยกเว้นความรับผิดให้แก่บุคคลที่มีลักษณะเข้าลักษณะองค์ประกอบตาม กฎหมายให้ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ซึ่งการที่ คณะกรรมาธิการฝ์ายข้างมากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา ๑๓๒ กระผมเห็นว่าการแก้ไข เพิ่มเติมดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในหลายประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ตามที่คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไขเงื่อนไขในการได้รับ ความคุ้มครองประการหนึ่งก็คือเพิ่มเรื่องของการส่งพยานหลักฐานเข้ามา แล้วก็มีการตัด ถ้อยคำ คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออก การแก้ไขดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้ผู้ที่แจ้ง ถ้อยคำหรือว่าส่งพยานหลักฐานอันเปึนเท็จต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรานี้ไปด้วย ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเสนอ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่จะต้องการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีฟัองป่ดปากโดยอาศัย กระบวนการยุติธรรมเปึนเครื่องมือ แต่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะส่งผลให้มาตรานี้ เปึนเครื่องมือผู้ที่จะใช้ช่องทางของกฎหมายฉบับนี้เปึนเครื่องมือในการกล่าวหาบุคคลอื่นต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยที่ไม่ต้องรับผิด นอกจากนี้การแก้ไขดังกล่าวจะขัดต่อมาตรา ๑๘๔ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่แจ้งถ้อยคำต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะกลั่นแกล้ง บุคคลอื่นให้ถูกไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ผลของการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการจะทำให้ผู้ที่แจ้งข้อความอันเปึนเท็จ หรือผู้ที่ส่งพยานหลักฐานอันเปึ้นเท็จ ดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๒ ทำให้ไม่ต้องรับผิดทางอาญา ตามมาตรา ๑๘๔ ด้วยเหตุผลสำคัญดังกล่าวกระผมจึงเห็นว่าในประเด็นนี้ควรจะคงไว้ตาม ร่างที่ทางรัฐสภาได้กรุณารับหลักการในวาระที่หนึ่งครับ
ประการที่ ๒ กรณีที่คณะกรรมาธิการได้ตัดข้อความเดิมในวรรคสองที่กำหนด ว่าความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่ จะได้รับการกันไว้เปึนพยานและได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๕ กระผมขออนุญาต เรียนว่าหลักการดังกล่าวเปึนหลักการเดิมที่มีอยู่ในมาตรา ๑๓๒ ปัจจุบัน เนื่องจาก มาตรา ๑๓๒ ไม่ประสงค์จะให้คุ้มครองไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วย เว้นแต่จะเปึนกรณีที่ผู้นั้นได้ให้การเปึนประโยชน์ต่อทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีความ จำเปึนต้องใช้ข้อมูลจากบุคคลดังกล่าวเพื่อจะเอาผิดกับผู้กระทำความผิดรายสำคัญ จึงจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ แต่การที่คณะกรรมาธิการได้ตัดข้อความ ดังกล่าวไป จะเกิดผลก็คือแม้ผู้นั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือเปึนผู้ที่ถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่ส่วนดำเนินคดี กรณีที่ผู้นั้นไปถูกฟัองคณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับต้องใช้งบประมาณของรัฐเข้าไปช่วยเหลือคนที่กระทำความผิด แล้วทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะดำเนินการกับคนนั้นอยู่นั่นเองนะครับ
ประการที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวอาจจะมีปัญหาว่าผู้ที่ได้รับการกันไว้ เปึ้นพยานตามมาตรา ๑๓๕ ซึ่งเปึนกรณีที่มีความสำคัญ เพราะว่าทางรัฐต้องการจะได้ข้อมูล ในการมาลงโทษผู้กระทำความผิดรายสำคัญจึงได้มีการกันไว้เปึนพยาน บทบัญญัติในส่วนนี้ จึงได้กำหนดให้บุคคลดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ด้วย ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ว่าการตัดข้อความในส่วนนี้ออกไปก็จะแปลความได้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้รับ ความคุ้มครองตามมาตรานี้ไปด้วย ซึ่งกระผมเห็นว่ามีความลักลั่นกัน เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้ให้ ถ้อยคำที่เปึนประโยชน์ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ที่ไม่ได้ถูกกันไว้เปึนพยานก็จะได้รับ ความคุ้มครองตามมาตรานี้ แต่ว่าผู้ที่ถูกกันไว้เปึนพยานกลับไม่ได้รับความคุ้มครอง จะทำให้ เกิดความลักลั่นกัน
ประการที่ ๓ คณะกรรมาธิการได้แก้ไขให้ความคุ้มครองตามมาตรานี้ รวมไปถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้หน่วยงานอื่นดำเนินการในเรื่องที่อยู่ใน อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ในชั้นของการตรวจพิจารณาร่างของ ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีการพิจารณาประเด็นนี้ เห็นว่าในการพิจารณา คุ้มครองบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๒ นั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ช. จำเปึนต้องใช้ข้อมูลในสำนวนที่อยู่ในความครอบครองของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะ พิจารณาว่าบุคคลนั้นเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ แล้วจะได้เข้าไปให้ ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีต่อไป แต่กรณีสำนวนคดีที่อยู่ในความครอบครองของ หน่วยงานอื่น ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็จะมีปัญหาในการดำเนินการว่าจะเข้าไปให้ ความช่วยเหลือได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้หรือไม่ นอกจากนั้นการแก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวก็จะกระทบต่อการใช้งบประมาณของกองทุน ป.ป.ช. ที่จะต้องไปใช้สนับสนุน เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการไว้ในส่วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประการที่ ๓ ในการแก้ไขกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีกฎหมายเฉพาะ ก็คือพระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ในการที่จะกำหนดกระบวนการในการคุ้มครอง ก็สมควรไปพิจารณาแก้ไขในกฎหมายเฉพาะของทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะกำหนด กระบวนการให้สอดคล้องกับกลไกตามกฎหมายดังกล่าว
ด้วยเหตุผลดังกล่าวกระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยัง ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านว่าตามร่างเดิมที่ทางรัฐสภาได้กรุณารับหลักการใน วาระที่หนึ่งมีความครบถ้วนแล้ว จึงขอกราบเรียนยืนยันร่างเดิมที่รัฐสภารับหลักการมาครับ กราบขอบพระคุณครับ