รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๕ มีนาคม ๒๕๖๘

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สงวนความเห็นในมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.ป. เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตและคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักสุจริตในการแก้ไขปัญหาทุจริต และเรียกร้องให้คงไว้ซึ่งเงื่อนไขที่กระทำโดยสุจริต เพื่อป้องกันการใช้กฎหมายในทางที่ผิด และป้องกันกรณีที่ผู้แจ้งเบาะแสมีเจตนาไม่บริสุทธิ์

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ได้สงวนความเห็นในมาตรา ๓ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ในกรณีที่ตัดข้อความ หากได้กระทำโดยสุจริต ออกไป คือหลักการสำคัญของ ร่าง พ.ร.ป. นี้ก็คือการส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและการ คุ้มครองผู้ให้ข้อมูล เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความโปร่งใส แล้วก็เปึ้นธรรมนะครับ การออกกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะช่วยสนับสนุนการเป่ดเผยข้อมูลและตรวจสอบการทุจริต และคุ้มครองผู้กระทำโดยสุจริต เพื่อลดความเสี่ยงของการฟัองร้องโต้ตอบกันแล้วยังช่วย สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเพิ่มมากขึ้น และจะช่วยปัองกันการใช้กฎหมายเพื่อเปึนเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้เป่ีดเผยข้อมูลอีกด้วยนะครับ แต่ว่าท่านประธานครับ เนื่องจากประเทศของเราเองอย่างที่ท่านสมาชิกท่านนพดลบอกว่า เราเปึนประเทศของนักร้อง การกำหนดเงื่อนไขหากได้กระทำโดยสุจริตจะเปึนหลักสำคัญ ที่ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและการปัองกันการใช้สิทธิ โดยมิชอบ ซึ่งผมมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้ การบัญญัติคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต จะเปึนการช่วยปัองกันการใช้กฎหมายในทางที่ผิด แล้วถ้าเกิดตัดเงื่อนไข หากได้กระทำโดย ทุจริต ออกไป อาจจะทำให้บุคคลใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการให้ข้อมูลเท็จเพื่อกลั่นแกล้ง ผู้อื่นได้ และอาจจะเกิดกรณีที่ผู้แจ้งเบาะแสมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เช่น ใช้เปึนเครื่องมือทาง การเมือง หรือใช้เพื่อกลั่นแกล้งกันทางธุรกิจ ทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหา โดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ผมขอยกตัวอย่าง นาย ก เปึนนักการเมืองพรรคหนึ่ง ได้รับแจ้งจาก ผู้สนับสนุนว่า นาย ข ซึ่งเปึนคู่แข่งทางการเมืองมีพฤติกรรมทุจริต ก็เลยรีบน้ำข้อมูลนี้ไปแจ้ง ต่อ ป.ป.ช. โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็รีบเผยแพร่ต่อสื่อเพื่อโจมตีฝ์ายตรงข้าม ต่อมา ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วและพบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และเปึนการให้ข้อมูล โดยมีเจตนาไม่สุจริต ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ นาย ข ถูกสังคมประณามไปเรียบร้อยแล้ว เสียชื่อเสียง แล้วก็อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองด้วย นอกจากนี้กระบวนการตรวจสอบ ของ ป.ป.ช. ก็ต้องสูญเสียทรัพยากร เสียเวลาไปกับการสอบสวนเรื่องที่ไม่ได้มีมูลความจริง ถ้าเราไม่กำหนดเงื่อนไข หากได้กระทำโดยสุจริต นาย ก ก็จะได้รับความคุ้มครองแม้ว่าจะใช้ สิทธิโดยไม่ชอบก็ตาม

อีกตัวอย่างหนึ่ง บริษัท A และบริษัท B เปึนคู่แข่งกันในโครงการประมูลงาน ภาครัฐ บริษัท A ส่งตัวแทนไปแจ้งเบาะแสกับ ป.ป.ช. ว่าบริษัท B ใช้วิธีการทุจริตเพื่อให้ชนะ ประมูล ป.ป.ช. ก็ดำเนินการสอบสวน แล้วก็พบว่าข้อมูลที่บริษัท A แจ้งก็เปึนข้อมูลที่ บิดเบือน โดยมีเจตนาให้บริษัท B เสียชื่อเสียง แล้วก็ถูกตัดสิทธิออกจากการประมูล ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คล้ายกัน ก็คือบริษัท B เสียโอกาสทำธุรกิจ เสียความน่าเชื่อถือ แม้ว่าสุดท้ายจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำความผิด และ ป.ป.ช. ก็ต้องเสียเวลา แล้วก็ทรัพยากรในการตรวจสอบเรื่องที่เปึ้นเท็จอีกด้วย แล้วก็ถ้า พ.ร.ป. นี้ไม่มีเงื่อนไข หากได้กระทำโดยสุจริต บริษัท A ก็จะไม่ต้องรับผิดชอบต่อการให้ข้อมูลที่มีเจตนาที่ไม่ บริสุทธิ์เช่นกัน ท่านประธานครับ เหตุผลที่เราควรจะคงไว้ซึ่งเงื่อนไข หากกระทำโดยสุจริต เพื่อปัองกันการใช้กฎหมายเพื่อเปึนเครื่องมือในการกลั่นแกล้งทางการเมือง และถ้าหาก พบว่าผู้แจ้งเบาะแสกระทำการโดยไม่สุจริต เราก็ควรมีมาตราให้มีความรับผิดรับชอบด้วย ต่อการกระทำของตัวเอง แล้วก็เช่นเดียวกันเราควรจะบัญญัติคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต เอาไว้ เพื่อปัองกันไม่ให้บุคคลหรือว่าองค์กรใดใช้ช่องว่างตรงนี้ในการทำลายคู่แข่งทางธุรกิจ เช่นกัน หลักสุจริตเปึ้นเสาหลักของกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะเปึนกฎหมายเอกชนหรือว่า กฎหมายมหาชนก็ตาม การคงไว้ซึ่งคำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต นอกจากจะเปึนการยืนยัน หลักการนี้ ยังเปึนการสร้างความสมดุลให้กับกฎหมาย โดยช่วยให้ผู้แจ้งเบาะแสที่มีเจตนาดี ได้รับความคุ้มครอง ขณะเดียวกันก็ช่วยปัองกันการใช้กฎหมายในทางที่ผิดเพื่อทำลาย ชื่อเสียงหรือว่าแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวซึ่งก็จะช่วยให้ระบบการตรวจสอบทุจริตของ ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพแล้วก็เปึนธรรม ขอบคุณครับ