ณรงค์ ทับทิมไสย์ หารือเรื่องร่างมาตรา 132/2 (2) ค. และขอให้มีการแก้ไขเพื่อให้ชัดเจนในเรื่องการแจ้งให้ศาลทราบ โดยชี้ให้เห็นว่าหากศาลนำมติของกรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ในสำนวนและประกอบการพิจารณาจะทำให้การใช้มาตรการในการป้องกันการฟ้องปากมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ทับทิมไสย์ ผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมและในฐานะ กรรมาธิการ กระผมขออนุญาตชี้แจงในส่วนของร่างมาตรา ๑๓๒/๒ (๒) ค เฉพาะในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากร่างเดิมเปึนบทบัญญัติที่ต่อเนื่องจากมาตรา ๑๓๒/๑ ที่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติในการจะให้การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส้หรือให้ข้อมูล หรือไม่ หากลงมติแล้วโดยเสียงข้างมากให้คุ้มครองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลก็จะให้แจ้งมายัง ศาลด้วย ความเดิมในร่างที่สภารับหลักการในวาระแรกนั้นให้แจ้งมาเพื่อให้ศาลทราบ ในข้อความจะกำหนดไว้เท่านี้ สั้น ๆ ว่าให้ศาลทราบ ซึ่งทางศาลมองว่าการแจ้งให้ศาลทราบ อาจจะไม่ชัดเจน แล้วก็ไม่ได้บ่งหรือชี้ว่าให้ศาลทำอะไรต่อ
ผมขอเรียนประการแรกว่าในกรณีที่มีการฟัองป่ดปาก ส่วนใหญ่จะเปึนกรณีที่ ราษฎรฟัองเอง ซึ่งแน่นอนว่าการฟัองป่ดปากก็จะเปึนการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หลักสุจริต ที่ได้อภิปรายกันไปแล้วในมาตรา ๑๓๒ วรรคแรก ผมขอเรียนท่านประธานประการแรกว่า ปัจจุบันคดีที่ราษฎรฟัองเองมีจำนวนมากในศาล ทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ล่าช้า ผู้พิพากษาต้องทำงานหนักมากขึ้น หลายคดีถ้าท่านใดที่เกี่ยวข้องไปศาลจะเห็นว่าคดีที่ ราษฎรฟัองเอง แม้จะไม่ได้มีการทำสถิติหรือศึกษาวิจัยโดยตรงในทางวิชาการหรือสถิติของศาล ก็พอมีอยู่บ้าง มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่มีข้อจำกัด เพราะว่า วิ.อาญา มาตรา ๒๘ (๒) ให้ราษฎรฟัองเองได้โดยไม่มีข้อจำกัดหากเปึนผู้เสียหาย ก็จะมีการฟัองแก้เกี้ยวกัน รวมทั้ง ฟัองป่ดปากรวมหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งเปึนกรณีใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำนวนคดีที่เพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ ไม่ใช่ฟัองรอบเดียว มีการฟัองกลับไปกลับมา บางคดีเปึนสิบ ๆ รอบ แล้วก็ศาลไม่มี ทางออกอื่น จนกระทั่งมีการบัญญัติมาตรา ๑๖๑/๑ ขึ้นมาโดยใน วิ.อาญา ว่าหากราษฎร คนใดฟัองโดยไม่สุจริต ฟัองเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่น หรือฟัองโดยหวังผลประโยชน์อย่างอื่น ที่ไม่ใช่เพื่อได้รับความยุติธรรมนั้น ให้อำนาจศาลสามารถที่จะยกฟัองในชั้นไต่สวนมูลฟัอง ได้เลย แต่ต้องมีหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนของศาลแล้ว ซึ่งโดยปกติศาลก็จะมีการไต่สวน มูลฟัอง แต่เนื่องจากการไต่สวนมูลฟัองเปึนเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล จำเลยจะไม่ได้มีส่วน เกี่ยวข้อง จำเลยก็เลยไม่มีสืบพยานนะครับ ตามกฎหมายเดิมจะให้เพียงแค่ตั้งทนายความเข้ามาถามค้าน แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ ที่เพียงพอที่จะทำให้ศาลเห็นข้อโต้แย้งหรือหลักฐานที่หักล้างได้ ก็เลยเพิ่มเปึนมาตรา ๑๖๑/๒ ให้สามารถชี้แจงหลักฐานได้ แต่ไม่มีอำนาจสืบพยานได้ นั่นจึงเปึ้นเหตุผลที่ว่าคดีก็ยังมี จำนวนมากอยู่ เนื่องจากว่ามาตรา ๑๖๑/๑ ที่แก้ไขใหม่ศาลยังไม่กล้าใช้มากนัก เพราะว่า ไม่มีบทที่จะคุ้มครองศาลโดยตรง ผู้พิพากษาหลายท่านถูกฟัองเปึนคดีเยอะแยะ ฉะนั้น มาตรา ๑๖๑/๑ จึงยังไม่มีประสิทธิภาพอยู่ ทำให้ในกรณีฟัองป่ดปากกรณีตามร่างแก้ไข พระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทุจริตฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒/๒ (๒) ค จึงเปึนโอกาสอันดีที่ศาลเห็นว่าจะให้เพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาลไว้ด้วยว่านอกจาก จะแจ้งมติของ ป.ป.ช. ให้ศาลทราบแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจที่จะนำมตินี้รวมไว้ในสำนวน และประกอบการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟัองและในชั้นพิจารณาพิพากษาได้ ตรงจุดนี้ ชี้ให้เห็นว่าหลักสุจริตตามมาตรา ๑๓๒ วรรคแรก ไม่ได้ใช้เฉพาะในคดีแพ่งอย่างเดียว สามารถใช้ในคดีอาญาและ วิ.อาญา ได้ด้วยดังที่กล่าวไปแล้ว เปึนการยืนยันหลักนี้ ประเด็นที่ สำคัญคือศาลได้ชี้แจง ทางศาลได้ยืนยันว่า หากบัญญัติข้อความนี้เข้ามาจะทำให้ศาลกล้าใช้ มาตรา ๑๖๑/๑ มากขึ้น เพราะว่ามีกฎหมายรองรับและให้อำนาจไว้ ฉะนั้นการบัญญัติ ข้อความเพิ่มเติมเข้ามาจะเปึนการทำให้การใช้มาตรการในการปัองกันการฟัองป่ดปาก มีประสิทธิภาพมากขึ้น มากขึ้นเพราะอะไรครับ เพราะว่าศาลสามารถยกฟัองในชั้นไต่สวน มูลฟัองได้เลยหากปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงว่าเปึนการฟัองป่ดปาก แล้วก็ ป.ป.ช. ได้มีมติยืนยัน มาแล้ว ถ้าศาลเห็นชอบด้วยไต่ส่วนเบื้องต้นแล้วเห็นไปในทำนองเดียวกัน ศาลก็สามารถ ยกฟัองในชั้นไต่สวนมูลฟัองได้ด้วย ไม่ทำให้ผู้ที่มาแจ้งเบาะแสหรือมาให้ข้อมูล หรือส่ง พยานหลักฐานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นต้องบอบช้ำต่อไปในชั้น Main Trial หรือชั้น พิจารณาพิพากษาคดี ขอบพระคุณมากครับ