พรชัย ชี้ปมเอฟทีเอไทย-ฮ่องกง ใช้สิทธิประโยชน์ต่ำ ตั้งคำถามประสิทธิผล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๕ มีนาคม ๒๕๖๘

พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ หารือประเด็นความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับฮ่องกง โดยตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพที่ยังต่ำทั้งในด้านการค้าและการใช้สิทธิประโยชน์ พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาด้านการรับรู้และกลไกการเข้าถึงข้อตกลงของผู้ประกอบการ จึงเสนอแนวทางเสริมสร้างศักยภาพผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงรุก การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การตั้งกองทุนสนับสนุน และการบูรณาการหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายพรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา

รบกวนขึ้น PowerPoint ได้เลยครับ ขอบพระคุณครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม พรชัย วิทย์เลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลง การค้าเสรีอาเซียน - ฮ่องกง แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเอฟทีเอนี้เปึนเอฟทีเอที่ถูกลืม หรือเปล่า

สไลด์ถัดไปได้เลยครับ ความเปึนมาของความตกลงที่เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ให้เกียรติอธิบายไปเรียบร้อยแล้ว จริง ๆ ความตกลงนี้เริ่มเจรจาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๗ แล้วก็ เจรจามาทั้งสิ้น ๑๐ รอบด้วยกัน มาลงนามป้ ๒๕๖๐ แล้วสาระสำคัญของข้อตกลงก็คือทาง ฮ่องกงจะช่วยยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับอาเซียน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศไทยก็จะผูกพัน การเป่ดตลาดให้กับฮ่องกงแล้วก็ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมแล้ว ๖๙.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเกือบ ๑๐ ป้จนถึงป้ ๒๕๗๕ ครับ

สไลด์ถัดไปได้เลยครับ สาระสำคัญของข้อตกลงนี้ก็ในส่วนของการลงทุน ฮ่องกงก็จะเป่ดให้ผู้บริการของภาคีสมาชิกไปลงทุนในธุรกิจบริการของฮ่องกงจำนวน ๗๗ สาขา โดยถือหุ้นได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันไทยก็จะให้ผู้บริการของภาคี สมาชิกเข้ามาลงทุนแต่ไม่ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้จำนวน ๗๔ สาขาย่อย ซึ่งก็ครอบคลุมถึงการ ส่งเสริมการลงทุน แล้วก็การคุ้มครองการลงทุนด้วย ส่วนในเรื่องของความร่วมมือทางด้าน เศรษฐกิจฮ่องกงจะให้เงินสนับสนุนทั้งหมด ๒๕ ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ภายในช่วงระยะเวลา ๕ ป้ ตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ จนถึงป้ ๒๕๖๗ สำหรับโครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและ วิชาการของ AHKFTA หรือที่เรียกว่า ECOTECT ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งหมด ๑๐ สาขา อย่างเช่น บริการวิชาชีพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้วก็ทรัพย์สินทางปัญญา เปึนต้น

สไลด์ถัดไปครับ เนื้อหาพิธีสารในครั้งนี้ที่เราจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก็เพื่อที่จะปรับปรุงระบบกฎถิ่นกำเนิดใหม่ หรือว่า Rules of Origin ต่อไปนี้กลุ่มสินค้า เกษตรหรือว่าแร่ซึ่งผลิตทั้งหมดในภูมิภาคภาษีก็จะกลายเปึนศูนย์ ในขณะเดียวกันในส่วน ของสินค้าอุตสาหกรรมมันก็จะใช้กฎ Regional Value Content ก็คือถ้าเกิดมีส่วนที่ผลิตใน ภูมิภาคถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถได้รับสิทธิภายใต้เอฟทีเอนี้ แล้วก็จะเปลี่ยนพิกัด ศุลกากรให้เปึนพิกัดที่ใหม่ขึ้นก็คือ HS 2022 ด้วยครับ นอกจากนั้นก็จะมีการยกเลิก Annex 3 3 ทันที ๕๗๐ รายการ มีกลไกแก้ไขข้อพิพาทดิจิทัล แล้วก็ที่สำคัญความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจก็จะต่อไปด้วย โครงการ ECOTECT ก็จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมทุกป้ ป้ละ ๖ ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จนถึงป้ ๒๕๗๒ ครับ

สไลด์ถัดไปครับ ข้อดีที่คาดว่าเราจะได้รับ ก็คือเปึนการขยายโอกาสทาง การค้า ตอนนี้ฮ่องกงเปึนส่วนหนึ่งของโครงการ World Class City Cluster ซึ่งก็จะเชื่อมโยง กว้างตุ้ง ๙ เมือง ฮ่องกง แล้วก็มาเก๊าเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีโครงการสะพานเชื่อมฮ่องกง จูไห่-มาเก๊าด้วย แล้วก็เราสามารถใช้ฮ่องกงเปึนตัวกลางในการขยายตลาดไปในภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเช่น รัสเซีย เอเชียกลาง แล้วก็ยุโรปได้ด้วยครับ ในส่วนการค้าสินค้าแน่นอนว่าสินค้า จากฮ่องกงก็จะมีราคาถูกลง ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการคำนวณแหล่งกำเนิดสินค้า เพิ่มขึ้น แล้วกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้ามันก็จะรัดกุมยิ่งขึ้น ปัองกันการสวมสิทธิของสินค้า จากประเทศอื่น ๆ ด้วยครับ ในส่วนของการค้าบริการมันก็จะช่วยยกระดับมาตรฐาน ภาคบริการของไทย ทำให้ฮ่องกงได้ผูกพันการเป่ดตลาดบริการกับอาเซียนสูงกว่าที่ได้ผูกพัน เอาไว้ ในส่วนของการลงทุนนักธุรกิจและนักลงทุนไทยก็จะได้รับความสะดวกกรณีที่ เข้าไปลงทุนในธุรกิจบริการและด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแบบฉบับ ASEAN Connectivity ฮ่องกงก็สามารถมาลงทุนใน EEC เพิ่มขึ้นได้ภายใต้นโยบาย Belt and Road Initiatives แล้วก็เพิ่มความโปร่งใสในด้านกฎระเบียบในการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยครับ

สไลด์ถัดไปครับ แต่คำถามที่ผมอยากจะตั้งเกี่ยวกับเอฟทีเอนี้ ก็คือ AHKFTA ที่ว่านี้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการค้าระหว่างไทยและฮ่องกงจริงหรือ ผมอยากจะให้ ทุกท่านดูกราฟทางด้านซ้ายนะครับ กราฟทางด้านซ้ายจะแสดงให้เห็นการส่งออกแล้วก็ นำเข้าของประเทศไทยตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ ก่อนที่ความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันเลย ก็จะเห็นเลยว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ เปึนต้นมา ไม่ว่าจะเปึนการส่งออกที่เปึนกราฟสีขาว การนำเข้าที่เปึนกราฟสีฟัานี่การส่งออกลดลง คือเราเซ็นเอฟทีเอแล้วเราส่งออกไปยังฮ่องกง ได้ลดลง ในขณะเดียวกันสินค้านำเข้าจากฮ่องกงลดลงบ้าง เพิ่มขึ้นบ้าง ทรง ๆ ทรุด ๆ แต่ว่ามูลค่าการค้าโดยรวมตามกราฟสีเท่าที่เห็นนี่ก็มีแนวโน้มลดลง คำถามก็คือเพราะอะไร เราเซ็นเอฟทีเอแล้วเราถึงค้าขายร่วมกันลดลงครับ

ทีนี้เรามาดูที่ Pie Chart ทางด้านขวานะครับ การใช้สิทธิประโยชน์ส่งออก สินค้าไทยไปฮ่องกงภายใต้ AHKFTA ในส่วนของการส่งออกจะเห็นว่าสัดส่วนการส่งออก ที่ใช้สิทธิเอฟทีเอต่อการส่งออกโดยรวมน้อยมากแค่ ๐.๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ยังไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เลย อันนี้ผมเข้าใจว่าก่อนหน้าที่เราจะลงนามในเอฟทีเอฉบับนี้ ภาษีนำเข้า สินค้าจากไทยไปยังฮ่องกงมันเปึนศูนย์อยู่แล้ว พอเซ็นเอฟทีเอมันก็เปึนศูนย์อีก มันไม่ได้สิทธิ อะไรเพิ่ม คนก็เลยไม่ค่อยใช้ ผมก็เข้าใจตรงนี้นะครับ แต่ไปดูในเรื่องของการนำเข้า ฮ่องกง เวลาเข้าส่งสินค้ามาให้เรานี่ภาษีลดลง แต่ว่าสัดส่วนการนำเข้าที่ใช้สิทธิเอฟทีเอต่อมูลค่า นำเข้าสินค้าที่ได้รับประโยชน์แค่ ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไทยนำเข้าสินค้าจากฮ่องกง ที่ได้รับประโยชน์ถึง ๑๖๕.๖๙ ล้านดอลลาร์ แต่ว่ามีการใช้สิทธิเพียง ๑.๒๕ ล้านดอลลาร์ เท่านั้น ก็เลยเปึนคำถามเช่นกันว่าทำไมการใช้สิทธิถึงน้อยอย่างนี้ครับ

สไลด์ถัดไปครับ แล้วเราก็ต้องตั้งคำถามอีกว่าเอฟทีเอนี้กระตุ้นการลงทุน ได้จริงหรือ ผมไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลฮ่องกง ก็มีข้อมูลว่าตั้งแต่ฮ่องกงลงนามใน เอฟทีเอฉบับนี้ในป้ ๒๕๖๐ จนถึงป้ ๒๕๖๕ ฮ่องกงมียอดลงทุนสะสมในอาเซียนเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ ๓๒ ผมไปดูยอดการลงทุนของฮ่องกงในไทยมันก็เพิ่มขึ้น เพียงแต่คำถามก็คือทำไม การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ AHKFTA ในการขออนุญาตจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย นับตั้งแต่ ความตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้นี่ถึงได้ยังไม่มีธุรกิจฮ่องกงมาขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ เอฟทีเอนี้เพื่อจัดตั้งธุรกิจบริการเลย เท่ากับว่าเอฟทีเอนี้แทบจะไม่ได้มีผลในการดึงดูด การลงทุนจากสิทธิประโยชน์ของเอฟทีเอเลย เพราะว่าต่อให้มีหรือไม่มีเขาก็มาลงทุนอยู่แล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้มาลงทุนโดยใช้สิทธิประโยชน์ด้วย

หน้าถัดไปครับ AHKFTA สามารถกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ได้จริงหรือ อย่างที่บอกไปโครงการ ECOTECH มันมีมูลค่า ๒๕ ล้านเหรียญ หรือว่าประมาณ ๑๑๐ ล้านบาท ซึ่งประเทศภาคีต้องทำโครงการไปเสนอให้ได้รับการอนุมัติถึงจะได้เงินทุน ตรงนี้มา เห็นว่าประเทศในอาเซียนได้ยื่นไปแล้วทั้งหมด ๒๘ โครงการ และถึงขนาดนี้ได้ ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ๑๓ โครงการนะครับ แต่ว่าเท่าที่ผมหาข้อมูลมาว่าประเทศไทยมีโครงการอะไรภายใต้ ECOTECH บ้าง ผมเจอแค่ โครงการที่อยู่ในโปสเตอร์ทางด้านขวาครับ ก็คือโครงการ Training ในส่วนของนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ทางอาหาร ซึ่งก็จัดขึ้นในปลายป้ที่แล้ว ช่วงวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๗ พฤศจิกายน เปึนการ Training ๓ วัน ซึ่งประเทศไทยสามารถที่จะส่งผู้แทนไปร่วมได้แค่ ๒ คน คือ ๑๐ ประเทศในอาเซียนมีสิทธิส่งผู้แทนมาได้แค่ประเทศละ ๒ คน ผมก็เลยตั้ง คำถามว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๑๓ โครงการไทยได้มากี่โครงการและมีโครงการแค่นี้จริงหรือ คือไทยสามารถส่งคนเข้าร่วมได้แค่ ๒ คน แล้วการร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่ว่านี้มันจะมี ประสิทธิภาพและความยั่งยืนเพียงใด ในอนาคตที่จะมีเงินอุดหนุนอีกป้ละ ๖ ล้านเหรียญ ฮ่องกง ไทยมีแผนจะเสนอโครงการใดเพื่อนำเงินสนับสนุนดังกล่าวมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุดครับ

สไลด์ถัดไปครับ ก็ต้องตั้งคำถามว่าความคาดหวังที่เรามีต่อเอฟทีเอนี้ เอฟทีเอ ที่เราอุตส่าห์เจรจาถึง ๑๐ รอบ เชื่อว่าก็ต้องใช้งบประมาณไปไม่น้อยเลยที่เราได้มา แล้วเรา ได้อะไรจากเอฟทีเอนี้บ้างในความเปึนจริง เราจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มมูลค่าการใช้สิทธิ เอฟทีเอด้านการส่งออก จาก ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ในป้ ๒๕๖๖ แล้วก็การนำเข้า ๐.๗๖ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงอัตราการใช้สิทธิเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ตกลงปัญหาของเอฟทีเอนี้มันอยู่ตรงไหน ก็คือความตกลงนี้อย่างที่บอกก่อนหน้านี้เวลาเราส่งออกสินค้าไปฮ่องกงภาษีมันก็เปึนศูนย์ อยู่แล้ว ต่อให้ใช้เอฟทีเอมันก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่ม คนก็เลยไม่ใช้หรือเปล่า ใช้เอฟทีเอนี้ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์ในเชิงภาษี เขาจึงไม่ใช้ หรือว่าปัญหาอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเอฟทีเอนี้อยู่หรือเปล่า หรือว่าต่อให้เขารู้ว่ามีเขาก็ไม่เข้าใจกลไกการใช้งาน เอฟทีเอนี้หรือเปล่า ก็ต้องมาตอบคำถามนี้กันให้ได้

สไลด์ถัดไปครับ ส่วนวิธีส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอนี้ ให้มากขึ้น ผมคิดว่าเราจะต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกมันไม่ใช่แค่ว่า โพสต์ข้อมูลในเว็บไซต์ โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กของทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เราอาจจะต้องดำเนินกิจการอื่น ๆ นอกเหนือจากการสัมมนา ๑ วัน ๒ วันแล้วจบด้วย เราต้องเน้นประชาสัมพันธ์เจาะกลุ่มผู้ที่จะได้ประโยชน์ แล้วก็ความคุ้มค่าจากเอฟทีเอนี้เลย เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ ต้องประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ด้านกฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าด้วย หรือว่าเราอาจจะต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เอาเอไอมาช่วย ทำให้เอฟทีเอฉบับนี้เข้าถึงได้ง่ายและใช้งานได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า ให้คนสามารถใช้เอไอ ในการทำความเข้าใจ หรือว่าเราอาจจะใช้วิธีผ่านร่าง พ.ร.บ. กองทุนเอฟทีเอ ซึ่งขณะนี้ ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผมเข้าใจว่ากำลังพิจารณากันอยู่ ยื่นให้ ครม. พิจารณากันอยู่ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่เสียประโยชน์จาก AHKFTA นี้ หรือเปล่า หรือว่าเราควรจะต้องประสานความร่วมมือ บูรณาการความร่วมมือระหว่าง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่เราจะได้ฟุ๋่นชีวิตของ AHKFTA จากความเปึ้นเอฟทีเอที่ถูกลืม เอฟทีเอที่ไม่ค่อยมีผู้ใช้งาน ให้เปึนเอฟทีเอที่มีประโยชน์กับประเทศไทยจริง ๆ คุ้มกับที่เรา เสียงบประมาณไปเจรจาเพื่อให้ได้มาครับ ขอบพระคุณครับ