สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๗๘ คน
(เนื่องจาก ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ติดราชการ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขณะนี้มีสมาชิกมาประชุม ๑๐๒ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุม ดิฉันขอเปิด การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ ดังนี้

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏใน ระเบียบวาระ คือ รับทราบสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๕ วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติ ให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งดังกล่าวแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะคะ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

นายดำรงค์ พิเดช

ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ตามวาระการประชุมนี้การหารือจะอยู่วาระหลังจากมีการอภิปราย เรื่องต่าง ๆ แล้ว ท่านดำรงค์มีวาระอะไรเร่งด่วนคะ

นายดำรงค์ พิเดช

คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมอยากจะหารือสัก ๕ นาที เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของสภาแห่งนี้ครับ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ มีสมาชิกบางท่านใน สปท. แห่งนี้ไปเรียกร้องรับผลประโยชน์ของ บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ เรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะดึง สปท. ไปชนกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ผมอยากจะปรึกษาท่านประธานขออภิปรายสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเสียหายต่อส่วนรวมของ สปท. ซึ่งเราอยู่มาขณะนี้จนจะครบวาระอยู่แล้ว

เรื่องแรก ผมไปงานเลี้ยงงานหนึ่ง รองผู้จัดการใหญ่ที่มีชื่อเสียงของ ประเทศไทย เห็นผมเป็น สปท. ก็เข้ามาคุยด้วย มาเล่าให้ฟังว่าเรื่องมี สปท. บางท่าน ไปเรียกร้องรับผลประโยชน์ ขอให้ผมช่วยอภิปรายหน่อย ผมบอกว่าผมทำไม่ได้หรอก คุณต้อง ระบุชื่อมา เป็นพยาน เวลา ผมทำได้อย่างมากแค่นำคุณไปพบท่านประธาน ไปเล่าให้ฟัง และเขามีคณะกรรมการจริยธรรมว่าใครผิดใครถูกเขาจะสอบสวน ผมก็มานั่งนึกว่าเป็นไปได้ อย่างไร สปท. มีอำนาจอะไร จะไปเรียกร้องรับเงินทองแลกผลประโยชน์ ดูแล้วมันไม่มี ผมก็ยังไม่เชื่อ ณ วันนี้ผมก็ยังไม่เชื่อ แต่ถ้าเขานำมาพบท่านประธานเป็นเรื่องใหญ่โต ของประเทศเลย เป็นเรื่องเสียหายมาก ผมก็อยากให้ท่านประธานตรวจสอบเรื่องนี้ ผมก็ พยายามให้รองผู้จัดการท่านนั้นมาพบท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ เรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมเองก็ติดตามท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็น ส.ส. เป็นถึงรัฐมนตรี ตอนแรกผมก็ให้กำลังใจท่าน ผมก็รอหลักฐาน รอดูว่าท่านจะนำผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องมาเปิดตัวเมื่อไร จนบัดนี้ ท่านก็ยังไม่มีเลย องค์กรตำรวจวันนี้ ผมในฐานะเป็นอดีตหัวหน้าส่วนราชการคนหนึ่ง เขาเสียหายไปมาก คือตำรวจที่ตั้งใจทำงานจับผู้ร้าย ๓ วันได้ ๔ วันได้เขาก็เยอะ เรื่องการซื้อขายตำแหน่งมันกล่าวหากันทุกยุคทุกสมัย ไม่เฉพาะองค์กรตำรวจหรอก ผมเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ๒ สมัยก็กล่าวหาอย่างนี้ จนผม ต้องให้รางวัลนำจับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คือการที่จะกล่าวหาบุคคลใดในองค์กรต่าง ๆ จะต้องมีพยานหลักฐาน เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เอาใจช่วยขอให้ปรากฏ แต่การจะไปกล่าว ลม ๆ แล้ง ๆ อ้างโน่นอ้างนี่ เดี๋ยววันนี้ใช่ เดี๋ยววันนี้ไม่ใช่ เดี๋ยววันนี้ไปอย่างโน้นไปอย่างนี้ ทำให้สับสน ผมก็สับสนจริงเท็จแค่ไหน อย่างไร เดี๋ยวก็จะไปพบ สปท. เดี๋ยวจะมานี่บ้าง ผมในนาม สปท. คนหนึ่งก็เป็นห่วง การที่จะดึง สปท. เข้าไปชนกับองค์กรตำรวจ บางครั้ง เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่จะต้องต่อสู้คดีก็ว่ากันไป ก็ให้กำลังใจกันไป แต่การที่จะดึง สมาชิกต่าง ๆ เข้าไปเป็นองค์กรร่วมต่อสู้ในลักษณะที่ยังไม่เห็นผู้เสียหายเลยผมว่าเป็นการ ไม่ถูกต้อง ผมก็มีเรื่องที่จะหารือกับท่านแค่นี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านดำรงค์ เรื่องที่ท่านหารือนี้เข้ากับลักษณะของ ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องการหารือ ไม่ใช่เป็นเรื่องหารือก่อนที่จะมีการประชุมนี้ ดิฉันขอยกไป ไว้ในระเบียบวาระที่ ๖ นะคะ ขอบคุณค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน และการให้บริการประชาชนที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น จากการพิจารณาศึกษาสภาพปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน พบว่าสภาพปัญหาที่สำคัญคือการขาด ความเป็นเอกภาพในการจัดเก็บข้อมูลด้านแรงงาน จึงทำให้ระบบสถิติของแต่ละหน่วยงาน เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องข้อมูล การซ้ำซ้อนของข้อมูล และข้อมูลที่จัดเก็บไม่ครบ ครอบคลุมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ซึ่งสามารถสรุปสภาพปัญหาโดยสังเขป ดังนี้

๑. การขาดความเป็นเอกภาพในการทำงานด้านสถิติทำให้ข้อมูลด้านแรงงาน กระจัดกระจาย

๒. ความซ้ำซ้อนของระบบข้อมูลด้านแรงงานที่จัดเก็บอยู่ในหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อย่างน้อย ๕๐ หน่วยงาน ทำให้ข้อมูล ด้านแรงงานของประเทศไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์

๓. ข้อมูลด้านแรงงานที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงานไม่สามารถตอบสนองต่อ ความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดระบบกำกับและการควบคุม คุณภาพของข้อมูลที่จัดเก็บ

๔. ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่สามารถพัฒนาระบบ ข้อมูลด้านแรงงานในการให้บริการเป็นรูปแบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้เกิดมาตรฐานบูรณาการ ความร่วมมือในการจัดระบบข้อมูลด้านแรงงานของประเทศไทย จึงได้จัดทำรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน ในครั้งนี้เพื่อนำเสนอต่อสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยมีข้อเสนอแนะในการปฏิรูปในระบบการบริหารจัดการข้อมูล ด้านแรงงาน ดังนี้

๑. จัดตั้งคณะทำงานในรูปของคณะกรรมการฐานข้อมูลกลางด้านแรงงาน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยให้กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกของภาครัฐในการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลด้านแรงงาน ต่าง ๆ ที่ผ่านการสังเคราะห์และวิเคราะห์แล้วจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง อันจะมีส่วน ช่วยให้สามารถกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาประเทศด้านกำลังแรงงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นแหล่งข้อมูลที่ภาครัฐสามารถสื่อสารให้กับภาคเอกชน และภาคแรงงานได้อย่างน่าเชื่อถือ

๒. ยกระดับโครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นงาน ในภารกิจของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงแรงงาน ให้ทำหน้าที่ เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาและจัดระบบฐานข้อมูลแรงงานของประเทศไทย ที่มีประสิทธิภาพ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุก ๆ หน่วยงานระหว่างกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับคือประเทศไทย มีระบบข้อมูลด้านแรงงานที่มีมาตรฐาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัยภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน สามารถนำไปใช้กำหนดนโยบาย การบริหารงานและพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนได้รับ ประโยชน์จากการให้บริการของภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ในลำดับต่อไปขอนำเสนอเนื้อหาสาระสำคัญของรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน เพื่อประโยชน์ต่อการนำเสนอรายงาน และการตอบ ข้อซักถามที่ของประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมขออนุญาตนำเสนอวีดิทัศน์ และแจกเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา พร้อมทั้งให้ผู้แทนของคณะกรรมาธิการจำนวน ๕ คน ตามที่ได้ขอไปแล้วเป็นผู้นำเสนอครับ ขอบพระคุณมากครับ

ท่านศิริชัย ไม้งาม เชิญค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายศิริชัย ไม้งาม กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ประเด็น เรื่องการปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลแรงงาน ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ซึ่งในเรื่อง ของการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐทุกหน่วย เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นระบบข้อมูลที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและบริการประชาชน ให้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างระบบการบริหารงานของรัฐในการวางกำลังคนภาครัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ที่ต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับภารกิจ ของหน่วยงานภาครัฐในหน่วยงานที่แตกต่างกัน

ในเรื่องของแผนการปฏิรูป ซึ่งเรื่องนี้ในคณะอนุกรรมาธิการได้นำประเด็น ที่มีการเสนอการปฏิรูปที่ ๓๗ ของคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ ได้มีการนำเสนอมายัง สปท. โดยนำข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับมติ ครม. มาใช้ในการพิจารณา มติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ ความตอนหนึ่งก็คือ การจัดทำฐานข้อมูลแรงงาน ควรมีการบูรณาการ ฐานข้อมูลแรงงานของภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูลประชาชนที่จัดเก็บ ระหว่างหน่วยงาน สามารถใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน และสนับสนุนการให้บริการประชาชน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติเพียงแห่งเดียว และตรวจสอบความซับซ้อนกับอำนาจของศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน เพื่อทำหน้าที่หน่วยงานหลักในการดูแลฐานข้อมูลแรงงานของประเทศ จากการประชุม สปท. เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๐ คือให้กระทรวงแรงงาน มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการของนายจ้าง ลูกจ้างในแต่ละพื้นที่ แต่ละกิจการ ประกอบในการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ให้การจัดทำฐานข้อมูลแรงงานนั้น เพื่อเป็นไปในการที่จะควบคุมจำนวนแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับความต้องการ ของการจ้างงานภายในประเทศ โดยข้อเสนอก็คือให้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานกลางแห่งชาติ ของกระทรวงแรงงาน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบความซับซ้อน และเป็นหน่วยงานหลัก ในการดูแลฐานข้อมูลแรงงานของประเทศ ประกอบกับการสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ ในเรื่องนโยบายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะทำหน้าที่ ในการบูรณาการฐานข้อมูลข้ามกระทรวงให้ข้อมูลทุกหน่วยงานนั้นสามารถอยู่ใน ฐานข้อมูลกลางได้ ในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ในเรื่องของโครงสร้างภาครัฐ ยังขาดการทำงานที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย แบบบูรณาการกับหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนโดยรวม ในเรื่องของกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) มีการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ ซึ่งในกรอบยุทธศาสตร์ที่ ๖ นั้น มีการปรับสมดุลและ พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่ตระหนักว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับฐานข้อมูล ต่อการยกระดับศักยภาพของทุนมนุษย์ ในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยระยะเวลา ๓ ปี ที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพ แรงงานผ่านการบูรณาการตลาดแรงงานให้ครบวงจร และควรมีการบูรณาการฐานข้อมูล ตลาดแรงงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ภาครัฐสามารถวางแผนในเรื่องการผลิต และพัฒนาแรงงานให้สามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดแรงงานได้ และความสอดคล้องกับในเรื่องนโยบายขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งเห็น ความสำคัญว่าประเทศไทยควรจะต้องมีฐานข้อมูลแรงงาน เรื่องขององค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ เห็นว่าการวิเคราะห์ตลาดแรงงานนั้นเพื่อใช้ในการประกอบและการตัดสินใจให้กับ หลายภาคส่วน ทั้งนโยบายนายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อทราบข้อมูลพื้นฐานของตลาดแรงงาน ลักษณะงาน ประเภทงาน และความต้องการของงานว่ามีความต้องการอยู่ในภาคส่วนใดบ้าง และสามารถนำประโยชน์จากฐานข้อมูลแรงงานมาใช้ประโยชน์ปัจเจกบุคคล ให้นักเรียน นักศึกษานำข้อมูลของการจ้างงาน ความต้องการแรงงาน เพื่อใช้ในการตัดสินใจในเรื่องของ การเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สามารถที่จะส่งเสริมให้นายจ้าง ลูกจ้างนั้น ได้ใช้ข้อมูลในการปรึกษาหารือกัน ในเรื่องของการฝึกอบรมการพัฒนาทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำฐานข้อมูลนั้นมาใช้วางแผนในเรื่องของการอบรมและการพัฒนา และมีฐานข้อมูลแรงงานที่แม่นยำ ไม่จำเพาะจำนวนของแรงงานเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานข้อมูล ในเรื่องของลักษณะงาน คุณลักษณะ คุณสมบัติต่าง ๆ ของแรงงานทั้งด้านอุปสงค์ ด้านอุปทานที่สามารถจะสอดคล้องกัน ผมคิดว่าในเรื่องของสภาพปัญหา อยากจะขอให้ ท่านสาวิทย์ได้นำเรียนกับที่ประชุมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านสาวิทย์ แก้วหวาน ท่านเป็นอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เรียนเชิญค่ะ

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน อย่างที่ ท่านประธานอโณทัย แล้วก็ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านศิริชัย ไม้งาม ได้นำเสนอไปแล้ว ดังนั้นผมคิดว่าในเรื่องของสภาพปัญหาที่คณะอนุกรรมาธิการได้มีการประชุมแล้วก็เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานด้วยกันมาให้คำชี้แจงและขอรับทราบข้อมูลเพื่อนำไปสู่ กระบวนการและแนวทางในการวางแผนรากฐานข้อมูลด้านแรงงาน เพราะผมคิดว่า ในอนาคตข้างหน้าภาวะการแข่งขันในประเทศ หรือภาวะการแข่งขันในระดับนานาชาติ การแข่งขันในด้านแรงงานก็มีความสำคัญ ดังนั้นที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันก็คือว่าเราไม่มี ฐานข้อมูลที่ชัดเจนในการวางแผน รวมทั้งการกำหนดทิศทางของประเทศในการจ้างงาน และการวางแผนทางธุรกิจทั้งหลาย ดังนั้นจากสภาพปัญหาโดยทั่ว ๆ ไป

ประการแรก ก็คือเราขาดเอกภาพในการทำงานด้านสถิติ ซึ่งข้อมูลทั้งหลาย เหล่านี้กระจัดกระจาย แล้วก็มีการจัดเก็บกันหลายหน่วยงานด้วยกัน ซึ่งหน่วยงานหลัก ๆ ที่จัดเก็บเรื่องของสถิติและข้อมูลก็คือสำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงาน อื่น ๆ ด้วย แต่ว่าในรายละเอียดจริง ๆ แล้วสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เก็บในรายละเอียด ไม่ได้ทั้งหมด เก็บเพียงภาพรวมในเรื่องของสถิติสำมะโนประชากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม เคหสถานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไม่ได้ระบุเจาะจง ชัดไปถึงภาคแรงงานที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากว่าข้อมูลมีอยู่เยอะกระจัดกระจาย แม้จะได้มีการกระจายงานไปอยู่ในภูมิภาค จังหวัดต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดและ เงื่อนไขเราก็ยังขาดบุคลากรที่เพียงพอในการทำหน้าที่รวบรวมแล้วก็จัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวมทั้งเรื่องของงบประมาณที่เกี่ยวข้องที่ไม่สามารถจะจัดสรรงบประมาณได้เต็มที่ เพราะว่า ในบางเรื่องก็จำเป็นต้องใช้บุคลากรในการลงพื้นที่ในการเก็บเกี่ยวข้อมูลมาก แต่ปัญหา ก็คือว่าเราไม่มีงบประมาณอย่างเพียงพอ เรื่องแรงงานนั้นเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดระยะเวลาทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ซึ่งกระบวนการ ในการจัดเก็บก็ไม่สามารถเก็บมาได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเก็บมาไม่ได้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับการวางแผน

ประการที่ ๒ เกิดความซ้ำซ้อนของระบบข้อมูลที่กระจัดกระจาย มีการจัดเก็บกัน หลายหน่วยงาน ซึ่งอย่างที่ท่านประธานอโณทัยได้พูดไว้แล้วก็คือมีการจัดเก็บประมาณ ๕๐ หน่วยงานด้วยกัน มีการจัดเก็บข้อมูลหลายภาคส่วน หลายตัวด้วยกัน รวมทั้ง ข้อมูลด้านแรงงาน มีการจัดเก็บทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เยอะแยะ เต็มไปหมดเลย แต่ถึงขั้นที่จะเอามาใช้จริง ๆ ก็ปรากฏว่าไม่สามารถใช้ได้ แม้ในปัจจุบันนั้น เราจะมีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงแรงงาน มีการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งหลาย หรือคนที่ สนใจเรื่องข้อมูลแรงงานเหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่ หรือในศูนย์แห่งนี้ ก็ไม่มีข้อมูลอย่างเพียงพอในการที่จะให้สถานประกอบการทั้งหลาย หรือแม้กระทั่ง ผู้ที่ต้องการรู้ข้อมูลนำไปศึกษา เรียนรู้ วางแผน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้เนื่องจากข้อมูล มีอย่างจำกัด และที่สำคัญก็คือว่าอำนาจ ภารกิจของศูนย์แรงงานแห่งชาติเหล่านี้ไม่สามารถ ไปดึงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ ไม่สามารถเอื้อมมือไปสั่งการหรือนำข้อมูลมาไว้ที่ ศูนย์ข้อมูลแรงงานได้

ประการที่ ๓ ข้อมูลด้านแรงงานที่มีอยู่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ อย่างที่เรียนมาก็คือว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ครบถ้วน เมื่อไม่ครบถ้วน ก็ขาดซึ่งการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ข้อมูลทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ หรือแม้กระทั่ง การเข้าถึงข้อมูลซึ่งก็จะเป็นไปได้ยาก เมื่อไม่มีศูนย์ข้อมูลที่รวมศูนย์ ที่เรียกว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ก็จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นกระจัดกระจายและเป็นไป ได้ยาก

ประการที่ ๔ เรื่องข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของภาครัฐที่ไม่สามารถพัฒนา ระบบข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลในปัจจุบันก็ได้มีการประกาศ ว่าจะนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และจะนำพาประเทศไปสู่ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แต่ถ้าเราขาดซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะไม่สามารถวางแผน ที่จะแข่งขันกับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งวางแผนในประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ซึ่งหลายคนชื่นชมแล้วก็พยายาม ที่จะนำพาภาคส่วนต่าง ๆ เข้าไปสู่กระบวนการนั้น แต่ถ้าในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่นโยบายพูด สิ่งที่รัฐบาลพูด หรือภาคส่วนต่าง ๆ พูด แต่ว่าถ้าขาดซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงไม่สามารถ ที่จะดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่เป็นความคาดหวังของประเทศอย่างที่ทุกคนต้องการได้ ข้อมูลอย่างที่ผ่านมาก็คือทำกันหลายระดับ ทั้งระดับหน่วยงานตามกระทรวงต่าง ๆ ทำเป็นกลุ่ม กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มทางด้านเศรษฐกิจบ้าง แล้วก็มีเรื่องของมาตรฐานภายในประเทศ และระหว่างประเทศ อีกอันหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่ สิ่งที่ เราพบก็คือหน่วยงานที่ลงไปสำรวจเก็บสถิติใด ๆ แล้ว บางสิ่งก็ไม่ยอมที่จะส่งผ่านข้อมูลนั้นให้ มีการหวงข้อมูล เพราะเนื่องจากตนเองได้ทุ่มเทบุคลากร งบประมาณลงไป ดังนั้นการที่จะให้ หน่วยงานอื่นใช้นั้นก็ไม่สามารถที่จะให้ หรือหวงข้อมูลอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อีกประการหนึ่งที่ได้พูดไปแล้วก็คือว่าข้อมูลยังไม่ครบถ้วน

ประการที่ ๕ จากสภาพปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีความพยายามในการที่จะ แก้ไขปัญหาของภาครัฐ และภาคเอกชน ยกตัวอย่าง เช่น ในภาครัฐ มีการดำเนินการโดย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ แต่ก็หยุดชะงักลงในปี ๒๕๕๔ เนื่องจากขาดงบประมาณ แล้วก็มาเริ่มดำเนินการ อีกครั้งในปี ๒๕๕๘ โดยมีการพัฒนาแนวทางระบบข้อมูลแอลอีอีดีเอ็กซ์ (LEED-X) หรือเลเบอร์ อีโคโนมิก แอนด์ เอดูเคชัน ดาต้า เอกซ์เชนจ์ (Labour Economic and Education Data Exchange) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง หน่วยงานด้านข้อมูลกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย หรือทิศทาง โดยกำหนดให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) นั้น เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนในภาคเอกชนก็มีความพยายามในการที่จะแก้ไขปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น มีการดำเนินการผ่านโครงการต้นแบบจากการสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับองค์กรสุขภาวะภาคตะวันออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และขยายผลต่อไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพปี ๒๕๕๘ ในเรื่อง แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสารสนเทศแรงงานประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ที่เรียกว่า โครงการศูนย์กำลังพลด้านแรงงานจังหวัดชลบุรี อันนี้เป็นตัวอย่างที่หยิบยกกันมา เพื่อให้เห็นว่าเรื่องฐานข้อมูลนั้นมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐก็ดี หน่วยงานภาคเอกชนก็ดี ก็มีความพยายามในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ดังที่นำกราบเรียนมา

ประการที่ ๖ ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการที่ผ่านมาทั้งหมด นอกเหนือ จากได้นำหน่วยงานทั้งหลายทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ก็ได้เชิญ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งมีประสบการณ์ในการศึกษา เรียนรู้ มีประสบการณ์เกี่ยวกับ เรื่องของการเก็บข้อมูลด้านแรงงานในประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเทศที่จัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เรียกว่าแอลเอ็มไอ (LMI) และดีที่สุด มีหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคล้าย ๆ กับประเทศไทยก็คือสำนักงานสถิติแห่งชาติของ ประเทศออสเตรเลีย มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลรายเดือน มีการสำรวจจัดทำสำมะโนประชากร ทุก ๕ ปี เก็บข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติและแรงงานอื่น ๆ ที่ข้ามพรมแดนเข้าออก เพื่อการทำงาน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทำหน้าที่เป็นฝ่ายสำรวจ การจ้างงาน วิเคราะห์เชิงลึก จัดเก็บข้อมูลแรงงานให้ได้ข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ต้องการใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงและสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ได้ รวมทั้ง หน่วยงานอื่น ๆ ด้วยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านฝึกอบรม แล้วก็หน่วยงาน ด้านการศึกษา อีกประเทศหนึ่งที่ได้เชิญองค์การแรงงานระหว่างประเทศมาให้ข้อมูล ซึ่งทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอ (ILO) บอกว่าประเทศญี่ปุ่นก็ถือว่า เป็นประเทศที่จัดทำข้อมูลแอลเอ็มไอ (LMI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพคล้ายกับประเทศออสเตรเลีย จะมีข้อแตกต่างกันก็คือหน่วยงานด้านแรงงาน หน่วยงานด้านสุขภาพ และการพัฒนาสังคม ที่จัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้ดัชนีชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจในการสำรวจและการจัดเก็บข้อมูล หัวข้อการสำรวจอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่น สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นผู้สำรวจและจัดเก็บข้อมูล นำไปเป็นตัวชี้วัดและกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น สอดคล้องกับตัวชี้วัดแรงงาน ที่มีคุณค่าขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ

ประการที่ ๗ ข้อเสนอแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศหลังจากที่ มาให้ข้อมูล นำประสบการณ์จากประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น และออสเตรเลียมาแล้ว ทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อคณะอนุกรรมาธิการ

ประการที่ ๑ งานสถิติที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงอยู่อาจจะมีเก็บหลายหน่วยงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการประสานงาน ซึ่งมีความจำเป็น ที่จะต้องมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประสานข้อมูลเพื่อให้ได้ความถูกต้องแล้วก็แม่นยำ

ประการที่ ๒ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ (ILO) เห็นว่า ประเทศไทยมีการจัดเก็บข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ด้านแรงงานได้ดีอยู่แล้ว แต่องค์การแรงงาน ระหว่างประเทศเสนอว่าจะต้องมีการบริหารจัดการฐานข้อมูลให้ประสานกันอย่างเป็นระบบ

ประการที่ ๓ ข้อเสนอขององค์การแรงงานระหว่างประเทศก็คือว่า การจัดเก็บข้อมูลด้านแรงงานของประเทศไทยจะต้องแบ่งหน้าที่ในการทำงาน ในการเก็บ ในการจัดทำข้อมูลนั้นให้ชัดเจน และมีหน่วยงานหลักเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องกำหนดให้มีมาตรฐานเทียบเท่านานาชาติหรือระดับสากล

สำหรับวิธีการในการปฏิรูป ก็อยากจะเรียนเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ อีกครั้งหนึ่ง ท่านศิริชัย ไม้งาม ได้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ เรียนเชิญครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านศิริชัย ไม้งาม ค่ะ

นายศิริชัย ไม้งาม กรรมาธิการ 🔗

วิธีการปฏิรูป จะมีการวิเคราะห์ ในเรื่องของแนวทางการปฏิรูปว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ และครอบคลุมเพียงพอให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง จะต้องนำมาใช้วางแผน ในการกำหนดมาตรการรับมือให้รอบด้าน และติดตามผลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ทำการทบทวนเอกสารวิชาการ ผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคแรงงาน โดยมีการประสานงานในการทำงานโดยเชิญผู้แทนจากทางกระทรวงแรงงานให้ร่วมพิจารณา รวมทั้งรับฟังข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องและให้ข้อเสนอแนะ การประชุมร่วมของคณะตัวแทน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคแรงงาน ประมาณ ๒๐ หน่วย มีการพิจารณาความเป็นไปได้ ในการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการแรงงาน สรุปผลนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และส่งให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้พิจารณาต่อไป

แนวทางการแก้ไข คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม พิจารณาเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับด้านแรงงาน มีทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ต่างก็เป็นองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างซับซ้อน แต่ละหน่วยงานไม่สามารถที่จะทำงานเชื่อมโยง และใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทำให้การเชื่อมโยงในการทำงานร่วมกันนั้นเป็นไปได้ยาก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการวางโครงสร้างข้อมูลด้านแรงงานอย่างมีระบบ ยังต้องมีการกำหนด โครงสร้างข้อมูลให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยพัฒนาให้เกิดศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ในระดับชาติขึ้นมาที่สามารถบูรณาการข้อมูลในเชิงยุทธศาสตร์ ให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง สามารถส่งข้อมูลมายังหน่วยงานในการจัดทำฐานข้อมูลและใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานในรูปของคณะกรรมการฐานข้อมูลด้านแรงงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นรองประธาน และประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเป็นกรรมการ โดยให้กระทรวงแรงงาน เป็นเจ้าภาพในการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) และมีการยกระดับโครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงแรงงาน ให้เป็นศูนย์ข้อมูลแรงานแห่งชาติ ภารกิจหลักแรก ให้มีการนำข้อมูลด้านแรงงานในแต่ละหน่วยงานมาทำการเปรียบเทียบกับข้อมูลแรงงาน และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการออกแบบศูนย์ข้อมูลแรงงานระดับชาติ ได้รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ บูรณาการในหน่วยงานต่าง ๆ

เรื่องของตัวอย่างการบูรณาการที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความต้องการของแรงงาน เรื่องปริมาณของแรงงานที่มีอยู่ สามารถนำทั้ง ความต้องการและปริมาณนั้นมาประยุกต์เพื่อให้เกิดการประมวลข้อมูลในภาพรวม โดยใช้ ฐานข้อมูลในนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยวิธีการดำเนินการ มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการจัดเก็บข้อมูลและให้ครอบคลุมข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ แรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ จนไปถึงนักศึกษาที่เรียนในระบบทวิภาคี มีการกำหนดการออกแบบ ฐานข้อมูลให้มีฐานข้อมูลเดียวกัน โดยระบุฐานข้อมูลของสถานประกอบการ และความต้องการแรงงานที่สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลแรงงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงแรงงานและในระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน มีการจำแนกประเภท และลักษณะฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังแรงงาน กลุ่มแรงงานในปัจจุบัน ความต้องการแรงงานตามทักษะ และพัฒนาฝีมือศักยภาพของแรงงาน ประกันสังคม หรือเงินทดแทนต่าง ๆ

แนวทางการแก้ไข ก็มีการปรับปรุงโปรแกรมของฐานข้อมูลแรงงาน ซึ่งจะมี การปรับในส่วนของระบบฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) เพื่อจะเชื่อม ฐานข้อมูลที่อาจจะเพิ่มเติมขึ้นในการนำข้อมูลนั้นมาทำการพิจารณาว่าจะคาดการณ์ ในการวางสถานการณ์แรงงานเพื่อให้สอดรับการพัฒนาประเทศในด้านใดบ้างที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของการประชาสัมพันธ์ที่จะเผยแพร่ให้หน่วยงานได้ส่งฐานข้อมูลแรงงานเข้าสู่ระบบ และให้บริการข้อมูลแรงงานให้ทั่วถึงในการที่จะทำให้ผู้ที่ใช้ข้อมูลนั้นสามารถใช้ได้สะดวก ง่ายดาย

ผลที่คาดว่าจะได้รับ ประเทศไทยจะมีระบบฐานข้อมูลแรงงานที่มีมาตรฐาน สามารถนำไปใช้ในการประกอบการบริหารงานและพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินให้สามารถเข้าถึง อันจะเป็นประโยชน์ ต่อการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน และผล ที่คาดว่าจะได้รับคือประชาชนสามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย ทำให้ เกิดประโยชน์ต่อการบริหารงานของรัฐที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

การกำหนดเวลาในการปฏิรูประยะแรก ก็คือการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงาน ระยะที่ ๒ เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงาน ก็ให้มีหน่วยงานภายใต้กระทรวงนั้นได้ทำ การพิจารณาบุคลากรที่เข้ามาทำงานในด้านของการวางแผนและงบประมาณในการรองรับ ระยะที่ ๓ เมื่อได้รับงบประมาณจากรัฐบาล ก็จัดซื้อพวกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) เพื่อวางระบบในศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ มีการทดลองใช้ฐานข้อมูล เป็นระยะ และพัฒนาให้เกิดความสมบูรณ์

แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็เป็นงบประมาณแผ่นดินภายใต้ความรับผิดชอบ ของหน่วยงานคือกระทรวงแรงงาน

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ก็คือการจัดตั้งคณะทำงานในรูปของ คณะกรรมการฐานข้อมูลด้านแรงงานที่มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพ และมีการยกระดับโครงการ จัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ที่ปัจจุบันเป็นงานภายใต้ภารกิจของศูนย์เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงแรงงาน จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเชื่อมโยง และทำให้มีมาตรฐานเดียวกัน ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กรรมาธิการทุกท่านรายงานเรียบร้อยแล้วนะคะ ต่อไปก็เป็นการอภิปราย ของสมาชิก ณ ขณะนี้มีสมาชิกส่งชื่ออภิปรายเพียง ๓ ท่าน ท่านใดที่ประสงค์จะอภิปราย เพิ่มเติมกรุณาส่งชื่อเพิ่มได้ ๓ ท่าน มีท่านสุรินทร์ ท่านนิกร คุณหญิงพรทิพย์ ขอเชิญท่านแรก ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านสุรินทร์อยู่ไหมคะ ยังไม่เข้ามา ถ้ายังไม่เข้ามา ดิฉันขอข้ามไปที่ท่านนิกร จำนง ก่อนเลย กราบเรียนเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม เรียนเชิญค่ะ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ต่อการปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในภาพรวมผมเห็นด้วยในหลักการเป็นอย่างมาก ที่รายงานทางด้านนี้ ข้อมูลทางด้านนี้สับสนอลหม่านไปหมดแล้วเราก็มีปัญหาอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นการจัดทำข้อมูลให้เป็นระบบ มีความครบถ้วน ถูกต้อง และมีมาตรฐาน ถือเป็นส่วนสำคัญในการนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ ได้ตามที่มีการพูดขึ้นมา ในคณะกรรมาธิการ ทำให้การวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างสะดวก ผลการวิเคราะห์ไม่เบี่ยงเบน มีข้อมูลพร้อม แล้วก็คงจะพูดคุยกับระบบแรงงานระหว่างประเทศ ได้ดีด้วย สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ตรงกับสาเหตุ ไม่ใช่ใช้เทียนมาจุดแล้วก็นั่งดูเทียน อย่างที่เป็นมา ประเด็นสำคัญนอกเหนือจากนั้นที่ได้เสนอแล้ว ส่วนใหญ่ดูแล้วก็เห็นด้วย และเห็นชอบไปตามนั้น แต่ประเด็นปัญหาด้านรายละเอียดอยากจะสอบถามทาง คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ท่านเสนอว่าให้มีการจัดทำศูนย์ข้อมูลแห่งชาติเกี่ยวกับ เรื่องนี้ จากมติของคณะกรรมการเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘ กำหนดว่าหน่วยงานราชการไม่สามารถของบประมาณ เพื่อซื้อหรือจัดทำข้อมูลเฉพาะหน่วยงานของตัวเองได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนมาเป็น ใช้ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติแทน ตรงนี้เป็นประเด็น เพราะว่าการเสนอไปตามที่คณะกรรมาธิการ เสนอมานี้เป็นการขัดกับมติตรงนั้นหรือเปล่า เพราะมติตรงนั้นไม่ให้ใช้งบประมาณ ไปดำเนินการเรื่องนี้ ที่เราเสนอสุดท้ายก็คือว่าให้แต่ละหน่วยทำข้อมูลส่ง ประเด็นปัญหาคือ การจัดทำข้อมูลส่งต้องใช้งบประมาณ ต้องใช้เครื่องมือ ต้องใช้โปรแกรม การดำเนินการ ตรงนี้ไปขัดกับตรงนั้นหรือเปล่า ตรงนี้แย้งกันอยู่ค่อนข้างหนัก มติคณะกรรมการเตรียมการ วันที่ ๑๘ เป็นลักษณะแบบนั้น แต่ที่เรามาเสนอนี้ไม่ใช่เสนอรวม เสนอตั้งคณะกรรมการ แล้วก็โยงข้อมูลเข้ามา นี่เป็นคำถามที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้เสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบสถิติแห่งชาติเพื่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน และ สปท. เราได้ประชุมกัน พิจารณาไปเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการปฏิรูปด้านสถิติภาพรวมของชาติ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้นำข้อเสนอ สปท. ในการพิจารณาดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์ ในการร่วมกันแล้วหรือไม่ อย่างไร คือชุดหนึ่งเราก็ทำเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นการรวบรวมจาก คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็มีมติไปแล้ว ประเด็นปัญหาคือคณะของเราได้ไปเอาตรงนั้นมาโยงกันไหม เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หรือคนละเรื่อง จะมีบางส่วนเกยกัน บางส่วนเชื่อมกันอยู่ เพื่อประโยชน์ในการใช้ระบบร่วมกัน อย่างไร หรือไม่ และการนำเสนอนี้มีความสอดคล้อง ไม่แตกต่างกัน หรือไม่ขัดแย้งกัน ในการนำเสนอครั้งนั้นจะมีปัญหาเชื่อมกันได้อย่างไรตรงส่วนนั้น เรามี ๒ คณะกรรมาธิการ ชุดนั้นเสนอแบบนั้นให้ร่วม แต่ตรงนี้เราได้คุยกันบ้างไหม หรืออย่างไร เพราะว่าออกไปจาก ที่ประชุมนี้เหมือนกัน

ประเด็นต่อมา เรื่องการขอเป็นศูนย์ข้อมูล จะเห็นได้ว่าหากการจัดตั้ง หรือปฏิรูปในการจัดตั้งข้อมูลในด้านใด คณะกรรมาธิการจะนำเสนอให้หน่วยงานนั้น เป็นศูนย์ข้อมูลด้านนั้น ด้านสาธารณสุขก็เป็นกระทรวงสาธารณสุข ด้านแรงงานก็เป็น กระทรวงแรงงาน ภาคเกษตรก็เป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือต่างคนต่างเสนอมา และให้หน่วยงานอื่น ๆ ต้องจัดส่งข้อมูลไปยังศูนย์ที่หน่วยงานนั้น มีลักษณะเป็นการบังคับ ให้หน่วยงานไม่ต้องรับผิดชอบในการส่งข้อมูล ผมเห็นด้วยว่าการที่ตั้งรองนายกรัฐมนตรีมา คือเป็นการบังคับให้หน่วยนั้น อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีข้อมูลของเขา ในเรื่องแรงงานภาคเกษตร เรื่องสาธารณสุขก็มีข้อมูลของเขา แรงงานก็มีส่วนของเขา ในส่วนนี้เองต่างฝ่ายต่างก็มีข้อมูลกันอยู่ จะเห็นได้ว่าต่างฝ่ายต่างมีศูนย์ของตัวเอง การบังคับให้หน่วยงานต่าง ๆ ส่งข้อมูลให้แก่ศูนย์ จึงสรุปได้ว่านี่คือปัญหาที่แท้จริง ตอนนี้เราอยู่ทางสองแพร่ง รวมหรือว่าแยก ตรงนี้ต้องชัด ปัญหาที่แท้จริงคือการไม่มีศูนย์ระดับชาติที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ต่างมีศูนย์ของตนเอง และต้องการให้หน่วยอื่นส่งข้อมูลให้ศูนย์ของตน คือต่างคนต่างก็จะใช้ข้อมูลของอีกศูนย์หนึ่ง ในขณะนี้พอเราทำเรื่องแรงงาน กระทรวงแรงงานต้องการข้อมูล เราก็เลยให้รองนายกรัฐมนตรีมา แล้วก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็ขอข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ขอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอข้อมูลจากทุก ๆ แห่งที่เราต้องการ ประเด็น ตรงนี้ในเชิงการบริหารงานของภาครัฐต้องพิจารณากันดี ๆ ว่าเสนอได้แต่จะเป็นจริงแค่ไหน เพียงไรในการอินทีเกรต (Integrate) กัน การสร้างข้อมูลหลาย ๆ ศูนย์มีปัญหา ก็เลย ไม่ครบถ้วน มีเฉพาะด้าน ข้อมูลไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และซิงก์ (Sync) กันไม่ได้ จึงพิจารณาว่าการตั้งศูนย์ระดับชาติที่มีประสิทธิภาพอย่างที่มีการเสนอกับฝ่ายดิจิทัลจะเป็น ด้านดีขึ้นมา แต่ว่าในส่วนนั้นทำได้แค่ไหน เพียงไร อย่างไร ผมเรียนว่าเรามี ๒ วิธี เราเคยคิด จะทำศูนย์ข้อมูลกลาง พอคิดทำศูนย์ข้อมูลกลางก็ยุ่งยาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเองก็มีมติ ครม. ว่ากระทรวงต่าง ๆ จะไปใช้รูปแบบตรงนี้ ไปจ้างเขาทำโปรแกรมก็ดี ไปซื้อเครื่องมือก็ดี ทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) ทั้งซอฟต์แวร์ (Software) ก็ต้องประสานกับ ดิจิทัลเดิม ส่วนนี้จะเป็นการป้องกันไหม ดังนั้นศูนย์ต่าง ๆ หรือกระทรวงต่าง ๆ ก็ไม่คล่องตัว พอมารวมกันเสร็จก็พูล (Pool) เข้าเป็นส่วนกลางต่างคนต่างก็ไม่ยอมร่วมมืออีก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มีประเด็นเยอะในการดำเนินการ ผมก็เลยสอบถามทางคณะกรรมาธิการว่าได้จัดการกับ ปัญหาใน ๒ มิตินี้อย่างไร กระจายก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง รวมศูนย์ก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง ที่ท่าน เสนอเป็นเรื่องดีมาก แต่ซับซ้อนมาก และทำยากมาก เราจะจัดการกับความยากลำบาก ในโลกแห่งความเป็นจริงของระบบบริหารราชการของรัฐบาลแบบไทยได้อย่างไร ดังนั้น ในส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าเรื่องนี้สมควรจะต้องขบให้แตก เพราะว่าการมีข้อมูลกระจัดกระจาย แบบนี้เรามีปัญหาเยอะมาก แต่อยากทราบว่าท่านจะใช้วิธีไหนในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากด้วยว่าขณะนี้อาจจะเป็นอีกด้านหนึ่ง เรามองเฉพาะแรงงาน ของไทย แรงงานของไทยขณะนี้อยู่ในภาวะที่ล่อแหลมมาก คือทั้งระบบเศรษฐกิจของเรา ข้างล่างเองสินค้าภาคเกษตรราคาก็ไม่ค่อยดีนัก เดิมเราจะมีภาคเกษตรเป็นเหมือนบัฟเฟอร์ (Buffer) เป็นเหมือนตัวรับแรงปะทะ เวลาภาคแรงงานเศรษฐกิจมีปัญหาประชาชนจะกลับไป ในชนบทเพื่อไปทำการเกษตรจะดูดซับเอาการว่างงานไว้ ลักษณะของประเทศไทยที่อัตรา การว่างงานต่ำเป็นเรื่องไม่จริงหรอก เป็นเรื่องการนับตามแบบของเราเท่านั้นเอง เพราะว่า เรายังมีว่างงานเราก็มาขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง เรากลับบ้านก็ไปทำงานก่อสร้างบ้าง คือเรา มีงานทำตรงโน้นตรงนี้ หรือไปเข็นของขายอย่างนี้ก็บอกว่าเราไม่ว่างงาน แต่ในความเป็นจริง เป็นการว่างงานที่ซ่อนตัวอยู่หรือเปล่า ข้อมูลตรงนี้มีนัยสำคัญ และที่สำคัญเราจะเห็นว่า ขณะนี้ประเทศไทยเหมือนเยลโลว์สโตน (Yellowstone) แล้ว เขาบอกกันว่าที่เยลโลว์สโตน (Yellowstone) เป็นดินแดนที่ทุกภาษาพูดกันได้หมด ตรงนั้นเป็นปล่องภูเขาไฟ ท่านประธานลองดูตัวนี้ สังคมไทยเป็นเรื่องที่น่าห่วง สมัยก่อนเราจะไปทำงานต่างประเทศ ยากลำบากแสนเข็ญ ของเรามีนักดนตรีจากต่างชาติมา แล้วเราไปดูแถวพระโขนง แถวไหน จะมีคนต่างชาติเยอะมาก ไนจีเรียมี คนพม่ามี เวียดนามมี เขมรมี ไม่สำคัญหรอกตรงนั้น เพราะว่าเราต้องการแรงงานจากตรงนี้ แต่ปัญหาก็คือว่าเราต้องการข้อมูลตรงนี้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะของคนไทย เพราะข้อมูลตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เราอ่านออกว่าอย่างแรงงาน ภาคประมงคนไทยไม่ลงเรืออยู่แล้วจำเป็นต้องใช้ แต่แรงงานบางอย่างในบ้านมีปัญหา จนกระทั่งเด็ก ๆ พูดภาษาไทยไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้พูดออกไปทางพม่าหมด ตรงนี้เราจะเห็นว่า มีการโรเทต (Rotate) สูงมาก คือย้ายไปย้ายมาเหมือนทางด้านแรงงานจากต่างชาติ ท่านก็ทำนอกจากของไทย เพราะไม่อย่างนั้นเราจะประเมินอะไรไม่ถูกเลยว่า เราควรจะดำเนินการอย่างไร มีอยู่แล้วเท่าไร ตรงไหนควรจะจัดการอย่างไร อยู่ ๆ นโยบาย ก็เปิดขยายเพราะว่าเราไม่มีข้อมูล ผมก็เลยเสนอว่าเห็นด้วยกับศูนย์ข้อมูลตรงนี้ของไทย แต่ขอเสนอว่าโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานให้ทำข้อมูลของประเทศอื่นที่มาอยู่กับเราด้วย ตรงนี้จะเหมือนกับว่าถ้ามีการถอนกำลังไปเราจะลำบากมาก ผมก็ฝากตรงนี้ ไม่ใช่เฉพาะไทย ที่สำคัญ ต่างชาติที่มาอยู่ในของเราก็สำคัญมาก กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ สรุปว่าผมเห็นด้วยนะครับ แต่มีปัญหาเรื่องความย้อนแย้งกันอยู่ในนโยบายต่อนโยบายของ ทั้งรัฐบาลและกรรมการอื่น ๆ และสุดท้ายก็คือเราจะเลือกอย่างไร รวมหรือแยก มีปัญหา ทั้ง ๒ มิติ นำเรียนเป็นข้อสังเกตไว้ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านนิกรมากค่ะ ต่อไปขอกลับมาที่ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ต้องขอขอบคุณ และขอประทานโทษ เมื่อสักครู่นี้ผมออกไปทำธุระนิดเดียว ท่านประธานครับ รายงาน ของคณะกรรมาธิการชุดนี้จำนวนหน้าน้อยมาก แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คงจะต้อง พูดกันให้ละเอียดสักหน่อย เพราะพูดถึงเรื่องคนนี่เป็นเรื่องสลับซับซ้อน เป็นเรื่องของข้อมูล แต่ทั่วโลกเขาเป็นที่ยอมรับแล้วท่านประธานครับ ไม่ว่าจะประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศเยอรมนีก็ดี หลายประเทศ เขาสามารถพัฒนาให้เจริญได้ก็เพราะคนมีคุณภาพ เมื่อคนมีคุณภาพและ มีข้อมูลดีเขาก็สามารถจะทำอะไรได้เยอะ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็คงไม่ได้พูด ให้ท่านกรรมาธิการ หรือสมาชิก สปท. ในที่นี้เท่านั้น เชื่อว่าประชาชนคนไทยก็ฟังวิทยุรัฐสภา และโทรทัศน์ของรัฐสภาอยู่ ผมอยากกราบเรียนเริ่มต้นเสียก่อนว่าถ้าพูดถึงข้อมูลแรงงาน ถ้าท่านไม่นึกถึงกระทรวงแรงงานผมก็คิดว่าไม่ใช่ เพราะผมเกิดและโตจากกระทรวงแรงงาน ตั้งกระทรวงแรงงานกับท่านไสว พราหมณี มาเมื่อปี ๒๕๓๖ แล้วก่อนนั้นปี ๒๕๓๓ ก็ตั้ง สำนักงานประกันสังคมร่วมกับท่านอำพล สิงหโกวินท์ เลขาธิการท่านแรก ผมขอภาพของ กระทรวงแรงงาน

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

หน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ แต่ว่ามีกิจกรรมมากมาย ในเรื่องของแรงงานต่างชาติ ปัญหาเรื่องของแรงงาน อันนี้เป็นชื่อเรื่อง นี่คือภาพกระทรวงแรงงาน ในปัจจุบัน ซึ่งก็ต่างไปจากสมัยที่ผมอยู่นะครับ ประชาชนจะได้รับทราบว่านี่คือหน้าตา ของกระทรวงแรงงาน จะมีงานทำหรือไม่มีงานทำ ว่างงานก็โทษตึกนี้ ตึกมันไม่ได้ทำอะไร ต้องโทษคนในตึก แต่เดี๋ยวนี้ก็พัฒนาไปมากภายใต้รัฐบาลนี้ มีศูนย์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ข้อมูลที่ดี และแม่นตรงมีมาก่อนตั้งกระทรวงแรงงาน ก็คือเมื่อปี ๒๕๓๓ นั้นมีการตั้งสำนักงานประกันสังคม ภาพของสำนักงานประกันสังคมก็เป็นอย่างนี้ ทีนี่มีระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเมนเฟรม (Mainframe) ไอบีเอ็ม (IBM) เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ อันนี้คือคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ ถ้าพูดถึงข้อมูล ของกระทรวงแรงงานแล้วไม่พูดถึงเรื่องเครื่องมือในการเก็บผมก็ว่าลำบาก ถ้าท่านใช้ระบบ แมนวล (Manual) หรือระบบให้มนุษย์ทำเหมือนเก่า ก็เลยฉายให้ดูว่านี่คือตัวเมนเฟรม (Mainframe) ของสำนักงานประกันสังคมซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๔ ล้านคน ณ วันนี้ ก็แม่นตรง มีชื่อเสียงเรียงนาม มีวัน เดือน ปีเกิด ภาพต่อไป คือศูนย์แรงงานหรือศูนย์ข้อมูลกระทรวงแรงงาน ที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ผมยกมาให้ดูตัวอย่างหนึ่งคือสุพรรณบุรี เมื่อสักครู่นี้ว่าจะพูดก่อน ท่านนิกรจะได้รู้ว่านี่ที่เมืองท่าน แต่ว่าสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานไปตั้งอยู่ก็ทันสมัย อย่างนี้มีเกือบทุกจังหวัด เรียกว่ามีทุกจังหวัดก็แล้วกัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง เครื่องไม้เครื่องมือ ก็แล้วแต่จะมีงบประมาณ แต่ก็ทำให้การเก็บข้อมูลต่าง ๆ ดีขึ้น ดีวันดีคืน แล้วต่อไปประเทศไทย จะเป็นประเทศ ๔.๐ ก็คือต้องพูดถึงเรื่องสถิติข้อมูลหรือคนไทย ถ้าพูดเพียงแค่นี้ผมคิดว่าไม่ได้ภาพไม่ได้อรรถรส ท่านลองดูต่อไปสิครับ สมัยก่อน คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปลงเรือ ต่อมาท่านก็ไม่ทำ ไปทำงานหน้าที่อื่นที่ดีกว่า เราก็ต้อง ใช้แรงงานต่างชาติ ก็เป็นปัญหาในการเก็บข้อมูลของสถานประกอบการเหมือนกัน แล้วมีเป็น ๑๐,๐๐๐ ลำที่กระจายไปอยู่ทุกน่านน้ำที่เราสามารถรับประทานอาหารปลา หรืออาหารทะเลได้ทุกวันนี้ ภาพต่อไปครับ นี่คือแรงงานประมงต่อเนื่อง แกะกุ้ง ขอดปลา ร้อยแปดจิปาถะ ก็ต้องใช้แรงงานเช่นเดียวกัน อันนี้ก็ต้องอาศัยแรงงานส่วนใหญ่ จากเพื่อนบ้านต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องเก็บข้อมูลสำหรับการทำระบบข้อมูล ของกระทรวงแรงงาน อาคารหลังนี้ก็ดี หรืออาคารที่ใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ที่บอกว่าประเทศไทยจะมีตึกสูงที่สุดในโลกอะไรต่ออะไร ก็ต้องใช้แรงงานทั้งไทย และเพื่อนบ้าน ก็ถือว่ามีฝีมือมากทีเดียวนะครับ ทีนี้ถามว่าผมเอามาให้ดูทำไม ผมอยากจะ เรียนท่านว่า มีภาษิตว่า เมื่อใดสูเจ้าตักน้ำจากบ่อมาดื่ม สมัยก่อนไม่มีน้ำประปา สูเจ้า จงนึกถึงคนขุดบ่อน้ำ เพราะฉะนั้นท่านดูตึกสูง ๆ อาคารร้อยแปดจิปาถะ ท่านนึกถึง คนทำงานบ้างแล้วกันว่าสวัสดิการเขาเป็นอย่างไร วันละ ๓๐๐ บาท ดูจากเหงื่อไหลไคลย้อย มาแล้ว ท่านมาสิครับ อันนี้สบายอยู่ในห้องปรับอากาศ อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ไอที (IT) ก็ต้องติดเครื่องทำความเย็น เพราะว่าระบบไอที (IT) ระบบคอมพิวเตอร์ต้องใช้ความเย็น อันนี้ก็อาจจะเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ ให้ท่านดูว่ามีความต่างกัน เมื่อมีความต่างกัน ก็จะต้องเก็บข้อมูลอีกอย่างที่ท่านกรรมาธิการนำเสนอ ภาพต่อไปครับ นี่คือแรงงาน ในอนาคต ไม่ว่านักศึกษาในสถาบันใด ๆ ก็ตาม ตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวส. จนถึงมหาวิทยาลัย ขณะนี้เราขาดแคลน ปวช. ปวส. ในการทำงานโดยเฉพาะสาขาช่าง อันนี้คือแรงงานในอนาคต เขาจะไปอยู่ในภาคไหนก็ตามใจเถอะ แต่ก็มาจากตรงนี้ละครับ แต่ผมก็ไม่อยากจะบอกว่า อันนี้ไปเอามาจากสถาบันใด ก็ให้เห็นว่านี่คืออนาคตของชาติ ภาพต่อไปครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ถ้าท่านพูดเฉพาะแค่ระบบของแรงงานอย่างเดียว ผมคิดว่าท่านคงจะพูดสักครึ่งเดียวของปัญหา นี่คือพีระมิดของประชากรไทย ขวามือ เป็นผู้ชาย ซ้ายมือเป็นผู้หญิง ขอโทษนะครับ สุภาพสตรีมีมากกว่า อันนี้เขาจะบอกเลยว่า ในแต่ละช่วงอายุจำนวนเท่าไร บนยอดพีระมิดคือผู้สูงอายุ เป็นที่รู้กันในสภานี้แล้วว่า ไม่ช้าประเทศไทยก็จะเข้าสู่ยุคผู้สูงอายุ เพราะว่าทางการแพทย์หรือเรียกว่าสาธารณสุขดีขึ้น อย่างผมก็ ๗๐ ปีแล้ว ก็ถือว่าผู้สูงอายุมาก ๆ ทีเดียว ก็อยากจะบอกว่าท่านต้องนึกไปถึงนี่เลย จะต้องสามารถพยากรณ์ได้ว่าอีก ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปีประชากรไทยจะเป็นอย่างไร เท่านี้ไม่พอ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผ่านไปยังประธานอโณทัยว่าจะต้องประสาน กระทรวงศึกษาธิการว่ามีเด็กเกิดจากโรงพยาบาลเท่าไร เมื่อไรเขาจะเข้าอนุบาล เมื่อไร เขาจะเดินทาง เส้นทางเขาอย่างน้อย ๒๒-๒๕ ปีกว่าจะทำงานได้ โดยปกติเมื่อจบมัธยมปลาย หรือมัธยมต้นแล้วถึงจะเข้าไปทำงานได้ ก็ต้องดูแล้วพยากรณ์ได้ว่าจะขาดแคลน ไม่ใช่ท่าน ก็ไปเก็บข้อมูลอย่างที่ท่านบอก มีปัญหาในการเก็บข้อมูลท่านเลยต้องตั้งให้ใหญ่ขึ้น เอานายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน หลายเรื่องของประเทศไทย เราใช้ผู้ใหญ่ก็มาก แล้วผลก็ไม่ได้หมายถึงว่าเลิศเลอสักเท่าไร ผมก็เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ ทั้งหมด แต่ผมอยากจะบอกว่าให้เลยไปถึงเรื่องของการประชากรศาสตร์ เรื่องของการย้ายถิ่น ที่อยู่ เรื่องสุขภาพอนามัย ร้อยแปดจิปาถะ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องของท่าน ข้อเสนอ เพื่อพิจารณาครับ

ข้อ ๑ ต้องมีการปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานนั้น ต้องเร็ว และมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่านก็บอกแล้วว่าท่านจะจัดโดยระบบไหน ผมก็ไม่ไปค้านอะไรท่าน

ข้อ ๒ ต้องมีการบูรณาการการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ เริ่มต้นก่อนที่จะสยายปีก ไปยังกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ท่านต้องทำภายใน ๕ กรม ๖ กรมของท่าน ๕ กรม กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้เป็นหนึ่งเสียก่อน ถ้าข้อมูลภายในกระทรวงแรงงาน ยังไม่เป็นหนึ่ง ผมคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะบอกว่าเธอมาบ่นฉันนี่เธอทำของเธอให้ดี เธอแต่งกาย ให้เรียบร้อยเสียก่อน ก็ฝากไว้ว่าต้องใช้เลข ๑๓ หลักของกรมการปกครองเป็นตัวตั้ง แล้วจะทำอะไรก็ว่าไป จนถึงการศึกษาแล้วก็ไปทำงาน

ข้อ ๓ ต้องใช้ฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมเป็นฐานเริ่มต้นของ การพัฒนาระบบ เพราะ ณ วันนี้ฐานข้อมูลของกระทรวงแรงงานหรือว่าจะใช้ของประเทศ ที่ต้องใช้คำว่าแม่นตรงเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มิฉะนั้นถ้าไม่แม่นตรง เมื่อถึงเวลาเขาได้สิทธิ ใด ๆ เขาก็จะมาทักท้วง เพราะฉะนั้นก็เป็นระบบเปิดที่ใช้ดูฐานข้อมูลได้ แต่จะบอกว่า เขาเงินเดือนเท่าไรไม่ได้ เป็นความลับของแต่ละบุคคล

ข้อ ๔ ผมคิดเลยไปนิดหนึ่ง ต้องมีสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจแรงงานจัดเป็น หน่วยเดียวกันกับศูนย์ที่จะตั้ง หรือว่าจะเป็นหน่วยที่ทำงานคู่ขนานก็ตาม เพราะสำนักงาน พัฒนาเศรษฐกิจแรงงานมีความสำคัญเหมือนกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงาน เศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร้อยแปดจิปาถะ ต้องใช้ฐานข้อมูลอันนี้เพื่อวางแผนที่จะเป็น ประเทศไทย ๔.๐ ในอนาคต หรือว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปีในอนาคต

ข้อ ๕ ต้องพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของ กระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพ ถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมือดีแล้ว แล้วก็ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ครบ เหมือนโทรศัพท์มือถือผมนะครับ ใช้ได้ร้อยแปดพันประการแต่ผมก็ใช้ไม่ครบ ก็เสียเงิน เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่าต้องใช้ระบบไอที (IT) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าท่านใช้โทรศัพท์ไปขอข้อมูลเขา ก็มีปัญหา เรื่องของคนพี่กับน้องยังมีปัญหาเลย เขาอัตตาสูง กำแพงสูง ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ รายงานไปเลยถึงไหน ไปถึงหน่วยงานไหน พอเกิดแล้วชายหญิงอยู่รอดต้องวิ่งผ่านมาถึง สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผ่านมายังกระทรวงแรงงานเลย ให้วางแผนว่ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อไรเด็กเหล่านี้โตขึ้นมาจะต้องหาโรงเรียนให้พอ มีครูให้พอ เตรียมหางานให้เขาทำ ถ้าวิ่งอย่างนี้ทั้งหมดเลยทุกกรมที่ท่านเสนอมาปัญหาก็จะมีไม่มาก ท่านอาจจะไม่ต้องใช้ กรรมการใหญ่โตอย่างที่ท่านเสนอเสียด้วยซ้ำถ้าวางระบบให้ดีมีประสิทธิภาพ และเห็นว่า การใช้คอมพิวเตอร์ต้องให้เห็นคอมพิวเตอร์เป็นทาสเราที่อยู่ภายใต้การใช้งานได้สารพัดอย่าง แล้วจะแม่นตรงโกหกไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าฝากความคิดเห็น ต่าง ๆ ที่ผมเสนอไปยังกรรมาธิการเพื่อท่านจะได้ไปคิดเพิ่มเติม ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ต่อไปเรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ค่ะ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เรียนท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกทุกท่าน แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๐๔ ในฐานะ ที่ได้ทำงานในระบบฐานข้อมูล ๒ เรื่อง ก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี อยากจะถ่ายทอด หรือเก็บประเด็นให้นะคะ

ส่วนแรก เป็นการสร้างฐานข้อมูลความมั่นคงของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างข้อมูลดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งถือเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ ข้อมูล การซักถาม ข้อมูลคดี นั่นเป็นส่วนที่มีโปรแกรมเบื้องต้นแล้วและเราเจอปัญหา โปรแกรม เบื้องต้นนี้เป็นของเนคเทค (NECTEC) เป็นผู้สร้างให้ ประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือแต่ละหน่วยงาน ก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้ค่อนข้างหวงฐานข้อมูลในหลายมิติ หมายความว่าบางอันจะเป็น ข้อมูลบุคคล บางอันจะเป็นข้อมูลพฤติกรรมคดี บางอันเป็นข้อมูลดีเอ็นเอ (DNA) ก็จะมีวิธี วิเคราะห์ที่ไม่เหมือนกัน

ส่วนที่ ๒ กำลังทำอยู่ก็คือฐานข้อมูลศพนิรนามที่จะเชื่อมกับคนหายของชาติ นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่อีก ๑ เรื่อง ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องแรงงานในส่วนที่ท่านพูดเพื่อให้เข้าสู่ เป้าหมายโดยเร็ว สิ่งที่เราพบก็คือก่อนช่วงเป็นอาเซียน (ASEAN) ได้พบความเปลี่ยนแปลง หรือความผิดปกติที่เกี่ยวกับคนต่างชาติในเชิงของแรงงาน อาจจะเป็นคดีอาชญากรรมธรรมดา แต่ในช่วงหลังเป็นอาเซียน (ASEAN) เราพบคดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างชาติเพิ่มขึ้น ประเภทแรก เยอะสุดคืออุบัติเหตุในงาน ซึ่งเป็นการประสานยากมากว่าตกลงเป็นแรงงานแท้หรือแรงงานเถื่อน ประเภทที่ ๒ คดีฆาตกรรมเยอะขึ้น ประเภทที่ ๓ อุบัติเหตุจราจร เพราะว่าไม่มีใครได้ติดตามต่อ แต่สิ่งที่เราพบคือการพิสูจน์ทราบว่าเขาคือแรงงานแท้จริงยากมาก และการเข้าไปเชื่อมโยงกับ ฐานข้อมูลของแรงงานก็จะเป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน เพราะว่าข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือเอามาฝากไว้ ที่กองทะเบียนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเข้าถึงกระบวนการยากค่ะ ต้องใช้ระบบแมนวล (Manual) กองนี้จะมีคนที่บริหารจัดการ จาก ๒ เรื่องนี้ทำให้มีประเด็น คำถามที่ฝากถามท่านกรรมาธิการ

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ท่านนำเสนอได้เข้าไปมีส่วนหรือได้ประชุมหารือร่วมกับ นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) ใช่หรือไม่ ทำแล้วหรือยัง เพราะเท่าที่ตามดูเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) นี้มีการขับเคลื่อนข้อมูลด้านความมั่นคง แตกลูก ออกมาเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ซึ่งเล็กมากเลย และอัตลักษณ์ก็เล็กมากมาอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ประเด็นคือกระทรวงยุติธรรมก็ยังกำลังเตาะแตะอยู่ เพราะกระทรวงยุติธรรมมีข้อมูลอัตลักษณ์ อยู่ที่ ๔ กรม ทั้ง ๔ กรมก็ยังไม่เคยบูรณาการกัน ก็คือ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน ดีเอสไอ (DSI) แล้วก็สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นโครงการที่นำเสนอ เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่อยากทราบว่าได้เข้าไปอยู่ตรงเรื่องของบิ๊กดาต้า (Big Data) ไหม

เรื่องที่ ๒ ในประเด็นเรื่องข้อมูลของแรงงาน ท่านได้พิจารณาลงไปในเรื่อง ข้อมูลอัตลักษณ์ไหม เพราะเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะคะ ถามว่าทำไม เพราะเรื่องข้อมูลอัตลักษณ์ โดยเฉพาะคือเรื่องลายพิมพ์นิ้วมือจะทำให้เราเอาไปวิเคราะห์ต่อได้หลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่าง เช่นการวิเคราะห์ว่าเขาเสียชีวิตในแรงงาน แสดงว่าเป็นแรงงานเถื่อนหรือเป็นแรงงานจริง และแรงงานเถื่อนหรือจริงนั้นส่งผลอะไรไหม เช่นคุณภาพของคนทำงานซึ่งอาจจะส่งผลต่อ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งที่เขาได้ไปมีส่วนในการทำงานอันนั้น ซึ่งข้อมูลอัตลักษณ์ตัวนี้สำคัญมากว่า ท่านได้คิดถึงไหม รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เขาเอามาใช้ในงบประมาณของรัฐบาลไทยด้วย

เรื่องที่ ๓ ในนี้ไม่ได้พูดถึงการเข้าถึงซึ่งข้อมูล เรามีต้นแบบของการเข้าถึง ซึ่งข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เป็นการเข้าถึงที่มีข้อจำกัด และจะขออนุมัติเข้าถึงแต่ละครั้ง ต้องเข้า ครม. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์พยายามที่จะเข้าถึงข้อมูลเพียงภาพ จากการปฏิบัติงาน ทางภาคใต้ เนื่องจากเราพบสารพันธุกรรมของผู้ก่อเหตุ เราทราบหมายเลข ๑๓ หลัก แต่ประเด็นคือชื่อกับนามสกุลคนซ้ำกัน เราต้องการเข้าถึงซึ่งรายละเอียดอื่นเช่นใบหน้า ก็เป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะฉะนั้นนั่นคือตัวอย่างอันหนึ่งที่การเข้าถึงซึ่งข้อมูลถ้าไม่ได้วางระบบ ในการแก้ปัญหา สิ่งที่เรามุ่งหวังให้เกิดนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ยากสุด

เรื่องสุดท้าย สำคัญที่สุด คือประเทศไทยพูดถึงปัญหาว่าเราไม่มีระบบ ฐานข้อมูล แต่สิ่งที่ไม่มีส่วนใดพูดถึงเลยว่าใครจะเป็นคนวิเคราะห์ข้อมูล และใครคนนั้น ไม่ควรถูกจำกัดว่ากระทรวงแรงงานเท่านั้นจะวิเคราะห์เรื่องแรงงาน ไม่ควรค่ะ ยกตัวอย่าง วันนี้สิ่งที่ได้ยกเป็นตัวอย่างให้ท่านดูไปแล้วก็คือเรื่องของแรงงานที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติงาน เราต้องการทราบว่าคือบริษัทใด กำลังก่อสร้างอะไร แต่ทุกอย่างพอประตูอาเซียน (ASEAN) เปิด คนที่เข้าถูกกฎหมายก็พาเอาคนผิดกฎหมาย ตามเข้ามาหมดเพราะมีเรื่องระบบทุจริตคอร์รัปชัน เราไม่มีหน่วยที่จะไปตามวิเคราะห์ หรือแม้แต่คนที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลมาเสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติ ที่ว่าเป็นแรงงานทั้งนั้น โรคที่เขาเป็นบอกเลยว่าเป็นโรคที่ไม่พบบ่อยในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้จะเข้าถึงซึ่งข้อมูลและเอาข้อมูลไปส่งแชร์ให้กับใครก็จะมีทั้ง ๒ ฝั่งคือเข้าถึงยากมาก กับอันที่ ๒ ส่งมาทำไมฉันไม่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นก็เป็นส่วนที่อยากฝากเอาไว้ในประเด็น สำคัญ ๔ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ขอให้เข้าไปอยู่ในเรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) ของรัฐบาล

เรื่องที่ ๒ ถ้าไม่ต้องรอบิ๊กดาต้า (Big Data) ขอให้เข้าไปแก้ในเรื่องข้อมูลอัตลักษณ์ โดยด่วนเลย

เรื่องที่ ๓ เรื่องของการเข้าถึงซึ่งข้อมูลที่จะทำอย่างไรให้มีความสะดวก

เรื่องสุดท้าย กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหลายที่จะไปกระทบในหลาย ๆ เรื่อง ของประเทศไทยซึ่งไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการจ้างงาน ขอบพระคุณค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย ให้ความเห็น ในเรื่องของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คือเรื่องการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน ก่อนอื่นกระผมขอเรียนว่าให้ความสนับสนุนและ เห็นชอบที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระการปฏิรูป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เรื่องหนึ่ง และยังไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพหรือนำไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ในการจัดทำยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ในอนาคตเมื่อมีกฎหมายยุทธศาสตร์เกิดขึ้นแล้ว ในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้การใช้ข้อมูลต่าง ๆ นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ๑ ในเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นเป้าหมายนี้จะบรรลุ ผลสำเร็จได้และจะมีการวางยุทธศาสตร์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงก็จะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ ครบถ้วน แล้วก็สามารถพยากรณ์ได้ใกล้เคียง ข้อมูลด้านแรงงานถือว่าเป็นข้อมูล ที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาแรงงานของประเทศจึงจะส่งผลสำคัญต่อการขับเคลื่อน ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเรา เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนที่จะให้มี การบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานซึ่งมีอยู่มากมายอย่างที่ทางกรรมาธิการได้นำเสนอ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานถึงประมาณ ๕๐ หน่วยงาน แต่ที่ยังไม่ครบถ้วนอยู่นิดหนึ่งครับ ก็ฝากกรรมาธิการไปคือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สคช. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี ท่านเลยอาจจะไม่ได้เห็นเพราะไม่ได้ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันนี้มีความสำคัญ ได้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ ๖-๗ ปีที่แล้วก็โดยความมุ่งหมายเพื่อที่ จะมาส่งเสริม มาพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานนั่นเอง มีหน้าที่ในการที่จะรับรอง มาตรฐานคุณวุฒิของฝีมือแรงงาน โดยมุ่งไปที่สมรรถนะคือความสามารถในการทำงานจริง เพราะฉะนั้นตรงนี้เขามีข้อมูลที่สมบูรณ์ว่ามีคุณวุฒิกี่ด้าน มีใครผ่านการทดสอบต่าง ๆ ท่านก็สามารถเชื่อมต่อได้เลยถ้าได้รับการปรับปรุงระบบให้ซิงโครไนซ์ (Synchronize) กัน นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำข้อมูลที่สำเร็จรูปอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์เมื่อท่านได้จัดตั้ง หน่วยงานกลางขึ้น การนำข้อมูลในด้านแรงงานไปใช้ประโยชน์นอกจากจะเป็นการให้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ข้อมูลด้านแรงงานต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ ก็จะต้องให้ศูนย์ที่เราจัดตั้งขึ้นมานี้มีขีดความสามารถในการสังเคราะห์ ในการประมวล อย่างต่อเนื่อง และข้อมูลต่าง ๆ ก็จะเป็นข้อมูลที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอัป ทู เดต (Up to date) หรือจะเป็น ออนไลน์ (Online) ได้ก็ยิ่งดี หรือจะเป็นการปรับปรุงทุกห้วงเวลาเช่นทุกวันเป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญในการที่จะจัดตั้งหน่วยงานกลางที่จะทำงาน ในเรื่องนี้ขึ้น ไม่ใช่ว่าจะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงพัฒนา หรือในเชิงลงทุน หรือในเชิงปรับปรุง ขีดความสามารถของแรงงานอย่างเดียว แต่อีกมุมหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็คือการนำข้อมูล ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาแรงงาน อันนี้ก็ต้องกำหนดไว้ในการดำเนินการของศูนย์นี้ สมมุติว่า สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เขาก็จะมีข้อมูลว่าใครถูกแบล็กลิสต์ (Blacklist) ใครเป็น ผู้ที่ต้องเฝ้าติดตามพฤติกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เช่นเดียวกัน ทางกองทัพเองได้จัดตั้ง หน่วยงานตามแนวชายแดนที่เรียกว่ากองกำลังต่าง ๆ ขึ้น ๗-๘ กองกำลังทั่วประเทศ จริง ๆ หน้าที่แฝงนี้ก็กลายเป็นหน้าที่หลัก คือการที่จะดำเนินการป้องกันแรงงานต่างชาติที่จะ เล็ดลอดหลบหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย หลายครั้งในสมัยที่ผมรับผิดชอบหน่วยงาน เหล่านี้อยู่ก็จะเห็นว่าเขาเข้ามาเราก็จับ อีก ๒ วันก็นำไปปล่อยอีกที่หนึ่ง อีกไม่กี่วันต่อมา เขาก็เข้ามาอีกทางหนึ่ง เพราะว่าชายแดนไทยในด้านต่าง ๆ มีช่องว่างช่องโหว่มากมาย ที่ผู้มุ่งประสงค์จะข้ามไปข้ามมา ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติ หรือจะเป็นอาชญากรต่าง ๆ สามารถที่จะข้ามไปข้ามมาได้อย่างไม่ยากนักถ้ารู้หนทางและมีคนช่วย เพราะฉะนั้นข้อมูล ตรงนี้ในเรื่องของผู้ที่เราเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่เราไม่ต้องการให้เข้ามาทำงาน ในประเทศก็จะต้องแชร์ออนไลน์ (Online) ให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการปราบปราม หรือในการป้องกันแรงงานเถื่อนเข้ามา หรือแรงงานที่มีภัยอันตราย ในอนาคตเราอาจจะต้อง มองไปถึงแรงงานที่จะเข้ามาป่วน มาก่อเหตุโดยไม่หวังดีต่อประเทศของเราด้วย อันนี้ ก็ฝากเพิ่มเติม เพื่อจะให้มีการลงทะเบียน การลงทะเบียนแรงงานต่างชาติก็เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญยิ่ง เมื่อวานผมไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งที่พระประแดง มองไปสุดลูกหูลูกตา เป็นพัน ๆ คนไม่มีคนไทยเลย เป็นแรงงานต่างชาติทั้งสิ้นที่มารวมตัวกัน มาฟังเทศน์ มาทำบุญ ก็ไม่ทราบว่าเรามีข้อมูลของคนเหล่านั้นทั้งหมดหรือเปล่า เรียกว่าเป็นชุมชน ชาวต่างชาติเลยก็แทบจะว่าได้ เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้ถ้าเรามีครบสมบูรณ์ก็จะส่อง ให้เห็นว่าระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษาของเราที่จะดูแลคนเหล่านี้ ที่เราต้องใช้จ่าย เกินกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้สำหรับดูแลคนไทยไปอยู่ตรงไหน อย่างไร ควรจะให้นายจ้าง ได้มามีส่วนรับผิดชอบอย่างไรกับการดูแลแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอยู่ทั้งถูกกฎหมาย และโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งทางกรรมาธิการได้เสนอว่า เพื่อเป็นการดำเนินการตามแนวทางสากลที่ไอแอลโอ (ILO) อินเตอร์เนชันนัล เลเบอร์ ออร์แกไนเซชัน (International Labour Organization) ได้แนะนำแล้วก็ให้ข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดี อยากจะให้ดูเอกสารหน้า ๑๙ เผอิญอ่านเจอว่านอกจาก ทั้ง ๓ ประเทศ คือถ้าศึกษาของประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ไอแอลโอ (ILO) ได้ชี้ให้เห็นว่า การจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงานจากประเทศสิงคโปร์ยังไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ เพราะประเทศสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทย อันนี้ผมคิดว่าจะให้ท่าน ลองไปเปิดดูในกูเกิล (Google) อีกสักนิดหนึ่ง คำว่าขนาดเศรษฐกิจใหญ่หรือเล็กกว่าส่วนใหญ่ เขาจะวัดกันที่จีดีพี (GDP) คือกรอส โดเมสติก โพรดักต์ (Gross Domestic Product) ซึ่งผม เปิดดูไว ๆ เมื่อสักครู่นี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ ๒๖ ของโลก ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ ๔๑ ของโลก ข้อมูลเมื่อปี ๒๐๑๖-๒๐๑๗ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้าเราบอกว่าประเทศสิงคโปร์ มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย อันนี้ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าประเทศสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทย มองในภาพรวมอาจจะไม่ใช่ เพราะประเทศไทยมีโพรดักต์ (Product) ต่าง ๆ ค่อนข้าง จะมากกว่า อย่างไรประเทศสิงคโปร์ก็ไม่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยไปได้ อันนี้ก็ฝากไว้เพื่อแก้ไขให้เอกสารมีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ คือเรื่องข้อเสนอของท่าน ซึ่งผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝาก ท่านบอกว่าให้มีคณะกรรมการ ฐานข้อมูลกลางด้านแรงงาน ท่านก็บอกว่าเกรงใจนายกรัฐมนตรี เอาแค่รองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ปัจจุบันก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านแรงงาน ผมก็เกรงใจรองนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก ท่านไปดูที่ทำเนียบรัฐบาลสิครับ หรือลองเปิดดูก็ได้ คณะกรรมการระดับชาติที่จัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี มีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐-๖๐๐ คณะกรรมการ ผมจึงเห็นว่าปัญหาหนึ่งของประเทศไทยคือความเป็น บิ๊กกัฟเวิร์นเมนต์ (Big Government) ไม่ใช่บิ๊กดาต้า (Big Data) อย่างที่คุณหญิงพรทิพย์กล่าว ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน บิ๊กกัฟเวิร์นเมนต์ (Big Government) ทูบิ๊ก (Too big) ใหญ่โตมโหฬาร อะไร ๆ ก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้บัญชาการ มาเป็นผู้อำนวยการ มานั่งหัวโต๊ะ และท่านก็คิดว่าจะเคาะทุกเรื่องได้ ถ้าเคาะได้จริงป่านนี้ประเทศไทยเรา ก็คงจะ ๔.๐ ไป ๕.๐ เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังค่อนข้างจะเห็นต่างกับการจัดตั้ง คณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อมาดูแลข้อมูลด้านแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เขามีกรรมการอยู่ ๑๐ คน คนที่เป็นประธานคือกรรมการที่ผ่านการสรรหามา ผมฝากเรียน ท่านประธานด้วย ตอนนี้หมดเทอมแล้วก็เลยเป็นอดีตไม่ได้เป็นปัจจุบัน แต่ภายใต้กรรมการ ชุดนั้นมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการต่าง ๆ นั่งอยู่ในนี้ภายใต้ประธานซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการสรรหามาจากข้างนอกก็ยังสามารถทำงานได้ สามารถที่จะเข้าไปบูรณาการกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางแรงงานแห่งชาติไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการระดับชาติ เข้ามาครอบ มาควบคุม มาบัญชาการ มาอำนวยการ อาจจะจัดตั้งเป็นที่เราเรียกว่าเอสดียู (SDU) คือสเปเชียล เดลิเวอรี ยูนิต (Special Delivery Unit) หรือว่าหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ซึ่งจัดตั้งโดยกฎกระทรวง มีอยู่หลายสิบแห่งก็จัดตั้งขึ้นมาก่อน ทำงานในการที่จะบูรณาการ ข้อมูลต่าง ๆ ๕๐ กว่าหน่วยงาน หลังจากนั้นท่านก็ค่อย ๆ พัฒนาออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น โดยคำว่าเป็นอิสระมากขึ้นคือ มีกรรมการของตัวเอง อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ จะยืมรูปแบบขององค์การมหาชน หรือจะยืมรูปแบบของหน่วยงานอิสระที่ไม่ขึ้นกับใคร หรือยังขึ้นอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ก็สามารถที่จะทำหน้าที่บูรณาการได้ เพราะเมื่อเป็นหรือยังขึ้นอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ก็สามารถที่จะทำหน้าที่บูรณาการได้ เพราะเมื่อเป็นกฎหมายแล้วทุกหน่วยงานในประเทศไทย ก็ต้องเข้ามาปฏิบัติการตามนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อทำอย่างนั้นเสร็จแล้วก็จะทำให้เราได้หน่วยงาน ที่มีความรับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลกลางด้านแรงงาน

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ทางกรรมาธิการได้เสนอว่าให้พัฒนา ศูนย์ข้อมูลกลางแรงงานแห่งชาติ จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ กระทรวงแรงงานก็ดี ก็มีฐานในการที่จะจัดตั้งหน่วยงานขึ้น แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการยังไม่ได้ดำเนินการคือ การเขียนข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง ด้านแรงงานให้มีรูปร่างพอสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้เห็นภาพในการให้ความเห็นชอบ ถ้าเราบอกแค่นี้ ครม. ก็ไม่รู้จะอนุมัติอย่างไร จะต้องกำหนดพันธกิจ หน้าที่ องค์ประกอบ พอสมควรว่าควรจะมีผู้อำนวยการ มีกี่ฝ่ายต่าง ๆ ให้เห็นภาพสักนิดหน่อย และประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของงบประมาณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ได้นำเสนอผ่านที่ประชุมแห่งนี้ส่งไปที่คณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หรือเมื่อปลายปีที่แล้ว คือการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ตรงนั้นก็ใช้รูปแบบประมาณอย่างนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียน แต่เราได้เสนอว่าจะต้องใช้ งบประมาณใน ๒ ปีแรกเป็นเงินถึง ๑๓๗ ล้านบาท ทำไมต้องใช้งบประมาณ ท่านมี ๕๐ หน่วยงาน ท่านจะต้องปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศของท่าน ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ในหน่วยงานของท่านเองก็ต้องใช้งบประมาณไม่รู้กี่สิบล้านบาท แล้วหน่วยงานเหล่านั้นที่จะมาลิงก์ (Link) ที่จะมาออนไลน์ (Online) กับท่านได้ก็ต้อง ให้สตางค์เขาไปเพิ่มขีดความสามารถในการปรับปรุงให้ซิงโครไนซ์ (Synchronize) กัน ให้สามารถที่จะเชื่อมต่อข้อมูลกันได้อย่างที่ท่านได้ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า โครงการนี้หรือรายงานนี้ท่านจะจัดตั้งให้สมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านพึงประสงค์ต้องใช้เงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทขึ้นไปเพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางด้านสารสนเทศของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่านจะให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบของท่าน เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้ มีข้อมูลประกอบไปก็จะเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบในการอนุมัติ มิฉะนั้นก็จะเป็นแค่อนุมัติบอกว่าให้ไปจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางด้านแรงงาน แล้วก็จะไปจบ อยู่ที่นั่น เขาก็จะไปเก็บเอาไว้ สุดท้ายก็ขอสนับสนุนรายงานนี้ว่าหยิบเรื่องที่สำคัญขึ้นมาทำ ก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ลำดับต่อไปเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ

นายอนุสิษฐ คุณากร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิก เรียนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กระผมในฐานะที่ได้เคยทำงานเกี่ยวกับเรื่องแรงงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เรามีปัญหาเรื่องแรงงานค่อนข้างมากโดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ประเด็นข้อเสนอในวันนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก ผมขออนุญาต เรียนในประเด็นที่สำคัญ ผมเชื่อว่ากระทรวงแรงงานเองในชุดหรือฐานข้อมูลที่เคยทำงานมานั้น เรามีชุดข้อมูลที่สามารถสะท้อนถึงความต้องการของประเทศ สะท้อนถึงจำนวนแรงงาน ที่มีอยู่ สะท้อนถึงสิ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการแรงงานที่ผ่านมา สิ่งที่สำคัญคือการจัดทำฐานข้อมูลกลางในครั้งนี้ ประเด็นคือผมคิดว่ากระทรวงแรงงาน ต้องตอบคำถามตัวเองว่าการตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาท่านต้องการผลประโยชน์สุดท้ายคืออะไร หน้าที่และความรับผิดชอบในการที่จะเข้าไปทำฐานข้อมูลกลางด้านแรงงานของประเทศ ทำแค่ไหน รูปแบบหรือการออกแบบระบบของฐานข้อมูลกลางที่ท่านออกแบบนั้นผมคิดว่า ขณะนี้ท่านยังมองไม่เห็น ท่านต้องไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก่อนแล้วท่านก็บอกว่า จะทำอะไร การจะทำอะไรนั้นในขณะนี้ผมคิดว่ากระทรวงแรงงานคงทำงานเองไม่ได้ จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา โดยดึงเอาท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ถ้ากระทรวงอื่นต้องการทำฐานข้อมูลเรื่องการศึกษา ทำฐานข้อมูลเรื่องสาธารณสุข ทำฐานข้อมูลเรื่องเกษตร เรื่องน้ำ อีกหลาย ๆ เรื่อง รูปแบบของคณะกรรมการชุดนี้ ผมคิดว่าน่าจะไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง ประเด็นที่สำคัญ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แห่งนี้เองได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานที่ถือว่าเป็นหน่วยงานกลาง ในการที่จะมีศูนย์ข้อมูลกลางในทุก ๆ เรื่อง ผมไม่ทราบว่าได้มีการนำเรื่องนี้ไปศึกษาก่อน ที่จะออกรายงานเรื่องนี้มาหรือไม่ ผมเข้าใจว่าถ้าดูจากรายงานฉบับนี้แล้วคงยังไม่ได้ มีการเชื่อมโยงในลักษณะนั้น

อีกประการหนึ่ง ที่เราบอกว่าอยากจะปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูล ด้านแรงงาน เรามีรายละเอียดของหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลด้านแรงงาน ๕๐ กว่าฐาน ที่สำคัญเราจะทำฐานข้อมูลชุดนี้เพื่ออะไร ผมคิดว่าไม่ใช่เพื่อการบริหารจัดการแรงงาน เพื่อเอาคนเข้ามาทำงานอย่างเดียว ฐานข้อมูลแรงงานจะเป็นฐานข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงไปยัง กระทรวงและกรมต่าง ๆ อีกมากมาย แล้วการเชื่อมโยงนั้นแพลตฟอร์ม (Platform) ของการเชื่อมโยงเป็นอย่างไร ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงนั้นจะใช้ถนนอะไรที่จะเชื่อมโยงกัน การอ้างอิงถึงนโยบาย ถึงยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ถึงข้อตกลงหรือกติกาของไอแอลโอ (ILO) ก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าทุกหน่วยงานทุกกระทรวงต้องนำเรื่องนี้ไปอ้างอิงทั้งหมด ประเด็น ที่สำคัญคือเมื่อเห็นชอบกับเอกสารฉบับนี้หรือแนวความคิดในเรื่องนี้แล้วเรื่องนี้จะไปอย่างไร ถ้าเราไปไม่ถูกทางผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เพียงแค่ไปปรับให้กระทรวงแรงงานมาประมวลในสิ่ง ที่มีอยู่ สิ่งที่เราต้องการ ประเทศต้องการ แล้วก็ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าไปประมวลผล ถ้าข้อมูลกลางชุดนี้เป็นข้อมูลที่สแตติก (Static) หรือมีการเคลื่อนไหวปีละครั้ง หรือเดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง ถามว่าการแก้ไขปัญหาแรงงานที่จะเกิดขึ้นจะอัป ทู เดต (Up to date) ได้อย่างไร จะนำเรื่องเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับการตรวจสอบเรื่องการรักษาความปลอดภัย ในเรื่องของการลักลอบการเข้าทำงานโดยผิดกฎหมายได้อย่างไร ระบบการจดทะเบียน แรงงานต่างด้าวปีละครั้ง เมื่อจดไปแล้วอีก ๑ เดือนเปลี่ยนผู้ประกอบการ เปลี่ยนพื้นที่ พำนักพักพิง กลายเป็นคนผิดกฎหมาย ระบบข้อมูลเหล่านี้จะทำอะไรกับกลุ่มคนเหล่านี้ หรือแรงงานเหล่านี้

เรื่องโรคระบาดกับตัวแรงงาน การติดตามการควบคุมการระบาดของโรค เรื่องเหล่านี้จะทำอย่างไร ระบบผู้ติดตาม ภรรยาของแรงงาน ลูก บุตรหลานที่ติดตามตัวมา แรงงานเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ หรือให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่นไปตามกันดู ผมว่าการลงทุนในลักษณะที่เป็นไซโลของประเทศต้องเลิกคิดและเลิกทำ ขณะนี้ประเทศ มีการเชื่อมโยงระบบบูรณาการ และคาดว่าในอนาคตการเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นั้น ไม่สามารถทำงานเป็นไปในลักษณะที่เป็นไซโล ซึ่งดูเหมือนว่าวิธีการแก้ของเราก็คือ เอานายกรัฐมนตรีลงมานั่งแล้วก็บอกว่าต่อไปนี้โซโลนั้นไม่มีแล้ว เพราะนายกรัฐมนตรีนั่งแล้วก็ ไปสั่งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้ทำ ท่านนายกรัฐมนตรีภาระงานเยอะ เราเคยอยู่ในเวที ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกันมากมาย ท่านจะเห็นได้ว่าถ้าฝ่ายเลขานุการเสนออะไร ในทางที่ไม่น่าจะขัดข้องพอจะเป็นไปได้ ผลสุดท้ายก็จะมีการอนุมัติในเรื่องนี้ โดยบางครั้ง ระบบของการออกแบบหรือการดีไซน์ (Design) การประเมิน วิเคราะห์ระบบต่าง ๆ นั้น ทำงานได้ไม่ครบถ้วน ขออนุญาตเอ่ยชื่อคุณหมอพรทิพย์ สิ่งที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ จริง ๆ แล้วระบบฐานข้อมูลมีหมดแต่ไม่เชื่อมกัน กรมการขนส่งทางบกเพิ่งส่งไอดี (ID) ในการเข้าถึงข้อมูลรถยนต์ถูกขโมยให้กับกองกำลังที่ดูแลใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อไม่นานมานี้ แต่เดิมส่งให้ ๓ ไอดี (ID) มี ๓ หน่วยที่เข้าไปตรวจสอบได้ว่ารถหายเมื่อไร ขณะนี้ขยายไปแล้ว ขยายด้วยเหตุของความจำเป็น เหตุของความสูญเสีย ฉะนั้นถ้าเราจะพิจารณาในเรื่องชุดข้อมูลเหล่านี้ผมคิดว่าต้องมองกรอบเรื่องเหล่านี้ให้ดี ผมเข้าใจว่าในส่วนของกระทรวงเองก็พยายามที่จะผลักดันให้มีระบบบริหารจัดการข้อมูล ด้านแรงงาน แต่ประเด็นข้อมูลด้านแรงงานไม่เพียงจะใช้ประโยชน์เฉพาะการทำงาน ประโยชน์ที่ใช้ยังครอบคลุมไปอีกหลายด้านหลายมิติ ท่านจะดีไซน์ (Design) ระบบ เพื่อกระทรวงแรงงาน หรือจะดีไซน์ (Design) ระบบเพื่อประเทศในการบริหารจัดการ กลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ผมต้องเรียนนะครับ จากที่ได้มีการประสานงานกับ กระทรวงแรงงานมาโดยตลอด กระทรวงแรงงานจะทำงานภายใต้ พ.ร.บ. การทำงาน ทั้งการทำงานของคนต่างด้าวก็ดี กฎหมายว่าด้วยการทำงานของแรงงานภายในประเทศก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราจะทำงานแค่นั้นหรือไม่ ผมคิดว่าคำตอบนี้เป็นเรื่องของการลงทุน ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้กรรมาธิการได้ช่วยกรุณา จะเป็นไปได้ หรือไม่ว่าข้อสังเกตในเรื่องของการที่จะนำรายงานฉบับนี้ไปเชื่อมโยงกับรายงานฉบับอื่น ๆ ที่ สปท. ได้ทำไปแล้ว และทำไปในหลาย ๆ คณะแล้ว เช่นการบอกว่าจะไปจดทะเบียน แรงงานต่างด้าวบริเวณชายแดนหรือช่องทางเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายทุกวัน แล้วถ้าทำ อย่างนั้นระบบฐานข้อมูลแรงงานทำอย่างไร แนวความคิดในการจดทะเบียนแรงงาน ในอนาคตอาจจะไม่ใช่เป็นปีต่อปี เพราะว่าการจดทะเบียนปีต่อปีผมเชื่อว่ากระทรวงแรงงาน ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของประเทศ เมื่อจดทะเบียนแล้วอีกไม่กี่วันก็มีการเคลื่อนย้าย แล้วก็ใช้บัตรที่ออกไป ไม่ว่าจะเป็นบัตรสีชมพูผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือเอาเวิร์กเพอร์มิต (Work Permit) เข้าไปแสดงตน แต่ในท้ายที่สุดกลุ่มเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพื้นที่สีเทา จนมีคนบอกว่าผมไปพบกับแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และเข้าเมืองมาโดยมีการพิสูจน์สัญชาติแล้ว มีพาสปอร์ต (Passport) แล้ว ขออนุญาต ท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับ เขาบอกว่าเขาเข้ามาแล้วถ้าจะออกไปแล้วเข้ามาให้ถูก กฎหมายอีกไม่ออกดีกว่า หลบหนีเข้าเมืองดีกว่า แล้วเดี๋ยวอีก ๑ ปีค่อยมาจดทะเบียนใหม่ เรื่องเหล่านี้ใครดูแล เรากำลังทำงานเป็นไซโล ค่อย ๆ ทำไป ค่อย ๆ จดไป แล้วก็ใช้อำนาจ ตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. คนเข้าเมือง ปี ๒๕๒๒ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเว้นเป็นการชั่วคราวให้คนเหล่านี้ยกฝ่ายเดียว ประเทศไทยฝ่ายเดียว แต่ส่วนที่ทำเอ็มโอยู (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้าน อันนั้นก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือว่าการเข้าเมือง โดยชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองแล้วค่อยมาทำงาน อันนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ฉะนั้นข้อสังเกตที่สำคัญ การปฏิรูปการบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานครั้งนี้ เรื่องเหล่านี้ ท่านมีคำตอบได้หมดไหมครับ ถ้าไม่หมด คำตอบก็เกิดขึ้นว่าเราทำเฉพาะแรงงานเพื่อจะรู้ว่า ความต้องการของประเทศคืออะไร แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ไม่ใช่แค่ทำงานเพียงเท่านี้ ผมต้องขออนุญาต เรื่องเหล่านี้คงต้องพูดกันตรง ๆ แม้กระทั่งตัวร่างพระราชกำหนดที่รัฐบาล กำลังจะออกเพื่อให้มีการบริหารจัดการแรงงาน ในขณะนี้เรื่องอยู่ที่กฤษฎีกา เรื่องเหล่านี้ ก็เป็นความพยายามในการผลักดัน แต่เป็นการผลักดันเฉพาะหน้าที่จะแก้ไขปัญหา ระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย ก็พยายาม จะออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าการจัดการระบบบริหารข้อมูลซึ่งเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข้อ ข. เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสม และในการบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นการดีไซน์ (Design) ระบบหรือการมีข้อเสนอเหล่านี้ผมขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกต เพื่อจะได้มีการทบทวนและเชื่อมโยงไปยังข้อเสนอของ สปท. และข้อเสนอของหน่วยงาน ต่าง ๆ อีกมากมาย ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๕๓ กระผมขอชื่นชมและสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลทางด้านแรงงาน รวมทั้งสนับสนุนข้อเสนอในการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการฐานข้อมูลกลาง ด้านแรงงาน ด้านการยกระดับโครงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ จนกระทั่ง การกำหนดข้อมูลทั้งทางด้านอุปสงค์ของแรงงาน อุปทานของแรงงาน และการบูรณาการ อุปสงค์และอุปทานนั้น อย่างไรก็ตามอยากเรียนฝากเป็นข้อสังเกตว่าการจัดทำฐานข้อมูล ที่ท่านได้กรุณากล่าวไว้ในหน้า ๒๓ ที่ว่าได้ดำเนินการตามแนวทางขององค์การแรงงาน ระหว่างประเทศ ในเรื่องข้อมูลด้านการจ้างงานร่วมกันแบบเลเบอร์ มาร์เกต อินฟอร์เมชัน (Labour Market Information) ขออภัยอ่านภาษาอังกฤษตามที่เขียนไว้ ซึ่งหมายถึงว่า เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดการจ้างงาน ผมขอเรียนว่าการรวบรวมฐานข้อมูล ด้านแรงงานนั้น นอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ทางด้านการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นโดยรวม หรือโดยเฉพาะเจาะจงตัวบุคคล แต่การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ๑. ในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของแรงงานนั้นเอง กับ ๒. การดูแล สวัสดิการของแรงงานนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วการพัฒนาใดก็ตาม การปฏิรูปใดก็ตาม ย่อมนำไปสู่การทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในเรื่องของแรงงานก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีข้อมูลแล้ว นอกเหนือจากเป็นไปเพื่อตลาดแรงงานที่เป็นข้อมูลแล้ว ก็อยากจะให้มีการเน้นว่าเป็นไปเพื่อ พัฒนาศักยภาพ และเพื่อให้มีสวัสดิการต่อแรงงานเหล่านั้นโดยครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของสวัสดิการหลังเกษียณ เพราะว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุมา ระยะหนึ่งแล้ว กำลังจะเข้าสู่สังคมสูงอายุในระดับที่สูงขึ้นไปอีก การที่จะดูแลแรงงานให้มี คุณภาพชีวิตที่ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลภาคแรงงานทั้งหมด ซึ่งในหน้า ๒๓ นั้นเอง คณะกรรมาธิการก็ได้กรุณากล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายในการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในข้อ ก ได้กล่าวถึงฐานข้อมูลแรงงานภาคอุตสาหกรรมทั้งแรงงานในระบบและแรงงาน นอกระบบ ข้อ ข ฐานข้อมูลแรงงานภาคเกษตรกรรม ข้อ ค ฐานข้อมูลแรงงานภาคบริการ กระผมอยากเรียนเสริมว่าแรงงานนอกระบบนั้นไม่ได้มีเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ในภาคเกษตรกรรมและภาคบริการก็มีแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค เกษตรกรรมนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุนี้เองจึงอยากจะขอให้ เน้นย้ำในเรื่องของแรงงานนอกระบบในทุกภาค รวมถึงภาคเกษตรกรรมและภาคบริการด้วย แรงงานทั้งหมดในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๓๘ ล้านคน ในจำนวนนี้มี ๑๑ ล้านคนที่เป็น แรงงานในระบบ เพราะฉะนั้นแรงงานนอกระบบจึงมีบทบาทที่สำคัญมาก และเป็นข้อมูล ที่สำคัญมาก เพราะแรงงานนอกระบบเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระบบของการพัฒนาศักยภาพ ไม่ได้อยู่ในระบบของการให้สวัสดิการ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการจัดเก็บข้อมูลแรงงานจะมี ความสมบูรณ์แล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน นอกระบบที่ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคบริการ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้แรงงานทั้งหมดทั้งในระบบและนอกระบบได้รับประโยชน์พอ ๆ กันจากการปฏิรูป ในครั้งนี้ ผมจึงขอเรียนเสนอว่าอาจจะหาถ้อยคำใดก็ตามที่มีการเน้นย้ำถึงแรงงานนอกระบบ ที่ครอบคลุมในทุกภาค และอาจจะกล่าวเพิ่มเติมไปด้วยว่าทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบนั้น ในการจัดเก็บข้อมูล นอกจากจัดเก็บข้อมูลทางด้านการศึกษา ทางด้านทักษะ ทางด้าน ลักษณะการจ้างงาน ทางด้านช่วงอายุแล้ว ควรจะมีการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินฝาก ในเรื่องของหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ หนี้สินนอกระบบของแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งปัญหานี้จะเป็นปัญหาที่บั่นทอน ความสามารถ และบั่นทอนศักยภาพในการที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานทั้งหมด โดยสรุปแล้วผมจึงขอสนับสนุนรายงานฉบับนี้ พร้อมกับข้อสังเกตดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะขออภิปรายอีกไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ดิฉันขอปิดการอภิปราย และขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการตอบข้อซักถามนะคะ เรียนเชิญท่านถวิลค่ะ ท่านถวิล เป็นผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นางถวิล เพิ่มเพียรสิน ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านนะคะ ดิฉันในฐานะอนุกรรมาธิการ แล้วก็ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงแรงงาน ยินดีที่ทุกท่านส่วนใหญ่ก็จะให้การสนับสนุน ในการตั้งศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติในครั้งนี้ ศูนย์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็จะเป็นลักษณะ งานที่ทำคล้ายกับศูนย์ทั่ว ๆ ไป เน้นหนักทางด้านคอมพิวเตอร์ มีนักวิชาการคอมพิวเตอร์อยู่ แต่สิ่งที่เราขาดก็คือนักวิจัย คือดาต้าอะนาไลซิส (Data Analysis) ข้อมูลที่อยู่ในฐานส่วนใหญ่ ก็จะมี ๒ ลักษณะ ลักษณะที่เราใช้อ้างอิงในระดับชาติส่วนใหญ่จะมาจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็คือการสำมะโน การสำรวจ แล้วก็มาใช้อยู่ในฐานข้อมูล ซึ่งก็จะเป็นประชากรในภาพรวม กำลังแรงงาน แล้วก็ประชากรที่ว่างงาน ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ สำหรับที่ท่านสมาชิก ท่านสุรินทร์ อดีตผู้บังคับบัญชาของดิฉันเอง ท่านเป็นอดีตเลขาธิการ สปส. ท่านได้เป็นห่วง ในการนำเสนอข้อมูลซึ่งในฐานของประกันสังคมมีอยู่แล้ว ฐานของประกันสังคมเป็นฐาน ที่ค่อนข้างใหญ่ มีข้อมูลเป็นรายตัว รายทะเบียนของผู้ประกันตนในสำนักงานประกันสังคม มีรายละเอียดในระดับหนึ่ง ในส่วนนี้เนื่องจากฐานที่ค่อนข้างใหญ่ มีผู้ใช้แรงงานอยู่ประมาณ ๑๒ ล้านคน ก็สามารถที่จะนำมาใช้ต่อเชื่อมในการสร้างฐานข้อมูลในระดับหนึ่งของ สำนักงานปลัดกระทรวง หรือว่าศูนย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตได้ การวิเคราะห์ วิจัย ก็สามารถจะทำได้แม่นมากขึ้นถ้าเรามีศูนย์ข้อมูลแรงงานที่เป็นทะเบียนจริง ๆ จากทุกภาคส่วน อย่างที่เรียนว่าถ้าเรามีสถิติ การพยากรณ์ก็จะไม่แม่นยำเหมือนกับฐานที่ควรจะเป็น ภาพรวม อย่างที่ท่านอดีตปลัดกระทรวงการคลังพูดถึงแรงงานนอกระบบ แรงงานนอกระบบ ก็เป็นภาพรวมที่เราใช้จากสำนักงานสถิติแห่งชาติเช่นเดียวกัน ในการที่เราจะทำการพยากรณ์ไม่ว่าจะดีมานด์ (Demand) จากทางภาคแรงงาน ถ้าเรา มีการใช้ฐานข้อมูลแรงงานจากภายในกระทรวงของเราเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีการเชื่อมโยงข้อมูลได้ ในระดับที่ยังไม่เป็นไซโลบางส่วนก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าในอนาคตมีการตั้ง ศูนย์ข้อมูลแรงงาน มีการใช้อัตลักษณ์อย่างคุณหญิงพรทิพย์พูด รายละเอียดไม่ว่า จะแรงงานต่างด้าวหรือการใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลอยู่แล้ว รวมถึงการใช้เลข ๑๓ หลักของประชาชนซึ่งเป็นฐานทะเบียนสามารถนำมาใช้กับ ศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาตินี้ได้ โดยเชื่อมโยงไม่ว่าจากฐานแรงงานนอกระบบภาคเกษตร ภาคปศุสัตว์ หรือว่าทางภาคประมง รวมถึงในคดีต่าง ๆ ในอนาคตถ้ามีศูนย์ข้อมูลตัวนี้ ก็สามารถเชื่อมโยงโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้วก็สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อมีข้อมูลตัวนี้เกิดขึ้นแล้วการพยากรณ์ถูกต้องแม่นยำขึ้น ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูล เรียลไทม์ (Real Time) เพราะฉะนั้นการอัปเดต (Update) ข้อมูลที่ท่านเป็นห่วงอยู่ว่า จะอัปเดต (Update) กันเดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง หรืออะไรอย่างนี้ก็จะเร็วมากขึ้น เพราะฉะนั้น ในเมื่อมีการอัปเดต (Update) ข้อมูลเป็นเรียลไทม์ (Real Time) แล้วสิ่งที่จะได้ก็คือ ความเป็นปัจจุบัน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีมาให้บริการประชาชน หรืออีเซอร์วิส (e-Service) ให้กับประชาชนก็จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ง่ายยิ่งขึ้น การบริการประชาชน ประชาชน ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปติดต่อที่สำนักงาน อีเซอร์วิส (e-Service) ของประชาชน อาจจะขึ้นทุกหน่วยงานทั่วประเทศของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน รวมถึงเข้าไปใน โมบายแอปพลิเคชัน (Mobile Application) ต่าง ๆ ก็คงจะเกิดขึ้นมากกว่าปัจจุบันเนื่องจาก มีการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น นอกจากการให้บริการประชาชนแล้ว ในฐานข้อมูลแรงงาน ยังมีการนำข้อมูลขึ้นเผยแพร่ คนส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นนักวิชาการซึ่งมาดูข้อมูลแล้วนำไป วิเคราะห์ วิจัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากทางกระทรวงแรงงาน ขออนุญาตยกตัวอย่าง แบงก์ชาติ จะเข้ามาดูเป็นประจำแล้วก็สม่ำเสมอในเรื่องการใช้ข้อมูลทางด้านแรงงานเหล่านี้ ขอน้อมรับ ในภาพรวมของทุก ๆ ท่าน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นความเห็นที่ให้ความเห็นชอบเพื่อการพัฒนา ด้านแรงงานในระดับชาติต่อไป ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กรรมาธิการท่านอื่นจะตอบไหมคะ เชิญท่านสาวิทย์ แก้วหวาน ค่ะ

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิก ผม สาวิทย์ แก้วหวาน เป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการ ก็คงมีประเด็นที่ท่านนิกร จำนง ได้ตั้งข้อสังเกตพร้อมทั้งการสอบถามในเรื่องของศูนย์ข้อมูลว่า จะรวมกันหรือจะกระจาย ซึ่งผมคิดว่าแน่นอนที่สุดข้อมูลอย่างที่เรียนก็คือมี ๕๐ กว่าหน่วยงาน ทั้งภาคข้าราชการ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาทั้งหมด มานั่งรวมกันอยู่ในศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ แต่ในแง่ของการทำงานนั้นผมคิดว่าน่าจะเป็น ลักษณะของการเชื่อมกัน ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือเชื่อม แชร์ แล้วก็ใช้ร่วมกัน ดึงข้อมูล จากแต่ละส่วน แต่ปัญหาที่ผ่านมาก็คือว่ามีการหวงข้อมูล ไม่สามารถนำข้อมูลมาได้ ดังนั้นวิธีการก็คือให้มีบอร์ด (Board) คณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่จะดึงจากหน่วยงาน ต่าง ๆ เท่าที่เหมาะสมแล้วก็สมควร ซึ่งหลายท่านก็ตั้งข้อสังเกตเรื่องโครงสร้าง ซึ่งในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เราก็คุยกันว่าจะลงรายละเอียด ถึงขนาดนั้นหรือไม่ อย่างไร ก็มองว่ายังไม่ต้องถึงขั้นนั้น เพียงแต่ว่าขอให้เกิดการเริ่มต้น กระบวนการข้อเสนอแนะหลายส่วนก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในข้อสังเกต แต่ว่าถ้าเราไม่เริ่มต้นเสียเลยผมคิดว่าจะไปได้ยากลำบาก เพราะก่อนหน้านี้ในสภาแห่งนี้ กับงานที่ทางคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการได้ทำก็คือเรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร รวมทั้งเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงาน จนมาถึงเรื่องของฐานข้อมูลแรงงาน สิ่งที่เราทำทั้ง ๓ เรื่อง ก็คือว่าแต่ละส่วนมีฐานข้อมูลที่ต่างกันและไม่สามารถนำมาใช้ได้ ดังนั้นสิ่งที่เห็นก็คือว่าถ้าเรามีฐานข้อมูลแรงงานเหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่าหลายท่านตั้งข้อสังเกตแล้ว ก็มองไปไกลถึงอนาคตประเทศว่าควรจะมีฐานข้อมูลหลายจุด หลายส่วนด้วยกัน ซึ่งผม ก็เห็นด้วยว่ามีความจำเป็น แต่ว่าในแง่ของรายงานที่เราถูกมอบหมายให้ทำ แล้วก็นำเสนอ ต่อสภาแห่งนี้ก็เห็นว่าเรื่องของแรงงานมีความสำคัญ แล้วในส่วนรายละเอียดที่กำหนดว่า จะเก็บข้อมูลในด้านใดบ้างนั้นก็นำเสนอในหลาย ๆ ด้านแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทย อะไรเหล่านี้ต่าง ๆ ก็พยายามที่จะเขียนไว้ ส่วนจะลงลึกถึงอัตลักษณ์อย่างที่ คุณหญิงพรทิพย์ได้เสนอหรือไม่นั้นก็เป็นข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ผมก็คิดว่าในแง่ของ จังหวะก้าวและการเริ่มต้นนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ส่วนการเติมเต็มทีหลังหลังจากมีหน่วยงาน ขึ้นมาแล้วอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะทำต่อไป แต่แน่นอนที่สุดผมคิดว่าการก้าวย่างก็ไม่ได้ง่าย อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตแล้วก็ตั้งเป็นความหวังไว้ แต่ผมคิดว่าถ้าเราได้ร่วมกันสนับสนุน แล้วก็นำเสนอ สร้างกระบวนการเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ข้อเสนอที่ท่านทั้งหลาย ได้พยายามเสนอนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งผมก็คิดว่าจะได้หารือกันในส่วนของ คณะอนุกรรมาธิการเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีกรรมาธิการจะตอบไหมคะ ท่านศิริชัย ไม้งาม เชิญค่ะ

นายศิริชัย ไม้งาม กรรมาธิการ

ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก จำนวน ๖ ท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมขอน้อมรับแล้วก็ขออนุญาตในการที่จะได้ชี้แจงในประเด็นเพิ่มเติม

ท่านคุณหญิงพรทิพย์ได้ให้ข้อเสนอใน ๓-๔ ประเด็นนั้น ต้องยอมรับว่า ในคณะอนุกรรมาธิการเราไม่ได้พิจารณาไปถึง แต่ด้วยความเคารพว่าไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ในเรื่องของบิ๊กดาต้า (Big Data) นั้น ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงมีการรับผิดชอบแล้ว แล้วก็ เรื่องข้อมูลทะเบียนราษฎร์อาจจะอยู่ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยหรือหลายหน่วยงาน เราพยายามมองไปที่เรื่องของฐานข้อมูลแรงงานเป็นส่วนใหญ่

สำหรับในกรณีของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องขอขอบคุณท่านที่ให้ข้อมูล ในเรื่องของสิงคโปร์ เราเองก็ได้ฟังจากทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เวลาเราทำ มองไปถึงอาเซียน (ASEAN) ฟิลิปปินส์ เขาก็บอกว่าโอเค (Okay) ฟิลิปปินส์ใช้ได้ มีข้อมูล ที่ทำแล้วเป็นอย่างดีเลย สำหรับสิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก ๆ มีแรงงานไม่มาก เป็นแรงงาน ที่เข้าไป ดังนั้นการที่ทำฐานข้อมูลแรงงานก็อาจจะเหมือนกับว่าสิงคโปร์ไม่ได้ให้ความสำคัญ เท่าไร มาเลเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจมากเลยว่าเป็นประเทศในกลุ่มใกล้เคียงกับประเทศไทย ทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศของมาเลเซียเขาบอกว่า ไม่รู้จะเอ่ยอย่างนี้ดีไหมว่า หมกเรื่องข้อมูลที่ไม่น่าจะนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลแรงงานได้ ก็เลยทำให้เราได้ไปใส่ในรายงาน แต่ส่วนเรื่องเศรษฐกิจที่บอกว่าใหญ่กว่าประเทศไทยนั้น ขออนุญาตตรวจสอบ แล้วก็อาจจะ ต้องมีการปรับ

ข้อเสนอแนะอีกข้อหนึ่งที่ท่านได้นำเสนอเรื่องเอสดียู (SDU) ที่ทาง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้นำเสนอ ผมเอารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานไปดูเลยแล้วก็ทำรายงาน เสร็จเรียบร้อย แต่สุดท้ายในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ก็ได้มีการให้ข้อคิดเห็นซึ่งทำให้พวกผมต้องไปปรับว่าเอสดียู (SDU) นั้นเป็นองค์กร ที่ต้องมีรายได้เลี้ยงตัวเอง ทุกอย่างในการพิจารณาผมนั่งอยู่ในสภาได้รับฟังตลอด ๑. เอาเงินที่ไหน ๒. คณะกรรมการที่ตั้งบางทีมากไปไหม มีนายกรัฐมนตรี ก็ทราบว่า ในคณะกรรมการต่าง ๆ มี ๔๐๐-๕๐๐ คนในแต่ละชุด ดังนั้นในส่วนของเอสดียู (SDU) พวกเราเองก็เห็นว่าศูนย์ข้อมูลแรงงานนั้นไม่ใช่องค์กรที่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง ต้องอาศัย งบประมาณแผ่นดินที่กระทรวงแรงงานเขาทำอยู่แล้ว เพียงแต่ยกระดับให้มีคณะกรรมการในระดับชาติ และมีหน่วยงานทำโครงสร้างทุกอย่างเสร็จ ท่าน ผอ. นั่งอยู่นี่ครับ ทำโครงสร้างก็คือเอาศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีองค์กรอยู่แล้ว ยกระดับขึ้นมา ภายใต้บุคลากรที่มีอยู่แต่อาศัยในคณะกรรมการที่จะมีการรวบรวม กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้มีคณะกรรมการมาคิดกันแล้วไปจัดทำกรอบโครงสร้าง ของฐานข้อมูลแรงงาน

สำหรับท่าน สปท. อนุสิษฐ ด้วยความเคารพครับ ที่ถามว่ามีการตั้งหน่วยงาน หน้าที่รับผิดชอบนั้น เราเองก็เห็นว่าเรื่องนี้เหมือนที่ท่านเลขานุการสาวิทย์พูด มันเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเราได้ฟังหน่วยงานต่าง ๆ ที่มาชี้แจงในคณะอนุกรรมาธิการ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากเห็นศูนย์ข้อมูลแรงงานเกิดขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเวลาใช้ข้อมูลอาจจะไป ใช้ของบริษัทเอกชนบ้าง เราพยายามเชิญทุกหน่วยงานมาเพื่อให้ความคิดเห็น และสุดท้าย ก็คือทำรายงานฉบับนี้ถือว่าเป็นข้อเสนอเพื่อที่จะได้เป็นฐานของศูนย์ข้อมูลแรงงาน องค์การแรงงานระหว่างประเทศ บอกเลยว่าถ้าเราทำศูนย์ข้อมูลแรงงานให้ใหญ่เท่าไร ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมหาศาล แต่สุดท้ายผลที่เราจะใช้นั้นจะได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นเราถึงไปเน้นเรื่องของตลาดแรงงานทั้งนั้น แอลเอ็มไอ (LMI) เลเบอร์ มาร์เกต อินฟอร์เมชัน (Labour Market Information) เป็นหลักส่วนหนึ่งของการพิจารณาในรายงานฉบับนี้

สำหรับท่านสุดท้ายด้วยความเคารพครับ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ข้อเสนอ ๒ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาศักยภาพแรงงานและการดูแลสวัสดิการของแรงงาน เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี อันนี้พวกเราเองตระหนักและต้องขอบคุณท่านที่ได้เข้าใจ ในชีวิตของคนงาน การอภิปรายทุกเรื่องถือว่าแรงงานคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ถึง ๓๘ ล้านคน ต้องขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เมื่อสักครู่นี้ท่านสุรินทร์ยกมือ จะให้ท่านสุรินทร์ถามก่อนดีไหมคะ ท่านสุรินทร์ เมื่อสักครู่ยกมือหรือเปล่าคะ เชิญท่านสุรินทร์สั้น ๆ นะคะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ผมฟังท่านกรรมาธิการตอบแล้ว ก็ทำให้จิตใจกระเพื่อม มีความสุขขึ้นหลังจากที่พ้นหน้าที่มาแล้วตั้ง ๑๐ ปี ทีนี้ผมอยาก กราบเรียนว่าฝากหรือถามเลยก็ได้ว่าระบบที่กำลังจะทำนี้ท่านใช้ระบบออนไลน์ (Online) ถาวรไหม คือทุกส่วนราชการที่ท่านเสนอมานี้อยู่ในท้ายของท่าน ท่านต้องขอให้มีการออนไลน์ (Online) ข้อมูล ไม่ใช่บอกว่าต้องขอแต่ละครั้ง แล้วอีก ๗ วัน ๑๕ วัน เราทำมาหากินอย่างนี้ ไม่ทันต่างชาติเขานะครับ มันต้องเกิดแล้ว โรงพยาบาลแจ้งมาถึงกระทรวงแรงงานเลย เข้าโรงเรียนอนุบาลที่ไหนมาที่ศูนย์ข้อมูลนี้เลยเพื่อที่จะวางแผนในอนาคต พอจบแล้ว จะต้องพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มอีกไหม หรืออะไรอย่างนี้นะครับ ถ้าข้อมูลอย่างนี้เป็นปัจจุบัน แล้วระบบส่งต่อฉับพลันเรื่องของออนไลน์ (Online) จะทำให้ศูนย์ข้อมูลนี้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างจริงจัง เพราะประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งสำหรับ รัฐบาลใช้ในการวางแผน นอกจากรายปีแล้ว ๒๐ ปี รวมทั้งแผนพัฒนาการผลิตของชาติ ผมอยากจะฟังท่านตอบให้ชัด ๆ ว่าท่านจะเอ็นฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) แบบนี้ไหมครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านอโณทัยค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ต้องขอขอบคุณข้อเสนอแนะและข้อสังเกตที่ทุกท่านได้ให้เมื่อสักครู่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสุรินทร์ซึ่งท่านเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานเบอร์ต้น ๆ ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านคงรู้ดีนะครับ ผมเรียนว่าการปฏิรูประบบการบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานนี้ความจริงคณะอนุกรรมาธิการ ด้านแรงงานได้ทำเสร็จประมาณ ๒-๓ เดือนแล้ว แต่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีข้อสังเกตหรือมีข้อเสนอแนะไป ๒-๓ ครั้ง มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่ท่านอนุสิษฐได้ตั้งข้อสังเกตไว้ให้เข้ากับสิ่งที่เรานำเสนอ ในการปฏิรูปขับเคลื่อนคณะกรรมการสถิติแห่งชาติ อันนี้เราพะวงหมด เมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านสุรินทร์ได้เริ่มถามเพิ่มเติมว่าข้อมูลนี้ออนไลน์ (Online) เรียลไทม์ (Real Time) หรือไม่ เราเรียนว่าอัปเดต (Update) ตลอดเวลา เรียลไทม์ (Real Time) ซึ่งต้องเรียนชี้แจง ข้อเท็จจริงว่าสารสนเทศที่มีแต่ละหน่วยงานนั้นเราคงไม่ได้ไปยุ่ง ไปเกี่ยวข้อง หรือปรับปรุง เปลี่ยนแปลงใด ๆ เราคงนำเฉพาะส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงลึกของด้านแรงงานมาเท่านั้น ในภาพแมโคร (Macro) ต่าง ๆ ในเรื่องอุบัติเหตุ ในเรื่องแรงงาน เมื่อสักครู่ที่ผมถามมา เราก็ไม่ได้สนใจในประเด็นเหล่านั้น อย่างไรก็ตามข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านเสนอแนะมาผมคิดว่า กรรมาธิการทุกท่านและผมเองก็จดไว้หมดทุกข้อคงนำไปปรับปรุง ที่คิดว่าต้องเป็นประโยชน์ ก็ยินดีน้อมรับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าเราได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ การจัดการข้อมูลด้านแรงงาน เรียบร้อยแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันจะขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยหรือยังคะ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนบ้าง เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบหน่อยค่ะ มีท่านอื่นอีกไหมคะ มีบางท่านเพิ่งเข้ามา แสดงตน เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลค่ะ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๔ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ บริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ ขอปิดการลงคะแนนและขอผล การลงคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงทุกท่าน ขอบคุณค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูป การศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ”

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

ด้วยประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ผู้แทนคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ ร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าว เข้าร่วมประชุมด้วยนะคะ รายชื่อผู้ชี้แจงในวาระที่ ๓.๒ มี ๓ ท่าน ท่านแรก ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธาน สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ อดีตผู้อำนวยการ กองประเมินผลงาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านที่ ๒ พลเอก พหล สง่าเนตร รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา คนที่หนึ่ง ที่ปรึกษาคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม กำกับดูแลด้านยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร อดีตผู้บัญชาการ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ท่านที่ ๓ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส หัวหน้าคณะทำงาน การศึกษาวิถีพุทธ ปริญญาโทพุทธศาสตรมหาบัณฑิต เลขานุการเครือข่ายพุทธชยันตีสังฆะ เพื่อสังคม วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เรียนเชิญผู้ชี้แจงทั้ง ๒ ท่าน และเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการชี้แจงค่ะ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา วันนี้จะขออนุญาตที่ประชุมได้นำเรียนรายงาน เรื่อง การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมอย่างนี้ว่า ในการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะด้านการศึกษาที่ผ่านมา ๒ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ ครั้งที่ ๓ ไม่ได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษาไว้อย่างชัดเจนเท่าครั้งนี้ ครั้งนี้ มีการกำหนดเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาไว้ โดยเฉพาะตั้งแต่สมัย สปช. มาจนถึง สปท. ข้อเสนอทั้ง สปช. และ สปท. ที่ส่งไปให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ คณะ เรื่องสำคัญที่สุด ก็คือการพัฒนาคนให้เป็นคนดีก่อน คนเก่งค่อยตามมาทีหลัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุย ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานว่า ระหว่างการพัฒนาลูกหลานของเราให้เป็นคนดีก่อน กับให้เป็น คนเก่งก่อนเอาอันไหน ข้อสรุปชัดเจนเป็นเอกฉันท์ว่าการศึกษาทั้งปวงนั้นต้องพัฒนาคน ให้เป็นคนดีเสียก่อน เรื่องความเก่งตามความถนัดของแต่ละบุคคลนั้นก็จะตามมาเอง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ เขียนไว้ชัดเจนมากเลยว่า การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และสามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ที่จริงในมาตรา ๕๔ ยังเขียนไว้ อีกมากมาย แต่ว่าผมขออนุญาตหยิบเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสำคัญในทั้งหมด ๒๖ เรื่องที่เรานำเสนอ ทั้งนำเสนอตรงต่อสภานี้ไปแล้ว ๑๑ เรื่อง แล้วก็นำเสนอตรงที่กระทรวงศึกษาธิการ ทางรัฐบาลโดยตรงไปรวมทั้งหมด ๒๖ เรื่อง ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ สปช. ได้ศึกษา และเสนอแนะเอาไว้ สปท. ก็มาทำการศึกษาต่อ แล้วก็มาสานต่อขับเคลื่อนให้เกิดเป็นจริง เราได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรื่องความเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีคณะอนุกรรมาธิการทำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ทำต่อเนื่อง ขณะนี้การพัฒนาคน ให้เป็นคนดี มีวินัย ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเอง ก็จัดงบประมาณกระจายลงไปให้ทั่วถึง ในแต่ละปี ๆ เรื่องการพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีวินัย จะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งก็ชัดเจน สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ วิธีการที่ จะพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาตินั้น ไม่ใช่เพิ่งมีและปรากฏขึ้นในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เท่านั้น แต่ว่าสังคมไทยทำเรื่องนี้มาก่อนยาวนานมาก ที่จริงเกิดมายาวนานตั้งแต่ เรายังมีวัด ที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีโรงเรียนด้วยซ้ำไป พัฒนาการด้านการศึกษาของเรา แท้จริงมาจากวัด แล้วก็ค่อยพัฒนาขึ้นมาจนมีโรงเรียนขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ พระราชทานแนวทางเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่าการพัฒนาคนนั้นอย่าทิ้งวัด ต้องทำให้ ทั้งบ้าน หมายถึงชุมชน ชาวบ้าน ทั้งวัด ซึ่งหมายถึงทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะวัดของศาสนาพุทธ เท่านั้น บ้าน วัด และโรงเรียนต้องมีความร่วมมือกัน พัฒนากุลบุตรกุลธิดาของเรา ให้เป็นคนดีให้ได้ ต้องเอาดีให้ได้ คำว่า เอาดีให้ได้ จึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสังคมไทยมา ส่วนเด็กนั้นจะเชี่ยวชาญไปทางไหนก็ค่อย ๆ พัฒนาไป สุดท้ายก็จะพบว่าเขาชอบอะไร ก็ให้เขาเชี่ยวชาญตามความถนัด นอกนั้นเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ในรัฐธรรมนูญก็ระบุชัดเจนว่า ให้มีคณะกรรมการขึ้นทำเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วก็มีกองทุนขึ้นด้วย ซึ่งคณะกรรมการอิสระ ก็ได้ตั้งขึ้นแล้ว ในวันพรุ่งนี้ก็จะมีการประชุมหารือกัน จะมีเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเหมือนกัน อย่างที่กราบเรียน ที่จริงท่านประธานอนุกรรมาธิการ พลเอก พหล สง่าเนตร ที่ดูแลเรื่องนี้ ท่านติดประชุม ท่านไปประชุมแทนผมอีกที่หนึ่ง ท่านกำลังเดินทางมา ก็จะขออนุญาตให้ พระมหาพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงาน ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่า พระมหาพงศ์นรินทร์ ท่านเป็นนักศึกษาที่สนใจเรื่องการศึกษามาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา แล้วก็สนใจงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ท่านได้เข้ามาหาสำนักงาน ก.ป.ร. เมื่ออดีตซึ่งผมยังรับราชการ อยู่ในสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ท่านก็สนใจแล้วก็ทำวิจัยเรื่องนี้มา สุดท้ายท่านมาบวช แล้วท่านก็ยังทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงของโรงเรียน ขออนุญาตท่านประธานกราบนิมนต์พระมหาพงศ์นรินทร์ได้เล่าเรื่องราวรายละเอียด ให้ที่ประชุมรับทราบ กราบขออนุญาตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

นิมนต์พระมหาพงศ์นรินทร์ค่ะ

พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอเจริญพร ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ห่วงใย ในการศึกษาไทยทุก ๆ ท่าน อาตมาภาพ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ในฐานะหัวหน้า คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขออนุญาตทุกท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลในเบื้องต้นของการได้นำเสนอรายงาน ขออนุญาต ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเราใช้เป็น กรอบความคิดหลักในการจัดทำรายงานฉบับนี้ ขออนุญาตได้อ่าน อันเชิญพระบรมราโชวาทดังนี้ “ถ้าเราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษา และชีวิตของคนที่มีมากขึ้น ๆ ให้กลับมาเป็นอย่างเดิมเหมือนอย่างของเก่าโบราณของเรา คือให้รู้สึกว่าโรงเรียนก็คือวัด วัดก็คือโรงเรียน ก็จะทำให้บ้านเมืองมีอนุชนที่มีความสามารถในทางวิชาการและมีจิตใจสูง มีจิตใจดีเป็นพลเมืองดีต่อไป จะช่วยให้ส่วนรวมสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้โดยสวัสดี ก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง” พระองค์ท่านได้ปรารภเหตุที่จะเป็นกุศลอย่างยิ่งในเรื่องของการที่จะ ทำให้ศาสนา การศึกษา และชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน ทางคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ ได้เห็นว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่พวกเราชาวไทยพุทธศาสนิกชนและเพื่อน ๆ ในศาสนาอื่นจะได้ร่วมกันน้อมปฏิบัติบูชาในเรื่องนี้ถวายเป็นพระราชกุศลตามที่พระองค์ ได้ปรารภไว้ การที่จะทำให้พวกเราได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ พระอาจารย์เชื่อว่า ปรากฏการณ์ข่าวสารบ้านเมืองถึงความเลวร้ายเสื่อมทรามที่หลายคนต้องใช้คำว่า ช็อก หรือตกใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมนั้นเสื่อมทรุดมากเหลือเกิน พระอาจารย์ ขออนุญาตอัญเชิญคำของครูบาอาจารย์ทางด้านพุทธศาสนาที่เป็นที่ยอมรับในทั่วโลก มาเป็นตัวแทนของการใช้อธิบายที่มาและความสำคัญ พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านคำของ หลวงพ่อพุทธทาส หรือที่ชาวโลกรู้จักกันในนามพุทธทาสภิกขุ ดังนี้ “การศึกษาที่เปรียบด้วย สุนัขหางด้วนของทั้งโลกนั้น คือให้เรียนกันแต่วิชาหนังสือกับวิชาชีพ ไม่เรียนธรรมะหรือศาสนา ที่สอนให้รู้ว่าเป็นมนุษย์กันให้ถูกต้องได้อย่างไรกันเลย ขอให้รีบลืมตาขึ้นและแก้ไขกันก่อน แต่ที่โลกจะเกิดมิคสัญญี” คำเตือนนี้ท่านได้เตือนเรามายาวนานหลายสิบปี ณ วันนี้เหตุปัจจัย ทั้งหลายได้ลู่ไปสู่คำว่าความเป็นมิคสัญญี แม้แต่พ่อแม่ยังกล้าฆ่าลูกของตัวเองได้ สิ่งนี้ ได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราฉงนสงสัยว่าสังคมไทยที่เคยเป็นเบ้าหลอมอันงดงาม มีความเป็น อารยธรรมที่ดีงามมาอย่างยาวนาน เรากลายมาเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวปัจจุบัน ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ทุกคนได้ตระหนักดีแล้วพระอาจารย์เชื่ออย่างนั้น แล้วเราได้พยายามแก้ไข นับเป็นสิ่งดีมากที่พระอาจารย์ได้ศึกษาแนวทางกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีหลายมาตราที่ทำให้เราสามารถจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อไปสู่การศึกษา ให้ได้ตามเป้าหมาย คือการให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พระอาจารย์ขออนุญาตยกมาตรามาเพียงแค่ ๒ มาตรา จากการศึกษามีหลายมาตราด้วยกัน แต่พระอาจารย์คิดว่า ๒ มาตรานี้มีนัยสำคัญในการที่จะนำเสนอรายงานฉบับนี้

มาตราแรก คือมาตรา ๕๔ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการ โยมอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้ปรารภไปแล้ว แต่ทีนี้พระอาจารย์จะขออนุญาตเน้นชัดคือส่วนที่ขีดเส้นใต้สีแดง รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กเกิดพัฒนาการ และการเรียนรู้อย่างเป็น องค์รวม ใช้ถ้อยคำระบุไว้ว่า เพื่อให้พัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งอันนี้เป็นหลักการสำคัญของการจัดการศึกษาและพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา อย่างเช่นที่เรารู้จักกันในหลักธรรมที่ชื่อว่าไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา แปลงเป็นคำสมัยใหม่ ในการศึกษาว่า คือการจัดการเรียนรู้ทางด้านพฤติกรรม กระบวนการเรียนรู้ทางด้านจิตใจ และกระบวนการเรียนรู้ทางด้านปัญญานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ ด้านพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา ก็สอดคล้องกับมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังเน้นให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยใช้คำว่า จัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ดังที่ขีดเส้นใต้ไว้ในลำดับที่ ๒ และทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป็นชื่อของรายงานฉบับนี้ด้วย การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มาตรานี้ชัดเจนอย่างยิ่ง ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น จนปรากฏเป็นรายงานฉบับนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ในระบบกฎหมายไทยและรัฐธรรมนูญของไทย เป็นครั้งแรกที่นอกจากจะกำหนดให้รัฐ พึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นแล้ว ยังได้ลงรายละเอียด ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับถือมาช้านาน โดยกำหนดว่า รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรม ของพระพุทธศาสนาเถรวาท น่าสนใจในคำถัดไปว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา หมายความว่า อย่าเพียงแค่ทำตามรูปแบบตาม ๆ กัน แต่ไม่เรียนรู้ ต้องทำให้ถึงการพัฒนา จิตใจและปัญญา ถามว่าอะไรจะเป็นเครื่องมือให้รัฐสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ปฏิเสธไม่ได้คือการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง และที่ขีดเส้นใต้ในลำดับสุดท้าย ในมาตรานี้ชัดเจนในเรื่องของการสร้างความมีส่วนร่วม และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเชื่อมั่นว่าจะนำมาสู่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซ่อมแซม ฟื้นฟูสังคมไทยให้กลับมา งดงามได้อีกครั้งหนึ่ง ในคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องท่าน ท่านได้เมตตาเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของคณะทำงานชุดนี้ รวมทั้งท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย คณะสงฆ์ และฆราวาส ที่ได้ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอนั้นมีมากมายและเป็นภาระให้คณะทำงาน ได้ตัดสินใจว่าจะนำเสนออย่างไรบนความยากต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นความง่าย ที่ประชุม ได้พิจารณาเห็นถึงแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระราชทานไว้เป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องให้เราเห็นว่าการอัญเชิญแนวพระราชดำริ หรือหลักทรงงานตามหลักภูมิสังคมที่ชื่อว่า บ ว ร หรือ บวร จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับ พวกเราในการจัดการข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมและมองเห็นได้ชัดได้ง่าย อาตมาภาพ ในนามคณะทำงานจึงขออนุญาตใช้แนวพระราชดำริ บวร เป็นโครงสร้างหลักในการนำเสนอ เรามีการนำเสนอทั้งหมด ๓ ด้านด้วยกัน ในส่วนของ บ คือบ้าน ว คือวัด ร คือโรงเรียน-ราชการ กับอีก ๑ เครือข่าย บวร ในส่วนเสนอของ บ แรกหรือบ้าน หมายถึงการจัดการศึกษา ในครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะมีข้อเสนอย่อยออกไปใน ๓ ข้อด้วยกันซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ในส่วนของ ว หรือวัด หมายถึงการจัดการศึกษาผ่านวิถีวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรม วันพระและวัฒนธรรมชาวพุทธอื่น ๆ โดยพระและบุคลากรทางศาสนาต้องประสาน ความร่วมมือกับในส่วนของบ้านและโรงเรียน ซึ่งจะมีข้อเสนอ ๓ ข้อเช่นเดียวกัน จะลงรายละเอียดในลำดับถัดไป ในส่วนของ ร หรือโรงเรียน-ราชการ หมายถึงการจัดการศึกษา ในระบบโรงเรียน โดยครูและผู้บริหารได้ประสานความร่วมมือไปกับบ้าน วัด และหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ ซึ่งจะมีข้อเสนออีก ๓ ข้ออีกเช่นเดียวกันที่จะนำเสนอในลำดับถัดไป ในหัวข้อของ บ หรือการจัดการศึกษาในครอบครัวและชุมชน พระอาจารย์ขออนุญาตใช้คำของ ครูบาอาจารย์เป็นสิริมงคลและทำให้เราเห็นความตระหนักชัดในเรื่องนี้ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ท่านได้รจนาหนังสือที่ชื่อว่า ความสุขของครอบครัว คือสันติสุขของสังคม ทุกคนจะโทษว่าทุกปัญหาในสังคมนี้ล้วนแล้วมาจากครอบครัว แต่เราสังเกตเห็นว่าน้อยมาก ที่จะมีการแก้ไขปัญหานี้ในระดับครอบครัวอย่างจริงจังตั้งแต่ภาครัฐจนถึงระดับท้องถิ่น พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านคำของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ซึ่งท่านได้ยกพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพ่อแม่เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก เพื่อให้เห็นความสำคัญว่าเราจำเป็น ต้องจัดการศึกษาให้กับพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่จัดการศึกษาดีแล้วก็จะส่งผลต่อลูกนั่นเอง ในย่อหน้าที่ ๒ พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านโดยละเอียด ท่านใช้คำดังนี้ “จะต้องช่วยเด็ก ในการฝึกตัวให้เข้าสู่การศึกษาให้ได้ การศึกษาในครอบครัวจะเป็นพื้นฐานได้แท้จริง ถูกต้อง ตามหลักความจริงของธรรมชาติ และจะเกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้” ประโยคถัดไปสำคัญมาก เป็นการค้นพบของพระอาจารย์เช่นเดียวกัน “บรรยากาศแห่งการศึกษาเกิดขึ้นมาในบ้าน ก็จะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความสุขของมนุษย์ มิใช่สุขอยู่แค่เสพตามธรรมชาติ ของสัตว์โลกที่ยังไม่พัฒนา” เป็นคำธรรมดาแต่มีความหมายที่แรงมาก แล้วก็เป็นความอัศจรรย์ ซึ่งท่านกำลังจะบอกว่าการศึกษาในบ้านเป็นความสุขของมนุษย์ ถ้าบ้านหรือครอบครัวไม่มี การศึกษา ก็จะไม่มีความสุขหรือเป็นความทุกข์ และถ้าความสุขของครอบครัวไม่เกิด สันติสุข ของสังคมก็จะไม่เกิดเช่นเดียวกัน ช่างเป็นสัจธรรมที่เราได้เห็นปรากฏการณ์ข่าวเลวร้าย ทั้งหลายในปัจจุบันอย่างแท้จริง เมื่อก่อนนี้คิดว่าเมื่อเราจับคู่แต่งงานและมีลูกเราก็จะ เป็นพ่อเป็นแม่ที่ดีได้เอง แต่สังคมปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป สมัยก่อนเป็นได้ เพราะตัวช่วยของพ่อแม่ก็คือวิถีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่โอบล้อม ความเป็นครอบครัวใหญ่ วิถีวันโกน วันพระ กระบวนการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมเป็นตัวช่วย แม้ไม่มีหน่วยงานจัดการ แต่ตัวช่วยเหล่านี้หล่อหลอมให้เป็นพ่อแม่ที่ดีสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมอย่างรุนแรงซึ่งจะได้มีการกล่าวต่อไป พบว่าระบบหล่อหลอมเหล่านี้ถูกถอด หายไปจากสังคมไทย เมื่อมีลูกแล้วมิอาจจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้โดยอัตโนมัติอย่างเดิม ถึงเวลาแล้ว ที่จำเป็นต้องมีข้อเสนอในการปฏิรูปการศึกษาที่มาให้ถึงระบบครอบครัวอย่างแท้จริง คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธโดยคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา จึงมีข้อเสนอในส่วนของ บ หรือบ้าน เป็น ๓ ข้อด้วยกัน ดังนี้

ข้อที่ ๑ เรามีข้อเสนอให้รัฐและท้องถิ่นต้องร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่ เสนอกรอบเวลาเอาไว้ดังนี้ ต้องจัดการศึกษาให้พ่อแม่ตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัว ความหมาย ของการวางแผนครอบครัวจะไปคับแคบอยู่แค่จะมีลูกกี่คน คุมกำเนิดอย่างไรไม่ได้แล้ว ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัวในมิติที่จะเตรียมการเลี้ยงลูกอย่างไร ช่วงเวลาของ การตั้งครรภ์ ลูกแรกเกิด คลอดออกมาแล้วพัฒนาไปตามวัยจนถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ของสังคมของเขาก็คือช่วงเวลาวัยรุ่น อันนี้เป็นไทม์ไลน์ (Timeline) หรือกรอบเวลา ที่เราเสนอให้รัฐและท้องถิ่นต้องร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่ และพ่อแม่ก็จะได้ จัดการเรียนรู้ให้กับลูกต่อไป

ข้อที่ ๒ ต้องมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพทั้งฝ่ายภาครัฐ เอ็นจีโอ (NGOs) ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ต้องร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรห้องเรียนพ่อแม่ ตามช่วงเวลาดังกล่าวคือตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัว ตั้งครรภ์ แรกคลอด ปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ให้ครอบคลุม เพราะทักษะของพ่อแม่แต่ละช่วงวัยนั้นต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะต่างกัน อย่างเช่นถ้าตอนเด็กเล็กที่ยังแบเบาะ ก็ต้องเน้นเรื่องของ การที่จะให้รอดชีวิตและมีพัฒนาการตามวัยที่ถูกต้อง มีการพัฒนาการทางสมองที่จะมีผล อย่างมากทั้งชีวิตต่อไป แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักจะมีปัญหาการสื่อสารกันระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น การจัดการโดยใช้อิทธิพลเพื่อนอย่างไร จำเป็นต้องฝึกทักษะเหล่านี้

ข้อที่ ๓ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการนี้ เรามองว่าโรงเรียนจำเป็นต้องเป็นฐาน ในการพัฒนาผู้ปกครองของตนเองในเรื่องนี้ แต่แน่นอนต้องได้รับการสนับสนุน จากฝ่ายสาธารณสุข อย่างเช่นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ในส่วนของวัด ในส่วนของศูนย์เด็กเล็ก ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่โรงเรียนจำเป็นต้องทำ เพราะว่าต้องพัฒนาผู้ปกครองให้มีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูกด้วย พ่อแม่ จะคิดว่าส่งลูกไปแล้วฉันไม่เกี่ยวไม่ได้อีกต่อไป ต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าอย่าไปหาคณะหรือผู้รับผิดชอบเชี่ยวชาญแล้วฉันไม่เกี่ยว ฉันไม่ต้องเป็นพ่อแม่ ไม่ได้ พ่อแม่ต้องรู้ เข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูกทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ ปัญญา ต้องให้ได้ครบ

โรงเรียนต้องสามารถจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่สามารถไปจัดการเรียนรู้ที่บ้านได้ อย่างเป็นองค์รวม ให้พัฒนาการได้ทั้งพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา หรือไตรสิกขา เราก็เรียกง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้ก็ต้องให้พ่อแม่เข้าใจ และสามารถมีทักษะในการจัดการได้

พ่อแม่ต้องสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกที่โรงเรียน โรงเรียนกับที่บ้านต้องเชื่อมร้อย เป็นเนื้อเดียวกัน โรงเรียนหลายแห่งที่ทำเรื่องนี้มักจะบอกว่าโรงเรียนจัดไปทางหนึ่ง พอกลับไปที่บ้านพาไปอีกทางหนึ่ง ไม่เกิดประสิทธิผล ถึงเวลาแล้วต้องมีทิศทางอย่างนี้ ที่ชัดเจน ต้องให้สอดคล้องกัน

เราต้องพัฒนาผู้ปกครองให้รวมกันเป็นเครือข่าย อย่าเคยชินแต่เพียงแค่มี สมาคมผู้ปกครองเอาไว้ขอสตางค์ แต่ต้องทำหน้าที่มากกว่านั้น ต้องทำเรื่องมิติการจัดการเรียนรู้ ให้พ่อแม่ พ่อแม่รุ่นพี่ที่เก่งแล้วจะต้องช่วยบ่มเพาะให้กับพ่อแม่รุ่นน้อง ๆ ต่อ ๆ ไปให้สามารถ จัดการเรียนรู้ ให้พ่อแม่เป็นพ่อแม่ที่ดี และจัดการเรียนรู้ให้ลูกอย่างเป็นองค์รวมได้ ข้อเสนอ ทั้ง ๓ ด้านในส่วนของบ้านเป็นอย่างนี้

ข้อเสนอในส่วนของ ว วัด หมายถึงการจัดการศึกษาวิถีพุทธ ผ่านวิถี วัฒนธรรมวันพระ หรือวัฒนธรรมชาวพุทธ เรามีชื่อเรียกให้จำง่ายว่าวันพระบันดาลใจ เราปรารภเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนแรกว่าอะไรที่ทำให้วิถีบ่มเพาะครอบครัว ชุมชนที่มีอยู่แต่เดิมดีงาม นั้นหายไป เราค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์สำคัญ ๒ ฉบับในภาคผนวก ข เมื่อก่อนนี้ เราเคยมีวันหยุดในวันโกน วันพระ วันหยุดไม่ใช่เป็นอย่างที่เรารู้สึกกันในทุกวันนี้ วันหยุด ในสมัยก่อนจะเป็นวันแห่งการเรียนรู้ของครอบครัว ครอบครัวจะทำกิจกรรมร่วมกัน ทำบุญ ร่วมกัน หิ้วข้าวหม้อแกงหม้อไปถวายที่วัดทำบุญต่าง ๆ แต่ละครอบครัวมารวมกันเป็น ครอบครัวใหญ่ทำให้ชุมชนโรแมนติก (Romantic) มาก นั่งล้อมวงรับประทานข้าวเป็นศิษย์ ข้าวก้นบาตรอย่างนี้ซ้ำ ๆ สัปดาห์ละครั้ง อย่างน้อย ๕๐ ครั้งต่อปี กระบวนการเหล่านี้ หล่อหลอมมาโดยตลอด วิถีวัฒนธรรมประเพณีก็ถูกแทรกบูรณาการเข้าไปโดยเราไม่ต้อง รู้สึกว่ายาก ทุก ๆ อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในนั้นหมด ทุก ๗-๘ วัน ปีละอย่างน้อย ๕๐ ครั้ง เราพบว่านายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๕๐๐ และ พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และคำสั่งรัฐมนตรีให้ยกเลิกวันหยุดจากวันโกน วันพระ ให้เปลี่ยนเป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ หยุด ๒ วันเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะพฤติกรรมเบี่ยงเบนของวันหยุดจากเดิมที่เป็น วันแห่งการเรียนรู้ เป็นวันแห่งความงดงามของครอบครัว ชุมชน วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ได้ถูกทำให้สิ่งนี้หายไป วันหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์กลายเป็นวันแห่งการตื่นสาย ขี้เกียจ มัวเมาอบายมุข มั่วเพศ ทำสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายอย่างเข้มข้นในทุกสัปดาห์ วันหยุด วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ จนมีคำพูดคล้องจองว่าศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน แล้วยังคิดล่วงหน้าไปด้วยว่าวันจันทร์จะลา อันนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากในสังคม และไม่มีใคร คิดจะเยียวยาและแก้ไขให้ตรงจุดสักทีหนึ่ง เราจึงมีข้อเสนอว่าจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ และฟื้นฟูตามการปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านอยากให้วัด เป็นโรงเรียน และโรงเรียนเป็นวัด โอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้บ้านและโรงเรียนร่วมกัน เราคิดว่าวัฒนธรรมวันพระน่าจะเป็นจุดไฮไลต์ (Highlight) สำคัญที่จะยกขึ้นมาให้ชัดเจน และจะนำไปสู่การเรียนรู้ทางวิถีวัฒนธรรมอื่น ๆ คณะทำงานไม่ได้เสนอแต่ทฤษฎี เพราะเรา ได้ทดลองฟื้นฟูเรื่องวิถีวัฒนธรรมวันพระมาแล้วระยะหนึ่งเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เราได้พบว่า รูปแบบที่จะฟื้นฟูนั้นอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูให้หยุดวันโกน วันพระได้โดยฉับพลัน เพราะคน เคยชินกับพฤติกรรมเบี่ยงเบนอันเลวร้ายในวันหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ไปมากแล้ว และคน ก็จำวันพระไม่ค่อยได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปีพุทธชยันตีตอนฉลอง ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นกระแสไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ได้เริ่มรื้อฟื้น มีการสื่อสารให้คนได้ระลึกถึงวันพระตามสื่อมวลชนมาตามลำดับ พรุ่งนี้วันพระ วันนี้วันพระ เรียกว่ามีต้นทุนที่ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่จะฟื้นทั้ง ๕๐ วันต่อ ๑ ปีนั้นก็คงจะเป็นไปได้ยาก กระบวนการเรียนรู้ที่หายไปตลอด ๖๐ ปีมานี้ปีละ ๕๐ ครั้ง ถ้าเราคำนวณนะครับ กระบวนการเรียนรู้ของครอบครัว ชุมชนอย่างที่กล่าวหายไปถึง ๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว เป็นผลงาน ของรัฐบาลโดยปฏิเสธไม่ได้เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน ยังไม่มีรัฐบาลไหนเลย ที่คิดจะเยียวยา ทุกครอบครัว ทุกชุมชนที่รับผลกระทบนี้จนเป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายทางสังคม เราจึง ขอเสนอให้รัฐบาลได้ไถ่บาปด้วยการฟื้นวิถีวัฒนธรรมวันพระ ขอเริ่มต้นแค่เพียงปีละ ๑๒ วัน เท่านั้นคือวันพระที่เป็นวันเพ็ญ ซึ่งตอนนี้เรามีวันที่ระลึกได้อยู่แล้ว ๓ วันเพ็ญใช่ไหมครับ ก็เพิ่มอีก ๙ วันเพ็ญเป็นวันพระวันเพ็ญ ที่น่าจะเน้นบนชื่อที่ว่าวันสามัคคีธรรมวันเพ็ญ ให้เน้นมิติของครอบครัวและชุมชน ขอมีข้อเสนอไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้นำของส่วนราชการต่าง ๆ อยากให้เป็นแบบอย่างในการพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ ในทุกวันพระที่เป็นวันเพ็ญ สามารถทำเป็นกิจกรรมโปรโมต (Promote) การท่องเที่ยวก็ได้ ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ สามารถที่จะทำให้เกิดกระแสการตื่นตัว เราพบว่ามีผู้ว่าราชการ จังหวัดอ่างทองได้ทดลองทำเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีเช่นเดียวกัน ท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดอ่างทองได้ใช้โอกาสวันเพ็ญนี้ในการเยี่ยมเยือนประชาชนและรับฟังประชาชนด้วย อันนั้นเป็นภาพที่งดงาม แม้กระทั่งมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดไปหลายครั้งแล้ว แต่วิถีวันพระนี้ยังคงอยู่ในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่ได้ทดลองทำมาแล้ว ในระดับโรงเรียน ในระดับชุมชนหลายแห่ง แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อก็ทดลองมาตามสมควร อันนี้อย่างน้อยก็ได้ตอบแทนคุณคืนพระพุทธศาสนา แม้ไม่ได้ ๕๐ วัน อย่างน้อยได้ ๑๒ วันเพ็ญ และทำให้ครอบครัวได้ทำบุญร่วมกัน เกิดการเรียนรู้ทางศีลธรรม เป็นภาพปรากฏชัด และเราจะได้น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่เพียงแค่เป็น งานอีเวนต์ (Event) ผิวเผินในโอกาสถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ท่านเท่านั้น แต่หวังว่าจะเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงามของพวกเราสืบต่อไปอย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมเบี่ยงเบนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ควรได้รับการเยียวยาด้วย เราพบว่ามีวัดหลายแห่ง ที่ได้ปรับตัวเปิดวัดในวันอาทิตย์ อย่างเช่น วัดชลประทานรังสฤษดิ์ วัดปัญญานันทาราม เป็นต้น ได้ทำโครงการเปิดวัดวันอาทิตย์ได้รับผลดี เราจึงมีข้อเสนอว่าให้มีการจัดกิจกรรม วันพระอาทิตย์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อเสนอสำคัญที่ทางกรรมาธิการหลายท่านก็มีประสบการณ์ตรง และเห็นว่าน่าจะทำให้เป็นวันแห่งครอบครัว วัดต้องเพิ่มบทบาทในการจัดกิจกรรมสำหรับ ครอบครัวในหัวข้อครอบครัววันพระอาทิตย์ให้ได้มากขึ้น เพื่อเป็นการเยียวยาพฤติกรรมเบี่ยงเบน ของครอบครัวในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ โดยใช้พลังทางพุทธศาสนาและองคาพยพที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนข้อเสนอข้อที่ ๒ มีบุคคลหลายท่านได้ปรารภ โดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านได้เคยมีการสนทนาส่วนพระองค์กับ สมเด็จพระสังฆราช ได้ปรารภถึงความยากลำบากของเนื้อหาการเรียนการสอน พระพุทธศาสนา หลาย ๆ ท่านเองก็มักจะเสียงบ่นว่าทำไมยาก เนื้อหาเยอะ เด็ก ๆ เรียนแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจ เราจึงมีข้อเสนอว่าทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรวิถีพุทธศึกษา ที่เน้นเนื้อหาไม่ต้องมาก ให้เรียนง่าย มีภาพการ์ตูนประกอบให้เยอะ การจัดการเรียนรู้ และเนื้อหาควรจะต้องแบ่งตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการแต่ละช่วงวัย อย่างน้อยควรทำ ๑๒ ปี ด้วยกัน และรูปแบบที่ครูใช้ในการเรียนการสอนซึ่งเราได้ไปดูงานในต่างประเทศ หลายประเทศด้วยกัน เราพบว่ารูปแบบที่น่าจะได้ผลคือการเรียนการสอนแบบแอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active Learning) หรือการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกิจกรรมและการนำไปปฏิบัติจริง ในวิถีชีวิต ซึ่งอันนี้ควรจะต้องพัฒนาคู่มือครูและอบรมครูไปพร้อมกัน แล้วเรายังสามารถ บูรณาการเรื่องของความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ซึ่งเราไปดูงานในหลายประเทศก็ใช้ได้ผลดีมาก ในพฤติกรรมที่ลูกควรจะทำ กับพ่อแม่ที่บ้าน พฤติกรรมที่เด็กควรกระทำต่อคุณครู กระทำต่อวัด ต่อศาสนา ต่อบุคคล ต่าง ๆ ในสังคมก็แทรกเข้าไปในเนื้อหานี้ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ก็มีวัดนำร่องที่พร้อม จะจัดการเรียนรู้อย่างนี้ในทุกวันอาทิตย์ ซึ่งก็จะกลับไปโยงกับข้อเสนอเรื่องของการเปิดวัด วันอาทิตย์ให้มีกิจกรรมครอบครัววันพระอาทิตย์ สิ่งนี้ก็จะช่วยเสริมกันได้

ข้อเสนอข้อที่ ๓ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมวิถีวัฒนธรรม อันดีงามในวันพระและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อย่างเช่น กิจกรรมงดเหล้าวันพระ ฟังธรรม วันพระ ปฏิบัติธรรมวันพระ หรืออาจจะบอกว่าไม่ทะเลาะกันวันพระอย่างนี้ก็ได้ เพื่อจะให้ เห็นว่าวันนี้เป็นหมุดแห่งสติของสังคม ขณะเดียวกันท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ ท่านได้ขอเสนอว่าต้องมีนโยบายที่จำกัดหรือห้ามจัดงานที่ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ในวันพระวันเพ็ญด้วย ขอยกตัวอย่างเลยว่าเช่นกิจกรรมฟูล มูน ปาร์ตี (Full Moon Party) เป็นวันที่เราขายหน้าไปทั่วโลก ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยว่ามีสัญลักษณ์ที่มั่วสุมทางเพศต่าง ๆ เรื่องของฟูล มูน ปาร์ตี (Full Moon Party) อันนี้จำเป็นต้องจำกัด ถ้ายกเลิกไม่ได้ ต้องจำกัด ให้อยู่ในสถานที่สาธารณะและไม่ให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ก็จะเป็นการไถ่บาปที่เรา ได้ทำให้วันเพ็ญซึ่งเป็นวันแห่งการเรียนรู้ที่ดีงามกลายเป็นวันมั่วสุมทางเพศไปได้ในสายตา ชาวโลก อันนี้เป็นมรดกบาปที่ไม่ควรจะมีอีกต่อไป ทั้งหมดคือข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อของการจัด การศึกษาในส่วนของ ว หรือวัด

ในส่วนของ ร หรือโรงเรียน คือการจัดการศึกษาวิถีพุทธในระบบโรงเรียน หรือโรงเรียนวิถีพุทธ ขออนุญาตเรียนที่ประชุมว่าจริง ๆ แล้วโรงเรียนวิถีพุทธไม่ใช่เรื่องใหม่ ของสังคมไทย ได้มีการเกิดขึ้นมาตามลำดับประมาณ ๑๕ ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีการเปิดโอกาส ให้สมัครด้วยความสมัครใจผ่านทางเว็บไซต์ (Web Site) เพราะว่ามีโรงเรียนที่สมัครเข้ามา โดยความสมัครใจจำนวนสูงถึง ๒๖,๐๐๐ โรงเรียน แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลอดเวลาที่พระอาจารย์ ได้เข้าไปช่วยเป็นวิทยากรและช่วยทำงานมากมาย เราค้นพบว่าโครงการนี้ระดับรากหญ้า ปฏิบัติการสมัครใจอยากจะทำ แต่ภาคนโยบายหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยส่งเสริม อย่างจริงจัง งบประมาณไม่ค่อยจะให้ บุคลากรไม่สนับสนุน ทำให้ไม่สามารถที่จะจัดกระบวนการ พัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโรงเรียนวิถีพุทธอย่างจริงจังได้เลย แต่โครงการหลายรัฐบาลที่ผ่านไปชอบทำนโยบาย ชอบมีโครงการโรงเรียนอะไรใหม่ ๆ มากมายจนเป็นภาระคุณครูท่วมหัว ข้างล่างไม่ได้อยากทำ มาแล้วก็ไป ๆ เป็นภาระจนถึง ทุกวันนี้ มันจึงกลับกัน สิ่งที่รากหญ้าอยากทำ ฝ่ายนโยบายไม่ค่อยจะสนับสนุน ฉะนั้น เราจึงมีข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรม ๑. ขอให้ฝ่ายนโยบายโดยภาครัฐนั้นสนับสนุน โดยการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธและกระบวนการอบรม พัฒนาผู้บริหาร ครู และครูพระ ทั้งระบบโรงเรียน ทำไมเราไว้ด้วยกัน เพราะเราค้นพบว่ากระบวนการ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาก็ตาม หรือกระบวนการพัฒนาบุคลากรก็ตาม ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นฟันเฟืองที่ต้องทำให้เขาเป็นคนออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตัวเขาเอง และใช้ กระบวนการนั้นในการพัฒนาอบรมทั้งระบบ โดยอาศัยงานของโรงเรียนอยู่แล้วเป็นฐาน อย่าไปเพิ่มงานใหม่ ใช้งานวิจัยอย่างมีส่วนร่วม ใช้พลังของสถาบันการศึกษาทางวิชาการ เข้าไปช่วยทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ ใช้หลักธรรมเข้าไปบูรณาการสามารถคุยกันอย่างเป็น กัลยาณมิตร ไม่ใช่มาประเมินแบบจับผิดเน้นเอกสาร แต่ใช้ความเป็นกัลยาณมิตรในการช่วย สนับสนุนซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน พลเอก พหลก็เป็นห่วง กลัวคนจะเข้าใจผิดว่าโรงเรียนวิถีพุทธเป็นเรื่องเก่าโบราณ อาจจะอ่อนเรื่องวิชาการ หรือความทันสมัย ท่านก็ได้เสนอ และทางคณะทำงานก็เห็นด้วย ก็จะให้เสริมทางด้านของ วิชาการและทักษะการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ซึ่งก็มี คณะอนุกรรมาธิการอีกคณะหนึ่งได้ทำไว้โดยมีเป้าหมายร่วมกัน นี่คือข้อเสนอข้อที่ ๑

ข้อเสนอข้อที่ ๒ กระบวนการผลิตครูเป็นหัวใจสำคัญมาก ทุกท่านจะเห็นว่า มีข่าวครูรุ่นใหม่ ๆ มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนโดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือทางเพศกับลูกศิษย์ กับนักเรียนมากมาย ได้แค่บ่น ไม่มีใครแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เราผลิตครูอย่างไร ในสถาบันอุดมศึกษา เราปล่อยให้นักศึกษาครูใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันมีหลุมดำ รายล้อมมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งมั่วสุมต่าง ๆ โดยที่มหาวิทยาลัยก็จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกล้อว่าเป็นสถาบันเปลี่ยนนิสัย ลูกหลานเขาเลี้ยงมาดี ๆ จนถึงมัธยมพอเข้ามหาวิทยาลัยปุ๊บเสียผู้เสียคนหรือเสียตัวกันไปเป็นจำนวนมาก ถ้าเรา ปล่อยให้คนที่เรียนครูใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมั่วสุมเหมือนกับคณะอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราจึงไม่พัฒนาครูให้กลับมาสูงส่งในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำไม เราไม่มองไปที่ระบบการเรียนการสอนอย่างวิทยาลัยพยาบาล พระอาจารย์ชื่นชม การเรียนการสอนวิทยาลัยพยาบาล พระอาจารย์จัดการเรียนรู้ให้กับระดับมหาวิทยาลัย มาหลายปี เราพบว่าคณะพยาบาลจะแตกต่างจากคณะอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ เรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ กิริยามารยาท ความมีคุณธรรมจริยธรรม ถ้าเราต้องการให้ครูเป็นวิชาชีพที่สูงส่งของสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำไมเราจึงไม่มองตัวอย่างที่ดี ของวิทยาลัยพยาบาล เราควรจะต้องมีการผลิตครูในระบบปิดเป็นโรงเรียนกินนอน และเน้น การเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต การจะบูรณาการหลักธรรม การปฏิบัติธรรม การเสริมคุณธรรม อบรมจริยาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นวิถีชีวิต เราพบว่า สถาบันที่จัดการศึกษาระบบปิดแบบนี้ยังคงรักษาคุณภาพและคุณธรรมไว้ได้ดีถ้าเราจะดู ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยการเรียนการสอนทางด้านทหาร ตำรวจที่เป็นระบบปิด เช่นเดียวกัน จะมีความเสื่อมช้ากว่าคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยที่เปิด และมหาวิทยาลัย ก็จัดการหลุมดำรอบมหาวิทยาลัยไม่ได้ อันนี้เราจึงมีข้อเสนอว่าขอให้จัดการเรียนรู้ ผ่านการปฏิบัติงานจริงโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานตั้งแต่ตอนเรียน ทฤษฎีที่เยอะพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ช่วยให้ครูเป็นครูที่ดีได้จริง ให้ใช้หลักธรรม และโดยเฉพาะหลักกัลยาณมิตรเป็นตัวหล่อหลอม และการเรียนรู้ต้องผ่านการปฏิบัติธรรมในวิถีชีวิต ดังได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นระบบปิด แบบนักศึกษาพยาบาล และให้มีการฝึกปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะในโอกาสอันสมควร ถ้าทำได้อย่างนี้เราเชื่อว่ากระบวนการผลิตครู ให้ครูเป็นกัลยาณมิตรสูงส่งในสังคมไทย อีกครั้งหนึ่งจะกลับคืนมา และสมแล้วที่รัฐบาลได้พยายามปรับผลตอบแทนให้ครูได้ดี มาตามลำดับ ก็จะสมกับคุณค่าของอาชีพที่เราควรจะยกย่องในสังคมนี้สืบต่อไป

ข้อเสนอข้อที่ ๓ การประเมิน เราเน้นว่าการประเมินต้องเป็นองค์รวม เราใช้ชื่อว่าการประเมินวิถีพุทธตามหลักภาวนา ๔ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ ในโอกาสที่เราได้เข้าพบท่านได้เน้นย้ำหลายครั้ง หลักไตรสิกขา ภาวนา ๔ ทำให้เห็นว่าเราทำพุทธศาสนาเป็นสากลที่ทันสมัย เพราะทั่วโลกกำลังเน้น เรื่องการจัดการศึกษาหรือเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมรอบด้าน ปรากฏว่าหลักธรรมไตรสิกขา และภาวนา ๔ สอดคล้องกับสิ่งที่ทั่วโลกเพิ่งพัฒนามาถึง ภาวนา ๔ ประกอบไปด้วย กายภาวนา หมายถึงพระอาการทางกาย ศีลและภาวนา หมายถึงพระอาการทางสังคม จิตตภาวนา หมายถึงพระอาการทางจิตใจ ปัญญาภาวนา หมายถึงพระอาการทางปัญญา ถ้าเราพูดคำเดิมคนก็อาจจะรู้สึกโบราณ แต่พอเราแปลเป็นคำทันสมัยว่าเป็นพระอาการ ทางกาย สังคม จิตใจ ปัญญา ปรากฏว่าการศึกษาทางโลกตะวันตกเพิ่งพัฒนามาถึงแนวคิดนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ของพุทธศาสนามีเรื่องนี้มา ๒,๖๐๐ กว่าปีแล้ว พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณจึงได้เน้นย้ำว่าสิ่งนี้เราน่าจะชูธงว่าเป็นภูมิปัญญาของเราเองมาใช้อะไรบ้าง มีข้อเสนอย่อย ๆ ด้วยกัน

๑. ใช้การประเมินนี้มาเพื่อการแต่งตั้ง โยกย้ายผู้บริหาร ครู บุคลากร ทางการศึกษา การแต่งตั้ง โยกย้ายถ้าไม่ผูกกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีแต่เรื่องเส้นสาย หรือการวิ่งเต้น ไม่ทำเรื่องคุณธรรมจริยธรรมสำคัญ ก็จะไม่มีผลไปทำให้เขาเห็นความสำคัญ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่าเรื่องคุณธรรมจริยธรรมสำคัญ ต้องมาอยู่ในเกณฑ์ของ การแต่งตั้ง โยกย้าย

๒. การประเมินนักเรียน ถ้าเราไปเน้นแต่การประเมินคะแนนสอบวิชาการ หรือปัจจุบันไปเน้นแต่ที่โอเน็ต (O-NET) เราพบว่าการศึกษาฟินแลนด์ที่ทุกคนยกย่อง มีสื่อ เผยแพร่ยืนยันว่ายิ่งมีการประเมินมาตรฐานระดับชาติมากเท่าไรการศึกษายิ่งแย่ลง เราไม่แน่ใจว่าเมืองไทยเราได้เรียนรู้อย่างนี้อย่างฟินแลนด์แล้วหรือยังจากที่เราทดลองใช้ การประเมินมาตรฐานอย่างนี้ เราจึงมองว่าการประเมินนักเรียนก็ต้องประเมินอย่างเป็น องค์รวมเช่นเดียวกัน อย่าไปละทิ้งมิติด้านพระอาการทางกาย สังคม จิตใจ ปัญญา ต้องให้ครบ เช่นเดียวกัน แต่กระนั้นเองเราพบว่าอุปทานหมู่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองในประเทศนี้ คุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ฉันจะไปดูว่าเรียนต่อ ศึกษาต่อ เข้ามหาวิทยาลัยเขาดูอะไร ก็จะไปดูตรงนั้น

๓. ต้องใช้ประเมินในเรื่องของเกณฑ์การจบการศึกษาและการสอบเข้าศึกษา ต่อด้วย ซึ่งตรงนี้ท่านศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้ย้ำว่าถ้าเสนอ อย่างอื่นไม่ได้เหลืออยู่ข้อเดียวขอให้เสนอข้อนี้ เพราะข้อนี้ทำให้องคาพยพอื่น ๆ จะต้อง ปรับปรุงตาม

๔. ข้อเสนอในเรื่องของการประเมินครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ตอนนี้ เรามีพระที่ถูกฝึกให้สอนศีลธรรมในโรงเรียนเป็นจำนวนหนึ่ง ยังไม่ครอบคลุมทั้ง ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ทั่วประเทศ ถ้าเรามองว่าพระที่ถูกแยกเป็นส่วน ๆ วัดและโรงเรียนออกจากกัน พระก็เริ่ม มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเช่นเดียวกัน พระส่วนหนึ่งมีปัญหา แต่ถ้าเกิดเรามองอย่างนั้น พระกว่า ๓๐๐,๐๐๐ รูปจะเป็นภาระให้กับเรามากมาย แต่ถ้าเกิดเราเปลี่ยนวิธีคิด ทำอย่างไรจะพัฒนาพระ ๓๐๐,๐๐๐ รูปให้กลายเป็นพลัง ยังไม่ต้อง ๓๐๐,๐๐๐ รูป พระอาจารย์มองแค่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ถ้าเราต้องการ พระสัก ๓๐,๐๐๐ รูป พัฒนาท่านให้ดี และจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างเป็นองค์รวม กับท่านด้วย เพื่อจะเป็นหลักประกันปิดช่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่เราไม่พึงประสงค์ ให้พระท่านมีศีลาจารวัตรที่ดี งดงาม เป็นแบบอย่าง เข้าใจเนื้อหาการสอนที่ดี สนับสนุน ให้ท่านพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ดี อย่างน้อยเริ่มต้นที่พระกว่า ๓๐,๐๐๐ รูป ก็จะเป็น พลังสังคม แล้วจะช่วยเยียวยาภาพลักษณ์ของพระที่เสียหายในข่าวรายวันทุกวันนี้ เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังเถอะครับ ขอให้พวกเราได้ช่วยกันสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ทั้งในส่วนของบ้าน วัด โรงเรียน ตามข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อแรก ส่วนในข้อที่ ๔ นั้นเรามองว่า ทั้ง บ ว และ ร นั้นควรจะทำให้เกิดเครือข่าย

ข้อเสนอข้อที่ ๔ เราเอาตัวอักษรทั้ง ๓ ตัวมารวมกัน โดยใช้ชื่อว่าการจัดตั้ง เครือข่ายพัฒนาการศึกษา เครือข่ายบวรวิถีพุทธ เรามองว่าการจัดตั้งเครือข่ายนั้นจะไม่อิง ฝ่ายรัฐเลยก็ไม่ดี อิงฝ่ายรัฐมากเกินไปก็มักจะมีปัญหา เราจึงมีบทเรียนจากการทำงาน เรื่องเครือข่ายมามาก จึงมีข้อเสนอเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก เป็นการสร้างเครือข่าย บ ว ร หรือบวรวิถีพุทธ ในส่วนที่อิงกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้สามารถมีตัวแทนของฝ่ายบ้าน วัด โรงเรียน มาร่วมมือกัน ซึ่งอันนี้เราก็ได้ทดลองทำไปแล้วในระยะเวลาหนึ่งในรูปแบบ ของการทำโค้ชชิงทีม (Coaching Team) วิถีพุทธ มีตัวแทนของผู้บริหาร โรงเรียนวิถีพุทธ ที่เอาจริงเอาจัง ตัวแทนของศึกษานิเทศก์ ตัวแทนของพระสงฆ์ในพื้นที่ ของผู้ปกครอง ของผู้อุปถัมภ์ให้มาร่วมมือกัน เพื่อจะได้ช่วยกำกับ ติดตาม พัฒนาเรื่องนี้ และควรจะพัฒนา ให้ครบทั้งระดับพื้นที่ จังหวัด ภูมิภาค และเมื่อมาถึงระดับประเทศแล้วควรจะจัดให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในรูปแบบของสมัชชาการศึกษาวิถีพุทธระดับประเทศอย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้ง แต่ถ้าเกิดเราอิงกับราชการมากเกินไปก็อาจจะดูตายตัว และอาจจะไม่ยั่งยืน เราจะมีข้อเสนอในมิติที่ไม่ใช่ภาคราชการ แต่ใช้พลังงานของสถาบันวิชาการ จึงเป็นข้อเสนอ ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่เชี่ยวชาญการศึกษาวิถีพุทธ ซึ่งในเบื้องต้นเราพบว่ามี ๓ แห่งด้วยกัน คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันอาศรมศิลป์ ควรจะมาช่วยในการใช้งานวิจัยเข้ามาเชื่อมร้อยการสร้างเครือข่าย บวรวิถีพุทธ และควรจะเป็นผู้อำนวยการในการจัดสมัชชาการศึกษาวิถีพุทธระดับประเทศ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อแรก ข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อด้วยกัน คือมี ๓ ด้าน กับอีก ๑ เครือข่าย ด้านบ้าน ด้านวัด ด้านโรงเรียน และเครือข่ายบวรวิถีพุทธนั้น เป็นข้อเสนอทั้งหมดที่ได้ กล่าวไป ส่วนวิธีการปฏิรูป ผู้รับผิดชอบและงบประมาณ พระอาจารย์ก็จะประหยัดเวลา ของทุกท่านในที่นี้ ก็จะเป็นโครงสร้างเหมือนเดิม เอกสารมีปรากฏอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะมี ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา ในส่วนของบ้าน ในส่วนของผู้รับผิดชอบ เรามองว่าผู้รับผิดชอบหลัก น่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข ที่จำเป็นต้องดูแลโรงพยาบาลประจำตำบลต่าง ๆ อันนี้น่าจะเป็น เจ้าภาพหลักในส่วนของการจัดการศึกษาด้านครอบครัว แต่แน่นอนต้องร่วมมือกับโรงเรียน เป็นสำคัญในระดับพื้นที่ด้วย แล้วก็วัดที่จะเข้ามาช่วย หรือสถาบันแม่ชีไทยที่จะดึงพลัง ของแม่ชีซึ่งก็มีอยู่มากให้มาเป็นประโยชน์ ในส่วนของวัด เจ้าภาพหลักเราก็มองไปถึง กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าภาพหลัก แต่แน่นอนเราคิดว่าในการจัดกิจกรรมวันพระบันดาลใจ อย่างเช่นกิจกรรมวันพระวันเพ็ญ ที่อาจจะได้เชิญท่านนายกรัฐมนตรีพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ อย่างนี้เป็นต้น เราไม่อยากให้ ภาคราชการเป็นเจ้าภาพจัด ถ้าระดับพื้นที่ เรามีข้อเสนอว่าขอให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียน ที่อยู่ใกล้วัดแห่งนั้นเป็นเจ้าภาพในการจัดและใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน จะทำให้ ไม่ดูแข็งตัวหรือตายตัวจนเกินไป และทำให้เห็นว่าภาคประชาชนได้เชื่อมร้อยกับภาครัฐ อย่างงดงามผ่านวิถีวัฒนธรรมวันพระ แล้วก็จะทำให้ชาวบ้านหรือภาคประชาชนได้รู้จัก เป็นเจ้าของวิถีวัฒนธรรมอันนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง อันนี้ก็เป็นเจ้าภาพในส่วนของวัด เจ้าภาพในส่วนของโรงเรียน แน่นอนที่สุดก็คือกระทรวงศึกษาธิการ และปัจจุบันก็มีโครงสร้างที่ต้องลงไปถึงศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นข้อต่อลงไปถึงโรงเรียน และจำเป็นต้องประสานความร่วมมือไปกับส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น ในส่วนของการพัฒนาพระสอนจริยธรรม ก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ก็จำเป็นต้องมี ความร่วมมือกัน แล้วก็ต้องร่วมมือกับในส่วนของบ้านและส่วนของวัดด้วย

ในส่วนของการจัดการเครือข่ายบวรวิถีพุทธ เรามองว่าน่าจะให้สถาบัน วิชาการทั้ง ๓ แห่งที่ได้เคยเอ่ยชื่อไปแล้วได้ช่วยในการประสานกับฝ่ายภาครัฐให้จัดเครือข่าย ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ กรอบเวลา พระอาจารย์ได้พิจารณาร่วมกับคณะทำงาน ในรายละเอียด แตกต่างกันไป แต่ว่าสามารถที่จะขมวดรวมในภาพรวมเป็น ๔ ระยะด้วยกัน

ระยะที่ ๑ ในช่วง ๓ เดือนแรก ก็เป็นเรื่องของการเตรียมการ การกำหนด นโยบาย การประชุม เพื่อที่จะได้เตรียมเอกสารสื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงความเข้าใจ ในสายบังคับบัญชาต่าง ๆ

ระยะที่ ๒ เป็นในเรื่องของการที่เรามาจัดทำหลักสูตรต่าง ๆ การสอบเปรียญ ความสำเร็จของโมเดล (Model) ต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากร วิทยากร การพัฒนาระบบ การโค้ชชิง (Coaching) การนิเทศติดตาม

ระยะที่ ๓ เรากำหนดว่าควรจะมีระยะเวลา ๓ ปี เพื่อทำในเชิงวิจัยปฏิบัติการว่า อย่างน้อยจังหวัดไหนที่ถึงพร้อม เข้มแข็งทั้งฝ่ายบ้าน ฝ่ายวัด ฝ่ายโรงเรียน มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง จะมีอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ เครือข่ายที่เข้มแข็งเป็นรูปธรรมหรือไม่ เราขอติติงกระบวนการ ทำงานภาครัฐที่ชอบทำแบบเหมาเข่งอย่างรีบร้อน รวดเร็ว การปฏิรูปการเรียนรู้ ๒ รอบ ที่ไม่สำเร็จก็เพราะวิธีคิด ไม่ใช่เนื้อหาไม่ดี เนื้อหาดีทั้ง ๒ รอบ แต่ที่ไม่สำเร็จเพราะกระบวนการ ขยายผลที่ชอบทำเหมาเข่ง จาก ๓๐๐ โรงเรียน เป็น ๓,๐๐๐ โรงเรียน ๓,๐๐๐ โรงเรียน เป็น ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ในเวลาอันจำกัด ตอนที่ขยายเป็น ๓๐๐ โรงเรียนเขายังงงกันอยู่เลย ขยายเป็น ๓,๐๐๐ โรงเรียน ขยายอะไรไป ก็ขยายความงง โรงเรียนก็ต้องโกหกหลอกลวง ตอน ๓,๐๐๐ โรงเรียนก็ยังงง ต้องหลอกลวงอยู่เลย ขยายเป็น ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ก็ต้องโกหก หลอกลวงกันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปจึงไม่สำเร็จ เราจึงยอมลงทุนถึง ๓ ปี ต้องพัฒนา ต้นแบบอย่างแท้จริงให้เกิดให้ได้ทั้งฝ่ายบ้าน วัด โรงเรียน อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ โมเดล (Model) ให้ได้ และพัฒนาทุกอย่างในรอบ ๓ ปีนั้น ทุกปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ และระหว่างนั้น อาจจะเห็นโรงเรียนที่สนใจตามธรรมชาติเกิดขึ้นเข้ามาเป็นเครือข่าย

ระยะที่ ๔ เราให้เวลา ๑๐ ปี เราจะขยายผลให้เต็มแผ่นดิน ในช่วงระยะเวลาที่ ๔ กำหนดกรอบเวลาไว้ ๑๐ ปีด้วยกัน อันนี้จึงเป็นความแตกต่างจากข้อเสนอที่เคยมีมา และทำกันอยู่

ส่วนของงบประมาณ ก็คงเป็นเรื่องของเจ้าภาพหลักที่ได้อธิบายไปแล้ว เพื่อประหยัดเวลาในที่ประชุมแห่งนี้

ขออนุญาตข้ามไปหัวข้อสุดท้าย ในข้อ ๖ ข้อเสนอแนะ

ข้อ ๖.๑ เรามีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการอิสระด้านการปฏิรูปการศึกษา ที่รัฐบาลตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๖๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ประสานกับ คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการในลักษณะเครือข่ายพัฒนา การศึกษาวิถีพุทธ ทำหน้าที่ช่วยคณะกรรมการอิสระด้านการปฏิรูปการศึกษาชุดดังกล่าว ในการกำกับ ติดตามการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตามรายงานฉบับนี้

ข้อ ๖.๒ เราก็ขอให้คณะกรรมการอิสระดังกล่าวนั้นได้นัดประชุมหารือกับ กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามแผนการปฏิรูปในรายงานฉบับนี้ เพื่อขอให้มี การตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงแต่ละกระทรวงในการพิจารณากำหนดนโยบาย และสั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละกระทรวงให้ได้รับทราบ ทำความเข้าใจ และดำเนินการตามรายงานฉบับนี้

ข้อ ๖.๓ พระอาจารย์คิดว่าสำคัญยิ่ง ถ้ารัฐบาลได้หยิบเรื่องนี้ไปเป็นงานสำคัญ ของรัฐบาลที่จะเยียวยาฟื้นฟูสังคมไทยจากรากฐานตามหลักภูมิสังคมพระราชทานคือบวร คณะรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ากราบถวายรายงานแด่สมเด็จพระสังฆราช และกราบทูลเชิญ สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ในการอำนวยองคาพยพทั้งหลาย ให้ได้ดำเนินการในเรื่องนี้

ข้อ ๖.๔ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ มติมหาเถรสมาคมในด้านการฟื้นฟูวิถีวันพระ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ ตามปรากฏในภาคผนวก ค. และ จ. แบบเชิงรุก ทั้งการจัดทำสื่อเผยแพร่ การจัดประชุม ถวายความรู้พระสังฆาธิการ การสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกแห่ง ให้การสนับสนุน และการลงเยี่ยมในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัว ติดตามการขับเคลื่อน การศึกษาวิถีพุทธอย่างต่อเนื่อง อันนี้ก็จะช่วยทำให้สิ่งที่มติมหาเถรสมาคมมีอยู่แล้ว สิ่งที่ เราทำไม่ได้มีความแปลกแยก แต่มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้อยู่ในวงจำกัด แล้วก็ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์และสร้าง ความตื่นตัว ทั้งหมดนี้ที่ได้รบกวนเวลาอันมีค่าของผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน อาตมาภาพอยากจะให้พวกเรา ได้ร่วมกันทำบุญใหญ่นี้ ตลอดเวลาที่พระอาจารย์ทำรายงานฉบับนี้มีบุคคลหลายท่าน ที่มีบุญคุณมากมายอาจจะไม่ได้กล่าวชื่อถึง แต่ตอนที่พระอาจารย์เจออุปสรรคมากมาย ปรากฏว่าเมื่อพระอาจารย์ได้ระลึกนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทำให้ พระอาจารย์ได้นึกถึงโครงสร้างบวร และนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักในการจัดทำรายงาน ฉบับนี้ เรามีความหวังอย่างจริงใจยิ่งกับคณะทำงานที่เป็นภาคประชาชนว่าถ้าจะมีอะไร ได้ถวายพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านในวาระสุดท้ายอันสำคัญยิ่งนี้ เราไม่อยากให้เป็นสิ่งที่ ผิวเผิน เป็นอีเวนต์ (Event) เป็นการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองแล้วไม่เกิดประโยชน์ยั่งยืน เราอยากจะให้รายงานฉบับนี้ได้หลอมรวมร้อยทุกภาคส่วนในสังคมไทยไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ได้มีส่วนแห่งการทำบุญกุศลใหญ่ที่จะเป็นดังอนุสรณ์ระลึกถึงหลักทรงงานพระราชทานบวรนี้ ของพระองค์ท่านอย่างยั่งยืนสืบไป ขอพวกเราได้มีส่วนร่วมแห่งบุญกุศลนี้ด้วยกัน ขอเจริญพร อนุโมทนา

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญสมาชิกได้แสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สำหรับท่านแรก ขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

นมัสการพระคุณเจ้านะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ประเด็นนี้อยากจะเรียนว่ามีความสนใจ ผมมีความสนใจ แล้วโดยภาพรวม เห็นด้วยเป็นอย่างมากว่าการศึกษาไทยห่างออกจากศาสนาอยู่ตามสมควร แล้วในอดีตวัด โรงเรียนมีการร่วมมือกันอยู่ สังคมเปลี่ยนไปเยอะ สิ่งที่เราเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปมาก สังคม เปลี่ยนแปลงมากมาย ผมเองได้เคยมีโอกาสบวชเรียนมาแม้ว่าไม่นานนัก จำคำพระไม่ค่อยได้ แต่ว่าแปลคำสวดได้ แล้วก็ทำให้เข้าใจว่าบางเรื่องบางราวเราเพียงแต่ไม่ได้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น การปลงอาบัติ ที่ว่าทำไมการกวาดวัดในยามเย็น การทำความสะอาดลานวัดถึงปลงอาบัติได้ หรือการตอบโต้กันระหว่างการปลงอาบัติว่าวันนี้ทำผิดคุณรู้แล้วหรือคุณจะทำอีกไหม ผมสงสัยอยู่เมื่อก่อนว่าถ้าหากเราเป็นคนอินเดีย เราฟังภาษาบาลีหรือสันสกฤต เราคงเข้าใจ ความหมายเลยในคำสวดดังกล่าว แล้วเป็นการสั่งสอนเราไปเสียด้วยเลยในคราวเดียว ก็ยังสงสัยอยู่ ก็เคยถามพระบางรูปบอกว่าถ้าเราไม่ได้สวดเป็นภาษาบาลีก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของการพิจารณาในการจะยืน จะนั่ง จะดื่ม จะกิน ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเรียนรู้จากพระองค์ท่าน จนกระทั่งได้รู้ในสิ่งที่สูงส่งก็คือบรรลุโสดาบัน แล้วก็อรหันต์ไป มีครั้งหนึ่งผมแวะไปที่สวนโมกข์ ผมศึกษาท่านพระพุทธทาสมายาวนานมาก ตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ชอบหลักธรรมของท่าน ผมอยู่มัธยมก็ศึกษา ออกไปทางพุทธ ทางเซน แล้วจากการศึกษาก็ชอบในหลายอย่าง ศึกษาโรงมหรสพทางวิญญาณของท่าน ภาพทุกภาพ ก็เรียนรู้ น้ำไม่ได้คดหรอก แม่น้ำต่างหากที่คด ผมเอามาใช้อยู่บ่อยว่าเสียงขลุ่ยกลับคืนสู่กอไผ่ คือเป็นคำเพราะ ๆ มากมาย แล้วก็ไปชอบในการพิจารณาเรื่องศาสนาว่าที่พระยืนกันอยู่ ๓ รูป แล้วก็มีผู้หญิงท้องจะข้ามน้ำ ข้ามไม่ได้ พระรูปหนึ่งก็ไปอุ้มนางข้ามไป กลับไปวัด ๗ วัน แล้วพระอีก ๒ รูปก็ยังเถียงกันไม่จบว่าที่ทำตรงนั้นอาบัติหรือ ไม่อาบัติหรือ ไม่ผิดหรือ พระที่อุ้ม ผู้หญิงท้องที่น้ำไหลเชี่ยว ก็บอกว่าคุณยังอุ้มนางอยู่หรือ อาตมาปล่อยวางนางไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันโน้นแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่สลับซับซ้อนสูงส่ง ผมมีโอกาสไปหาท่านพระพุทธทาส ท่านก็เลี้ยงไก่อยู่ ท่านชอบเลี้ยงไก่ตัวเล็ก ๆ ข้างหลังก็มีต้นมะพร้าวที่ท่านปลูกไว้ ให้รู้ว่าการบรรลุความเข้าใจในโลกหรือการบรรลุ อยู่ในวัฏสงสาร เราไม่มีทางจะแยกตัวเองไปจากวัฏสงสารได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่เข้าใจ ผมก็กราบเรียนถามท่าน ผมเอาลูกชายตัวเล็ก ๆ ไปด้วยว่า ท่านครับ สังคมปัจจุบันนี้ มันซับซ้อนและวุ่นวายมาก ผมจะสอนลูกให้เป็นพุทธที่ดีได้อย่างไร ท่านก็หันมายิ้ม ด้วยความเมตตา หน้าตาท่านเมตตามาก และท่านก็บอกว่าแล้วพ่อมันรู้หรือยังว่าพุทธที่ดี เป็นอย่างไร ถ้าศัพท์กำลังภายในก็คือผมตายในดาบเดียว ก็คือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องไป เรียนรู้เอาเอง แล้วเราก็ไปถามท่าน ผมก็บอกว่าชอบที่นี่ ชอบให้คนมา ท่านก็เล่าให้ผมฟังว่า โยมจะเห็นว่าตอนนี้มีรถบัส (Bus) มากันเยอะ เขาไม่ได้มาหาหลักธรรมที่นี่ อาตมาเอาหิน มาวางไว้ก้อนหนึ่งก้อนใหญ่ให้ไปดูในสวนโมกข์ แล้วก็เอากระถางธูปมาวางไว้ข้างหน้าว่า บางทีที่เรากราบเป็นแค่หินเท่านั้นเอง แต่ปรากฏว่าคนเอาธูปไปปักแล้วกราบเอาจริงเอาจัง พร้อมกับขอหวยเสียอีก ท่านก็บอกว่ารถบัส (Bus) มากมายไม่ถึงครึ่งที่มาหาหลักธรรมที่นี่ เพราะฉะนั้นท่านไม่อยู่แล้วท่านก็สอนให้เรารู้ว่าบางทีการอยู่ การจากไปก็แค่การฌาปนกิจ แบบง่าย ๆ แต่หมายถึงองค์ของท่านพุทธทาสภิกขุยังอยู่ในใจ แล้วเราก็เอาคำสอนมาพูดกัน หลายมิติมาก เป็นการเรียนรู้ที่สูงส่ง ดังนั้นผมได้จากสิ่งนี้มาก็พยายามมองรอบ ๆ มองลึก ๆ และมองแบบนิ่ง ๆ แล้วก็พยายามค้นหาหลักธรรมจากสิ่งที่มีอยู่ในโลกรอบ ๆ ตัวเห็นอะไร มากมายครับ ดังนั้นที่ผมเรียนแล้วว่าสังคมไทยตอนนี้มีความคิดและแนวปฏิบัติที่แยกส่วนกัน มากขึ้น วิวัฒนาการได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ของเราเองเราไม่รู้ ระบบญี่ปุ่นเองเขามีระบบบูชิโด เราเรียนรู้ว่าการใช้ทฤษฎีซี (Z) ใช้ได้ในญี่ปุ่นแต่ไปใช้ที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ เพราะเขาแต่งตัว เหมือนกันไปหมดแล้วก็มีระเบียบ เขาเรียนรู้ว่าส่วนใหญ่ของสังคมอยู่กันอย่างไร ของเรา ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ จริง ๆ อีกมิติหนึ่งเราก็สามารถเรียนรู้พุทธได้ง่ายเพราะว่า ใจเรากว้างไกล ไม่มีอะไรมาบีบรัดไว้ ถ้าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจเราก็คงเรียนรู้ได้ไว แต่ว่ามันนำให้เราไปหลงทางได้ง่ายเพราะไหลตามความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง เราประคองตัวไม่ได้ ดังนั้นสิ่งนี้มีลักษณะที่แยกส่วนกันมาก หลักศาสนาจึงเป็นส่วนสำคัญ ในส่วนทางพุทธของเรา แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าประเด็นที่สำคัญก็คือการที่ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ การเรียนรู้เอาเอง ผมเคยไปอยู่ที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นก็มีคนมาชวนไปโบสถ์ หลายครั้งตอนไปศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ผมก็บอกกับเขาว่าคุณอย่ามายุ่งกับผม เพราะถ้าคุณ มายุ่งกับผมมาก ๆ คุณจะเปลี่ยนมานับถือพุทธผมไม่รับผิดชอบนะครับ ผมก็อธิบาย ให้เขาฟังว่ามันเป็นเรื่องง่าย การที่คนจากแอฟริกาเขาถือต้นไม้เป็นพระเจ้า ถือแม่น้ำ เป็นพระเจ้า ภูเขาเป็นพระเจ้า คุณเพียงแต่เปลี่ยนเอาต้นไม้ออกไปแล้วเอาศาสดาของคริสต์ สมมุติว่าไปทางคริสต์เข้ามาแทน แต่ในพุทธไม่มีอะไรเลย ความว่างเปล่า สุญตา เราจะเอามาแทนความว่างเปล่า ไม่ใช่ว่ามีว่างอยู่แล้วเอาอะไรมาใส่ได้ มันไม่รู้จะใส่อย่างไร เพราะไม่มีภาชนะ สิ่งเหล่านี้เองก็เตือน ๆ เขาไป เพราะเกรงว่าไม่ใช่เขามาชวนเรา เดี๋ยวกลายเป็นว่าเขาจะมาทางเราโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหลักศาสนาที่ว่าจึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าการที่ไม่มีขอบเขต ในบางมิติในบางนิกาย เรามีหินยาน เรามีมหายาน การจัดระบบให้เป็นกรอบมีลักษณะเหมือนมีไฮราคี (Hierarchy) มีส่วนยอด ส่วนที่จะลงมา ไม่พูดรายละเอียด บางทีสำหรับสังคมไทยเข้าใจง่ายกว่า มันฟอลโล (Follow) ง่ายก็เพียงแต่เชื่อ สังคมนี้เป็นสังคมที่เชื่อง่าย การหาเอาเองทำให้เตลิดเปิดเปิงได้ ดังนั้นต้องมีรากมีบางส่วน ที่จะเป็นการกล่อมเกลาสั่งสอน สังคมไม่เหมือนเดิม โลกหมุนเร็วมากแล้วเราหมุนตามไม่ทัน อย่างญี่ปุ่นอาจจะมีหลักยึดมากกว่า นิ่งกว่า พอเราไหลไปเราก็ไหลไปตามกระแสได้ง่าย ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะบางประการที่ฝากไว้ที่นี่ก็คือว่า สิ่งแรกพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นศาสนูปถัมภก สังคมนี้เป็นสังคมที่เปิดกว้าง ดังนั้นการเดินไปสู่จุดหนึ่งต้องพึงระมัดระวัง ศาสนิกอื่นด้วยในสังคมนี้เพราะเราอยู่กันมาด้วยดี การไปเน้นจุดใดจุดหนึ่งเรื่องนี้มีมุม อยู่เหมือนกันที่อยากจะฝากไว้ อย่างเมื่อสักครู่นี้นั่งอยู่ในห้องว่าในทางใต้ก็คือเราใช้บวร แล้วทางใต้ต้องใช้บรมไหม ใช้บรม บ้าน โรงเรียน มัสยิดหรือเปล่าในการสั่งสอนให้คน เป็นคนดีมีหลักการ รายละเอียดทุกอย่างมี เพราะฉะนั้นผมฝากไว้ว่าพึงระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเราอยู่กันมาอย่างสงบสุข เพราะฉะนั้นการเน้นบางจุดบางทีก็มีบางมุมอยู่เหมือนกัน เหรียญมี ๒ ด้านเสมอ

ประเด็นที่ ๒ ในการดำเนินการเป็นลักษณะโครงการใหญ่ อาจจะเกิด การต่อต้านได้ เช่น วันพระที่เราหวังว่าไม่ให้มีการขายเครื่องดื่มกันไปหมด ทีนี้อาจจะมี การต่อต้านว่าด้านหนึ่งก็ดี ทีนี้อย่างที่เรียนแล้วว่าขนาดเรื่องการเมืองเราใช้กฎหมายบังคับ ไม่ได้ เรื่องความเชื่อตรงนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดังนั้นการใช้นโยบายของรัฐพึงระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่งไม่อย่างนั้นจะเกิดผลย้อนกลับขึ้นมา แล้วก็อาจจะเชิญไปสู่จุดที่ว่าได้กับเสีย เราจะชั่งกันอย่างไร

สุดท้ายไม่ใช่เป็นการร้องให้มีการปรับเปลี่ยนหรืออะไรหรอก แต่ว่าผมอยากจะ บันทึกไว้ ไม่ใช่เป็นการร้องขอความเป็นธรรม แต่พูดให้ทราบไว้ว่ารายละเอียดในรายงาน หน้า ๒ บรรทัดที่ ๔ จากด้านบนได้บอกว่า แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาการศึกษาในยุคหลัง ของรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองมักจะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของวัดและพระสงฆ์ ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ตลอดจนมีนโยบายและคำสั่งจากภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบทำลายพื้นฐานของภูมิสังคมไทย การเขียนลักษณะแบบนี้ถ้าหากว่าอ่านผิวเผิน เป็นการยกตัวอย่างดูเหมือนว่าจุกจิก แต่ถ้าอย่างที่เรียนแล้วโลกมันหมุนเร็ว สิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไป ผมเป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็นความผิดของนักการเมืองแต่อย่างเดียวหรอก ผมไม่เรียกร้องให้มีการแก้เพราะในยุคนี้เป็นจังหวะที่ว่าเป็นความตกต่ำของทางการเมือง อย่างรุนแรงก็ไม่ร้องขอให้มีการแก้ แต่พูดให้ฟังว่าผมได้พูดไว้ว่าเรื่องราวโลกที่หมุนเร็ว สังคมที่เปลี่ยนไม่ใช่ความผิดของนักการเมืองแต่เพียงอย่างเดียวหรอก มีเรื่องอื่นปนเข้ามา อยู่ด้วย ผมไม่เรียกร้องให้มีการแก้ บันทึกไว้ก็ได้ เราจะได้รู้ว่า ณ ยุคหนึ่งเรามองนักการเมือง เป็นแบบไหนจะได้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เองที่เรียนแล้วว่าผมเห็นด้วย โดยภาพรวม แต่ขอฝากไว้ ๒-๓ ประเด็น ก็คือว่าต้องชายตาไปดูศาสนาอื่น เหมือนที่ ในหลวงท่านอยู่ในภาวะนี้อยู่เสมอ เราก็ต้องเดินตามรอยพระบาทของท่าน อันที่ ๒ ก็คือว่า การดำเนินการต้องพึงระมัดระวังอย่ากดดันมากเพราะว่าจะมีแรงต่อต้าน แล้วจะเป็นผลลบได้ แล้วสุดท้ายก็คือตั้งข้อสังเกตในความเห็นว่าสังคมนี้มันเลวร้ายลงไปเพราะนักการเมือง ทำให้ศาสนาพุทธมีปัญหา ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะใช่เพียงอย่างเดียว กราบเรียนด้วย ความเคารพครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรครับ ท่านต่อไป พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ขอนมัสการท่านด้วยครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการและคณะทำงานทั้งหมดที่ได้จัดทำ รายงานในครั้งนี้เป็นการรายงานที่สมบูรณ์ และเป็นรายงานที่อ่านแล้วทำให้เกิดความรู้สึก เยือกเย็นแล้วก็มีความรู้สึกว่าของดี ๆ ที่เรามีอยู่มาก เป็นของดี ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวแต่จะใกล้หัวใจ หรือไม่นั้น ผมจะได้อภิปรายต่อไปครับท่านประธาน จาก ๗๗ หน้า ผมได้เปิดดูผมก็ต้องขอชื่นชม ทั้งแผนปฏิรูปตั้งแต่หน้า ๗ ถึงหน้า ๒๑ แผนปฏิรูปว่าด้วย ๓ ด้าน ๑ เครือข่าย แล้วก็มี ข้อเสนอแนะเป็นช่วง ๆ ข้อเสนอแนะเหล่านั้นก็พยายามประยุกต์ให้สู่ความเป็นจริงที่พึงปฏิบัติได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องมาตั้งแต่โบราณกาลและเราก็รู้ ๆ กันอยู่ แต่ว่า เราได้มาทบทวน ณ วันนี้และ ณ วินาทีนี้ว่าเราควรจะทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้น ให้เป็น ความสวยงาม เป็นความจับต้องได้ และเป็นวิถีชีวิตของไทย ท่านประธานครับ รากฐาน ของตึกก็คืออิฐ อย่างที่เรารู้ ๆ กัน แต่ว่ารากฐานของชีวิตคือการศึกษา เราได้ยินบ่อย เพราะว่าวิถีพุทธเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย เราก็รู้กันมานานแล้วว่าเราก็อยู่กันแบบนี้ รวมทั้งอนาคต การศึกษานี้ก็เป็นรากแก้วที่ก่อให้เกิดความรู้ กับอีกตัวหนึ่งคือทักษะ ช่วงหลัง ๆ เราพูดเรื่องทักษะมาก คือจะใช้สมอง ใช้มือ หรืออะไรก็ตามควบกับปัญญา และก้าวไปสู่เดิม ๆ หรือว่าประยุกต์ขึ้น เช่น พื้นฐานที่ว่าเก่งด้วย เป็นคนดีด้วย และต้องมีความสุข มีความสุข กับตัวเอง มีความสุขในครอบครัว มีความสุขที่เผื่อแผ่คนรอบข้าง สู่ชุมชน สังคม แล้วก็ ประเทศชาติโดยรวม เป็นความคาดหวังเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงหรือไม่ นาทีนี้ก็ให้ทบทวน บางส่วนอาจจะตื่นรู้หรืออาจจะตระหนักรู้ได้แล้วแต่ ผมก็อยากจะฝากข้อคิด ๔ ประการ ผมนั่งอ่านเมื่อเช้านี้

ข้อ ๑ เขาบอกว่ามอบความรู้ไม่ใช่มรดกที่จะยกกันให้ได้ จะเป็นที่นา ที่ดิน ที่ยกกันจากบิดามารดาส่งให้ลูก หรือเขียนพินัยกรรมมอบให้ลูกคนนี้ คนนั้นลูกก็เอาไปไม่ได้ เพราะความรู้จะเป็นของผู้เรียนเท่านั้น นี่เขาก็บอกกันมาแต่ดั้งเดิม และความรู้ที่เราก็รู้กันว่า ส่วนมากจะเน้นแต่วิชาการ ช่วงหลัง ๆ แนวโน้มเป็นลักษณะนั้น ขณะที่ทักษะการปฏิบัติ อื่น ๆ ทั่วโลกหรือของสังคมเราจะก้าวสู่สังคมไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เราก็ต้อง มีนวัตกรรมแล้วก็เพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เดิม ๆ ให้มีค่าขึ้นเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของไทยเราจะได้ ก้าวขึ้นไปสู่ทัดเทียมนานาอารยประเทศ หรือความเป็นอยู่ของเราได้กระเพื่อมดีขึ้น แต่เมื่อ เราเน้นวิชาการแล้วเขามุ่งว่าต้องให้มีทักษะเกิดการสอนการฝึก เพราะทักษะจะเกิดขึ้นเอง ลอย ๆ ไม่ได้ต้องเกิดจากการสอนการฝึก มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง

ข้อ ๒ ตอนนี้เราประมวลความคิดรวบยอดแล้วว่าในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่น่าจะ มีทักษะใดสำคัญเท่ากับทักษะชีวิตครับท่านประธาน เพราะเรื่องชีวิตของคนเราทักษะที่ดี จะมาจากการเรียนรู้ประกอบด้วยการปฏิบัติ พื้น ๆ เลยครับ แล้วก็ตามด้วยการไตร่ตรอง ปฏิบัติแล้วก็มีการทบทวนไตร่ตรองอย่างที่เราเคยเรียนเหมือนกฎฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษที่ว่า รีแอ็กชัน (Reaction) แต่ต่อมาเราก็ต้องดูการไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยครับ คือสะท้อน คิดสิ่งที่ทำ ๆ ไปแล้ว เป็นการเรียนรู้เพื่อเกิดหน่อความคิดใหม่แล้วก็พัฒนาขึ้น การปฏิบัติ แล้วลงมือทำ

ข้อ ๓ โลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะเด็กหรือเยาวชน มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม มีช่องทางการสื่อสารหลากหลายรวดเร็ว มีทั้งด้านบวก และลบ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนหรือบุคคลทั่วไปที่ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถแยกแยะได้ เมื่อแยกแยะไม่ได้จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ปลูกฝังความก้าวร้าวไปโดยไม่คาดฝันหรือตั้งใจก็ตาม ตามที่เป็นข่าวสาร อย่างที่ในรายงานนี้ก็มีอยู่ จนกระทั่งเกิดภาวะจุดเด่นแห่งความเสื่อม เรียกว่าเขื่อนศีลธรรมแตก ในนี้ก็มีอยู่ในรายงานหน้า ๑๑ การจัดการด้านนี้กรรมาธิการ ก็ได้เสนอไว้ เพราะฉะนั้นการเรียน การสอนในการปฏิบัติเป็นการปลูกฝังความดีในใจแก่เด็ก และเยาวชน การปลูกฝังความดีในใจนั้นยากแต่ต้องพยายามปลูกเข้าไป ภาษาอังกฤษ เรียกว่ารีพีต แอนด์ รีพีต (Repeat and Repeat) ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เพื่อให้เขา รู้ดีรู้ชอบ ใกล้ตัวแต่ใกล้หัวใจอะไรบ้างที่ผมพูดประโยคแรกนะครับ เราก็ต้องพยายาม ให้ใกล้หัวใจเขาด้วย

ข้อ ๔ ในส่วนของคุณธรรมจริยธรรม ตรงนี้ผมว่าทุกคน ทุกครอบครัว ทุกสังคม ทุกตรอกซอกซอย จะในกรุง ชานเมือง หรือชนบทห่างไกลก็ตาม เขารู้คุณธรรมจริยธรรม ได้ยินบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเด็กประเภทไหน อะไรนะครับ อันนี้เป็นแม่น้ำสายหลัก เป็นสายธารหลัก แต่บางส่วนบางเสี้ยวอาจจะมองว่าสู่การเป็นคนดีมีวินัยด้วย พอบอกว่าคนดี มีวินัย มันมีเงาอยู่ เรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ ตรงนี้ก็จะตัดกันนิดหน่อยระหว่างหน้าที่ ความรับผิดชอบ คนดี มีวินัย เพราะคนเราชอบสบายก็เหมือนว่าถูกขอร้อง ถูกบังคับ อันนี้จะเริ่มทำตัวห่าง ๆ ออกมาแล้ว ผมถึงบอกว่าตัวเริ่มห่าง ใจก็เริ่มห่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เกิดเป็นรูปธรรมยาก เราก็มีการศึกษาทั่วโลก และสังคมตะวันออกเขาต้องพยายามจากคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมด้วย เขาต้องมุ่งสู่เข็มทิศโฟกัสหรือว่าจุดมุ่งทำวันนี้ก็ตาม หรือต่อไปต้องมีเข็มมุ่ง ทำอะไรก็ต้องมีเข็มมุ่ง เรียกว่าเข็มทิศศีลธรรม ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า โมรัล (Moral) หรือโมรัลคอมพาส (Moral Compass) ตรงนี้เป็นจุดเชื่อม ถ้าเขียนมาเป็น ลายลักษณ์อักษรคือความเมตตาอาทรต่อกันและกัน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าคอมพาสชัน (Compassion) บวกความเข้าอกเข้าใจกัน ขอโทษใช้ภาษาอังกฤษว่า เอ็มพาที (Empathy) ๑ และ ๒ บวกกันเป็นเข็มทิศศีลธรรม แต่แตกเป็นกิ่งว่าความเมตตาอาทรต่อกันทำอย่างไร ทำกับตัวเราเองก่อน สงสารตัวเรา สงสารคนรอบข้าง จะเป็นเนื้อบุญโยงใยผนวกกันไป เรื่อย ๆ สังคมจะเป็นการเอื้ออาทรกันและจะเกิดกระเพื่อมไปสู่สิ่งดี ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ๒ ตัวนี้ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้แล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่ามันเกี่ยวพันกันยาก ทุกคนไม่เกี่ยวกับตัวเองแล้ว อันนั้นไม่เกี่ยว อันนี้ไม่เกี่ยว แต่ถ้ามี ๒ ตัวนี้ทุกคนจะเริ่มได้ จะต้องคำนึงซึ่งกันและกัน ตรงนี้ขออนุญาตฝากเผื่อไว้นะครับ อาจจะเป็นระเบียบบ้างสำหรับคณะกรรมาธิการ คณะทำงานว่าเขาเคยอ้างถึงหนังสือชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เดอะ ทีโอรี ออฟ โมรัล เซนทิเมนต์ (The Theory of Moral Sentiments) ของอดัม สมิธ คือทำไมพูดถึงอดัม สมิธ ขอโทษครับ เพราะว่าโลกปัจจุบันอยู่กับวัตถุ วัตถุหรือธรรมชาติบางส่วนอาจจะร่อยหรอไป ทรัพยากรมีจำกัด ของที่มีค่าในโลกนี้มีจำกัด ประชากรเพิ่มมากขึ้นก็ต้องมีการแก่งแย่งกันใช้ ในสิ่งเหล่านี้ แต่โลกจะอยู่ได้ต้องหมุนไป อีกส่วนหนึ่งก็คือตรงนี้ละครับ ของอดัม สมิธ ว่ามาสู่ ความเมตตาอาทรต่อกันและกัน แล้วก็ความเข้าอกเข้าใจกัน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำ ใหญ่ ๆ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นการปูพื้นย่อ ๆ สำหรับความรู้ทั่วไปในเรื่องการศึกษา ผมจะเข้าสู่บทสรุปที่เราฝากไว้ก็คือผมต้องขอชื่นชม แล้วก็ขอเติมหรือขอเสนอไว้ อาจจะเติมหรือไม่แล้วแต่นะครับ ด้านการประเมินวิถีพุทธ ซึ่งอยู่ในใจความของหน้า ๑๘ ข้อย่อย ๑.๓.๓ (๒) ตรงนี้ดีมาก ท่านประธานครับ โดยทั่ว ๆ ไป ในเรื่องการศึกษาหรือเรื่องการสัมฤทธิผล ถ้าผมจำไม่ผิดจะมี ๔ ตัว เขาจะพูดถึงคน คนที่อยู่ในการศึกษาพวกนี้เริ่มตั้งแต่ครูบาอาจารย์ ๑. ต้องเด็กก่อน เด็กนักเรียน หรือกลุ่มผู้เรียนก่อน ครูบาอาจารย์ แล้วก็คนที่เกี่ยวข้อง ๒. หลักสูตร ระบบเนื้อหา การเรียนการสอนขณะนี้คงจะไปประยุกต์เรื่อย ๆ ๓. สำคัญส่วนหนึ่งก็คือบรรยากาศ การเรียนการสอน อุปกรณ์เครื่องช่วย ตึก อาคาร บ้านเรือน ที่เรียนต่าง ๆ หรือจะเรียน ใต้ต้นไม้ก็ได้ ๔. ต้องมีการวัดผล จะทำอะไรต้องมีการวัดผลแล้วก็ประเมินผล ประเมินผล ในวงรอบ ประเมินผลตัวเขาเอง หรือประเมินผลต่าง ๆ ตรงนี้เขียนไว้ดี แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่จะ ประเมินผลนักเรียนให้ครบ ๔ ด้าน ด้านกาย ศีล จิต ปัญญา จึงมีสัดส่วนของการวัดประเมินผล ระหว่างการประเมินผลเพื่อตัดสินกับประเมินเพื่อพัฒนา ตัดสินต้องแข่งกันเหมือนแข่งดนตรี แข่งกีฬา เอาแพ้เอาชนะ แต่แข่งเพื่อการพัฒนาไม่กดดันนะครับ เพื่อทำให้ตัวเองดีขึ้น เพื่อทำให้กลุ่มตัวเองดีขึ้น เพื่อทำให้สังคมดีขึ้น เป็นการแข่งเพื่อสมัครใจแล้วอย่างนี้จะง่ายครับ เพราะฉะนั้นผมต้องฝากว่าเราควรจะมาหาในเชิงประจักษ์ว่าให้น้ำหนักของความสมดุล ในการประเมินว่าสอดคล้องกับบริบทของการจัดการเรียนการสอนว่าถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่ ผมพยายามรวบรวมมาเมื่อคืนนี้ว่าถ้าเราจะหันมาเรื่องจริง ๆ ในเรื่องพุทธวิธีสอน เขารวบรวมไว้เยอะ แต่มี ๔ ข้อท่านประธานครับ ตัวนี้ผมฝากไปเผื่อพิจารณาว่าการจะประเมิน เพื่อพัฒนา ๑. เราอาจจะเน้นฝากเฉพาะตรงตัวผู้เรียน อย่างอื่นผมคงไม่ได้อภิปรายมาก เราต้องดูว่าความแตกต่างของผู้เรียนต่างกันมากไหม อย่างไร เพราะตัวผู้เรียนสำคัญ แม้แต่ พระพุทธองค์ในพระสูตรจะเห็นว่ามีข้อความนี้บ่อย ๆ พระพุทธองค์จะสอนใครก็ควรจะดู ผู้รับการสอนหรือผู้เรียนก่อนว่าบุคคลนั้น ๆ เป็นบุคคลประเภทใด มีพื้นความรู้ ความเข้าใจ หรือความพร้อมแค่ไหน แล้วควรจะสอนอะไร แค่ไหน แต่ต้องดูว่าผู้เรียนแต่ละคนมีอัธยาศัย มีความโน้มเอียง ความสนใจ ความถนัดเหมือนกันหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ ชอบนี่สำคัญที่สุด อย่าไปฝืนเขา เพราะความรู้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเอง ไม่ได้ไปยัดเยียด ไม่ใช่สิ่งที่ครูยัดเยียดให้ ในพระสูตรบอกว่า เหล่าสัตว์มีธุลีในดวงตาน้อยก็มี มีธุลีในดวงตามากก็มี มีอินทรีย์กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ยากก็มี ตระหนักถึงภัยในปรโลกก็มี สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าบุคคลประเภทไหน พระพุทธองค์ก็สอนเนื้อหา เหมาะสำหรับบุคคลประเภทนั้น ๒. คือความพร้อม ความพร้อมที่ว่านี้ก็เหมือนบ่มผลไม้ นอกจากดูความแตกต่างของผู้เรียนแล้วต้องดูความพร้อมของผู้เรียนด้วย ความสุกงอม แห่งอินทรีย์หมายถึงว่าบางคนมีพื้นความรู้พอจะเข้าได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา หรือไม่มีความพร้อม ก็ต้องดูด้วยเหมือนผลไม้ที่ไม่สุก บ่มเท่าไรก็รับประทานไม่อร่อย หรืออาจจะสุกยากหรือไม่สุก ไปเรื่อย ๆ ก็ฉันใดฉันนั้น ๓. ต้องดูว่าสอนให้ผู้เรียนทำด้วยตนเองหรือเปล่า อันนั้นเป็น ปรัชญาดั้งเดิมโดยเฉพาะทางยุโรปหรือทางอังกฤษเราจะรู้ ท่านใช้ภาษาอังกฤษก็คือ เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ตรงนี้เป็นคลาสสิก (Classic) เป็นสิ่งที่อมตะ เพราะฉะนั้นผู้เรียนรู้ว่าเขาทำด้วยตนเองได้ไหม มีพูดแล้วก็สอนไป แล้วก็ฝึกให้เขาทำไหม อันนี้สำคัญ ๔. การมีส่วนร่วมของผู้เรียน ตรงนี้ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอยู่เรื่อย ๆ ผู้เรียนจะต้องมีบทบาทด้วย แล้วก็ให้เขาได้มีส่วนที่ทำหรือไม่ เพียงไร ทีนี้ในความไม่พร้อม ๔ ข้อนี้ผมมีข้อมูลเชิงประจักษ์อันหนึ่งว่าลูกที่เกิดจากแม่วัยรุ่น ที่อายุสัก ๒๐ ปี หรือไม่ถึง ๒๐ ปี จะมีโอกาสเสี่ยงแล้วก็ต้องรับภาระสูง มีข้อมูลจากการศึกษา ของธนาคารโลกว่าต้นทุนการเสียโอกาสในบางประเทศมีระดับการพัฒนาที่คล้ายคลึงกับ ประเทศไทย อย่างเช่นประเทศบราซิลมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ๓.๕ พันล้านเหรียญ คือตรงนี้ เขาอาจจะเพิ่ม ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ หากหญิงวัยรุ่นทุกคนไม่ประสบปัญหาตั้งครรภ์ ก่อนอายุ ๒๐ ปี แต่ถ้าหันมาดูของไทยเราท่านประธานครับ ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามีอัตรา การเกิดในกลุ่มแม่วัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ไม่พร้อม สถิติของสำนักงานอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย พบว่าปี ๒๕๕๖ มีจำนวนการคลอดทั้งหมด ๗๔๘,๐๖๗ ราย ในจำนวนนี้ เป็นการคลอดจากวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จำนวน ๑๒๕,๓๗๑ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๘ ประชากรที่เกิดใหม่เฉพาะแม่ซึ่งมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นประชากร ด้อยคุณภาพถึงร้อยละ ๑๖ จากประชากรที่เกิดใหม่ อันนี้ก็คือความไม่พร้อมครับท่านประธาน ผมยกแค่หลืบหนึ่งแต่ยังมีอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการเรื่องนี้ อยู่ท่ามกลางของหลาย ๆ หลืบแต่เราก็ต้องเดินไป แล้วผมขอให้กำลังใจทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะในการตั้งต้นของคณะกรรมาธิการจะต้องผลักดันต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ วันนี้ท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์มีคำคมข้อคิดพอควรเลยนะครับ เข็มทิศศีลธรรม เขื่อนศีลธรรมแตก ใกล้ตัวไม่ใกล้ใจ ขอบคุณนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะนำเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปรายนะครับ ซึ่งประธานได้อนุญาตแล้ว ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมได้อ่านรายงานของ ท่านกรรมาธิการ รวมทั้งสรุปรายงานเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้ว แล้วก็ฟัง จากท่านกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบนมัสการพระเดชพระคุณที่กรุณาเมตตา อธิบายจนเกิดความกระจ่าง แต่อย่างไรก็ตามผมเคยไปเยี่ยมโรงเรียนวิถีพุทธมาแล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนทอสีก็ชื่นชม แต่โรงเรียนที่ผมจะนำเสนอนี้ผมไม่ได้ไป ผมไปทางอินเทอร์เน็ต (Internet) แต่หลังจากที่ผมอ่านก็ไปท่องอินเทอร์เน็ต (Internet) ผมก็ประทับใจโรงเรียน ที่จะนำเสนอท่าน ทุกประการที่ท่านเสนอมาไม่ว่าจะเป็นความเมตตาของท่านพุทธทาสก็ดี ก็ฟังอยู่เกือบทุกวัน เมื่อเช้ามืดก็ยังฟังอยู่ เมื่อตีสี่ วิทยุเอฟเอ็ม ๑๐๑ (FM 101) ท่านพุทธทาสเทศน์ แล้วก็เคยไปเยี่ยมโรงเรียนในเครือของศาสนาคริสต์มา ไม่ว่าจะโรงเรียนเซนต์คาเบรียล มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทั้งมัธยม ประถม แล้วก็มหาวิทยาลัย รวมทั้งเมื่อผมเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พระเดชพระคุณครับ ผมเคยไปเยี่ยม โรงเรียนแสงอรุณวิทยา เพราะมีเด็กจากที่นี่บางท่านก็ไปฝึกอาชีพที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดยะลา ไม่ว่าศาสนาไหนก็ดีทั้งนั้นถ้าอยู่ในกฎ กติกาของคำสอน ผมจะนำท่าน ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมขออนุญาตดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นะครับ ภาพต่อไป โรงเรียนชุมชนโคกสารวิทยา เป็นโรงเรียนในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธร่วมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยู่ที่ตำบลโคกสาร หลายท่านคงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ อยู่เลยจังหวัดอุบลราชธานีไปหน่อย ภาพต่อไปครับ นี่คือรายชื่ออาจารย์หรือคุณครู สอนประถมศึกษา มัธยมศึกษา ผมนี่เป็นครูเก่า ผมพูดหลายครั้งแล้ว ผมเป็นนักเรียนทุน ครูประถมนะครับ แล้วก็มาอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสไปสอนมหาวิทยาลัย มีตารางเรียนและตารางสอนชัดเจนมากเลย ของโรงเรียนชุมชนโคกสารวิทยา ท่านตามต่อไปครับ ที่นี่มีนักเรียน ๖๗๗ คน มีนักเรียนอนุบาล ๑ อนุบาล ๒ รวม ๑๒๓ คน มีประถมศึกษาปีที่ ๑-๖ ๓๖๗ คน ที่นี่เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขยายโอกาส ก็มีมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ อีก ๑๘๗ คน รวม ๖๗๗ คน ถ้ามีโอกาสในวันข้างหน้าผมจะต้องไปเยี่ยมให้ได้ มีบุคลากร ทั้งหมด ๔๑ คน เป็นชาย ๑๘ คน เป็นหญิง ๒๓ คน ก็ละเอียดมากเลย ท่านกดเข้าไปดู เว็บไซต์ (Web site) ได้เลย พอบอกว่าชื่อโรงเรียนนี้ขึ้นท่านไปดูเลย ผมก็ประทับใจ ภาพต่อไปคือผลการเรียนของนักเรียนเป็นรายวิชา แต่ละคนบอกเลยได้คะแนนเท่าไร กิจกรรมเป็นอย่างไร ผมคิดว่าทันสมัยมาก แล้วเป็นต้นแบบที่ดี ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนของ วิถีพุทธ โรงเรียนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วิถีพุทธก็น่าจะนำไปเป็นตัวอย่างและไปปรับปรุงได้ ผมประทับใจมากเลยว่าวิชาภาษาไทย เกรด ๔ มีกี่คน ๓.๕ เท่าไร ศูนย์ ศูนย์ ศูนย์ สอบตก มีกี่คน มีชื่อ เขาไม่ต้องอาย สอบตกก็เรียนใหม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่อยากจะนำเสนอ ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการและนมัสการพระเดชพระคุณที่อยู่บนบัลลังก์นะครับ อีกภาพหนึ่งผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านไปดูแล้วผมก็เคยไปบ่อย นี่ครับเณร ตัวอย่าง กิจกรรมของโรงเรียนวิถีพุทธก็คือว่าต้องมีการเวียนเทียน ต้องมีการสวดมนต์ตอนเช้า ก่อนเรียน ก่อนเลิก แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมอาจจะมองต่างมุมกับพระเดชพระคุณ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ตอนประถมผมเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดโบสถ์ ตำบลเจ้าปลุก อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อผมเกิดใหม่ ๆ ต้องใช้คำว่าโคตรกันดารเลย ผมยืนยันได้ถ้าใครอยู่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะรู้เลยว่ากันดารที่สุด ทุกอย่างต้องไปทางเรือป๊อก ๆ นั่ง ๖ ทุ่มไปถึงพระนครศรีอยุธยาสว่าง แล้วก็มีเที่ยวเดียว ปัจจุบันนี้สะดวก อยู่ถึงประถม จบประถมแล้วถึงไปเรียนที่ลพบุรี แล้วผมก็เป็นเด็กวัดกุฎีทอง ตำบลพิตเพียน ข้ามแม่น้ำไป อาจารย์ผมท่านเป็นพระ ท่านมรณภาพไปแล้ว อาจารย์สืบ สายสินานนท์ และเมื่อผมไปเรียนโรงเรียนมัธยม โรงเรียนพัฒนานิคม กราบเรียนท่านว่า ผมเป็นนักเรียนเลขประจำตัว ๑ ของโรงเรียน ท่านแรกของผมก็คือท่านอนันต์ อาจารย์อนันต์ ท่านเป็นครูใหญ่ ผมเป็นคนที่ ๒ ของโรงเรียน ผมกราบเรียนท่านที่พูดทั้งหมดผมไม่เห็นด้วย กับท่านพระเดชพระคุณว่าเมื่อก่อนนี้ ผมมองต่างมุมนะครับ ผมก็หยุดวันโกน วันพระ วันโกน ต้องสวดมนต์ สวดมนต์แล้วต้องทำความสะอาดศาลาวัดจึงจะกลับบ้านได้ ปัจจุบันไม่ได้แล้ว ถ้ากลับไปหยุดวันโกน วันพระจะยุ่งกันไปใหญ่ โลกมันเปลี่ยนหมุนไปเยอะ แต่ที่หมุน ไม่ไปไหนเลยก็คือว่าคงที่หรือต่ำลง ก็คือความดีมีคุณธรรมลดลง ความมีวินัยลดลง ผมอยากจะกราบเรียนว่าจะทำอย่างไรก็ตามโรงเรียนศาสนาพุทธ หรือวิถีพุทธเริ่มต้น อาจารย์ต้องมีจิตเมตตาเสียก่อน ถ้าอาจารย์ทุกคนมีศีล ๕ ประจำจิต มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขา ไม่ใช่เด็กสอบไม่ผ่านก็ต้องให้ได้ เพราะมิฉะนั้นจะถูกตัดแต้มตัดอะไร ไม่วางอุเบกขา มีเมตตา มีมุทิตา ต้องมีอุเบกขา ก็ฝากพระเดชพระคุณกับกรรมาธิการไปด้วย ข้อเสนอผมครับ ต้องเน้นให้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนการสอน นอกจากที่ผมบอกไปแล้ว เมื่อสักครู่ว่าครูบาอาจารย์ที่นี่ บุคลากรที่นี่ต้องมีจิตเมตตา มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีธรรมะในหัวใจสูง สอนให้เด็กมีความรู้คู่คุณธรรม

ข้อ ๒ อาจจะทำด้วยความลำบาก ผมเห็นด้วยที่จะมีโรงเรียนวิถีพุทธ แต่อยากเห็นการขยายตัวอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่จบจากวันนี้แล้วพอเสนอไปเปิดกันใหญ่ คุณภาพไม่ได้ ครูบาอาจารย์เพิ่งไปขายประกันมา ยังมีปัญหาอะไรอย่างนี้ แล้วก็บอกว่า โรงเรียนวิถีพุทธอยู่ไหนมันยุ่งนะครับ เพราะฉะนั้นการหล่อพระพุทธรูปที่สวย ท่านก็คง ทราบว่าจะต้องมีแบบพิมพ์ที่ดี ครูเป็นต้นแบบ ๒. สมควรที่จะขยายโรงเรียนวิถีพุทธไปให้ได้ อย่างน้อยอำเภอละ ๑ โรงเรียน อย่างน้อยนะครับ ถ้ามีมากกว่านี้ได้เป็นต้นแบบ แล้วอย่าไป บังคับโรงเรียนอื่น ๆ ว่าจะต้องนำแบบนี้ ๆ เพราะอะไร เพราะไม่ใช่เกิดปุ๊บแล้วติดปั๊บ พระเดชพระคุณก็คงจะทราบว่าพระดี ๆ มีเยอะ แต่พระไม่ดีมีไหมครับ ท่านตอบไปแล้วกัน เพราะฉะนั้นจะต้องได้พระหรือวัดดีประกอบกับโรงเรียนดีและผู้ปกครองดี ถ้าผู้ปกครองยังยากจนไม่มีจะกิน ลำบากที่จะวิถีอะไร หรือวิถีพุทธ ก็กราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ และขอนมัสการ อาจจะละลาบละล้วงอะไรเกินไปก็ขอเมตตาท่าน ได้ให้อภัยผม ถ้าท่านไม่ให้อภัยผม ผมออกจากนี้ไปอาจจะบาป นมัสการมาด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววันโกนก็ไปกวาดลานวัดแทนครับ ต่อไปขอเชิญ ท่าน พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ ขอเชิญครับ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน นมัสการพระคุณเจ้ามหาพงศ์นรินทร์ กระผม พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๒๘ ขออนุญาตเสนอ ความคิดเห็นเพิ่มเติมดังนี้ แต่ก่อนที่จะมีการเสนอคือคำชี้แจงของผม กระผมขอเชิญ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ที่ได้ทรงพระราชทานเนื่องในการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ ๑๙ ณ วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ มีใจความดังนี้ จึงเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยเรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้คนไทย ทุกเชื้อชาติศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความสุข มีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน มีการสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน และมีความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นอย่างดี นอกจากนั้นจะขอนำ คำของท่านพุทธทาสภิกขุ ปราชญ์ทางพุทธศาสนาและการศึกษา ได้กล่าววาทะธรรม ในเรื่องการศึกษาที่เปรียบด้วย ตามที่คณะกรรมาธิการด้านการศึกษาได้แจ้งไปแล้วนั้น จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สมัครสมานสามัคคีกัน จึงถือได้ว่าพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้ในการพัฒนาพลเมือง ให้เป็นคนดี รวมทั้งสร้างความมั่นคงแก่ประเทศชาติมานาน สำหรับการพัฒนาการศึกษา ในยุคหลังที่ผ่านมาเริ่มจะมีการละเลย และมิได้ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร จึงทำให้สังคมไทยอ่อนแอลง เกิดการแตกแยกความสามัคคี บุคคลเสื่อมทรามทางศีลธรรม มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เด็กและเยาวชนเกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนอันไม่พึงประสงค์มากมาย จะก่อให้เกิดปัญหานานาประการ เกิดการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรมอย่างรุนแรง และมากครั้งขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะได้ข่าวจากสื่อทั่ว ๆ ไป จะเห็นว่ามีการฆาตกรรมเด็กหญิง และมีการจับถ่วงน้ำโดยพ่อบุญธรรมร่วมมือกับแม่ของเด็ก ซึ่งสามารถอธิบายถึง การขาดความเกรงกลัวต่อบาปและขาดศีลธรรมอย่างรุนแรงที่จะสามารถทำให้แม่คนหนึ่งนั้น สามารถร่วมกับผู้อื่นฆ่าลูกของตัวเองได้ หรือพฤติกรรมบางอย่างในกลุ่มเยาวชนที่ในปัจจุบัน มีความสำคัญและชอบทำกันอยู่เสมอ ก็คือพฤติกรรมในการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ หรือเรียกว่า พฤติกรรมของเด็กแว้นและเด็กสก๊อยก็จะนำรถมอเตอร์ไซค์มาแข่งขันกัน ถ้าผู้ไหนชนะก็จะได้เด็กสก๊อยของฝั่งตรงข้ามเป็นรางวัล ทั้งนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้ดำเนินการเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษามาแล้วหลายประเด็นด้วยกัน ซึ่งมุ่งเน้น ในการพัฒนาคุณภาพในการศึกษา ตลอดจนการเสริมสร้างให้คนเป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจ ในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศชาติ กระผมคิดว่า ในการนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการปฏิรูปการสร้างคนให้เป็นคนดี มีวินัยด้วยการศึกษา วิถีพุทธ ด้วยหลักการของบวร จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการปฏิบัติระหว่างบวรวิถีพุทธ อันมีองค์ประกอบสำคัญ ๓ ส่วน ได้แก่ บ้าน ครอบครัว วัด ภิกษุ โรงเรียน และทางส่วนราชการ จะเป็นแรงหนุนให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อให้คนในสังคมลด ละ และเลิกในการดำเนินชีวิต ที่ผ่านมา มาสู่การดำเนินชีวิตในทางใหม่ โดยมีทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนในลักษณะ ประชารัฐที่มีรัฐบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามา โดยมีนโยบายในการส่งเสริม และสนับสนุนการปฏิบัติให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ทำให้ เป็นคนดีและมีวินัย ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๔ สำหรับ ข้อเสนอแนวทางในการปฏิรูปนั้นผมเห็นว่ามีความเหมาะสมสามารถปฏิบัติได้ มีการปฏิบัติ และมีการดำเนินการเป็นการทดลองในบางพื้นที่แล้ว เช่น การณรงค์ทำบุญในวันพระของ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ใหญ่ในจังหวัดอ่างทอง หรือการดำเนินการโรงเรียนวิถีพุทธ เช่น โรงเรียนทอสี โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นต้น มีผลการดำเนินการไปในแนวทางที่ดี การดำเนินการ จัดการศึกษาวิถีพุทธผ่านวิถีวัฒนธรรมโดยการส่งเสริมการจัดกิจกรรมวันพระบันดาลใจ ให้ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้นำท้องถิ่นพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญทุกวันพระหรือตามโอกาสที่เป็น วันเพ็ญตามแนวทางที่เสนอมานั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานครับ ยังมีกลุ่มคนอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งไม่สามารถดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้เนื่องจากมีงานที่จะต้องทำ หรือที่จะต้องปฏิบัติ หรือสภาวะไม่เอื้ออำนวยให้สามารถไปที่วัดหรือทำกิจกรรมได้ กระผม จึงขอเสนอแนะในการจัดกิจกรรมนอกเหนือจากการจัดกิจกรรมในวันพระบันดาลใจ ก็คือ การจัดกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระก่อนการปฏิบัติงานหรือก่อนการศึกษาเล่าเรียน โดยจัดให้ ทุกคนที่ไม่สามารถร่วมทำบุญในวันพระได้ปฏิบัติในการสวดมนต์ ตลอดจนมีการทำสมาธิ ในหน่วยงานต่าง ๆ ของตนเองประมาณ ๕-๑๐ นาที ตามความเหมาะสมของแต่ละส่วน หรือหน่วยงาน อีกทั้งจะให้ได้มีการไตร่ตรองการปฏิบัติของตนเองที่ผ่านมาว่าในรอบสัปดาห์หนึ่ง ๆ หรือรอบวันพระหนึ่ง ๆ นั้นมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นบ้าง และจะดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อพัฒนาหรือปฏิบัติตนเองได้อย่างไร ทั้งนี้จะทำให้กิจกรรมในวันพระบันดาลใจมีผู้ที่ สามารถร่วมปฏิบัติได้มากขึ้น ซึ่งจะถือได้ว่าเป็นการฝึกและพัฒนาจิตใจให้ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น ไม่เปราะบางต่ออบายมุขที่จะ เข้าครอบคลุมจิตใจ อีกทั้งกิจกรรมนี้สามารถดำเนินการได้ง่ายและทำได้ทุกหน่วยงาน อีกทั้ง ไม่ต้องมีงบประมาณมากหรือเพิ่มเติมขึ้น จะคล้ายกับการรณรงค์ในการออกกำลังกายของ บางบริษัทที่รณรงค์ให้มีการออกกำลังกายในช่วงเช้าโดยการขยับแขนขยับขาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนเริ่มการปฏิบัติงานในแต่ละวันของในส่วนต่าง ๆ ผมขออนุญาตจบการเสนอแนะให้กับ ท่านประธานและคณะกรรมาธิการได้ทราบครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็คณะทำงานที่ได้เสนอรายงาน เรื่อง การจัดการ ศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญ ได้ตามความถนัดของตนและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งรายงานดังกล่าวกระผมได้อ่านแล้วก็พอจะสรุปสาระสำคัญหลัก ๆ ได้ดังนี้

ประการแรก ก็คือเสนอให้ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาในโรงเรียนสังกัดของ สพฐ. ในการจัดการศึกษาวิถีพุทธ โดยใช้รูปแบบของ บวร ก็คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยมีปรัชญาในการดำเนินงานของโรงเรียนวิถีพุทธในรูปแบบ องค์รวม ไตรสิกขา ๓ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนา ๔ ก็คือ กาย ศีล จิต ปัญญา ภาวนา บ้านในที่นี้ก็หมายถึงครอบครัว ซึ่งจะต้องมีหน้าที่อบรม ดูแล สั่งสอนบุตร ธิดา ให้รู้จัก หน้าที่พลเมืองแล้วก็เป็นคนดี วัดก็จะต้องอบรมในเรื่องศาสนาและมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียน สามารถเข้าร่วมได้ เช่น ทำบุญ ตักบาตร หรือจัดพิธีทำบุญในวันสำคัญต่าง ๆ ทางศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจของเยาวชน ส่วนโรงเรียน ก็หมายถึงโรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยมในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการก็จะต้องทำหลักสูตรขึ้นมาใช้ในโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทางพุทธ และจัดฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้และถ่ายทอดไปสู่ เยาวชนต่อไป ท่านประธานครับ จากรายงานนี้ก็บอกว่าปัจจุบันมีโรงเรียนวิถีพุทธที่ร่วม อยู่ในโครงการอยู่แล้ว ๒๖,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่โรงเรียนเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาหลัก ๆ ก็คือ ๑. ขาดกระบวนการพัฒนาและติดตามประเมินผลอย่างจริงจัง ๒. ขาดการสนับสนุน ด้านงบประมาณและบุคลากร และ ๓. ก็คือนโยบายที่สนับสนุนเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธ ยังไม่ต่อเนื่อง คือโรงเรียนวิถีพุทธมีมาก่อนรายงานนี้แล้วแต่ว่าไม่ต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจึงได้เสนอให้มีการพัฒนาหลักสูตรผลิตครู และบุคลากรในโรงเรียนวิถีพุทธ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามประเมินผล จัดทำโรงเรียนต้นแบบ โดยมีข้อเสนอแนะในทางนโยบายก็คือ

๑. ในส่วนของบวรอันแรกคือบ้าน ให้ดำเนินการใน ๔ เรื่อง คือ สนับสนุน งบประมาณแก่ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน จัดทำโครงการห้องเรียนพ่อแม่ จัดอบรมพ่อแม่ ให้มีความรู้ในการเลี้ยงดูบุตรที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเกิด จัดทำโรงเรียนนำร่อง ผลิตครู และสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการร่วมกัน เป็นเจ้าภาพ แล้วก็สนับสนุนงบประมาณเท่าที่จะทำได้

๒. วัด ก็ให้ใช้แนวคิดวัด วันพระบันดาลใจ โดยให้พาครอบครัวของนักเรียน ไปทำบุญในวันพระ จัดกิจกรรมเทศน์วันอาทิตย์รวมทั้งวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ทำตำราต่าง ๆ เพื่อใช้ในโรงเรียนวิถีพุทธ โดยในส่วนของวัดปัจจุบันก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ อยู่ ๒ แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันแม่ชีไทย และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ก็อาจจะเข้ามามีส่วนสนับสนุนได้

๓. ของบวรคือ ร คือโรงเรียนก็พัฒนาครู บุคลากรในเรื่องการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ โดยมีข้อเสนอปลีกย่อยก็คือให้ตั้งเครือข่ายบวร โดยให้มีกรรมการอิสระ ด้านปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดตั้งเครือข่ายคณะกรรมการพัฒนาศึกษาวิถีพุทธ ในระดับกระทรวงก็ให้มีสมัชชาศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธ และตั้งกรรมการขึ้นเพื่อประสานงาน กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ให้ตั้งสถาบันทางวิชาการเพื่อช่วยเหลือในระยะแรก ซึ่งสถาบันวิชาการนี้ก็คือมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งที่กล่าวไปแล้ว

๔. ให้กราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อมาเป็นประธาน ทรงเป็นประธาน ที่ปรึกษาในเรื่องนี้

๕. ให้ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลประกาศนโยบายที่ชัดเจน รวมทั้งเข้าไปร่วมมือ เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ ที่จะจัดกิจกรรมภายใต้แนวทางโรงเรียนวิถีพุทธให้ได้ผลสัมฤทธิ์ อย่างชัดเจน

ท่านประธานครับ ผมเองโดยรวมก็สนับสนุนรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็ คิดว่าโรงเรียนวิถีพุทธก็คงไม่ใช่จะใช้อยู่แต่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น จริง ๆ โรงเรียนราษฎร์ ก็มีการทำโรงเรียนวิถีพุทธมาหลายแห่ง ผมเองในสมัยเรียนอนุบาลหรือประถมก็เรียนที่ โรงเรียนสวนบัว ตั้งอยู่ตรงซอยราชครู ซึ่งเจ้าของคือคุณหมออวย เกตุสิงห์ ท่านมีที่ดิน อยู่ตรงซอยราชครูเป็นหลายสิบไร่เลย แต่แทนที่ท่านจะไปทำคอนโดมิเนียมหรือขายเป็น บ้านจัดสรร ท่านก็เอามาทำโรงเรียน และโรงเรียนที่ผมเข้าไปเรียนก็สอนให้เด็กไหว้พระ สวดมนต์ ร้องเพลงชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ติดนิสัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้น หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมก็ต้องสอนมาตั้งแต่อนุบาลหรือเด็กเลย พอผมเข้ามาอยู่มัธยม โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยต้องสวดมนต์ทุกวัน เพราะฉะนั้นเด็กวชิราวุธวิทยาลัยก็จะคุ้นเคย กับการอาราธนาศีล อาราธนาธรรม เพราะฉะนั้นโรงเรียนวิถีพุทธก็คือไม่ได้มีแต่เฉพาะ โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น โรงเรียนราษฎร์ด้วยนะครับ แต่การจะทำโรงเรียนวิถีพุทธผมก็มี ความเห็นว่าจะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ใช่การสอนเรื่องหลักทางศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบันเขาก็เน้นว่าให้เด็กมีเวลาเล่นบ้าง มีเวลาเรียนพอสมควร ไม่อย่างนั้นก็จะเครียด และความรู้ก็ต้องมีวิชาปกติแล้วก็มีวิชาด้านจริยธรรมคือศาสนา ศีลธรรม แล้วก็มีวิชาพลศึกษาด้วย เพื่อให้มีสุขภาพดี สอนให้เป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเหล่านี้จะต้องสอนควบคู่กันไปให้มีความสมดุลไม่ใช่หนักไปทางด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้ง เรื่องของศิลปะและการดนตรีด้วย

อันที่ ๒ ผมอยากจะฝากข้อสังเกตก็คือนโยบายของทางราชการและหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ก็เป็นประโยชน์และเกื้อกูลกับโรงเรียนวิถีพุทธและหลักการบวร คือบ้าน วัด โรงเรียนอยู่แล้ว เมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมามหาเถรสมาคมก็ได้กำหนดให้มี และจัดหมู่บ้านศีล ๕ ขึ้น ทางราชการก็ได้ขอให้ภาคเอกชนงดการจำหน่ายสุราทุก ๆ วันพระ หรืองดการฆ่าสัตว์ ทุก ๆ วันพระ หรือ ละ เลิก เว้นอบายมุขในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ควรจะรณรงค์นอกโรงเรียนและควรจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องต่อไป

กิจกรรมทางด้านโรงเรียนวิถีพุทธยังสามารถจะต่อยอดเพิ่มเติมได้อีก หลาย ๆ กรณี

อันแรก ก็คือโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จริง ๆ ก็คือโรงเรียนในเมือง เด็กก็เครียดกันมาก เรียนก็หนักอยู่แล้ว ใช้เวลาเดินทางด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะหย่อน เรื่องศีลธรรม เพราะฉะนั้นวัดหลาย ๆ วัด อย่างวัดชลประทานรังสฤษดิ์ก็จัดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดราชาธิวาสราชวรวิหารอย่างนี้ก็จัด คือผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีควรจะส่งเสริมมารวมอยู่ใน โรงเรียนวิถีพุทธ หรือการจัดบวชสามเณรในฤดูร้อนอย่างนี้ ก็จะช่วยให้เด็กรู้จักมีวินัย แล้วก็มีจิตใจอ่อนโยน อย่างน้อยที่สุดก็รู้จักสวดมนต์ไหว้พระแล้วฝึกสมาธิเบื้องต้น

อีกอันหนึ่งในวิถีพุทธซึ่งหลัง ๆ ในยุคใหม่คนเขามักจะลืมไปก็คือเด็กวัด การที่ไปเป็นเด็กวัดก็คือเข้ามาเรียนหนังสือแล้วอาศัยอยู่กับพระก็ได้เรียนรู้จากพระ ช่วยเหลือ งานพระ งานวัด ก็ทำให้จิตใจอ่อนโยน แต่ว่าสมัยนี้คนมาเป็นเด็กวัดน้อยลง อย่าว่าอย่างนั้นเลย คนยังมาเป็นพระน้อยลงเลย ผมก็ไปดู ๆ แล้วพระที่จำวัดที่ผมเคยบวชก็มีจำนวนน้อยลง เพราะอันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นภาระหนักไม่ใช่แค่โรงเรียน วัดด้วย

ในเรื่องของการทำหลักสูตรรวมทั้งพัฒนาบุคลากรก็ควรจะทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยแล้วก็มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นแกนกลางที่จะไปช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว

ผมก็มีข้อสังเกตฝากอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าโรงเรียนวิถีพุทธจริง ๆ รัฐบาลก่อน ๆ ในอดีตก็เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยมีมติมหาเถรสมาคมให้การสนับสนุน ช่วงแรก ก็อาจจะมีเพียง ๘๐ โรงเรียน แต่จริง ๆ ก็มาลงทะเบียนร่วมอยู่เกือบ ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นโรงเรียนชั้นนำต้นแบบเสีย ๗๐๐ แห่ง ซึ่งก็เห็นว่ามีการดำเนินการอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาด ก็คือคณะกรรมาธิการอาจจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือว่ามีผลสัมฤทธิ์ ของโรงเรียนต้นแบบ ๗๐๐ แห่งอย่างไร แล้วมีการติดตามปัญหาอุปสรรคหรือไม่ว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ซึ่งเราจะได้แก้ได้ถูกจุด ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นไปกับ คณะกรรมาธิการในรายงานนี้ แล้วก็ขอสนับสนุนในรายงาน ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ขอเชิญครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ มนัสการพระคุณเจ้า ในเรื่องของข้อเสนอครั้งนี้ ผมคิดว่าถือเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ของเยาวชน ในปัจจุบันได้อย่างมาก เมื่อสักเดือนกว่าที่แล้วผมเองก็ได้ดูรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทุกวัน แล้วเห็นอย่างหนึ่งจริง ๆ แล้วว่าเราโดยพุทธศาสนาสามารถที่จะปรับเยาวชนได้อย่างมาก ถ้าสามารถเดินกันได้ทั้งประเทศแบบนี้ผมคิดว่าคุณภาพของเยาวชนในอนาคตเป็นสิ่งที่เรา ไม่ต้องพูดกันมาก เรามีความชัดเจนกันมากมาย สมัยที่ยังทำงานในด้านยาเสพติดก็ได้นิมนต์ พระคุณเจ้ามาเทศน์หรือว่ามาสอนกับเยาวชนต่าง ๆ ก็ใช้หลักสูตรในเรื่องของโครงการพัฒนา คุณธรรมเป็นค่ายพุทธธรรม ใน ๓ วัน ๓ คืนที่พระคุณเจ้าได้ไปอบรมนักเรียนสามารถ เปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนได้อย่างมาก ทัศนคติต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก ก็ยังมีความคิด โดยจริง ๆ แล้วว่าถ้าเราสามารถขับเคลื่อนแบบนี้ทั้งประเทศการแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เป็น เรื่องยากเลย เพราะอยู่ที่พฤติกรรมแล้วก็วิธีคิด ผมเองคงมีข้อเสนออยู่ ๔-๕ ข้อ ซึ่งผมคิดว่า คณะกรรมาธิการคงจะทำแล้ว ผมเห็นสิ่งที่เสนอมานี้พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ที่จริงแล้ว ถ้าสามารถจัดทำเป็นแผน โครงการนี้หรือแผนนี้สามารถเป็นแผนยุทธศาสตร์ได้เลย เป็น ๕ ปี ๑๐ ปีก็แล้วแต่ในการปรับปรุงคุณภาพของเยาวชน ถ้าเราจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ มีองค์ประกอบของการขับเคลื่อนหลาย ๆ อย่างที่ผมคิดว่าจะทำให้ข้อเสนอเรามีความชัดเจน แล้วก็มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อันแรก ที่เราควรจะทำชัดเจนคือในด้านของเนื้อหาวิชา คำว่า โรงเรียนวิถีพุทธ คงมีการขับเคลื่อนกันมาแล้ว หรือเราใช้คำว่า บวร ก็คงมีกันมานานแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว คนจำนวนมากในประเทศนี้คงไม่ทราบว่าบวรในความหมายที่แท้จริงคืออะไร เราคงได้ยินมา ตั้งแต่เด็กเรื่องบวร บ้าน วัด โรงเรียน แต่เนื้อหาสาระจริง ๆ ต่าง ๆ เราไม่ชัด ถ้าสามารถ มีเนื้อหาวิชาชุดคำสอนเหล่านี้ได้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ทางพระคุณเจ้าได้พูดแล้ว จริง ๆ เรื่องของศาสนาพุทธในปัจจุบันเท่าที่ได้ศึกษามาบ้าง ผมคิดว่าศาสนาพุทธมีจุดที่เด่นมากคือเป็นเรื่องของวิถีชีวิตประจำวัน เมื่อใดก็ตามที่เรา สามารถทำให้ศาสนาพุทธเป็นวิถีชีวิตประจำวันได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ขณะนี้ ศาสนาพุทธกับวิถีชีวิตประจำวันเราค่อนข้างจะไปแตกแยกกัน เรายังไม่เอาคำสอนของพุทธ มาปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าถ้าเมื่อไรที่ตรงนี้เข้ากันได้จะดีมาก จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเยาวชนได้อย่างมากมาย เนื้อหาคำสอนเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อันนี้เรื่องแรกที่ผมอยากจะเสนอเป็นความเห็น

อันที่ ๒ เป้าหมาย จริง ๆ ถ้าเราจะขับเคลื่อนอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราจะไปกันแบบไม่มีทิศทางก็จะลำบาก โครงการนี้หรือแผนยุทธศาสตร์นี้ถ้าเราจะทำ เราวางเป้าหมายไว้สักเท่าไร เป้าหมายก็มี ๒ ส่วน คือ เป้าหมายที่เป็นโรงเรียน กับเป้าหมาย ที่เป็นตัวของเด็กนักเรียนเองเท่าไรบ้าง ซึ่งแน่นอนเด็กนักเรียนก็จะมีการเปลี่ยนแปลง กันมาตลอด การวางเป้าหมายกับการแก้ไขปัญหาเชิงปริมาณต่างกัน เป้าหมายเราสามารถ ที่กำหนดได้เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่องคน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าการวางเป้าหมายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้เท่าที่ได้ฟังมา เรามีโรงเรียนวิถีพุทธแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ก็เป็นเชิงปริมาณ เราคิดว่าจะเอาแค่ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียนนี้ หรือจะขยายออกไปอีกตรงนี้จะเป็นเรื่องชัดเจน

อันที่ ๓ กลไกการขับเคลื่อน ผมคิดว่ากลไกการขับเคลื่อน อะไรก็ตามแต่ ที่จะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลง ต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนเป็นลำดับ ถ้าเรา ไม่มีเลยจะไม่รู้เราจะขับเคลื่อนโดยใช้อะไรต่าง ๆ กลไกการขับเคลื่อนผมคิดว่ามีอยู่ ๓ ระดับ ระดับแรก คือระดับนโยบาย ผมคิดว่าที่พระคุณเจ้าได้พูดไว้เป็นเรื่องที่ชัดเจน เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเรามีแต่จะขับเคลื่อนโครงการนี้ในระดับปฏิบัติ แต่ในระดับนโยบาย หรือรัฐบาลไม่ชัดเจน ผมคิดว่าความจำเป็นในการจัดตั้งกลไกในเชิงโยบายเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญ จะเป็นรัฐมนตรี หรือจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่ แต่ให้เห็นว่าจะมีกลไกการขับเคลื่อนเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนผลสำเร็จของโครงการนี้ ระดับที่ ๒ คือกลไกในเรื่องของการดำเนินงาน แน่นอนถ้าเราฝากความหวังไว้กับจังหวัด จังหวัดก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการทำงานตรงนี้ขึ้นมา ระดับที่ ๓ เป็นเรื่องที่สำคัญคือ กลไกการขับเคลื่อนในระดับโรงเรียน ระดับพื้นที่ แน่นอนการขับเคลื่อนระดับพื้นที่โรงเรียน เราใช้ภาครัฐอย่างเดียวก็จะไม่เหมาะ ต้องใช้กลไกอื่นด้วย ผมคิดว่ามีอยู่ ๕ ภาคส่วน ที่มีความสำคัญในระดับพื้นที่ก็คือ ๑. พระสงฆ์ที่เป็นองค์กรสำคัญ ๒. ครู ๓. ชุมชน ๔. ผู้ปกครอง ๕. หน่วยงานภาครัฐหรือท้องถิ่น จริง ๆ ในศาสตร์พระราชาท่านก็ได้เห็นเหมือนกันว่า ก่อนการขับเคลื่อนกลไก ๕ ภาคส่วนจะมีผลในการขับเคลื่อนโรงเรียน ซึ่งทำให้การสนับสนุน ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนหรือภาคเนื้อหามีดุลยภาพที่เหมาะสมด้วยกัน กลไกทั้ง ๓ ถ้าเราวางไว้ ๓ ระดับแบบนี้จะดำเนินไปได้ชัดเจน อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของกลไก การขับเคลื่อน

อีกอันหนึ่งที่อยากเสนอก็คือเรื่องของบุคลากรที่จะใช้ในการขับเคลื่อน แน่นอน กลไกก็คือเป็นตัวโครงสร้างที่สามารถทำได้ เนื้อหานี้สามารถส่งผ่านไปได้ แต่บุคลากร ในการขับเคลื่อนเราจะอาศัยใคร คนที่จะมีส่วนในการสอนศีลธรรม หรือสอนทางพุทธศาสนา เข้าไปสู่โรงเรียนหรือชุมชน แน่นอนก็ต้องเป็นพระ ต้องเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ถ้าเรามองดูแล้ว เขียนเป็นแผน แต่ละปีเราคงสามารถทำให้พระสงฆ์ที่เป็นวิทยากรมีความเข้าใจตรงนี้อย่างไร เพราะผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของการขับเคลื่อนโครงการนี้คือความเข้าใจของบุคคล ที่จะมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แล้วสามารถนำไปปรับสอนในชีวิตประจำวันได้ ตามเจตนารมณ์ได้ ซึ่งแน่นอนต้องมีการสอน ผมคิดว่าในพระสงฆ์มี ๒-๓ ส่วน ส่วนหนึ่งที่พระคุณเจ้าได้บอกแล้วคือครูพระสอนศีลธรรม ปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถประเมินหรือสร้างคุณภาพให้กับครูพระสอนศีลธรรมได้ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจะมีผลต่อโรงเรียนได้มาก เพราะฉะนั้นตัวบุคคลที่จะเป็น องค์ประกอบการขับเคลื่อนจะเป็นตัวสำคัญมากที่ให้เขาเข้าใจจริง ๆ การเคลื่อนไหว อะไรก็ตามแต่จะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่บุคลากรส่วนนี้ ถ้าทำไม่สำเร็จหรือไม่มีคุณภาพ การขับเคลื่อนก็ไม่สามารถดำเนินการได้

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของความจำเป็นในการสร้างศูนย์เรียนรู้ ผมคิดว่า ในโครงการนี้ก็มีอยู่ ศูนย์เรียนรู้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะว่ายิ่งในเรื่องของ การขับเคลื่อนอะไรที่ส่งผลต่อความคิด จิตวิญญาณ อุดมการณ์ ถ้าเราอาศัยในเรื่องของ การสร้างศูนย์เรียนรู้จะเป็นประโยชน์อย่างสูง เพราะฉะนั้นคอนเซปต์ (Concept) ของบ้าน วัด โรงเรียน มีการขับเคลื่อนจริงอย่างไร และส่งผลกระทบต่อสังคมที่ดีอย่างไรบ้าง ถ้าเรา สร้างศูนย์เรียนรู้แบบนี้ได้ทั่วถึงจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการนั้นได้ การสร้างศูนย์เรียนรู้ ก็ต้องมีแผน เราจะไปสร้างแบบตามยถากรรมหรือตามธรรมชาติ การทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าไปโดยธรรมชาติบางทีก็จะไปได้ช้า เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนอย่างมีแผนจะทำให้ การทำงานได้ค่อนข้างเร็วมากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก แล้วได้พูดกันมาแล้วคือ งบประมาณ ผมคิดว่าเมื่อเรามีแผนงบประมาณแล้วคงต้องมีการผูกงบประมาณประจำปี ที่จะต้องดำเนินการ แน่นอนงบประมาณส่วนหนึ่งชุมชนสนับสนุนได้ แต่ส่วนหนึ่งต้องเป็น ของภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการ ตรงนี้ได้เลย ความชัดเจนของงบประมาณจะมีส่วนหลักประกันของการขับเคลื่อนงานนี้ว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นแผนเหล่านี้ถ้าสามารถเดินให้ได้เต็มที่ มีหลักประกัน เรื่องงบประมาณได้ ตรงนี้จะมีผล

แล้วสุดท้ายคือบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ผมคิดว่าก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะว่าบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปในกลไกขับเคลื่อนจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมขออนุญาตสนับสนุนนิดหนึ่งว่าวันสำคัญทางศาสนาถ้าเรามีการทำงานที่สามารถจะ ขับเคลื่อนได้อย่างเป็นประโยชน์ มีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาทำงานผมว่าสำคัญอย่างมาก ก็คงฝากเรียนเป็นข้อเสนอในเรื่องของการทำงานโครงการนี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ถ้าทำได้ผมคิดว่าประเทศชาติหรืออนาคตของเยาวชนจะมีความชัดเจน แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงขนาดนี้ ขอขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเพิ่มพงษ์ครับ ต่อไปขอเชิญ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ

พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลำดับที่ ๓๙ กราบนมัสการพระคุณท่าน แล้วก็ท่านกรรมาธิการทางด้านการศึกษา ก่อนอื่นก็ต้องชื่นชมที่ท่านได้ผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมา โดยหลักแล้วก็เชื่อว่าคงจะไม่มีใครปฏิเสธหรือเห็นด้วย สิ่งที่ผมจะอภิปรายก็เป็นข้อสังเกต เท่านั้นเอง เพราะว่าคนรุ่นผมนี้ ๗๑ ปีก็ถือว่าเป็นรุ่นที่สัมผัสสิ่งค่อนข้างจะโบราณพอสมควร สมัยก่อนเราเน้นว่าวุฒิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา ซึ่งคนโบราณคิดคำพูดไว้ ผมว่าสุดยอด ขณะเดียวกันการเรียนศีลธรรมในยุคนั้นเขาจะแบ่งเป็นระดับเลยว่าระดับแค่นี้ จะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ผมห่วงว่าเวลาในนี้จะเน้นว่าบ้าน วัด โรงเรียน ในลักษณะไตรสิกขา ไตรสิกขาถ้าคนไม่รู้ดีคงไม่รู้ว่าศีล สมาธิ ปัญญา คงจะลำบาก เพราะฉะนั้นสมัยก่อน เขามีกุศโลบายให้คนเรียนว่าโอเค (Okay) เด็ก ๆ ระดับประถมคุณต้องเริ่มต้นด้วยการพึ่งตัวเอง อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เราจะฝึกให้ท่อง จะต้องเขียนบทความ เรียงความเกี่ยวกับเรื่องอัตตา หิ อัตตโน นาโถ ว่า ในความเข้าใจของเด็กประถมศึกษานั้นเข้าใจอย่างไร อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เขาจะปลูกฝัง ในลักษณะอย่างนี้ หรือถ้าเผื่อคุณอยากเรียนเก่งคุณก็ต้องสุ จิ ปุ ลิ เขาก็ต้องสอน ค่อย ๆ ประคบประหงมสร้างกันขึ้นมา ถ้าคุณอยากสำเร็จก็อิทธิบาท ๔ พวกเหล่านี้เขาจะบอก เป็นเหมือนกับสูตรสำเร็จโบราณ เขาจะปลูกฝังให้เราจำว่าธรรมะแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร หรือเริ่มต้นด้วยท่องเบญจศีล เบญจธรรม เบญจศีลว่าอย่างไร เบญจธรรมตรงข้ามว่าอย่างไร คือเขาจะสอนมาตามลำดับชั้นโดยเฉพาะเลย แต่เรื่องสวดมนต์แน่นอนเขาก็ถือว่า เป็นการปลูกฝังในชีวิตประจำวันว่าก่อนเช้ามาก็ต้องเคารพธงชาติ สวดมนต์ พวกเหล่านี้ คือพยายามจะให้กลมกลืนไปกับวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ในอดีตเขาจะสอนกันอย่างนั้น ซึ่งถามว่า เป็นวิถีชาวพุทธไหม เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ค่อนข้างเป็นแบบจะมีกุศโลบายเป็นไปตาม ขั้นตอนด้วย ผมเองอยากให้เหมือนกับเด็กยืน เริ่มเดิน เริ่มวิ่ง ผมอยากให้ไปเป็นสเตป (Step) อย่างนั้น แต่ถ้าเผื่อเราไปเอาหนัก ๆ ว่าต้องมีไตรสิกขา ภาวนา ๔ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะสูง เว้นแต่ว่าคนที่มาเจอปัญหาในชีวิตแล้วถึงจะมาไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ ช่วงปี ๒๕๑๘ ผมได้มีโอกาส อุปสมบทที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ไปจำวัดอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และมีโอกาสเดินไปพบ ท่านพระอาจารย์ชา ท่านพระอาจารย์ชาสอนสั้น ๆ ง่าย ๆ เรียกตัวผมว่าพระ พระมาบวชแล้ว ดีแล้ว ตลอดชีวิตไปไขว่คว้าทางโลก ทางด้านอาชีพมาทั้งหมด มาบวชสั้น ๆ จะได้รู้ตัวเราเอง จะได้เป็นประโยชน์สำหรับอนาคต ท่านพูด เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาค่อนข้างจะลึกซึ้งมาก คำสอนสั้น ๆ คือต้องรู้ตัวเอง รู้อารมณ์ รู้อะไรต่ออะไร เหมือนกับพระสายนี้บอกว่าคุณไปวัด ทำไม เขาให้ไปวัดกาย วาจา ใจ ว่าจิตใจเราเที่ยงตรงไหม พวกเหล่านี้ หลายคนอาจจะ ไม่ทราบว่าไปวัดทำไม บอกว่าไปเอาบุญ แต่จริง ๆ แล้วคนโบราณบอกว่าไปวัดเพื่อไปวัดกาย ของเรา ใจของเรา วาจาของเราว่าเที่ยงตรงตามหลักธรรมไหม ตามหลักจริยธรรมไหม นี่คือเป็นการสอนแบบโบราณในวิถีพุทธทั้งนั้น หรือพอโตขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชา พรหมวิหาร ๔ นี่คือเป็นธรรมะสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าจะคบเพื่อนที่ดี สังคหวัตถุ ๔ ปิยวาจา อัตถจริยา ปิยวาจา พวกสมานัตตตาเหล่านี้ หรือถ้าโตไปแล้วสัปปุริสธรรม ๗ มีว่าอย่างไร รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักชุมชน รู้จักคน พวกเหล่านี้ เขาจะสอนไว้อย่างนี้หมด นี่คือหลัก แต่ถ้าเราไปบอกว่าศีล สมาธิ ปัญญา โอเค (Okay) ผมรับได้เพราะว่าผมก็ผ่านสิ่งเหล่านี้มา แต่อาจจะสูง เพราะฉะนั้นกุศโลบายของคนโบราณเขาสอนง่าย ๆ เป็นขั้นเป็นตอนสามารถ จดจำได้ แล้วสามารถที่จะครอบเราได้ด้วยว่าเราต้องอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับปลูกศาสนา ในใจของคนให้มีศาสนานั่นละครับ นี่คือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ปลูกศาสนาในใจคน ให้ใจคน มีศาสนา ตัวนี้จะสำคัญ เพราะฉะนั้นผมเองก็เชื่อว่าศาสนาอื่นก็สอนให้เป็นคนดีทั้งหมด ผมมั่นใจ เพราะฉะนั้นการศึกษาวิถีพุทธผมอยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตของเด็ก ของเยาวชนในชีวิตประจำวัน เท่ากับว่าเราฝังศาสนาในใจเขาให้ใจเขามีศาสนา ตัวเหล่านี้ เพื่อเป็นการสร้างภูมิต้านทาน ส่วนกิจกรรมในวันพระก็ดี หรือในบ้านก็ดี ผมดีใจที่ท่าน เอาบ้านเอาครอบครัวมา เพราะครอบครัวจะเป็นต้นแบบของเด็ก ถ้าพ่อแม่มีธรรมะ เป็นคนดีมีศาสนาแน่นอนครับ บ้านนั้นรับรองลูกไม่เสียคน กลับจะเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยซ้ำ มาวัดเหมือนกัน พระก็ต้องได้รับการพัฒนา โรงเรียนเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นพูดไปแล้ว ก็เหมือนกับเป็นความฝันจริง ๆ ที่เราจะไปถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่าจากการวิจัยที่มีอยู่ ๒๖,๐๐๐ โรงเรียน ผมก็เชื่อว่าคุณภาพหลากหลายอยู่ในระดับเอ (A) บี (B) ซี (C) ดี (D) ต่างกันไปเยอะแยะ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าอยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตของเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากให้ย้อนยุคนิดหนึ่งว่าคนโบราณ ผมอาจจะโบราณนะครับ จริง ๆ แล้วผมเติบโตมาจากการที่ผู้ใหญ่พาเข้าวัด ไปเจอพระภิกษุสงฆ์ ถือปิ่นโตไปวัด กินข้าววัด มาเรียนกรุงเทพฯ พ่อแม่ก็ส่งมาอยู่ที่วัดเพื่อได้เรียนรู้ธรรมเนียมวัด เป็นสิ่งที่ ปลูกฝังเรา นอกจากนี้เรายังได้สังคมพระ รู้จักพระผู้หลักผู้ใหญ่ต่าง ๆ รู้จักขนบธรรมเนียม เพราะฉะนั้นต้องฝังศาสนาในหัวใจและให้หัวใจมีศาสนา ผมเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่อยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตตามวัยของบุคคลในสังคม ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อไป ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรักษาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กราบนมัสการพระคุณเจ้า พงศ์นรินทร์ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าผมเป็น กรรมาธิการในชุดนี้เช่นกัน แต่ว่าขออนุญาตมายืนพูดข้างล่างนี้เนื่องจากว่าในฐานะของการเป็น เลขาธิการของกองทุนศาสนสัมพันธ์ดวงใจภักดิ์ ในมูลนิธิรวมใจภักดี แล้วขอชื่นชม ผมเอง ชอบวิธีการเขียนเอกสารชิ้นนี้ของท่านมหาพงศ์นรินทร์เป็นอย่างมาก อ่านง่าย ดูง่าย สะดวก พร้อมทั้งมีเรเฟอเรนซ์ (Reference) ในทางวิชาการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมเองไม่มีข้อ เสนอแนะอะไรมากมาย เพียงแต่ว่าจากประสบการณ์จริงที่เคยเห็นมาตลอด อยากจะเรียน ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าหลักที่นำเสนอในวันนี้เป็นการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ อันนี้ก็ตรงตามมาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมพยายามอ้างรัฐธรรมนูญตลอดเวลา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เห็นมานั้นคณะกรรมาธิการเขามองออกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และเหตุผล ที่ท่านมหาพงศ์นรินทร์และทีมงานได้ทำขึ้นมาว่าทำนบเขื่อนทางศีลธรรมแตกตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ อันนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เรากระทบกระเทือนมาก เด็กรุ่นใหม่ไม่ทันเหตุการณ์นี้หรอก แต่เราอยู่ในเหตุการณ์นี้ ก่อนเหตุการณ์นี้ด้วยซ้ำไป เช่นเดียวกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านสมาชิกที่เพิ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าเราเคยสัมผัสวิถีชีวิตพุทธมาอย่างดีโดยตลอด สิ่งถัดมา ก็คือเราต้องจำได้ว่าตราประจำกระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นตรามรรค ๘ มรรค ๘ ก็คือ เส้นทางหรือกระบวนการ หรือวิถีทางที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ตรงนี้ ผมเองก็อยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าตรานี้เป็นตราสำคัญที่ทุกคนต้องนำมาทำความเข้าใจ และให้เห็นชัดเจนว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นประจำวันตามวัฏจักร หรือตามกงจักรที่หมุนไป เรื่อย ๆ ๘ ข้อนี้เป็นแนวทางในการแก้ไข มิฉะนั้นแล้วคนโบราณคงจะไม่นำตรายิ่งใหญ่นี้ มาเป็นตราของกระทรวง ผมอยากจะย้ำตรงนั้นอีกทีหนึ่งว่ามีความสำคัญมาก เป็นเรื่องของ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ เป็นเรื่องของการรอบรู้ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะที่เราพูดกันอาจจะฟังยาก แล้วก็ไม่ควรจะแปลให้สูงส่งเกินไป สัมมาทิฐิน่าจะ แปลง่าย ๆ ว่าเป็นคนที่รอบรู้ สัมมาสังกัปปะน่าจะแปลว่าวิสัยทัศน์ให้ทันสมัยกับยุคปัจจุบัน สัมมาอาชีวะมีอาชีพการงาน สัมมาสติ สัมมาสมาธิอะไรทั้งหลายเป็นเรื่องปลายทาง แต่ระหว่างนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นต้องมีสัมมาวายามะ แต่ว่าต้องมีสัมมาวาจาด้วย ต้องมี การประชาสัมพันธ์ มีการพีอาร์ (PR) สัมมากัมมันตะมีอำนาจไหม ประเด็นทุกวันนี้ ก็คือว่าไม่มีความรู้แล้วก็ไม่ยอมใช้อำนาจในการบริหารบ้านเมือง มรรค ๘ จึงไม่สมบูรณ์ ตามหลักพุทธ ถัดมาก็คือสิ่งที่แย่ ๆ ในเมืองไทย สังคมไทย ผมเองอยากจะให้เลิกพูด เลิกกล่าวถึง เลิกใช้วลีที่ไม่ดี อย่างเช่น ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ ต้องเลิกพูดเลยครับ อย่ามาแซว อย่ามาพูดเล่นกัน ผมขออนุญาตเอ่ยคำนี้ไปแล้วจะไม่พูดอีก แต่ผมจะพูดคำใหม่ ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้ ให้ตรงกับมาตรา ๕๔ พูดง่าย ๆ อย่างนี้ เพราะทุกวันนี้ไม่มีวินัย เอาเสียเลย อีกคำหนึ่งที่ไม่ควรจะนำมาพูดกันอีก เมืองไทยนี้ดี เสียที่มีคนไทย ไม่ใช่ครับ ควรจะกลับคำเสียใหม่ว่า เมืองไทยนี้ดีเพราะคนดีสร้างเมืองไทยมาตลอด คนชั่วอยู่ด้วยครับ แต่คนดีเป็นผู้สร้าง ผมขอไว้ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๓ อยากจะเรียนทางคณะทำงานก็คือว่าวิถีพุทธ บวร เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัจจัยทั้งสี่ พระ ชี หรือว่าอุบาสก อุบาสิกา เป็นองค์ประกอบสำคัญ เราเองซึ่งเป็นลูกหลานของอุบาสก อุบาสิกา ควรจะมีส่วนในการตรวจสอบ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) พระศาสนาตามกันไปให้ชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่เรา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ไปตามทิศทางของตะวันตก มาถึงวันนี้พฤติกรรมต่าง ๆ ทางการเงิน การทำธุรกรรมการเงิน แบงกิง (Banking) ต่าง ๆ มันเปลี่ยนหมดแล้วเป็น อินเทอร์เน็ต (Internet) พร้อมเพย์ (PromptPay) บ้างอะไรบ้างสารพัด ไม่มีการกำหนดว่า จะต้องทำเวลานั้นเวลานี้ เรานั่งคุยตอนนี้ประมาณบ่ายสองโมง ถ้าเป็นที่อังกฤษตอนนี้ คงจะเป็นตอนเช้าประมาณ ๘ โมง หรือที่สหรัฐอเมริกาอาจจะกำลังตื่นเช้ากัน เป็นต้น การทำธุรกรรมการเงินทำได้ตลอดเวลา การเงินทำได้หมด วิธีการนี้อยากจะให้เลียนแบบ บางพื้นที่ที่ผมเคยลงไปดู คือจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต้องเอ่ยนามจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระราชทานนามจังหวัดว่าสุราษฎร์ธานี จังหวัดนี้ได้นำระบบความคิดตามรูปแบบของท่านพุทธทาสภิกขุมาใช้ในการปรับแนวคิดใหม่ ในการสอนนักเรียนและประชาชนทั้งเมือง ผมฟังและดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากตัวอย่าง ที่เขาทำ อยากเรียนว่าการทำวิถีพุทธควรจะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนด้วย ท่านมหาพงศ์นรินทร์ครับ คือวิถีพุทธเรามีรูปแบบชัดเจนตามที่ท่านประยุทธ์ ปยุตฺโต ได้เขียนหนังสือมากมายเหลือเกิน วิถีธรรม ธรรมนูญชีวิต ผมเรียนตามตรงว่าผมไม่ใช่คนดีมากมายอะไรนักหนา เพียงแต่ ผมชอบวิถีพุทธสอนอะไรเยอะมากเลย หนังสือของท่านหลายเล่มเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมก็พูดถึงเรื่องหนังสือเล่มนี้ว่าการเป็นประชาคม ประชาชน หรือชนที่ดี ในสังคมประชาธิปไตยนั้นควรเป็นอย่างไร ธรรมาธิปไตยเป็นอย่างไร หนังสือสอนหมด ดังนั้นจึงอยากจะเรียนว่าควรจะมีตัวชี้วัดประกอบด้วย ตัวชี้วัดที่พูดถึงนี้ก็คือ อย่างเช่น สุราษฎร์ธานีเขาบอกว่าจำนวนอาชญากรรมต่าง ๆ ลดลงจากการที่เตรียมเด็ก เตรียมคน ในบริบทของพุทธศาสนาใหม่ ดังนั้นวิถีพุทธ บวร ก็ควรจะใช้หลักการคล้าย ๆ กับอันนี้ว่า กิจกรรมใด ๆ ที่ไม่ส่งเสริมให้คนทำดีต้องลดลงหรือชี้วัดได้ในรายจังหวัด รายอำเภอ ว่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยง การไม่สนใจวันเพ็ญหรือแรม ๘ ค่ำ ข้างขึ้น ๘ ค่ำ อะไรก็แล้วแต่ ควรจะชี้วัดว่าเขาลดลงไปแล้ว ผมว่าตัวชี้วัดพวกนี้ต้องเขียนด้วย อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ให้มาเรียนว่ามีอยู่ในหน้า ๒๕ อันนี้ยิ่งใหญ่มาก หน้า ๒๕ สามัคคีธรรมวันเพ็ญ ซึ่งท่านมหาพงศ์นรินทร์คงจะได้รายงานไปแล้ว อยากให้ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคือ ท่านนายกรัฐมนตรีหันมาดูเรื่องนี้แล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ เป็นผู้นำของเรื่องนี้ เดินหน้า นำพวกเรา คือถ้าไม่มีคนนำต่อให้พระสงฆ์องค์เจ้าเท่าไรมานำมันก็ไม่เดินหรอกครับ ผมเองก็คงไม่กล้าเดินตามใครสักคนถ้าหากว่าคนคนนั้นไม่ใช่ผู้นำ ผู้นำก็ควรจะต้องแสดงอาการ ที่ชัดเจนว่า ๑๒ วันเพ็ญต่อปีน่าจะมีกิจกรรมพิเศษอะไรขึ้นมาตอบแทนสังคมที่ล้มเหลวมา ๖๐ ปี ต้องขอกราบขอบพระคุณ และขออนุญาตจบการอภิปรายเพียงแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเรียนเชิญ พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กราบนมัสการพระอาจารย์ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ พระเดชพระคุณ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่เสนอ เรื่อง การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถือว่าเป็นการเสนอรายงานที่สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดังนี้ ก็คือตามมาตรา ๕๔ กำหนดไว้ว่า เด็กต้องได้รับการดูแล เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยจัดให้มีการร่วมมือกัน ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับมุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมี ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และในมาตรา ๖๗ บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า บวร ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ และเป็นศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่องนี้ก็ขอเรียนว่าการจัดการศึกษาด้วยการนำหลักศาสนามาใช้นั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็ไม่ได้ ใช้ได้เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี และทุกศาสนาสามารถ นำมาประยุกต์ใช้ได้หมด หลักของทุกศาสนาที่เหมือนกัน ก็คือศาสนาพุทธเรียกว่าการปฏิบัติ วิปัสสนาหรือการเจริญจิตภาวนา ศาสนาอิสลามเรียกว่าการทำละหมาด ศาสนาคริสต์ ทั้ง ๒ นิกาย เรียกว่าการเข้าเงียบหรือการเข้าเดี่ยว ซึ่งหลักการปฏิบัติทั้ง ๒ อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เรียกต่างกัน และหลักนั้นคือหลักแก่นแท้ คือการปฏิบัติตามหลักของศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อดูการดำเนินการเพื่อสนองเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทางแห่งความสำเร็จ บรรลุแห่งรัฐธรรมนูญนั้น สามารถกระทำได้ด้วยยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อการปฏิรูปการศึกษานั่นเอง เมื่อดูแนวการจัดการศึกษาตามวิถีพุทธเราสามารถ มาวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือทรัพยากรในการบริหาร ในการจัดการศึกษาวิถีพุทธ ด้วยตัว ๕ เอ็ม (M) ดังนี้ เอ็ม (M) ที่ ๑ คือแมน (Man) หรือทรัพยากร บุคลากร ในสูตรนี้ ถือว่าเป็นจุดแข็งของยุทธศาสตร์นี้ เพราะปัจจุบันนี้ทั่วประเทศมีพระที่เป็นนักเทศน์ นักบรรยาย ชนิดที่เรียกว่ามีวิชาชีพครู เป็นนักบรรยายออกรายการโทรทัศน์ ออกรายการวิทยุ เป็นนักเทศน์ นักแสดงธรรมอยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทุกจังหวัดของประเทศไทย แล้วก็มีคัดเลือกไว้อย่างเป็นระบบ มีการคัดสรรไว้อย่างมีมาตรฐาน สามารถนำมาเป็น วิทยากรกระบวนการและวิทยากรประจำหลักสูตรนี้ได้เลย เอ็ม (M ) ที่ ๒ คือแมทีเรียล (Material) หรือว่าอาคาร สถานที่ หรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ เราทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธว่าขณะนี้ในทุกชุมชน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด สถานที่ที่สัปปายะ หรือสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม หรือสถานที่ ที่เหมาะแก่การเรียนของนักเรียนมากที่สุดคือวัด และที่นั่นสงบเงียบ ที่นั่นลมพัดเย็นสบาย ในวัดนั้นมีทั้งศาลาวัด ศาลาปฏิบัติธรรม ศาลาการเปรียญ มีทั้งพระอุโบสถ หรือศูนย์ปฏิบัติธรรม ประจำวัด มีห้องน้ำ ห้องส้วมอย่างเพียงพอที่จะสามารถพักค้างคืนก็ได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดแข็ง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ ไปเพิ่มเติมอีกเลย เอ็ม (M) ที่ ๓ คือเมท็อด (Method) หรือเมโทโดโลจี (Methodology) หรือวิธีการปฏิบัติ ก็ด้วยการจัดหลักสูตรร่วมกันระหว่าง พระกับครู ระหว่างวัดกับโรงเรียน โดยการเสริมสอดแทรกแนวปฏิบัติตามหลักศาสนาเข้ากับ หลักวิชาการพื้นฐานของนักเรียนปกติ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ตอนเช้าเคารพธงชาติเสร็จ สวดมนต์ สวดมนต์เสร็จก็ทำสมาธิ ในระหว่างเดินจากเสาธงไปห้องเรียนก็ปฏิบัติสมาธิ พอถึงในห้องเรียนก็นั่งสมาธิ เริ่มต้นด้วยสมาธิหรือจิตสงบแล้วก็เข้าสู่วิชาเรียน อันนี้ประยุกต์ใช้ ง่าย ๆ หลังจากนั้นก็เรียนไปตามปกติในช่วงพักช่วงเบรก ก็สอดแทรกด้วยการทำสมาธิ การที่เด็กเรียนหนังสือก็คือการทำสมาธินั่นเอง และจนกระทั่งเย็นก่อนกลับบ้านก็สวดมนต์ ภาวนาทำสมาธิเดินกลับบ้าน ทำสมาธินั่งรถกลับบ้านทำให้เด็กนั้นไปถึงบ้านโดยไม่แวะเวียน ไม่ไปเที่ยวเตร่ ไม่ไปเป็นเด็กแว้น เด็กซิ่ง ไม่ไปมั่วสุมในอบายมุข จะทำให้เด็กมีวินัย เมื่อเด็ก ไปถึงบ้านก็ทำสมาธิก่อนแล้วก็ลงมือทำการบ้าน จะทำการบ้านเสร็จเร็ว และระหว่าง ทำการบ้านมีสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่ที่การบ้านที่ทำ การบ้านก็ทำอย่างถูกต้องแล้วก็จำได้ ก่อนอ่านหนังสือทำสมาธิแล้วก็เข้าสมาธิ แล้วก็อ่านหนังสือในสมาธิจะจำได้ทั้งหมด จะทำให้ เด็กนั้นเป็นเด็กที่เรียกว่าเด็กสมาธิยาวและเป็นเด็กที่เรียนเก่ง สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดนั้นมาจาก ประสบการณ์ผมเองครับ ผมบวชเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี ผมเป็นลูกชาวนาเด็กบ้านนอก ไม่มีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียนดี ๆ แต่ว่าผมไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ปฏิบัติสมาธิ ๓ เดือน จากคนที่เรียนระดับท้าย ๆ ของห้องเป็นอันดับที่ ๑ ของห้อง สอบได้ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ จนเป็นที่ ๑ ของโรงเรียน วิถีชีวิตพลิกผันจากการไปบวชเณรภาคฤดูร้อน จากนั้นก็ปฏิบัติสมาธิ เรื่อยมาแล้วก็ได้ไปเป็นเด็กวัดอยู่ ๒ วัด วัดแรกคือวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดที่ ๒ วัดเขาพุทธโคดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แล้วก็ไปจบโรงเรียนอัญสัมชัญศรีราชา และปัจจุบันนี้ก็ใช้วิถีแบบนี้ละครับ ตอนนี้บวชสามเณรมา ๑๒ รอบ บวชพระมา ๑๑ รอบ และมีโอกาสก็จะบวชอีก เพราะการบวชแต่ละครั้งนั้น ทำให้เราได้รับการชาร์จแบตเตอรี่ (Charge battery) มีความพร้อมที่จะมาทำงานต่อไป ผมจึงอยากให้เด็กไทย เยาวชนไทยนั้น มีสิ่งที่ดี ๆ ติดตัวและถือว่าเป็นอริยทรัพย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้แล้วไม่มีวันสูญหายไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมถือว่าวิถีทางศาสนานั้นสามารถประยุกต์ใช้และสอดแทรกไปกับบทเรียน หรือการเรียนการสอนปกติของหลักสูตรได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปิดเทอม ๒ เดือนครึ่ง ถึง ๓ เดือน ผมทำงานเป็นตำรวจพื้นที่ได้สัมภาษณ์เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เด็กแว้น เด็กซิ่ง รวมทั้งผู้ที่ติดยาเสพติด ปรากฏว่าเขาเสพยาเสพติดครั้งแรกในชีวิต ส่วนใหญ่เขาเบี่ยงเบน ครั้งแรกในชีวิตช่วงที่ปิดเทอมภาคฤดูร้อนทั้งนั้น ตรงนี้เป็นจุดแข็ง ถ้าเอาวิถีพุทธศาสนา กับการศึกษาเข้ามาไว้ด้วยกันในช่วงปิดเทอม ๓ เดือน แทนที่เด็กไม่มีผู้ปกครองดูแล เพราะผู้ปกครองไปทำงาน เด็กอยู่ที่บ้านก็ไปมั่วสุมเตร็ดเตร่ ก็เปลี่ยนใหม่สิครับ ในช่วงปิดเทอมนั้นเอาเด็กไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ไปค้างคืนที่วัดเลย รับรองไม่เสียเด็กหรอกครับ มีแต่ดี มีแต่ได้ แล้วงบประมาณก็ไม่ต้องเสีย หลายวัดก็พร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณให้ฟรี เพียงแต่ว่าโรงเรียนจัดเด็กเข้าไปเท่านั้นเอง ตรงนี้จะเป็นการปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีวินัย แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต ตัวเอ็ม (M) ที่ ๔ คือมันนี (Money) หรืองบประมาณซึ่งในส่วนนี้ สามารถใช้งบปกติของโรงเรียนได้เลย หรือขอรับการสนับสนุนจากการปกครองท้องถิ่น หรือชุมชน หรือเอกชน หรือแม้กระทั่งงบของวัดเอง ซึ่งวัดในประเทศไทยที่มีเงินมาก ๆ รวยมาก ๆ มีเยอะครับ พร้อมที่จะสนับสนุนให้ฟรีเพียงแต่ว่ามีเด็กไปเรียนเท่านั้นเอง ซึ่งขณะนี้หลายวัดก็เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์การเรียนธรรมะของประชาชนอยู่แล้ว ถ้าจัดนักเรียนเข้าไปก็จะเป็นการเสริมกันได้เป็นอย่างดี และเอ็ม (M) ที่ ๕ คือการสร้าง ขวัญกำลังใจให้ทั้งครู ให้ทั้งนักเรียน ให้ทั้งพระที่เป็นวิทยากร ให้ทั้งผู้ปกครอง ที่สำคัญที่สุด ผู้ปกครองจะมีความสุขมากที่สุด ผู้ปกครองจะมีความสบายใจมากที่สุดที่ฝากลูกไว้กับบวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน นั่นเอง และสังคม ชุมชน ก็จะมีความสุข ตัวอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อสักครู่ที่ผมเล่าให้ฟังแล้วยังมีอีกตัวอย่างหนึ่ง ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การฝึกอบรมทุกหลักสูตรตำรวจทุกคนต้องผ่านการเข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างน้อยเป็นเวลา ๓ คืน ๔ วัน ซึ่งผมได้ไปริเริ่มไว้ที่นั่นเอง และปัจจุบันนี้ ๑๐ กว่าปีแล้วก็ยังต่อเนื่อง จะเป็น การฝึกให้ตำรวจเป็นผู้ที่คิดดี พูดดี และปฏิบัติดี แล้วก็เป็นผู้ที่มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ตัวชี้วัด อันหนึ่งจะเห็นว่าทุกวันนี้ตำรวจไทยเข้าวัดมากขึ้น และตำรวจไทยส่วนมากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ใกล้วัด ใกล้ธรรมะ ศึกษาธรรมะแทบทุกคน เพราะฉะนั้นเป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งว่าการนำหลัก วิถีพุทธเข้ามานั้นไม่ได้จะใช้เฉพาะกับเด็กนักเรียนเท่านั้น กับผู้ใหญ่ก็ใช้ครับ แม้กระทั่ง หลักสูตรกระบวนการยุติธรรมชั้นสูงที่ผมเคยเรียนมาตั้งแต่รุ่น ๑๒ ปัจจุบันนี้ถึงรุ่น ๒๐ กว่าแล้ว ก็ไปวัดปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แต่ไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา อินเดียนั่นเอง เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง ผมขอกราบเรียนว่าถ้านำหลัก การศึกษาวิถีพุทธมาใช้จะเกิดประโยชน์ จะทำให้เด็กไทยมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เป็นเด็ก ที่มีวินัย เป็นเด็กที่มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารี เสริมทักษะประสบการณ์ชีวิต มีประสบการณ์ สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่เป็นเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ประสบความสำเร็จในการเรียน ประสบความสำเร็จในชีวิต ห่างไกลจากอบายมุข ๖ เพราะที่วัดไม่มีอบายมุข ๖ มีกัลยาณมิตรที่ดีเพราะวัดมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีครู มีอาจารย์ หรือมีพหูสูตรที่ดี ได้ซึมซับในสิ่งที่ดีงามจากวัด จากเพื่อน จากสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็ก ได้รับการหล่อหลอมด้วยเบ้าหลอมที่สะอาดและสวยงาม จะทำให้เด็กในวันนี้เป็นเยาวชน และผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีวินัย มีอารมณ์ดี มีสังคมที่ดี มีปัญญาเป็นเลิศ มีความรักชาติ มีความภาคภูมิใจในชาติ และสามารถใช้ความเชี่ยวชาญ ตามความถนัดของตนได้อย่างเต็มที่ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และจะทำให้ประเทศของเราได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ จะขอร่วมอภิปรายสนับสนุนรายงาน ของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา พอสังเขปดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าเป็นสาระสำคัญที่อยากจะให้มีการกล่าวให้ชัด พูดให้ชัดว่าการศึกษาวิถีพุทธนั้นโดยนิยามแล้วหมายความว่าอย่างไร ถ้าเรานิยามให้ชัดไปถึงรากศัพท์ ถึงความเข้าใจของวิถีพุทธอย่างแท้จริงนั้น ผมคิดว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา ผมทราบดีว่าการศึกษานั้น มีศัพท์รากฐานสำคัญมาจากคำว่า สิกขา ก็คือการที่รู้จักการมองเห็น การเห็นอะไร ถ้าเรา บอกว่าเห็นในเชิงวิถีพุทธ ก็บอกว่าเห็นอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือการศึกษาที่เราเห็นแล้ว ทำให้มีปัญญา ไม่ใช่ความเห็นแบบงมงาย หรือความเห็นแบบฟังต่อ ๆ กันมา แต่คงเป็น ความเห็นหรือการที่เราจะต้องรู้จักการใช้เหตุใช้ผล ผมคิดว่ามีคำสำคัญหลายคำที่ควรจะต้อง เป็นปรัชญาตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่รู้จักตนเอง การเห็นที่ดีที่สุดก็คือ การที่เราต้องรู้จักตนเอง เข้าใจในสภาวะธรรมชาติของตนเอง เข้าใจในสภาวะกำลังสติปัญญา ของเราเอง และตรงนั้นคงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่เราจะพัฒนาตนเองได้ว่าเรานั้นควรต้องเสริม ต้องสร้างอะไร อย่างไร เพื่อให้รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ในการใช้ชีวิตตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง เชิงตะกอน ดังนั้นวิถีพุทธผมคิดว่าคงอธิบายมากกว่าการจะใช้ชีวิตอยู่แค่บ้าน วัด และโรงเรียนเท่านั้น จริงว่าบ้าน วัด โรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่สามารถ อยู่คนเดียวได้ เราต้องอยู่ร่วมกัน แต่คำว่า บ้าน วัด โรงเรียนนั้นคงจะเหมาะกับวิถีของไทย เพราะวิถีของไทยเราผูกพันกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ แล้วเราก็มีชุมชน มีการอุปถัมภ์ ค้ำจุนอยู่ มีความเกื้อกูลอยู่ เราจะใช้วิถีพุทธในการอธิบายอย่างไรว่าถ้าเราเกื้อกูล เราส่งเสริม ในการอุปถัมภ์กันแล้วเราต้องไม่โกง เราต้องไม่เล่นพรรคเล่นพวก แต่การรวมกลุ่มเป็น ครอบครัวทำให้เรามีความเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น เรายอมรับในสิ่งที่เป็นพวกพ้องกัน เราจะแก้อย่างไร บ้าน วัด โรงเรียน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจในเชิง วิธีคิดเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากนี้ท่านคงเห็นว่าโดยหลักของพระพุทธศาสนานั้น ถ้าพูดถึง การศึกษาหรือการมองเห็นตนเองนั้นมีจุดสูงสุดอยู่ถึงการหลุดพ้น การหลุดพ้นที่สำคัญคืออะไร ตรงนี้ผมคิดว่าคงเป็นสาระที่อยากจะให้เห็นว่าถ้ามาปฏิบัติธรรมที่บ้านก็สามารถหลุดพ้นได้ ปฏิบัติธรรมที่วัดก็สามารถหลุดพ้นได้ หรือชุมชน แต่ต้องมีทางออกให้กับวิถีชีวิตของพวกเรา คือการแก้ปัญหานั่นเอง ในความหมายของการหลุดพ้นนั้นไปไกลครับ ทำให้เราเลิก ลด ละในการแข่งขัน ผมคิดว่านี่คือเนื้อหาสาระสำคัญ ถ้าการศึกษานำไปสู่การแข่งขัน คงไม่ใช่วิถีพุทธ เพราะวิถีพุทธนั้นเราเน้นในเรื่องของการเลิก ลด ละ แต่ถ้าเราแข่งขัน เพื่อให้ครอบครองทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แข่งขันกันเพื่อให้ได้ที่ ๑ แข่งขันเพื่อให้สอบกัน ทุกวิถีทางและทำลายระบบคุณธรรมคือโกงสอบ หรือนำไปสู่การประพฤติมิชอบต่าง ๆ นำไปสู่ สิ่งที่เรียกว่าพฤติกรรม และแน่นอนเมื่อสั่งสมมาก ๆ จึงกลายเป็นวัฒนธรรม เราถูกหลายชาติ มองว่าในเมื่อวิถีชีวิตของเรา อุดมการณ์สูงสุดของเราคือการนับถือศาสนาพุทธ แต่ใยเล่า พฤติกรรมของเรานั้นถึงไม่มีโอกาสที่จะอธิบายตามวิถีพุทธได้เลย ผมคิดว่าครั้งนี้เป็น การเปิดประเด็นที่สำคัญที่จะจุดความสำคัญว่าปรัชญาสูงสุดของการศึกษานั้นคืออะไรกันแน่ ถ้าเราดูในการศึกษาที่เราพยายามอธิบายว่าเราจำเป็นจะต้องเอาชนะกัน จำเป็นจะต้อง เอาให้ได้ที่ ๑ กัน จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุด ให้ทันสมัยที่สุด ผมว่าตรงนี้น่าจะทบทวนว่า ปรัชญาวิถีพุทธของเรานั้นรองรับวิธีคิดอย่างนี้หรือไม่ อย่างไร ดังนั้นตรงนี้คือประเด็น สาระสำคัญที่ผมบอกว่าอยากให้นิยามในเรื่องของการศึกษาวิถีพุทธให้ชัด

ประเด็นต่อมา เนื้อหาของวิถีพุทธมีมากมาย หลักธรรมะ คำสั่งสอน มีมากมาย ท่านพุทธทาสบอกว่าให้เราถือธรรมะคือการทำหน้าที่ การทำหน้าที่จึงเป็น หัวใจสำคัญ แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันว่าเรามีหน้าที่ที่ต้อง บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าน่าสนใจนะครับ ถ้าเราบอกว่าธรรมะคือหน้าที่ และหน้าที่ที่พึงปฏิบัติเมื่ออยู่ในครอบครัวควรทำอะไร เมื่ออยู่ในสถานที่ที่เราไปกราบไหว้บูชา แบบเดิม ๆ เป็นหน้าที่ที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะวัดวันนี้มี ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด ไม่แน่ใจว่า มากกว่านั้นหรือเปล่า แต่เป็นวัดร้างเสียเยอะเหลือเกิน เราจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดทำให้วัด เป็นวัดอย่างแท้จริงได้อย่างไร ครอบครัวเป็นครอบครัวที่แท้จริงได้อย่างไร และแน่นอนครับ โรงเรียนก็เป็นโรงเรียนในแนวของการที่สร้างพลเมืองไปรองรับสนับสนุนวัฒนธรรมที่จะเป็น วิถีพุทธได้อย่างไรที่จะให้เกิดการหลุดพ้นอย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นเรื่องยาก มันก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หลักการดังกล่าวประคับประคองที่ทำให้สังคมเป็นคนดี ให้มีคนดีเกิดขึ้น ดังนั้นหลักสำคัญประการหนึ่งที่ผมคิดว่าเมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว เรายึดธรรม เป็นใหญ่ นั่นหมายความว่าเราควรจะต้องมีคำสอนที่น่าจะหนักแน่นให้มากขึ้นว่าเราจะ ประพฤติอะไรก็แล้วแต่ในระดับบ้าน วัด หรือโรงเรียน ต้องยึดธรรมเป็นใหญ่ เราจะปกครอง ในระยะเปลี่ยนผ่านที่อาจจะไม่ใช่เรียกว่าประชาธิปไตย หรือวันข้างหน้าจะเป็น ประชาธิปไตย เราก็ต้องอธิบายในหลักการให้เห็นภาพว่าไม่ว่ารูปแบบการปกครอง จะปกครองด้วยระบอบอะไรก็แล้วแต่ ก็สามารถที่จะสร้างความจำเริญหรือการทำหน้าที่ ที่นำไปสู่การพัฒนาได้ ที่เรียกว่าธรรมาธิปไตยหรือธรรมเป็นใหญ่ได้ทั้งสิ้น ผมคิดว่านี่คือ จุดสำคัญของหลักพุทธศาสนาที่เราพยายามเอามาใช้ในการปกครองการบ้านการเมือง ว่าถ้าธรรมเป็นใหญ่แล้วประโยชน์สุขหรือความสุขนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยก็ได้ นี่คือหลักที่ผมคิดว่าน่าจะสอดคล้องกับ การศึกษาวิถีพุทธ นอกจากนี้หลักสำคัญอีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าวันนี้มีการวัด และประกันคุณภาพเกิดขึ้นตามกฎหมาย แต่การวัดและประกันคุณภาพของวิถีพุทธผมอยาก ให้เป็นอัตลักษณ์เฉพาะ ที่ฝรั่งหรือต่างประเทศในวันข้างหน้าต้องเอาเราไปอ้างอิงว่า ถ้าจะวัดและประเมินการศึกษาในวิถีพุทธแล้ว ไม่ใช่โอเน็ต (O-NET) ไม่ใช่ลักษณะของ การประกันแบบเอยูเอ็นคิวเอ (AUN-QA) หรือการประกันในลักษณะที่ใช้กันทุกวันนี้ แต่เป็นการประกันที่วัดอะไร วัดในเรื่องของค่าความเป็นคนแบบไหน อย่างไร การศึกษา คือการเรียนรู้ให้รู้จักตนเอง เลิก ลด ละกิเลสจะวัดอย่างไร ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากจะ นำเสนอให้ท่านประธานและท่านกรรมาธิการได้ใคร่ครวญดู ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดยะลา เรียนเชิญค่ะ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบนมัสการพระคุณเจ้า กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมได้อ่านรายงานฉบับนี้พอสมควรและเห็นการเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การจัดการศึกษา วิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตาม ความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ก็มีพระคุณเจ้าได้เมตตากรุณามาให้สิ่งที่เป็นวิทยาทานกับพวกเราในเรื่อง ที่จะทำให้คนตั้งแต่เด็กเป็นคนดีจนวาระสุดท้าย นอกจากนั้นแล้วในที่ประชุมยังเปี่ยมไปด้วย สมาชิก สปท. ที่ต่างอภิปรายด้วยความปรารถนาดี เสนอแนะอย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งอยู่บนฐาน แห่งความบริสุทธิ์ใจ ท่านประธานครับ ผู้รู้กล่าวว่าถ้ามีสิ่งที่เป็นมงคลในการประกอบ กิจการใดก็ตาม การประชุมที่นี่ก็แล้วแต่ถ้าสิ่งที่เป็นมงคลบังเกิด ๓ ประการ ถ้าบังเกิดขึ้นกับ ครอบครัว ครอบครัวก็จะมีความสุข สิ่งที่เป็นมงคลทั้ง ๓ ประการ ถ้าบังเกิดขึ้นกับชุมชน ชุมชนก็จะมีความเข้มแข็ง ถ้าสิ่งที่เป็นมงคลบังเกิดแก่ชาติบ้านเมือง ชาติก็จะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างที่พวกเรากำลังพูดคุยกันเฉกเช่นวันนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมคิดว่า สิ่งที่เรากำลังปลุกปั้นหลายครั้งหลายเรื่องต่างล้วนแต่มุ่งไปที่เรื่องของสร้างคนดี วันนี้ก็เช่นกัน เรามุ่งเรื่องที่จะสร้างคนดีตั้งแต่เด็กก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องที่ถูกต้องถูกทาง ผมไม่ขออภิปรายในรายละเอียด เพราะคิดว่าสิ่งที่บรรดาท่านสมาชิกรวมไปตลอดจนถึง คณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้นผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าไม่ออกคะแนนเสียง หรือว่าไม่เห็นด้วยไม่มีแน่นอน สำหรับผมยกมือกดคำว่าเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องเด็กเป็นเรื่องใหญ่ ผมเป็นคนเกิดนราธิวาส บ้านผมนี่มุสลิม ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผมเล็ก ๆ ไม่เพียงแต่สนใจให้ความสำคัญศึกษาเอาจริงเอาจัง เรื่องศาสนาพุทธ แต่ก็ให้ความสำคัญในเรื่องศาสนาที่ไม่ใช่ผมนับถือ แต่ผมต้องเข้าใจรู้เรื่อง เพราะจะต้องอยู่ด้วยกัน เช่น ศาสนาอิสลาม เป็นต้น ในห้วงเดือนรอมฎอนอย่างเช่นเดือนนี้ ผมจำได้สมัยเป็นนายอำเภอรือเสาะ เคยไปฟังโต๊ะครูบรรยายธรรม ก็คือหลังจากละหมาด ให้แล้วก็จะมีการบรรยายธรรม โต๊ะครูบอกว่ามนุษย์เรานั้น คนเรานั้น หรือลูก เป็นทรัพย์สมบัติ อันมีค่าที่พระเจ้าประทานให้กับพ่อแม่เป็นรางวัลที่มีคุณค่าสูงสุด ก็คือมนุษย์ที่พระเจ้าประทาน ให้กับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ให้มา เพราะฉะนั้นเราจะเรียกว่าไม่สำคัญได้อย่างไรในเมื่อ เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานมา ฟ้าดินประทานมา จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันเป็นอะไรเกิดขึ้นมา สิ่งที่พระเจ้าหรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานให้กับมนุษย์คนเป็นพ่อ เป็นแม่นั้น จึงละเลยทำให้เด็กเหล่านี้เสียผู้เสียคน ทุกวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า เด็กต่าง ๆ ที่เกิดมาจากคุณพ่อคุณแม่ที่จะฝากผีฝากไข้กับลูกที่เป็นรางวัลที่พระเจ้าหรือว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานมาให้นั้นเสียผู้เสียคนมันอะไรบังเกิดขึ้น เราก็มาตกมาแต่งมาจัดการกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เรามาเริ่มที่ถูกทางแต่ก็ทำท่าจะสาย เพราะแต่ละวัน ๆ ไม่ใช่เรื่องเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่ก็เป็นด้วย เพราะผู้ใหญ่ก็มาจากเด็กเป็นทอด ๆ กันมาตลอด เพราะฉะนั้นถ้าเด็กวันนี้ไม่ดี แน่นอนผู้ใหญ่วันหน้าก็ไม่มีทางที่จะดีเกิดขึ้นได้ ผู้ใหญ่วันนี้ไม่ดี ก็เด็กที่แล้วมาเช่นกัน เพราะฉะนั้นเด็กจะดีหรือไม่ดีก็เริ่มอย่างที่ท่านประธานบอกว่าเริ่มจาก การฝึกอบรมสั่งสอนตั้งแต่ในบ้าน ท่านประธานครับ ผมจำได้เด็กเล็ก ๆ นอนในเปลร้องไห้ แม่ก็ขับกล่อมด้วยทำนองเพลงที่ไพเราะ ทำให้เรานอนหลับ ทำให้เราเป็นคนที่อารมณ์ดี เบิกบาน สดชื่น จะไม่เป็นคนที่หุนหัน ด้วยทำนองเพลงที่ไพเราะ พอโตขึ้นมาหน่อยพูดกัน รู้เรื่องก็สั่งสอนอบรมจิตใจด้วยบทกลอนที่ไพเราะ ทำให้เราจับจิตจับใจในเรื่องบทกลอน ที่จะไม่ทำชั่ว พยายามทำดี นั่นก็คือความพยายามของคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่คนเป็นพ่อ เป็นแม่ก็ไม่แน่เสมอไปในยุคนี้เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไรขึ้นมา สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ก็คือ เยาวชนจำนวนมากที่ยังหลงทางอยู่ ตอนเล็ก ๆ โอกาสในการเรียนรู้เพราะพ่อแม่ อย่างที่ พระคุณเจ้าพูดถึงว่าต้องให้ความรู้ความสำคัญกับพ่อแม่ ลูกที่เกิดมาก็จะได้ดีตามพ่อแม่ อบรมสั่งสอน รวมไปตลอดจนถึงโรงเรียนและสังคมที่คอยดูแลปกป้องคนละไม้คนละมือ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเยาวชนอีกจำนวนมากที่หลงทิศหลงทาง ขาดโอกาส ไม่มีโอกาสที่จะไปศึกษา เพิ่มเติม ที่น่ายินดีก็คือว่าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงห่วงใยเรื่องนี้ จึงจัดตั้งโรงเรียนพระดาบสเพื่อรับเอาเยาวชนที่ด้อยโอกาส ขาดโอกาสในระหว่างที่แล้วมา มาเข้าโรงเรียน ในขณะเดียวกันจังหวัดชายแดนภาคใต้ของผม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านก็ขยายผลไปจัดตั้งโรงเรียนพระดาบสที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ผมโชคดีครับ ตอนเริ่มต้นนั้นได้มีโอกาสเป็นประธานโครงการโรงเรียนพระดาบส และในขณะเดียวกันก็ได้มีโอกาสเป็นฝ่ายวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนพระดาบส ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ผมคิดว่าหลายท่านคงจะทราบดีรับเยาวชนในพื้นที่ทุก ๆ ศาสนา ผู้ที่ขาดโอกาส ได้เรียน เอาทั้งพุทธทั้งมุสลิมมาเรียนร่วมกัน อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเข้ากับทิศทางที่เรากำลังพูดถึง เพียงแต่ว่าเราเน้นย้ำเรื่องพุทธ แต่ความจริงคำว่า พุทธ ในที่นี้น่าจะหมายถึง ความดี เพราะฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความดีก็เป็นวิถีแห่งความดี เพราะฉะนั้นทั้งพุทธ ทั้งมุสลิม ที่เอามาอยู่ด้วยกัน เรียนด้วยกัน ศึกษาเรียนรู้ด้วยกัน เรียกได้ว่ารู้เขารู้เราอันนี้จะก่อให้เกิด ภูมิคุ้มกันอย่างดี เพราะฉะนั้นโรงเรียนพระดาบสน่าจะเป็นโรงเรียนต้นแบบที่ท่านบอกว่า ในระบบปิด ๓-๔ เดือนแรกเรียนเรื่องวินัย เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เรื่องศาสนาของทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อให้ปลูกฝังในเรื่องความดี ให้เด็กเหล่านี้ตั้งแต่เกิดจนเป็นเยาวชนที่ขาดโอกาสในเรื่องของ การเรียนรู้เรื่องคุณงามความดี เพื่อผูกจิตผูกใจให้ฝังตัว เพราะฉะนั้นลักษณะโรงเรียนพระดาบส ผมคิดว่าจะก่อประโยชน์ให้สูงสุดสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาส ขาดโอกาส สูญเสียโอกาสในขณะที่ ยังเป็นเยาวชนอยู่ พอเข้ามาในนี้แล้วระยะ ๓-๔ เดือนแรก ท่านประธานครับ ทุกอย่างเปลี่ยนไป จากเดิมหมด เดิมทีเดียวมาพูดก็ไม่รู้เรื่อง ผมเป็นคนสัมภาษณ์เด็กที่มาเรียน เนื่องจากผม พูดภาษามลายูได้ก็สามารถที่จะสัมภาษณ์ได้ บางคนจบ ม. ๖ แล้วยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่องก็มีเยอะ มาเรียนต่อในโรงเรียนพระดาบส บางคนจบ ป. ๔ ขาดไปนาน เข้ามาไม่รู้เรื่องติดยาก็มี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าลักษณะของโรงเรียนพระดาบสนั้นน่าจะเป็นต้นแบบอย่างหนึ่ง ที่ในหลวงทรงให้ไว้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเอาไปขยายผล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาเด็กที่มีความต่างในเรื่องวิถีชีวิตมาเรียนร่วมกันเพื่อจะได้เกิด การรู้เขารู้เรา ในขณะเดียว ระยะที่ ๒ ก็ไปฝึกเรื่องอาชีพ ระยะที่ ๓ ก็ส่งไปฝึกงานทั้ง ๓ ระยะ ก็จะกินอยู่ด้วยกันทั้งเด็กพุทธและเด็กมุสลิมเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การเรียนรู้ ซึ่งกันและกันนั้นอย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันไม่ทำให้เกิดการผิดพลาด ในทางปฏิบัติต่อกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโรงเรียนพระดาบสนั้นน่าจะเป็นต้นแบบในการอยู่ ร่วมกันของวิถีชีวิตที่มีความหลากหลาย ก็ขออนุญาตเสนอเป็นประเด็นข้อคิดซึ่งพระองค์ท่าน ได้ดำริไว้ดีมาก เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองอย่างมาก และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็นำไปขยายผลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมภูมิใจครับ แต่ขณะนี้ ผมได้ลาออกจากโรงเรียนพระดาบสเพราะติดเรื่อง สปท. ผมก็เลยลาออกเกรงว่าจะเสียงาน เสียการ ขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะท่านกิตติ ต่อไปเชิญท่าน อำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน เรียนเชิญค่ะ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยน นมัสการพระคุณเจ้า ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ที่ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นรายงานในส่วนของการปฏิรูปการจัดการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ กล่าวสัก ๒-๓ ประเด็นเท่านั้น

ประเด็นแรก เราคงทราบกันดีว่าคนเราซึ่งก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่คนเรานั้น เป็นสัตว์ที่เราเรียนรู้ได้มากทีเดียว ไปไกล เราเติบโตมีชีวิตอยู่ได้และเติบใหญ่นั้นต้องการ อาหาร ๓ ชนิด อาหารที่ ๑ คืออาหารกาย อาหารที่ ๒ คืออาหารใจ อาหารที่ ๓ คืออาหาร ปัญญา แต่เพียง ๓ อย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์เติบโตได้เต็มสมบูรณ์ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ โดด ๆ มนุษย์นั้นอยู่ในสังคม สังคมเป็นตัวกำหนดการเติบโตหรือวิถีของผู้คนมากกว่าอาหาร ๓ อย่างนั่นเสียอีก ครั้งหนึ่งเราเผลอเข้าใจว่าถ้าเรามีอาหาร ๓ อย่างที่สมบูรณ์แล้วคนจะ สมบูรณ์แล้วก็จะเป็นส่วนประกอบสังคมที่สมบูรณ์ แต่มีการพิสูจน์จากการวิจัยมากมาย พบว่าไม่ใช่เสียแล้ว สังคมเป็นตัวกำหนด หรืออาจจะเรียกว่าเป็นอาหารประเภทที่ ๔ ก็ได้ ที่ทำให้มนุษย์นั้นเติบโตรวมกันอยู่เป็นสังคม จะดีหรือไม่ดีนั้นก็อยู่ตรงสังคมเป็นตัวกำหนดด้วย หมายความว่ากำหนดกันไปและมา คนกำหนดสังคม สังคมเป็นปัจจัยใหญ่ที่กลับมากำหนดคน วันนี้เราก็เห็นสังคมของเราพัฒนามาถึงจุดนี้มีทั้งด้านบวกและลบเกิดขึ้นมากมาย ผมจะไม่กล่าว ไปถึงตรงนั้น แต่ผมคิดว่าเวลาเราคิดเรื่องอะไรก็ตามเราคงจะต้องมองให้เห็นปัจจัยสังคม หรืออาหารสังคมที่มากำหนดมนุษย์ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนแบบนั้น ยิ่งวันนี้โลกเรา เป็นโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม การพัฒนาแบบที่เราเห็น ความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก โลกโกลาหลทั้งในโลกและในสังคมไทยเราเอง เห็นชัดเจนครับ อันนั้นเป็นผลลัพธ์จากคนด้วย ในขณะเดียวกันเป็นผลที่มากระทบกับคน อยากจะย้ำจุดนี้ เพราะไม่อย่างนั้นบางที เราจะไปเผลอมองที่ทำให้คนทุกคนสมบูรณ์ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีความสุข สังคมเป็นตัวกำหนด อาหารที่ ๔ นี่สำคัญครับ

คราวนี้ผมขออนุญาตกลับมาถึงสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องการจัด การศึกษาวิถีพุทธ ผมขอพูด ๒ ประเด็นเท่านั้น ผมคิดว่าก็เป็นความโชคดีของคนไทย ของสังคมไทยที่เราได้เกิดมาและมาพบวิถีพุทธหรือพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีคนนับถือ มากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ในประเทศไทย วันนี้ถ้าเราสังเกตดู คนในโลกนี้และคนรุ่นใหม่นั้นเริ่มจะไม่แน่ใจในศาสนาต่าง ๆ มากขึ้น หลายคนเริ่มไม่ถือว่า เขานับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เขาอาจจะหยิบแก่นแกนของศาสนานั้น ๆ ไปใช้ในการ ดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใครเขาบอกว่าเขาไม่ได้นับถือศาสนาใดก็อย่าไปโกรธเขา เพราะเขาอาจจะมีแก่นบางอย่าง สิ่งดี ๆ ในพุทธศาสนาของเรา กระบวนการเจริญสติที่มี ผู้คนนำไปใช้มากมายเพราะได้เห็นผลจากการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา หรือขั้นสูงต่อไปก็คือ เรื่องการเจริญสติไปสู่นิพพานอะไรโน่น แต่อย่างน้อยในกระบวนการพุทธศาสนาเราถ้าเราใช้ กระบวนการเจริญสติชัดเจนว่าได้ผล ปฏิบัติแล้วเห็นผลได้จริง อันนี้คือจุดเด่นของพุทธศาสนา ของเรา กระผมขออนุญาตย้ำจุดนี้ ผมคิดว่าผมจะไม่พูดถึงเรื่องของเนื้อประเด็นเรื่องธรรมะ ต่าง ๆ แต่อยากจะกราบเรียนว่าหัวใจของพุทธศาสนาในเรื่องของปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ นั่นคือหัวใจสำคัญ พุทธศาสนาไม่ได้สอนอะไรมากกว่าการที่เรามีทฤษฎี หลักการ วิธีคิดต่าง ๆ แล้วก็ต้องปฏิบัติ พุทธศาสนาท่องบ่นก็ไม่ได้ผลแต่ต้องปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็เกิดผลชัดเจน ผู้ที่ปฏิบัติก็จะเห็นผลด้วยตัวเองก็คือเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติเราได้แต่ ท่องบ่นหรือใครมาสอนเราก็ไม่ได้มีทางเข้าใจว่าความเป็นจริงที่พุทธศาสนาสอน และชี้แนะเป็นอย่างไร ผมอยากจะย้ำจุดนี้เพื่อจะเรียนว่าถ้าเราพูดถึงการจัดการศึกษาวิถีพุทธคงไม่ใช่ไปสอนธรรมะ หรือไปสอนอะไรที่ยาก ๆ และคนรุ่นใหม่ ๆ ก็จะเริ่มถอย แต่ถ้าสอนให้เขาได้เข้าใจหลักธรรม แล้วสอนให้เกิดการปฏิบัติเขาจะเห็นผลเองแล้วก็ได้ผล มีเพื่อน สปท. หลายท่านพูดถึงเรื่อง การปฏิบัติ ผมคิดว่าตรงนี้คือจุดสำคัญ เรากำลังจะขับเคลื่อนเรื่องนี้คงไม่ใช่การสอนให้ ท่องบ่นธรรมะมากมายแต่ก็ไม่เข้าใจหลักหรือแก่นพุทธศาสนา ถ้าเราสามารถทำเรื่องบวร เราสามารถทำเรื่องการจัดการศึกษาวิถีพุทธให้เข้าใจแก่นของพุทธศาสนา แล้วให้เกิด การนำแก่นนั้นจากปริยัติไปสู่การปฏิบัติ ปฏิเวธเกิดเอง แล้วเขาก็จะสามารถนำมาใช้ในชีวิต ในขณะเดียวกันสังคมก็จะมีส่วนกระทบเข้ามา อันนั้นคือข้อที่ ๒

ผมคิดว่าหัวใจสำคัญอีกอันหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการ อยากจะกราบเรียนพระคุณเจ้า ต้องขอประทานอภัย ผมคิดว่าแก่นอันหนึ่งที่อยู่ใน พุทธศาสนาก็คือการเป็นสังฆะ ถ้าได้ศึกษาก็จะพบว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องกระบวนการ การรวมตัวเป็นชุมชน สังฆะ ก็คือชุมชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้คือเครื่องมือหรือหัวใจอันหนึ่ง ที่น่าจะนำมาเขียนให้ชัดเจน ในกระบวนการจัดการศึกษาแบบวิถีพุทธคือส่งเสริมสังฆะ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ก็โดยเอาหลักปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธไปใส่ ก็ต้องให้เกิดสังฆะ สังฆะ เกิดได้ในครอบครัว ในชุมชนขนาดเล็ก แล้วก็ขยายออกไป การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ จะเรียนรู้ด้วยกัน พุทธศาสนานั้นสอนการเรียนรู้ชัดเจนไม่ใช่ความรู้ที่ตายตัว ต้องเรียนรู้ สังฆะ คือหมู่คณะ สอนกันเอง เรียนรู้กันเอง แล้วพัฒนาไปด้วยกัน ผมคิดว่าหัวใจนี้ผมอยากเห็น การเขียนเป็นหลักไว้ในกระบวนการที่เราจะใช้วิถีพุทธในการปฏิรูปการศึกษา ก็คงจะขออนุญาต ใช้เวลาเพียงเท่านี้เพื่อกราบเรียน ผิดพลาดพลั้งไปอย่างไรก็ขอประทานอภัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ เหลืออีก ๒ ท่าน ท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย เรียนเชิญค่ะ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นมัสการ พระเดชพระคุณเจ้าที่เคารพนับถืออย่างสูง ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง ผมไปเรียนหนังสือมัธยมตอนปลายอยู่ช่วงหนึ่งที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขามาฝากเรียนที่โรงเรียนทวีธาภิเษก เพราะเรียนหลักสูตรทไวไลต์ (Twilight) เดินผ่านหน้าวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารทุกวัน ท่องอยู่ทุกวันนี้จนจำได้ว่า วัดจะดี มีหลักฐานเพราะบ้านช่วย บ้านจะสวยเพราะมีวัดดัดนิสัย บ้านกับวัดขัดกันจะบรรลัย ถ้าอยู่ กันด้วยใจจะดีทั้ง ๒ ทาง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้เป็นประเด็น เข้าประเด็นในเรื่อง ของปัจจุบันพอดี เพราะเรื่องของศาสนาเรา โรงเรียนเรา การศึกษาของพวกเรา ทุกคน ในประเทศไทยตอนนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องศาสนา แต่จริง ๆ แล้ว ที่เรามาคุยกันในวันนี้เป็นเรื่องของนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติทั้งสิ้น คนที่จะไปปฏิบัติจริง ๆ ก็คือพระกับครู ถ้าพระกับครูนึกถึงศาสตร์ของพระราชา แนวทางการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ก็คือข้อที่ ๒ เรื่องระเบิดจากข้างใน ถ้าพระ มีความรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเอาวิถีพุทธเข้าไปในโรงเรียน ครูตอบสนอง รับนโยบาย และนำไปปฏิบัติ ผมเชื่อแน่ว่าความสำเร็จเกิดขึ้นกับประเทศไทย ถ้านำวิถีพุทธไปปฏิบัติแล้ว ผมเชื่อแน่ว่าการปรองดอง ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน ท่านประธานครับ เหตุที่ผมพูดอย่างนั้นเพราะผมมีประสบการณ์ ผมเป็นนักเรียนของ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผมเข้าตั้งแต่ ป. ๓ จนจบ ม.ศ. ๓ เรียน ม.ศ. ๔ ตก ๒ ปี เขาก็เพิ่มให้เป็นอายุงานเพิ่มขึ้น ท่านประธานครับ ผมเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผมยังจำได้ว่าอาจารย์วิญญา ชลัมพร สอนผม เรื่องวิถีพุทธ ทั้ง ๆ ที่เราอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ผมอยู่ประจำนะครับ ผมต้องไปเข้าโบสถ์ ทุกอาทิตย์ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นพุทธ แต่ผมก็เข้าใจในวิถีของคริสต์ และผมก็เข้าใจในวิถีของพุทธ ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์วิญญาสอนผมเรื่องสังเวชนียสถานมี ๔ ประการหลักฐาน สำคัญ ประสูติ ณ ลุมพินีวัน เสด็จจากครรภ์พุทธมารดา ตรัสรู้ ณ พุทธคยา ปฐมเทศนา ณ สารนาถ พระองค์ได้ทรงไสยาสน์ ปรินิพพาน ณ กุสินารา นี่คือสิ่งที่สอนผมนะครับ เพราะฉะนั้นผมนำไปปฏิบัติว่าศาสนาพุทธให้อะไรเราหลาย ๆ อย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะออกจากบ้านตอนเช้า ผมหยิบพระขึ้นมาคล้องคอ ผมต้องพุทธัง อาราธนานัง ธัมมัง อาราธนานัง สังฆัง อาราธนานัง ขอพระพุทธ พระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ได้คุ้มครองให้ผมปลอดภัยจากการเดินทาง และให้ผม มีความสุขในการทำงานเป็น สปท. ด้วย ท่านประธานครับ สิ่งต่าง ๆ พวกนี้เป็นวิถีพุทธทั้งสิ้น วันนี้ถ้าวัดกับโรงเรียนและผู้ปกครองได้ทำในสิ่งที่เราเขียนไว้ทั้งหมดนี้ ผมเชื่อแน่ว่า ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ผมเป็นประธานกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน ในอำเภอศรีประจันต์ ๒ โรงเรียน ผมนำวิถีพุทธไปใช้ครับ ก่อนที่จะประชุมคณะกรรมการ สถานศึกษา ต้องกราบพระ ไหว้พระก่อน เพื่อให้จิตใจสงบ อย่างน้อย ๆ อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา สวากขาโต สุปะฏิปันโน เสร็จเรียบร้อยเราก็ประชุมกันเป็นไปด้วย ความราบรื่นทุกครั้ง พอมาอีกโรงเรียนไม่ได้ทำเราก็ทำ นี่คือวิถีที่ผู้นำสามารถนำนโยบาย ไปปฏิบัติได้ ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้โรงเรียนมีเครือข่าย ๑. ผู้ปกครองโรงเรียน ๒. คณะครูบาอาจารย์ ๓. ศิษย์เก่า ๔. กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานเชิญพระคุณเจ้าที่มีความรู้มาเป็นกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ท่านมาให้ การศึกษาเรียนรู้กับกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ เราเองมีโอกาสได้อ่านหนังสือเยอะแยะ ผมเป็นคนสุพรรณบุรี ผมโชคดีมีโอกาสกว่าคนอื่น หรือเปล่าไม่ทราบ ผมเป็นศิษย์ของท่าน ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตฺโต ผมก็อ่านหนังสือของท่าน ไม่น้อยกว่า ๓๐๐-๔๐๐ เล่ม โดยเฉพาะพุทธธรรม จากเล่มขนาดหนาเท่านี้ลงมาเหลือขนาด หนาเท่านี้ จากที่หนุนหัวนอนได้ เดี๋ยวนี้ต้องเอามาไว้ข้างหมอน นี่คือสิ่งสำคัญที่ว่าทำไม เราถึงจะต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ได้ ท่านประธานครับ พระสงฆ์องค์เจ้าเหมือนกันครับ ผมกราบเรียนว่าถ้าวันนี้พระสงฆ์ให้ความร่วมมือเรา อิมินา สักกาเรนะ เสร็จเรียบร้อย สวดเสร็จเรียบร้อย กราบอาราธนาพระปริตรเสร็จสิ้นเรียบร้อยก็ถวาย อิมัง สูปะพยัญชนะ ถวายอาหารพระพุทธเสร็จเรียบร้อย ภัตตาหารพระสงฆ์เสร็จเรียบร้อย พระสงฆ์ฉันเสร็จ ก็กลับลำดับที่นั่งตามอาสนะสงฆ์ตามเดิม ผมก็ถวายความรู้ท่าน พระคุณเจ้าครับ ขออนุญาต ระหว่างที่ฉันเสร็จเรียบร้อย ก่อนที่เราจะกรวดน้ำขอพร ยะถาให้ผี สัพพีให้คน เสร็จเรียบร้อย ขอพระคุณเจ้าได้สัมโมทนียกถาหน่อยได้ไหมครับ วันนี้นายชูชาติพูดคนอื่นไม่ฟังหรอกครับ แต่ถ้าพระคุณเจ้าสัมโมทนียกถาให้ฟังเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา ทำดีละชั่ว ทำจิตใจ ให้ผ่องใส แค่นี้คนไทยก็มีความสุขแล้ว อะไรที่เป็นความดี ททท ทำทันทีครับ อะไรที่เป็น ความชั่วนึกไว้เลย ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เดี๋ยวนี้รถปาดหน้าผม ไม่มีนะครับ ใจเย็นครับ เอาวิถีพุทธเข้ามาจัดการเสีย อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ กรวดน้ำให้มันเลย ปาดไปเลยไม่เป็นไรครับ ถ้าวันนี้เราไปทะเลาะกันบ้านเมืองวุ่นวายไปหมด ผมเชื่อในทางนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพว่าท่านกรรมาธิการมาถูกทาง วันนี้มาตรงเป๊ะเลย เพียงแต่ว่านโยบาย จะถูกนำไปปฏิบัติโดยพระกับครูและกับชุมชนในหมู่บ้าน บวรได้ชัดเจนหรือไม่แค่นั้นเอง เมื่อนำนโยบายไปปฏิบัติเสร็จเรียบร้อย ท่านครับ วิถีพุทธไม่ใช่ทำแต่เฉพาะวันนี้หรือจะทำต่อไป ในอนาคต เราทำกันมาแล้วนานพอสมควร เท่าที่ผมทราบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีโครงการนี้มาไม่ต่ำกว่า ๒ ปี ๓ ปีมาแล้ว แต่เราไม่ได้ประเมินกันเลยว่าที่ทำไปแล้วติดไวนิล (Vinyl) กันทั่วไปเลย หมู่บ้านศีล ๕ โรงเรียนวิถีพุทธ ไม่ได้ประเมินกันเลยว่าสิ่งที่เราทำไป ใช้งบประมาณกันเยอะแยะที่ไหนประสบผลสำเร็จบ้าง แล้วไม่ประสบผลสำเร็จเพราะอะไร ขออนุญาต อย่างที่ท่านสุวิระพูด ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะอะไร เพราะเงิน เพราะวัตถุดิบ เพราะการบริหารจัดการ เพราะคนหรือเปล่า ตรงไหน ผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการว่า มีนโยบายวันนี้จะถูกนำไปปฏิบัติหรือได้ปฏิบัติแล้วขอให้ประเมินการทำงานด้วยได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าผมเป็นผู้จัดการสหกรณ์ อย่างน้อย ๆ ผมเป็นมา ๓๔ ปี ทุกเดือนมีประชุมเราก็ต้องกราบพระไหว้พระพร้อมกันก่อน ถ้าวันนี้ผู้นำนำเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไปขยายความ ไปปฏิบัติให้ชัดเจน ผมว่าผู้ตามทำตามแล้วก็จะขยายผลได้ทั่วประเทศ ประเทศไทยเราก็จะมีความสุข ความเจริญ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สมกับที่เราเป็นชาวพุทธ นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห พึงชมคนที่ควรชม พึงข่มคนที่ควรข่ม ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 🔗

นมัสการพระคุณเจ้า ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๓ ผมขอขอบพระคุณและชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา นำโดยท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ได้นำเสนอเรื่องการจัดการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตาม ความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ผมเห็นด้วยกับการนำเสนอโดยนำหลักบวรวิถีพุทธ หรือบ้านวิถีพุทธ วัดวิถีพุทธ โรงเรียน วิถีพุทธ และเห็นด้วยที่ให้มีการพัฒนาหลักสูตรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีพุทธ แต่ที่สำคัญก็คือ การพัฒนาครูผู้สอนวิถีพุทธ ซึ่งครูในที่นี้นอกจากครูที่โรงเรียนแล้วคงหมายรวมถึงครูที่บ้าน สำหรับครูที่วัดนั้นเป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่แล้วว่าพระสงฆ์องค์เจ้าเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ ในการเผยแพร่คำสอนทางด้านพุทธศาสนา ผมเห็นด้วยกับหลายท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม และอีกหลายท่านที่ได้กล่าวว่า เรื่องของวิถีพุทธนั้นเป็นเรื่องของวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นในระบบบวรเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ที่สำคัญพอ ๆ กันก็คือระบบนอกบ้าน นอกวัด และนอกโรงเรียน เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับ วิถีชีวิตโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบัน หรือคนรุ่น ในอนาคต วิถีพุทธสำหรับคนที่อยู่ในห้องนี้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรให้วิถีพุทธตกไปถึงคนรุ่นใหม่ ตกไปถึงคนรุ่นปัจจุบัน หนุ่มสาว คนรุ่นเด็กที่จะเป็นเยาวชนและผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคต การที่ จะทำให้วิถีชีวิตของคนเหล่านั้นดำเนินไปในแนวของวิถีพุทธ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ การศึกษาเป็นการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนเหล่านั้น ซึ่งกระผมขอเรียนว่าทางด้าน สาระนั้นคงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำหลักศาสนาสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ได้กล่าวถึงเรื่องพุทธปรัชญาไว้ว่า เป็นปรัชญาที่สอดคล้องกับหลักการของทางวิทยาศาสตร์ และนอกจากนั้นยังมีผู้รู้ อีกหลายท่านได้โยงธรรมะเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์อย่างกลมกลืนและเห็นได้ชัด เพราะว่า คนรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตนั้น เชื่อถือในสิ่งที่อธิบายด้วยเหตุผลได้ เพราะฉะนั้น เมื่อโยงหลักวิถีพุทธกับหลักวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ก็จะทำให้ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความอยากรู้ ความอยากดำเนินชีวิตแบบวิถีพุทธเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว เมื่อได้ฟังในเรื่องของวิถีพุทธ ได้ฟังในเรื่องของศาสนา คนรุ่นใหม่หลายคนเกิดมาพร้อมกับ ความหวัง พร้อมกับความคิดที่เจิดจ้าสำหรับปัจจุบันและอนาคต คิดถึงความสุขที่จะมี แต่ในหลายกรณีการให้การศึกษาในเรื่องของพุทธนั้นไปเน้นในด้านเดียว ก็คือเน้นในเรื่องของ ความทุกข์ เน้นในเรื่องว่าจะแก้ไขความทุกข์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ที่มีความทุกข์ แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความทุกข์ แท้ที่จริงแล้ววิถีพุทธเป็นวิถีที่นำมาซึ่งความสุข ผมจึงเห็นว่า ทางด้านสาระแล้วควรจะต้องเน้นวิถีพุทธที่ส่งเสริมในเรื่องของความสุขให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ ไปกับวิถีพุทธที่แก้ไขปัญหาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้วิธีการในการดำเนินการ ต่าง ๆ ก็จะต้องสอดคล้องกับวิถีทางเช่นนี้ เช่นในกรณีของหมู่บ้านพลัมที่ประเทศเวียดนาม นำโดยท่านติช นัท ฮันห์ ท่านก็ใช้วิธีการของการสวดมนต์ในลักษณะเดียวกับการร้องเพลง คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปก็มีความรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าตื่นใจ น่าเรียนรู้ และได้แฝงธรรมะติดตัว เข้าไปด้วย เพราะเป็นวิธีการสื่อสารที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นนี้ ในเมืองไทย พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ก็นำหลักการที่ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถที่จะเข้าถึงวิถีพุทธได้อย่าง กลมกลืน และคนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามาสู่วิถีพุทธได้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการศึกษา นอกเหนือจากที่ท่านได้นำเสนอเป็นอย่างดีแล้ว ก็ควรจะเป็นการศึกษาที่ไม่เป็นทางการ การศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ซึ่งมีอีกวิธีหนึ่งก็คือวิธีการในการให้การศึกษา ผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ วิถีชีวิตของคนปัจจุบันนั้นเป็นวิถีชีวิตที่เป็นสังคมก้มหน้า เป็นวิถีชีวิตที่อยู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ อยู่กับแท็บเล็ต (Tablet) อยู่กับคอมพิวเตอร์ อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต (Tablet) และคอมพิวเตอร์ จะเป็น สิ่งที่คนรุ่นใหม่ยอมรับ ซึมซับ และกลายเป็นวิถีชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นถ้าหากจะให้ วิถีพุทธเป็นวิถีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นไปในปัจจุบันและในอนาคต ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้การศึกษา ให้การสื่อสาร ให้การซึบซับในเรื่องของวิถีพุทธผ่านทางเทคโนโลยี สารสนเทศดังที่ได้กล่าวแล้ว ก็จะทำให้วิถีพุทธนั้นสอดคล้อง กลมกลืนกับวิถีชีวิต และสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับเป็นนักบริหาร ได้มีผู้รู้หลายท่านที่เชื่อมโยงหลักธรรมะ ของพระพุทธองค์ ที่สอดคล้องกับหลักของการบริหาร เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้นักบริหารมีความรู้สึกว่า แท้ที่จริงแล้วพระพุทธศาสนาหรือวิถีพุทธที่ดูแล้วฟังคร่าว ๆ จะเหมือนเป็นเรื่องคร่ำครึ กลายเป็นว่ามีหลักธรรมะที่สอดคล้องกับวิธีการบริหารในสมัยใหม่มากมายด้วยกัน ถ้านำ วิถีพุทธมาสอดคล้องกับหลักของการบริหารด้วยก็ยิ่งทำให้การเผยแพร่ทางด้านวิถีพุทธ ซึมซับเข้าไปในวิถีของการบริหาร และส่งผลให้องคาพยพ องค์กร สังคม และประเทศชาติ ได้พัฒนาไปโดยอาศัยหลักของการบริหารตามวิถีพุทธด้วย โดยสรุปคือผมขอสนับสนุน และเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการในการดำเนินการโดยบวรวิถีพุทธ ในการพัฒนาหลักสูตร ในการพัฒนาครูที่เกี่ยวข้อง แต่ก็อยากจะเสริมว่าควรจะสอดคล้องกับ วิถีชีวิต สอดคล้องกับการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบาย สอดคล้องกับการนำหลัก เรื่องการบริหารเข้ามาอธิบาย สอดคล้องกับการทำให้การสอนธรรมะนั้นเป็นเรื่องที่ สนุกสนานได้ รื่นรมย์ได้ ซึมซับเข้าไปในวิถีชีวิตได้ และสอดคล้องกับการสื่อสารในวิถีชีวิต สมัยใหม่ผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่านทางด้านสื่อสังคม เป็นต้น ขอบพระคุณครับ

นางวลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้ว ดิฉันขอปิด การอภิปราย และขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบ นิมนต์ท่านมหาพงศ์นรินทร์ตอบค่ะ

พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอเจริญพรท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ใส่ใจในการศึกษาที่มีเกียรติทุกท่าน อาตมาภาพเองได้จดคำถามที่คิดว่าน่าจะต้องตอบ สั้น ๆ ใน ๓ ประเด็นด้วยกัน แต่เนื่องด้วยว่าท่านสุดท้ายท่านได้เป็นห่วงเรื่องของการที่ คนรุ่นใหม่จะได้เข้าใจพุทธศาสนาได้อย่างแนบเนียนโดยในยุคที่คนนิยมวิทยาศาสตร์ ได้อย่างไร อาตมาภาพขออนุญาตปรารภในเรื่องของตนเอง อาตมาใช้เวลา ๒๕ ปี ในการศึกษาเล่าเรียน แล้วก็จบการศึกษาทางด้านคณะวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ด้านวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วก็ได้มาบวช โดยตอนแรกตั้งใจว่าจะบวชเพียงแค่ ๒ เดือน แต่การเรียนรู้ที่มีค่าที่สุดยิ่งอาตมาคิดว่าเป็น ภูมิปัญญามนุษยชาติจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้อาตมาได้ใช้ชีวิตเป็นพระภิกษุมาจนถึง ปัจจุบันจะ ๒๐ พรรษาในเข้าพรรษานี้แล้ว ในชีวิตทางโลก ๒๕ ปี กับชีวิตทางธรรมอีก ๒๐ ปี พระอาจารย์เชื่อว่าสิ่งที่เราได้ใช้ประสบการณ์ตรงและทำงานเรื่องการศึกษามาโดย ตลอดในช่วงที่เป็นพระ เราได้เห็นความลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ พระอาจารย์คิดว่าพุทธศาสนา เป็นยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ยังมีขอบเขตอันจำกัดในบางด้านด้วยซ้ำ แต่พุทธศาสนาสามารถอธิบายสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไปได้ไม่ถึงในหลาย ๆ ประเด็น พระอาจารย์คิดว่าอย่างน้อยที่สุดตัวแทนของคนรุ่นใหม่อย่างอาตมาก็เป็นตัวตอบได้ว่า ถ้าเราเข้าใจแก่นในลักษณะอย่างแท้จริงเราไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเชย เรื่องลำบากเลย ในเรื่อง ของการที่เป็นห่วง ท่านสมาชิกบางท่านได้เป็นห่วงเรื่องของศาสนาอื่น เราจึงได้ใส่ประเด็น เรื่องของกิจกรรมในวันพระไว้ มีตัวอย่างในเรื่องของกิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้น ตัวอาตมาภาพเองมีลูกศิษย์ที่เป็นชาวต่างศาสนาจำนวนมาก อาตมาลงไปทำ กิจกรรมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง แล้วก็พบว่าลูกศิษย์ที่เป็นศาสนิกอื่น รักในตัวพระอาจารย์มาก บางครั้งมากกว่าชาวพุทธด้วยซ้ำไป เขายังเป็นห่วงเราในเรื่อง ฉันเพล เป็นห่วงว่าผู้หญิงจะโดนตัวเราอะไรอย่างนี้ เขาจะแสดงออกมากับเราได้อย่างชัดเจน มีอยู่ครั้งหนึ่งพระอาจารย์ได้รับนิมนต์ไปที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เชื่อไหมว่าเขาทำเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธด้วย เขาบอกเลยว่าที่เขาต้องทำเพราะว่าเวลาเด็ก ชาวมุสลิมไปละหมาดแล้วปัญหาคือเด็กพุทธไม่ค่อยมีศาสนาเท่าไร เขาก็คิดว่าโรงเรียน วิถีพุทธนี้ละอาจจะช่วยให้เด็กพุทธได้ปฏิบัติทางศาสนา และจะได้ไม่ไปก่อผลกระทบ ในทางลบกับโรงเรียนของเขา ในวัยเด็กเองอาตมาเรียนโรงเรียนลาซาล เป็นโรงเรียน คาทอลิก เพราะฉะนั้นเราเข้าใจในเรื่องของหลาย ๆ ศาสนาเป็นอย่างดี อย่างนั้นในรายงาน ฉบับนี้เราพบว่าการที่เราไม่ไปคิดแทนศาสนาอื่นเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเราไปคิดวางแผน ให้ศาสนาอื่นจะเกิดการหวาดระแวงต่อกัน เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เป็นเจ้าบ้านที่มีพี่น้องอยู่ร่วมกันหลาย ๆ ศาสนา เราเป็นประชากรส่วนใหญ่เราต้องมีบทบาทนำและต้องจัดการ เพราะทุกวันนี้ที่เรามีปัญหา เพราะเราไม่มีศาสนาใช่ไหมครับ คนพุทธของเรา ครอบครัวของพุทธเราพอโดนวางยาให้แยก บ้าน วัด โรงเรียนออกจากกันเสื่อมทั้งหมด บ้านก็เสื่อม วัดก็เสื่อม โรงเรียนก็เสื่อม ถึงเวลาที่ เราต้องจัดการกับบ้านของเราเอง ถ้าบ้านของเราเองซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว คนที่ก่อคดีความ อะไรทั้งหลายไปดูสิครับ เป็นชาวพุทธจำนวนมากเลยที่บ้านไม่ทำหน้าที่ของบ้าน วัดไม่ทำ หน้าที่ของวัด โรงเรียนไม่ทำหน้าที่ของโรงเรียนอย่างที่ควรจะเป็น แยกกันเมื่อไรเสื่อม ดังนั้น การรวมกันก็เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างแน่นอน ก็ให้สบายใจกับท่านสมาชิกที่ เป็นห่วง เราได้เติมในส่วนของศาสนิกสัมพันธ์ไว้เพราะจะเป็นข้อต่อ ในเวลาที่ศาสนาอื่น ๆ เราเชื่อว่าเขาทำได้ดีมากอยู่แล้ว พระอาจารย์ก็มีประสบการณ์กับทุกศาสนา

ในส่วนของท่านหนึ่งที่มีความกังวลเรื่องของวันหยุด พระอาจารย์คิดว่า อาจจะอ่านอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนวันหยุดกลับมาเป็นวันหยุดวันพระ เราไม่ได้ ไปแตะต้องเรื่องการเปลี่ยนวันหยุด แต่ว่าทำอย่างไรจะทำให้เกิดการซ่อมแซมหรือเยียวยา พฤติกรรมเบี่ยงเบนในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ให้วัดได้ใช้วันอาทิตย์เป็นวันของครอบครัว แต่ในส่วน ของวันพระเราคิดว่าการที่ไม่ได้หยุดก็เป็นเรื่องดีที่จะทำให้ภาคราชการและภาคโรงเรียน สามารถอำนวยการหรือสั่งการให้เด็กในโรงเรียนไปจัดกิจกรรมได้ ถ้าหยุด โรงเรียน ก็ไม่สามารถจะนำเด็กไปทำกิจกรรมได้ เพราะฉะนั้นบนความไม่หยุด เราเอาจุดแข็ง ของความไม่หยุดมาใช้ในการบริหารจัดการของภาคราชการและโรงเรียนในการจัดกิจกรรม ที่วัดในวันพระ วันเพ็ญได้ ส่วนที่มีวันหยุดเป็นวันหยุดราชการอยู่แล้ว ๓ วัน ก็จะเป็น การพิสูจน์ว่าถ้าภาครัฐหรือภาคโรงเรียนไม่สั่ง ถ้าภาคประชาชนจะทำเอง ๓ วันโดยที่เป็น วันหยุดจะทำได้ไหม เราสามารถจัดการเรียนรู้ในลักษณะเช่นนั้นได้ ก็มีโรงเรียนที่พยายาม ฟื้นวันพระอยู่แต่อาจจะไม่มีเวลาอธิบายในที่นี้

อีกท่านหนึ่งจะมีความกังวลในเรื่องของว่าถ้าเราใช้หลักไตรสิกขาและภาวนา ๔ จะสูงเกินไปไหม พระอาจารย์ขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจว่าหลักไตรสิกขาและภาวนา ๔ เป็นตัวแทนให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นการศึกษา คือมองการพัฒนามนุษย์เป็นหัวใจ อย่างเป็นองค์รวม ก็เหมือนกับที่เราบอกว่าเราจะต้องจัดการเรียนรู้แบบเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ของจอห์น ดิวอี้ เราจะต้องทำมัลติเพิลอินเทลลิเจนซ์ (Multiple Intelligences) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เราจะต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ของท่านนั้นท่านนี้ เด็กไม่ได้แปลว่าต้องมาเรียนมัลติเพิลอินเทลลิเจนซ์ (Multiple Intelligences) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เด็กไม่จำเป็นต้องมาเรียนเรื่องเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ของจอห์น ดิวอี้ แต่ครูหรือผู้จัดการเรียนรู้ต้องเข้าใจแล้วก็ทำให้ง่ายที่เด็กเขาจะทำ ในกิจกรรมของเขา ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้นตัวครู ตัวผู้บริหารจำเป็นต้องเข้าใจหลักการ จัดการศึกษาอย่างเป็นองค์รวมตามหลักการนี้ แต่เด็กก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งท่องจากธรรมะ ซึ่งตรงนั้นอาจจะว่ายาก เพราะฉะนั้นเราจึงมีข้อเสนอส่วนหนึ่ง ถ้าทุกท่านเห็นอยู่ในข้อเสนอ เรื่องของการออกแบบหลักสูตรวิถีพุทธศึกษาที่เน้นให้ออกแบบอาการตามวัยเพื่อให้เด็ก ได้เรียนรู้ เข้าใจง่าย แล้วก็เริ่มยากขึ้นไปตามลำดับตามวัยของเขา และเน้นให้การปฏิบัติจริง ในวิถีชีวิต อันนี้ก็เป็นเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบในความห่วงใยจากท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้เสนอมา และพระอาจารย์รู้สึกอนุโมทนา รู้สึกว่าเป็นพลังบุญอย่างยิ่งเลยจากทุก ๆ ท่าน ไม่ว่าข้อเสนอแนะจะมีประเด็นใด ๆ ก็ตาม พระอาจารย์ขออนุญาตน้อมรับที่จะนำมาใส่ และให้ทุกท่านได้มีส่วนร่วมแห่งบุญกุศลที่เราจะทำร่วมกัน โดยเฉพาะเราจะน้อมถวาย พระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความดีงามที่ท่านพระราชทานให้เรา สืบต่อไปอย่างยั่งยืน ขอให้ทุกคนในที่นี้แม้ไม่ได้อภิปรายได้มีส่วนร่วมแห่งบุญกุศลนี้ ขออนุโมทนา เจริญพร

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

เรียนเชิญท่าน พลเอก พหล สง่าเนตร ค่ะ และตอนนี้จึงจะขออนุญาตมานำเรียนในภาพรวมสิ่งที่ท่านพระอาจารย์ได้นำเรียนไปแล้ว เป็นแนวทางหนึ่งในการร่วมกันดำเนินการของการปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งภารกิจหลักประการหนึ่งของคณะกรรมาธิการเรา ก็อย่างที่หลาย ๆ ท่านได้กรุณากล่าวถึงแล้วคือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคสี่ ในการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้เป็นผู้ดำเนินการ ในการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ เราได้นำเสนอผ่านสภาไปโดยเรียบร้อยแล้ว สรุปให้ทราบว่าเราได้จัดกลุ่มเป้าหมายเป็น ๓ ส่วน คือเริ่มต้นที่บ้าน เบ่งบานในสถานศึกษา แล้วก็เติบโตใหญ่กล้าในสังคม การพัฒนา ทั้งหมดนี้ก็พัฒนาองค์รวมอย่างที่ท่านพระมหาได้กล่าวไปแล้ว ถ้าจะเป็นคำศัพท์ทางศาสนา ก็คือทั้งกายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา เพื่อสร้างคนให้สมบูรณ์ คณะอนุกรรมาธิการได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติขึ้นโดยศึกษาจากแนวทางหลัก จริง ๆ แล้ว เป็นการบัญญัติไว้ของท่านอาจารย์ประยุทธ์ ปยุตฺโต แล้วก็ร่วมกับการศึกษาของนักวิชาการ มากมาย รวมทั้งประสบการณ์ของคณะอนุกรรมาธิการเอง สรุปออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ๔ ด้าน อย่างที่หลายๆ ท่านได้กล่าวไปแล้ว คือ วิถีชีวิตเข้ม การศึกษาแข็ง ต้นแบบขลัง ประเมินครบ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเราจะครอบคลุมใน ๔ ด้าน วิถีชีวิตเข้ม จะอยู่ในกรอบ ของคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติที่เราต้องการ การศึกษาแข็ง ก็คือแข็งด้านสาระวิชาการ แล้วก็เห็นคุณค่าของความดี ความมีวินัย ความภูมิใจในชาติบ้านเมือง ต้นแบบขลัง นั่นคือ มีบุคคลต้นแบบที่ทุกคนสามารถยึดเป็นแบบอย่างได้โดยไม่ต้องสงสัย แล้วก็ประเมินครบ อย่างที่หลาย ๆ ท่านพูดถึง ประเมินทั้งสาระวิชา ประเมินทั้งคุณลักษณะและพัฒนาการ ที่เปลี่ยนแปลงไป ในการนี้คณะอนุกรรมาธิการก็ได้กำหนดเป้าหมายเฉพาะขึ้นโดยเลือก เป้าหมายสำคัญที่สุดคือสถานศึกษา แล้วก็มองดูว่าเครื่องมือในการพัฒนาในสถานศึกษานั้น มีเครื่องมือหลักอยู่ ๒ เครื่องมือ คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ ในส่วนของ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนหนึ่งก็คือวิถีพุทธ การอบรมหลักสูตรลูกเสือ เนตรนารีต่าง ๆ ซึ่งโรงเรียนดำเนินการอยู่หลากหลายและเข้มข้น คณะอนุกรรมาธิการได้มุ่งไปที่กระบวนการ เรียนรู้ซึ่งพบว่ามีจุดอ่อน และนำเสนอกระบวนการเรียนรู้บูรณาการสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ซึ่งผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อย และท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามีบัญชาให้ดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ มิถุนายน ปี ๒๕๕๙ ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องกระบวนการเรียนรู้ ในวันนี้ ก็จะเป็นส่วนสำคัญเรื่องของกระบวนการพัฒนาผู้เรียน ซึ่งในส่วนที่ท่านได้รับฟังไปแล้วก็เป็น เรื่องของโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนที่มี ความเข้มข้น ทั้งพัฒนาผู้เรียน พัฒนาครู พัฒนาผู้บริหาร พัฒนาพ่อแม่ ครอบครัว สังคม อีกส่วนหนึ่งเมื่อเช้าที่ผมกราบเรียนไปก็คือว่าได้พบกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ หม่อมหลวงปนัดดา เรื่องของเครือข่ายโรงเรียนคุณธรรม ก็เป็น อีกส่วนหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งเน้นหนักในการพัฒนาทั้งผู้เรียน ครูผู้บริหาร ให้มีความพร้อมที่จะเป็นผู้มีคุณธรรม เป็นต้นแบบ ให้มีความรู้ที่จะอบรม แนะนำ เพราะฉะนั้นในวันนี้จึงได้เรียนให้สมาชิกได้สบายใจและรับทราบว่าการปฏิรูป การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญตามความถนัด และรับผิดชอบนั้น เรากำลังขับเคลื่อนไปแล้วครบถ้วนทั้ง ๒ ภาค คือภาคของกระบวนการ เรียนรู้และขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้วยสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) คือเป็นการบูรณาการ ทั้งสาระวิชาและคุณธรรมความดีไปด้วยกันในห้องเรียน ซึ่งดำเนินการไปแล้วกับต้นแบบ ประมาณ ๑๐๐ โรงเรียน กำลังสอนอยู่ ในภาคส่วนของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ก็ร่วมกับ เครือข่ายของโรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนคุณธรรม ซึ่งดำเนินการอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็มั่นใจว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการจะบรรลุเป้าหมายของการสร้าง คนไทยให้มีวินัย ภูมิใจในชาติ เป็นคนดี แล้วก็มีความรับผิดชอบ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทุกประการ ก็นำเรียนเพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านประกอบการพิจารณาขอบคุณครับ

ลำดับต่อไป เชิญท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกำธร ค่ะ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ใดไม่มีสัตบุรุษที่นั่นไม่ชื่อว่าสภา ผมนั่งฟังตั้งแต่รายงานจบมีความสุขมากวันนี้ได้ฟังสัตบุรุษ ๑๕ ท่าน แล้วก็ท่านกรรมาธิการตอบ รู้สึกว่านี่คือการปฏิรูปแท้จริงของห้องนี้ ข้อเสนอที่ดีงามทุกท่านแล้วก็ข้อห่วงใยเราจะนำไป ทำให้ท่านหายห่วงใย และข้อเสนอเราจะนำไปหารือกันทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง และที่กราบเรียนไว้ ตั้งแต่ต้นว่าเราไม่ได้คิดเพียงแค่ทำเอกสารมารายงานให้ผ่านแล้วจะเลิก ผมเองถูกตั้งไปเป็น กรรมการอิสระ ไปประสานเรื่องการปฏิรูปการศึกษาต่อ ก็จะรับเรื่องนี้ไปคุยกัน ไปสืบสาน เรื่องนี้ต่อให้เป็นจริงให้ได้ ในขณะเดียวกันที่กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่า พลเอก พหลท่านไป ประชุมแทนผม และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้ตั้งงบประมาณทำเรื่องเป็นคนดีเป็นเรื่องใหญ่ เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ นี่เป็น เรื่องคนดีทั้งหมด เรายังไม่ได้พูดถึงเชี่ยวชาญตามความถนัดของตน นั่นเป็นคนเก่ง ซึ่งผมคิดว่า โชคดีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ฟังความคิดเห็นทุกส่วน แล้วก็ได้เขียนรัฐธรรมนูญไว้ เป็นแนวทางที่ดีให้กับเรา เราก็หยิบเรื่องนี้มาสานต่อทำให้เป็นจริงในทุกระดับ คิดว่า งานปฏิรูปทั้งการศึกษาและมิติอื่น ๆ ที่ต้องทำควบคู่กันไปนั้นคงยังไม่จบง่าย ๆ แค่เอกสาร ชิ้นนี้ แต่เป็นภารกิจที่จะต้องอาศัยความร่วมมือ อาศัยแรงใจจากทุกภาคส่วนช่วยกันงานชิ้นนี้ จึงจะประสบผลสำเร็จ หวังว่างานนำเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษาชิ้นนี้จะได้รับความเห็นชอบจากทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะไม่ใช่เพียงเห็นชอบ ในการโหวตเท่านั้น เชื่อมั่นว่าทุกท่านก็จะช่วยกันสืบสานงานนี้ให้เป็นจริงให้ได้เพื่อจะสร้าง สังคมไทยให้คนไทยเป็นคนดี มีวินัย และที่สำคัญก็คือภูมิใจในชาติของเรา กราบขอบพระคุณ ทุกท่านครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง “การจัดการศึกษา วิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ” แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกท่านใดยังไม่แสดงตนคะ เรียบร้อยทุกท่านนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผล ด้วยค่ะ เดี๋ยวค่ะ มีอีกท่านหนึ่ง อย่าเพิ่งปิดนะคะ เรียบร้อยแล้วนะคะท่านไพฑูรย์ ท่านชาญวิทย์เรียบร้อยนะคะ ถ้าอย่างนั้นแสดงผลค่ะ ขอผล มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๕ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง “การจัดการ ศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญ ได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ” หรือไม่

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกใช้สิทธิออกเสียงครบทุกท่านไหมคะ ท่านใดมีปัญหาขัดข้องเรื่องบัตร ไหมคะ เรียบร้อยนะคะ ขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ขอผลการลงคะแนนด้วยค่ะ จำนวน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง “การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมี ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ” แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นำความคิดข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้ว ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ และขอขอบพระคุณพระมหาพงศ์นรินทร์ด้วยนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ การหารือของสมาชิก มีการส่งประเด็นที่สมาชิกจะหารือ ๒ ท่าน ท่านแรกได้นำเสนอแล้วเมื่อเช้านี้คือท่านดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ท่านได้หารือเรื่องประเด็นของการเรียกรับผลประโยชน์จาก บริษัทเอกชน และเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ได้ไปให้ สัมภาษณ์ไว้ ท่านที่ ๒ ที่ส่งชื่อหารือไว้คือ พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนเชิญ ท่านสุวิระค่ะ

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลำดับที่ ๑๗๖ ตามที่ท่านดำรงค์ พิเดช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้หารือเมื่อเช้านี้เกี่ยวกับเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระผมอยากจะขอนำเรียนข้อมูลที่ถูกต้องให้ท่านประธานและสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ที่เคารพได้ทราบเพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุกรณีที่นำสถาบันสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแห่งนี้ ไปชนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก ในกรณีที่มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้เกี่ยวกับ เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่งนั้น สร้างความเสื่อมเสีย กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ ซึ่งท้ายที่สุดพบว่าไม่มีมูลความจริง แต่การกล่าวอ้างดังกล่าวก็ทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจได้รับความเสียหายไปแล้ว กระผมในฐานะที่เป็นข้าราชการตำรวจคนหนึ่งและยังรับราชการอยู่ในปัจจุบัน ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาสัญญาบัตร ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะที่เป็นคนในองค์กรอยู่ใกล้ชิดกับ ข้อมูล ข่าวสาร และอยู่ในภาวะที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ จะขอให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แก่สภาแห่งนี้และถ่ายทอดไปถึงประชาชน ท่านผู้ชม ผู้ฟังการถ่ายทอดในการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ด้วย เรื่องการกล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจนั้น มีการกล่าวหามาหลายครั้งหลายคราว เมื่อปีที่แล้วก็เคยมีการกล่าวหาและมีการอภิปราย กันมาแล้วในสภาแห่งนี้ แต่ในข้อเท็จจริงตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีผู้ใดซื้อ หรือมีผู้ใด ขายตำแหน่ง และไม่มีผู้ใดมายืนยันหรือให้ข้อมูล ไม่ว่าจะด้วยการสืบสวนทางตรงหรือทางลับ ซึ่งในเรื่องนี้กระผมเองเมื่อปีที่แล้วหลังจากที่มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมเองก็ได้สืบสวน หาข่าวทั้งจากเพื่อนของผม ๓๐๐ กว่าคนทั่วประเทศ ผมมีรุ่นพี่ รุ่นน้อง แล้วก็มีลูกศิษย์ ที่เป็นตำรวจทั่วประเทศกว่า ๓๐,๐๐๐ คน จากการตรวจสอบก็ทำให้ได้ข่าวว่าในปีที่ผ่านมานั้น ไม่พบว่ามีผู้ใดจ่ายเงินในการซื้อตำแหน่ง และไม่มีผู้ใดรับเงินจากการขายตำแหน่งเลย แล้วก็ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะยืนยันว่ามีผู้บังคับบัญชาของตำรวจคนใดคนหนึ่ง ขายตำแหน่งหรือซื้อตำแหน่ง หรือเรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งแต่อย่างใด แล้วก็มีข้อมูลย้อนกลับมาว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในยุคนี้ไม่สามารถกระทำได้ แค่คิด ท่านผู้บังคับบัญชาก็ได้ยินแล้ว ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีหูมีตาแล้วก็มีหน่วยที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ทั้งหน่วยทหาร หน่วยข่าว ฝ่ายปกครอง ก็สามารถที่จะรับรู้และทราบข่าวได้ทันที จึงมีคำเปรียบเปรยว่าแค่คิดก็ได้ยินแล้ว การที่มีการโจษขานกันนั้น จากการตรวจสอบแล้ว พบว่าต้นตอของข่าวลือมาจากแหล่งข่าวต่าง ๆ พอสรุปได้ดังนี้

กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มที่ผิดหวังจากการแต่งตั้ง โยกย้าย มีความโกรธเคืองกับ ผู้บังคับบัญชาที่ไม่แต่งตั้งตนเองให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นตามความต้องการ จึงปล่อยข่าวลือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

๑. เป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ตนเองไม่ได้รับการแต่งตั้งและเป็นคำตอบให้พวกพ้อง เพื่อนฝูง

๒. เป็นข้ออ้างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในกรณีที่ไม่ได้ตำแหน่งตามที่ตัวเอง ต้องการและที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเคยคาดหวัง

๓. เพื่อลบล้างข้อเท็จจริงที่บางคนไม่ได้รับการแต่งตั้งเพราะว่าตนเองมี ผลงานไม่ดี หรือผลงานสู้คนอื่นไม่ได้ แต่การกล่าวอ้างเช่นนั้นจะทำให้ตนเองมีภาพลักษณ์ ที่ไม่ดี ดังนั้นคำกล่าวอ้างที่ดีที่สุดก็มักจะบอกว่าไม่มีเงินซื้อตำแหน่งจึงไม่ได้ตำแหน่ง อันนั้น เป็นของกลุ่มที่ ๑

กลุ่มที่ ๒ ผู้ที่มีความผิดหวังจากการแต่งตั้ง โยกย้าย และมีความโกรธเคือง ผู้ได้รับตำแหน่งให้ดำรงตำแหน่งที่ตัวเองจะไปจึงเกิดความริษยา หรือมีบางคน มาดำรงตำแหน่งแทนตนเองจึงเกิดความโกรธแค้นส่วนตัว จึงใส่ความคนที่มาดำรง ตำแหน่งใหม่หรือมาแทนตำแหน่งที่ตนเองครองอยู่เดิม โดยการกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าว มีการใช้เงินซื้อตำแหน่งเพื่อให้เกิดความเกลียดชังหรือเกิดความเสียหายด้านชื่อเสียง กับบุคคลที่ได้ตำแหน่งใหม่นั้นเนื่องจากความโกรธแค้นส่วนตัว

กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มผู้ที่มีบารมีบางท่านที่อยู่ในพื้นที่ ก็ฝากลูกน้องของตนเอง เพื่อนฝูงหรือว่าญาติสนิทของตนเอง หรือคนที่เคยทำงานร่วมกันมาเพื่อขอรับการสนับสนุน ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นแต่แล้วผิดหวัง ผู้บังคับบัญชาตำรวจไม่สามารถทำการแต่งตั้งให้ตาม ความต้องการได้จึงเกิดความโกรธแค้นส่วนตัว จึงปล่อยข่าวเพื่อโจมตีผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้ง และการปล่อยข่าวลือที่มีผลกระทบมากที่สุด และเป็นประเด็นข่าวที่คนเชื่อถือมากที่สุด และเป็นข้อกล่าวหาที่ง่ายที่สุด คือการปล่อยข่าวว่ามีการซื้อขายตำแหน่งนั่นเอง

กลุ่มที่ ๔ คือกลุ่มผู้ที่เป็นกองเชียร์ของข้าราชการตำรวจที่กำลังลุ้นตำแหน่ง

(นายอนุสิษฐ คุณากร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุวิระคะ มีสมาชิกลุกขึ้นประท้วงนะคะ ขออนุญาตสักครู่ จะถามว่า ท่านอนุสิษฐลุกขึ้นประท้วงอะไรคะ

นายอนุสิษฐ คุณากร

เรียนท่านประธานและเรียนท่านสุวิระครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในสภาที่เราเคยพิจารณาในเรื่องนี้กันไปแล้ว ขณะนี้ การถ่ายทอดผมไม่แน่ใจว่าออกไปสู่สังคมหรือไม่ การแสดงข้อมูลและข้อเท็จจริงผมเคารพ ในสิ่งที่สมาชิกได้ดำเนินการ แต่ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของสังคมไทย การแสดง ข้อมูลที่ชัดเจนจะถูกต้องหรือไม่ผมไม่แน่ใจและไม่สามารถยืนยันได้ ใครจะเป็นผู้ยืนยันว่า สิ่งที่พูดออกมานั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งหมด ฉะนั้นผมเสนอว่าถ้าจะพูดกันเรื่องนี้เสนอให้ เป็นการประชุมลับครับ เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องพูดความเป็นจริงกันเพื่อจะได้มีแนวทาง การแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมาชิกของสภาว่าจะให้มีการประชุมลับหรือไม่ ผมขออนุญาตครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านคุรุจิตยกมือจะเสนออะไรคะ ท่านอนุสิษฐเสนอให้ประชุมลับนะคะ ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ผู้รับรองเกินไหมคะ เจ้าหน้าที่ต้องนับไหมคะ ผู้รับรองต้องมีกี่ท่านคะ ๒๕ ท่าน ใช่ไหมคะ เท่าที่มองด้วยสายตาเกิน ๒๕ คน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ที่ประชุมขอให้ประชุมลับ เจ้าหน้าที่ตัดการถ่ายทอดด้วยนะคะ