เรืองศักดิ์ จริตเอก ชื่นชมรายงานของกรรมาธิการและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแผนปฏิรูปการศึกษาและวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับรากฐานการศึกษา ทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องได้รับการปลูกฝังผ่านการสอน ฝึกฝน และการไตร่ตรอง พร้อมเรียกร้องให้ส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ เน้นคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกระดับสังคมเพื่อรองรับสังคมไทยแลนด์ 4.0 และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เยาวชนที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อและสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักเมตตา ความเข้าใจผู้อื่น และการประเมินผลตามวิถีพุทธอย่างสมดุล
กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ขอนมัสการท่านด้วยครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการและคณะทำงานทั้งหมดที่ได้จัดทำ รายงานในครั้งนี้เป็นการรายงานที่สมบูรณ์ และเป็นรายงานที่อ่านแล้วทำให้เกิดความรู้สึก เยือกเย็นแล้วก็มีความรู้สึกว่าของดี ๆ ที่เรามีอยู่มาก เป็นของดี ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวแต่จะใกล้หัวใจ หรือไม่นั้น ผมจะได้อภิปรายต่อไปครับท่านประธาน จาก ๗๗ หน้า ผมได้เปิดดูผมก็ต้องขอชื่นชม ทั้งแผนปฏิรูปตั้งแต่หน้า ๗ ถึงหน้า ๒๑ แผนปฏิรูปว่าด้วย ๓ ด้าน ๑ เครือข่าย แล้วก็มี ข้อเสนอแนะเป็นช่วง ๆ ข้อเสนอแนะเหล่านั้นก็พยายามประยุกต์ให้สู่ความเป็นจริงที่พึงปฏิบัติได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องมาตั้งแต่โบราณกาลและเราก็รู้ ๆ กันอยู่ แต่ว่า เราได้มาทบทวน ณ วันนี้และ ณ วินาทีนี้ว่าเราควรจะทำให้เป็นจริงเป็นจังขึ้น ให้เป็น ความสวยงาม เป็นความจับต้องได้ และเป็นวิถีชีวิตของไทย ท่านประธานครับ รากฐาน ของตึกก็คืออิฐ อย่างที่เรารู้ ๆ กัน แต่ว่ารากฐานของชีวิตคือการศึกษา เราได้ยินบ่อย เพราะว่าวิถีพุทธเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย เราก็รู้กันมานานแล้วว่าเราก็อยู่กันแบบนี้ รวมทั้งอนาคต การศึกษานี้ก็เป็นรากแก้วที่ก่อให้เกิดความรู้ กับอีกตัวหนึ่งคือทักษะ ช่วงหลัง ๆ เราพูดเรื่องทักษะมาก คือจะใช้สมอง ใช้มือ หรืออะไรก็ตามควบกับปัญญา และก้าวไปสู่เดิม ๆ หรือว่าประยุกต์ขึ้น เช่น พื้นฐานที่ว่าเก่งด้วย เป็นคนดีด้วย และต้องมีความสุข มีความสุข กับตัวเอง มีความสุขในครอบครัว มีความสุขที่เผื่อแผ่คนรอบข้าง สู่ชุมชน สังคม แล้วก็ ประเทศชาติโดยรวม เป็นความคาดหวังเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงหรือไม่ นาทีนี้ก็ให้ทบทวน บางส่วนอาจจะตื่นรู้หรืออาจจะตระหนักรู้ได้แล้วแต่ ผมก็อยากจะฝากข้อคิด ๔ ประการ ผมนั่งอ่านเมื่อเช้านี้
ข้อ ๑ เขาบอกว่ามอบความรู้ไม่ใช่มรดกที่จะยกกันให้ได้ จะเป็นที่นา ที่ดิน ที่ยกกันจากบิดามารดาส่งให้ลูก หรือเขียนพินัยกรรมมอบให้ลูกคนนี้ คนนั้นลูกก็เอาไปไม่ได้ เพราะความรู้จะเป็นของผู้เรียนเท่านั้น นี่เขาก็บอกกันมาแต่ดั้งเดิม และความรู้ที่เราก็รู้กันว่า ส่วนมากจะเน้นแต่วิชาการ ช่วงหลัง ๆ แนวโน้มเป็นลักษณะนั้น ขณะที่ทักษะการปฏิบัติ อื่น ๆ ทั่วโลกหรือของสังคมเราจะก้าวสู่สังคมไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เราก็ต้อง มีนวัตกรรมแล้วก็เพิ่มมูลค่าในสิ่งที่เดิม ๆ ให้มีค่าขึ้นเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของไทยเราจะได้ ก้าวขึ้นไปสู่ทัดเทียมนานาอารยประเทศ หรือความเป็นอยู่ของเราได้กระเพื่อมดีขึ้น แต่เมื่อ เราเน้นวิชาการแล้วเขามุ่งว่าต้องให้มีทักษะเกิดการสอนการฝึก เพราะทักษะจะเกิดขึ้นเอง ลอย ๆ ไม่ได้ต้องเกิดจากการสอนการฝึก มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง
ข้อ ๒ ตอนนี้เราประมวลความคิดรวบยอดแล้วว่าในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่น่าจะ มีทักษะใดสำคัญเท่ากับทักษะชีวิตครับท่านประธาน เพราะเรื่องชีวิตของคนเราทักษะที่ดี จะมาจากการเรียนรู้ประกอบด้วยการปฏิบัติ พื้น ๆ เลยครับ แล้วก็ตามด้วยการไตร่ตรอง ปฏิบัติแล้วก็มีการทบทวนไตร่ตรองอย่างที่เราเคยเรียนเหมือนกฎฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษที่ว่า รีแอ็กชัน (Reaction) แต่ต่อมาเราก็ต้องดูการไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยครับ คือสะท้อน คิดสิ่งที่ทำ ๆ ไปแล้ว เป็นการเรียนรู้เพื่อเกิดหน่อความคิดใหม่แล้วก็พัฒนาขึ้น การปฏิบัติ แล้วลงมือทำ
ข้อ ๓ โลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะเด็กหรือเยาวชน มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม มีช่องทางการสื่อสารหลากหลายรวดเร็ว มีทั้งด้านบวก และลบ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนหรือบุคคลทั่วไปที่ไม่เท่าทันก็ไม่สามารถแยกแยะได้ เมื่อแยกแยะไม่ได้จึงเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ปลูกฝังความก้าวร้าวไปโดยไม่คาดฝันหรือตั้งใจก็ตาม ตามที่เป็นข่าวสาร อย่างที่ในรายงานนี้ก็มีอยู่ จนกระทั่งเกิดภาวะจุดเด่นแห่งความเสื่อม เรียกว่าเขื่อนศีลธรรมแตก ในนี้ก็มีอยู่ในรายงานหน้า ๑๑ การจัดการด้านนี้กรรมาธิการ ก็ได้เสนอไว้ เพราะฉะนั้นการเรียน การสอนในการปฏิบัติเป็นการปลูกฝังความดีในใจแก่เด็ก และเยาวชน การปลูกฝังความดีในใจนั้นยากแต่ต้องพยายามปลูกเข้าไป ภาษาอังกฤษ เรียกว่ารีพีต แอนด์ รีพีต (Repeat and Repeat) ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เพื่อให้เขา รู้ดีรู้ชอบ ใกล้ตัวแต่ใกล้หัวใจอะไรบ้างที่ผมพูดประโยคแรกนะครับ เราก็ต้องพยายาม ให้ใกล้หัวใจเขาด้วย
ข้อ ๔ ในส่วนของคุณธรรมจริยธรรม ตรงนี้ผมว่าทุกคน ทุกครอบครัว ทุกสังคม ทุกตรอกซอกซอย จะในกรุง ชานเมือง หรือชนบทห่างไกลก็ตาม เขารู้คุณธรรมจริยธรรม ได้ยินบ่อย ไม่ว่าจะเป็นเด็กประเภทไหน อะไรนะครับ อันนี้เป็นแม่น้ำสายหลัก เป็นสายธารหลัก แต่บางส่วนบางเสี้ยวอาจจะมองว่าสู่การเป็นคนดีมีวินัยด้วย พอบอกว่าคนดี มีวินัย มันมีเงาอยู่ เรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ ตรงนี้ก็จะตัดกันนิดหน่อยระหว่างหน้าที่ ความรับผิดชอบ คนดี มีวินัย เพราะคนเราชอบสบายก็เหมือนว่าถูกขอร้อง ถูกบังคับ อันนี้จะเริ่มทำตัวห่าง ๆ ออกมาแล้ว ผมถึงบอกว่าตัวเริ่มห่าง ใจก็เริ่มห่าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เกิดเป็นรูปธรรมยาก เราก็มีการศึกษาทั่วโลก และสังคมตะวันออกเขาต้องพยายามจากคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมด้วย เขาต้องมุ่งสู่เข็มทิศโฟกัสหรือว่าจุดมุ่งทำวันนี้ก็ตาม หรือต่อไปต้องมีเข็มมุ่ง ทำอะไรก็ต้องมีเข็มมุ่ง เรียกว่าเข็มทิศศีลธรรม ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า โมรัล (Moral) หรือโมรัลคอมพาส (Moral Compass) ตรงนี้เป็นจุดเชื่อม ถ้าเขียนมาเป็น ลายลักษณ์อักษรคือความเมตตาอาทรต่อกันและกัน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าคอมพาสชัน (Compassion) บวกความเข้าอกเข้าใจกัน ขอโทษใช้ภาษาอังกฤษว่า เอ็มพาที (Empathy) ๑ และ ๒ บวกกันเป็นเข็มทิศศีลธรรม แต่แตกเป็นกิ่งว่าความเมตตาอาทรต่อกันทำอย่างไร ทำกับตัวเราเองก่อน สงสารตัวเรา สงสารคนรอบข้าง จะเป็นเนื้อบุญโยงใยผนวกกันไป เรื่อย ๆ สังคมจะเป็นการเอื้ออาทรกันและจะเกิดกระเพื่อมไปสู่สิ่งดี ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ๒ ตัวนี้ เพราะถ้าไม่มีตรงนี้แล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่ามันเกี่ยวพันกันยาก ทุกคนไม่เกี่ยวกับตัวเองแล้ว อันนั้นไม่เกี่ยว อันนี้ไม่เกี่ยว แต่ถ้ามี ๒ ตัวนี้ทุกคนจะเริ่มได้ จะต้องคำนึงซึ่งกันและกัน ตรงนี้ขออนุญาตฝากเผื่อไว้นะครับ อาจจะเป็นระเบียบบ้างสำหรับคณะกรรมาธิการ คณะทำงานว่าเขาเคยอ้างถึงหนังสือชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เดอะ ทีโอรี ออฟ โมรัล เซนทิเมนต์ (The Theory of Moral Sentiments) ของอดัม สมิธ คือทำไมพูดถึงอดัม สมิธ ขอโทษครับ เพราะว่าโลกปัจจุบันอยู่กับวัตถุ วัตถุหรือธรรมชาติบางส่วนอาจจะร่อยหรอไป ทรัพยากรมีจำกัด ของที่มีค่าในโลกนี้มีจำกัด ประชากรเพิ่มมากขึ้นก็ต้องมีการแก่งแย่งกันใช้ ในสิ่งเหล่านี้ แต่โลกจะอยู่ได้ต้องหมุนไป อีกส่วนหนึ่งก็คือตรงนี้ละครับ ของอดัม สมิธ ว่ามาสู่ ความเมตตาอาทรต่อกันและกัน แล้วก็ความเข้าอกเข้าใจกัน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักคือแม่น้ำ ใหญ่ ๆ ด้านคุณธรรมและจริยธรรม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นการปูพื้นย่อ ๆ สำหรับความรู้ทั่วไปในเรื่องการศึกษา ผมจะเข้าสู่บทสรุปที่เราฝากไว้ก็คือผมต้องขอชื่นชม แล้วก็ขอเติมหรือขอเสนอไว้ อาจจะเติมหรือไม่แล้วแต่นะครับ ด้านการประเมินวิถีพุทธ ซึ่งอยู่ในใจความของหน้า ๑๘ ข้อย่อย ๑.๓.๓ (๒) ตรงนี้ดีมาก ท่านประธานครับ โดยทั่ว ๆ ไป ในเรื่องการศึกษาหรือเรื่องการสัมฤทธิผล ถ้าผมจำไม่ผิดจะมี ๔ ตัว เขาจะพูดถึงคน คนที่อยู่ในการศึกษาพวกนี้เริ่มตั้งแต่ครูบาอาจารย์ ๑. ต้องเด็กก่อน เด็กนักเรียน หรือกลุ่มผู้เรียนก่อน ครูบาอาจารย์ แล้วก็คนที่เกี่ยวข้อง ๒. หลักสูตร ระบบเนื้อหา การเรียนการสอนขณะนี้คงจะไปประยุกต์เรื่อย ๆ ๓. สำคัญส่วนหนึ่งก็คือบรรยากาศ การเรียนการสอน อุปกรณ์เครื่องช่วย ตึก อาคาร บ้านเรือน ที่เรียนต่าง ๆ หรือจะเรียน ใต้ต้นไม้ก็ได้ ๔. ต้องมีการวัดผล จะทำอะไรต้องมีการวัดผลแล้วก็ประเมินผล ประเมินผล ในวงรอบ ประเมินผลตัวเขาเอง หรือประเมินผลต่าง ๆ ตรงนี้เขียนไว้ดี แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่จะ ประเมินผลนักเรียนให้ครบ ๔ ด้าน ด้านกาย ศีล จิต ปัญญา จึงมีสัดส่วนของการวัดประเมินผล ระหว่างการประเมินผลเพื่อตัดสินกับประเมินเพื่อพัฒนา ตัดสินต้องแข่งกันเหมือนแข่งดนตรี แข่งกีฬา เอาแพ้เอาชนะ แต่แข่งเพื่อการพัฒนาไม่กดดันนะครับ เพื่อทำให้ตัวเองดีขึ้น เพื่อทำให้กลุ่มตัวเองดีขึ้น เพื่อทำให้สังคมดีขึ้น เป็นการแข่งเพื่อสมัครใจแล้วอย่างนี้จะง่ายครับ เพราะฉะนั้นผมต้องฝากว่าเราควรจะมาหาในเชิงประจักษ์ว่าให้น้ำหนักของความสมดุล ในการประเมินว่าสอดคล้องกับบริบทของการจัดการเรียนการสอนว่าถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่ ผมพยายามรวบรวมมาเมื่อคืนนี้ว่าถ้าเราจะหันมาเรื่องจริง ๆ ในเรื่องพุทธวิธีสอน เขารวบรวมไว้เยอะ แต่มี ๔ ข้อท่านประธานครับ ตัวนี้ผมฝากไปเผื่อพิจารณาว่าการจะประเมิน เพื่อพัฒนา ๑. เราอาจจะเน้นฝากเฉพาะตรงตัวผู้เรียน อย่างอื่นผมคงไม่ได้อภิปรายมาก เราต้องดูว่าความแตกต่างของผู้เรียนต่างกันมากไหม อย่างไร เพราะตัวผู้เรียนสำคัญ แม้แต่ พระพุทธองค์ในพระสูตรจะเห็นว่ามีข้อความนี้บ่อย ๆ พระพุทธองค์จะสอนใครก็ควรจะดู ผู้รับการสอนหรือผู้เรียนก่อนว่าบุคคลนั้น ๆ เป็นบุคคลประเภทใด มีพื้นความรู้ ความเข้าใจ หรือความพร้อมแค่ไหน แล้วควรจะสอนอะไร แค่ไหน แต่ต้องดูว่าผู้เรียนแต่ละคนมีอัธยาศัย มีความโน้มเอียง ความสนใจ ความถนัดเหมือนกันหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ ชอบนี่สำคัญที่สุด อย่าไปฝืนเขา เพราะความรู้เกิดขึ้นกับผู้เรียนเอง ไม่ได้ไปยัดเยียด ไม่ใช่สิ่งที่ครูยัดเยียดให้ ในพระสูตรบอกว่า เหล่าสัตว์มีธุลีในดวงตาน้อยก็มี มีธุลีในดวงตามากก็มี มีอินทรีย์กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ยากก็มี ตระหนักถึงภัยในปรโลกก็มี สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าบุคคลประเภทไหน พระพุทธองค์ก็สอนเนื้อหา เหมาะสำหรับบุคคลประเภทนั้น ๒. คือความพร้อม ความพร้อมที่ว่านี้ก็เหมือนบ่มผลไม้ นอกจากดูความแตกต่างของผู้เรียนแล้วต้องดูความพร้อมของผู้เรียนด้วย ความสุกงอม แห่งอินทรีย์หมายถึงว่าบางคนมีพื้นความรู้พอจะเข้าได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา หรือไม่มีความพร้อม ก็ต้องดูด้วยเหมือนผลไม้ที่ไม่สุก บ่มเท่าไรก็รับประทานไม่อร่อย หรืออาจจะสุกยากหรือไม่สุก ไปเรื่อย ๆ ก็ฉันใดฉันนั้น ๓. ต้องดูว่าสอนให้ผู้เรียนทำด้วยตนเองหรือเปล่า อันนั้นเป็น ปรัชญาดั้งเดิมโดยเฉพาะทางยุโรปหรือทางอังกฤษเราจะรู้ ท่านใช้ภาษาอังกฤษก็คือ เลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by Doing) ตรงนี้เป็นคลาสสิก (Classic) เป็นสิ่งที่อมตะ เพราะฉะนั้นผู้เรียนรู้ว่าเขาทำด้วยตนเองได้ไหม มีพูดแล้วก็สอนไป แล้วก็ฝึกให้เขาทำไหม อันนี้สำคัญ ๔. การมีส่วนร่วมของผู้เรียน ตรงนี้ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีอยู่เรื่อย ๆ ผู้เรียนจะต้องมีบทบาทด้วย แล้วก็ให้เขาได้มีส่วนที่ทำหรือไม่ เพียงไร ทีนี้ในความไม่พร้อม ๔ ข้อนี้ผมมีข้อมูลเชิงประจักษ์อันหนึ่งว่าลูกที่เกิดจากแม่วัยรุ่น ที่อายุสัก ๒๐ ปี หรือไม่ถึง ๒๐ ปี จะมีโอกาสเสี่ยงแล้วก็ต้องรับภาระสูง มีข้อมูลจากการศึกษา ของธนาคารโลกว่าต้นทุนการเสียโอกาสในบางประเทศมีระดับการพัฒนาที่คล้ายคลึงกับ ประเทศไทย อย่างเช่นประเทศบราซิลมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ๓.๕ พันล้านเหรียญ คือตรงนี้ เขาอาจจะเพิ่ม ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านเหรียญ หากหญิงวัยรุ่นทุกคนไม่ประสบปัญหาตั้งครรภ์ ก่อนอายุ ๒๐ ปี แต่ถ้าหันมาดูของไทยเราท่านประธานครับ ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามีอัตรา การเกิดในกลุ่มแม่วัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม่ไม่พร้อม สถิติของสำนักงานอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย พบว่าปี ๒๕๕๖ มีจำนวนการคลอดทั้งหมด ๗๔๘,๐๖๗ ราย ในจำนวนนี้ เป็นการคลอดจากวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จำนวน ๑๒๕,๓๗๑ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๘ ประชากรที่เกิดใหม่เฉพาะแม่ซึ่งมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นประชากร ด้อยคุณภาพถึงร้อยละ ๑๖ จากประชากรที่เกิดใหม่ อันนี้ก็คือความไม่พร้อมครับท่านประธาน ผมยกแค่หลืบหนึ่งแต่ยังมีอีกหลาย ๆ ส่วน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการเรื่องนี้ อยู่ท่ามกลางของหลาย ๆ หลืบแต่เราก็ต้องเดินไป แล้วผมขอให้กำลังใจทุก ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะในการตั้งต้นของคณะกรรมาธิการจะต้องผลักดันต่อไป กราบขอบพระคุณครับ