ธิษะณา ชี้ SMEs ไทยขาดขีดแข่งขัน หนุนใช้นวัตกรรม-เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าส่งออก

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๕ มีนาคม ๒๕๖๘

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือประเด็นการค้าระหว่างไทยกับฮ่องกงภายใต้กรอบอาเซียน โดยชี้ให้เห็นแนวโน้มการส่งออกและมูลค่าการค้าที่ลดลง แม้โดยรวมยังเกินดุล สะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม จึงเรียกร้องให้รัฐสนับสนุน SMEs อย่างเข้มข้นผ่านการยกระดับนวัตกรรม เทคโนโลยี แรงงานทักษะสูง และการบูรณาการความรู้จากสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างจุดต่างในตลาดต่างประเทศ พร้อมเสนอให้ส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม เสริมสร้างระบบแรงงาน และคุ้มครองการลงทุน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของวิสาหกิจขนาดกลางและรายย่อยในเวทีนานาชาติ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ ตั้งแต่ป้ ๒๕๖๒ เปึนต้นมา มาจนถึงปัจจุบัน การค้าเสรีระหว่างอาเซียนและฮ่องกงที่จะทำการค้า โดยเฉพาะระหว่าง ประเทศไทยและฮ่องกง ได้รับประโยชน์ในด้านการนำเข้าส่งออกมาโดยตลอดตามพิธีสาร ดังกล่าว แล้วก็มีสินค้าที่มีศักยภาพมากมาย อย่างเช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟัา เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณี และเครื่องประดับ ผลไม้สดและข้าว เปึนต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมไทยเราจะมีการค้าที่เปึนบวกหรือว่า Trade Surplus หรือว่าเกินดุลการค้า กับฮ่องกงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ป้ ๒๕๖๑ ถึงป้ ๒๕๖๖ และป้ ๒๕๖๗ แต่เมื่อพิจารณาสถิติการ ส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกงก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเล็กน้อย จาก ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์ สหรัฐในป้ ๒๕๖๑ ลดลงไปเหลือ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๖ ส่วนมูลค่า การค้ารวมเรากับฮ่องกงลดจาก ๑๕,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๑ ลดเหลือเพียง ๑๓,๐๐๐ กว่าดอลลาร์สหรัฐในป้ ๒๕๖๖ สะท้อนถึงปัญหาของความสามารถในการแข่งขัน ทางการค้าของ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยถึงขนาดกลาง ในระดับหนึ่งที่รัฐบาลควร จะต้องสนับสนุนและส่งเสริม SMEs และศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกของไทย นี่เปึนตารางการส่งออกและนำเข้าในหน่วยล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะเห็นว่าเรายังเปึน Trade Surplus อยู่ หรือว่าดุลการค้าเรายังคงเปึนบวกอยู่กับฮ่องกง

ขอสไลด์ถัดไปค่ะ ดังนั้นดิฉันเห็นว่าเปึนแนวทางที่จะพัฒนาศักยภาพด้าน การแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการและผู้ผลิตที่เปึน SMEs หรือเปึนผู้ประกอบการ ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ผลิตสินค้าส่งออกที่ดิฉันได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ รวมถึงแรงงานที่เปึน ผู้บริโภคสามารถทำได้โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มแรงงานของ คนไทยที่เปึนช่างฝ้มือถึงแม้จะมีค่าแรงสูงกว่าแรงงานข้ามชาติ แต่สามารถเน้นการพัฒนาที่มี ความละเอียด ประณีต เพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง เพราะตลาดฮ่องกงมีกำลังจ่ายค่อนข้างสูง หรือว่า Power of Expend เขาสูงกว่าเรา เครื่องใช้ไฟฟัามักจะใช้แรงงานสายอาชีพ ตลอดจนแรงงานไทยทั่วไปได้เช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็สามารถเพิ่มมูลค่าโดยการพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้วิศวกรคนไทยเรานี่ละค่ะ อย่างเช่น การพัฒนาประสิทธิภาพความสะดวกในการใช้งาน รูปลักษณ์ในการใช้งาน และสามารถ พัฒนากับนักออกแบบไทย เพื่อสร้างความแตกต่างหรือ Differentiate ในตลาด แต่ก็ควร เข้าไปศึกษาวิจัยตลาดในฮ่องกงอย่างละเอียดด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เคมีภัณฑ์สามารถใช้ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้านเคมี และแหล่งมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ในประเทศเรา เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ค่ะ แรงงานไทยมีความสามารถ ในด้านความละเอียดในขั้นตอนการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพหรือ QC โดย SMEs อาจจะร่วมมือกับสถาบันอาชีวะต่าง ๆ ในการจัดทำหลักสูตรใช้เปึนเครื่องมือเครื่องจักร ในการผลิตและใช้เครื่องมือวัดสำหรับการผลิตจำนวนมาก หรือ Mass Production เพื่อให้มี ความพร้อมที่จะทำงานได้ เนื่องจากเครื่องจักรสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายชนิด มีความซับซ้อนและต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการใช้งาน รวมถึง การแก้ไขและปัองกันข้อผิดพลาดในระหว่างการผลิตที่ต้องควบคุมคุณภาพตลอดเวลา ต่อมาอัญมณีและเครื่องประดับ ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องจัดสรรเวลาให้พนักงานได้ เรียนรู้พัฒนาเทคนิคต่าง ๆ และศิลปะเพิ่มเติม หมั่นศึกษาตลาดเพื่อสร้างเอกลักษณ์และ อัตลักษณ์ของไทยเราเอง และตราสินค้าของตนเอง ผลไม้และข้าวในความเปึนจริงสินค้า การเกษตรก็ต้องใช้องค์ความรู้ในการปลูก ในการใส่ปุิย ในการเก็บเกี่ยว เพื่อให้มีรายได้เหลือ เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิต จำเปึนต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการ หรือด้านพัฒนา เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีความรู้ด้านการตลาด ดูเหมือนจะต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เข้าไป ดำเนินกิจการมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารบางร้านที่ต้องอาศัยบุคลากรปริญญา ด้านการเกษตร อีกคนก็จบวิศวกรรมด้านเครื่องยนต์ อีกคนจบด้านการบริหารจัดการ มารวมตัวกันดำเนินธุรกิจเปึนบริษัทเดียวกัน เปึนต้น

ขอสไลด์ที่ ๓ ในส่วนของภาค SMEs นับเปึนร้อยละ ๙๙ ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และโลจิสติกส์ จะมีส่วน ช่วยในด้านฐานเศรษฐกิจนับเปึนร้อยละ ๓๕ ของจีดีพีในป้ ๒๕๖๕ รวมแล้วเปึ้นส่วนแบ่ง SMEs จะอยู่ราว ๆ ๖.๑ ล้านล้านบาท นอกจากนี้จากแหล่งข้อมูลในป้ ๒๕๖๓ การสร้าง งานของ SMEs นั้นอยู่ที่ประมาณ ๑๔ ล้านงาน นับเปึ้นราว ๆ ร้อยละ ๘๖ ของอัตราจ้างงาน ทั้งประเทศ อีกทั้งแหล่งข้อมูลในป้ ๒๕๖๖ SMEs ก็นับเปึนร้อยละ ๙๙.๕ ของธุรกิจทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างเยอะ แล้วก็มีอัตราการจ้างงานอยู่ที่ร้อยละ ๗๐ ของแรงงานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราควรจะสนับสนุนธุรกิจรายย่อย เพราะว่าเปึนธุรกิจส่วนมากในประเทศไทย แล้วก็เพิ่มอัตราการจ้างงานด้วย หากมีการผลักดันให้ SMEs โตจากร้อยละ ๓๕ เปึนร้อยละ ๔๐ เราก็ควรให้ความสำคัญในการปรับปรุงการเข้าถึง Input พร้อมทั้งปรับระบบการจ้างงาน ของแรงงานข้ามชาติที่มีทักษะและมีฝ้มือ อีกข้อหนึ่งก็คือประเทศไทยไม่ควรไปแข่งขัน ในสนามราคา แต่ไปแข่งขันในสนามคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน เราสามารถทำได้ในระดับ Niche Market หากเราหันไปพัฒนาทักษะของพี่น้องแรงงาน และนำเข้าแรงงานที่มีฝ้มือ ลดขั้นตอนการเข้าถึงงาน มีนโยบายที่อำนวยความสะดวก อีกทั้ง SMEs ก็ยังส่งเสริม ศักยภาพการส่งออกอีกด้วย ดังนั้นหากเราเห็นว่าการส่งออกไปฮ่องกงภายใต้สัญญาการค้า เสรีตามพิธีสารฉบับนี้ที่ว่าฐานเศรษฐกิจฮ่องกงนั้นส่วนมากจะเปึนวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม จึงไม่กระทบต่อดุลการค้า ก็จะเปึนประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในประเทศเรา ถ้าหากว่าการเจรจาไม่เปึนการนำสินค้าสวมสิทธิของสินค้าประเทศอื่น ๆ เข้ามา และต้องรับประกันให้แน่ใจว่า Benchmark การค้าของเรากับฮ่องกงจะไม่ไปมากกว่า Benchmark ของอาเซียนกับจีน เนื่องจากว่าการเจรจาด้านการลงทุนฮ่องกงขึ้นอยู่กับ รัฐบาลกลางในปักกิ่งอย่างที่ทุกคนทราบดี และตัว AHKFTA ที่เราต้องปกปัองการลงทุน ทุกระดับ แม้ว่าตั้งแต่ป้ ๒๕๖๓ การส่งออกของไทยไปฮ่องกงจะมีมูลค่าประมาณ ๑๒.๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญอย่างระบบวงจรร่วมชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักร สำนักงานและอัญมณีและเครื่องประดับ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ ด้านที่ทำให้ภาคสำคัญ SMEs ไทยเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ

ขอสไลด์สุดท้ายแล้วค่ะ อย่าลืมนะคะว่าสภาพ SMEs ของประเทศไทย เปึ้นอย่างไรในตอนนี้ นโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่เห็นผลเปึนรูปเปึนร่าง เท่าที่ควร ในศูนย์ข่าวกระทรวงพาณิชย์จะเห็นว่ารัฐบาลเองก็ประสงค์ที่จะผลักดันภาค SMEs หรือธุรกิจรายย่อยเช่นเดียวกัน ๑. การสร้างและขยายตลาดการบริโภคภายในประเทศ ๒. ส่งเสริมให้ธุรกิจรายย่อยและขนาดกลางสามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อนำไป พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กับผู้บริโภค เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น สนับสนุนให้ผลักดันหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการของธุรกิจ SMEs หรือตลาดรายย่อย ส่งเสริมการขยายตลาดในต่างประเทศ ข้อจำกัดที่เราต้องตระหนัก คือเรื่องการแข่งขันของประเทศไทยต่อฮ่องกง ที่ฮ่องกงเขามีทั้งทุน มีทั้งเทคโนโลยี รวมถึงประสบการณ์ระดับนานาชาติมากกว่าของไทย แถมในภาค Finance โลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซ ก็สามารถที่จะครองตลาดไทยเช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้ SMEs ไทยนั้น เติบโตยากค่ะ ดังนั้นนอกจากดุลการค้าเราควรจะสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและขนาดกลาง ไปพร้อม ๆ กัน เน้นเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี โดยน้ำฝ้มือดิจิทัลมาใช้มากยิ่งขึ้น พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปึนที่ต้องการของโลก พัฒนาความรู้ด้านเศรษฐกิจโลก ผ่านการวิจัยการตลาด และเข้าใจต่างวัฒนธรรม แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ในการตลาดที่เราต้องส่งออกหรือไม่ก็ดึงทักษะเข้ามาสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงได้ พัฒนาด้าน Finance และทุนให้กับ SMEs ได้เติบโตได้จริง ๆ ขอบพระคุณค่ะ