พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ หารือประเด็นความปลอดภัยอาหารในบริบทการค้าอาเซียน เน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน เพื่อเสริมอำนาจการควบคุมอาหาร กำกับโฆษณาและฉลากให้โปร่งใส คุ้มครองผู้บริโภค และรองรับกรอบความตกลงร่วม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายด้านขีดความสามารถของระบบตรวจสอบ ความสมดุลของมาตรฐานระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน พร้อมเสนอให้เร่งประชาสัมพันธ์มาตรฐานและโลโกสุขภาพใหม่ไปยังประเทศในภูมิภาค รวมถึงผลักดันการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมเพื่อรับมือปัญหาการปลอมปน สารปนเปื้อน และการเรียกคืนสินค้าที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการส่งออก
ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรัฐสภา วันนี้ผมขอ อนุญาตอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหาร อาเซียน โดยผมอยากจะให้เร่งพิจารณา พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน เพื่อสนับสนุนกลไก ภายใต้ความตกลงดังกล่าว
สไลด์ถัดไปครับ กรอบข้อบังคับนี้ก็มีเนื้อหาหลัก ๆ ด้วยกัน ๔ ประการ ก็คือ การคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การสร้างระบบการ ตรวจสอบแล้วก็รับรองร่วมกัน ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความ ปลอดภัยอาหารอาเซียนครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ พันธะที่ไทยต้องปฏิบัติตามที่อยู่ภายใต้กรอบความ ตกลงนี้ก็คือจะต้องมีการจัดให้มีระบบการควบคุมความปลอดภัยอาหาร นำระบบนั้นไปใช้ ดำเนินการตลอดห่วงโซ่อาหาร ตลอดจนกำหนดมาตรการพร้อมบทลงโทษในกรณีที่มีการ ละเมิดกฎหมายและข้อบังคับ ตลอดจนอาหารที่ส่งออกหรือว่าส่งกลับออกไปยังตลาดของรัฐ สมาชิกอื่นก็จะต้องเปึนไปตามความตกลงนี้ด้วย แล้วก็ต้องยอมรับการตรวจสอบ การรับรอง และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของรัฐสมาชิกอื่นด้วย อย่างที่บอกไปจะต้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียนด้วย แล้วก็ระบุ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ ว่าแต่ผมอยากจะตั้งคำถามว่าอาเซียนพร้อมแล้วจริงหรือ เพราะ With Greater Harmonisation Comes Greater Responsibility ยิ่งเราพยายาม จะหลอมร่วมมาตรฐานในอาเซียนมากเท่าไร เรายิ่งจะต้องมีความรับผิดชอบมากเท่านั้น แล้วระบบความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยนี่ เราพร้อมรับประกันสินค้าอาหารที่จะ ออกไปจากประเทศอย่างสมบูรณ์แล้วหรือ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร มีเพียงพอแล้วหรือไม่ มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของเรามีศักยภาพมากพอที่จะตรวจสอบ ความปลอดภัยอาหารจากต่างประเทศ อันนี้ผมหมายถึงทั้งเจ้าหน้าที่ อย. แล้วก็ มกอช. ด้วย ตลอดจนระดับการพัฒนาด้านความปลอดภัยอาหารที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ในอาเซียนนี่ มันอาจจะก่อให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายได้หรือเปล่า ยกตัวอย่าง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียเขามีกฎหมายที่ควบคุมแล้วก็ตรวจสอบอาหารที่เข้มงวดมาก แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการในกัมพูชาแล้วก็พม่าก็ประสบปัญหาในการจัดหาเงินทุน เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอยู่ เราจะลดความแตกต่าง ระหว่างกฎระเบียบของแต่ละประเทศ รวมทั้งปรับให้สอดคล้องกันได้อย่างไร อันนี้ก็เปึน ประเด็นสำคัญมาก เพราะว่าการที่เราเข้าไปเปึนส่วนหนึ่งของกรอบความตกลงนี้มันก็ย่อม เพิ่มภาระในการตรวจสอบ รับประกันตลอดจนการควบคุมความปลอดภัยของสินค้าตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในทุกประเทศภาคีครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือปัญหาในเรื่องของการ ส่งต่อข้อมูลความปลอดภัยอาหารในภูมิภาคอาเซียน หลังจากเราเข้าร่วมในกรอบความตกลง นี้แล้วอาหารที่ประเทศไทยรับรองว่าปลอดภัยมันก็จำเปึนจะต้องผ่านมาตรฐานความ ปลอดภัยในประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนด้วย แต่ผมดูข้อมูลจากรัฐไทยในช่วงแค่เดือน ๒ เดือน ที่ผ่านมา ประเทศเรายังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการปลอมปน แล้วก็อาหารปลอม มากมายเลย ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของเนื้อวัวปลอม การพบกรดออกซาลิกในผักขม เชื้ออีโคไล ในน้ำส้ม พบสารกำจัดศัตรูพืชในหัวไชเท้า พริกจินดา สต่อร์เบอรี่ พบโซเดียมในหมาล่า เสียบไม้ที่เราชอบ ๆ กินกัน สารฟอกขาวในถั่วงอกดิบ พบสีผสมอาหารในฝรั่งแช่บ๊วย สารหนูในแอปีเป่ลแดง ต่อไปนี้เราจำเปึนจะต้องกระจายข้อมูลเหล่านี้ให้ประเทศทุกอาเซียน เขาทราบด้วยหรือเปล่าก่อนที่เราจะทำการส่งออกสินค้าอาหารไป นอกจากนี้เราก็จำเปึน จะต้องรับรู้ด้วยว่าในประเทศอาเซียนมันมีการระบาดของโรคจากอาหารอะไรบ้าง อย่างเช่น เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาที่เวียดนามมันมีการระบาดของเชื้อ Salmonellosis ในขั้นมปัง แล้วก็เนื้อในเวียดนาม ตัวขนมปังเวียดนามที่เวลาไปเราชอบไปท่านกันที่เห็นในรูป ในสไลด์ เราอาจจะต้องเตือนนักท่องเที่ยวประเทศไทย ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ที่ไปเวียดนามด้วย หรือเปล่าว่าตอนนี้มันประสบปัญหาของเชื้ออยู่ ตลอดจนที่ฟ่ลิปป่นส์เองก็มีปัญหาของ เนื้อเต่าทะเลปนเปุ๋่อน เราก็จำเปึนจะต้องรับทราบปัญหาตรงนี้ด้วย ในส่วนเดียวกันในเรื่อง ของการเรียกคืนสินค้า ข้อมูลเหล่านี้ก็จำเปึนอย่างยิ่งที่ทุกประเทศภาคีจะต้องรับทราบทั่วกัน อย่างไทยเองก็เพิ่งประสบปัญหาที่ทุเรียนจากไทยใช้สีย้อมทุเรียนให้ดูสีเหลืองเขียวน่ากิน ซึ่งสีก็ส่งมาจากจีนเอง ย้อมเองก็ไม่ได้ฟรี ต้องย้อมตันละตั้ง ๑๓,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าส่งทุเรียนย้อมสีไปจีนแล้วโดนตีกลับ เพราะจีนเขาบอกว่าสีนี้ต้องห้าม ก็ไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าทุเรียนที่ตีกลับมานี่ประเทศไทยกินทุเรียนที่มีสีตกค้างซึ่งจีนเขาบอกเปึ้นสี ต้องห้ามกันไปเท่าไรแล้ว ต่อไปก็ยังมีเชื้อ Listeria Monocytogenes ใน Cheese แล้วก็ แต่งกว่า ยังมีปัญหาของการที่เราไม่ได้ระบุฉลากของสาร Allergen อย่างเช่น กลูเทน หรือว่าส่วนประกอบจากนมที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ตลอดจนในช่วงหลังก็มีปัญหา เรื่องการปนเปุ๋่อนของโลหะในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สินค้าของเราโดนตีกลับด้วยครับ
สไลด์ถัดไปเลยครับ อีกเรื่องหนึ่งที่เราอาจจะต้องพยายามทำให้มันเปึน มาตรฐานต่อไปในระดับอาเซียน ก็คือการประชาสัมพันธ์มาตรฐานใหม่ของความปลอดภัย อาหาร อย่างที่เราเพิ่งมีร่างประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง ฉบับที่ ๕ ไป ซึ่ง ณ ตอนนี้มีการรับฟังความคิดเห็น จนกระทั่งวันที่ ๑๗ มีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งในร่างประกาศที่ว่านี้ก็มีสารต้องห้าม มีตัวมาตรฐานใหม่เพิ่มขึ้นอีก ๒๐๐ สารเลยทีเดียว เราจำเปึนจะต้องประชาสัมพันธ์ประกาศตัวนี้ออกเปึนหลาย ๆ ภาษาให้ทุกประเทศ ในอาเซียนที่จะส่งอาหารเข้ามาในประเทศไทยได้รับรู้หรือไม่ว่าต่อไปนี้ในสินค้าอาหารที่จะ ส่งมามันจะมีสารต้องห้ามเหล่านี้ได้ไม่เกินค่ามาตรฐานเท่าไร อีกเรื่องหนึ่งก็คืออย่างที่มี ประกาศเกณฑ์ผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพใหม่ที่เปึนโลโกที่เห็นอยู่ในสไลด์นี้ ซึ่งอันนี้ผมก็เห็น ด้วยมาก ๆ เลยว่าสินค้าที่มีโลโกเหล่านี้จะถือว่าเปึนสินค้าที่ดีต่อสุขภาพเพราะว่ามีโซเดียมต่ำ มีน้ำตาลต่ำตามมาตรฐาน เรื่องนี้เราก็ควรจะประชาสัมพันธ์ให้ทั่วทั้งอาเซียนทราบเลย หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเวลาสินค้าที่มีโลโกเหล่านี้ไปทำตลาดในอาเซียน คนทั่วอาเซียนเขาจะได้ รู้เลยว่าสินค้าเหล่านี้ดีต่อสุขภาพครับ
สไลด์ถัดไปครับ เพื่อที่เราจะบรรลุพันธะแล้วก็เปัาหมายตามกรอบข้อบังคับนี้ ผมขอเสนอให้ทางคณะรัฐมนตรีควรเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อาหาร ฉบับที่สภาผู้บริโภค รวมทั้งประชาชนอีก ๒๐,๐๐๐ กว่าคนร่วมกันยื่น เพราะว่าร่าง พ.ร.บ. อาหาร จะช่วย ปรับเปลี่ยนนิยามในกฎหมายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพิ่มอำนาจให้ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุข สามารถกำหนดกลุ่มอาหารที่จะต้องควบคุมได้ ตลอดจนเพิ่มเติมให้ผู้รับอนุญาตส่งออก ทำข้อมูลเกี่ยวกับอาหารได้ด้วย
สไลด์ถัดไปเลยครับ ร่าง พ.ร.บ. อาหารนี้ มันก็มีหลายมาตราเลยที่จะช่วย สนับสนุนหลักการในกรอบนี้ได้ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการควบคุมอาหารตามระดับความเสี่ยง ตามที่เห็นในสไลด์นี้นะครับ
สไลด์ถัดไปครับ ตลอดจนการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบอย่าง ข้อ ๕ บทบัญญัติทั่วไป ข้อ ๒ ตามกรอบนี้ เขาก็เน้นให้มีมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร มาตรา ๔๓ ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน ก็จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถ ตรวจสอบสถานที่ผลิต เก็บ รักษา จำหน่าย ขนขึ้นพาหนะเพื่อตรวจสอบอาหารและวัสดุ ที่เกี่ยวข้องได้ครับ
สไลด์ถัดไปครับ ในส่วนของการปรับปรุงข้อกำหนดด้านการโฆษณา และฉลาก ข้อ ๕ ตามบทบัญญัติทั่วไปข้อย่อย ๓ ของกรอบนี้ก็มีการบอกว่าต้องแสดงฉลาก แล้วก็ห้ามมีข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดแล้วก็หลอกลวงที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร ไม่ว่าจะผ่านสื่อใด ๆ มาตรา ๔๒/๑๑ ภายใต้ พ.ร.บ. อาหารฉบับประชาชน ก็มีข้อความ ที่สอดคล้องกันคือการโฆษณาอาหารต้องหลีกเลี่ยงข้อความที่ไม่เปึนธรรมต่อผู้บริโภค และอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ ปริมาณหรือว่ารูปลักษณะของอาหาร
สไลด์ถัดไปครับ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าภายในอาเซียนก็ตรงกัน เหมือนกัน ในร่าง พ.ร.บ. อาหาร ตลอดจนในส่วนของบทบัญญัติภายใต้กรอบอาเซียนตรงนี้ ก็ตามที่เห็นในสไลด์นี้เลย ผมอาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดนะครับ
สไลด์ถัดไปครับ ผมก็เลยอยากจะให้เราเร่งพิจารณา พ.ร.บ. อาหารฉบับ ประชาชน ซึ่ง ณ ตอนนี้กำลังเป่ดทำประชาพิจารณ์ให้ประชาชนส่งความเห็นมาได้อยู่ เพื่อสนับสนุนกลไกภายใต้กรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารเอเซียนให้เปึนความจริง ขึ้นมาได้ครับ ขอบพระคุณครับ