ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 132 โดยย้ำความสำคัญของการคุ้มครองผู้ให้พยานหลักฐานและผู้ส่งข้อมูลตามคำสั่ง ป.ป.ช. พร้อมคัดค้านการตัดถ้อยคำเกี่ยวกับการกระทำโดยสุจริต เห็นว่าจำเป็นต่อการรักษาหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม จึงเรียกร้องให้พิจารณาเหตุผลจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างรอบด้าน
ขอบพระคุณครับ ผมเพิ่งทราบว่าถ้าผมต่อท่าน สว. นันทนา ผมดูจืดลงไปทันที ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรณีของมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๓๒ ของ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น ถ้าดูการพิจารณาในเนื้อหา มีเนื้อหาที่เราจำเปึนต้องพิจารณาจากการแก้ไข อยู่ทั้งหมด ๓ ส่วนด้วยกันครับ
ส่วนที่ ๑ ก็คือการเพิ่มประเด็นเรื่องการส่งพยานหลักฐาน แน่นอนก็คงต้อง มาพิจารณาข้อเสนอของท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย ว่ากรณีเรื่องของสื่อสาธารณะนั้นควรจะอยู่ใน เงื่อนไขนี้หรือไม่ แต่เอาเปึนว่าพวกผมก็เห็นด้วยในหลักการว่าการคุ้มครองนั้นจะต้อง คุ้มครองไปถึงผู้ที่ส่งพยานหลักฐานให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย
ส่วนที่ ๒ เปึนประเด็นเรื่องของการที่พูดกันและถกเถียงกันเยอะ ก็คือ ประเด็นเรื่องของการตัดถ้อยคำในเรื่องที่ใช้คำว่า หากได้กระทำโดยสุจริต ออกไป
ส่วนที่ ๓ ก็คงไม่มีประเด็นที่จะอภิปรายกันมากนัก เพราะเราเองก็เห็นด้วย ในกรณีของการคุ้มครองในกรณีบุคคลที่มีการให้ข้อมูล ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปึ้นผู้มอบหมายให้มีการดำเนินการ และเขาเองนั้นก็ควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง อันนี้ เราเองก็เห็นชอบ
แต่ประเด็นเรื่องการตัดถ้อยคำ ประเด็นเรื่องการกระทำโดยสุจริต ประเด็นนี้ ที่ผมคิดว่าจำเปึนต้องขอคำอธิบายจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก และด้านหนึ่งนั้น ก็จำเปึนต้องสนับสนุนกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ที่ได้พูดไปแล้ว และอีกหลายท่านที่ได้กรุณานำข้อเสนอเมื่อสักครู่ ผมคิดว่าเราต้องแยกให้ชัด ในขั้นตอนของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต มีหลายขั้นตอน เรื่องการมาให้ข้อมูลนั่นเปึ้นเรื่องหนึ่ง เรื่องการกันบุคคลไว้เปึนพยาน ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยว่าควรจะมีหรือไม่ในหลักการที่เรียกว่า Plea Bargaining นั้น ก็เปึ้นอีก เรื่องหนึ่ง มีเนื้อหาที่เกี่ยวพันแต่รอบนี้ไม่ได้มีการไปแตะหรือแก้ไขในกฎหมายฉบับนั้น จะมีกลิ่นอายอยู่บ้างก็อยู่ในร่างกฎหมายลำดับรอง ซึ่งท่านกรรมาธิการก็คงทราบดีว่า กฎหมายลำดับรองที่ยกร่างไว้เขียนไว้ว่าอย่างไร เรื่องการให้ความช่วยเหลือเปึนอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเปึนกรณีการที่ถูกฟัองร้องหรือการใช้ข้อมูลนั้นเปึ้นอีก เรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน และมาตรานี้พูดถึงเฉพาะกรณีเรื่องของเหตุยกเว้นความผิด หรือเหตุ ยกเว้นโทษต่อบุคคลที่กระทำการตามมาตรา ๑๓๒ เท่านั้น ผมเองมีความเห็นหลายประการ แต่ความเห็นผมคิดว่าจำเปึ้นที่จะต้องยืนยันว่าในกรณีของบุคคลพื้นฐานที่สุดในการกระทำ ไม่ว่าจะเปึนทางอาญา ทางแพ่ง ทางปกครอง หรือแม้กระทั่งการกระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่นั้น เจตนาที่เราจำเปึนต้องคุ้มครองพื้นฐานที่สุดก็คือหลักสุจริต หลักสุจริตในนักเรียนกฎหมาย ป้ ๑ เทอมแรก คาบแรกก็ทราบครับ ก็ทราบไปด้วยซ้ำว่ากรณีที่จะลงโทษใครในการปฏิบัติ หน้าที่นั้น ถึงขนาดต้องเขียนต่อไปว่า ถ้าได้กระทำการโดยทุจริต แล้วเหตุใดเราถึงไม่ใส่สุจริต ในแง่ของการที่จะใช้กฎหมายในเรื่องของการคุ้มครองคน ถ้าหากว่าเขียนแบบนี้ไม่ตัด คำนี้ออกใครจะมาให้การ ใครจะมาให้ข้อมูล อย่างที่ผมย้ำไปนั่นคนละประเด็น ท่านบอก ถ้าเขียนแบบนี้ปุ็บ ถ้าตัดถ้อยคำแบบนี้จะนำไปสู่การคุ้มครอง ถ้าท่านเชื่อแบบนั้นจริง แต่เพราะเหตุใดละครับ ในท้ายที่สุดมาตรา ๔ ที่มีการแก้ไขมาตรา ๑๓๒/๑ ท่านเองก็ยังใช้ ถ้อยคำว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวได้รับการคุ้มครองไม่ต้องรับผิดตาม มาตรา ๑๓๒ หรือไม่ ถ้าท่านบอกว่านี่คือหลักสั้นนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าจะต้องได้รับการ คุ้มครอง คำว่า การที่จะได้รับการคุ้มครอง อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้ คำว่า หรือไม่ ก็ขัดหรือแย้งกันเอง ถ้าท่านบอกว่าต้องไปพิสูจน์ในศาล ศาลจะเปึนคนดูเจตนา ว่ากรณีเหล่านี้ทุจริตหรือไม่ กระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ท่านก็อย่าลืมมันมีความรับผิด แยกออกขาดจากกันอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ก็คือส่วนแพ่ง ส่วนอาญา ส่วนวินัย ในกรณีทางวินัย ก็มีข้อสันนิษฐานไว้ในกรณีมาตรา ๑๓๒/๒ (๓) ที่พูดชัดเจนว่าให้มีการยุติการดำเนินการ ทางวินัย ก็ไม่ได้ไปถึงศาลอยู่ดี ในกรณีที่ท่านบอกว่าท้ายที่สุดถ้าไม่ใส่ไว้ศาลอาจจะไม่ใช้ หลักการนี้ในการพิจารณา พูดง่าย ๆ ก็คือต้องตัดออกศาลจะได้มีดุลยพินิจ ดุลยพินิจนี้ก็ไม่ใช่ ดุลยพินิจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะว่าในท้ายที่สุดเรื่องเหล่านี้ก็ต้องติดไปในสำนวน ไม่ว่าจะเปึนชั้นพิจารณาไต่สวนมูลฟัองหรือชั้นพิจารณาพิพากษา ก็เปึนหลักประกันพื้นฐาน ที่ง่ายที่สุดที่ศาลควรจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าบุคคลที่ ป.ป.ช. ให้การคุ้มครองนั้นก็เปึนการคุ้มครอง จากการกระทำโดยสุจริต ฉะนั้นในประเด็นที่ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ แบบนี้ให้ท่านเห็นเปึ้น เบื้องต้นนั้น ผมเองและทางพรรคประชาชนถึงแม้เราสนับสนุนว่าการปราบปรามการทุจริต จำเปึน การปราบปรามการทุจริตจำเปึ้นที่จะต้องได้รับข้อมูลที่หลากหลาย การปราบปราม การทุจริตหลายครั้งไม่อาจได้ข้อมูลโดยตรงถ้าไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ใครจะกล้าให้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปสู่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตัวเขา ไม่ว่าจะเปึ้นทางใดก็แล้วแต่ แล้วแบบนี้ประเทศชาติจะเดินได้อย่างไร แบบนี้เราเห็นด้วย แต่หลักการที่สำคัญที่สุดในแง่ ของการคุ้มครองตรงนี้จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ได้มีการกระทำการโดยสุจริต ฉะนั้นด้วยเหตุและผลดังกล่าว ผมคิดว่าวันนี้เราจำเปึนครับ และสภาแห่งนี้น่าจะใช้ดุลยพินิจ อย่างมีเหตุมีผลในการพิจารณาคล้อยตามไปทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านได้อภิปราย กันเปึ้นส่วนใหญ่ว่าควรจะใส่ การกระทำโดยสุจริต กลับคืนมา แต่อย่างไรก็ตามครับ เนื่องจากว่ามาตรานี้มีผู้สงวนหลายแบบ มีผู้แปรญัตติไว้แบบหนึ่งต่างหาก ฉะนั้นในกรณีของ การพิจารณาลงมติ ก็ต้องขอให้ท่านประธานได้กรุณาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิด ผลกระทบต่อการลงมติ อย่างไรเสียหลักสุจริตควรเปึนหลักพื้นฐานที่สุดที่ควรจะอยู่ใน กฎหมายฉบับนี้ ปัองกันทุกระดับ ปัองกันคนใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ในขณะเดียวกันก็จะนำไปสู่ การปราบปรามการทุจริตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยมิใช่เปึนเครื่องมือ ในการกลั่นแกล้งใครเหมือนอย่างที่พวกผมเจออยู่ครับ ขอบพระคุณครับ