ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ หารือเรื่องความปลอดภัยอาหารอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของไทยและประเทศอื่นในข้อตกลงนี้ พร้อมอภิปรายปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในกลุ่มประเทศอาเซียน และเรียกร้องการสนับสนุนกรอบข้อบังคับความปลอดภัยทางอาหารของอาเซียน เพื่อความปลอดภัยของคนไทยและทั่วโลก
กราบเรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาหารอาเซียน หรือว่า AFSRF วันนี้ ก็อยากจะถามผู้เข้ามาชี้แจงว่า ๑. ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากข้อตกลงนี้ ๒. ประเทศ สมาชิกกลุ่มอาเซียนได้อะไรจากข้อตกลงนี้เช่นกันครับ ๓. ข้อตกลงนี้ด้านความปลอดภัย อาหารอาเซียนเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไร ขั้นตอนการเกิดมีอย่างไร นี่คือคำถามที่เพื่อนสมาชิก วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรต้องการคำตอบ ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนก่อนที่จะลงมติ ในประเด็นนี้ในวันนี้ ท่านประธานครับ ปรากฏว่าประเทศอาเซียน ๑๐ ประเทศ เปึ้นผู้ส่งออก สินค้าเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลกครับ เปึนคนส่งอาหารที่สำคัญของโลก ที่สำคัญเปึนกลุ่มที่ ส่งสินค้ามีความหลากหลาย แต่กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงประสบปัญหาความไม่มั่นคงทาง อาหาร ๑. เรื่องอะไรครับ เรื่องความปลอดภัย ๒. คุณค่าทางโภชนาการยังไม่เพียงพอ ท่านประธานครับ วันนี้เราอภิปรายไปเอกสารฉบับนี้มีคนอภิปรายเยอะ แต่ผมจะพา ท่านประธานไปดูดัชนีความมั่นคงทางอาหารโลก หรือว่า Global Food Security Index (GFSI) ของนิตย์สาร Economy พิจารณา ๓ ประเด็น ๑. ความสามารถในการซื้ออาหาร ๒. ความเพียงพอของอาหาร ๓. คุณภาพและความปลอดภัยทางด้านอาหาร ๓ ตัวนี้ที่เข้าไป สำรวจปรากฏว่าป้ ๒๕๕๙ จาก ๑๑๓ ประเทศ พบว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ๑. คือสิงคโปร์ อยู่ในลำดับที่ ๓ ลำดับสูงมาก ประเทศต่อไปคือประเทศมาเลเซีย ลำดับที่ ๓๕ ประเทศไทย ของเรา ลำดับที่ ๕๗ ครับ ครึ่งหนึ่งของทั้ง ๑๑๓ ประเทศ ท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันเราไปดูประเทศ ๓ ประเทศ ประเทศเมียนมาซึ่งมีชายแดน ติดกับประเทศไทย ลำดับที่ ๘๐ ประเทศกัมพูชา ลำดับที่ ๘๙ ประเทศลาว ลำดับที่ ๑๐๓ เราจะได้เห็นว่าช่องว่างของกลุ่มประเทศอาเซียนในเรื่องของอาหาร การซื้ออาหาร ความเพียงพออาหาร และความปลอดภัยทางอาหาร กลุ่มประเทศอาเซียนเรายังให้ ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางอาหารค่อนข้างน้อย จากรายงานขององค์กร ความร่วมมือของประเทศเยอรมันครับ ทำไมผมยกตัวอย่างนี้ เพื่อจะเปรียบเทียบให้เรา ได้เห็น ปรากฏว่าได้มีการศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศเมียนมา ปรากฏว่าผู้บริโภคมีความกังวลใน ๓ ประเทศดังกล่าว ประเด็น ดังต่อไปนี้ ๔ ประเด็น ๑. การใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณสูง อันนี้เปึ้นที่รับรู้กัน ๒. จำนวนผู้ตรวจสอบอาหารมีจำนวนจำกัดใน ๓ ประเทศนี้ ๓. ขาดโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางอาหาร คือมีน้อยครับ ๔. การปฏิบัติการด้าน สุขอนามัยไม่ดี ระหว่างผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย นี่คือปัญหาใน ๓ ประเทศที่มีการวิจัย
ท่านประธานครับ ประเทศกลุ่มอาเซียนจึงจำเปึนต้องมีข้อตกลงฉบับนี้ เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ๑๐ กว่าป้ที่ผ่านมา นั่นคือจุดเริ่มต้นของข้อตกลงนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กรอบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางด้านอาหารของอาเซียนเพื่อสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารฉบับนี้เปึนข้อบังคับความปลอดภัยของอาเซียน ปรากฏว่า หลังจากมีข้อตกลงในเบื้องต้นเมื่อป้ ๒๕๕๘ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ เปึนเวลา ๔ ป้ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปึนตัวแทนของรัฐบาลนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ เมื่อปลายป้ที่ผ่านมา เห็นด้วยครับ เพราะฉะนั้นได้ส่งให้กับรัฐสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบในวันนี้ ตามไหนครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ ป้ ๒๕๖๐ เพราะฉะนั้น วันนี้ประเทศที่ยื่นข้อตกลงสมบูรณ์แบบแล้วมี ๒ ประเทศ คือประเทศเมียนมากับประเทศ มาเลเซีย ได้ผ่านข้อตกลง ได้ผ่านรัฐสภา และส่งให้กับเลขาธิการอาเซียน วันนี้ประเทศไทย ก็จะเปึนประเทศที่ ๓ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบก็จะยื่นให้กับเลขาธิการอาเซียน ท่านประธาน สุดท้ายผมขอสนับสนุนกรอบข้อตกลงฉบับนี้ ๑. เพื่อความปลอดภัยทางอาหารของคนไทย ๒. เพื่อความปลอดภัยทางอาหารของกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ เราไม่ได้คำนึงถึง ไทยครับ เราคำนึงถึงกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย ๓. เพื่อความปลอดภัยของคนทั้งโลก ที่บริโภคสินค้าจากกลุ่มอาเซียน หวังเปึนอย่างยิ่งครับว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจะเห็นชอบ กับความตกลงว่าด้วยกรอบข้อบังคับด้านความปลอดอาหารภัยอาเซียน AFSRF เพื่ออาเซียน ในการค้าการลงทุนในตลาดโลกไม่ถูกกีดกันทางการค้าเอาข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย ทางอาหารมากีดกันสินค้าจากกลุ่มอาเซียน ขอบคุณครับ